ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

18 ส.ค. 2569 09:28 น.

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเปิดการเจรจา หลังสั่งลดการซ้อมรบร่วมสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ครั้งใหญ่ ชี้สัมพันธ์กับผู้นำเกาหลีเหนืออยู่ในระดับ “ดีมาก”

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ตอบรับข้อเสนอของเขาที่ต้องการเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ หลังจากทรัมป์เพิ่งสั่งให้ลดการซ้อมรบทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ลงอย่างมาก ท่ามกลางความคาดหวังว่าอาจเปิดทางให้การเจรจากับเปียงยางกลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ผู้นำทั้งสองติดต่อกันเมื่อใด ผ่านช่องทางใด หรือพูดคุยเรื่องอะไร โดยระบุเพียงว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปในทาง “บวกมาก”

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล  ว่าได้สั่งให้นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยอ้างว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก กับคิม จองอึน และไม่พอใจที่สหรัฐฯ ยังคงเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า การซ้อมรบร่วมไม่เพียงมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์อย่างสิ้นเชิงไปยังเกาหลีเหนือ ซึ่งเขาระบุว่าไม่เคยคุกคามและให้ความเคารพต่อเขาตลอดช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคิมว่า ทั้งสองพบกันหลายครั้งและต่างเข้าใจกัน พร้อมย้ำว่าผู้นำเกาหลีเหนือปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างมาก

ทั้งนี้ ในสมัยแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเคยพบคิม จองอึนแบบพบหน้ากัน 3 ครั้ง ได้แก่ การประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 การประชุมที่กรุงฮานอยของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และการพบกันที่หมู่บ้านปันมุนจอม บริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ ในเดือนมิถุนายน 2562.

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

18 ส.ค. 2569 09:21 น.

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

นายบู เม็ง หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนจากเรือนจำ S-21 ของเขมรแดง เสียชีวิตที่บ้านในกัมดาล ขณะอายุ 85 ปี หลังออกมาบอกเล่าความโหดร้ายและเรียกร้องความยุติธรรมแก่เหยื่อ

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายฮัง นิเสย์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum) เปิดเผยว่า นายบู เม็ง หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่เป็นที่รู้จักจากเรือนจำเอส-21 (S-21) อันเลื่องชื่อของเขมรแดง ได้เสียชีวิตที่บ้านพักในจังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม ขณะมีอายุ 85 ปี

รายงานข่าวระบุว่า นายบู เม็ง ถือเป็นบุคคลสำคัญในการเก็บรักษาความทรงจำเกี่ยวกับความโหดร้ายของระบอบเขมรแดง หลังระบอบการปกครองล่มสลาย โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เขาออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับการปราบปรามและการสังหารผู้คน พร้อมเรียกร้องให้มีการค้นหาความจริงและนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมารับผิด

โดยเรือนจำ S-21 หรือคุกตวลสเลง ในกรุงพนมเปญ เคยเป็นศูนย์กักกันและสอบสวนที่สำคัญของเขมรแดงในช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบพล พต ระหว่างปี 2518-2522 ผู้ต้องขังจำนวนมากถูกทรมานและสังหาร ขณะที่มีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่ราย ขณะที่ต่อมา บู เม็ง ได้ขึ้นให้การต่อศาลพิเศษในศาลกัมพูชา หรือ ศาลพิเศษพิจารณาคดีอาชญากรรมเขมรแดง (Extraordinary Chambers in the Courts of Cambodia-ECCC) ในคดีหมายเลข 001 ซึ่งดำเนินคดีกับคัง เค็ก เอียว หรือ “สหายดุจ” (Kaing Guek Eav หรือ Duch) อดีตหัวหน้าและเลขานุการฝ่ายความมั่นคงของเรือนจำ S-21 

การเสียชีวิตของบู เม็ง ถือเป็นการสูญเสียพยานสำคัญอีกคนหนึ่งของประวัติศาสตร์เขมรแดง ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับเหยื่อและเหตุการณ์ความโหดร้ายในช่วงหนึ่งที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์กัมพูชา.

ที่มา Freshnews

“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

"มิน อ่อง หล่าย" เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

18 ส.ค. 2569 08:22 น.

“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

“มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเมียนมา เดินทางเยือนรัสเซียครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี หารือ “วลาดิเมียร์ ปูติน” พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และการทหาร

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางออกจากกรุงเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม เพื่อเยือนรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชูสติน และนายวยาเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาดูมาแห่งรัฐ รวมถึงเข้าร่วมเวทีการประชุมเศรษฐกิจเมียนมา-รัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ขณะที่คณะผู้ติดตามของมิน อ่อง หล่าย ประกอบด้วยรัฐมนตรีหลายกระทรวงและนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับครอบครัวของเขาและรัฐบาลทหาร

นอกจากนี้ยังมีโซ มินต์ หม่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานอวกาศเมียนมา ร่วมเดินทางด้วย ท่ามกลางกระแสการหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดาวเทียมกับรัสเซีย รวมถึงแนวคิดในการคัดเลือกและฝึกอบรมนักบินอวกาศคนแรกของเมียนมาในรัสเซีย ขณะเดียวกัน นายทหารระดับสูงหลายรายร่วมคณะเดินทางเพื่อหารือกับฝ่ายกองทัพรัสเซียเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งที่ 5 ของมิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน โดยก่อนหน้านี้เดินทางเยือนอินเดีย จีน ลาว และไทย และเป็นการเดินทางไปรัสเซียครั้งที่ 6 นับตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2564.

ที่มา Irrawaddy

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

18 ส.ค. 2569 06:46 น.

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เข้าประทับที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการประชวร และจะทรงลาป่วยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่สมเด็จพระราชินีก็ทรงเข้ารับการตรวจเพื่อเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 สำนักพระราชวังนอร์เวย์ประกาศว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เข้าประทับที่โรงพยาบาลและทรงลาจากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เนื่องจาก “ภาวะคั่งของน้ำในร่างกายซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล”

สำนักพระราชวังระบุอีกว่า เจ้าชายฮากอน มกุฎราชกุมาร พระชนมายุ 53 พรรษา จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนองค์ ในระหว่างที่พระราชบิดาทรงลาป่วย

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คิงฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งมีพระชนมายุ 89 พรรษาแล้ว และเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในยุโรป เพิ่งเข้ารับการรักษาด้วยฮอร์โมนคอร์ติโซนสำหรับโรคโลหิตจางจากภาวะเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย (haemolytic anaemia) ซึ่งเป็นโรคเลือดหายาก ที่ส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดลง

ทั้งนี้ คิงฮารัลด์เสด็จขึ้นครองราชย์ในเดือนมกราคม 2534 และทรงปฏิเสธการสละราชสมบัติอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

ในปี 2567 พระองค์ทรงได้รับการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหลังจากทรงพระประชวรขณะเสด็จประพาสพักผ่อนที่ประเทศมาเลเซีย และในปีเดียวกัน สำนักพระราชวังนอร์เวย์ก็ประกาศว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์จะทรง “ลดพระราชกรณียกิจสาธารณะลงอย่างถาวร” เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นของพระองค์

คิงฮารัลด์เคยถูกนำส่งโรงพยาบาลบนเกาะเตเนริเฟของสเปนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังทรงมีพระอาการติดเชื้อและภาวะขาดน้ำ

นอกจากคิงฮารัลด์แล้ว สำนักพระราชวังเผยด้วยว่า สมเด็จพระราชินีซอนยาได้เสด็จฯ เข้าประทับที่โรงพยาบาลในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเข้ารับการตรวจและเฝ้าระวังอาการเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย (หัวใจ)

ปัญหาสุขภาพของสมเด็จพระราชาและพระราชินีแห่งนอร์เวย์ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายของราชวงศ์

ในเดือนมีนาคม เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารี พระชายาในเจ้าชายฮากอน ตกเป็นข่าวพัวพันกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ โดยพระองค์ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า พระองค์ทรงปรารถนาที่จะไม่เคยพบกับชายคนนี้

เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ถูกเปิดเผยว่า เคยแลกเปลี่ยนอีเมลหลายร้อยฉบับกับเอปสตีน ในช่วงปี 2554-2557 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่อดีตนักการเงินรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาค้าประเวณีไปแล้ว และเคยประทับที่บ้านของเอปสตีนในฟลอริดาในช่วงที่เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย

3 เดือนต่อมา ในเดือนมิถุนายน มาริอุส บอร์ก ฮอยบี บุตรชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาข่มขืน 2 กระทง และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

18 ส.ค. 2569 06:02 น.

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

ศาลในรัสเซียตัดสินจำคุกสมาชิกพรรคฝ่ายค้านคนสำคัญ ซึ่งต่อต้านการทำสงครามกับยูเครนเป็นเวลา 11 ปี 1 เดือน ในข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จและทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 ว่า นาย เลฟ ชลอสเบิร์ก นักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญของรัสเซียวัย 63 ปี และรองหัวหน้าพรรค “ยาโบลโค” (Yabloko) ฝ่ายเสรีนิยม ถูกศาลในเมืองปัสคอฟ (Pskov) ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 11 ปีกับอีก 1 เดือน

ข่าวระบุว่า ชลอสเบิร์ก ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหา “ทำลายความน่าเชื่อถือ” ของกองทัพรัสเซีย และ “เผยแพร่ข้อมูลเท็จ” เกี่ยวกับกองทัพ ผ่านข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

ชลอสเบิร์กปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่ากระบวนการตัดสินนี้เป็นเพียงการเลียนแบบการสอบสวนเพื่อลงโทษผู้ที่มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่าง และเขาได้ย้ำข้อเรียกร้องให้รัสเซียหยุดยิงกับยูเครน และเริ่มการเจรจาทางการเมืองอีกครั้งด้วย

ทั้งนี้ ศาลฎีกาของรัสเซียได้ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของพรรคยาโบลโค ส่งผลให้พรรคถูกห้ามส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะเกิดขึ้น โดยพรรคยาโบลโคถือเป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนถูกต้องเพียงพรรคเดียวที่คัดค้านการรุกรานยูเครน

พรรคถูกถอดถอนจากการเลือกตั้งรัฐสภาภายใต้ข้อกล่าวหาว่า ให้การสนับสนุน “ขบวนการ LGBT สากล” ซึ่งรัสเซียจัดให้เป็นกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่พรรคฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลรัสเซียยื่นฟ้องร้อง โดยพรรคยาโบลโคปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

อนึ่ง ปัจจุบันรัสเซียเหลือพรรคการเมือง 10 พรรคที่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งรัฐสภา และทั้งหมดล้วนให้การสนับสนุนการทำสงครามในยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

18 ส.ค. 2569 03:47 น.

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์กับจีน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ด้านความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ เพื่อนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของสิงคโปร์

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์กับจีนลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ ในขณะที่สิงคโปร์กำลังสร้างเสริมขีดความสามารถเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์

ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งลงนามโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) และสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งประเทศจีน (CAEA) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความร่วมมือล่าสุดของสิงคโปร์กับพันธมิตรระหว่างประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้

MTI ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า บันทึกความเข้าใจนี้จะสนับสนุนความพยายามของสิงคโปร์ในการพัฒนาขีดความสามารถที่เป็นอิสระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์อย่างเป็นกลางและถูกต้องตามหลักเทคนิค

การทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศยังช่วยในการเตรียมความพร้อมของสิงคโปร์ สำหรับภารกิจการทบทวนโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์แบบบูรณาการ (INIR) ระยะที่ 1 ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2570 ด้วย

MOU ฉบับนี้ลงนามโดยนาย ออกัสติน ลี เลขาธิการถาวรด้านพลังงานและการค้าของ MTI และนายหลิว จิ้ง รองประธาน CAEA โดยมี ดร.ตัน ซี เล่ง รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (ด้านพลังงานและอุตสาหกรรม) และนายซ่าน จงเต๋อ ประธาน CAEA ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามด้วย

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สิงคโปร์และจีนจะร่วมมือกันในด้านต่างๆ รวมถึงการประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์, การฝึกอบรมบุคลากรและการเยี่ยมชมเชิงวิทยาศาสตร์, การศึกษาและการสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน, ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์, มาตรการพิทักษ์ความปลอดภัย และความมั่นคง ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ลงนามในกรอบข้อตกลงระยะเวลา 5 ปีกับ IAEA เพื่อยกระดับความสามารถของสิงคโปร์ในการประเมินเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ, เสริมสร้างการเฝ้าระวังรังสีในสิ่งแวดล้อม, ปรับปรุงเคมีรังสีในอาหารและการทดสอบความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูง และการรักษาโรคมะเร็ง

ในเดือนเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (NEA) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งสหรัฐอเมริกา (USNRC) เพื่อพัฒนากรอบหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับฝ่ายความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ด้วย

โดยโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของ NEA เข้าร่วมการฝึกอบรมและการดูงานในด้านต่างๆ เช่น การกำกับดูแลเตาปฏิกรณ์, การประเมินความปลอดภัย และขั้นตอนการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์ของสิงคโปร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สิงคโปร์ประกาศเมื่อหลายปีก่อนว่า จะเริ่มการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และผลกระทบของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อสิ่งแวดล้อม โดยในการประกาศงบประมาณปี 2568 นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวว่า รัฐบาลจะศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์ และสร้างเสริมขีดความสามารถในด้านนี้อย่างเป็นระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

18 ส.ค. 2569 02:48 น.

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

รัฐมนตรีเมียนมาเปิดเผยว่า เกิดการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรคในนครย่างกุ้ง ส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลกว่า 500 รายแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โบ เทย์ (Bo Htay) รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมประจำภูมิภาคออกมาระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.เป็นต้นมา มีประชาชนรวม 500 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการท้องร่วงรุนแรง โดยในจำนวนนี้เกือบ 150 รายมีผลตรวจเชื้ออหิวาตกโรคเป็นบวก

ถ้อยแถลงของนาย โบ เทย์ นับเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่ามีการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรค หลังจากในช่วงกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยทยอยเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการท้องร่วงอย่างต่อเนื่อง

นาย โบ เทย์ แถลงต่อสภาภูมิภาคย่างกุ้ง ซึ่งครอบคลุมเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศว่า ผลการตรวจหาเชื้ออหิวาตกโรคแบบรวดเร็ว (Rapid tests) พบผู้มีผลเป็นบวกแล้ว 149 ราย และในจำนวนนี้ มี 9 รายที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากห้องปฏิบัติการสาธารณสุขแห่งชาติ ว่าติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae

ทั้งนี้ อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารรุนแรงที่เกิดจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา

องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคนี้เป็น “ภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก และสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำตลอดจนการขาดการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ” ในขณะที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและภาคสาธารณสุขของเมียนมาอยู่ในสภาทรุดโทรม หลังเผชิญสงครามกลางเมืองมา 5 ปี

รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 100 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เริ่มลดลงหลังจากนั้น

ผู้ป่วยวัย 92 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการท้องร่วง แต่หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ของรัฐบาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตจากโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและปอด โดยไม่มีการยืนยันว่าเขาติดเชื้ออหิวาตกโรคหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

18 ส.ค. 2569 01:47 น.

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนีประกาศชื่อลูกสาวคนสุดท้องที่เพิ่งเกิดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่เคารพ 3 คน รวมถึงควีนเอลิซาเบธที่ 2

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 เจ้าหญิงยูจีนี แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงประกาศผ่านอินสตาแกรมว่า ทรงตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กของพระองค์ว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ “บุคคล 3 ท่านที่เราเคารพรักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน” ซึ่งรวมถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุอีกว่า การตั้งชื่อนี้ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของอังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็น “สองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ด้วย

แอดิเลด เกิดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส โดยมีน้ำหนักแรกคลอด 6 ปอนด์ 9 ออนซ์ หรือประมาณ 2,976 กรัม โดยเป็นทายาทคนที่ 3 ของเจ้าหญิงยูจีนี กับ แจ็ก บรูกส์แบงก์ พระสวามี ต่อจากลูกชาย 2 คนคือ ออกัสต์ ฟิลิป ฮอว์ก บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2564 และ เออร์เนสต์ จอร์จ รอนนี บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2566

ทั้งนี้ เจ้าหญิงยูจีนี พระชนมายุ 36 พรรษา ทรงแบ่งปันรูปใหม่ของ แอดิเลด รวมถึงรูปที่ลูกชายทั้งสองกำลังอุ้มน้องสาวพร้อมข้อความว่า “ครบ 2 สัปดาห์พอดีในวันนี้ที่เราได้ต้อนรับลูกสาวของเราสู่โลกใบนี้ และนับตั้งแต่นั้นมา เราได้ใช้เวลาที่แสนพิเศษ อบอุ่น และเต็มไปด้วยความรักอย่างที่สุด”

“พวกเรามีความสุขอย่างยิ่งที่จะแนะนำ แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์” ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุ “ชื่อนี้ตั้งตามบุคคลสามคนที่เรารักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงย่าทวดของแอดิเลด (ควีนเอลิซาเบธที่ 2) ผู้ซึ่งอยู่ในใจของเราเสมอ”

“พระนามของพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ข้อความระบุต่อ “อ็อกกี และ เออร์นี เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดเรียบร้อยแล้ว”

ด้านสำนักข่าว PA Media รายงานว่า ชื่อ “แอดิเลด” เชื่อว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมเด็จพระราชินีแอดิเลด (ค.ศ. 1792-1849) พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 รวมถึงนักบุญมาเรีย แอดิเลด แห่งโปรตุเกส

ส่วนที่มาของชื่อ “แอนนินา” นั้นยังไม่ชัดเจนนัก แต่คาดกันว่าเป็นความผูกพันส่วนตัวของเจ้าหญิงยูจีนีและแจ็กที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ แอดิเลดจะไม่มียศ “เจ้าหญิง” เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองคนของเธอที่ไม่มียศ “เจ้าชาย” และจะอยู่ในลำดับที่ 15 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ ก่อนหน้าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ เสด็จอาของเธอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

17 ส.ค. 2569 23:50 น.

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต ขณะอยู่บนภูเขาไฟเอตนา ในประเทศอิตาลี ซึ่งเกิดการปะทุต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดพายุฟ้าคะนองบนยอดเขา

สื่อของอิตาลีรายงานในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 ว่า นักท่องเที่ยวชายชาวอเมริกันวัย 30 ปี ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ เสียชีวิตหลังจากถูกฟ้าผ่าขณะอยู่บนภูเขาไฟ “เอตนา” (Mount Etna) ในแคว้นซิซิลี ของอิตาลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 ส.ค.) ในตอนที่เกิดพายุฟ้าคะนอง

รายงานระบุว่า พนักงานดับเพลิงและหน่วยบริการฉุกเฉินพบชายคนดังกล่าวในภาวะหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลาประมาณ 20:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น ในพื้นที่หวงห้ามซึ่งบางครั้งถูกใช้เป็นเส้นทางเพื่อเข้าใกล้ยอดเขามากขึ้น โดยชายคนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล “คันนิตซาโร” ในเมืองคาตาเนีย ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อมาถึง

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเอตนา ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดในยุโรป เกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้เถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าเหนือแคว้นซิซิลีตะวันออก และส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคาตาเนีย

แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมของภูเขาไฟนี้ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมปรากฏการณ์เป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน โดยในแต่ละปีมีผู้เยี่ยมชมภูเขาไฟเอตนาประมาณ 1.5 ล้านคน

เจ้าหน้าที่ต้องจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ของภูเขาไฟเอตนามากขึ้น รวมถึงบริเวณลาดเขาส่วนบนเหนือแนวเขตป่า ซึ่งแทบไม่มีที่หลบภัย เนื่องจากภูเขาไฟมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น

หน่วยงานป้องกันพลเรือนของอิตาลีเตือนว่า การผสมผสานระหว่างกิจกรรมของภูเขาไฟและความกดอากาศ หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันบนที่สูง สามารถทำให้เกิดเงื่อนไขที่เป็นอันตรายได้ รวมถึงพายุฟ้าคะนอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

17 ส.ค. 2569 22:52 น.

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ทางการดีอาร์คองโกยืนยันว่า ประเทศกำลังเผชิญการระบาดของอีโบลาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยจำนวนผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) ออกมายืนยันว่า การระบาดของไวรัสอีโบลาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนั้น เป็นการระบาดครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศแล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้ออีโบลาในการระบาดครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว นับตั้งแต่ทางการของดีอาร์คองโกประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. 2569 แซงหน้าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดในช่วงปี 2561-2563 ซึ่งอยู่ที่ 2,299 ศพ ไปแล้ว

นาย ทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการด้านมนุษยธรรมและการประสานงานบรรเทาภัยฉุกเฉิน (OCHA) กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดที่แพร่กระจายเร็วที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ พร้อมเตือนว่า “โรคระบาดนี้กำลังคร่าชีวิตผู้คนทุกๆ 30 นาที”

ไวรัสที่อยู่เบื้องหลังการระบาดในปัจจุบันคือ อีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะทางในการรับมือ แต่มีวัคซีนหลายตัวกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งรวมถึงวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท “แอสตราเซนเนกา” (AstraZeneca) ด้วย

ทั้งนี้ สถาบันสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า จนถึงตอนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้ออีโบลาทั้งสิ้น 4,945 ราย โดยรวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ 101 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อเปรียบเทียบกับการระบาดครั้งก่อน มีการพบผู้ป่วยนอกประเทศค่อนข้างน้อย โดย ณ วันที่ 12 ส.ค. มีการยืนยันผู้ป่วย 20 รายในประเทศยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่มีผู้ได้รับการรักษา 2 รายในเยอรมนี และมีการประกาศพบผู้ป่วย 1 รายในฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่า ความเร็วในการแพร่เชื้อของไวรัสในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งระบาดไปแล้ว 6 จังหวัดจากทั้งหมด 26 จังหวัดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง”

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส การระบาดของอีโบลาครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในโลกช่วงปี 2557-2559 ในแอฟริกาตะวันตก ใช้เวลาเกือบ 5 เดือน กว่าจะมียอดผู้เสียชีวิตถึง 1,000 ราย แต่การระบาดในปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตถึง 2,000 รายภายในเวลาเพียงสามเดือน แม้ว่านักวิจัยจะระบุว่าไวรัสอาจแพร่ระบาดโดยไม่ถูกตรวจพบมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ตาม

อนึ่ง การระบาดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 17 ที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นับตั้งแต่มีการค้นพบเชื้ออีโบลาเมื่อ 50 ปีก่อน โดยความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหลายปีและการย้ายถิ่นฐานของประชากรในระดับสูง ได้กลายเป็นอุปสรรคเพิ่มเติมของประเทศในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

องค์การอนามัยโลกคาดหวังว่า จะสามารถพลิกสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคให้ลดลงได้ภายใน 3 เดือน แต่ก็เตือนว่านั่นหมายถึงการควบคุมการแพร่เชื้อให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ใช่การยุติการระบาดทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc