“คิม จองอึน” ตรวจสายการผลิตขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนเดินทางเยือนจีนพบ “สี จิ้นผิง”

"คิม จองอึน" ตรวจสายการผลิตขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนเดินทางเยือนจีนพบ "สี จิ้นผิง"

1 ก.ย. 2568 10:00 น.

“คิม จองอึน” ตรวจสายการผลิตขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนเดินทางเยือนจีนพบ “สี จิ้นผิง”

ผู้นำเกาหลีเหนือเน้นย้ำความพร้อมผลิตขีปนาวุธ เพิ่มความสามารถด้านการรบ ขณะที่เตรียมเดินทางไปจีนพบสี จิ้นผิง และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย 

วันที่ 1 กันยายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ของเกาหลีเหนือ รายงานว่านายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ไปตรวจสายการผลิตอัตโนมัติสำหรับขีปนาวุธรุ่นใหม่ ภายในโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อร่วมงานสวนสนามของกองทัพจีน ซึ่งจะมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เข้าร่วมด้วย

รายงานข่าวของเคซีเอ็นเอ ไม่ได้เปิดเผยตำแหน่งโรงงานอย่างชัดเจน แต่คาดว่าอยู่ในจังหวัดจากัง ริมชายแดนจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตอาวุธหลายแห่ง ส่วนคณะผู้ติดตามในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ประกอบด้วย โจ ชุน-รยอง เลขานุการพรรค และ คิม จอง-ซิก รองผู้อำนวยการพรรคแรงงานเกาหลีคนแรก

ระหว่างการตรวจเยี่ยมผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุว่ากระบวนการผลิตขีปนาวุธที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตขีปนาวุธและความพร้อมรบของหน่วยสำคัญอย่างก้าวกระโดด และประเมินว่าประเทศได้เตรียมความพร้อมเพื่อขยายขีดความสามารถด้านการผลิตขีปนาวุธตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่การประชุมพรรคสำคัญในต้นปี 2564

นอกจากนี้ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า ผู้นำเกาหลีเหนืออนุมัติแผนการผลิตขีปนาวุธใหม่ 3 ชนิด พร้อมแผนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การเยือนโรงงานสำคัญหลายแห่งในอดีต รวมถึงครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการส่งออกอาวุธของเกาหลีเหนือไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน ขณะที่การเดินทางไปจีนครั้งนี้มีแนวโน้มเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับปักกิ่ง ท่ามกลางความคาดหมายต่อการสิ้นสุดสงครามรัสเซีย-ยูเครน.

อินเดียเผชิญมรสุม ปริมาณฝนสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี น้ำท่วม-ดินถล่มหลายพื้นที่

อินเดียเผชิญมรสุม ปริมาณฝนสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี น้ำท่วม-ดินถล่มหลายพื้นที่

1 ก.ย. 2568 09:59 น.

อินเดียเผชิญมรสุม ปริมาณฝนสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี น้ำท่วม-ดินถล่มหลายพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียเผยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียมีฝนตกเฉลี่ย 265 มิลลิเมตร สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 และติดอันดับ 13 สูงสุดในรอบกว่า 120 ปี นับตั้งแต่ปี 1901

กรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย หรือ IMD เปิดเผยตัวเลขสถิติปริมาณฝนที่สูงผิดปกติ โดยสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 และติดอันดับ 13 สูงสุดในรอบกว่า 120 ปี นับตั้งแต่ปี 1901 โดยในเดือนมิถุนายนมีปริมาณฝน 111 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 42% ส่วนในเดือนกรกฎาคมมีปริมาณฝน 237.4 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ย 13% และในเดือนสิงหาคมมีปริมาณฝน 265 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 34.5%

เมื่อรวมทั้งสามเดือนของฤดูมรสุม (1 มิ.ย. – 31 ส.ค.) ภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้รับฝน 614.2 มม. มากกว่าค่าปกติถึง 27%

ด้านอินเดียตอนใต้ก็มีฝนตกหนักเช่นกัน โดยเดือนสิงหาคมมีฝน 250.6 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ย 31% จัดเป็นลำดับที่ 3 สูงสุดตั้งแต่ปี 2001 และลำดับที่ 8 สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1901 ทำให้ปริมาณฝนรวมสามเดือนของภูมิภาคนี้อยู่ที่ 607.7 มม. สูงกว่าค่าปกติราว 9.3%

ฝนที่ตกหนักผิดปกติสัมพันธ์กับ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว หลายครั้งในภูมิภาค โดยเฉพาะในรัฐปัญจาบที่ประสบ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แม่น้ำล้นตลิ่งและคลองพังทลาย น้ำหลากท่วมพื้นที่เกษตรหลายพันเฮกตาร์ และทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีน้ำ

ในรัฐภูเขาทางตอนเหนือ ได้แก่ หิมาจัลประเทศและอุตตราขัณฑ์ เกิดเหตุดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก สะพานและถนนหลายสายถูกน้ำพัดหาย ขณะที่ในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ มีรายงานฝนตกหนักต่อเนื่องพร้อมเมฆฝนระเบิด (cloudburst) และดินถล่มหลายครั้ง สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

IMD ระบุว่า ฝนที่มากผิดปกติในฤดูมรสุมปีนี้ เกิดจากการที่ ลมมรสุมยังคงมีกำลังแรง ตลอดช่วง 3 เดือน ประกอบกับการเข้ามาของ คลื่นความกดอากาศตะวันตก ที่ทำให้ฝนในภาคเหนือและภูมิภาคหิมาลัยตกมากกว่าปกติ

เมื่อรวมทั่วทั้งอินเดีย เดือนสิงหาคมมีฝนเฉลี่ย 268.1 มม. สูงกว่าปกติ 5% และปริมาณฝนรวมทั้งสามเดือนอยู่ที่ 743.1 มม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 6% ซึ่งสะท้อนว่าฤดูมรสุมปีนี้ยังคงมี ฝนมากผิดปกติและสร้างผลกระทบต่อเนื่องในหลายภูมิภาคของอินเดีย.

ที่มา : thehindu.com

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย

แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน ตายอย่างน้อย 20 ศพ สูญหายหลายสิบราย

แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน ตายอย่างน้อย 20 ศพ สูญหายหลายสิบราย

1 ก.ย. 2568 09:28 น.

แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน ตายอย่างน้อย 20 ศพ สูญหายหลายสิบราย

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.0 แมกนิจูดทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ดับเบื้องต้น 20 ศพ บ้านเรือนพังถล่มหลายสิบหลัง เจ้าหน้าที่เตือนยอดเสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น

วันที่ 1 กันยายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 แมกนิจูด ในพื้นที่ตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 8 กิโลเมตร โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ นอกจากนี้ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บกว่า 100 ราย  

ทางด้านเจ้าหน้าที่กลุ่มตาลีบันเปิดเผยว่า บ้านเรือนหลายสิบหลังพังถล่มอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เรียกร้องให้องค์กรด้านมนุษยธรรมเข้าช่วยเหลือการกู้ภัยในพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงยาก หลายพื้นที่สามารถเข้าถึงได้เฉพาะทางอากาศ เนื่องจากดินถล่มและน้ำท่วม

ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดคูนาเปิดเผยว่าว่า ถนนหลายสายถูกตัดขาดจากดินถล่มและน้ำท่วมหลังแผ่นดินไหว ทำให้การกู้ภัยต้องดำเนินการทางอากาศเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ทางการตาลีบันยอมรับว่ามีทรัพยากรจำกัด จึงขอความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อจัดส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยโดยเร็ว.

รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับบาดเจ็บ

รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับบาดเจ็บ

1 ก.ย. 2568 05:27 น.

รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับบาดเจ็บ

รูดี จูลิอานี อดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ โดยขณะนี้เขากำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายรูดี จูลิอานี อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กและอดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ

แถลงการณ์ซึ่งโพสต์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ระบุว่า รถยนต์ที่นายจูลิอานีนั่งอยู่ ถูกรถอีกคันชนท้ายด้วยความเร็วสูง ขณะเดินทางบนถนนหลวง

“เขาได้รับการวินิจฉัยว่า กระดูกสันหลังส่วนอก (thoracic vertebrae) แตก, มีแผลฉีกขาดกับรอยฟกช้ำหลายจุด รวมถึงมีบาดแผลที่แขนซ้ายกับขาขวา” นายไมเคิล รากูซา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ระบุในแถลงการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนายจูลิอานีช่วยเหลือผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งโบกมือเรียกเขาบนถนน โดยนายรากูซาระบุว่า นายจูลิอานีได้ให้ความช่วยเหลือในทันทีและแจ้งตำรวจ

ด้านตำรวจรัฐนิวแฮมป์เชียร์ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนเหตุความรุนแรงในครอบครัวตามที่ได้รับแจ้ง ในตอนที่พวกเขาเห็นการชนกันเกิดขึ้นที่อีกฝั่งของถนน “การชนกันทำให้รถยนต์ทั้ง 2 คันพุ่งเข้าไปในเกาะกลางถนน และได้รับความเสียหายอย่างหนัก”

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า พวกเขาระบุตัวคนขับรถคันที่พุ่งชนท้ายรถของนายจูลิอานีได้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหาแต่อย่างใด เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน

ทั้งนี้ นายจูลิอานี วัย 81 ปี เริ่มเป็นที่รู้จักด้วยฉายา “นายกเทศมนตรีของอเมริกา” หลังจากนำพานครนิวยอร์กผ่านโศกนาฏกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 11 ก.ย. 2544 ต่อมาเขาก็กลายเป็นที่ปรึกษาก่อนจะเป็นทนายความให้แก่โดนัลด์ ทรัมป์ ตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันในเวลาต่อมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐในออสเตรเลียแบน “ขวดซอสรูปปลา” หวัังลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

รัฐในออสเตรเลียแบน “ขวดซอสรูปปลา” หวัังลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

1 ก.ย. 2568 04:51 น.

รัฐในออสเตรเลียแบน “ขวดซอสรูปปลา” หวัังลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

รัฐในประเทศออสเตรเลียเตรียมห้ามใช้ขวดบรรจุซอสถั่วเหลืองรูปปลา อันเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนคุ้นตา โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ของประเทศออสเตรเลียเตรียมห้ามร้านค้าและธุรกิจต่างๆ จำหน่ายหรือแจกจ่าย “ขวดซอสถั่วเหลืองรูปปลา” ซึ่งถูกใช้ในร้านอาหารเอเชียมากมายทั่วโลก ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 ก.ย. 2568 เป็นต้นไป

นาง ซูซาน โคลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม และรองนายกรัฐมนตรีของรัฐเซาท์ออสเตรเลียกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า “ขวดรูปปลาแต่ละขวดถูกใช้เพียงไม่กี่วินาที แต่มันกลับอยู่ในสิ่งแวดล้อมนานหลายทศวรรษหรือศตวรรษหากถูกทิ้งเป็นขยะ”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากกฎหมายที่ผ่านร่างในปี 2566 ซึ่งห้ามใช้ถุงพลาสติกใส่ของในห้างสรรพสินค้า, หลอดพลาสติก, ไม้พลาสติกคนเครื่องดื่ม, คอตตอนบัด, กระดาษโปรย (confetti) และอื่นๆ

รัฐบาลรัฐเซาท์ออสเตรเลียระบุว่า พวกเขาบังคับใช้นโยบายนี้ก็เพื่อลดมลภาวะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปกป้องชีวิตในทะเล เพราะจากการคาดการณ์ของรัฐบาล หากไม่มีการลงมือทำอะไรเลย ปริมาณพลาสติกที่ลงสู่ทะเลใน 1 ปี จะเพิ่มขึ้น 3 เท่าในปี 2583 เป็น 29 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าขวดซอสรูปปลาเจ้าปัญหาจะผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล หรือ “โพลีเอทิลีน” (polyethylene) แต่ด้วยขนาดที่เล็กของมันทำให้เครื่องจักรไม่สามารถแปรรูปได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ภาชนะเหล่านี้มักจะไม่ถูกนำไปรีไซเคิล

คำสั่งแบนที่กำลังจะบังคับใช้ในวันจันทร์นี้ ครอบคลุมถึงภาชนะบรรจุซอสถั่วเหลืองขนาด 30 มิลลิลิตรที่บรรจุไว้ล่วงหน้าพร้อมฝาปิด, ฝาเกลียว หรือจุกปิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน หลังนายกรัฐมนตรีถูกสังหาร

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน หลังนายกรัฐมนตรีถูกสังหาร

1 ก.ย. 2568 03:37 น.

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน หลังนายกรัฐมนตรีถูกสังหาร

กบฏฮูตีบุกสำนักงานสหประชาชาติในเมืองหลวงของเยเมน และจับตัวเจ้าหน้าที่เอาไว้หลายราย เพียงวันเดียวหลังจากอิสราเอลโจมตีสังหารนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกบฏ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีบุกสำนักงานขององค์กรในเครือสหประชาชาติ 2 แห่งในกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศเยเมน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 หรือ 1 วันหลังจากอิสราเอลออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาสังหารนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกบฏฮูตีไปแล้ว

โฆษกของโครงการอาหารโลก (WFP) กับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูนิเซฟ” (UNICEF) บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า สำนักงานของพวกเขาในกรุงซานาถูกบุกรุกโดยกองกำลังความมั่นคงท้องถิ่น เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ของ WFP 1 คน กับเจ้าหน้าที่ของยูนิเซฟอีกหลายคนถูกควบคุมตัว

ฮานส์ กรุนเบิร์ก ทูตพิเศษสหประชาชาติประจำเยเมนยืนยันในเวลาต่อมาว่า มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสหประชาชาติ 11 คน ถูกควบคุมตัว ซึ่งเขาขอประณามอย่างรุนแรงต่อการควบคุมตัวครั้งนี้และการบุกรุกเข้าไปในสำนักงานของสหประชาชาติ

โฆษกของ WFP กับยูนิเซฟระบุว่า พวกเขากำลังหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้คือความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าการบุกสำนักงานสหประชาชาติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโจมตีของอิสราเอลหรือไม่ เนื่องจากกบฏฮูตีเคยมุ่งเป้าโจมตีองค์กรสหประชาชาติและหน่วยงานระหว่างประเทศมาก่อน

อีกด้านหนึ่ง นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศกร้าวว่า การโจมตีซึ่งสังหารนายอาเหม็ด อัล-ราฮาวี นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลฮูตี เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการต่อต้านกบฏฮูตีเท่านั้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนได้ในปี 2559 พวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งมีประชาชนกว่า 70% ของทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับ ปกครองภาคใต้ และทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

1 ก.ย. 2568 02:08 น.

โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

อิสราเอลยืนยัน โฆษกของกลุ่มฮามาส ซึ่งคอยอ่านแถลงการณ์ให้ฮามาสมาหลายปี ถูกสังหารแล้ว ในการโจมตีทางอากาศที่เมืองกาซาซิตี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 รัฐบาลอิสราเอลออกมายืนยันว่า นายอาบู โอเบดา โฆษกของกลุ่มติดอาวุธฮามาส ถูกสังหารแล้ว ในการโจมตีทางอากาศที่เมืองกาซาซิตี้ โดยนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับกองทัพและหน่วยข่าวกรอง “ชินเบต” (Shin Bet) สำหรับปฏิบัติการอันไร้ที่ติ

นายคัตซ์ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีดังกล่าว ไม่ว่าจะสถานที่หรือเวลาที่มันเกิดขึ้น แต่ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า เครื่องบินรบของพวกเขาโจมตีผู้ก่อการร้ายคนสำคัญในย่าน อัล-รีมาล ของเมืองกาซาซิตี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้สื่ออิสราเอลพากันตีข่าวว่า นายโอเบดาคือเป้าหมายดังกล่าว

กลุ่มฮามาสยังไม่ออกมายืนยันการเสียชีวิตของนายโอเบดา แต่ระบุว่า มีพลเรือนอย่างน้อย 7 คนถูกสังหาร หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่อาคารที่อยู่อาศัยในเขต อัล-รีมาล และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 20 รายด้วย

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเตือนด้วยว่า ด้วยการยกระดับปฏิบัติการในฉนวนกาซา เพื่อนอาชญากรของนายโอเบดาอีกหลายคนจะตกเป็นเป้าหมาย สื่อถึงปฏิบัติการยึดเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งเพิ่งได้รับการอนุมัติเมื่อไม่นานมานี้

ด้าน IDF กับ ชิน เบต เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโจมตีเมื่อวันเสาร์ โดยพวกเขาระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้าโดยชิน เบต และกองอำนวยการข่าวกรองของ IDF ซึ่งระบุที่ซ่อนตัวของเป้าหมาย

ทั้งนี้ นายโอเบดาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกระดับสูงเพียงไม่กี่คนของกลุ่มฮามาสที่ยังเหลือรอดอยู่ หลังสงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566

แถลงการณ์รวมของ IDF กับ ชิน เบต ระบุว่า นายโอเบดาเป็นหน้าตาของกลุ่มฮามาสและคอยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่ม ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายโอเบดากล่าวโจมตีอิสราเอลอย่างรุนแรงมาตลอด และการที่เขาโพกผ้าพันคอของชาวปาเลสไตน์ปิดบังใบหน้าอยู่ตลอดเวลาก็ทำให้เขากลายเป็นไอดอลของผู้สนับสนุนฮามาสทั่วตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำจีน-อินเดียจับมือชื่นมื่น ยืนยันจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง

ผู้นำจีน-อินเดียจับมือชื่นมื่น ยืนยันจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง

1 ก.ย. 2568 00:19 น.

ผู้นำจีน-อินเดียจับมือชื่นมื่น ยืนยันจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง

ผู้นำจีนกับอินเดียระบุว่า พวกเขาควรเป็นพันธมิตรกันไม่ใช่คู่แข่ง หลังจากความสัมพันธ์อยู่ในภาวะตึงเครียดมานานหลายปี รวมถึงมีข้อพิพาทบริเวณชายแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของประเทศจีน กับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย พบปะกันนอกรอบการประชุมองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 ที่เมืองท่าเทียนจิน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นายโมดีเดินทางเยือนแดนมังกรในรอบกว่า 7 ปี

สี จิ้นผิง บอกกับนายโมดีว่า จีนกับอินเดียควรเป็นพันธมิตรกันไม่ใช่คู่แข่ง ขณะที่นายโมดีกล่าวว่า ตอนนี้ระหว่างจีนกับอินเดียมีบรรยากาศของความสงบและเสถียรภาพเกิดขึ้นแล้ว

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ก็เดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ร่วมกับผู้นำโลกอีกมากกว่า 20 คน แต่ในปีนี้งานถูกบดบังรัศมีโดยการทำสงครามการค้าของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีกับสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% เพื่อลงโทษที่แดนภารตะซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปูตินก็เผชิญกับคำขู่คว่ำบาตรจากนายทรัมป์ จากการทำสงครามในยูเครน

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ดิ่งลงเหว นายโมดีก็ขยับเข้าหานายสีมากขึ้น เขาประกาศว่า เที่ยวบินระหว่างอินเดียกับจีน ซึ่งถูกระงับไปนับตั้งแต่เกิดการปะทะนองเลือดระหว่างทหารของทั้งสองฝ่ายบริเวณชายแดนบนเทือกเขาหิมาลัยเมื่อปี 2563 จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด

นายสีกล่าวว่า “ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเข้าหาและจัดการความสัมพันธ์ด้วยความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และมุมมองระยะยาว” และว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วที่ทั้งสองฝ่ายจะเป็นมิตรกัน

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอด SCO ส่วนใหญ่เป็นการประชุมเชิงสัญลักษณ์ แต่มันเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำประเทศต่างๆ ได้แสดงความไม่พอใจร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน โดย SCO มีสมาชิก 10 ประเทศรวมถึง รัสเซีย, ปากีสถาน และอินเดีย กับประเทศหุ้นส่วนและผู้สังเกตการณ์อีก 16 ชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.อินโดนีเซียยอมตัดสิทธิพิเศษ ส.ส. หลังประชาชนประท้วงเดือดตาย 5 ศพ

ปธน.อินโดนีเซียยอมตัดสิทธิพิเศษ ส.ส. หลังประชาชนประท้วงเดือดตาย 5 ศพ

31 ส.ค. 2568 23:18 น.

ปธน.อินโดนีเซียยอมตัดสิทธิพิเศษ ส.ส. หลังประชาชนประท้วงเดือดตาย 5 ศพ

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียประกาศจะยกเลิกสิทธิประโยชน์หลายอย่างของสมาชิกรัฐสภา และลงโทษ ส.ส. ที่ประพฤติไม่ดี หลังเกิดการประท้วงรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต แห่งประเทศอินโดนีเซีย กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. 2568 ว่า พรรคการเมืองต่างๆ ของประเทศเห็นชอบร่วมกันที่จะยกเลิกผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์หลายอย่างของสมาชิกรัฐสภา หลังเกิดการจลาจลอย่างรุนแรงไปทั่วประเทศ

ปัญหาหลายอย่างรวมถึงเรื่องสิทธิพิเศษต่างๆ ของสมาชิกรัฐสภา เช่น เงินได้พิเศษและเงินค่าที่อยู่อาศัย สร้างความไม่พอใจอย่างหนักแก่ประชาชน จนทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลขึ้นทั่วประเทศอินโดนีเซียในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ

นอกจากนั้น ประชาชนยังไม่พอใจเรื่องการใช้ความรุนแรงของตำรวจ จนทำให้นาย อัฟฟาน คูร์นิอาวาน หนุ่มขับรถจักรยานยนต์รับจ้างวัย 21 ปี เสียชีวิต ส่งผลให้ผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งมุ่งเป้าโจมตีสถานีตำรวจและอาคารรัฐสภาแห่งชาติ บุกปล้นบ้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และเผาอาคารรัฐสภาส่วนท้องถิ่นด้วย

การประท้วงที่เกิดขึ้นทำให้นายปราโบโวยกเลิกการเดินทางเยือนประเทศจีน ก่อนที่เขาจะมีแถลงการณ์ต่อประชาชนในวันอาทิตย์ (31 ส.ค.) ถ่ายทอดสดจากทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา โดยมีผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศยืนอยู่เคียงข้าง

นายปราโบโวยอมรับว่าสังคมกำลังโกรธแค้น และให้คำมั่นว่าจะจัดการเรื่องสิทธิพิเศษของสมาชิกรัฐสภา พร้อมสัญญาว่ารัฐบาลจะฟังข้อเรียกร้องจากประชาชนในขณะที่รักษากฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมไปด้วย

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียบอกอีกว่า ผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ได้ใช้มาตรการเด็ดขาดกับสมาชิกรัฐสภาของตัวเอง โดยมาตรการลงโทษนี้จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันจันทร์ (1 ก.ย.) เป็นต้นไป

“ผู้นำสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งว่านโยบายหลายอย่างจะถูกยกเลิก รวมถึงเรื่องเบี้ยเลี้ยงจำนวนหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และระงับการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ” นายปราโบโวกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าหัวหน้าพรรคการเมืองยังตกลงที่จะปลด ส.ส. ที่ประพฤติไม่ดีออกจากตำแหน่ง โดยนายปราโบโวกล่าวย้ำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องอ่อนไหวต่อและทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเสมอ

นายปราโบโวกล่าวว่า จะเคารพเสรีภาพในการแสดงออกด้วย “สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบจะได้รับความคุ้มครอง” ตามกฎหมายการชุมนุมและการประชุมระหว่างประเทศ แต่เขาเตือนว่า จะไม่อดทนต่อพฤติกรรมความรุนแรง รวมถึงการปล้นและทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ผู้นำอินโดนีเซียเสริมด้วยว่า สัญญาณของการบ่อนทำลายและการก่อการร้ายเริ่มปรากฏขึ้น ทำให้สั่งการตำรวจกับทหารให้ใช้มาตรการเด็ดขาดที่สุดต่อการทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ, การปล้นบ้านพักส่วนบุคคล และการโจมตีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

ปราโบโวยังเรียกร้องให้มีการเจรจา โดยสั่งการให้รัฐสภาเชิญเหล่านักศึกษา, ผู้นำชุมชนและประชาสังคมมาแสดงความคิดเห็นโดยตรง ซึ่งเขาให้คำมั่นว่า เสียงของประชาชนจะได้รับฟังและติดตามผล และเรียกร้องให้กระทรวงกับหน่วยงานต่างๆ ต้อนรับคณะผู้แทน และพิจารณาข้อเสนอปฏิรูป

สุดท้าย นายปราโบโวเรียกร้องขอให้เกิดความสงบ “ผมขอเรียกร้องให้พลเมืองเชื่อใจรัฐบาล” อย่าเชิญชวนสมาชิกครอบครัวออกมาร่วมก่อความไม่สงบ เนื่องจากมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีไม่ต้องการให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง และเสริมว่า พรรคการเมืองทุกพรรคมีพันธสัญญาที่จะต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน รวมถึงกลุ่มผู้เปราะบางและด้อยโอกาสด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

31 ส.ค. 2568 11:35 น.

ฮุน มาเนต โพสต์ภาพหารือ สี จิ้นผิง เผยจีนสนับสนุนหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพการพบปะกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน

ผู้กัมพูชาระบุในเพจเฟซบุ๊กว่า ได้เข้าพบ ฯพณฯ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือในทุกด้านระหว่างสองประเทศ คือ กัมพูชาและจีน

“ฯพณฯ ประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จีนจะยังคงให้ความร่วมมือและสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการสร้างและเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาของตนเอง รวมถึงการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จีนสนับสนุนการหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทย รวมถึงกลไกสังเกตการณ์การหยุดยิงของอาเซียนที่นำโดยมาเลเซีย และหวังว่าจะจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ขึ้นโดยเร็ว”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายสีจิ้นผิงกล่าวว่า ยามสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป จีนและกัมพูชาในฐานะมิตรสหายที่แข็งแกร่งดังเหล็กกล้าควรรวมใจใกล้ชิดเพื่อความสำเร็จของกันและกัน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนสองประเทศ และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค.