นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เผยนอนวันละ 2-4 ชม. เคยเรียกเจ้าหน้าที่ประชุมตอนตี 3

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" เผยนอนวันละ 2-4 ชม. เคยเรียกเจ้าหน้าที่ประชุมตอนตี 3

14 พ.ย. 2568 12:10 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เผยนอนวันละ 2-4 ชม. เคยเรียกเจ้าหน้าที่ประชุมตอนตี 3

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่าเธอนอนเพียงคืนละ 2–4 ชั่วโมง แม้กำลังเผชิญกระแสวิจารณ์ว่าเป็นผู้นำที่ส่งเสริมให้ประชาชนทำงานหนักเกินควร หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เธอเรียกประชุมเจ้าหน้าที่เวลา 03.00 น.

การเปิดเผยเรื่องการนอนน้อยของนายกฯ ทาคาอิจิ มีขึ้นหลังจากที่เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐสภาในเวลา 03.00 น.

ในการประชุมคณะกรรมาธิการด้านกฎหมาย ซึ่งเธอถูกซักถามถึงความสำคัญของการลดชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานจนเป็นที่ทราบกันดีในญี่ปุ่น นายกฯ ทาคาอิจิกล่าวว่า “ตอนนี้ฉันนอนประมาณ 2 ชั่วโมง อย่างมากสุดก็ 4 ชั่วโมง ฉันรู้สึกว่ามันไม่ดีต่อผิวของฉัน”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบปัญหาด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมาอย่างยาวนาน โดยคนงานจำนวนมากเผชิญกับความกดดันอย่างหนักในที่ทำงาน จนมีคำศัพท์เฉพาะคือ “คาโรชิ” (karoshi) ซึ่งหมายถึงการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

นายกฯ ทาคาอิจิ ยังถูกขอให้ชี้แจงเกี่ยวกับการหารือของรัฐบาลเธอในการขยายเพดานสูงสุดของชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเธอได้กล่าวปกป้องการหารือนี้ โดยระบุว่าพนักงานและนายจ้างมีความต้องการที่แตกต่างกัน บางคนเลือกทำงานสองงานเพื่อหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะที่บางธุรกิจก็กำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดสำหรับการทำงานล่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม นายกฯ ทาคาอิจิย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะต้องทำให้แน่ใจว่า สุขภาพของพนักงานจะได้รับการคุ้มครอง “แน่นอนว่า ถ้าเราสามารถสร้างสถานการณ์ที่ผู้คนสามารถสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลบุตรและการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการ ควบคู่ไปกับการทำงาน การพักผ่อน และการผ่อนคลาย นั่นจะเป็นอุดมคติ” 

นางทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนที่แล้ว ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น และหลังจากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย เธอก็ได้ให้คำมั่นว่า “จะละทิ้งคำว่า ‘ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน’ สำหรับตัวเอง ฉันจะทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน และทำงาน”

ตั้งแต่นั้นมา เธอก็มีตารางงานที่ยุ่งมาก ทั้งการเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค ตลอดจนการเจรจาทวิภาคีกับผู้นำต่างประเทศ เช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้.

ที่มา AFP

UNCUT เขมร-สแกมเมอร์

UNCUT เขมร-สแกมเมอร์

14 พ.ย. 2568 12:06 น.

UNCUT เขมร-สแกมเมอร์

พยายามรวบรวมเอาข่าวสารที่กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทางเกี่ยวกับเรื่องราวของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ผสมปนเปไปด้วยจีนเทา ขแมร์เทา และไทยเทา ที่ถูกเหมารวมไปกับกลุ่มนักการเมือง – นักการเงิน – ทหาร – ตำรวจไทย นัยว่ามากกว่า 200 นาย ไปจนถึงขั้นแอบอ้างว่า มีอดีตนายกรัฐมนตรีไทย เกี่ยวข้องด้วย…

จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ทำให้ต้องแยกเรื่องต่างๆ ออกมาให้ชัดเจนเป็น 2 กลุ่มกับอีก 1 เรื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน…

เครือข่ายสแกมเมอร์

กลุ่มแรกมี นายเฉิน จื้อ บิ๊กบอสเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ที่มีฐานธุรกิจผิดกฎหมายขนาดใหญ่ ทั้งการพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์อยู่ในเขมร รวมถึงในประเทศไทย

นายเฉิน จื้อ เป็นผู้ก่อตั้ง และประธานบริษัท Prince Group เข้าไปทำธุรกิจข้ามชาติในสหรัฐฯ ด้วยการเปิดศูนย์ฉ้อโกงเงินดิจิทัลในรูปแบบบิตคอยน์ โดยการสมคบคิดกันฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และฟอกเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ และทั่วโลก กระทั่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประกาศยึดทรัพย์มูลค่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 127,271 เหรียญบิตคอยน์) … ขณะที่ นายเฉิน จื้อ ยังคงหลบหนี

เช่นเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ประกาศลั่นว่า จะเล่นงานเด็ดขาดกับธุรกิจสีเทาของเขมรในทุกเครือข่ายที่เข้าไปหลอกลวงประชาชนของพวกเขา

หลังจากที่มีการเปิดเผยเครือข่ายลับผู้ทรงอิทธิพลอีกเครือข่ายหนึ่ง ของ ฮุน เซน ประธานวุฒิสมาชิกเขมร บิดาของ ฮุน มาเนต นายกฯ เขมรคนปัจจุบัน

เครือข่ายนี้มีชื่อของ นายยิม เลียก ประธานกลุ่มธนาคาร BIC Group ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติในเขมร เช่นเดียวกับเครือข่ายอื่นๆ (อาทิ ออกญาก๊ก อาน คนสนิทของฮุนเซน)

เมื่อมีการเปิดเผยโครงข่ายของกลุ่ม ธนาคาร BIC Group สิ่งที่ทำให้สื่อตกใจ ก็คือ มีคนไทยในแวดวงการเงิน การเมือง และคนรุ่นใหม่ในธุรกิจ Consortium เข้าไปร่วมอยู่ในเครือข่ายธุรกิจสีเทาด้วย

ในจำนวนนี้ มีชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.กระทรวงการคลัง รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามหลังเรื่องนี้ออกสู่สายตาประชาชน นายวรภัค ได้ยื่นใบลาออกจาก ครม.นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยไป พร้อมกับปฏิเสธชัดว่า เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเครือข่ายของ นายยิม เลียก เลย

เช่นเดียวกับ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง, พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ และนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ุ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งต่างก็ปฏิเสธเช่นกันว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ุ เปิดเผยว่า เขาเข้าไปมีส่วนในการจัดตั้งธนาคาร BIC Group ก็ด้วยเหตุที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังให้แก่การรวมตัวกันของกลุ่มธนาคารในภูมิภาค CLMV +TH ก่อนจะลาออกมานานหลายปีแล้ว

The Fixer

อีกชื่อหนึ่งที่ถูกเปิดเผยขึ้นระหว่างการค้นหาว่า ใครในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจสีเทาที่รายล้อมอยู่รอบตัว ฮุน เซน อีก… และเขาคนนั้นก็คือ นายเบน สมิธ

เบน มีชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสีเทาในเขมร และการฟอกเงินให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้างต้น โดยการเปิดเผยของ นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน

เบน สมิธ มีชื่อเต็มๆ ว่า เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ถูกกล่าวหาว่า มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินมากมายให้กับนักการเมืองไทย เศรษฐี และบรรดานักลงทุนไทยจำนวนมาก ตลอดจนถึงสองพ่อลูกตระกูลฮุนจากเขมรด้วย

ก่อนหน้าที่ รังสิมันต์ จะเปิดเผยชื่อของ เบน … มีผู้ให้ข้อมูลว่า เบน คือเจ้าของเรือยอชต์หรูที่พา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปเกาะหลีเป๊ะเพื่อพบกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งขอให้นายทักษิณ ไปเป็นที่ปรึกษาให้เขา

นายรังสิมันต์ อ้างถึงข้อมูลของ นายทอม ไรท์ (ผู้เปิดโปงโครงการ 1 MDB) ว่า เบน เป็นชาวแอฟริกาใต้ และได้สัญชาติเขมรจากการทำหน้าที่เป็น “Fixers” หรือ ผู้ถือเงินลงทุนให้แก่บรรดาผู้นำ มหาเศรษฐี และผู้มีอิทธิพล

อย่างไรก็ตาม ผู้คนในแวดวงการเงินของไทย กล่าวถึงเบน ว่า เขาคือมืออาชีพด้านที่ปรึกษาการลงทุน ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับธุรกิจสีเทาของกลุ่มมิจฉาชีพในเขมร กูรูในแวดวงยังเปิดเผยด้วยว่า เขาจะคิดค่าธรรมเนียมการลงทุนแตกต่างกัน… ถ้ามันมาจากที่ที่เขาเห็นว่า ไม่น่าจะใช่เงินบริสุทธิ์ เบนอาจไม่รับงาน หรือคิดค่าธรรมเนียมในราคาที่แพงกว่า

ธุรกิจในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยถูกเขาซื้อไว้ให้ลูกค้า หรือลงทุนเอง ล่าสุด มีข่าวว่าเขาซื้อหุ้น บมจ.บางจาก ในส่วนของ นายพิชัย ชุณหวชิร… แต่ก็มีการปฏิเสธข่าวนี้ว่า นายพิชัย ไม่ได้ขายหุ้นบางจากให้แก่เบน แต่ได้โอนหุ้น BCP ออกจากพอร์ตทั้งหมด 450,000 หุ้น

แต่ต่อมา พิชัย ได้ขายบิ๊กล็อตหุ้น BCPG (บริษัทลูกบางจาก) จำนวน 1.1 ล้านหุ้น … ไม่ว่า เบน จะซื้อหุ้นให้ใคร เขาก็คือ นักการเงิน และที่ปรึกษาการลงทุน ข้อกล่าวหาว่าเขาพัวพันธุรกิจสีเทา ไม่มีหลักฐานใดยืนยันในเรื่องนี้ และไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะเข้าไปพัวพันธุรกิจผิดกฎหมาย

ผลกระทบในประเทศ

ในห้วงเวลาเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เปิดเผยว่า นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ก็มีเครือข่ายเกี่ยวข้องโยงใยในพนันออนไลน์ นั่นทำให้นายรังสิมันต์ กล่าวพาดพิง ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะที่นายชนนพัฒฐ์อยู่ใต้ร่มชายคา และเรียกร้องให้ นายกฯ อนุทิน ปลด ร.อ.ธรรมนัส

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง. ออกแถลงการณ์ว่า ได้เข้ายึด และอายัดทรัพย์สินของ สส.ชนนพัฒฐ์ กับพวก รวมมูลค่า 159 ล้านบาท ตามหลักฐานว่ามีความผิดพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์จริง…

หลังถูกสังคมกดดัน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้เรียก 15 หน่วยงาน ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าจะร่วมมือกันจัดการขั้นเด็ดขาดกับธุรกิจสีเทานี้

ว่าแต่การเรียกรวมพลนั้น เอาจริงๆ เป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่ทำขึ้นเพื่อยืดเวลาหรือไม่? ประเด็นนี้ ทำให้นายกฯ อนุทิน ถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่า ไม่จริงใจในการปราบปรามสแกมเมอร์…ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผู้คนต่างคาดหวังว่า ถ้านายกฯ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ใช้โอกาสนี้ให้มีค่าด้วยการปราบปรามขั้นเด็ดขาด และรวดเร็วกับกลุ่มสแกมเมอร์ การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทย คงจะได้คะแนนเสียงมาในแบบกินรวบ และกลายเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ครองเสียงข้างมากไว้ในมือ

แต่มาวันนี้ พรรคภูมิใจไทย อาจได้คะแนนแค่ 120 – 150 …อาจน้อยกว่าพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยอาจได้ราว 80 บวกลบ ตามด้วยพรรคกล้าธรรม และพรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้เสียงจากช่องว่างจากการที่ผู้คนมากกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่เห็นใครเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทพระวิหารอีกเป็นรายที่ 7 เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา โอกาสก็กลับมาเข้าทางพรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง ในการปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงให้ยุติข้อพิพาทระหว่างไทย-เขมร ซึ่งทำกันไว้ที่กัวลาลัมเปอร์ โดยมี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสักขีพยาน

เมื่อสายน้ำถูกแยกออกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่ง… สั่งการให้ทหารปฏิบัติการโจมตีเพื่อสั่งสอนเขมร … กับอีกทางหนึ่ง… จัดการกับธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์

ทั้งหมดนี้เก็บตก รวบรวม และแยกแยะข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ลองไปพินิจพิเคราะห์กันดูว่า ประเทศไทยจะยุติข้อพิพาทกับเขมรได้หรือไม่ สำคัญคือ จะตัดตอนบรรดาสแกมเมอร์ได้หรือไม่ อย่างไร?!

หรือที่สุด มันจะ UNCUT ตัดไม่ขาดทั้งเขมร และเหล่าสแกมเมอร์ที่ว่านี้!!

หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รัสเซีย “AIdol” ล้มคะมำกลางเวทีวันเปิดตัวในมอสโก

หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รัสเซีย "AIdol" ล้มคะมำกลางเวทีวันเปิดตัวในมอสโก

14 พ.ย. 2568 11:43 น.

หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รัสเซีย “AIdol” ล้มคะมำกลางเวทีวันเปิดตัวในมอสโก

หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือฮิวแมนอยด์ ตัวแรกของรัสเซีย ที่ติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อว่า “AIdol” ประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อมันล้มคะมำบนเวทีระหว่างการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานเทคโนโลยีที่กรุงมอสโก เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ทีมงานต้องรีบนำหุ่นยนต์ออกจากสายตาประชาชนเพื่อแก้ไขความผิดพลาด

หุ่นยนต์ AIdol ถูกนำเสนอโดยผู้พัฒนาว่าเป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ขั้นสูง ซึ่งสร้างขึ้นโดยส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่หุ่นยนต์ถูกนำเข้าสู่เวทีโดยเจ้าหน้าที่สองคน พร้อมเสียงเพลงประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง “Rocky” มันได้เสียการทรงตัวและล้มลง ทำให้ชิ้นส่วนบางอย่างกระเด็นตกอยู่บนเวที

ภาพวิดีโอของเหตุการณ์นี้ ซึ่งเผยแพร่โดยสื่ออิสระของรัสเซีย แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่รีบเร่งนำหุ่นยนต์ไปซ่อนหลังฉากกั้นขณะที่กำลังถูกลากออกจากพื้นเวที

การเปิดตัวของ AIdol เป็นความพยายามของรัสเซียที่จะเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกในการพัฒนาหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริษัท AIdol ซึ่งเป็นผู้พัฒนา นำโดย วลาดิเมียร์ วิตูคิน ซีอีโอ ระบุว่า หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถผสมผสานการเคลื่อนไหว การจัดการวัตถุ และการโต้ตอบแบบมนุษย์ผ่าน AI ที่ฝังอยู่ในตัว

ทางบริษัทอธิบายสาเหตุที่หุ่นยนต์ล้มว่าเกิดจากปัญหาในการปรับเทียบ และยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่หุ่นยนต์ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ วลาดิเมียร์ วิตูคิน กล่าวว่า “ผมหวังว่าความผิดพลาดนี้จะเปลี่ยนเป็นประสบการณ์”

แม้ว่าการเปิดตัวมีจุดประสงค์เพื่อแสดงความก้าวหน้าของ AI และวิทยาการหุ่นยนต์ภายในประเทศ แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียและฟอรัมเทคโนโลยีของรัสเซียกลับพุ่งเป้าไปที่ความไม่เสถียรของหุ่นยนต์ และการตัดสินใจเปิดตัวหุ่นยนต์ต้นแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ วิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวถูกแชร์อย่างกว้างขวางทางออนไลน์ โดยหลายคนตั้งคำถามว่าภาคส่วนหุ่นยนต์ของรัสเซียพร้อมที่จะแข่งขันในระดับสากลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาปฏิเสธคำวิจารณ์ โดยระบุว่า AIdol ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 48 โวลต์ ซึ่งสามารถทำงานต่อเนื่องได้นานถึง 6 ชั่วโมง และประกอบด้วยชิ้นส่วนที่ผลิตในรัสเซียถึง 77 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางบริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนนี้ให้เป็น 93 เปอร์เซ็นต์ ในการผลิตในอนาคต

พวกเขากล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์นี้มีมอเตอร์เซอร์โว 19 ตัว ทำให้มันสามารถแสดงอารมณ์พื้นฐานได้มากกว่าสิบอย่างและมีการแสดงออกทางสีหน้าเล็กน้อย ได้หลายร้อยแบบ ผิวหนังซิลิโคนของมันถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการแสดงออกทางสีหน้าของมนุษย์ด้วยระดับความตึงที่แตกต่างกัน

“หุ่นยนต์สามารถยิ้ม คิด และประหลาดใจได้เหมือนกับคน” วิตูคินกล่าวระหว่างการนำเสนอ และเสริมในภายหลังว่า “นี่คือการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ ที่ความผิดพลาดที่ดีจะกลายเป็นความรู้ และความผิดพลาดที่แย่จะกลายเป็นประสบการณ์”

ในขณะนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวถูกนำออกจากพื้นที่จัดแสดงชั่วคราวเพื่อให้วิศวกรตรวจสอบระบบการทรงตัวและซอฟต์แวร์ควบคุม เนื่องจากมันยังอยู่ในช่วงการทดสอบ.

ที่มา Newsweek

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

14 พ.ย. 2568 10:07 น.

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย ชี้แจงความผิดพลาดในการแปลภาษา เกี่ยวกับคำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเกี่ยวกับทุ่นระเบิดของกัมพูชาก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดใหม่จริง

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย ออกมาขอโทษต่อความผิดพลาด และแก้ไขเนื้อข่าว หลังจากมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า ดาโต๊ะ เสรี โมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซีย กล่าวว่า “ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่า ทุ่นระเบิดเหล่านั้นไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ความหวังของผมคือขอให้ทั้งสองฝ่ายสงบลงและสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อไป”

โดยทางสำนักข่าวชี้แจงว่า เรื่องราวต้นฉบับมีข้อผิดพลาดในการแปลข้อความอ้างอิงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเป็นภาษามลายู ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายที่ตั้งใจไว้ในคำแถลงของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในย่อหน้าที่แปด 

ประโยคที่ไม่ถูกต้องในฉบับแปลภาษาอังกฤษคือ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่าพวกเขาไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่” ถ้อยคำนี้ขัดแย้งกับข้อมูลที่รายงานในฉบับภาษามาเลย์ดั้งเดิม

โดยประโยคในวรรคที่แปดควรได้รับการแทนที่ทั้งหมดด้วยคำแปลที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในไทยและกัมพูชารายงานว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ผมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสงบลงและเดินหน้าเจรจาสันติภาพต่อไป” 

พร้อมทั้งยังยืนยันว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ลงนามไว้ระหว่างสองประเทศ ซึ่งนายโมฮัมหมัดคาดว่าการเจรจาจะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หลังจากการหารือกับนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม.

ที่มา : Bernama

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

จีนเดือด! เรียกทูตญี่ปุ่นชี้แจงด่วน หลัง”นายกหญิงญี่ปุ่น” ลั่นพร้อมส่งทหารช่วยไต้หวันหากถูกโจมตี

จีนเดือด! เรียกทูตญี่ปุ่นชี้แจงด่วน หลัง"นายกหญิงญี่ปุ่น" ลั่นพร้อมส่งทหารช่วยไต้หวันหากถูกโจมตี

14 พ.ย. 2568 10:05 น.

จีนเดือด! เรียกทูตญี่ปุ่นชี้แจงด่วน หลัง”นายกหญิงญี่ปุ่น” ลั่นพร้อมส่งทหารช่วยไต้หวันหากถูกโจมตี

รัฐบาลจีนประกาศเรียกตัวเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีนเข้าชี้แจงด่วน หลังนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นต่อรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นอาจส่งทหารสนับสนุนไต้หวัน หากเกิดการโจมตีจากต่างชาติ 

ความตึงเครียดในเอเชียตะวันออกปะทุอีกระลอก หลังรัฐบาลจีนประกาศเรียกตัวเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีนเข้าชี้แจงด่วนวานนี้ หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นต่อรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นอาจส่งทหารสนับสนุนไต้หวัน หากเกิดการโจมตีจากต่างชาติ ซึ่งปักกิ่งมองว่าเป็นคำพูดที่ผิดพลาดร้ายแรง

นายซุน เว่ยตง รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศจีน ได้เรียก เคนจิ คานาซูกิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีน เข้าพบพร้อมยื่นคำประท้วงอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ญี่ปุ่นต้องแก้ไขความผิดพลาดและถอนคำกล่าวที่ไม่สมเหตุสมผลทันที ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หลิน เจี้ยน ยังระบุเพิ่มเติมว่าจีนจะไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด และหากญี่ปุ่นไม่แก้ไข ต้องรับผลที่ตามมาเอง โดยจีนยืนยันว่า ไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน และไม่เคยตัดทางเลือกการใช้กำลังเพื่อรวมเกาะกลับคืน

ก่อนหน้านี้นางทาคาอิจิกล่าวต่อสมาชิกสภาว่า หากสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันบานปลายถึงขั้นใช้เรือรบหรือกำลังทหาร อาจเข้าข่ายภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองแบบรวมหมู่  และอาจส่งกำลังสนับสนุนไต้หวันได้

อย่างไรก็ตาม หลังถูกกระแสวิจารณ์ถล่ม นายกฯ หญิงชี้แจงว่าเป็นการตอบแบบสมมติ และจะไม่กล่าวเช่นนี้ในสภาอีก แต่ย้ำชัดว่าจะไม่ถอนคำพูด เพราะสอดคล้องกับจุดยืนด้านความมั่นคงของรัฐบาลญี่ปุ่น

กระแสโซเชียลยิ่งเดือด เมื่อ เสวีย เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนประจำโอซากา โพสต์ข้อความบน X  ขู่รุนแรงว่า “จะตัดคอสกปรกนั่นโดยไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที ซึ่งถึงแม้ไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ก็อ้างบทความข่าวเกี่ยวกับคำพูดของเธอ ก่อนที่โพสต์จะถูกลบไป.

ที่มา :Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

14 พ.ย. 2568 08:46 น.

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านกว่า 250 ครัวเรือนออกจากพื้นที่ชายแดนที่มีข้อพิพาทกับไทย หลังเกิดเหตุยิงปะทะรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน ท่ามกลางบรรยากาศที่ทวีความตึงเครียด

ไล โสวันนาริธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย เผยว่า ชาวบ้านราว 250 ครอบครัวจากหมู่บ้านเปรยจัน ถูกเคลื่อนย้ายอย่างเร่งด่วนไปยังวัดพุทธที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัย หลังพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดปะทะบ่อยครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

หมู่บ้านเดียวกันนี้เพิ่งเกิดเหตุเผชิญหน้าเดือดระหว่างชาวกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อเดือนกันยายน แม้ครั้งนั้นไม่มีผู้เสียชีวิต แต่สร้างความหวาดวิตกให้ชุมชนติดชายแดนอย่างหนัก

เหตุอพยพครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ ชายชาวกัมพูชาชื่อ ดาย นาย ถูกยิงเสียชีวิตใกล้หมู่บ้านเปรยจัน ขณะที่ชาวบ้านอีก 3 คนได้รับบาดเจ็บ หลังมีเสียงปืนดังขึ้นใกล้ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าใครยิงก่อน

เหตุปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นต่อเนื่องเพียงสองวันหลังจาก ทหารไทยเสียเท้าจากการเหยียบกับระเบิด ระหว่างลาดตระเวนแนวชายแดนอีกจุดหนึ่ง โดยฝ่ายไทยระบุว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ ละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งลงนามเมื่อเดือนก่อน และประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว

ขณะที่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมขอให้ตั้งคณะอิสระสอบสวนเหตุยิงปะทะเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย

มีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากอาเซียน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หยุดยิง ขณะที่ฝั่งไทยได้แถลงตอบโต้ทันที โดยโฆษกกองทัพบกไทย พล.ต.วินธัย สุวารี ระบุว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่บอกว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มยิงหรือยั่วยุ เป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่าฝ่ายกัมพูชายิงจากพื้นที่ชุมชน ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งขัดต่อหลักมนุษยธรรม

ด้านนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทย แสดงพฤติกรรมยั่วยุซ้ำหลายวันเพื่อหวังให้เกิดการเผชิญหน้า แต่กัมพูชายังพร้อมรักษาข้อตกลงหยุดยิง.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

14 พ.ย. 2568 08:02 น.

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับประเด็นไทย–กัมพูชาล่าสุด เผยจุดยืนจีนอยากให้สองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ หันหน้าเข้าหากัน ใช้การเจรจาโดยผ่านกลไกทวิภาคีเพื่อหาทางออก

เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเผยคำให้สัมภาษณ์ของนายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ที่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับประเด็นไทย–กัมพูชาว่า ในฐานะที่เป็นมิตรและประเทศเพื่อนบ้านของไทยและกัมพูชา จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยและกัมพูชาจะยับยั้งชั่งใจ เดินหน้าเข้าหากัน ยึดมั่นในการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร ใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เพื่อแสวงหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้โดยเร็ว ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียด จีนจะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อบรรเทาและคลี่คลายสถานการณ์ด้วยวิธีของตนเองต่อไป.

สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

14 พ.ย. 2568 06:12 น.

สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

สถานทูตสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น ประกาศเตือนประชาชนให้ระวังการโจมตีจากหมี หลังสถิติการทำร้ายและการเสียชีวิตในแดนอาทิตย์อุทัย พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศญี่ปุ่นระบุใน “การแจ้งเตือนภัยสัตว์ป่า” บนเว็บไซต์ของพวกเขาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 ว่า ชาวอเมริกันควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการพบเห็นหมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเดินอยู่คนเดียว และควรตระหนักถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว ผู้ที่พบเห็นหมีควรรายงานให้ทางการท้องถิ่นทราบ

ตามรายงานของสำนักข่าว AFP ญี่ปุ่นเผชิญเหตุหมีทำร้ายคนจนเสียชีวิตแล้ว 13 ศพ นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มากกว่าสถิติผู้เสียชีวิตในปีงบประมาณ 2566-2567 ซึ่งอยู่ที่ 5 ศพ เกินกว่าเท่าตัว ถือเป็นการเสียชีวิตจากการโจมตีของหมีในปีเดียวมากที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มบันทึกสถิติในปี 2549

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกหมีโจมตีอีกกว่า 100 ราย นับตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม ตามข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ การโจมตีส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเหนือของญี่ปุ่น โดยในการแจ้งเตือนของสหรัฐฯ พวกเขาระบุชื่อจังหวัดฮอกไกโดและจังหวัดอาคิตะ รวมถึงเมืองซัปโปโร และทางการญี่ปุ่นได้สั่งปิดสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ แล้ว หลังจากพบเห็นหมีในบริเวณนั้น

ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเพิ่งส่งกองกำลังทหารไปยังจังหวัดอาคิตะเพื่อควบคุมสัตว์ป่าในพื้นที่ โดยสำนักข่าว AFP รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายได้รับอนุญาตให้ยิงสัตว์เหล่านี้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

14 พ.ย. 2568 05:15 น.

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

สำนักข่าว BBC ขอโทษโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีตัดต่อสุนทรพจน์จนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่พวกเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 สำนักข่าว BBC ของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ ต่อกรณีส่วนหนึ่งของสารคดีในรายการ Panorama มีการตัดต่อคำพูดส่วนต่างๆ ของนายทรัมป์มารวมกันจนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่ BBC ปฏิเสธข้อเรียกร้องขอค่าชดเชยของเขา

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่ผ่านหน้า “การแก้ไขและการชี้แจง” บนเว็บไซต์ของ BBC โดยระบุว่า “เรายอมรับว่า การตัดต่อของเราทำให้เกิดความรู้สึกว่า เรากำลังเผยแพร่สุนทรพจน์ที่ต่อเนื่องกัน แต่ที่จะเป็นข้อความที่ถูกตัดมาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่ความตั้งใจของเรา”

“และการตัดต่อดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องโดยตรงให้มีการใช้ความรุนแรง” แถลงการณ์ระบุ โดยสื่อถึงเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค. 2564 และว่าพวกเขาจะไม่นำสารคดีเรื่อง Trump: A Second Chance? มาออกอากาศอีกในทุกช่องทางของ BBC

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ BBC เกิดขึ้นหลังจาก ทนายความของนายทรัมป์ส่งจดหมายถึงพวกเขา และขู่ว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก BBC เป็นเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เว้นแต่ BBC จะมีการถอนคำพูด, ขอโทษ และชดเชยค่าเสียหายอย่างเหมาะสมให้แก่นายทรัมป์ โดยขีดเส้นตายให้ BBC ตอบกลับภายในวันศุกร์นี้

ด้านโฆษกของ BBC ระบุว่า ทนายความได้ทำหนังสือตอบกลับไปยังทีมทนายความของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อตอบสนองต่อจดหมายที่ได้รับเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว

โฆษกบอกอีกว่า “นายซามีร์ ชาห์ ประธานบีบีซี ได้ส่งจดหมายส่วนตัวแยกอีกฉบับไปยังทำเนียบขาว เพื่อแจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ทราบอย่างชัดเจนว่า ตัวเขาและองค์กรขออภัยสำหรับการตัดต่อคลิปวิดีโอสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564 ซึ่งถูกนำเสนอในรายการ”

“แต่ถึงแม้ว่า BBC จะเสียใจอย่างยิ่งต่อวิธีการตัดต่อคลิปวิดีโอดังกล่าว แต่เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีมูลเหตุสำหรับการฟ้องร้องหมิ่นประมาท”

ทั้งนี้ ในสุนทรพจน์ของนายทรัมป์เมื่อ 6 ม.ค. 2564 เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะส่งเสียงเชียร์วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายหญิงผู้กล้าหาญของเรา” หลังจากนั้น สุนทรพจน์ก็ดำเนินต่อไปนานร่วม 50 นาทีก่อนที่นายทรัมป์จะพูดประโยคว่า “และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต”

แต่ในรายการ Panorama ที่ออกอากาศเมื่อปี 2567 ในสารคดีแสดงให้เห็นนายทรัมป์พูดว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะอยู่ตรงนั้นกับพวกคุณ และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต” อย่างต่อเนื่องกัน

นายทรัมป์โจมตีเรื่องนี้อย่างหนัก และกล่าวขณะให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ว่า สุนทรพจน์ของเขาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 ถูกตัดต่อ และวิธีการที่มันถูกนำเสนอก็เป็นการหลอกลวงผู้ชม

ผลพวงจากเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวทำให้นาย ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่บีบีซี และ น.ส.เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายข่าว ต้องลาออกจากตำแหน่ง

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ BBC ออกมาขอโทษล่าสุด สำนักข่าว เดลี เทเลกราฟ เพิ่งแฉว่ามีคลิปที่ถูกตัดต่อในลักษณะใกล้เคียงกันอีกคลิป ถูกเผยแพร่ผ่านรายการ Newsnight เมื่อปี 2565 ขณะที่ BBC ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

14 พ.ย. 2568 03:49 น.

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

(นาย เฉิน ป๋อ-หยวน [ซ้าย] กับนาย ปา ฉง)

ตำรวจจีนออกประกาศจับอินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ในข้อหาแบ่งแยกดินแดน พร้อมตั้งรางวัลนำจับมูลค่านับล้านบาท ด้านไต้หวันระบุว่าจีนพยายามสร้างความหวาดกลัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ว่า ตำรวจจีนออกประกาศจับ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ที่พวกเขากล่าวหาว่า “แบ่งแยกดินแดน” พร้อมเสนอเงินรางวัล 250,000 หยวน (ราว 1.1 ล้านบาท) ให้กับใครก็ตามที่มีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการตามจับกุม 2 คนนี้

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนตั้งข้อกล่าวหาเรื่องการ “แบ่งแยกดินแดน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ในไต้หวันแล้วหลายสิบคน ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งรัฐบาลไทเประบุว่า นี่เป็นความพยายามของจีนเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวไต้หวัน

ตำรวจในเมืองเฉวียนโจว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไต้หวันโดยมีช่องแคบไต้หวันคั่นกลาง ระบุในแถลงการณ์ว่า อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คนได้แก่นาย ปา ฉง (Pa Chiung) และ เฉิน ป๋อ-หยวน (Chen Po-yuan) หรือชื่อในวงการว่า แมนนัม พีวายซี (Mannam PYC) เป็นกลุ่มแร็ปเปอร์ที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่และปลุกปั่นความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเวลานาน

ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ใดก็ตามที่มีส่วนสำคัญในการช่วยจับกุมบุคคลทั้งสองจะได้รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 250,000 หยวน

ด้านนาย เฉิน กับนาย ปา ฉง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากการวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างเปิดเผย ออกแถลงการณ์คนละฉบับ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของตำรวจจีนผ่านบัญชี Threads ของพวกเขา

ข้อความของนาย เฉิน ระบุว่า “ผมจะยืนหยัดเพื่อตัวเอง ลมยิ่งแรง ผมก็จะยิ่งมั่นคง” ส่วนนาย ปา ฉง กล่าวว่า เขาเพิ่งเห็นข่าวหลังจากตื่นนอนเท่านั้น และ “ดูเหมือนว่าผมได้กลายเป็น พูม่า เสิน ไปแล้ว” โดยอ้างถึงชื่อของ สส.ไต้หวันที่ถูกจีนเริ่มทำการสอบสวนเมื่อเดือนก่อน หลังถูกกล่าวหาว่าทำกิจกรรมหนุนการแบ่งแยกดินแดน

ขณะที่รัฐบาลไต้หวันออกมาระบุว่า จีนกำลังพยายามนำ “ความหวาดกลัวสีแดง” ซึ่งเป็นสีของพรรคคอมมิวนิสต์ เข้ามาในไต้หวัน ด้วยการพยายามใช้อำนาจศาลข้ามพรมแดน และกล่าวหาชาวไต้หวันว่าพยายามแบ่งแยกดินแดน และจีนกำลังพยายามปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศ ด้วยการเล่นงานอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้

“ประกาศจับเหล่านี้เป็นเพียงการจัดฉากเท่านั้น” นาย เหลียง เหวิน-เจี๋ย โฆษกรัฐสภาฝ่ายกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters