สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

11 ส.ค. 2569 06:28 น.

สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

สหรัฐฯ ประกาศจะมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้โคลอมเบีย เพื่อสมทบทุนในด้านต่างๆ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 111 ศพแล้ว และยังมีผู้ติดใต้ซากปรักหักพังอีกหลายราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศผ่าน X ว่า สหรัฐฯ จัดสรรเงินทุนช่วยเหลือจำนวน 15.5 ล้านดอลลาร์แก่โคลอมเบีย สำหรับจัดหาที่พักพิง อาหาร การคุ้มครองช่วยเหลือ และการประเมินความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.4 จนสร้างความเสียหายอย่างหนักในโคลอมเบีย

“เราขอส่งกำลังใจและร่วมอธิษฐานไปกับชาวโคลอมเบียทุกคน และพร้อมที่จะสนับสนุนประธานาธิบดี (อาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา) รวมถึงรัฐบาลของเขา ในขณะที่พวกเขากำลังประเมินความต้องการช่วยเหลือในพื้นที่” กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ครั้งนี้ มีจุดกำเนิดลึกลงไปใต้ดินมากกว่า 100 กิโลเมตร บริเวณเมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ของโคลอมเบีย โดยประธานาธิบดี เด ลา เอสปรีเยยา ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 111 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 87 ราย

ภารกิจค้นหาและกู้ภัยกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั่วภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งพบอาคารพังถล่ม 61 แห่ง และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 1,575 หลัง ส่งผลให้รัฐบาลโคลอมเบียประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของโคลอมเบียเปิดเผยว่า มีผู้ป่วยหลายรายติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองกาลิ ทางตะวันตกของโคลอมเบีย ที่พังทลายลงมาบางส่วน

นาง ดิเลียน ฟรานซิสกา โตโร ผู้ว่าราชการจังหวัดบาเยเดลเกากา (Valle del Cauca) ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า พื้นที่บางส่วนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยกาลิ รวมถึงแผนกกุมารเวชกรรม “พังทลายลงมา ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ข้างใน” ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำงานเพื่อนำตัวพวกเขาออกมา

ด้าน อิร์เน ตอร์เรส คาสโตร ผู้จัดการโรงพยาบาล บอกกับผู้สื่อข่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลประมาณ 30% ได้พังถล่มลงมา ซึ่งรวมถึงชั้นอาคาร 3 ชั้นที่ใช้สำหรับแผนกกุมารเวชกรรม อายุรเวชกรรม และส่วนหนึ่งของแผนกทารกแรกเกิดด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จี้อิหร่าน จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิต ความหวังข้อตกลงริบหรี่

ทรัมป์จี้อิหร่าน จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิต ความหวังข้อตกลงริบหรี่

11 ส.ค. 2569 06:02 น.

ทรัมป์จี้อิหร่าน จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิต ความหวังข้อตกลงริบหรี่

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่าน ตอบโต้ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเตหะราน บอกให้สหรัฐฯ จ่ายค่าชดเชยสงคราม เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้คนที่เขาอ้างว่าถูกสังหารในสงคราม การโจมตี และการประท้วง นับเป็นการยกระดับวาทกรรมโต้ตอบกับเตหะรานอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะที่ความหวังในการบรรลุข้อตกลงฉุกเฉินเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเริ่มเลือนราง

นายทรัมป์ระบุว่า นี่เป็นการตอบโต้การที่อิหร่านตั้งเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ทำตามเพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึง การชดใช้ค่าเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา

“ผมเรียกร้องค่าชดเชยจากอิหร่านเช่นกัน สำหรับทุกคนที่พวกเขาได้สังหารและทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสด้วยระเบิดแสวงเครื่องริมถนน และความขัดแย้งมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามีชื่อเสียงมาก” ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ราคาน้ำมัน ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้จากถ้อยแถลงของอิหร่าน ได้ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากโพสต์ของทรัมป์ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ปรับตัวสูงขึ้น 4.25% เมื่อเวลา 17:20 น วันจันทร์ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT)

ทั้งนี้ การเรียกค่าชดเชยดังกล่าวเป็นประเด็นที่ทรัมป์ไม่เคยหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเลย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า ประเด็นนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาในอนาคตทั้งหมดกับผู้นำอิหร่าน และจะรวมถึงการเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินเยียวยาแก่ครอบครัวของผู้ประท้วงหลายแสนคนที่เขาอ้างว่าถูกอิหร่านสังหาร

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า อิหร่านควรชดเชยให้แก่ “ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือ ยูเอสเอส โคล (USS Cole)” ซึ่งอ้างอิงถึงเหตุการณ์โจมตีเรือรบดังกล่าวในเยเมนเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2543 ทำให้ทหารเรือสหรัฐ เสียชีวิต 17 นาย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม อัลเคดา ไม่ใช่อิหร่าน

“นอกจากนี้ ในส่วนของการเจรจากับอิหร่าน อิหร่านจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนในเลบานอน ซีเรีย เยเมน และกาซาด้วย!” ทรัมป์เขียนในโพสต์ที่สอง

ก่อนหน้านี้ อิหร่านระบุว่าใกล้จะบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับโอมานในการกำหนดเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังคงย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการจ่ายค่าชดเชย การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการยุติมาตรการทางทหาร ก่อนที่ช่องแคบแห่งนี้จะเปิดใช้งานอีกครั้ง

อนึ่ง ทรัมป์ ซึ่งเคยกล่าวว่าการโจมตีอิหร่านมีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ จากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และลดขีดความสามารถในการคุกคามภูมิภาค กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ยุติสงครามซึ่งไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในประเทศ ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

ปัจจุบัน นอกจากสหรัฐฯ จะไม่สามารถทำให้อิหร่านถอนตัวจากโครงการนิวเคลียร์ได้แล้ว อิหร่านยังกลายเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ขณะที่ความพยายามทางทหารของสหรัฐฯ นานหลายเดือน รวมถึงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศนานสองสัปดาห์ในเดือนกรกฎาคม กลับยังไม่สามารถทำลายการยึดครองช่องแคบของอิหร่านลงได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์อ่วม ฝนตก 9 วันติด ทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 16 ศพ

ฟิลิปปินส์อ่วม ฝนตก 9 วันติด ทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 16 ศพ

11 ส.ค. 2569 04:52 น.

ฟิลิปปินส์อ่วม ฝนตก 9 วันติด ทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 16 ศพ

ฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักติดต่อกันถึง 9 วัน ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนเกาะลูซอน

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 ทีมกู้ภัยของประเทศฟิลิปปินส์ออกมาเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุอันเกิดจากฝนที่ตกหนักติดต่อกันนาน 9 วันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ ในพื้นที่ทางเหนือของประเทศ หลังได้รับอิทธิพลเสริมจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และพายุหมุนเขตร้อน

ในหลายพื้นที่ เช่น เมืองตากอากาศ บากิโอ มีปริมาณฝนสะสมทะลุ 1,413 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอดทั้งเดือนสิงหาคมถึง 47% ส่วนพื้นที่ปริมณฑลกรุงมะนิลา (Metro Manila) มีปริมาณฝนแตะระดับเกือบ 90% ของค่าเฉลี่ยทั้งเดือน

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์พบผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติครั้งนี้แล้ว 16 ศพ โดยมาจากสาเหตุต่างๆ กัน เช่น ดินถล่มทับบ้านเรือน, จมน้ำ, ต้นไม้ล้มทับ และถูกไฟฟ้าดูด ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายรายด้วย

นอกจากนั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องสั่งปิดโรงเรียนและหน่วยงานราชการทั่วเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศ เป็นการชั่วคราว หลังจากอิทธิพลของพายุทำให้ห้องเรียนได้รับความเสียหายกว่า 2,400 ห้อง และถนนหลายสายในกรุงมะนิลามีน้ำท่วมขัง เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง

ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างระมัดระวังเนื่องจากฝนที่ยังตกและเสี่ยงดินถล่มซ้ำ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการโยธาระบุว่าระดับน้ำเริ่มทยอยลดลงแล้ว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขระบบระบายน้ำของประเทศอย่างจริงจังในระยะยาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ

11 ส.ค. 2569 03:53 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับตอนเป็นเด็กเล็ก แม้ว่านโยบายนี้จะเผชิญเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายก็ตาม

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับวัคซีนสำหรับเด็ก ทั้งเสนอให้ลดจำนวนการฉีดวัคซีนทั้งหมดที่แนะนำสำหรับเด็กเล็กลง และแบ่งตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กออกเป็น 3 หมวดหมู่

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้แยกวัคซีนรวมโรคหัด, คางทูม และหัดเยอรมัน หรือวัคซีน MMR ออกเป็นวัคซีนเดี่ยว 3 เข็ม ซึ่งขัดแย้งกับฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือกันเป็นวงกว้าง แต่เป็นไปตามคำยืนกรานของทรัมป์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่ว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนวัคซีนที่ฉีดกันอย่างแพร่หลายนี้

“เรากำลังลดจำนวนลง” ทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว “ไม่ใช่แค่ลดจำนวนวัคซีน หรือจำนวนการฉีด อย่างที่พวกคุณว่า แต่คุณจะได้ฉีดผ่านการไปพบแพทย์หลายฯ ครั้ง”

ภายใต้ร่างคำสั่งดังกล่าว นโยบายใหม่ของรัฐบาลแนะนำให้เด็กทุกคนรับวัคซีนป้องกันโรคหัด, คางทูม, หัดเยอรมัน, คอตีบ, บาดทะยัก, ไอกรน, โปลิโอ, ฮิบ (Hib), โรคติดเชื้อปอดบวม , เอชพีวี (HPV) และอีสุกอีใส

ขณะเดียวกัน มีการแนะนำให้เฉพาะกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้นที่จะได้รับ โมโนโคลนอลแอนติบอดี (mAbs) สำหรับไวรัส RSV และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ, ไวรัสตับอักเสบ บี, ไข้กาฬหลังแอ่นชนิด บี, ไข้กาฬหลังแอ่นชนิด ACWY และไข้เลือดออก จากเดิมที่แนะนำให้เด็กทุกกลุ่มรับวัคซีนเกือบทั้งหมดในนี้

ส่วนวัคซีนอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ จะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกัน หรือผ่านการหารือกับแพทย์ของเด็ก วัคซีนในกลุ่มนี้รวมถึงวัคซีนป้องกัน โรตาไวรัส, ไข้กาฬหลังแอ่น, ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19

การประกาศของทรัมป์ใกล้เคียงอย่างมากกับความพยายามของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ (HHS) ในเดือนมกราคม ที่จะลดจำนวนวัคซีนแนะนำสำหรับเด็ก แต่ถูกกลุ่มการแพทย์ต่างๆ ฟ้องร้องขัดขวางเอาไว้ และผู้พิพากษาตัดสินให้กลุ่มการแพทย์เป็นฝ่ายชนะ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กดดัน โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฯ ให้ดำเนินการเพิ่มเติมเกี่ยวกับตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก รวมถึงเร่งรัดความพยายามในการค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนกับภาวะออทิสติก

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวัคซีนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่เชื่อมโยงวัคซีนกับการทำให้เกิดภาวะออทิสติก

การลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ว่าที่ปรึกษาทางการเมืองของทรัมป์จะมีความกังวลมาโดยตลอดว่า การผลักดันนโยบายวัคซีนที่เป็นข้อถกเถียงและไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย อาจสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ลงคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โคลอมเบียประกาศภาวะฉุกเฉินหลังแผ่นดินไหวใหญ่ ดับพุ่ง 111 ศพ

โคลอมเบียประกาศภาวะฉุกเฉินหลังแผ่นดินไหวใหญ่ ดับพุ่ง 111 ศพ

11 ส.ค. 2569 02:52 น.

โคลอมเบียประกาศภาวะฉุกเฉินหลังแผ่นดินไหวใหญ่ ดับพุ่ง 111 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในโคลอมเบีย เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 111 ศพแล้ว ในขณะที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเร่งช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 รัฐบาลโคลอมเบียได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในจังหวัดโชโกทางตะวันตกของประเทศ สร้างความเสียหายอย่างหนักเป็นวงกว้าง และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ประธานาธิบดี อาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา แห่งโคลอมเบียยืนยันว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 111 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 87 ราย อาคารพังถล่ม 61 แห่ง และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 1,575 หลัง

นอกจากนี้ แผ่นดินไหวยังสร้างความเสียหายแก่ศูนย์บริการทางสาธารณสุข 18 แห่ง สถานศึกษา 52 แห่ง ศูนย์ชุมชน 17 แห่ง และถนนหนทางอีก 18 สาย

ทีมฉุกเฉินจากทั่วประเทศกำลังเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ติดอยู่ใต้ซากพังทลายของอาคารบ้านเรือน ซึ่งประธานาธิบดีย้ำว่า “ภารกิจเร่งด่วนอันดับแรกคือการพยายามช่วยเหลือผู้คนที่ยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง”

นาย เด ลา เอสปริเอยา ประกาศด้วยว่า เขาจะเดินทางไปยังเมืองคิบโด เมืองเอกของจังหวัดโชโก ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง

ดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง

10 ส.ค. 2569 23:20 น.

ดับแล้ว 26 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ตึกถล่ม 20 หลัง

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ที่โคลอมเบีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 26 ศพ รวมถึงเด็ก 3 ราย ในขณะที่เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง มีตึกถล่มอย่างน้อย 20 หลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ซึ่งเกิดขึ้นในภาคตะวันตกของประเทศโคลอมเบียเมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ รวมถึงเด็ก 3 รายที่ถูกกำแพงถล่มทับ

นาง ดิเลียน ฟรานซิสกา โตโร ผู้ว่าราชการจังหวัดบาเยเดลเกากา (Valle del Cauca) รายงานว่า มีเด็กเสียชีวิต 3 รายในเทศบาล กาลิมา เอล ดาเรียน (Calima El Darién) หลังจากกำแพงพังถล่มลงมา นอกจากนี้ นายโตโรยังระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในเมืองซาร์ซาล (Zarzal) ด้วย

ด้านนายกเทศมนตรีเมืองบูเอนาเบนตูรา (Buenaventura) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน รายงานว่าพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายในเมืองของเขา และมีสะพานพังถล่มหลายแห่ง

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ของโคลอมเบียรายงานการพบผู้เสียชีวิต 3 ราย ที่เมืองมานิซาเลส (Manizales) ในจังหวัดคัลดาส (Caldas) และอีก 18 รายที่เมืองเปเรรา (Pereira) ในจังหวัดริซารัลดา (Risaralda) และเมื่อรวมกับผู้เคราะห์ร้าย 5 รายล่าสุด ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตตอนนี้อยู่ที่ 26 ศพ

ขณะเดียวกัน อเลฮานโดร เอเดอร์ นายกเทศมนตรีเมืองกาลิ (Cali) เปิดเผยว่า มีอาคารอย่างน้อย 20 แห่งในเมืองของเขา พังถล่มลงมา และยังมีผู้ติดอยู่ภายในอาคารเหล่านั้น โดยนายเอเดอร์ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และร้องขอความช่วยเหลือด้านทีมกู้ภัยไปยังนายกเทศมนตรีกรุงโบโกตาและนายกเทศมนตรีเมืองเมเดยินแล้ว

“หากคุณรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือเห็นรอยแตกร้าวขนาดใหญ่มาก โปรดอพยพออกจากอาคาร” เขากล่าวเสริม

อนึ่ง สำนักงานธรณีวิทยาโคลอมเบียยืนยันว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดที่โคลอมเบียเคยเผชิญในรอบทศวรรษที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ มีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้ง ขนาด 2.8 และ 4.8 โดยครั้งหลังรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้เป็นวงกว้าง

ด้านหน่วยงานการบินพลเรือนของโคลอมเบียระบุว่า ท่าอากาศยานอย่างน้อย 7 แห่งในเมืองเปเรรา, มานิซาเลส, คิบโด, อาร์เมเนีย, การ์ตาโก และบูเอนาเบนตูรา ต้องหยุดให้บริการ เนื่องจากความเสียหายจากแผ่นดินไหว

นอกจากนี้ การให้บริการที่สนามบินเมืองโปปายัน (Popayán) ยังถูกระงับเนื่องจากมีเถ้าถ่านจากภูเขาไฟปูราเซ (Puracé) ตกลงมาในพื้นที่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ “รักษาท่าที” กับอิหร่าน และอยู่ในช่วง “กึ่งเจรจา”

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ “รักษาท่าที” กับอิหร่าน และอยู่ในช่วง “กึ่งเจรจา”

10 ส.ค. 2569 22:47 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ “รักษาท่าที” กับอิหร่าน และอยู่ในช่วง “กึ่งเจรจา”

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อในประเทศว่า ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังรักษาท่าทีกับอิหร่าน โดยพร้อมชะลอการใช้มาตรการทางทหารต่ออิหร่าน และยอมรับว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามก็ชะลอตัวลงเช่นกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Axios เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. 2569 ว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะชะลอการใช้มาตรการทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน เพื่อเฝ้าดูผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่มีต่อเตหะราน ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันจากคำขู่เมื่อเร็ว ๆ นี้

“เรากำลังรักษาท่าที” ทรัมป์บอกกับ Axios และเสริมว่าการพูดคุยเกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อยุติสงครามอิหร่านก็ชะลอตัวลงเช่นกัน “เรากำลังอยู่ในช่วงกึ่งเจรจากับพวกเขาเท่านั้น เรากำลังเฝ้ามองอิหร่านที่กำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้ออย่างมหาศาล และความจริงที่ว่าพวกเขากำลังไม่มีเงิน”

นี่ถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนครั้งใหญ่ของนายทรัมป์ จากเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่เขาออกโรงเตือนว่า เขากำลังให้โอกาสครั้งสุดท้ายแก่อิหร่านในการยอมรับข้อตกลงสันติภาพ มิฉะนั้นจะต้องเสี่ยงต่อการถูก “เด็ดหัว” โดยในขณะนั้น ทรัมป์ระบุว่าเขาตัดสินใจชะลอ “การโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” ตามคำขอของชาติพันธมิตร

ถ้อยแถลงล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังมีขึ้นในขณะที่อิหร่านกำลังเจรจากับโอมาน และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการจ่ายค่าชดเชยและการยุติการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมานดังกล่าว

ที่ผ่านมา นายทรัมป์มักอวดอ้างว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ที่กำลังปิดกั้นท่าเรือของอิหร่าน ได้ทำลายเศรษฐกิจของเตหะรานอย่างหนัก และบอกกับ Axios ด้วยว่า อิหร่าน “อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มาก” ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดล้อม

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ต่อแกลลอนอยู่ที่มากกว่า 4 ดอลลาร์เล็กน้อย ณ วันที่ 10 ส.ค. เมื่อเทียบกับ 2.98 ดอลลาร์ในช่วงที่ทรัมป์เริ่มเปิดฉากสงครามเมื่อ 28 ก.พ.

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 5 เดือนของการทำสงคราม ทรัมป์ออกมาพูดหลายครั้งเรื่องความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ที่จะกำจัดศักยภาพทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองประเทศบรรลุร่วมกันในเดือนมิถุนายนกลับพังทลายลงอย่างรวดเร็ว และนับตั้งแต่นั้นมาก็แทบไม่มีความคืบหน้าไปสู่ข้อตกลงเลย

แต่นายทรัมป์ยังย้ำกับ Axios ว่า “ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี มันเรียบร้อยดีเสมอ มันก็เหมือนกับเกมหมากรุกนั่นแหละ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : usatoday

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

10 ส.ค. 2569 21:26 น.

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย ส่งแรงสั่นสะเทือนไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า มีผู้บาดเจ็บหลายราย และอาคารบางแห่งเสียหาย

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในประเทศโคลอมเบีย เมื่อเวลา 07.34 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ความลึก 107 กม. ใกล้เมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโบโกตาไปทางตะวันตกประมาณ 280 กิโลเมตร

นายนูเบีย คาโรลินา กอร์โดบา คูรี ผู้ว่าราชการจังหวัดโชโก ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย ยืนยันว่า ในเมืองคิบโด ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด “มีผู้ได้รับบาดเจ็บและอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก” พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา

“เราเพิ่งประสบกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดโชโก และเรากำลังกังวลเกี่ยวกับอาฟเตอร์ช็อก แม้ว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ใกล้กับเมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ แต่ก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือนในเมืองคิบโดซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด ขณะนี้เรากำลังเร่งประเมินความเสียหายและจะออกรายงานอย่างเป็นทางการฉบับแรกในเร็วๆ นี้”

เจ้าหน้าที่ต้องอพยพคนไข้ออกจากโรงพยาบาลในเมืองคาลิ หลังเกิดแผ่นดินไหว
เจ้าหน้าที่ต้องอพยพคนไข้ออกจากโรงพยาบาลในเมืองคาลิ หลังเกิดแผ่นดินไหว

ขณะเดียวกัน ฮวน ดิเอโก ปาติโญ ผู้ว่าราชการจังหวัดริซารัลดา ซึ่งอยู่ติดกัน ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่น Blu Radio ว่า มี “ความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบางแห่ง” ในเมืองเปเรรา ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด “สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก ภาพที่เห็นน่าตกใจอย่างยิ่ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและด้านหน้าของอาคารพังทลายลงมา”

ส่วนที่กรุงโบโกตา รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรง มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น และประชาชนในอาคารหลายแห่งต่างอพยพลงมายังท้องถนนเพื่อความปลอดภัย

คาร์ลอส กาลาน นายกเทศมนตรีกรุงโบโกตา โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายทางโครงสร้าง มีเพียงรอยแตกร้าวบางแห่งในอาคารเท่านั้น”

ทั้งนี้ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ ระบุว่าไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิ

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ในรัฐตาชิรา ซึ่งเป็นรัฐชายแดนของเวเนซุเอลา และเมืองบาร์กิซิเมโต ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตก รายงานว่ารับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน

อนึ่ง เวเนซุเอลาเพิ่งเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายฝั่งใกล้กับกรุงการากัส

ประชาชนในกรุงโบโกตา อพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย
ประชาชนในกรุงโบโกตา อพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง “ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ” แถลงซัด “อินฟานติโน” ทำลายความไว้วางใจ

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง "ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ" แถลงซัด "อินฟานติโน" ทำลายความไว้วางใจ

10 ส.ค. 2569 16:23 น.

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง “ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ” แถลงซัด “อินฟานติโน” ทำลายความไว้วางใจ

3 สมาพันธ์ฟุตบอลทรงอิทธิพลของโลก ได้แก่ ยูฟ่า เอเอฟซี และคอนคาแคฟ ออกจดหมายเปิดผนึกโจมตี จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กล่าวหาว่าทำลายความไว้วางใจและวางตัวอยู่เหนือองค์กร หลังฟีฟ่าเสนอจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์และสิทธิ์จำหน่ายบัตรการแข่งขัน รวมถึงฟุตบอลโลก และเสนอขายหุ้น 21% ให้แก่บริษัทลงทุนเอกชน ก่อนโครงการถูกระงับท่ามกลางแรงคัดค้านอย่างหนัก

ความขัดแย้งภายในวงการฟุตบอลโลกทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า, สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ คอนคาแคฟ ออกจดหมายเปิดผนึกร่วมกันกล่าวหานายจานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ว่าทำลายความไว้วางใจของสมาชิก และใช้อำนาจเหนือผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลโดยรวม

ชนวนเหตุสำคัญมาจากโครงการ FIFA Forward Enterprise (FFE) ซึ่งเป็นแผนการที่จะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดูแลสิทธิ์ด้านการค้าและตั๋วชมการแข่งขันของฟีฟ่าทั้งหมด รวมถึงฟุตบอลโลกชายและหญิง โดยมีเงื่อนไขเปิดทางขายหุ้นจำนวน 21% ให้แก่บริษัทลงทุนเอกชน ซึ่งยื่นเรื่องผ่านกระบวนการอย่างเร่งด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากบอร์ดบริหาร ก่อนที่โครงการดังกล่าวจะถูกระงับไป หลังสร้างความไม่พอใจอย่างหนักในกลุ่มสมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีป โดยเฉพาะยูฟ่า ซึ่งคัดค้านอย่างเปิดเผยและเคยขู่พิจารณาบอยคอตต์การแข่งขันภายใต้ฟีฟ่าทั้งหมด 

ในจดหมายเปิดผนึกที่ลงนามโดยประธานและเลขาธิการของทั้งสามสมาพันธ์ ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานยูฟ่า, ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา ประธานเอเอฟซี และวิกเตอร์ มอนตาเกลียนี ประธานคอนคาแคฟ รวมถึงเลขาธิการของทั้งสามสมาพันธ์ ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง “ความโปร่งใสของวงการฟุตบอลและความซื่อสัตย์ของผู้ที่ได้รับเลือกให้บริหารองค์กร”

ทั้งสามสมาพันธ์กล่าวหาว่า กระบวนการเสนอแผนดังกล่าวถูกเร่งรัดและดำเนินการโดยขาดการหารืออย่างมีความหมายกับสมาคมสมาชิก อีกทั้งมีการผลักดันข้อเสนอให้ทันกำหนดเวลา ก่อนที่สมาชิกจะมีโอกาสตรวจสอบรายละเอียดอย่างเพียงพอ

จดหมายยังปฏิเสธคำอธิบายของฟีฟ่าที่ระบุว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “ความล้มเหลวด้านการสื่อสาร” โดยสามสมาพันธ์มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความผิดพลาดด้านการตัดสินใจ และเป็นการละเมิดความไว้วางใจต่อองค์กรฟุตบอลที่ฟีฟ่ามีหน้าที่ดูแล

จดหมายระบุว่า การพยายามขายหุ้นในกิจการที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรงในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านขั้นตอน แต่เป็นการทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันต่าง ๆ ที่ฟีฟ่าควรทำหน้าที่ดูแล

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลคือ การประชุมลับในโมร็อกโก ซึ่งตามข้อมูลที่ฟีฟ่าระบุ มีเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของฟีฟ่าเข้าร่วม ขณะที่ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งในสภาฟีฟ่า หรือผู้แทนจากสมาคมสมาชิก ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม

ทั้งสามสมาพันธ์มองว่า การประชุมดังกล่าว ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของฟีฟ่าเพียงบางส่วนเข้าร่วม และจัดขึ้นนอกสำนักงานใหญ่ในนครซูริก ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารงานที่ขาดความโปร่งใส

ยูฟ่า เอเอฟซี และคอนคาเคฟจึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมดโดย “บุคคลที่สามซึ่งเป็นอิสระอย่างเต็มที่” แทนที่จะให้ฟีฟ่า เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่า หรือบุคคลใดก็ตามที่อยู่ในวงการฟุตบอลเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเอง

ทั้งสามสมาพันธ์ยังเรียกร้องให้เก็บรักษาเอกสาร บันทึก และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังฟีฟ่าออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประณามสิ่งที่เรียกว่าเป็นความพยายามร่วมกันและต่อเนื่องในการบ่อนทำลายองค์กรและอินฟานติโน พร้อมระบุว่า ฟีฟ่าจะนำเสนอรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวต่อสภาฟีฟ่าในเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามสมาพันธ์เห็นว่า การให้ฟีฟ่าเป็นผู้จัดทำรายงานเองไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้มีหน่วยงานอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบ

ในจดหมายเปิดผนึก ทั้งสามสมาพันธ์ยังย้ำว่า ความสำเร็จของฟุตบอลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้เป็นผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างฟีฟ่า สมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีป สมาคมสมาชิก นักฟุตบอล สโมสร และผู้คนจำนวนมากที่ทำงานเพื่อวงการฟุตบอล

ทั้งสามสมาพันธ์ระบุว่า ฟุตบอลเป็นความหลงใหลร่วมกันของคนทั่วโลก และไม่ได้เป็นสมบัติของบุคคลหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำฟุตบอลทำหน้าที่รับใช้วงการ แทนที่จะใช้อำนาจเพื่อควบคุมวงการ

ความขัดแย้งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านธรรมาภิบาลครั้งรุนแรงที่สุดของฟุตบอลโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างฟีฟ่ากับสมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีปเกี่ยวกับการบริหารผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ อำนาจการตัดสินใจ และความโปร่งใสในการบริหารองค์กรฟุตบอลระดับโลก.

ที่มา Yahoo Sports / BBC

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

10 ส.ค. 2569 15:26 น.

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนส่งโดรนโจมตีครั้งใหญ่ใส่เมืองนิซห์เนคัมสค์ เมืองศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่สำคัญของรัสเซีย ในสาธารณรัฐตาทาร์สถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 39 ราย ถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุ เป็นการตอบโต้เพื่อให้รัสเซียสัมผัสถึงผลกระทบของสงครามในบ้านตนเอง

เกิดเหตุโดรนของยูเครนโจมตีเมืองนิซห์เนคัมสค์ ในแคว้นตาตาร์สถาน ทางตะวันตกของรัสเซีย เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ (10 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บ 39 คน ตามรายงานของฝ่ายบริหารแคว้นตาตาร์สถาน

สำนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ รุสตัม มินนิคานอฟ ผู้นำแคว้นตาตาร์สถาน ระบุว่า เมืองนิซห์เนคัมสค์เผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายทั้งสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่พลเรือน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติม

ภาพที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากบริเวณสถานประกอบการด้านพลังงานใกล้เมืองนิซห์เนคัมสค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีที่สำคัญของรัสเซีย

เมืองนิซห์เนคัมสค์อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 1,000 กิโลเมตร และมีประชากรราว 240,000 คน โดยเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง และโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายสำคัญของการโจมตีด้วยโดรนระยะไกลของยูเครนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ยูเครนเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยใช้โดรนที่พัฒนาภายในประเทศและสามารถบินเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ บางลำสามารถเดินทางไปถึงพื้นที่ไซบีเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 2,000 กิโลเมตร

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า การโจมตีระยะไกลเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกดดันประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี พร้อมกล่าวว่า การที่สงครามยังคงดำเนินต่อไปเป็นผลจากการที่รัสเซียไม่ยอมยุติสงคราม

ขณะที่รัสเซียระบุว่า สามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ 456 ลำในช่วงข้ามคืน แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนโดรนที่สามารถหลุดผ่านระบบป้องกันทางอากาศและโจมตีเป้าหมายได้ ขณะที่ฝ่ายยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนในช่วงคืนเดียวกัน 126 ลำ

การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับปฏิบัติการโจมตีระยะไกลของทั้งสองฝ่าย โดยองค์การสหประชาชาติระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้จำนวนพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากเหตุโจมตีในตาตาร์สถานแล้ว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยูเครนรายงานว่า รัสเซียใช้ปืนใหญ่โจมตีพื้นที่ชุมชนในหมู่บ้านบูไกฟกา เขตชูฮุยอิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบ้านเรือนหลายหลังพังเสียหาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเพิ่มเติมทั้งสองฝ่าย โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายจากการโจมตีของยูเครนในแคว้นเบลโกรอด ซึ่งอยู่ติดชายแดนยูเครน ส่วนทางการยูเครนรายงานว่า มีชาย 1 รายเสียชีวิตจากโดรนรัสเซียโจมตีรถแท็กซี่ในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งอยู่ใกล้แนวหน้า

องค์การอนามัยโลกสำนักงานยุโรป ยังเปิดเผยว่า คลังสิ่งของขององค์กรในแคว้นดนีโปร ทางตอนกลางของยูเครน ถูกโจมตี 2 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เวชภัณฑ์ฉุกเฉินมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสถานพยาบาลในพื้นที่แนวหน้าได้รับความเสียหายทั้งหมด แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ

การโจมตีครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครนกำลังขยายออกไปไกลจากแนวหน้ามากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายใช้โดรนและอาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แม้แนวรบหลักจะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตรก็ตาม.

ที่มา Associated Press / AFP