ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

10 ส.ค. 2569 14:43 น.

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง สั่งกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เร่งย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศในเมืองควังจูไปยังพื้นที่ชั่วคราวภายในกลางปี 2028 เพื่อเปิดทางพัฒนาโครงการศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ คาดซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ลงทุนรวมราว 800 ล้านล้านวอน

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ สั่งให้กระทรวงกลาโหมเร่งดำเนินการย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศในเมืองควังจูไปยังฐานทัพแห่งอื่นเป็นการชั่วคราวภายในกลางปี 2028 เพื่อเร่งการก่อสร้างศูนย์กลางการผลิตชิปแห่งใหม่ในพื้นที่

อี แจ-มยอง กล่าวระหว่างการประชุมร่วมกับผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการว่า หากกระทรวงกลาโหมสามารถย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศควังจูไปยังฐานทัพแห่งอื่นได้ภายในกลางปี 2028 ก็จะช่วยให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดพื้นที่ขนาดประมาณ 8.3 ล้านตารางเมตร ในเมืองควังจูและพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สำหรับโครงการดังกล่าว โดยได้รับเลือกจากความได้เปรียบด้านระบบคมนาคม และพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับการปรับระดับไว้แล้ว จึงสามารถเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็ว

โครงการชิปคลัสเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน ครอบคลุมการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงศูนย์ข้อมูล AI ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

เฉพาะโครงการศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในเมืองควังจูและภูมิภาคโฮนัม บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้แก่ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์ ให้คำมั่นว่าจะลงทุนรวมประมาณ 800 ล้านล้านวอน หรือราว 18.6 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ และมีเป้าหมายขยายขีดความสามารถด้านการผลิตชิปขั้นสูง

ประธานาธิบดีอีสั่งให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินขั้นตอนด้านบริหารที่จำเป็นควบคู่กันไป เพื่อย่นระยะเวลาการดำเนินโครงการ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงหรือผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การลงทุนสามารถเดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด

ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวว่า ประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องก้าวข้ามคำว่า “รวดเร็ว” และต้องเดินหน้า “ด้วยความเร็วราวสายฟ้า” พร้อมย้ำว่า ปีหน้าจะเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่อาจเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของเกาหลีใต้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะเตรียมความพร้อมได้ดีเพียงใด

รัฐบาลเกาหลีใต้คาดหวังว่า การลงทุนขนาดใหญ่จะช่วยกระจายศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากเขตเมืองหลวง และทำให้ภูมิภาคต่าง ๆ กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อียังย้ำว่า ผลประโยชน์จากการลงทุนและความสามารถของประเทศไม่ควรกระจุกตัวอยู่กับบริษัทหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่ควรสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและชุมชนทั่วประเทศ

การเร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูจึงถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของรัฐบาลในการเปิดพื้นที่สำหรับโครงการชิปคลัสเตอร์ ซึ่งถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้เกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI และลดการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่เฉพาะในเขตเมืองหลวง.

ที่มา Yonhap / Reuters

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ "ศพหมกกระเป๋าเดินทาง" ที่แท้เป็น "ตุ๊กตายาง"

10 ส.ค. 2569 14:05 น.

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

เกิดเหตุระทึกขวัญทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเมืองดีในออสเตรเลียแตกตื่น เมื่อมีการพบกระเป๋าเดินทางริมถนนใกล้หมู่บ้านโออัลเลน ทางตอนใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งตอนแรกสงสัยว่าเป็นศพมนุษย์ที่ถูกฆาตกรรม แต่หลังจากนำส่งตรวจชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดกว่า 20 ชั่วโมง ผลกลับพลิกผันเมื่อพบว่าสิ่งของภายในกระเป๋าคือ “ตุ๊กตายาง” ที่มีลักษณะเหมือนคนจริงเกือบทุกประการ

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ยืนยันว่า สิ่งของที่พบภายในกระเป๋าเดินทางซึ่งถูกนำมาทิ้งไว้ริมถนนในพื้นที่โออัลเลน ใกล้เมืองโกลเบิร์น ทางตอนใต้ของรัฐ ไม่ใช่ชิ้นส่วนหรือร่างของมนุษย์ แต่เป็นตุ๊กตาเสมือนจริง หลังเจ้าหน้าที่นิติเวชตรวจสอบอย่างละเอียด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12.50 น. วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม หลังประชาชน 2 คนพบกระเป๋าเดินทางอยู่ในพื้นที่ป่าริมถนนโวลกอน ใกล้ถนนโออัลเลน ฟอร์ด ห่างจากเมืองโกลเบิร์นประมาณ 61 กิโลเมตร และแจ้งตำรวจ เนื่องจากเชื่อว่าภายในอาจมีร่างของผู้หญิงอยู่

เจ้าหน้าที่จากเขตตำรวจฮูมเดินทางไปตรวจสอบและพบกระเป๋าเดินทางพร้อมสิ่งที่ดูคล้ายร่างมนุษย์ โดยตำรวจได้ตั้งพื้นที่เกิดเหตุและส่งเจ้าหน้าที่นิติเวชเข้าตรวจสอบเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนเก็บกระเป๋าและนำสิ่งของภายในไปตรวจเพิ่มเติมที่ห้องปฏิบัติการนิติเวช

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นร่างมนุษย์หรือไม่ เนื่องจากตุ๊กตามีรูปลักษณ์สมจริงอย่างมาก กระทั่งผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันในเวลาต่อมาว่า สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเป็นตุ๊กตายางสำหรับผู้ใหญ่ สวมเสื้อผ้า มีเส้นผม และเจาะจมูก นอกจากนี้ยังมีรอยบนตัวที่มีลักษณะคล้ายรอยฟกช้ำและรอยถลอก ทำให้ตอนแรกถูกเข้าใจว่าเป็นร่างของมนุษย์

ผู้กำกับการตำรวจเขตฮูม ลินดา แบรดเบอรี ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีความเสียใจต่อกระบวนการทำงาน เนื่องจากตำรวจปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาสภาพพื้นที่เกิดเหตุไม่ให้ถูกรบกวน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

แบรดเบอรีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่พบเสมือนเป็นหลักฐานสำคัญจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ร่างมนุษย์ พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่นิติเวชได้เข้าตรวจสอบสิ่งของดังกล่าวตั้งแต่วันอาทิตย์ แต่ต้องนำไปตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล

ก่อนหน้านี้ การพบกระเป๋าเดินทางดังกล่าวทำให้ตำรวจต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนในลักษณะคดีที่อาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต โดยมีการรายงานข่าวและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ก่อนที่ตำรวจจะยืนยันในวันถัดมาว่า สิ่งที่พบไม่ใช่มนุษย์ และยุติการสอบสวน

แบรดเบอรียังกล่าวว่า ประชาชน 2 คนที่พบกระเป๋าได้ตัดสินใจถูกต้องที่แจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะในขณะนั้นพวกเขาเชื่ออย่างจริงใจว่าอาจพบร่างมนุษย์ พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้ทั้งสองคน และตำรวจจะติดต่อกลับไปเพื่อแจ้งผลการตรวจสอบว่า สิ่งที่พบไม่ใช่ศพมนุษย์

โออัลเลนเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กริมแม่น้ำโชลฮาเวน ในพื้นที่เซาเทิร์นเทเบิลแลนด์ ห่างจากกรุงแคนเบอร์ราประมาณ 109 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ราว 250 กิโลเมตร

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า การสอบสวนกรณีดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ศพ” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังเข้าตรวจสอบ แท้จริงแล้วเป็นเพียงตุ๊กตายางที่มีรูปลักษณ์สมจริงเท่านั้น.

ที่มา NSW Police / ABC News

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข “

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย "อองซาน ซูจี" โดยไม่มีเงื่อนไข "

10 ส.ค. 2569 12:25 น.

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข “

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข้อเรียกร้องของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ขอให้ปล่อยตัว “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมประกาศชัดเจนว่าตำแหน่ง “ผู้แทนพิเศษอาเซียนด้านเมียนมา” จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเมื่อสิงคโปร์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 ย้ำการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายของเมียนมาเท่านั้น

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาออกแถลงการณ์โต้ตอบข้อเรียกร้องล่าสุดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ต้องการให้ปล่อยตัว อองซาน ซูจี อดีตผู้นำวัย 81 ปี โดยไม่มีเงื่อนไข และร้องขอให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนเข้าพบเธอในภารกิจครั้งถัดไป โดยเมียนมาระบุอย่างชัดเจนว่า แม้รัฐบาลจะเคยลดโทษให้เธอด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมมาแล้ว แต่การปล่อยตัวโดยสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไขนั้น “ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น”

อองซาน ซูจี ถูกยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 และถูกตัดสินจำคุกในหลายข้อหา เช่น การทุจริต การโกงการเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับราชการ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนและองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง แม้จะได้รับการลดโทษหลายครั้ง แต่ปัจจุบันเธอยังคงต้องรับโทษคุมขังรวมเวลากว่า 18 ปี โดยล่าสุดได้รับการย้ายตัวมาคุมขังในบ้านพักที่กรุงเนปิดอว์

ประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาคือ การส่งสัญญาณปฏิเสธบทบาทของอาเซียนในอนาคต โดยระบุว่า เมียนมาจะยังคงทำงานร่วมกับ มาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษอาเซียนคนปัจจุบันจนหมดวาระ แต่เห็นว่า “ไม่มีความจำเป็น” ที่จะต้องแต่งตั้งหรือคงบทบาทตำแหน่งผู้แทนพิเศษอาเซียนด้านเมียนมาอีกต่อไป เมื่อสิงคโปร์รับไม้ต่อเป็นประธานอาเซียนในวันที่ 1 มกราคม 2027

เมียนมาอ้างเหตุผลว่า ขณะนี้ประเทศมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายพรรค ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน และได้เข้ามาบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์แล้ว พร้อมเตือนด้วยว่า เมียนมาจะใช้ “มาตรการตอบโต้อย่างเหมาะสมเป็นรายกรณี” หากถูกอาเซียนหรือประเทศสมาชิกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือมีการเลือกปฏิบัติ

ที่ผ่านมาอาเซียนได้ระงับการเชิญผู้นำทหารเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับสูงตั้งแต่ปลายปี 2021 เนื่องจากเมียนมาไม่ปฏิบัติตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ที่มุ่งยุติความรุนแรง และเปิดทางให้มีการเจรจาทางการเมืองกับทุกฝ่าย

แม้ว่าประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอาเซียนหลังการเลือกตั้ง และเพิ่งผ่อนคลายมาตรการโดยอนุญาตให้ตัวแทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบอองซาน ซูจี เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเนปิดอว์กลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออาเซียนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดย มิน อ่อง หล่าย ได้เคยกล่าวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมว่า ฉันทามติ 5 ข้อนั้น “ไม่ใช่ข้อตกลงร่วมกันของทุกชาติสมาชิกอาเซียน” และถือเป็นเรื่องโมฆะ เช่นเดียวกับสภาเมียนมาที่ลงมติปฏิเสธแผนการดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน

ท่าทีล่าสุดของเมียนมาตอกย้ำให้เห็นถึงทางอ้อมที่ยากลำบากในการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในเมียนมา ขณะที่อาเซียนยังคงยืนยันว่าฉันทามติ 5 ข้อยังคงเป็นแนวทางเดียวในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการยอมรับเมียนมากลับสู่ประชาคมภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา Associated Press / The Diplomat

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

10 ส.ค. 2569 11:45 น.

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ หรือ KFA ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชน หลังเผชิญข้อถกเถียงหลายประเด็น ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องกระบวนการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ไม่เป็นธรรม และกรณีมีสื่อรายงานว่าสมาคมเคยจัดหาบริการทางเพศให้ผู้ตัดสินต่างชาติระหว่างเดินทางมาทำหน้าที่ในเกาหลีใต้เมื่อปี 2011 และ 2012

KFA ระบุว่า ขออภัยอย่างจริงใจต่อความผิดหวังและความกังวลที่เกิดขึ้นจากประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมาคม หลังการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 โดยยอมรับว่าองค์กรกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และอาจละเลยบทบาทพื้นฐานของตัวเองไป

กรณีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานีโทรทัศน์ JTBC ของเกาหลีใต้รายงานว่า KFA เคยจัดการต้อนรับที่ไม่เหมาะสมให้แก่ผู้ตัดสินต่างชาติหลายครั้งระหว่างเดือนมีนาคม 2011 ถึงมีนาคม 2012 รวมถึงในช่วงที่ผู้ตัดสินเดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก และการแข่งขันคัดเลือกโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน

JTBC อ้างผลการตรวจสอบของกระทรวงกีฬาเกาหลีใต้เมื่อปี 2016 ซึ่งพบว่า KFA จัดการต้อนรับในลักษณะไม่เหมาะสมแก่ผู้ตัดสินต่างชาติ 7 ครั้ง โดยมีบางกรณีเป็นการพาไปยังสถานบริการนวด ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมถึงบริการทางเพศด้วย

KFA ไม่ได้ปฏิเสธว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แต่ระบุว่า บุคลากรจำนวนมากภายในสมาคมไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน พร้อมยืนยันอย่างชัดเจนว่า พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการใช้บัตรเครดิตขององค์กรเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบันอีกต่อไป

ข้อกล่าวหานี้เพิ่มแรงกดดันต่อ KFA ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบจากอีกประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ฮง มยอง-โบ อดีตกองหลังทีมชาติเกาหลีใต้ วัย 57 ปี เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติในปี 2024

ตำรวจกรุงโซลเข้าตรวจค้นสำนักงานของ KFA เมื่อวัน 6 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อสอบสวนกระบวนการแต่งตั้งฮง หลังเกิดข้อสงสัยว่าการคัดเลือกไม่โปร่งใส โดยก่อนหน้านี้สมาคมใช้เวลาหลายเดือนพิจารณาผู้สมัครจากต่างประเทศ ก่อนยุติกระบวนการและเลือกฮงหลังการพบปะกันเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้ได้เรียกฮง รวมถึงอดีตและเจ้าหน้าที่ปัจจุบันของ KFA เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภา ทั้งในประเด็นกระบวนการแต่งตั้งและค่าจ้างประจำปีของฮง

ประเด็นดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจอย่างหนัก หลังทีมชาติเกาหลีใต้ทำผลงานน่าผิดหวังในฟุตบอลโลก 2026 และตกรอบแบ่งกลุ่ม แม้ถูกคาดหวังสูงว่าจะเป็นทีมจาก “เจเนอเรชันทอง” ที่นำโดย ซน ฮึง-มิน กัปตันทีม

ฮงประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที หลังเกาหลีใต้พลิกล็อกแพ้แอฟริกาใต้ 0-1 ซึ่งทำให้ทีมหมดโอกาสผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ แต่การลาออกของเขาไม่ได้ช่วยลดกระแสความไม่พอใจของแฟนบอล และกลับยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน

KFA ระบุว่า จะเร่งทบทวนปัญหาต่าง ๆ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชน หลังองค์กรเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งกระบวนการบริหารภายในและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีต.

ที่มา AFP / Reuters

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

10 ส.ค. 2569 11:05 น.

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

นักดำน้ำและตำรวจสายตรวจมรดกทางวัฒนธรรมอิตาลี ค้นพบซากเรือการค้าสมัยโรมันโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ความยาว 21 เมตร จมอยู่ใต้ทะเลลึก 46 เมตร นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี เผยสภาพสมบูรณ์ บรรทุกไหดินเผาโบราณ “แอมโฟรา” หลายร้อยใบ รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิตาลียกเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีใต้น้ำครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปี

นักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญของอิตาลีค้นพบซากเรือโรมันโบราณใต้ทะเลนอกชายฝั่งเมืองมาซารา เดล วัลโล ทางตะวันตกของเกาะซิซิลี โดยคาดว่าซากเรือมีอายุมากกว่า 2,000 ปี และอาจอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 2 หรือศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล

ซากเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 ไมล์ทะเล และจมอยู่ที่ความลึกราว 46 เมตร เจ้าหน้าที่ประเมินว่าซากเรือมีความยาวประมาณ 21 เมตร และกว้าง 6 เมตร ภายในเรือพบแอมโฟรา หรือภาชนะดินเผาทรงสูงสำหรับบรรจุสินค้าในยุคโบราณหลายร้อยใบ โดยส่วนใหญ่เป็นแอมโฟราประเภท Dressel 1A ซึ่งเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้า เช่น ไวน์ น้ำมันมะกอก และธัญพืช

นอกจากนี้ ยังพบแท่งยึดสมอเรือที่ทำจากตะกั่ว 2 ชิ้น รวมถึงโครงสร้างอีกชิ้นหนึ่งที่ทำจากวัสดุชนิดเดียวกัน ทำให้การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาการเดินเรือและการค้าทางทะเลในสมัยโรมัน

อเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลี ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่าเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่สำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พร้อมแสดงความชื่นชมหน่วยงานคาราบินิเอรีและสำนักงานโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลีที่ร่วมกันดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ

จูลีระบุว่า ทะเลยังคงส่งคืนชิ้นส่วนอันล้ำค่าของประวัติศาสตร์ให้มนุษย์ และซากเรือที่มาซารา เดล วัลโล กำลังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน เส้นทางเดินเรือ และการแลกเปลี่ยนสินค้าที่ทำให้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกลายเป็นจุดบรรจบของอารยธรรม พร้อมย้ำว่าจะมีการศึกษาต่อไปเพื่อเปิดเผยประวัติความเป็นมาของเรือและนำองค์ความรู้ดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณชน

การค้นพบเกิดขึ้นหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน ประกอบด้วยหน่วยคาราบินิเอรีเพื่อการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมในเมืองปาแลร์โม หน่วยโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลี และหน่วยนักดำน้ำคาราบินิเอรีจากเมืองเมสซีนา โดยได้รับการสนับสนุนจากเรือตรวจการณ์ของคาราบินิเอรีจากเมืองตราปานี

ด้านจาโกโม เด โมลา ชาวประมงและนักดำน้ำอิสระ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพบซากเรือ เล่าว่า ขณะสำรวจพื้นทะเล เขาสังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่บนเครื่องสแกนและคิดว่าอาจเป็นก้อนหิน จึงตัดสินใจดำน้ำลงไปตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าใกล้กลับพบว่าไม่ใช่ก้อนหิน หากเป็นซากเรือโบราณที่เต็มไปด้วยแอมโฟราจำนวนมาก

เด โมลา ระบุว่า นี่เป็นการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดในชีวิต และเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายความรู้สึกของการได้เป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกในรอบเกือบ 20 ศตวรรษที่ได้เห็นสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ภาพจากใต้ทะเลยังเผยให้เห็นปลาไหล ปลากะพง และสิ่งมีชีวิตทางทะเลจำนวนมากอาศัยอยู่ท่ามกลางภาชนะดินเผา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครองและมีมาตรการด้านความปลอดภัยระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยผู้เชี่ยวชาญจะจัดทำเอกสารและศึกษาบริบททางโบราณคดี เพื่อระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรือ เส้นทางการเดินเรือ และสินค้าที่บรรทุกมา

ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถือเป็นแหล่งสำคัญของซากเรือโบราณ โดยในปี 2023 มีการค้นพบซากเรือที่มีอายุอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 หรือ 2 ก่อนคริสตกาล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโรม และพบแอมโฟราหลายร้อยใบเช่นเดียวกัน ส่วนในปี 2018 มีการค้นพบเรือสินค้ากรีกอายุกว่า 2,400 ปี นอนอยู่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งบัลแกเรีย ซึ่งในขณะนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นซากเรือโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

การค้นพบซากเรือครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังอิตาลีประกาศการค้นพบทางธรณีวิทยาครั้งสำคัญอีกแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งซิซิลี โดยนักวิจัยพบปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลใกล้เกาะปานาเรีย ในหมู่เกาะเอโอเลียน รวมถึงพบปล่องไฮโดรเทอร์มอล หรือช่องระบายความร้อนใต้พิภพแห่งใหม่ที่ปล่อยก๊าซออกมาจากพื้นทะเล

โครงสร้างดังกล่าวอยู่ห่างจากเกาะปานาเรียไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1 ไมล์ทะเล ที่ระดับความลึกราว 60-80 เมตร ตัวปล่องมีขนาดประมาณ 100 เมตร คูณ 60 เมตร การค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาระบบภูเขาไฟใต้ทะเลของพื้นที่ได้ละเอียดขึ้น และอาจช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของเกาะปานาเรียในอนาคต.

ที่มา BBC / euronews

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

10 ส.ค. 2569 10:49 น.

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

หญิงชรา วัย 80 ปี เสียชีวิตขณะพยายามอพยพหนีไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา ขณะที่ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 2 หมื่นคน และประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

วันที่ 10 สิงหาคม 2569  ตำรวจแคนาดาเปิดเผยว่า มีหญิงชรา อายุ 80 ปีเสียชีวิตขณะพยายามออกจากบ้านเพื่อหนีไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ซัมเมอร์แลนด์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันตกของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์

รายงานข่าวระบุว่าไฟป่า “ซัมเมอร์แลนด์ (“Summerland) ซึ่งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาใกล้ทะเลสาบโอกานากัน ลุกลามอย่างรวดเร็วจากกระแสลมแรง ส่งผลให้ทางการต้องอพยพประชาชนมากกว่า 20,000 คนในพื้นที่ รวมถึงบางส่วนที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์นำออกจากพื้นที่อันตราย

ขณะที่ไฟป่า “บัลด์ เรนจ์” (Bald Range) ซึ่งเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ ได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ซัมเมอร์แลนด์และชุมชนตามหุบเขาโดยรอบ โดยสำนักงานดับไฟป่าบริติชโคลัมเบียระบุว่า ช่วงเช้าวันอาทิตย์ ไฟได้เผาพื้นที่ไปแล้วราว 64,600 ไร่ และยังไม่สามารถควบคุมได้

นายเดวิด อีบี นายกรัฐมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบีย กล่าวว่า ไฟป่าสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน และมีประชาชนบางส่วนติดอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่กำลังใช้ปฏิบัติการทางอากาศช่วยเหลือผู้ที่ยังถูกตัดขาดจากพื้นที่ภายนอก

ด้านสำนักงานดับไฟป่าบริติชโคลัมเบียรายงานว่า ทั่วทั้งรัฐมีไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้น 102 จุด ณ ช่วงเช้าวันอาทิตย์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งยังอยู่ในระดับควบคุมไม่ได้ พร้อมเตือนว่าสภาพอากาศร้อนและแห้งต่อเนื่องทำให้เกิดพฤติกรรมไฟป่าที่รุนแรงในพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐ. 

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

10 ส.ค. 2569 10:33 น.

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

เผยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกเดือน ก.ค. สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางเอลนีโญที่กำลังก่อตัวและคาดว่าจะรุนแรงขึ้น ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วง มิ.ย.-ก.ค. ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สำนักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service-C3S) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำสถิติสูงสุดสำหรับเดือนกรกฎาคม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลในพื้นที่นอกเขตขั้วโลก ระหว่างละติจูด 60 องศาเหนือถึง 60 องศาใต้ อยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าสถิติเดิมของเดือนเดียวกันที่ 20.89 องศาเซลเซียส ซึ่งทำไว้เมื่อปี 2566

บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีอุณหภูมิสูงผิดปกติเป็นวงกว้าง โดยเป็นพื้นที่ที่กำลังเกิดภาวะเอลนีโญ และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ ซึ่งเอลนีโญสามารถส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้น นับเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะโลกร้อนที่ยังคงรุนแรงขึ้น  

นอกจากนี้ บริเวณน่านน้ำรอบทวีปยุโรปก็มีอุณหภูมิสูงผิดปกติเช่นกัน โดยพบอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกรกฎาคมตามแนวมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตก ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากในหลายพื้นที่

ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอด 2 เดือนอยู่ที่ 21.62 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2534-2563 ถึง 2.79 องศาเซลเซียส และทำลายสถิติเดิมที่บันทึกไว้ในปี 2565

ทางด้าน ซาแมนธา เบอร์เกสส์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป กล่าวว่า เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ยุโรปตะวันตกเผชิญความร้อนในระดับรุนแรงผิดปกติ

ที่มา AFP

อิหร่านตั้งอดีต ผบ.กองกำลัง IRGC นั่งหัวหน้าสภาความมั่นคงสูงสุด

อิหร่านตั้งอดีต ผบ.กองกำลัง IRGC  นั่งหัวหน้าสภาความมั่นคงสูงสุด

10 ส.ค. 2569 10:10 น.

อิหร่านตั้งอดีต ผบ.กองกำลัง IRGC นั่งหัวหน้าสภาความมั่นคงสูงสุด

อิหร่านแต่งตั้ง “โมห์เซน เรซาอี” อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม เป็นหัวหน้าสภาความมั่นคงสูงสุดคนใหม่ ขณะที่วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด

วันที่ 9 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว AFP รายงานว่า นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน แต่งตั้งพลตรีโมห์เซน เรซาอี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps-IRGC)  วัย 71 ปี เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน (Supreme National Security Council-SNSC) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับสูงของประเทศ

โดยโฆษกประธานาธิบดีอิหร่าน เปิดเผยว่า การแต่งตั้งมีขึ้นหลังนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ โซลกาดร์ ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด เพื่อไปรับหน้าที่ใหม่ ขณะที่สำนักงานผู้นำสูงสุดอิหร่านระบุว่า โซลกาดร์จะเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการเมืองของอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี

รายงานข่าวระบุว่า พลตรีเรซาอี มีประสบการณ์ด้านการทหารและความมั่นคงมายาวนาน โดยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามระหว่างปี 2524-2540 ครอบคลุมเกือบตลอดช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ก่อนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงหลายตำแหน่ง และต่อมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการทหารให้กับผู้นำสูงสุดอิหร่าน.

ที่มา AFP

สว่างไสวทั้งภูเขา! นักสกีถือคบเพลิงกว่า 120 คน ล่องลงธารน้ำแข็งในเมืองใต้สุดของโลก

สว่างไสวทั้งภูเขา! นักสกีถือคบเพลิงกว่า 120 คน ล่องลงธารน้ำแข็งในเมืองใต้สุดของโลก

10 ส.ค. 2569 09:12 น.

สว่างไสวทั้งภูเขา! นักสกีถือคบเพลิงกว่า 120 คน ล่องลงธารน้ำแข็งในเมืองใต้สุดของโลก

ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือเมืองอูซัวยา ประเทศอาร์เจนตินา สว่างไสวไปด้วยแสงจากคบเพลิง เมื่อบรรดานักสกีกว่า 120 คนร่วมกิจกรรมถือคบเพลิง และสกีลงมาตามทางลาดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะบนธารน้ำแข็งมาร์เชียล 

กิจกรรม “Torchlight Descent” ประจำปี จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 31 แล้วและถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของเมืองอูซัวยา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น เมืองใต้สุดของโลก โดยจัดขึ้นเนื่องในวันนักปีนเขา หรือ Mountaineer’s Day

ภาพที่เผยแพร่จากงานเผยให้เห็นนักสกีทยอยเคลื่อนตัวลงจากภูเขาท่ามกลางความมืด โดยแสงจากคบเพลิงหลายสิบดวงเรียงต่อกันเป็นสาย สร้างภาพสุดตระการตาบนพื้นที่ลาดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ขณะที่ผู้ชมหลายร้อยคนรออยู่บริเวณเชิงเขา พร้อมส่งเสียงเชียร์และปรบมือต้อนรับนักสกีที่ทยอยลงมาถึง

เซบาสเตียน เบลตราเม นักสกีที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า การล่องลงจากภูเขาพร้อมคบเพลิงสะท้อนถึงวัฒนธรรมของชาวภูเขาและอัตลักษณ์ของแคว้นตีเอร์ราเดลฟูเอโก ซึ่งมีความหมายว่าดินแดนแห่งไฟ โดยผู้เข้าร่วมทุกคนได้ร่วมกันนำพลังและความคึกคักมาสู่ภูเขา

ด้าน โซเฟีย เพียร์ซ นักสกีอีกคน กล่าวว่า การปีนขึ้นไปยังจุดเริ่มต้นภายใต้สภาพอากาศเช่นนี้เป็นเรื่องท้าทาย แต่ความรู้สึกขณะสกีลงมาพร้อมกับเสียงเชียร์และแสงไฟจากคบเพลิงนั้นสร้างความตื่นเต้นและความประทับใจอย่างมาก

หลังการล่องลงจากธารน้ำแข็ง งานยังดำเนินต่อด้วยดนตรีสด อาหารท้องถิ่น และพิธีกรรมสำคัญด้วยการจุดไฟเผาหุ่นจำลองขนาดใหญ่ที่ทำจากกระดาษ

อัลฟอนโซ ลาวาโด นักสกีผู้เข้าร่วมงาน อธิบายว่า การเผาหุ่นเปรียบเสมือนการรีไซเคิลหรือการเริ่มต้นใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการทิ้งสิ่งเก่าไว้เบื้องหลังและเริ่มต้นฤดูกาลใหม่อีกครั้ง

กิจกรรม Torchlight Descent จัดขึ้นที่สวนEnd of the World Park ในเมืองอูซัวยา เมืองหลวงของแคว้นตีเอร์ราเดลฟูเอโก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงบัวโนสไอเรสไปทางใต้ราว 2,350 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสภูมิประเทศสุดขั้วทางตอนใต้ของอาร์เจนตินา.

ที่มา : AP

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” พัดขึ้นฝั่งทางตะวันออกของจีน อพยพปชช.กว่า 1 ล้านคน เตือนน้ำท่วม-ดินถล่ม

ไต้ฝุ่น "ดอลฟิน" พัดขึ้นฝั่งทางตะวันออกของจีน อพยพปชช.กว่า 1 ล้านคน เตือนน้ำท่วม-ดินถล่ม

10 ส.ค. 2569 09:00 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” พัดขึ้นฝั่งทางตะวันออกของจีน อพยพปชช.กว่า 1 ล้านคน เตือนน้ำท่วม-ดินถล่ม

พายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” พัดขึ้นฝั่งทางตะวันออกของจีน ด้วยความเร็วลม 151 กม.ต่อชม. ทำให้ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ทางการอพยพประชาชนแล้วกว่า 1 ล้านคน พร้อมเตือนเสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่มีกำลังแรงที่สุดที่พัดถล่มจีนในปีนี้ พัดขึ้นฝั่งบริเวณใกล้เมืองอวี้หวน มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น ด้วยความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบเท่าพายุเฮอริเคนระดับ 1

อิทธิพลของพายุลูกนี้ได้ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและลมแรงในพื้นที่ชายฝั่ง ก่อนเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจีน ขณะที่ทางการเตือนประชาชนให้ระวังน้ำท่วมและดินถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาและบริเวณใกล้แม่น้ำสายเล็ก เนื่องจากพายุมีแนวโน้มเคลื่อนตัวช้าลงและทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในหลายพื้นที่ โดยนครเซี่ยงไฮ้อพยพประชาชนอย่างน้อย 30,300 คน และยกเลิกเที่ยวบินราว 1,400 เที่ยวบิน ขณะที่เมืองเหวินโจวในมณฑลเจ้อเจียงอพยพประชาชนมากกว่า 900,000 คน และเปิดศูนย์พักพิงฉุกเฉินกว่า 1,000 แห่ง ส่วนเมืองไถโจวในมณฑลเดียวกันอพยพประชาชนราว 390,000 คนภายในช่วงเย็นวันเสาร์

ด้านมณฑลฝูเจี้ยน ทางการอพยพประชาชนราว 98,900 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง หลังยกระดับมาตรการรับมือไต้ฝุ่นเป็นระดับ 3 พร้อมนำคนงานนอกชายฝั่งกลับเข้าฝั่ง สั่งเรือเดินทางกลับท่า และเพิ่มการตรวจสอบอ่างเก็บน้ำ ลำธารบนภูเขา พื้นที่เสี่ยงดินถล่ม ไซต์ก่อสร้าง และแหล่งท่องเที่ยว

สำนักงานพยากรณ์อากาศจีนคาดว่า หลายพื้นที่จะเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 10 สิงหาคม ครอบคลุมมณฑลเจ้อเจียง นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลฝูเจี้ยนตอนเหนือ มณฑลเจียงซีตอนตะวันออกเฉียงเหนือ มณฑลอานฮุยตอนกลางและตอนใต้ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของมณฑลเจียงซู โดยบางพื้นที่ของเจ้อเจียงตอนกลางและตะวันออกอาจมีฝนตกสะสม 250-500 มิลลิเมตร

ทางด้านนายหวัง ไห่ผิง หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ของศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีน กล่าวว่า หลังขึ้นฝั่งแล้ว ไต้ฝุ่นดอลฟินจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก ก่อนชะลอตัวลงเหนือพื้นที่ตอนกลางและตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และค่อยๆ อ่อนกำลังลง แต่การเคลื่อนตัวที่ช้าลงอาจทำให้ฝนตกหนักยาวนานขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม

อิทธิพลของไต้ฝุ่นดอลฟินยังส่งผลกระทบต่อไต้หวัน โดยตั้งแต่วันเสาร์มีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงกรุงไทเป ส่งผลให้ต้องระงับบริการเรือข้ามฟากหลายสิบเที่ยว และยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 180 เที่ยว

ส่วนฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นดอลฟินที่ทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทวีความรุนแรงขึ้น จนเกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีผู้ได้รับการช่วยเหลือ 5 คน และยังสูญหายอีก 7 คน หลังดินถล่มทับบ้าน 3 หลังในเมืองบาเกียว ทางตอนเหนือของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ โดยน้ำท่วมยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างบนเกาะลูซอน รวมถึงพื้นที่กรุงมะนิลา ทำให้ประชาชนมากกว่า 12,000 คนต้องอพยพ และหลายเมืองทางตอนเหนือต้องประกาศปิดโรงเรียนเมื่อวันศุกร์และเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ก่อนพัดเข้าสู่จีน ไต้ฝุ่นดอลฟินเคลื่อนผ่านจังหวัดโอกินาวา ทางตอนใต้ของญี่ปุ่นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 6 คน และกระแสไฟฟ้าขัดข้องในอาคารมากกว่า 50,000 แห่ง.