สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

15 พ.ย. 2568 02:43 น.

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

แม่ชาวตุรกีกับลูก 2 คนล้มป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิต ขณะที่ผู้เป็นพ่อมีอาการสาหัส หลังจากพวกเขาทานอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมในนครอิสตันบูล

เจ้าหน้าที่กับสื่อของตุรกีรายงานในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. 2568 ว่า หญิงท้องถิ่นกับลูก 2 คนของเธอเสียชีวิต ขณะที่ผู้เป็นพ่อกำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากที่พวกเขาทานอาหารสตรีทฟู้ดที่ซื้อมาจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในนครอิสตันบูล

ข่าวระบุว่า ครอบครัวนี้ซึ่งเป็นชาวตุรกีที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีและเดินทางมาอิสตันบูลเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุด ล้มป่วยเมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) หลังจากทานอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมหลายชนิดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านริมน้ำออร์ตาคอย (Ortakoy) ซึ่งอยู่บริเวณเชิงสะพานข้ามช่องแคบบอสฟอรัส

นายอัลดุลเลาะห์ เอมเร กูแนร์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขภูมิภาคอิสตันบูล โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า ครอบครัวซึ่งพักอยู่ในย่านฟาติห์ (Fatih) ล้มป่วยลงในเวลาไม่นานหลังจากทานอาหารดังกล่าว และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่เด็ก 2 คน อายุ 6 ขวบและ 3 ขวบ เสียชีวิต

ส่วนพ่อและแม่ของเด็กเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนัก อย่างไรก็ตาม นายยิลมาซ ทุนช์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โพสต์บน X เมื่อวันศุกร์ว่า ผู้เป็นแม่เสียชีวิตแล้ว โดยมีการเก็บตัวอย่างจากสถานที่ที่ครอบครัวนี้ไปทานอาหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 คน ถูกควบคุมตัวแล้ว

รายงานข่าวบางกระแสระบุว่า ครอบครัวนี้ได้รับประทานหอยแมลงภู่กับข้าว ซึ่งเป็นของว่างยอดนิยมที่มักจะขายโดยพ่อค้าแม่ค้าริมถนน รวมถึง “คุมเพียร์” (kumpir) หรือมันฝรั่งอบยัดไส้ด้วย

ส่วนอาหารอื่นๆ ที่มีรายงานว่าครอบครัวนี้ทานได้แก่ โคโคเรช (kokorec) ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมที่ทำจากไส้แกะย่าง และ “เตอร์กิช ดีไลท์” (Turkish Delight) หรือ “โลคุม” (Lokum) ขนมหวานที่ทำจากแป้งและน้ำตาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

15 พ.ย. 2568 01:31 น.

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุปีนข้ามรั้วบุกเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องสาวคนดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาแล้ว และอาจต้องรับโทษจำคุก หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุกระโดดข้ามรั้วกั้น และพุ่งเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องและนักแสดงสาวจากภาพยนตร์เรื่อง Wicked ระหว่างการฉายรอบปฐมทัศน์ที่สิงคโปร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขึ้นศาลในวันศุกร์ (14 พ.ย. 2568) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ”

ชายคนดังกล่าวมีชื่อว่า จอห์นสัน เหวิน เป็นชาวออสเตรเลียอายุ 26 ปี ปรากฏตัวในศาลผ่านวิดีโอลิงก์จากห้องขังในวันศุกร์ โดยนายเหวินในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่มีทนายความและแจ้งต่อศาลว่า เขาจะให้การรับสารภาพ

เดิมทีเขาถูกตั้งข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะภายใต้มาตรา 290(a) ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 50,000 บาท) แต่หลังจากศาลพักการพิจารณาคดี อัยการได้แก้ไขข้อหาเป็นมาตรา 290(b) ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ

เอกสารคำฟ้องระบุว่า นายเหวินก่อความวุ่นวายในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ถึง 19.11 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. ระหว่างงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง Wicked: For Good ที่ Resorts World Sentosa

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกภาพเอาไว้ได้ และวิดีโอถูกนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ และกลายเป็นข่าวทั่วโลก

วิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเหวินกระโดดข้ามรั้วกั้นก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหา อารีอานา กรานเด จากนั้นเขาได้โอบแขนรอบตัวเธอ พร้อมกับกระโดดขึ้นลง ในขณะที่ ซินเธีย เอริโว รีบเข้ามาแยกเขาออกจากอารีอานา ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะเข้ามาล็อกตัวนายเหวิน แล้วพาตัวเขาออกจากสถานที่จัดงาน

ทั้งนี้ นายเหวินเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งใช้ชื่อออนไลน์ว่า Pyjama Man โดยเขาเคยถ่ายคลิปขณะที่ตนเองพุ่งเข้าหาดาราคนดังคนอื่นๆ มาแล้วหลายคน เช่น เคที แพร์รี และ เดอะ วีกเอนด์ (The Weeknd) นักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์เพลงชาวแคนาดา

เมื่อวันศุกร์ นายเหวินได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่เขาแจ้งต่อศาลว่าเขาไม่สามารถหาผู้ประกันตัวที่เป็นชาวสิงคโปร์ได้ เมื่อผู้พิพากษาศาลแขวง เจเน็ต หวัง ถามว่า เขามีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนที่สิงคโปร์หรือไม่ นายเหวินตอบว่า พวกเขาอยู่ที่ออสเตรเลีย และเขาไม่รู้จักใครในสิงคโปร์เลย

จากนั้น ผู้พิพากษาเสนอให้นายเหวินประกันตัวโดยมีหลักประกันแทน (Personal Bond) โดยเงื่อนไขส่วนหนึ่งคือ นายเหวินจะต้องมอบเอกสารการเดินทางของเขา และพร้อมสำหรับการสอบสวนหรือมาศาลเมื่อถูกเรียกตัว

ผู้พิพากษาหวังสอบถามอัยการด้วยว่า สามารถดำเนินการรับคำให้การในบ่ายวันศุกร์ได้เลยหรือไม่ แต่อัยการขอเวลาเพิ่มและร้องขอให้มีการไต่สวนในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งศาลกำหนดให้มีการไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

14 พ.ย. 2568 23:34 น.

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อสายคุย โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน ไทยกับกัมพูชายังคงพร้อมที่จะใช้การเจรจาและความพยายามทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาชายแดนต่อไป

เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮัม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานหมุนเวียนของอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยเปิดเผยว่า เขาเพิ่งพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเขายืนยันกับนายทรัมป์ว่า ไทยและกัมพูชาพร้อมที่จะใช้การเจรจาและความพยายามทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาชายแดนต่อไป

ข้อความของนายอันวาร์ระบุว่า “เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผมได้มีการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือเรื่องพัฒนาการล่าสุดบริเวณพรมแดนกัมพูชา-ไทย”

“ผมได้แสดงออกถึงความพร้อมของทั้งกัมพูชาและไทยที่จะยังคงเลือกใช้ช่องทางการเจรจาและความพยายามทางการทูต เป็นเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ”

“ผมยืนยันว่า ทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ภายใต้กรอบปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์”

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยินดีกับบทบาทที่กระตือรือร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทยด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรับประกันเสถียรภาพและความปรองดองในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

อันวาร์ต่อสายคุย ฮุน มาเนต ชมกัมพูชายังคงเลือกเส้นทางสันติภาพ

อันวาร์ต่อสายคุย ฮุน มาเนต ชมกัมพูชายังคงเลือกเส้นทางสันติภาพ

14 พ.ย. 2568 22:11 น.

อันวาร์ต่อสายคุย ฮุน มาเนต ชมกัมพูชายังคงเลือกเส้นทางสันติภาพ

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อสายคุย ฮุน มาเนต เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดน พร้อมชื่นชมกัมพูชาที่ยังคงเลือกสันติวิธีในการแก้ปัญหา

เมื่อวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานเวียนของอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เขาได้หารือกับสมเด็จ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดน และชื่นชมกัมพูชาที่ยังคงเลือกสันติวิธีในการแก้ปัญหา

“เมื่อบ่ายวันนี้ ผมได้ติดต่อกับ สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อประเมินพัฒนาการล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย ในการพูดคุยนี้ ผมขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจต่อแนวทางอย่างมีวุฒิภาวะที่ฝ่ายกัมพูชาได้เลือกใช้ โดยยังคงเลือกหนทางแห่งสันติภาพและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการสนทนาอย่างเปิดเผย”

“มาเลเซียสนับสนุนจุดยืนของกัมพูชาอย่างเต็มที่ ในการใช้ช่องทางที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ และในการยึดมั่นในเจตนารมณ์ของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 เพื่อเป็นรากฐานในการยุติข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ หลักการนี้มีความสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างสงบ, เป็นระบบ และอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกันในระดับภูมิภาค”

“ในฐานะประเทศที่อุทิศตนอย่างหนักแน่นเพื่อสันติภาพในภูมิภาค มาเลเซียจะยังคงสานต่อบทบาทในการเป็นผู้ประสานงานที่ยุติธรรมและมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยเหลือประเทศเพื่อนทั้งสองให้บรรลุการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และเป็นส่วนในการเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคนี้”

ขณะเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็โพสต์ข้อความเรื่องที่เขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับผู้นำมาเลเซียเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า

“บ่ายวันนี้ ผมได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เราได้หารือกันเรื่องการเดินหน้าแสวงหาทางออกอย่างสันติสำหรับความขัดแย้งบริเวณพรมแดนกัมพูชา-ไทยต่อไป ผมได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อ ฯพณฯ อันวาร์ ที่ยังคงมีบทบาทสำคัญและกระตือรือร้นในการอำนวยความสะดวกและแสวงหาทางออกอย่างสันติระหว่างกัมพูชาและไทย”

“กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี โดยใช้กลไกที่มีอยู่และหลักการที่ตกลงกันไว้—โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568—เพื่อยุติความขัดแย้งและสร้างสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา "ช่วงมีประจำเดือน" แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

14 พ.ย. 2568 16:31 น.

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทไอทีขนาดใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง ได้กลายเป็นรัฐแรกในประเทศที่เสนอให้ สตรีวัยทำงานทุกคนในตำแหน่งงานที่เป็นทางการ สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนโดยยังได้รับค่าจ้างได้

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ สตรีอายุระหว่าง 18 ถึง 52 ปี ที่ทำงานในบริษัทรัฐบาลและบริษัทเอกชน สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนได้เดือนละ 1 วัน โดยไม่สามารถสะสมวันลาได้ และที่สำคัญคือไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ เพื่อขอใช้สิทธิ์วันลาดังกล่าว

นโยบายนี้ครอบคลุมสตรีในภาคส่วนที่เป็นทางการราว 350,000 ถึง 400,000 คน แม้ว่าจะยังไม่รวมกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่กว่า ซึ่งคาดว่ามีจำนวนถึง 6 ล้านคน ที่ทำงานเป็นคนงานในบ้าน แรงงานรายวัน และแรงงานอิสระ ในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นโยบายควรขยายไปยังภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการด้วย แต่ถึงกระนั้น นโยบายการลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะก็ยังถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นนโยบายแรกที่ครอบคลุมไปถึงภาคเอกชน โดยใช้กับลูกจ้างโดยไม่คำนึงถึงประเภทงานหรือสัญญาจ้าง

แนวคิดเรื่องการลาประจำเดือนไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศต่าง ๆ เช่น สเปน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ได้เสนอนโยบายนี้แล้ว นอกจากนี้ บางรัฐของอินเดียก็มีวันลาขณะมีประจำเดือนที่จำกัดอยู่แล้ว โดยรัฐพิหารและรัฐโอริสสาให้วันลา 2 วันต่อเดือนสำหรับพนักงานของรัฐบาล ขณะที่รัฐเกรละมอบสิทธิ์นี้ให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยและสถาบันฝึกอบรมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ในอินเดีย ความเคลื่อนไหวในการให้วันหยุดพิเศษแก่สตรีกำลังจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดอคติทางเพศและความกังวลด้านความเท่าเทียมกัน ในขณะที่คนอื่น ๆ โต้แย้งว่านี่คือสิทธิ์ที่จำเป็น ซึ่งช่วยให้สตรีไม่ต้องสูญเสียรายได้ หรือต้องทำงานภายใต้ความเจ็บปวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงมีประจำเดือน

นาย สันโตษ ลาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของรัฐกรณาฏกะ กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในนโยบายที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับสตรีที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ” เจ้าหน้าที่จาก Nasscom หรีอสมาคมการค้าของอุตสาหกรรมไอที ระบุว่า บริษัทหลายแห่งในกรณาฏกะได้ให้สิทธิ์ลาขณะมีประจำเดือนอยู่แล้ว ดังนั้นการดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา

ประติภา อาร์. ประธานสหภาพแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและสิ่งทอในท้องถิ่น แสดงความยินดีกับการตัดสินใจนี้ โดยชี้ว่าคนงานหญิงในโรงงานตัดเย็บส่วนใหญ่ได้รับวันลาต่อปีเพียง 11 วันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สตรีบางคนรู้สึกว่านโยบายนี้ยากต่อการนำไปปฏิบัติ เนื่องจากประจำเดือนยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายพื้นที่ของอินเดีย โดยสตรีมักถูกห้ามไม่ให้เข้าวัด หรือถูกแยกให้อยู่คนเดียวที่บ้านในฐานะ “ผู้ไม่สะอาด” ในช่วงมีประจำเดือน

อานุนิตา กุนดู ผู้จัดการบริษัทซอฟต์แวร์ ให้ความเห็นว่า “เราจะไปขอวันลาขณะมีประจำเดือนได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่แม้แต่จะพูดถึงมัน สังคมของเรายังไม่ถึงระดับนั้น” อรุณา ปาปิเรดดี พนักงานไอทีอีกคนกล่าวว่า “ถ้าถามฉัน ไม่จำเป็นต้องมีวันลา ผู้หญิงก็ประสบความสำเร็จในตำแหน่งสูง ๆ ได้ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่า ‘ม.’ (ประจำเดือน) ด้วยซ้ำ”

ปุชเพนทรา นักสังคมศาสตร์ กล่าวว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการต่อสู้กับการตีตราที่ฝังลึกเกี่ยวกับประจำเดือน “หากผู้หญิงขอลาสองวันในรัฐพิหาร ก็จะเข้าใจกันว่าเกิดจากการมีประจำเดือน มันเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้หญิง แต่มันไม่ได้ให้อำนาจแก่พวกเธอ”

เขาระบุว่า ในหลายพื้นที่ของอินเดีย รวมถึงรัฐพิหาร ซึ่งให้วันลาขณะมีประจำเดือนมานานหลายทศวรรษ ร้านค้ายังคงห่อผ้าอนามัยในกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ แต่สตรีบางคนในรัฐกรณาฏกะกล่าวว่า นโยบายการลาขณะมีประจำเดือนของรัฐบาลอาจทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยเกี่ยวกับประจำเดือนมากขึ้น

ศรียา ศรี ครูในเมืองเบงคาลูรู กล่าวว่า “การเรียกมันว่าวันลาขณะมีประจำเดือนจะช่วยต่อสู้กับการตีตราได้” สัปนา เอส. คณบดีร่วมที่ Christ University และหัวหน้าคณะกรรมการวันลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะ เรียกร้องให้สตรีใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ “สิ่งที่จำเป็นคือการโจมตีการปรับสภาพทางสังคมที่มีอยู่ ผู้หญิงไม่ควรขอโทษหรืออายที่จะขอวันลาขณะมีประจำเดือน”.

ที่มา BBC

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

"บิ๊กกุ้ง" เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ "ปราสาทตาควาย"

14 พ.ย. 2568 15:58 น.

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วยยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ – ระงับปล่อยตัว 18 เชลยศึกตอบโต้กัมพูชา ชี้เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เชื่อกัมพูชาสร้างสถานการณ์ที่สระแก้ว หวังกลบข่าวทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนะจับตาบริเวณ “ปราสาทตาควาย” เป็นพิเศษ ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

วันที่ 14 พ.ย. 68 เวลา 13.00 น. พลโทบุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมายังวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลังได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายเรื่อง “การบัญชาการและการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ กรณีศึกษาการป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2” ให้กับนายพลที่ได้รับตำแหน่งใหม่ 391 นาย

ก่อนเข้าบรรยาย พลโทบุญสิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ และสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า ขณะนี้เกษียณแล้วและไม่อาจให้ความเห็นเชิงลึกได้ แต่ยืนยันว่า ควรยึดคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก

ในส่วนของเชลยศึกกัมพูชาจำนวน 18 คน แม่ทัพกุ้งกล่าวว่า ทหารปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพอย่างเคร่งครัด และการระงับปล่อยตัว ถือเป็นสัญญาณตอบโต้ที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่ากองทัพมีความพร้อมในด้านอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

สำหรับการยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ พลโทบุญสิน เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะกัมพูชาละเมิดข้อตกลง และยังมีการวางกับระเบิดตามแนวชายแดนจนทำให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงจำเป็นต้องแสดงออกถึงความไม่พอใจ ทั้งในเชิงเอกสารและมาตรการอื่น ๆ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชายิงข้ามแดนมาทางฝั่งไทย ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ที่ฐานกัมพูชาหรือไม่ พลโทบุญสินระบุว่า แนวทางตอบโต้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแม่ทัพภาค และผู้บัญชาการทหารบก โดยจะพิจารณาจากการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา หรือเหตุการณ์วางระเบิดในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ 

ด้านท่าทีรัฐบาล พลโทบุญสิน มองว่า นายกรัฐมนตรีเองก็ไม่พอใจต่อเหตุวางกับระเบิดของกัมพูชา และต้องติดตามพัฒนาการตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด 

พลโทบุญสิน ยังกล่าวถึงกรณีกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลว่า ทหารไทยยิงชาวบ้านกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ โดยมองว่า อาจเป็นการสร้างสถานการณ์หรือเกม เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น จากกรณีทหารไทยเหยียบระเบิด ซึ่งอาจมีนัยทางการเมืองจากฝั่งกัมพูชา และต้องจับตาเจตนาที่แท้จริงของผู้นำกัมพูชา

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงผลกระทบระหว่างพื้นที่ชายแดนภาค 1 จะลุกลามไปยังพื้นที่ภาค 2 หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ทั้งหมดเป็นประเทศไทย และเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกัน มันจึงเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว และจุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

ส่วนกรณีมาเลเซียซึ่งเป็นตัวกลางอยากให้สงบศึก พลโทบุญสินระบุว่า ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลไทยเป็นหลัก พร้อมฝากให้นายกรัฐมนตรีแสดงความเข้มแข็ง เพราะประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ และย้ำว่าไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า การตัดสินใจใด ๆ จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครน "แบบคำนวณไว้แล้ว" "หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

14 พ.ย. 2568 15:31 น.

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

ยูเครนเปิดเผยว่า การโจมตีของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กรุงเคียฟ คร่าชีวิตประชาชน 4 คน และสร้างความเสียหายต่ออาคารหลายแห่งทั่วเมือง ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า ระบบรถไฟ และพื้นที่อยู่อาศัย

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีที่ผ่านการคำนวณมาแล้วโดยหวังสร้างความเสียหายสูงสุดต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน” โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 26 คน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์หนึ่งราย

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงโดรนประมาณ 430 ลำ และขีปนาวุธ 18 ลูกในการโจมตีครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในพื้นที่เผยถึงการยิงกระสุนส่องวิถีเพื่อสกัดโดรน และมีการใช้ระบบต่อต้านขีปนาวุธหลายจุด

ทิมูร์ ตคาเชนโก หัวหน้าการบริหารการทหารกรุงเคียฟระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “มีอาคารชุดหลายแห่งทั่วกรุงเคียฟได้รับความเสียหาย แทบทุกเขตของเมืองได้รับผลกระทบ” หน่วยกู้ภัยยูเครนช่วยประชาชนหลายสิบคนออกจากพื้นที่ไฟไหม้และซากปรักหักพัง ขณะที่ตำรวจระบุว่ามีอาคารพักอาศัย 30 แห่งใน 9 เขตได้รับความเสียหาย

นายกเทศมนตรี วิตาลี คลิตช์โก กล่าวว่า บางพื้นที่ในเขตเดสเนียนสกีและโพดิลประสบปัญหาระบบทำความร้อนหยุดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าการหยุดจ่ายพลังงานฉุกเฉินที่เกิดจากการโจมตีได้รับการแก้ไขแล้วในช่วงเช้า การคมนาคมบางส่วนยังถูกจำกัด โดยรถบัสและรถรางล่าช้า

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่ชาติตะวันตกเพิ่มต่อรัสเซีย โดยแคนาดาประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่การผลิตโดรนและพลังงานของรัสเซีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้โจมตีทางไซเบอร์

ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มจี7 เรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที พร้อมยืนยันการสนับสนุนอย่าง “ไม่หวั่นไหวฃ” ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพิจารณานำทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดหลังการรุกรานส่วนหนึ่งมาใช้ให้กู้ยูเครนเพื่อสนับสนุนงบประมาณและการทหารในสองปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หลังสงครามยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทั้งสองฝ่ายต่างตั้งแนวป้องกันแน่นหนา ขณะที่รัสเซียปฏิเสธการเรียกร้องให้หยุดยิง รวมถึงความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการฟื้นการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมานาน

กองกำลังรัสเซียยังคงรุกคืบในภาคตะวันออกของยูเครนหลายเดือนติดต่อกัน โดยมุ่งยึดเขตโดเนตสก์และลูฮันสก์ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบล่าสุดของรัสเซียทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อปัญหาความร้อนขัดข้องในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ยูเครนเองได้เพิ่มปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซีย และขยายเป้าหมายออกไปไกลกว่าพื้นที่แนวหน้า กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนยูเครนได้กว่า 200 ลำในคืนวันศุกร์ รวมถึง 66 ลำเหนือเขตคราสโนดาร์ และ 45 ลำเหนือเขตซาราตอฟทางใต้

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันเชชคารีส หนึ่งในโรงกลั่นใหญ่ของรัสเซียในท่าเรือโนโวโรสซิสค์ริมทะเลดำ ก่อนควบคุมเพลิงไว้ได้ ทางการคราสโนดาร์ระบุว่า เรือพาณิชย์ลำหนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหาย และมีลูกเรือสามคนบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล.

ที่มา AFP

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

14 พ.ย. 2568 14:42 น.

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

วันศุกร์ (14 พ.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความปรารถนาในการสร้างความพยายามร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกจีนเป็นประเทศใหญ่แห่งแรกในการเสด็จพระราชดำเนินเยือน และยังเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญยิ่งกับความสัมพันธ์จีน-ไทย และมิตรภาพอันลึกซึ้งที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวว่าราชวงศ์ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาอย่างยาวนาน และมีคุณูปการสำคัญต่อการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ซึ่งจีนซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

สีจิ้นผิงระบุว่าปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยได้ทำงานร่วมกันและสนับสนุนกันและกันเสมอมา ท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ทั้งสองประเทศเป็นดังญาติที่ดี มิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี

สีจิ้นผิงแสดงความประสงค์จะทำงานร่วมกับพระมหากษัตริย์ไทย ณ จุดเริ่มต้นครั้งประวัติศาสตร์ใหม่นี้ เพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันในช่วง 50 ปีข้างหน้า และร่วมเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย.

ที่มา Xinhua

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน 330 ล้านดอลลาร์ ล็อตแรกในยุค “ทรัมป์”

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน 330 ล้านดอลลาร์ ล็อตแรกในยุค "ทรัมป์"

14 พ.ย. 2568 13:22 น.

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน 330 ล้านดอลลาร์ ล็อตแรกในยุค “ทรัมป์”

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายยุทโธปกรณ์ของเครื่องบินขับไล่ให้กับไต้หวัน มูลค่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10,670 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการทำธุรกรรมด้านอาวุธครั้งแรกนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม

เพนทากอนระบุในถ้อยแถลงว่า “การขายที่เสนอจะช่วยปรับปรุงศักยภาพของผู้รับ (ไต้หวัน) ในการรับมือภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต โดยการรักษาความพร้อมในการปฏิบัติงานของฝูงบิน F-16, C-130 และอากาศยานอื่น ๆ ของผู้รับ”

แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลจีน แต่ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับไต้หวัน และเป็นซัพพลายเออร์อาวุธที่สำคัญที่สุดขอไต้หวัน ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีพันธะผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องจัดหาเครื่องมือให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้

กระทรวงกลาโหมไต้หวันออกแถลงการณ์แสดงความคาดหวังว่า การขายยุทโธปกรณ์ครั้งนี้จะ “มีผลบังคับใช้” ภายในหนึ่งเดือน “สหรัฐอเมริกายังคงช่วยเหลือไต้หวันในการรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองที่เพียงพอ ซึ่งกระทรวงฯ ขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง”

กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุเพิ่มเติมว่า การจัดหาชิ้นส่วนเหล่านี้จะช่วยรักษาความพร้อมของเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศและเสริมสร้างการป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้ความยืดหยุ่นในการป้องกันแข็งแกร่งขึ้น และเพิ่มความสามารถของเกาะในการตอบสนองต่อการรุกรานใน “เขตสีเทา” ของจีน

กองทัพจีนมักส่งภารกิจเข้ามาในน่านน้ำและน่านฟ้าโดยรอบไต้หวันเป็นประจำ ซึ่งรัฐบาลไต้หวันเรียกว่าเป็นกิจกรรมใน “เขตสีเทา” ที่มีป้าหมายเพื่อกดดันไต้หวัน แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการสู้รบจริงจัง

จีนอ้างว่าไต้หวันซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นดินแดนของตน และไม่ตัดโอกาสการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะนี้ รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อการอ้างสิทธิ์อธิปไตยของจีน และกล่าวว่ามีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

การประกาศความเป็นไปได้ในการขายยุทโธปกรณ์ครั้งนี้มีขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบปะกันเมื่อปลายเดือนที่แล้วที่เกาหลีใต้ เพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงทางการค้า โดยก่อนการประชุมดังกล่าว มีความกังวลในไต้หวันว่าทรัมป์อาจจะ “ขายผลประโยชน์” ของไต้หวันบางส่วนให้กับนายสี จิ้นผิง เพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้า.

ที่มา Reuters

จีนรับเสด็จ “ในหลวง–พระราชินีสุทิดา” เยือนอย่างเป็นทางการ ประกาศภาพลักษณ์มิตรแท้ผู้มั่นคง

จีนรับเสด็จ “ในหลวง–พระราชินีสุทิดา” เยือนอย่างเป็นทางการ ประกาศภาพลักษณ์มิตรแท้ผู้มั่นคง

14 พ.ย. 2568 13:17 น.

จีนรับเสด็จ “ในหลวง–พระราชินีสุทิดา” เยือนอย่างเป็นทางการ ประกาศภาพลักษณ์มิตรแท้ผู้มั่นคง

ผู้นำจีนจัดพิธีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีอย่างยิ่งใหญ่ เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่กษัตริย์ไทยเสด็จเยือนจีนเป็นทางการ นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยกองทหารเกียรติยศยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ในโอกาสการเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบ 50 ปี 

โดยการเสด็จเยือนครั้งนี้มีขึ้นต่อเนื่องกับการเยือนของ กษัตริย์เฟลิเป VI และพระราชินีเลติเซียแห่งสเปน เพียงไม่กี่วันก่อน 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปัจจุบัน จีนไม่เพียงเป็น นักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย แต่ยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ และยังเป็นประเทศที่ไทยนำเข้าสินค้าสูงถึง 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

ด้านนักวิชาการด้านเอเชียอย่าง ฌูว์ลิแอต โลช จากสถาบัน Inalco กรุงปารีส วิเคราะห์ว่าการเยือนครั้งนี้เปิดโอกาสให้จีน ได้กระชับความแน่นแฟ้นและใกล้ชิดกับราชอาณาจักรไทย และส่งสัญญาณว่าจีนยังคงมีบทบาทในภูมิภาค ขณะที่อิทธิพลของสหรัฐฯ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ด้านสำนักข่าวซินหัวเผยแพร่บทบรรณาธิการที่ไฮไลต์ว่า ไทย–จีนมีการค้าและแลกเปลี่ยนกันตั้งแต่พันปีก่อน สมัยที่เรือสำเภาเชื่อมเสถียรภาพการค้าระหว่างสองแผ่นดิน

ซินหัวระบุว่า ก่อนจักรวรรดิตะวันตกบุกเอเชีย การค้าส่วนใหญ่ของไทยส่งออกไปจีน ไม่ว่าจะเป็น ข้าว เครื่องเทศ แร่ดีบุก เพื่อแลกเปลี่ยนกับ เครื่องลายคราม ผ้าไหม ชา และเหล็กกล้า จากจีน

อีกทั้งก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเพียงไม่กี่ปี ไทยเคยส่งนักกีฬาเทเบิลเทนนิสเข้าร่วมแข่งในจีน และในปี 1974 ปักกิ่งยังเคยช่วยไทยด้วยการขายน้ำมันราคาถูกในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

สำหรับไทย การเสด็จเยือนครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–จีนในวาระ ครบรอบ 50 ปีทางการทูต ที่ทั้งสองประเทศต้องการผลักดันสู่ความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในมิติการค้า การลงทุน และความมั่นคงในอนาคต.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สี จิ้นผิง