อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

22 เม.ย. 2569 14:03 น.

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานว่าเรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกโจมตีใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงเช้าวันพุธ แม้สหรัฐฯ จะขยายเวลาหยุดยิงแบบไม่มีกำหนด

ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations) หรือ UKMTO ระบุว่า เรือดังกล่าวถูกเรือปืนของ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าประชิดโดยไม่มีการแจ้งเตือนทางวิทยุล่วงหน้า ก่อนจะเปิดฉากยิงใส่เรือ

รายงานระบุว่า การโจมตีส่งผลให้สะพานเดินเรือ ของเรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย และไม่มีเหตุเพลิงไหม้หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือลำดังกล่าว เช่น สัญชาติของเรือ หรือพิกัดปัจจุบัน

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากที่อินเดียเปิดเผยว่า เรือที่ชักธงอินเดีย 2 ลำ ถูกยิงขณะแล่นผ่านบริเวณเดียวกัน

ก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม เคยประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อม ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพการขนส่งพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันและสินค้าในระดับนานาชาติ.

ที่มา : CNN

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

22 เม.ย. 2569 12:55 น.

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

“คาเร็กซ์” (Karex) ผู้ผลิตถุงยางอนามัยอันดับ 1 ของโลกจากมาเลเซีย ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาถุงยาง 20-30% หลังสงครามอิหร่านส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงัก ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นจนสต็อกเริ่มวิกฤต

บริษัท “คาเร็กซ์” (Karex) บริษัทผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลกจากมาเลเซีย เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าประมาณ 20% ถึง 30% และอาจปรับเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์ความไม่สงบจากการทำสงครามในอิหร่านยังคงลากยาว จนส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ทั่วโลก

นายโกะห์ เมียะ เกียต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคาเร็กซ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “สถานการณ์ตอนนี้เปราะบางมาก ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องผลักภาระต้นทุนส่วนนี้ไปยังลูกค้า”

นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์คาเร็กซ์ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในทุกด้าน เนื่องจากสงครามส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของพลังงานและเคมีภัณฑ์จากตะวันออกกลาง กระทบต่อการจัดซื้อวัตถุดิบหลัก เช่น ยางสังเคราะห์และไนไตรล์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต, วัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์ เช่น ฟอยล์อลูมิเนียม และสารหล่อลื่น โดยเฉพาะน้ำมันซิลิโคน

นอกจากนี้ ปัญหาการขนส่งทางเรือยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยการส่งสินค้าไปยังยุโรปและสหรัฐฯ ในปัจจุบันต้องใช้เวลานานเกือบ 2 เดือน จากเดิมที่เคยใช้เวลาเพียง 1 เดือน ทำให้สินค้าจำนวนมากยังค้างอยู่บนเรือและเข้าถึงผู้บริโภคได้ช้าลง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

แม้ราคาจะพุ่งสูงขึ้น แต่ความต้องการถุงยางอนามัยในปีนี้กลับเพิ่มขึ้นถึง 30% สวนทางกับปริมาณสต็อกทั่วโลกที่ลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาลหลายประเทศลดงบประมาณช่วยเหลือด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คาเร็กซ์ถือเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม โดยผลิตถุงยางอนามัยมากกว่า 5 พันล้านชิ้นต่อปี และเป็นซัพพลายเออร์ให้แก่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Durex และ Trojan รวมถึงจัดส่งให้กับระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ และโครงการช่วยเหลือระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ 

ซีอีโอของคาเร็กซ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันบริษัทยังมีวัตถุดิบสำรองเพียงพอสำหรับช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และกำลังพยายามเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่ล้นหลาม แต่ความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด.

ที่มา Reuters

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

22 เม.ย. 2569 12:09 น.

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

อัยการเอลซัลวาดอร์เปิดการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ นำตัวผู้ต้องสงสัยสมาชิกแก๊งมาเฟีย MS-13 จำนวน 486 คน ขึ้นศาลพร้อมกันในคดีเดียว เผชิญข้อหาหนักพัวพันอาชญากรรมกว่า 47,000 คดี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม

ทางการเอลซัลวาดอร์ได้เปิดการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ต่อสมาชิกแก๊ง “มารา ซัลวาตรูชา” หรือ MS-13 จำนวน 486 คน ซึ่งมีทั้งระดับผู้นำระดับชาติ หัวหน้ากลุ่มในพื้นที่ และผู้ก่อตั้งกลุ่ม โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าร่วมกันก่ออาชญากรรมรวมกว่า 47,000 ครั้ง ในช่วงระหว่างปี 2012 ถึง 2022

ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมถึง 29,000 ราย รวมถึงเหตุสังหารหมู่ 87 ศพภายในช่วงวันหยุดสัปดาห์เดียวเมื่อปี 2022 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ประกาศ “สงครามกับแก๊งอาชญากร” อย่างเต็มตัว

อัยการระบุว่า นอกเหนือจากคดีฆาตกรรมและการกรรโชกทรัพย์แล้ว สมาชิกแก๊ง MS-13 ยังถูกตั้งข้อหา “กบฏ” เนื่องจากมีพฤติการณ์พยายามจัดตั้งอำนาจรัฐขนานไปกับรัฐบาลเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีบูเคเลระบุว่าแก๊งเหล่านี้เคยคุมพื้นที่ได้ถึง 80% ของประเทศ

ในการพิจารณาคดีนี้ ผู้ต้องหาจะรับฟังการไต่สวนผ่านระบบวิดีโอลิงก์จากเรือนจำ โดยอัยการยืนยันว่ามีหลักฐานมหาศาลที่จะขอให้ศาลลงโทษขั้นสูงสุด เพื่อชำระหนี้แค้นทางประวัติศาสตร์ให้กับผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนรายตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ในบรรดาผู้ต้องหาเกือบ 500 ราย มีจำนวน 413 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันการก่อการร้าย (CECOT) ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตามคำสั่งของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล โดยจำเลยส่วนใหญ่เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีผ่านระบบวิดีโอทางไกลจากภายในเรือนจำ ส่วนอีก 73 รายที่เหลือเป็นการดำเนินคดีลับหลัง (In Absentia)

นโยบาย “กำปั้นเหล็ก” ของนายบูเคเลส่งผลให้เอลซัลวาดอร์เปลี่ยนจากประเทศที่อันตรายที่สุดในละตินอเมริกา กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน และทำให้เขามีคะแนนนิยมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม แลกมาด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 91,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายพันคนที่ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์

องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอตช์ เตือนว่าการพิจารณาคดีแบบกลุ่มโดยใช้ “ผู้พิพากษาไร้ตัวตน” และการตัดสินโทษรวมทีเดียว ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสสู้คดีเป็นรายบุคคล นอกจากนั้น ยังมีรายงานการทรมานและผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังแล้วอย่างน้อย 500 ราย

แม้จะถูกกดดันจากนานาชาติ แต่ทางการเอลซัลวาดอร์ยังคงเดินหน้าพิจารณาคดีต่อไป โดยยืนยันว่านี่คือทางเดียวที่จะถอนรากถอนโคนแก๊งอาชญากรที่หยั่งรากลึกมาจากท้องถนนในลอสแอนเจลิสและทำลายชาติมานานกว่า 30 ปี.

ที่มา Associated Press

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า

22 เม.ย. 2569 12:04 น.

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า

นครลอสแอนเจลิสของสหรัฐอเมริกา มีมติผ่านมาตรการควบคุมการใช้หน้าจอในห้องเรียนของนักเรียน ระหว่างการทำกิจกรรมการเรียนการสอน หวั่นเทคโนโลยีก่อปัญหาสุขภาพทั้ง โรคอ้วน และซึมเศร้า และพัฒนาการถดถอย

มาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 0 (งดออกเสียง 1) ส่งผลให้เขตการศึกษาลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นเขตการศึกษาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่แรก ๆ ของสหรัฐฯ ที่กำหนดแนวทางจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียนแบบเป็นระบบ แยกตามช่วงชั้นของนักเรียน

นิค เมลวอน ผู้เสนอร่างมาตรการ ระบุว่านโยบายนี้จะช่วยให้ลอสแอนเจลิสก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับประเทศในประเด็นดังกล่าว ต่อเนื่องจากการออกมาตรการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนเมื่อปี 2567

ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่า นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ กับความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า การใช้หน้าจอมากเกินไปกำลังส่งผลกระทบต่อสมาธิและพัฒนาการทางสังคมของเด็ก

ที่ผ่านมาเขตการศึกษาลอสแอนเจลิสซึ่งมีนักเรียนราว 500,000 คน ใช้แล็ปท็อปและแท็บเล็ตอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ที่เร่งให้การเรียนการสอนเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลมากขึ้น

ข้อมูลในมติดังกล่าวยังอ้างอิงงานวิจัยของ American Academy of Pediatrics ที่ระบุว่า การใช้หน้าจอมากเกินไปมีความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน ทั้งปัญหาสายตา ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมเสพติด สมาธิสั้น การควบคุมอารมณ์บกพร่อง รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ลดลง

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า เด็กอายุ 8-11 ปี ที่ใช้หน้าจอเกินคำแนะนำ มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนสูงขึ้น และมีคะแนนด้านความคิดความเข้าใจต่ำกว่าเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังไม่ได้กำหนดข้อห้ามใช้อุปกรณ์ทันที หรือกำหนดเวลาใช้งานแบบตายตัว แต่จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเขตการศึกษาจัดทำแนวทางที่เหมาะสมตามช่วงวัย โดยรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และในระหว่างนี้ โรงเรียนแต่ละแห่งจะยังคงใช้กฎระเบียบเดิมไปก่อน

ขณะที่ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตเตือนว่า การจำกัดการใช้หน้าจอต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้.

ที่มา : channelnewsasia

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง "แรงงานทำงานบ้าน" หลังต่อสู้นาน 22 ปี

22 เม.ย. 2569 11:40 น.

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

รัฐสภาอินโดนีเซียรับรองกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังผลักดันมายาวนานกว่า 22 ปี โดยแรงงานกว่า 4 ล้านคนเตรียมได้รับสิทธิประกันสังคม วันหยุด และค่าจ้างที่เป็นธรรม พร้อมสั่งแบนการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

รัฐสภาอินโดนีเซียได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำงานบ้าน (PPRT) ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานถึง 22 ปี นับตั้งแต่มีการเสนอครั้งแรกในปี 2004 กฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานทำงานบ้านประมาณ 4.2 ล้านคนในประเทศ ซึ่งเกือบ 90% เป็นผู้หญิง ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “แรงงาน” ตามกฎหมาย ทำให้ขาดการคุ้มครองและเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบ

อาเจง อัสตูติ หนึ่งในแรงงานทำงานบ้าน กล่าวว่า “มันเหมือนความฝัน นี่คือการต่อสู้ตลอด 22 ปีของกลุ่มผู้หญิงที่ถูกละเลย เพื่อให้ได้มาซึ่งความคุ้มครอง”

กฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจ้างงาน โดยแรงงานจะมีสิทธิได้รับประกันสุขภาพ วันหยุดพักผ่อน และเงินบำนาญ ด้านบริษัทเอเจนซี่หรือบริษัทจัดหางานไม่สามารถหักค่าธรรมเนียมจากค่าจ้างของแรงงานได้อีกต่อไป นอกจากนั้น ยังกำหนดให้การจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานบ้านเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

กฎหมายยังกำหนดให้มีความสัมพันธ์ในการจ้างงานตามสัญญาจ้างที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งการจ้างตรงและการจ้างผ่านบริษัท ขณะที่รัฐจะสนับสนุนการฝึกอบรมวิชาชีพให้กับผู้ที่เตรียมตัวเข้าสู่สายงานนี้

นายอาเฟรียนสยาห์ นูร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่ากฎหมายนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความยุติธรรมและมนุษยธรรมในสังคม ขณะที่นายสุพราตมัน อันดี อักตัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมาย กล่าวว่า “การออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำงานบ้านมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางกฎหมายแก่ทั้งแรงงานในครัวเรือนและนายจ้าง และเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ การเอารัดเอาเปรียบ และการล่วงละเมิดทุกรูปแบบต่อแรงงานในครัวเรือน” อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลมีเวลา 1 ปีในการร่างนโยบายรายละเอียดสำหรับการปฏิบัติจริง

แม้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่าง Jala PRT ออกมาเตือนว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการปรับเปลี่ยนทัศนคติของนายจ้าง โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2021-2024 มีรายงานความรุนแรงต่อแรงงานทำงานบ้านมากกว่า 3,300 กรณี ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นการรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับหน้าที่ของนายจ้างจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งหลังจากนี้

ทั้งนี้ เมื่อปี 2023 มีผู้ต้องหา 9 คนในจาการ์ตา รวมถึงหญิงชราวัย 70 ปี ถูกตัดสินจำคุกสูงสุด 4 ปี ในข้อหาทำร้ายและทรมานคนงานรับใช้ในบ้าน โดยถูกทุบตี ถูกเผาด้วยบุหรี่ และถูกล่ามโซ่ไว้กับกรงสุนัข.

ที่มา BBC / ANTARA

“เมตา” ตรียมเก็บข้อมูล “การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์'” พนักงาน เพื่อฝึก AI

"เมตา" ตรียมเก็บข้อมูล "การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์'" พนักงาน เพื่อฝึก AI

22 เม.ย. 2569 10:43 น.

“เมตา” ตรียมเก็บข้อมูล “การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์'” พนักงาน เพื่อฝึก AI

พนักงาน “เมตา” เริ่มหวั่นใจ หลังบริษัทประกาศเตรียมติดตั้งเครื่องมือติดตามพฤติกรรมการทำงานอย่างละเอียด ทั้งการขยับเมาส์และการพิมพ์ เพื่อนำข้อมูลไปฝึกฝน AI ขณะที่กระแสการเลิกจ้างระลอกใหม่ยังคงคุกคามต่อเนื่อง

“เมตา” บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้แจ้งต่อพนักงานว่าบริษัทจะเริ่มใช้งานเครื่องมือใหม่บนคอมพิวเตอร์และแอปพลิเคชันภายในของบริษัท เพื่อบันทึกกิจกรรมทุกอย่างที่พนักงานทำ ไม่ว่าจะเป็นการคลิกเมาส์ หรือการกดแป้นพิมพ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็น “ชุดข้อมูลฝึกฝน” สำหรับพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โฆษกของเมตากล่าวว่า “หากเราต้องการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนทำงานในชีวิตประจำวันได้จริง โมเดลของเราจำเป็นต้องเห็นตัวอย่างจริงว่ามนุษย์ใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างไร” พร้อมยืนยันว่าข้อมูลนี้จะถูกใช้เพื่อการพัฒนา AI เท่านั้น และมีระบบป้องกันข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างรัดกุม

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลอย่างมากในหมู่พนักงาน พนักงานรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า การถูกจับตาแม้กระทั่งการขยับนิ้วในขณะที่บริษัทมีข่าวลือเรื่องการเลิกจ้างพนักงาน เป็นความรู้สึกที่เหมือนอยู่ใน “โลกดิสโทเปีย”  หรือสังคมที่เลวร้ายและถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมองว่าบริษัทกำลังหมกมุ่นกับ AI จนเกินไป

นอกจากนี้ เครื่องมือดังกล่าวที่มีชื่อว่า Model Capability Initiative (MCI) ยังถูกมองว่าเป็นความพยายามล่าสุดในการยัดเยียด AI เข้ามาในทุกส่วนของการทำงาน แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการทำงานได้อยู่แล้ว แต่การเก็บบันทึกเพื่อนำมาเทรน AI โดยเฉพาะนั้นถือเป็นก้าวใหม่ที่น่ากังวล

สถานการณ์ภายในเมตาเริ่มตึงเครียดขึ้นหลังจากมีการเลิกจ้างพนักงานไปแล้วประมาณ 2,000 รายในปีนี้ และมีการระงับการจ้างงานในหลายตำแหน่ง โดยพบว่าประกาศรับสมัครงานบนเว็บไซต์ของเมตา ลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 800 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม เหลือเพียง 7 ตำแหน่งในปัจจุบัน

ในทางกลับกัน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตากลับประกาศเพิ่มงบประมาณด้าน AI อย่างมหาศาล โดยปี 2026 บริษัทวางแผนทุ่มงบด้าน AI สูงถึง 140,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบสองเท่าของปีที่แล้ว

ส่วนเมื่อปี 2025 บริษัทเข้าซื้อหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของ Scale AI ด้วยเงินลงทุน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมทัพด้านการจัดการข้อมูล นอกจากนั้น เมตายังมีเป้าหมายพัฒนาโมเดลใหม่ๆ ต่อเนื่องจาก Muse Spark ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนก่อน

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เคยกล่าวไว้เมื่อต้นปีว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ AI เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานอย่างก้าวกระโดด โดยโปรเจกต์ที่เคยต้องใช้ทีมงานขนาดใหญ่ในอดีต จะสามารถสำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียวที่มีความสามารถร่วมกับ AI ที่ชาญฉลาด.

ที่มา BBC

รัฐฟลอริดาประหารนักโทษคดีฆ่าเพื่อนบ้าน หลังรออยู่ที่แดนประหารนานถึง 35 ปี

รัฐฟลอริดาประหารนักโทษคดีฆ่าเพื่อนบ้าน หลังรออยู่ที่แดนประหารนานถึง 35 ปี

22 เม.ย. 2569 09:48 น.

รัฐฟลอริดาประหารนักโทษคดีฆ่าเพื่อนบ้าน หลังรออยู่ที่แดนประหารนานถึง 35 ปี

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตนักโทษชายวัย 58 ปี ด้วยการฉีดยาพิษ หลังถูกตัดสินคดีฆ่าเพื่อนบ้านระหว่างงัดบ้านเมื่อปี 2533 และใช้ชีวิตในแดนประหารนาน 35 ปี

วันที่ 22 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เรือนจำรัฐฟลอริดา ของสหรัฐ ประหารชีวิตนายแชดวิค วิลลาซี นักโทษวัย 58 ปี ซึ่งถูกคุมขังอยู่บนแดนประหารนานถึง 35 ปี จากคดีฆาตกรรมเพื่อนบ้านระหว่างก่อเหตุลักทรัพย์ เมื่อปี 2533

เจ้าหน้าที่เรือนจำ ระบุว่า นักโทษรายนี้ถูกประหารด้วยวิธีฉีดยาพิษ เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา ที่เรือนจำรัฐในเมืองไรฟอร์ด และเสียชีวิตเมื่อเวลา 18.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ นายวิลลาซีถูกศาลตัดสินประหารชีวิตในปี 2534 จากคดีฆาตกรรมนายมาร์ลีย์ เซเธอร์ เพื่อนบ้านวัย 56 ปี ระหว่างที่เขาก่อเหตุงัดบ้านเมื่อปีก่อนหน้า 

ขณะที่สถิติระบุว่า การประหารครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 8 ของสหรัฐฯ ในปีนี้ โดยแบ่งเป็นรัฐฟลอริดา 5 ครั้ง เทกซัส 2 ครั้ง และโอกลาโฮมา 1 ครั้ง ส่วนปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษรวม 47 ราย มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 ที่มี 52 ราย ในขณะที่ปี 2568 รัฐฟลอริดาเป็นรัฐที่มีการประหารชีวิตมากที่สุด 19 ราย ตามด้วยรัฐแอละแบมา เซาท์แคโรไลนา และเทกซัส ซึ่งมีรัฐละ 5 ราย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโทษประหารชีวิตถูกยกเลิกแล้วใน 23 จาก 50 รัฐของสหรัฐฯ ขณะที่อีก 3 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และเพนซิลเวเนีย ยังระงับการบังคับใช้ชั่วคราว ด้านประธานาธิบดีโดนัลดื ทรัมป์ เป็นผู้สนับสนุนโทษประหารชีวิตมาโดยตลอด และเคยเรียกร้องให้ขยายการใช้บทลงโทษประหารกับอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด.

หุ้นทั่วโลกดิ่ง น้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขยายข้อตกลงหยุดยิง นักลงทุนจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านไร้ความชัดเจน

หุ้นทั่วโลกดิ่ง น้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขยายข้อตกลงหยุดยิง นักลงทุนจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านไร้ความชัดเจน

22 เม.ย. 2569 09:31 น.

หุ้นทั่วโลกดิ่ง น้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขยายข้อตกลงหยุดยิง นักลงทุนจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านไร้ความชัดเจน

ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงกดดัน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ -ยุโรปปิดลบ หลังนักลงทุนกังวลการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่แน่นอน แม้ทรัมป์ขยายเวลาหยุดยิงแต่คงปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

วันที่ 22 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับขึ้น 3.1% ปิดที่ 98.48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังวันก่อนหน้าพุ่งแรงจากการที่อิหร่านกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง 

ด้านตลาดหุ้นวอลล์สตรีท เปิดบวกในช่วงแรก แต่กลับอ่อนตัวลงและปิดที่ระดับต่ำสุดของวัน โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.6% ส่วนตลาดหุ้นยุโรปก็ปิดลบเช่นกัน โดยลอนดอนและปารีสปรับตัวลงมากกว่า 1% ส่วนตลาดหุ้นเอเชียปิดบวกก่อนหน้านั้น

โดยแรงกังวลของนักลงทุนเกิดขึ้น แม้นายโดนัลด์ ทรัะมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประกาศขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านออกไป แต่ยังคงมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านไว้เช่นเดิม ที่ผ่านมานักลงทุนคาดหวังว่า แม้ทั้งสองฝ่ายยังใช้ถ้อยคำแข็งกร้าว แต่ยังมีโอกาสบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก อย่างไรก็ตาม ความหวังเริ่มลดลง หลังยังไม่มีความชัดเจนว่าการเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถานเป็นเจ้าภาพจะเกิดขึ้นในเร็ววันหรือไม่

ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนยังคงระมัดระวัง เนื่องจากสถานการณ์หยุดยิงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังไม่มีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดี ตลาดยังไม่ประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุด และมองว่า ราคาน้ำมันที่ยังต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความหวังว่าความขัดแย้งจะไม่ลุกลามหนักกว่านี้ แต่หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับ 90 ดอลลาร์ขึ้นไปนานเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก.

“มิน อ่องหล่าย” ขีดเส้นตาย 100 วันกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพรอบใหม่

"มิน อ่องหล่าย" ขีดเส้นตาย 100 วันกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพรอบใหม่

22 เม.ย. 2569 09:17 น.

“มิน อ่องหล่าย” ขีดเส้นตาย 100 วันกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพรอบใหม่

“มิน อ่องหล่าย” ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ขีดเส้นตาย 100 วัน ให้กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านติดต่อเข้าร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพรอบใหม่ ด้านกลุ่มกะเหรี่ยงและชิน ปฏิเสธทันที ย้ำไม่หารือกับผู้ก่อรัฐประหาร

วันที่ 22 เมษายน 2569 พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดเผยข้อเสนอเชิญกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ภายใน 100 วัน ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี โดยต้องการให้กลุ่มติดอาวุธที่ยังไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงหยุดยิง เข้าสู่กระบวนการเจรจาก่อนเส้นตายวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

ผู้นำเมียนมาระบุว่า กลุ่มที่ยังไม่เคยเข้าร่วมการเจรจา สามารถติดต่อพูดคุยได้ภายในกำหนดเวลา พร้อมอ้างถึงข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ ที่มีอยู่ก่อนการรัฐประหารปี 2564

อย่างไรก็ตามกลุ่มกะเหรี่ยงเคเอ็นยู กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ประกาศปฏิเสธทันที โดยโฆษกระบุว่า กลุ่มถอนตัวหลังการรัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซานซูจี และไม่มีแผนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีก ขณะที่กลุ่มแนวหน้าแห่งชาติชิน ระบุว่า เป้าหมายของกลุ่มคือการสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐที่ปลอดอิทธิพลจากกองทัพโดยกล่าวว่า การต่อสู้ครั้งนี้เป็นทั้งการเมืองและการทหาร จึงไม่มีอะไรต้องหารือกับผู้ที่เพียงเปลี่ยนรูปลักษณ์จากกองทัพมาเรียกตัวเองว่ารัฐบาล

ก่อนหน้านี้ มิน อ่อง หล่าย ได้รับเลือกจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้งที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงฉากหน้า เพื่อคงอำนาจกองทัพไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ประชาธิปไตย ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาได้รับการรับรองจากเพียงไม่กี่ประเทศ.

สหราชอาณาจักรผ่านกฎหมายแบนบุหรี่คนรุ่นใหม่ ห้ามคนเกิดหลังปี 2552 ซื้อบุหรี่

สหราชอาณาจักรผ่านกฎหมายแบนบุหรี่คนรุ่นใหม่ ห้ามคนเกิดหลังปี 2552 ซื้อบุหรี่

22 เม.ย. 2569 08:36 น.

สหราชอาณาจักรผ่านกฎหมายแบนบุหรี่คนรุ่นใหม่ ห้ามคนเกิดหลังปี 2552 ซื้อบุหรี่

รัฐสภาสหราชอาณาจักรเห็นชอบร่างกฎหมายควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า โดยกำหนดให้ผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 จะถูกห้ามซื้อบุหรี่ตลอดชีวิต เพื่อมุ่งสู่การสร้างสังคมปลอดบุหรี่ในอนาคต

กฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาสามัญชนและสภาขุนนางแล้ว และรอการประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มสูบบุหรี่ ด้วยการทำให้ร้านค้าขายยาสูบแก่บุคคลกลุ่มดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ รัฐบาลจะมีอำนาจเพิ่มเติมในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคติน รวมถึงการกำหนดรูปแบบบรรจุภัณฑ์และรสชาติ เพื่อลดแรงจูงใจในการบริโภค

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพจากการสูบบุหรี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิต ความพิการ และโรคเรื้อรังที่สามารถป้องกันได้ในประเทศ

ในขณะเดียวกัน กฎหมายยังขยายข้อห้ามเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะห้ามใช้ในรถยนต์ที่มีเด็กโดยสาร รวมถึงในสนามเด็กเล่น บริเวณหน้าโรงเรียน และสถานพยาบาล อย่างไรก็ตาม ยังอนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้านอกอาคารของโรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมพื้นที่เปิดบางประเภท เช่น ลานเบียร์ของผับ ชายหาด หรือพื้นที่กลางแจ้งส่วนบุคคล และประชาชนยังสามารถสูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ภายในบ้านของตน

เวส สตรีตติง ระบุว่า นี่คือช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของระบบสาธารณสุข โดยชี้ว่าการป้องกันดีกว่าการรักษา และการปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยชีวิตประชาชน ลดภาระของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีขึ้น

ด้าน บารอนเนส เมอร์รอน ระบุว่า นี่คือมาตรการด้านสาธารณสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหนึ่งรุ่น และยืนยันว่าจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้จริง

อย่างไรก็ตาม ลอร์ด เนสบี จากพรรคอนุรักษนิยม แสดงความกังวลว่า กฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก พร้อมเสนอว่าควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เพื่อป้องกันการเริ่มสูบบุหรี่

ขณะที่ Asthma + Lung UK ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสุขภาพของคนทั้งประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนบริการช่วยเลิกบุหรี่อย่างทั่วถึง เพื่อไม่ให้ผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันถูกละเลย

องค์กรยังเสนอให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากอุตสาหกรรมยาสูบ เพื่อนำมาสนับสนุนบริการด้านสาธารณสุขและลดผลกระทบจากการสูบบุหรี่ในระยะยาว.

ที่มา : BBC