จากครูถึงศิษย์!‘พล.อ.บุญสร้าง’ย้อนความทรงจำ 1 ปีที่สอน‘นักเรียนนายร้อยประยุทธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629000

จากครูถึงศิษย์!‘พล.อ.บุญสร้าง’ย้อนความทรงจำ 1 ปีที่สอน‘นักเรียนนายร้อยประยุทธ์’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.45 น.

จากครูถึงศิษย์!‘พล.อ.บุญสร้าง’ย้อนความทรงจำ 1 ปีที่สอน‘นักเรียนนายร้อยประยุทธ์’

16 มกราคม 2565 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คุรุสภาได้มีพิธีจัดงานวันครู ครั้งที่ 66 ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิด “พลังครูยุคใหม่ สร้างคุณภาพคนไทยสู่สากล” ในรูปแบบผสมผสาน คือ ออนไซต์ แบบนิวนอร์มอล และออนไลน์ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันครู รวมถึงพิธีคารวะครูอาวุโสของนายกรัฐมนตรี และมอบสารเนื่องในโอกาสวันครู และพิธีคารวะครูอาวุโส ของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ในรูปแบบออนไลน์ และวีดีโอคอนเฟอร์เร้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘นายกฯ’เปิดงานวันครูครั้งที่ 66 ‘พลังครูยุคใหม่ สร้างคุณภาพคนไทยสู่สากล’)

ในส่วนครูของนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ครูผู้สอนวิชากลศาสตร์ (Machanic) วิศวกรรมเครื่องกล ชั้นปีที่ 4 พ.ศ.2517 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.)

พล.อบุญสร้าง กล่าวว่า ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ลืมวันเวลาร่วมกันในรั้ว จปร. ในปี 2517 พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 4 และเป็นการสอนปีที่ 2 ในชีวิตการสอนของตน ตนสอนวิชากลศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาของวิศวกรรมเครื่องกล พล.อ.ประยุทธ์ เรียนกับตน 1 ปี นักเรียนนายร้อยประยุทธ์ เป็นลูกศิษย์ที่ตั้งอกตั้งใจเรียน มีความสนใจในวิชาการ มีสมาธิที่ดี เรียบร้อย และเป็นผู้ที่มีความอดทน

“ความทรงจำเกี่ยวกับนักเรียนนายร้อยแทบจะเหมือนกันหมด เพราะทุกคนทำอะไรเหมือนกันหมด ถ้าจะจำได้ก็เป็นนักเรียนที่มีความเรียบร้อยเป็นพิเศษ หรือบางคนอาจจะเกเรนิดหน่อย ก็จะจำได้ ผมจำ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ และเชื่อว่าอดีตผู้บังคับบัญชา และครูบาอาจารย์ของท่าน ก็จะรู้สึกเหมือนๆกัน คือ ภูมิใจในลูกศิษย์คนนี้มาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นลูกศิษย์ที่ดี เวลาผ่านมาเกือบ 50 ปีมาแล้ว ท่านจบมาก็เป็นทหาร ในที่สุดได้มาเป็นผู้นำกองทัพ และได้มาเป็นผู้นำประเทศ” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

พล.อ.บุญสร้าง กล่าวอีกว่า การเป็นครูเป็นอาชีพที่คิดว่าสำคัญที่สุดในโลก ไม่ว่าอยู่ตรงไหนหรืออยู่สังคมใด เพราะคือการสร้างคน ให้มีคุณสมบัติที่ดี คือ มีความซื่อสัตย์ สุจริต ขยันขันแข็ง เสียสละเพื่อส่วนรวม ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ปลูกฝังให้อยู่ในจิตใต้สำนึกของลูกศิษย์ให้ได้ ถ้าทำได้ ถ้าทุกคนในชาติมี บ้านเมืองจะไม่ตกต่ำ หากมีภัยพิบัติอะไรมาจะช่วยแก้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฯเตรียมหารือ 14 หน่วยงาน ผุดวอร์รูมสแกน‘เด็กตกหล่น’พาน้องกลับมาเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628967

นายกฯเตรียมหารือ 14 หน่วยงาน ผุดวอร์รูมสแกน‘เด็กตกหล่น’พาน้องกลับมาเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.08 น.

นายกฯเตรียมหารือ 14 หน่วยงาน ผุดวอร์รูมสแกน‘เด็กตกหล่น’พาน้องกลับมาเรียน

16 มกราคม 2565 ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ในวันที่ 17 มกราคม 2565 เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน “โอกาส พาน้องกลับมาเรียน” ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงผู้แทนจาก 14 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) อาทิ กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , สำนำงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ , กรุงเทพมหานคร ,  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ฯลฯ เพื่อช่วยกันค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และออกกลางคันให้กลับเข้ามาเรียนให้ได้มากที่สุด

“ลำพังกระทรวงศึกษาฯคงตามเด็กที่ตกหล่นหรือออกกลางคันได้ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ท่านนายกฯจึงได้เชิญปลัดกระทรวงต่างๆมาร่วมมือกัน และจะเปิดศูนย์ฮอตไลน์ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานแจ้งว่าพบเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาอยู่บ้านเลขที่ใดบ้าง แล้วจะมีทีมงานระดับจังหวัดซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานที่ร่วม MOU ไปติดตามสอบถามเด็ก พร้อมกับวางระบบเพื่อส่งต่อเด็กไปเข้าเรียนตามความต้องการ เช่น เด็กอยากเรียน กศน.ก็ส่งไปเรียน กศน. ถ้าเด็กอยากเรียน สพฐ.ก็ส่งต่อไปโรงเรียนของ สพฐ.เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสรับการศึกษาต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘นักเรียนเลว’ป่วนวันครู!ยกพานดำไหว้‘ตรีนุช’ ชูป้าย‘ปาเจรา แต่การศึกษาไม่เจริญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628962

‘นักเรียนเลว’ป่วนวันครู!ยกพานดำไหว้‘ตรีนุช’ ชูป้าย‘ปาเจรา แต่การศึกษาไม่เจริญ’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 12.32 น.

‘นักเรียนเลว’ป่วนวันครู!ยกพานดำไหว้‘ตรีนุช’ ชูป้าย‘ปาเจรา แต่การศึกษาไม่เจริญ’

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 มกราคม 2565 ที่หน้าหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีกลุ่มนักเรียนเลวประมาณ 10 คน เดินทางมาพร้อมป้ายข้อความระบุว่า “พระคุณที่สามงดงามจริงหรือ!” , “ปาเจรา แต่การศึกษาไม่เจริญ” พร้อมพานสีดำมีรูป น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.  และประดับด้วยพวงมาลัย ดอกไม้จันทน์ ข้าวตอก และธูป เพื่อจะมาไหว้ น.ส.ตรีนุช เนื่องในวันครู

ตัวแทนนักเรียนเลว กล่าวว่า มีนักเรียนทักมาในเพจนักเรียนเลว ร้องเรียนว่าโดนละเมิดสิทธิจำนวนมาก แต่กลับพบว่าสายด่วน 1579 ของ ศธ. ที่เปิดเพื่อรับเรื่องร้องเรียนมีเพียงหลักสิบสายเท่านั้นที่ร้องเรียนเข้ามา ส่วนที่ น.ส.ตรีนุช ตั้งนโยบายการศึกษาขึ้นมา ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา และแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จึงขอให้ น.ส.ตรีนุช กลับไปดูนโยบายการศึกษาที่เคยให้ไว้ ว่านโยบายขณะนี้ตอบโจทย์การเรียนออนไลน์ในเวลานี้หรือไม่

“ปัจจุบันมีเด็กกี่คนที่ออกระบบการศึกษา ศธ.กำลังทำอะไรอยู่ ขอให้รับฟัง และเข้าใจถึงปัญหา ไม่ใช่รับฟังแล้วแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุช ได้รับฟังปัญหาการศึกษามาบ้าง แต่ไม่แก้ปัญหาเลย วันนี้วันครู พวกเรานักเรียนเลวนำพานมาไหว้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ และขอให้ น.ส.ตรีนุช มารับฟังและแก้ปัญหาให้ตรงจุด ถ้าแก้ไม่ได้ขอให้หาคนที่แก้ไขปัญหาได้เข้ามาทำงานแทน หรือถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป” ตัวแทนนักเรียนเลว กล่าว -005

‘นายกฯ’เปิดงานวันครูครั้งที่ 66 ‘พลังครูยุคใหม่ สร้างคุณภาพคนไทยสู่สากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628960

'นายกฯ'เปิดงานวันครูครั้งที่ 66 'พลังครูยุคใหม่ สร้างคุณภาพคนไทยสู่สากล'

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 12.21 น.

“พล.อ.ประยุทธ์” เปิดงานวันครูครั้งที่ 66  “พลังครูยุคใหม่ สร้างคุณภาพคนไทยสู่สากล” “ตรีนุช” เปรียบครูเป็น “พ่อแม่คนที่สอง” 

16 ม.ค.65 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คุรุสภาได้มีพิธีจัดงานวันครู ครั้งที่ 66 ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิด “พลังครูยุคใหม่ สร้างคุณภาพคนไทยสู่สากล” ในรูปแบบผสมผสาน คือ ออนไซต์ แบบนิวนอร์มอล และออนไลน์ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันครู รวมถึงพิธีคารวะครูอาวุโสของนายกรัฐมนตรี และมอบสารเนื่องในโอกาสวันครู และพิธีคารวะครูอาวุโส ของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ในรูปแบบออนไลน์ และวีดีโอคอนเฟอร์เร้น 

โดยเวลา 08.00 น. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. ได้เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10 รูป  พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์ พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ เพื่อเป็นสิริมงคล โดยมี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. คณะกรรมการคุรุสภา คณะผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วมในพิธี                    

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบสารให้กับคุณครู ตอนหนึ่งว่า “เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 66 วันที่ 16 มกราคม 2565 ได้เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ผมขอน้อมมุทิตาจิตและแสดงกตเวทิตาคุณแด่ครูผู้การุณย์แก่ศิษย์เสมอมา พร้อมทั้งขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านทั่วประเทศ ครูเป็นผู้จุดประกายความคิด อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ เพื่อให้ศิษย์เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ คุณธรรม และมีจิตสาธารณะ รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคม รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาขับเคลื่อนโดยภูมิปัญญาและนวัตกรรมตามเผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาของชาติแบบองค์รวม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นการสร้างครูยุคใหม่และผู้เรียนที่ใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการดำเนินชีวิตในโลกยุควิถีใหม่

“ปี พ.ศ. 2565 นี้ ผมขอมอบคำขวัญ “วันครู” ครั้งที่ 66 ว่า “พัฒนาครู พัฒนาเด็ก เรียนรู้สู่อนาคต” ด้วยตระหนักถึงการพัฒนาครู ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะที่เหมาะสมสอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล สามารถถ่ายทอดให้ศิษย์มีความรู้และทักษะที่จำเป็น เกิดการเรียนรู้ คิดริเริ่ม สร้างสรรค์ พัฒนาสิ่งใหม่ ผมขอเป็นกำลังใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านที่มุ่งมั่น ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการทำหน้าที่อำนวยความรู้แก่ศิษย์ เพื่อให้ศิษย์เติบโตเป็นอนาคตของชาติที่มีคุณภาพ คุณธรรม และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 66  พ.ศ.2565 ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจสรรพสิ่งศักดิ์ที้งหลายที่ทุกท่านนับถือ ตลอดจนเดชะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โปรดอภิบาลประทานพรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านประสบแด่ความสุข สวัสดี มีความเจริญ มีพลังกาย พลังใจที่เข้มแข็ง มีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ และสัมฤทธิผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการโดยทั่วกัน

สำหรับวันครูของนายกรัฐมนตรี ได้แก่ 
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ครูผู้สอนวิชากลศาสตร์ (Machanic) วิศวกรรมเครื่องกล ชั้นปีที่ 4 พ.ศ. 2517 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.)

โดย พล.อบุญสร้าง กล่าวว่า ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ลืมวันเวลาร่วมกันในรั้ว จปร. ในปี 2517 พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 4 และเป็นการสอนปีที่ 2 ในชีวิตการสอนของตน ตนสอนวิชากลศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาของวิศวกรรมเครื่องกล พล.อ.ประยุทธ์เรียนกับตน 1 ปี นักเรียนนายร้อยประยุทธ์ เป็นลูกศิษย์ที่ตั้งอกตั้งใจเรียน มีความสนใจในวิชาการ มีสมาธิที่ดี เรียบร้อย และเป็นผู้ที่มีความอดทน 

“ความทรงจำเกี่ยวกับนักเรียนนายร้อยแทบจะเหมือนกันหมด เพราะทุกคนทำอะไรเมหือนกันหมด ถ้าจะจำได้ก็เป็นนักเรียนที่มีความเรียบร้อยเป็นพิเศษหรือบางคนอาจจะเกเรนิดหน่อย ก็จะจำได้ ผมจำพล.อ.ประยุทธ์ได้ และเชื่อว่าอดีตผู้บังคับบัญชา และครูบาอาจารย์ของท่าน ก็จะรู้สึกเหมือนๆ กัน คือภูมิใจในลูกศิษย์คนนี้มาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นลูกศิษย์ที่ดี ซึ่งเวลาผ่านมาเกือบ 50 ปีมาแล้ว ท่านจบมาก็เป็นทหาร ในที่สุดได้มาเป็นผู้นำกองทัพ และได้มาเป็นผู้นำประเทศ การเป็นครู เป็นอาชีพที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในโลก ไม่ว่าอยู่ตรงไหนหรืออยู่สังคมใด เพราะคือการสร้างคน ให้มีคุณสมบัติที่ดี คือ มีความซื่อสัตย์ สุจริต ขยันขันแข็ง เสียสละเพื่อส่วนร่วม มือความกล้าหาญ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ปลูกฝังให้อยู่ในจิตใต้สำนึกของลูกศิษย์ให้ได้ ถ้าทำได้ ถ้าทุกคนในชาติมี บ้านเมืองจะไม่ตกต่ำ หากมีภัยพิบัติอะไรมาจะช่วยแก้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พล.อบุญสร้าง กล่าว 

ขณะที่ น.ส.ตรีนุช ได้ส่งสารถึงคุณครูเนื่องในโอกาสวันครู ตอนหนึ่งว่า “ตนขอส่งความรักและความปรารถาดีมายังเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษาของชาติด้วยดีเสมอมา ประเทศใดประ เทศหนึ่งจะมั่นคงและตั้งอยู่ได้ ก็ด้วย การมีทรัพยากรที่จำเป็นอย่างบริบูรณ์ ในบรรดาทรัพยากรที่แต่ละประเทศมีอยู่นั้น “คน” คือทรัพยากรที่มีชีวิต แลพเป็นทรัพยากรทรงคุณค่าที่มีส่วนสำคัญต่อการกำหนดความเป็นไปของประเทศ ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ เป็นผลพวงจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ และเป็นความยิ่งใหญ่ที่อาจเทียบได้กับ “ผู้ประกอบวิชาชีพครู” ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ชีวิตของเด็กและเยาวชน ให้เติบโตเป็นคนที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ต่อไป

“ศธ. ในฐานะองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพได้ยึดมั่นในการ “พัฒนาครู พัฒนาเด็ก เรียนรู้ สู่อนาคต ” ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีคำขวัญเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 66 มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินนโยบายในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูให้เป็นผู้ที่มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ และเน้นให้ความสำคัญด้านภาษาและดิจิทัล เพื่อครูสามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัยได้อย่างมืออาชีพ และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียนอย่างจริงจัง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการร่วมกับคุรุสภาและหน่วยงานอื่นๆ ในการคัดเลือกครูผู้มีผลงานดีเด่นให้เข้ารับรางวัลต่าง ๆ ระดับประเทศทุกปี เพื่อเป็นการยกย่องสรรเสริญครูผู้เป็นแบบอย่างในระบบการศึกษายุคใหม่” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

นอกจากนี้  น.ส.ตรีนุช ยังได้กล่าวมุทิตาจิต แด่คุณครู นงลักษณ์ ภมรจันทรมัส ครูชั้นเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ตอนหนึ่ง ว่า คุณครูผู้มอบชีวิต และสร้างตัวตนให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน 40 กว่าปีมาแล้ว ที่โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว มีสองมือที่คอยประคองให้ดิฉัน หัดเขียนหัดอ่าน ก ไก่ เป็นครั้งแรก และเป็นสองมือที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และความอบอุ่นในทุกครั้งที่ได้เจอ

“ครูนงลักษณ์” ครูสอนวิชาคัดลายมือของดิฉัน เป็นครูที่เป็นมากกว่า ผู้ให้กำเนิดชื่อ แต่เป็นครูที่มอบชีวิต และสร้างตัวตนให้ “ตรีนุช” เป็น
“ตรีนุช” มาจนทุกวันนี้

ดิฉันเป็น “บุตรสาวคนที่สาม” จากบรรดาพี่น้องทั้งหมดสี่คน ในวัยเด็ก ดิฉันได้มีโอกาสฟังคำสอน ที่จับใจดิฉันอยู่เสมอว่า หนึ่งชีวิตของคนเรานั้น มีการเกิดได้อยู่ 2 หน โดยการเกิดหนที่หนึ่งนั้น คือ “การเกิดของเลือดเนื้อและชีวิต” ที่เราได้รับจากคุณพ่อคุณแม่ ส่วนการเกิดในครั้งที่สองนั้น คือ “การเกิดทางปัญญา” ซึ่งเราจะได้รับจากคุณครู ผู้ทำหน้าที่เสมือนพ่อแม่บังเกิดเกล้า คอยเลี้ยงดูขัดเกลาลูกศิษย์ทุกคน ดุจดั่งลูกแท้ ๆ ของตัวเอง

การที่คนคนหนึ่งจะมีชีวิตความเป็นอยู่ หรือตัวตนอย่างไรนั้น นอกเหนือจากการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนของพ่อแม่แล้ว  “ครู” คือหนึ่งในผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับชีวิต และการสร้างตัวตนของคนคนหนึ่งมากที่สุด สำหรับเด็ก ๆ บางคนแล้ว ครูยังอาจต้องเป็น “พ่อแม่คนที่สอง” เพื่อช่วยเติมเต็ม และเป็นความสมบูรณ์ให้แก่เด็ก ๆ ในยามที่พวกเขารู้สึกเปราะบาง เรียกว่า “ครู” เป็นมากกว่าอาชีพ  แต่เป็น “จิตวิญญาณ” ที่ไม่อาจมีอาชีพใดมาทดแทนได้

ในยามที่สังคมกำลังตั้งความคาดหวังกับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของชาติ อีกหนึ่งกระจกสะท้อนที่ดีที่สุด คือการย้อนมองกลับมาที่ครู ว่าในวันนี้ คุณครูของเรา มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่อย่างไร และยังมีความสุข ความภาคภูมิใจ กับการทำหน้าที่ “แม่พิมพ์ของชาติ” อยู่หรือไม่?

เป็นเวลากว่า 2 ปี  ที่เราทุกคนต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก  จากสถานการณ์ของโรคระบาดร้าย และมีหลายสิ่ง ที่ได้เข้ามาซ้ำเติมความบอบช้ำ จากการทำหน้าที่ของครูไม่มากก็น้อย ทว่า ท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้ เราได้เห็นความพยายาม และการต่อสู้ของครู เพื่อเอาชนะอุปสรรค และข้อจำกัดต่างๆ ที่คอยขวางกั้นโอกาสในการเรียนรู้ของลูกศิษย์เราได้ เราได้เห็นรูปแบบ และเทคนิควิธีการสอนใหม่ ๆ  ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมากมาย ที่ทำให้ลูกศิษย์ของเรามีความสุข สนุกไปกับการเรียนรู้ และเรายังได้เห็นนวัตกรรมการเรียนรู้ ที่เปลี่ยนครูจากการเป็น “ผู้สอน (teacher)” มาเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator)” ที่คอยจุดประกาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

ขอขอบคุณคุณครูทุกท่าน ที่ได้อุทิศแรงกาย แรงใจ ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ให้แก่ลูกหลานและเยาวชนของเราตลอดมา และขอให้ทุกท่านมีกำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญาที่ถึงพร้อม เพื่อร่วมกันมอบชีวิต และสร้างตัวตน ให้แก่ลูกศิษย์ของเราต่อไป เพื่อวันข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่ เพื่อประเทศไทยของเรา 

ด้าน คุณครู นงลักษณ์ กล่าวว่า ตนสอน น.ส.ตรีนุช ในระดับชั้นเด็กเล็ก สอนวิชาด้านการเตรียมพร้อมด้านการเขียน การอ่าน เพื่อเตรียมเรียนต่อชั้น ป.1  น.ส.ตรีนุช ตอนเด็ก ๆจะเป็นคนเรียบร้อย น่ารัก ยิ้มแย้ม ปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆได้ดี แต่จะเป็นคนพูดน้อย ตั้งใจเรียนสนใจอ่านเขียนตามที่ครูบอก ไม่เข้าใจก็จะถาม เป็นคนฉลาดมีไหวพริบดี ตนได้ติดตามข่าวสารของลูกศิษย์คนนี้มาตลอดเวลา รู้สึกดีใจ ภูมิใจที่ลูกศิษย์คนนี้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ซึ่งนับเป็นกระทรวงที่สำคัญ กระทรวงหนึ่ง ตนมั่นใจว่า น.ส.ตรีนุช สามารถที่จะใช้ความรู้ ความสามารถมาพัฒนาการศึกษาให้เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองได้

“ครูรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ครู ได้สอนและวางรากฐานให้กับเด็ก ๆ ด้วยความรัก ความผูกพันและอดทนมานานถึง 36 ปี ยิ่งเห็นเด็กเจริญเติบโตและก้าวหน้าในอาชีพการงาน ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นครู ทั้งนี้ ยังมีสิ่งที่ประทับใจใน น.ส.ตรีนุช คือ เป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน น.ส.ตรีนุช จะไม่ลืมเข้ามาทักทายตลอด และในฐานะที่เป็นครูรุ่นพี่ อยากจะฝากน้องๆนอกจากจัดการสอนวิชาการแล้ว ต้องเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรมให้มากขึ้น เด็กจะได้มีคุณธรรม จริยธรรมในหัวใจ และจะเป็นคนดีของสังคม อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข” ครูนงลักษณ์ กล่าว

ต่อมา น.ส.ตรีนุช ได้มอบรางวัลให้แก่ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2564 – 2565 จำนวน 14 คน และรางวัลคุรุสภา ประจำปี 2563 – 2564 “ระดับดีเด่น” จำนวน 18 คน 

ด้าน ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-

นายกฯมอบคำขวัญวันครู’พัฒนาครู พัฒนาเด็ก เรียนรู้สู่อนาคต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628945

นายกฯมอบคำขวัญวันครู'พัฒนาครู พัฒนาเด็ก เรียนรู้สู่อนาคต'

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.18 น.

นายกฯ มอบสาร/คำขวัญวันครู “พัฒนาครู พัฒนาเด็ก เรียนรู้สู่อนาคต” ยกย่องเชิดชูเกียรติครูเนื่องในโอกาสวันครู 16 มกราคม 2565 ย้ำตระหนักถึงการพัฒนา “ครู” หัวใจหลักการพัฒนาการศึกษาของชาติ เป็นกำลังใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน อำนวยความรู้ให้ศิษย์เติบโตเป็นอนาคตของชาติ 

16 ม.ค.65  เวลา 09.20 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบสารถึงครูทุกคนทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 66 วันที่ 16 มกราคม 2565 เพื่อระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ตลอดจนยกย่องเชิดชูเกียรติครูและพัฒนาวิชาชีพครู โดยนายกรัฐมนตรีขอน้อมมุทิตาจิตและแสดงกตเวทิตาคุณแด่ครูผู้การุณย์แก่ศิษย์เสมอมา พร้อมทั้งขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนทั่วประเทศ 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่าครูเป็นผู้จุดประกายความคิด อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ เพื่อให้ศิษย์เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ คุณธรรม และมีจิตสาธารณะ รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคม รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาขับเคลื่อนโดยภูมิปัญญาและนวัตกรรมตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาของชาติแบบองค์รวม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นการสร้างครูยุคใหม่และผู้เรียนที่ใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการดำเนินชีวิตในโลกยุควิถีใหม่

นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญ “วันครู” ครั้งที่ 66 ในปีพุทธศักราช 2565 นี้ ว่า “พัฒนาครู พัฒนาเด็ก เรียนรู้สู่อนาคต” ด้วยตระหนักถึงการพัฒนาครูซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะที่เหมาะสม สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถถ่ายทอดให้ศิษย์มีความรู้และทักษะที่จำเป็น เกิดการเรียนรู้ คิดริเริ่ม สร้างสรรค์ พัฒนาสิ่งใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีขอเป็นกำลังใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนที่มุ่งมั่น ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการทำหน้าที่อำนวยความรู้แก่ศิษย์ เพื่อให้ศิษย์เติบโตเป็นอนาคตของชาติที่มีคุณภาพ คุณธรรม และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป 

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกคนนับถือ ตลอดจนเดชะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โปรดอภิบาลประทานพรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนประสบแด่ความสุข สวัสดี มีความเจริญ มีพลังกาย พลังใจที่เข้มแข็ง มีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ และสัมฤทธิผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการโดยทั่วกัน 

สำหรับปีนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้กำหนดจัดงานวันครู ครั้งที่ 66 ในวันที่ 16 มกราคม 2565 ด้วยรูปแบบผสมผสาน (onsite และ online) ในหัวข้องานวันครู “พลังครูยุคใหม่ สร้างคุณภาพคนไทยสู่สากล” เพื่อระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน และส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดี หรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลัง ได้ยึดถือปฏิบัติตาม ในการนี้ได้นำคำขวัญและสารนายกรัฐมนตรี เพื่อพิมพ์ในหนังสือ ที่ระลึกวันครู พ.ศ. 2565 ในรูปแบบ E – book ด้วย

‘สวนดุสิตโพล’เปิด‘จุดเด่น-ด้อย’ คะแนน 20 ตัวชี้วัด‘ดัชนีครูไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628934

‘สวนดุสิตโพล’เปิด‘จุดเด่น-ด้อย’ คะแนน 20 ตัวชี้วัด‘ดัชนีครูไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 08.03 น.

‘สวนดุสิตโพล’เปิด‘จุดเด่น-ด้อย’ พร้อมคะแนน 20 ตัวชี้วัด‘ดัชนีครูไทย’ เผยผลสำรวจแนะยุคโควิดต้องปรับตัวอย่างมากจาก ‘ผู้ให้ความรู้’ เป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมและออกแบบกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ เหมาะสมกับการเรียนแบบ Online

16 มกราคม 2565 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” เป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 17 สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,734 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 10-13 มกราคม 2565 เน้นตัวชี้วัด 20 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว การพัฒนาตนเอง และการพัฒนาวิชาชีพในรอบปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

1. ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2564  เต็ม 10 ได้ 7.75 คะแนน

ปี 2560 ได้ 7.69 คะแนน

ปี 2561 ได้ 6.48 คะแนน

ปี 2562 ได้ 6.25 คะแนน

ปี 2563 ได้ 7.35 คะแนน

2. ประชาชนให้คะแนน 20 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

อันดับ 1 มนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ 7.98 คะแนน

อันดับ 2 มีความเมตตา มีจิตใจโอบอ้อมอารี  7.97 คะแนน

อันดับ 3 บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 7.92 คะแนน

อันดับ 4 รักในวิชาชีพครู มีอุดมการณ์ความเป็นครู 7.89 คะแนน

อันดับ 5 ขยันขันแข็ง อดทน เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต  7.87 คะแนน

อันดับ 6 มีเป้าหมาย ประเมินและปรับปรุงพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 7.86 คะแนน

อันดับ 6 การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู 7.86 คะแนน

อันดับ 8 ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม 7.84 คะแนน

อันดับ 9 ความรู้ความสามารถในการสอนและถ่ายทอดความรู้ 7.83 คะแนน

อันดับ 10 ทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้ข้อมูลใหม่ ๆ 7.81 คะแนน

อันดับ 11 สามารถทำงานเป็นทีมได้ 7.78 คะแนน

อันดับ 12 ช่วยเหลือนักเรียน เพื่อนร่วมงาน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 7.77 คะแนน

อันดับ 12 มีทัศนคติที่ดี เข้าใจและคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน 7.77 คะแนน

อันดับ 14 ดูแลตนเองทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ 7.74 คะแนน

อันดับ 14 อบรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 7.74 คะแนน

อันดับ 16 มีความน่าเชื่อถือ เป็นแบบอย่างที่ดี 7.69 คะแนน

อันดับ 17 ปรับตัวได้เร็ว แก้ปัญหาได้ดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7.68 คะแนน

อันดับ 18 ควบคุมอารมณ์ได้ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม 7.64 คะแนน

อันดับ 19 มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง 7.61 คะแนน

อันดับ 20 ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน 6.75 คะแนน

3. “จุดเด่น-จุดด้อย” ของ ครูไทย วันนี้ คือ

+ จุดเด่น

ใช้เทคโนโลยี มีทักษะใหม่ ๆ มีเทคนิคการสอนที่ดี 82.29%

ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ขยัน ทุ่มเท เสียสละ 65.69%

มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ใกล้ชิดกับชุมชน ท้องถิ่น 61.53%

+ จุดด้อย

ภาระงานมาก ไม่มีเวลา 74.99%

ขาดงบประมาณ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน 59.42%

มีหนี้สินมาก รายได้น้อย 55.04%

4. ประชาชนคิดว่า “ครูไทยในยุคโควิด-19” ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

1. สอนออนไลน์ให้น่าสนใจ ปรับรูปแบบการสอน 85.38%

2. ใช้สื่อโซเชียลให้เป็นประโยชน์ พัฒนาด้านภาษาและเทคโนโลยี 84.46%

3. ดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ป้องกันตนเองจากโควิด-19 75.69%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ดัชนีครูไทย ปี 2564 ครูไทยในยุคโควิด-19” กลุ่มตัวอย่าง 3,734 คน สำรวจวันที่ 10-13 มกราคม 2565 พบว่า ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2564 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 7.75 คะแนน โดยดัชนีที่ได้คะแนนมากที่สุด คือ มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ 7.98 คะแนน ดัชนีที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือ ด้านการประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน 6.75 คะแนน โดยประชาชนมองว่าจุดเด่นของครูไทย คือ การใช้เทคโนโลยี มีทักษะใหม่ ๆ มีเทคนิคการสอนที่ดี ร้อยละ 82.29 จุดด้อยคือ มีภาระงานมาก ไม่มีเวลา ร้อยละ 74.99 โดยครูไทยในยุคโควิด-19 ต้องปรับตัวด้านการสอนออนไลน์ให้น่าสนใจ ปรับรูปแบบการสอน ร้อยละ 85.38 รองลงมาคือ ใช้สื่อโซเชียลให้เป็นประโยชน์ พัฒนาด้านภาษาและเทคโนโลยี ร้อยละ 84.46

กลุ่มตัวอย่างที่เป็น “ครู” ให้คะแนนดัชนีครูไทย 8.40 คะแนน ส่วน “นักเรียน/นักศึกษา” ให้ 8.25 คะแนน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ  ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ทั้งครูและนักเรียนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เมื่อครูมองครู นักเรียนมองครู จึงมีความเข้าอกเข้าใจ “หัวอกครู” เป็นอย่างดี เมื่อโควิด-19 พลิกวงการศึกษาไทยอย่างรวดเร็ว รัฐบาล จึงควรคว้าโอกาสนี้ในการพัฒนาการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นและไม่ทิ้งให้ใครต้องหลุดจากระบบการศึกษาไป ไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียนก็ตาม

ส่วน ดร.กิ่งกาญจน์ ทองงอก ผู้จัดการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ สุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า “ดัชนีครูไทย” ปีนี้น่าสนใจมาก หากวิเคราะห์รายละเอียดจะพบว่าดัชนี 5 อันดับแรกเป็น Soft skills ทั้งสิ้น เช่น มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ความเมตตา บุคลิกภาพที่ดี ความเป็นครูที่ดี หรือความเสียสละ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญและเห็นว่าครูไทยมีความโดดเด่นในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งแตกต่างจาก 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่ดัชนีอันดับต้น ๆ เป็น Hard skills เช่น มีความรู้ หรือการเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ ๆ  ในเรื่องจุดด้อยของครูไทยหากต้องการพัฒนาเรื่องภาระงานมากและไม่มีเวลา ควรนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนให้ทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงควรปรับจากการทำงานคนเดียวมาเป็นการทำงานเป็นทีมอย่างเข้มแข็ง บริหารจัดการบทบาทของคนในทีมอย่างเหมาะสม เชื่อว่าครูจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายเรื่องนี้ได้

ในยุคโควิด-19 ครูต้องปรับตัวอย่างมาก การสอนในรูปแบบ Online หรือ Hybrid Learning ทำให้บทบาทของครูต้องปรับเปลี่ยนจาก “ผู้ให้ความรู้” เป็น “ผู้สร้างสภาพแวดล้อมและออกแบบกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้” โดยต้องเหมาะสมกับการเรียนแบบ Online และทำงานเป็น Partner กับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมมือกันพัฒนาเด็กๆ ให้เติบโตอย่างสมวัยในยุคโควิด-19

ศบค.ชุดเล็กเห็นชอบจัดฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี ‘ตรีนุช’เตรียมแผนเผชิญเหตุเปิดเรียน On-site

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628790

ศบค.ชุดเล็กเห็นชอบจัดฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี 'ตรีนุช'เตรียมแผนเผชิญเหตุเปิดเรียน On-site

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.16 น.

วันที่ 14 มกราคม 2565  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงผลการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค. หรือ ศบค.ชุดเล็ก) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำเสนอ โดยเห็นควรให้มีการเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site โดยสถานศึกษาดังกล่าวจะต้องผ่านการประเมิน TSC + และต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการเตรียมการจัดการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนอายุ 5-11 ปี ซึ่งจากการสำรวจของ ศธ.ล่าสุด พบว่ามีผู้ปกครองให้ความยินยอมที่จะให้บุตรหลานของตนเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ถึงร้อยละ 71 จากนี้ไป ศธ.จะประสานการจัดหาวัคซีน และเตรียมขั้นตอนปฏิบัติการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

“ทั้งนี้สถานศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทตามการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ และได้เน้นย้ำและกำชับให้ผู้บริหารทุกระดับให้ความสำคัญในการตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในกำกับของตนเองที่มีการเปิดเรียนแบบ On-site เพื่อตรวจสอบมาตรการ 6-6-7 และที่สำคัญมีแผนเผชิญเหตุหากมีการพบผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำแผนเผชิญเหตุหากพบผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติที่เหมาะสมทั้งในระดับคุณครู และระดับสถานศึกษา ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด และเห็นชอบ และได้เน้นย้ำให้คุณครู และผู้บริหารสถานศึกษายืดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด โดยแนวปฏิบัติหลัก หากพบผู้ที่มีความเสี่ยง หรือพบผู้ติดเชื้อจะต้องทำการคัดแยกเด็กดังกล่าว และรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นประสานและแจ้งต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เข้าดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับทราบ

สำหรับมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) ได้แก่ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือ คัดกรองวัดไข้ ลดการแออัด และทำความสะอาด  ส่วน 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) ประกอบด้วย ดูแลตนเอง ใช้ช้อนกลาง กินอาหารปรุงสุกใหม่ ลงทะเบียนเข้าออกโรงเรียน สำรวจตรวจสอบ และกักกันตัวเอง และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา ได้แก่ การประเมิน TSC+ รายงานผลผ่าน MOE COVID อย่างต่อเนื่อง, การทำSmall Bubble สำหรับกิจกรรมแบบกลุ่มย่อย, การจัดอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารและหลักโภชนาการ, การอนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ความสะอาด น้ำ ขยะ , การทำ School Isolation โดยมีแผนเผชิญเหตุและซักซ้อม, การทำ Seal Route ดูแลการเดินทางจากบ้านไปกลับโรงเรียน และการจัดให้มี School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา 

ศธ.-สธ. เสนอ ศปก.ศบค.ให้สถานศึกษาเปิดเรียนแบบ On-Site

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628789

ศธ.-สธ. เสนอ ศปก.ศบค.ให้สถานศึกษาเปิดเรียนแบบ On-Site

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.07 น.

วันที่ 14 มกราคม 2565 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ โฆษก สพฐ. เปิดเผยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) เข้าร่วมการประชุมและรายงานข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในสถานศึกษา และรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาที่เปิดเรียน  ร่วมกับ นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย โดยนำเสนอยังศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ว่า ควรให้สถานศึกษาเปิดเรียนแบบ On-Site แต่ต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษาและปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ พร้อมทั้งเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ของตนเอง

โดยนายสุภัทร จำปาทอง และ นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข ได้กล่าวถึงข้อสรุปของคณะอนุกรรมการการเปิดเรียนปลอดภัย และ PH-EOC ว่า คณะอนุกรรมการฯ มีมติเห็นควรให้เปิดการเรียนการสอนแบบ On-site โดยสถานศึกษาต้องผ่านการประเมิน TSC+ พร้อมทั้งปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และ 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด โดยสถานศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทตามการแพร่ระบาดในพื้นที่ และให้สามารถเปิด on-site ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการเน้นย้ำและกำชับ ให้ผู้บริหารตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในกำกับ ให้ปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 รวมถึงแผนเผชิญเหตุ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที รวมทั้ง ยังร่วมกันประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ฉีดวัคซีนเพื่อให้ลดการแพร่เชื้อและเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดกับร่างกาย เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและชุมชน

“นอกจากนี้ ยังมีการรายงานด้วยว่า ศธ. ได้ร่วมมือกับ สธ.   ในการเตรียมการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี ซึ่ง ศธ. ได้สำรวจพบว่า ผู้ปกครองให้ความยินยอมให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีน ถึงร้อยละ 71 โดย ศธ. ได้ผลิตสื่อทำความเข้าใจเรื่องวัคซีนต่อผู้ปกครองและนักเรียนแล้ว ทั้งนี้ เด็กและผู้ปกครองในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับวัคซีน และต้องเคร่งครัดมาตรการเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยทาง ศธ และ สธ จะเพิ่มการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ทุกคนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง รวมทั้งประสานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ในการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด ตามที่ได้นำเสนอต่อ ศปก.ศบค. และเข้า ศบค. ต่อไป เพื่อการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน และนักเรียนสามารถเข้าถึงการเรียน on-site ได้ทุกที่อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ ยังร่วมกับกรมอนามัย ในการกำกับติดตามการปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างใกล้ชิดด้วย” นางเกศทิพย์ กล่าว

วช.เตรียมโชว์รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 65 ในงานวันนักประดิษฐ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628732

วช.เตรียมโชว์รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 65 ในงานวันนักประดิษฐ์

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.45 น.

นักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ ระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking) แก้ปัญหามลพิษและโรคทางน้ำ ฟื้นฟูและจัดการคุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ร่วมมือการประปาฯ กรมปศุสัตว์ กรมควบคุมมลพิษ ใช้ประโยชน์งานวิจัย สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  เตรียมรับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2565 และจัดแสดงผลงานให้ชมในงานวันนักประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

ปัจจุบัน แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ น้ำฝน น้ำแม่น้ำ ลำคลอง น้ำใต้ดินและน้ำทะเล เกิดความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ผลมาจากการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ทั้งแบบที่ทราบจุดแน่นอน และแบบไม่ทราบจุดแน่นอน เช่น การรั่วไหลของท่อรวบรวมน้ำเสียใต้ดิน น้ำฝนที่ชะพาสิ่งสกปรกลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ตลอดจนสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ป่าและนกน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มลพิษทางน้ำแบบไม่ทราบแหล่งกำเนิดแน่ชัด กลับมีปริมาณที่หลากหลายและส่งผลกระทบต่อภาวะมลพิษที่ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่า ซึ่งยังคงไม่มีระบบบริหารจัดการ หรือระบบติดตาม ตรวจสอบ ที่เป็นรูปธรรม ทำให้ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณในการจัดการคุณภาพน้ำและน้ำเสียในปี พ.ศ. 2562 สูงถึง 2,154 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม 

ดร.ขวัญรวี สิริกาญจน นักวิจัยเชี่ยวชาญ จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากผลของโครงการวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีผลกระทบสูงต่อประเทศ ช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม และลดปัญหาข้อขัดแย้งจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ  ซึ่งประเทศไทยได้ประสบปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผลการวิจัยได้รับการต่อยอดร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประปานครหลวง และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์งานวิจัยในการระบุแหล่งปนเปื้อนมลพิษ พร้อมกำหนดแผนจัดการฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้อย่างเมาะสมกับงบประมาณและความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ 

“โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวคิดใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง หรือ Blue Economy ให้เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยวทางน้ำ และเพื่อเตรียมพร้อมให้ไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในอาเซียน อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ผลสำเร็จของโครงการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ กว่า 13 ผลงาน อ้างอิงผลกระทบเชิงวิชาการในระดับนานาชาติ 95 ครั้ง และคว้ารางวัลผลงานวิจัยระดับนานาชาติ จำนวน 6 รางวัล รวมทั้ง เป็นผลงานเดียวที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ นับว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรวิจัย และการแข่งขันเชิงวิชาการของประเทศ” ดร.ขวัญรวี กล่าวเสริม 

 สำหรับการใช้เทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ในการตรวจระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking ; MST) มีกรอบการทำงานครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาวิธีการตรวจวัดจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารที่จำเพาะกับมนุษย์และสัตว์แต่ละชนิด โดยอาศัยการตรวจวัดเชื้อไวรัสที่จำเพาะกับแบคทีเรีย หรือเรียกว่า แบคเทอริโอเฟจ และการตรวจทางอณูชีวโมเลกุลของสารพันธุกรรมด้วยวิธีพีซีอาร์ และพีซีอาร์เชิงปริมาณ การศึกษาลักษณะเฉพาะต่าง ๆ เช่น ความคงทนในสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการวิเคราะห์ จนได้เป็นเทคโนโลยีการตรวจแหล่งปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการที่มีความพร้อม ทดสอบวิธีที่พัฒนาใหม่ในพื้นที่จริงของประเทศ พัฒนาเทคนิคตัวอย่าง ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้สัมผัสน้ำปนเปื้อน และต่อยอดองค์ความรู้พัฒนาเครื่องมือแบพกพาสำหรับตรวจวัดจุลินทรีย์เพื่อระบุการปนเปื้อนในภาคสนาม  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการวิจัยขั้นสูง ที่สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาในโจทย์ใหม่ที่มีความท้าทายสูง เช่น การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคอุบัติใหม่โควิด-19 ในน้ำเสีย ทำให้ไทยสามารถตอบสนองปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และเท่าทันต่อสถานการณ์

25 มหา’ลัยมีมติเปิดลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบัน ‘ปลัดอว.’เผยนศ.ได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628472

25 มหา’ลัยมีมติเปิดลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบัน ‘ปลัดอว.’เผยนศ.ได้ประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.44 น.

บันทึกประวัติศาสตร์อุดมศึกษาไทย! อธิการบดี 25 สถาบัน มีมติ เปิดลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามสถาบันได้ ปลัด อว.เผย นศ.ได้ประโยชน์หลากหลาย

วันที่ 13 มกราคม 2565 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจการลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันระหว่างสถาบันสมาชิกของที่ประชุมคณะผู้บริหารบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ทคบร.) โดยมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 25 สถาบันเข้าร่วม มี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. เป็นประธาน และ ศ.ดร.พญ.พัชรีย์ เลิศฤทธิ์  ประธาน ทคบร.และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เป็นพยานลงนาม  

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ เปิดเผยว่า อว. มีภารกิจหลักสำคัญ 3 ด้าน คือ การสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรม ภายในระยะเวลา 2 ปีเศษหลังการจัดตั้งกระทรวง อว.ได้พัฒนากลไกใหม่ๆ เพื่อปลดล็อคปัญหาและอุปสรรคที่เคยเป็นมาของมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุด อาทิ การจัดกลุ่มมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นเลิศของแต่ละแห่ง การปลดล็อคระยะเวลาสูงสุดในการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าของอาจารย์ โดยเพิ่ม 5 ช่องทางในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นต้น  

ปลัด อว. กล่าวต่อว่า การลงนามฯ ในครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของระบบการอุดมศึกษาไทย ที่เกิดขึ้นโดยความเห็นชอบของอธิการบดีทั้ง 25 สถาบัน เรื่องนี้เป็นเรื่องยากอย่างมากแต่วันนี้เราสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ถือเป็นการนำนโยบายของ อว. ในด้านระบบคลังหน่วยกิตและการใช้ทรัพยากรร่วมกันมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักศึกษาที่ควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ให้พวกเขามีโอกาสเสาะแสวงหาความรู้ตามรายวิชาที่ตนสนใจและได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายจากมหาวิทยาลัยที่ต่างก็มีของดีและความเป็นเลิศที่แตกต่างกัน ขณะที่มหาวิทยาลัยยังได้รับประโยชน์จากการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นการสนธิกำลังกันให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศในก้าวต่อไป  

ด้าน ศ.ดร.พญ.พัชรีย์ กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ 25 สถาบันการศึกษา มีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ด้วยการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาสามารถลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามสถาบันและสามารถใช้หน่วยกิตของรายวิชาดังกล่าวให้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยกิตในหลักสูตรที่นักศึกษากำลังศึกษาได้ รวมทั้งสามารถนำไปอยู่ในระบบคลังหน่วยกิตสะสมได้ตามข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน เพื่อเป็นการส่งเสริมประสบการณ์ทางวิชาการสังคมแก่นิสิต นักศึกษา  

สำหรับสถาบันการศึกษา 25 แห่งที่สามารถลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันได้ ประกอบด้วย ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่ ม.ทักษิณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ม.ธรรมศาสตร์ ม.นเรศวร ม.บูรพา ม.พะเยา ม.มหิดล ม.มหาสารคาม ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.รามคำแหง ม.วลัยลักษณ์ ม.ศิลปากร ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.สงขลานครินทร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ม.เทคโนโลยีสุรนารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ม.อุบลราชธานี โดยนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปสามารถศึกษารายละเอียดการลงทะเบียนข้ามสถาบันและรายวิชาที่เปิดรับลงทะเบียนได้ที่ https://graduate.mahidol.ac.th/cgau/courses.php