ข้อมูลในมติดังกล่าวยังอ้างอิงงานวิจัยของ American Academy of Pediatrics ที่ระบุว่า การใช้หน้าจอมากเกินไปมีความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน ทั้งปัญหาสายตา ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมเสพติด สมาธิสั้น การควบคุมอารมณ์บกพร่อง รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ลดลง
โฆษกของเมตากล่าวว่า “หากเราต้องการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนทำงานในชีวิตประจำวันได้จริง โมเดลของเราจำเป็นต้องเห็นตัวอย่างจริงว่ามนุษย์ใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างไร” พร้อมยืนยันว่าข้อมูลนี้จะถูกใช้เพื่อการพัฒนา AI เท่านั้น และมีระบบป้องกันข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างรัดกุม
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลอย่างมากในหมู่พนักงาน พนักงานรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า การถูกจับตาแม้กระทั่งการขยับนิ้วในขณะที่บริษัทมีข่าวลือเรื่องการเลิกจ้างพนักงาน เป็นความรู้สึกที่เหมือนอยู่ใน “โลกดิสโทเปีย” หรือสังคมที่เลวร้ายและถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมองว่าบริษัทกำลังหมกมุ่นกับ AI จนเกินไป
นอกจากนี้ เครื่องมือดังกล่าวที่มีชื่อว่า Model Capability Initiative (MCI) ยังถูกมองว่าเป็นความพยายามล่าสุดในการยัดเยียด AI เข้ามาในทุกส่วนของการทำงาน แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการทำงานได้อยู่แล้ว แต่การเก็บบันทึกเพื่อนำมาเทรน AI โดยเฉพาะนั้นถือเป็นก้าวใหม่ที่น่ากังวล