มาเก๊าเปิด “โรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโน” แห่งแรกของโลก หวังยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

มาเก๊าเปิด "โรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโน" แห่งแรกของโลก หวังยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

8 ต.ค. 2568 12:29 น.

มาเก๊าเปิด “โรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโน” แห่งแรกของโลก หวังยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

มาเก๊า เมืองศูนย์กลางคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้เปิดตัวโรงพยาบาลในรีสอร์ตคาสิโนแห่งแรกที่รวมบริการทางการแพทย์หรูหราเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับรีสอร์ต โดยมีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักนานขึ้น และกระจายแหล่งรายได้ของเมืองนอกเหนือจากธุรกิจคาสิโน

มาเก๊า เขตบริหารพิเศษของจีน ซึ่งเคยแซงหน้าลาสเวกัสขึ้นเป็นศูนย์กลางการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว กำลังพยายามปรับโฉมตนเองให้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 ต.ค.)  มาเก๊าได้เปิดตัวโรงพยาบาลในรีสอร์ตแห่งแรก โดยให้บริการทางการแพทย์หรูหรา เช่น การตรวจสุขภาพ, การสแกนขั้นสูง และการทำศัลยกรรมความงาม 

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใน สตูดิโอ ซิตี้ ซึ่งเป็นรีสอร์ตคาสิโนและความบันเทิงธีมฮอลลีวูด ที่บริหารโดย Melco Resorts and Entertainment ในฮ่องกง

นายลอเรนซ์ โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเครือรีสอร์ต กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในมาเก๊า สร้างงาน และนำบริการด้านสุขภาพกับการพักผ่อนมารวมไว้ในที่เดียว

โรงพยาบาลรีสอร์ตแห่งนี้เปิดตัวโดยความร่วมมือกับ iRad Hospital ซึ่งเป็นกลุ่มบริการสุขภาพเอกชนในฮ่องกงที่เชี่ยวชาญด้านการสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ 

แถลงการณ์ของ Melco Resorts ระบุว่า แนวคิดที่ “ปฏิวัติวงการ” นี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดผู้มาเยือนจากภูมิภาคและต่างชาติ กระตุ้นให้มีการเข้าพักที่นานขึ้น และมีการใช้จ่ายที่สูงขึ้นทั้งในส่วนของรีสอร์ตและในเมือง

นายเดนนิส แทม ประธานกิตติมศักดิ์ของ iRad กล่าวว่า มาเก๊าดึงดูดนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคนต่อปี และมี “โอกาสที่เหนือชั้น” ในการเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

นายโฮระบุว่า โครงการโรงพยาบาลนี้สอดคล้องกับแผนการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ของมาเก๊า

มาเก๊าซึ่งอาศัยรายได้หลักจากธุรกิจการพนันมาอย่างยาวนาน โดยดึงดูดผู้มาเยือนจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย แต่หลังจากแซงหน้าลาสเวกัสในด้านรายได้จากการพนันแล้ว มาเก๊าก็ประสบปัญหาในการขยายเศรษฐกิจออกไปนอกเหนือจากความบันเทิง

ในปัจจุบัน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเล่นคาสิโนยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลมาเก๊าส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงกำลังทำงานเพื่อพัฒนาภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยี และการจัดกิจกรรม เพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจคาสิโน

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษหน้า โดยภูมิภาคเอเชียได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมนี้ไปแล้ว เช่นเกาหลีใต้ ที่ดึงดูดผู้ป่วยที่มีฐานะเพื่อมาทำศัลยกรรมความงาม ส่วนสิงคโปร์ มีชื่อเสียงด้านโรงพยาบาลเอกชนสำหรับการรักษาทางการแพทย์ขั้นสูง ขณะที่อินเดีย เป็นที่นิยมเนื่องจากมีค่ารักษาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก และตุรกี ที่มีชื่อเสียงเรื่องบริการทางการแพทย์ที่มีราคาย่อมเยา รวมถึงการปลูกถ่ายอวัยวะและการทำทันตกรรม.

ที่มา BBC

สุดช็อก พารามอเตอร์ทิ้งระเบิดใส่เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” พม่าดับอย่างน้อย 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

สุดช็อก พารามอเตอร์ทิ้งระเบิดใส่เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” พม่าดับอย่างน้อย 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

8 ต.ค. 2568 12:01 น.

สุดช็อก พารามอเตอร์ทิ้งระเบิดใส่เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” พม่าดับอย่างน้อย 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

เกิดเหตุโจมตีสุดสะเทือนใจในประเทศพม่า เมื่อมีเครื่องพารามอเตอร์บินต่ำเหนือฝูงชนก่อนทิ้งระเบิดใส่ผู้ร่วมงานเทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” ดับ 24 ศพ เจ็บอีกกว่า 40 ราย

เทศกาลพุทธ “ตะดิ่งจุ๊ต” หรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง  ที่เมืองชองอู ตอนกลางของประเทศพม่า หรือ เมียนมา กลายเป็นเหตุโศกนาฎกรรม หลังจากที่มีพารามอเตอร์ซึ่งเชื่อว่าเป็นของกองทัพ บินมาทิ้งระเบิดใส่ฝูงชนที่มาร่วมงาน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 24 ศพ และบาดเจ็บอีก 47 คน ตามรายงานของ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ BBC Burmese

เทศกาลตะดิ่งจุ๊ตเป็นงานสำคัญของชาวพุทธในเมียนมา จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จกลับจากสวรรค์ของพระพุทธเจ้า แต่ในปีนี้งานดังกล่าวยังมีการจุดเทียนและรวมตัวประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารที่ก่อรัฐประหารในปี 2021 ควบคู่ไปด้วย

เจ้าหน้าที่จากกองกำลังประชาชนต่อต้านรัฐบาลทหาร (People’s Defence Force – PDF) เปิดเผยว่า ประชาชนราว 100 คนกำลังร่วมงานและจุดเทียนรำลึก ก่อนที่พารามอเตอร์จะบินมาถึงและทิ้งระเบิดสองลูกลงกลางฝูงชน

โดยเจ้าหน้าที่ PDF รายหนึ่งระบุว่า พวกเขาทราบข่าวว่าจะมีการโจมตีทางอากาศ จึงพยายามยุติการชุมนุมให้เร็วที่สุด แต่เครื่องพารามอเตอร์มาถึงก่อนเวลาที่คาดไว้ พวกเขามาถึงและโปรยระเบิดภายในเพียง 7 นาที

พยานในพื้นที่ระบุว่าแรงระเบิดรุนแรงมาก จนยากจะระบุตัวผู้เสียชีวิต บางศพไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และเด็กหลายคนถูกแรงระเบิดฉีกขาดจนไม่เหลือชิ้นส่วนสมบูรณ์ 

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการโจมตีพลเรือนที่น่ากังวล หลังพบว่ากองทัพเมียนมาเริ่มใช้พารามอเตอร์โจมตีชุมชนมากขึ้น เนื่องจากขาดแคลนอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ จากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรนานาชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โจ ฟรีแมน นักวิจัยของแอมเนสตี้ประจำเมียนมากล่าวว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ ชี้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนอันโหดร้ายว่า พลเรือนในเมียนมาต้องการการคุ้มครองอย่างเร่งด่วน

เขายังเรียกร้องให้ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งเตรียมประชุมสุดยอดในปลายเดือนนี้ เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหาร และทบทวนแนวทางที่ล้มเหลวในการปกป้องประชาชนเมียนมา มาตลอดเกือบ 5 ปี

ทั้งนี้ ผู้ร่วมงานเทศกาลใช้เวทีจุดเทียนเพื่อประท้วงการเกณฑ์ทหาร การเลือกตั้งที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ และเรียกร้องให้ปล่อยตัว อองซาน ซูจี พร้อมนักโทษการเมืองทั้งหมด

รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2021 แต่บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีทางเสรีและเป็นธรรมได้ และอาจเป็นเพียงเครื่องมือให้รัฐบาลทหารคงอำนาจต่อไป.

ที่มา :  BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พม่า

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

8 ต.ค. 2568 11:38 น.

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้จัดการเจรจาทวิภาคีกับ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว ณ กรุงเปียงยาง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า นายคิมได้ให้การต้อนรับนายทองลุนด้วยตนเอง ในพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือ ฝูงชนที่ออกมาต้อนรับอย่างล้นหลาม และมีการยิงสลุต 21 นัด

ผู้นำทั้งสองได้หารือกันถึงแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศ หลังจากนั้นนายคิมได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศลาว

การเดินทางมาเยือนเกาหลีเหนือของประธานประเทศนายทองลุนในครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อร่วมงานฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี วันก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้

การเยือนของประมุขแห่งรัฐจากต่างประเทศถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักสำหรับเกาหลีเหนือ ซึ่งกำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ เนื่องมาจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ อีกทั้งยังคงมีข้อจำกัดในการรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด

นอกจากประธานประเทศลาวแล้ว ยังคาดว่า นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ก็จะเดินทางมาเยือนกรุงเปียงยางเพื่อเข้าร่วมการเฉลิมฉลองในปลายสัปดาห์นี้เช่นกัน.

ที่มา Reuters

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

8 ต.ค. 2568 11:15 น.

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

ราคาทองคำทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขึ้นไปมากกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 129,920 บาท) ต่อออนซ์ เมื่อเช้าวันพุธในตลาดเอเชีย ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าก็แตะระดับเดียวกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา การพุ่งขึ้นครั้งนี้สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ทองคำได้ปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมีราคาสูงขึ้นกว่า 25% นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลก

นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้นักลงทุนกังวลคือความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ”  หรือ “ชัตดาวน์” ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว

ทั้งนี้ ทองคำถือเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ซึ่งคาดว่าจะยังคงรักษามูลค่าหรือเพิ่มมูลค่าขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือเศรษฐกิจถดถอย โดยราคาทองคำที่ใช้ซื้อ-ขายกันในตลาดโลก ซึ่งเป็นราคาสำหรับการซื้อขายทันที ได้ปรับขึ้นเกิน 4,009 ดอลลาร์ ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันพุธตามเวลาในเอเชีย ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเชื่อมั่นของตลาด ได้แตะระดับเดียวกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

นายคริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร OCBC ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีสาเหตุจากความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณสาธารณะ เป็น “แรงหนุนสำหรับราคาทองคำ” นักลงทุนมักหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำในช่วงที่มีการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งก่อน ๆ โดยราคาทองคำเคยปรับขึ้นเกือบ 4% ระหว่างการปิดทำการนานหนึ่งเดือนในช่วงสมัยแรกของทรัมป์

นายเฮง คูน ฮาว หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดของธนาคาร UOB กล่าวว่า การขึ้นของราคาทองคำที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในเดือนที่ผ่านมานั้นเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ และเสริมว่าการขึ้นราคายังเชื่อมโยงกับ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง รวมถึงการที่ผู้ซื้อที่ไม่ใช่มืออาชีพ หรือที่เรียกว่า นักลงทุนรายย่อย หันมาซื้อทองคำมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ราคาทองคำอาจปรับลดลงได้ หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลายลง

นายหว่องกล่าวว่า ทองคำ “มักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความไม่แน่นอน แต่เครื่องป้องกันนี้ก็สามารถถูกคลายออกได้” ยกตัวอย่างเช่นในเดือนเมษายน ราคาทองคำเคยลดลงประมาณ 6% หลังจากที่ทรัมป์ล้มเลิกความคิดที่จะไล่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกจากตำแหน่ง

นายเฮงชี้ให้เห็นว่า ในปี 2022 มูลค่าของทองคำเคยดิ่งลงจาก 2,000 ดอลลาร์ เหลือ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่เกิดจากวิกฤตโควิด-19

ความเสี่ยงสำคัญต่อการพุ่งขึ้นของทองคำในปัจจุบัน คือการ กลับมาของภาวะเงินเฟ้ออย่างกะทันหัน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม นายหว่องกล่าวว่า การขึ้นของราคาทองคำเมื่อเร็ว ๆ นี้ สะท้อนถึงความคาดหวังที่ว่าเฟด จะ ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ทองคำน่าดึงดูดใจยิ่งขึ้น.

ที่มา BBC

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

8 ต.ค. 2568 11:10 น.

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

ตำรวจรัฐฟลอริดาจับกุมตัวเด็กชายวัย 15 ปี หลังโพสต์ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน 2 กระบอก โดยถูกบุกจับที่บ้านพัก ฐานละเมิดเงื่อนไขกักบริเวณจากคดีเก่าที่เพิ่งเกิดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 สำนักงานนายอำเภอเทศมณฑลโวลูเซีย ในรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ จับกุมตัวนายชามารี สเลเตอร์ อายุ 15 ปี  หลังโพสต์ข้อความขู่บนอินสตาแกรมว่า “อยากทำร้ายใครสักคนให้หนัก” พร้อมอีโมจิปืน 2 กระบอก

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายสเลเตอร์ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนสปรูซครีกไฮสคูล ขณะที่เจ้าหน้าที่ติดต่อไป ทางตำรวจจึงได้เดินทางไปที่บ้านและควบคุมตัวเขาไว้ได้โดยไม่มีเหตุรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า การโพสต์ข่มขู่ในสื่อสังคมออนไลน์ถือเป็นความผิดร้ายแรงและอาจนำไปสู่ผลทางกฎหมายจริง

จากการสอบสวนพบว่า นายสเลเตอร์ยังละเมิดเงื่อนไขการกักบริเวณในบ้านจากคดีเก่าที่ถูกจับเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังไปขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจพอร์ตออเรนจ์ ระหว่างเข้าตรวจสอบเหตุขู่วางระเบิดบนรถโรงเรียน

ทางด้านสำนักงานนายอำเภอออกแถลงเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ช่วยเตือนบุตรหลานถึงความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและส่วนตัวจากการโพสต์ข้อความข่มขู่ในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า ภัยคุกคามบนโซเชียลมีเดียมีผลตามมาจริง พ่อแม่ต้องช่วยย้ำกับลูกให้เข้าใจถึงความร้ายแรงของการกระทำแบบนี้.

ที่มา Facebook / Volusia Sheriff’s Office

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ “หะลอง” ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ "หะลอง" ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

8 ต.ค. 2568 10:31 น.

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ “หะลอง” ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

อุตุญี่ปุ่นเตือนภัย พายุไต้ฝุ่น “หะลอง” จ่อเคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะอิซุ ภายในวันพฤหัสบดีนี้ เตือนประชาชนบนเกาะโองาซาวาระ ระวังลมกรรโชกแรงและคลื่นทะเลสูง

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนว่า พายุไต้ฝุ่น “หะลอง” (Halong) ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกเหนือผืนน้ำทางตอนใต้ของญี่ปุ่น อาจทวีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนเข้าใกล้ หมู่เกาะอิซุ ภายในวันพฤหัสบดีนี้ (9 ต.ค.) ซึ่งจะทำให้เผชิญกับลมแรงและทะเลปั่นป่วนในวันพุธ และอาจรุนแรงขึ้นอีกในวันพฤหัสบดี

โดยสำนักข่าว NHK รายงานว่า เมื่อเวลาเที่ยงวันอังคาร (7 ต.ค.) ไต้ฝุ่นหะลองอยู่เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมลมแรงสูงสุดใกล้ศูนย์กลางถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วลมกระโชกสูงสุดคาดว่าจะถึง 198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

ทางด้านเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาเตือนให้ประชาชนบน หมู่เกาะโองาซาวาระ เฝ้าระวังลมแรงและคลื่นสูงอย่างใกล้ชิดในขณะที่ตามการคาดการณ์ พายุลูกนี้จะยังคงทวีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันพุธ และมีแนวโน้มจะเบี่ยงทิศขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเข้าใกล้หมู่เกาะอิซุ ในวันพฤหัสบดีในลักษณะ “พายุไต้ฝุ่นกำลังแรงมาก”.

ที่มา NHK

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

8 ต.ค. 2568 09:52 น.

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว เร่งอัปเดตแผนที่ภัยแผ่นดินไหวทั่วประเทศ หลังจากรัฐยะโฮร์เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย รายงานว่า ดาโต๊ะ สรี หวง ติออง ซี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย เปิดเผยข้อมูลการศึกษาทางธรณีวิทยาที่พบรอยเลื่อนมีพลังใน 6 รัฐอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว ได้แก่ ปะหัง ตรังกานู เปรัก เนกรีเซมบิลัน ในคาบสมุทรมาเลเซีย รวมถึงอีกสองรัฐบนเกาะบอร์เนียวคือ ซาบาห์ และ ซาราวัก  

โดยระบุว่า จากการศึกษาของกรมทรัพยากรแร่และธรณีวิทยาที่มีการทำแผนที่รอยเลื่อนมีพลัง (active fault mapping) และแผนที่ธรณีไหวเชิงโครงสร้าง (seismotectonic map) แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 รัฐมีโซนรอยเลื่อนที่อาจเกิดการสั่นสะเทือนได้ในอนาคต 

การศึกษาข้อมูลมีขึ้นหลังจากรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ของประเทศเผชิญเหตุแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเหตุสั่นสะเทือนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับแนวรอยเลื่อนเมอร์ซิง (Mersing Fault Zone) 

รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าวว่า แผนที่นี้ช่วยให้หน่วยงานสามารถประเมินและคาดการณ์ภัยแผ่นดินไหวได้แม่นยำขึ้น โดยขณะนี้มาเลเซียอยู่ระหว่างการปรับปรุง “แผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหวแห่งชาติ” (Malaysian Seismic Hazard Map)” ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา มหาวิทยาลัยท้องถิ่น และหน่วยงานเทคนิคอื่นๆ โดยการปรับปรุงครั้งนี้จะรวมข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด การมีอยู่ของรอยเลื่อนมีพลัง วัสดุธรณีและผลการสำรวจดิน เพื่อให้แผนที่สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบันมากที่สุด  

รายงานนี้มีขึ้นหลังเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในรัฐยะโฮร์ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ 2.5 ถึง 4.1 แมกนิจูด ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 มีความแรง 3.5 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองบาตูปาฮัต ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 25 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้ดินราว 10 กิโลเมตร 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยฯ ชี้ว่าเป็นกระบวนการทางธรรมชาติในการปลดปล่อยพลังงานเทคโทนิกสะสมในแนวรอยเลื่อนโบราณเพื่อปรับสมดุลเปลือกโลก พร้อมยืนยันว่าจากข้อมูลปัจจุบัน ยะโฮร์และพื้นที่โดยรอบยังคงอยู่ในเขตปลอดภัย 

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลังเตรียมเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้าและเฝ้าระวังภัยธรรมชาติทั่วประเทศ โดยจะเดินหน้าโครงการพัฒนาเครือข่ายตรวจจับแผ่นดินไหว และสึนามิระยะที่ 2 ภายใต้แผนมาเลเซียฉบับที่ 13 โดยภายใต้โครงการนี้จะมีการเสริมความแข็งแรงให้สถานีตรวจจับ 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึง สร้างสถานีใหม่ 2 แห่งในเมืองเซกามัตและมูอาร์ รัฐยะโฮร์ และอัปเกรดสถานีเดิมในยะโฮร์บาห์รู บาตูปาฮัต และเกลังปาตะห์ เพื่อให้สามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนระดับต่ำได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา Bernama

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

8 ต.ค. 2568 08:49 น.

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

เดนมาร์กเตรียมออกกม. ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หวังลดผลกระทบจากโลกออนไลน์ต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเยาวชน ชูมาตรการความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในยุโรป

นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เปิดเผยแผนดังกล่าวระหว่างการแถลงต่อรัฐสภาในพิธีเปิดสมัยประชุมฤดูใบไม้ร่วง  โดยกฎหมายจะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อหวังลดผลกระทบจากโลกออนไลน์ต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเยาวชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในยุโรป แต่ยังไม่ได้ระบุว่าแพลตฟอร์มใดบ้างที่จะถูกห้าม และมาตรการจะถูกบังคับใช้อย่างไรในทางปฏิบัติ

โดยล่าสุดร่างกฎหมายนี้ยังอยู่ระหว่างกำหนดกรอบเวลา แต่มีแนวโน้มว่าจะอนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถอนุมัติให้บุตรหลานใช้โซเชียลมีเดียได้ตั้งแต่อายุ 13 ปีขึ้นไป

นายกฯ เฟรเดอริกเซน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียกำลังขโมยวัยเด็กของลูกหลานเราไป เธอยังชี้ว่า ปัจจุบันเด็กผู้ชายชาวเดนมาร์กอายุระหว่าง 11–19 ปี มากถึง 60% เลือกจะอยู่บ้านมากกว่าการออกไปใช้เวลากับเพื่อน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดจากการเสพติดเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย

เดนมาร์กไม่ใช่ประเทศแรกที่ออกมาตรการลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้ออสเตรเลีย ได้ประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียในปลายปี 2024 แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้อย่างไร โดยแพลตฟอร์มที่อยู่ในข่ายรวมถึง Facebook, Snapchat, TikTok และ YouTube

ขณะที่ในยุโรป กรีซ ก็ได้เสนอแนวคิด อายุแห่งการเป็นผู้ใหญ่ทางดิจิทัล (Age of Digital Adulthood) ต่อสหภาพยุโรป เพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเช่นกัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โซเชียลมีเดีย

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

8 ต.ค. 2568 05:41 น.

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

ชาวอิสราเอลรวมตัวกันในหลายพื้นที่ เพื่อรำลึกครบรอบ 2 ปีกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ จนเป็นชนวนให้เกิดสงครามในฉนวนกาซา ในขณะที่การเจรจาข้อตกลงสันติภาพยังไม่คืบหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอิสราเอลออกมารวมตัวกันทั่วประเทศเพื่อร่วมรำลึกครบรอบ 2 ปี การโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลกว่า 1,200 ศพ และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกลับไปยังกาซาอีก 251 คน

การโจมตีดังกล่าวนับเป็นวันที่ชาวยิวเสียชีวิตในวันเดียวมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) และทำให้อิสราเอลเปิดฉากทำสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 67,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน โดยเฉพาะผู้หญิงกับเด็ก

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (7 ต.ค. 2568) ว่า นอกเหนือจากความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงแล้ว อิสราเอลยังแสดงให้เห็นการฟื้นคืนอย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย

“ศัตรูผู้กระหายเลือดของเราโจมตีเราอย่างหนัก แต่พวกเขาไม่สามารถทำลายเราได้” เนทันยาฮูระบุ พร้อมประกาศกร้าวว่า “จะทำตามเป้าหมายของสงครามให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งได้แก่ การนำตัวประกันทั้งหมดกลับคืนมา, การกำจัดระบอบการปกครองของฮามาส และ การทำให้แน่ใจว่ากาซาจะไม่เป็นภัยคุกคามกับอิสราเอลอีกต่อไป”

ขณะเดียวกัน นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ก็มีแถลงการณ์การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 2 ปีก่อนเช่นกัน โดยระบุว่า “ความน่าสะพรึงกลัวของวันอันมืดมิดนั้นจะยังคงฝังแน่นในความทรงจำของเราทุกคนตลอดไป”

เขายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยกับ แผนสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวว่านี่เป็น “โอกาสครั้งประวัติศาสตร์” ที่จะยุติความขัดแย้งอันน่าเศร้าสลดนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลอิสราเอลเลื่อนพิธีรำลึกอย่างเป็นทางการออกไปจนถึงวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงหลังจากสิ้นสุดเทศกาลวันหยุดสำคัญของชาวยิว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการจัดกิจกรรมขึ้นทั่วประเทศเมื่อวันอังคาร

ที่กรุงเทลอาวิฟ ครอบครัวของชาวอิสราเอลที่เสียชีวิตจากการโจมตีของฮามาส ร่วมกันจัดพิธีรำลึกและมีการถ่ายทอดสดทางช่องโทรทัศน์ทั่วอิสราเอล ขณะที่มีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัยพร้อมกันทั่วประเทศเป็นเวลา 1 นาทีด้วย

ในขณะเดียวกัน ทีมเจรจาของอิสราเอลและฮามาสไปรวมตัวกันที่เมืองพักตากอากาศ ชาร์ม เอล-ชีค (Sharm el-Sheikh) ริมทะเลแดงของอียิปต์แล้ว เพื่อเจรจาทางอ้อมเป็นวันที่ 2 เพื่อหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อเสนอสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของปาเลสไตน์กล่าวว่า การประชุมช่วงเช้าจบลงโดยไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับแผนการถอนกำลังของอิสราเอลออกจากกาซา ตามข้อเสนอของสหรัฐฯ กับประเด็นเรื่องหลักประกันที่ฮามาสต้องการเพื่อมั่นใจว่าอิสราเอลจะไม่กลับมาสู้รบอีก หลังสิ้นสุดข้อตกลงในระยะแรก

อีกด้านหนึ่ง ที่หน้าบ้านของนายเนทันยาฮูในกรุงเยรูซาเลม มีผู้คนมารวมตัวกันเพื่อแสดงการสนับสนุนครอบครัวตัวประกัน โดยประเมินกันว่า ณ ตอนนี้ยังมีตัวประกันอยู่ในฉนวนกาซาอีก 48 ราย แต่คาดว่ามีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ผลสำรวจความคิดเห็นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ชาวอิสราเอลประมาณ 70% ต้องการให้สงครามยุติลงเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกัน

ที่จุดจัดงานเทศกาล “โนวา” ซึ่งถูกฮามาสโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566 จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน มีผู้คนเดินทางไปรวมตัวกันที่นั่นในวันอังคาร ท่ามกลางเสียงระเบิดและปืนใหญ่ถูกยิงเข้าสู่ฉนวนกาซา ที่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร

ส่วนที่เมืองกาซาซิตีมีรายงานการโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่ในช่วงเช้ามืดของวันอังคารในย่านตัล อัล-ฮาวา (Tal al-Hawa), ริมาล (Rimal) และ นัสร์ (Nasr) ทางตะวันตก และในย่านเชค ร็อดวาน (Sheikh Radwan) ทางตะวันออก รวมถึงค่ายผู้ลี้ภัย ชาตี (Shati) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ

นางอีมาน อัล-วาฮิดี ผู้พลัดถิ่นในกาซาซิตี ผู้เสียลูกชายวัย 17 ปี ไปในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อปีก่อน บอกกับ BBC ว่า “เมื่อยามค่ำคืนมาถึง ความกลัวก็ตามมากับมันด้วย”

“ฉันและลูกสามคนกลัวการโจมตีทางอากาศ ตลอดทั้งคืนเรานอนกอดกัน โดยเฉพาะลูกคนเล็กสุดที่ซบศีรษะอยู่กับฉันตลอดทั้งคืน” นางอัล-วาฮิดี กล่าว “ทุกวินาทีเราต้องคอยดูข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และฉันกลัวว่าการหยุดยิงครั้งนี้จะไม่สำเร็จ และสงครามจะกลับมาหาพวกเราอีกครั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

8 ต.ค. 2568 03:58 น.

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

นักปีนเขาหลายร้อยคนที่ติดบนยอดเขาเอเวอเรสต์มาหลายวัน ได้รับความช่วยเหลือครบทุกคนแล้ว โดยมีหลายคนที่เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ

สำนักข่าว ซีซีทีวี ของจีนรายงานในวันอังคารที่ 7 ต.ค. 2568 นักปีนเขาทั้งหมด 580 คน ที่ติดอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบตท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายตลอดหลายวัน ได้รับความช่วยเหลือลงไปยังเมืองชูดัง (Qudang) กับเมืองข้างเคียงในทิเบตได้ครบทุกคนแล้ว พร้อมกับคนนำทางท้องถิ่น, คนเลี้ยงจามรี และเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีก 300 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพานักปีนเขากลุ่มสุดท้ายจำนวนประมาณ 10 คน ไปจนถึงจุดนัดพบที่มี อุปกรณ์ทำความร้อน, ออกซิเจน และเสบียงฉุกเฉินอื่น ๆ แล้ว แต่ยังไม่ถึงเมืองชูดัง

ทั้งนี้ นักปีนเขากลุ่มดังกล่าวติดอยู่บนเขาหิมาลัยที่ความสูงมากกว่า 4,900 ม. หลังจากหิมะตกหนักกัดขวางเส้นทางไปสู่ไหล่เขาด้านตะวันออกของยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาว “โกลเดนวีก” (Golden Week) นาน 8 วันของจีน

ตามปกติแล้ว เดือนตุลาคมเป็นเดือนที่อากาศแจ่มใสและมีอุณหภูมิพอเหมาะ จนกลายเป็นหนึ่งในเดือนยอดนิยมสำหรับไปปีนเขาเอเวอเรสต์

เมื่อสัปดาห์ก่อน นักปีนทางไกลหลายร้อยคนมุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดินเขาที่ “หุบเขาคาร์มา” (Karma Valley) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่มีความงดงามและสามารถนำไปสู่บริเวณฐานของเอเวอเรสต์ ซึ่งสามารถมองเห็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกนี้ได้

อย่างไรก็ตามในคืนวันศุกร์ (3 ต.ค.) กลับมีหิมะตกหนัก และหนักขึ้นอีกในช่วงสุดสัปดาห์จนคนนำทางท้องถิ่นไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้นักปีนเขาติดอยู่บนภูเขาสูง ตามด้วยปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งใหญ่ ซึ่งมีทั้งตำรวจ, นักดับเพลิง และอาสาสมัครชาวทิเบตจำนวนหลายร้อยคนถูกส่งไปเข้าร่วม

ผู้ประสบภัยหลายคนบอกกับสื่อหลังจากได้รับความช่วยเหลือแล้วว่า สมาชิกในกลุ่มของพวกเขาหลายคนเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำแม้จะใส่ชุดหนาเพียงพอแล้วก็ตาม เนื่องจากสัมผัสกับอากาศเย็นเป็นเวลานาน นอกจากนั้น พวกเขายังแทบไม่ได้นอนเนื่องจากหิมะตกหนักมาก จนพวกเขาต้องกวาดหิมะทุกๆ 10 นาที มิเช่นนั้นเต็นท์อาจพังลงมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc