คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี “ชีวิตที่สวยงาม”

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี "ชีวิตที่สวยงาม"

31 ส.ค. 2568 10:27 น.

คิม จอง อึน ให้คำมั่นครอบครัวทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตในรัสเซียจะมี “ชีวิตที่สวยงาม”

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ สัญญาว่าครอบครัวของ “ผู้พลีชีพ” ที่เสียชีวิตระหว่างสู้รบเพื่อรัสเซียในสงครามกับยูเครน จะมี “ชีวิตที่สวยงาม” พร้อมยกย่องความกล้าหาญของผู้พลีชีพ

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบ “ชีวิตที่สวยงาม” ให้แก่ครอบครัวของ “วีรชน” หรือทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามกับยูเครน โดยยกย่องความกล้าหาญของเหล่าทหารที่สละชีวิตเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของชาติ

นายคิมได้พบปะกับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต โดยแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถช่วยชีวิตอันมีค่าของพวกเขาไว้ได้ และกล่าวชื่นชมว่าความกล้าหาญของทหารเหล่านั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีครอบครัวที่ “อดทนที่สุด รักชาติที่สุด และยุติธรรมที่สุดในโลก” คอยให้กำลังใจ

“แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เขียนจดหมายสั้น ๆ ถึงผมเลย แต่ผมคิดว่าพวกเขาคงฝากฝังครอบครัวและลูก ๆ อันเป็นที่รักไว้กับผม” นายคิมกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้การดูแลชีวิตของพวกเขาให้ดีที่สุด

การพบปะครั้งนี้เป็นการยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย ซึ่งติดกับชายแดนยูเครน หลังจากที่นายคิมและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ยอมรับเรื่องการส่งทหารเกาหลีเหนือไปช่วยรัสเซียในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ยังได้เผยแพร่สารคดีความยาว 25 นาที ซึ่งมีภาพทหารเกาหลีเหนือที่เข้าร่วมใน “ปฏิบัติการปลดปล่อยเคิร์สก์” โดยระบุว่า นายคิมได้ตัดสินใจส่งทหารไปรัสเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีก่อน หรือสองเดือนหลังจากที่เขาและนายปูตินลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงที่มีข้อตกลงช่วยเหลือทางทหารร่วมกัน.

ที่มา Reuters

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

31 ส.ค. 2568 10:13 น.

นายกเทศมนตรีชิคาโกเซ็นคำสั่งต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

แบรนดอน จอห์นสัน นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก จากพรรคเดโมแครต ได้ลงนามในคำสั่งเพื่อแสดงจุดยืนของเมืองในการต่อต้านมาตรการปราบปรามผู้อพยพที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างทำเนียบขาวและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐอิลลินอยส์เกี่ยวกับประเด็นอาชญากรรมและความมั่นคงของประเทศ

คำสั่งดังกล่าวระบุแนวทางที่หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นชิคาโกควรปฏิบัติเพื่อต่อต้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่อาจมาจากรัฐบาลกลาง โดยมีสาระสำคัญคือการต่อต้านการส่งกำลังทหารเข้าเมือง คำสั่งนี้เรียกร้องให้ทรัมป์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง “ยุติความพยายามใด ๆ ที่จะส่งกองทัพสหรัฐฯ” เข้ามาในเมือง โดยนายกเทศมนตรีจอห์นสันกล่าวว่า “เราไม่ต้องการและไม่ยอมให้มีการยึดครองเมืองของเราโดยทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย”

คำสั่งนี้ยังปฏิเสธการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นจะไม่มีส่วนร่วมในการลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามผู้อพยพ

นอกจากนี้ คำสั่งนี้ยืนยันนโยบายที่มีอยู่แล้วของเมือง เช่น การบังคับให้เจ้าหน้าที่สวมกล้องติดตัวและข้อมูลระบุตัวตนที่ชัดเจน พร้อมทั้งห้ามปกปิดใบหน้า ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อคำวิจารณ์ที่ว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) มักปกปิดตัวตนในปฏิบัติการ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเมืองจะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ประชาชน เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิของตนเองหากต้องเผชิญหน้ากับมาตรการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

การลงนามคำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ส่งกำลังทหารประมาณ 2,000 นายไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และขู่ว่าจะขยายการปฏิบัติการดังกล่าวมายังเมืองชิคาโก ซึ่งทรัมป์อ้างว่าเป็น “พื้นที่สังหาร” และมีปัญหาอาชญากรรมรุนแรงในระดับฉุกเฉิน

เจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์จากพรรคเดโมแครต กล่าวว่าการข่มขู่ของทรัมป์เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด และพยายามสร้างวิกฤตการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม อบิเกล แจ็คสัน โฆษกประจำทำเนียบขาว มองว่าคำสั่งของนายกเทศมนตรีชิคาโกเป็นเพียง “การสร้างกระแส” พร้อมทั้งตำหนิเจ้าหน้าที่พรรคเดโมแครตว่าทำให้การต่อสู้กับอาชญากรรมกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และหากพวกเขาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในเมืองของตนเอง ชุมชนของพวกเขาก็จะปลอดภัยขึ้นมาก.

ที่มา BBC

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

31 ส.ค. 2568 07:30 น.

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

  • ศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐฯ ตัดสินให้การตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนของโดนัลด์ ทรัมป์ ผิดกฎหมาย เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขต
  • นายทรัมป์ยืนยันว่าจะไปสู้กันต่อที่ศาลสูงสุด แต่หากเขาแพ้คดีจะเกิดผลที่ตามมาหลายอย่าง รวมถึงหายนะทางการเงินสำหรับสหรัฐอเมริกา
  • นอกจากนั้น นายทรัมป์จะเสียข้อต่อรองในการเจรจาที่เรียกว่า “ภาษี” ซึ่งเขาใช้ในการบีบให้ประเทศต่างๆ ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องทางการค้าของเขามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาด้วย

ศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มาตรการภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariff) ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เกือบทุกประเทศ กำลังถูกบังคับใช้อย่างผิดกฎหมาย

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความปราชัยครั้งใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลระบุว่า ผู้นำรีพับลิกันรายนี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตในตอนที่เขาประกาศว่า การขาดดุลการค้าและเรื่องชายแดนเป็น “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การเก็บภาษีศุลกากรอย่างครอบคลุมของเขา

นายทรัมป์ซึ่งใช้มาตรการภาษีเป็นอาวุธสุดโปรดในการทำสงครามการค้าไปทั่วโลก ประกาศกร้าวว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อในชั้นศาลสูงสุด ทำให้เกิดคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้การเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” เป็นสิ่งผิดกฎหมายอีกครั้ง?

“ตอนนี้” ภาษีทรัมป์ยังบังคับใช้อยู่

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ระบุว่า นายทรัมป์ทำเกินไปที่สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองใช้ภาษีเป็นอาวุธ โดยเป็นการพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลการค้ากลางในนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังให้เวลารัฐบาลของนายทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดได้

คำตัดสินของศาลมีสาเหตุมาจากมาตรการภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน รวมทั้งภาษีที่บังคับใช้กับจีน เม็กซิโก และแคนาดา ก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลยังอนุญาตให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของนายทรัมป์มีบังคับใช้ต่อไปได้ ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจต่างๆ, ผู้บริโภค และรัฐบาลต่างประเทศ ก็จะยังต้องใช้ชีวิตภายใต้กำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อไป จนกว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสิน

เสี่ยงต้องคืนเงิน 5 ล้านล้านบาท

รัฐบาลทรัมป์กำลังกังวลว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว มาตรการภาษีถูกศาลสูงสุดตีตก กระทรวงการคลังจะต้องถูกบังคับให้คืนเงินภาษีส่วนเกินที่เก็บจากผู้นำเข้า โดยนับจนถึงแค่เดือนกรกฎาคม รายได้จากภาษีส่วนเกินก็พุ่งแตะ 1.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.1 ล้านล้านบาทแล้ว มากกว่าที่รัฐบาลคาดไว้

กระทรวงยุติธรรมเตือนว่า การแพ้คดีนี้จะหมายถึง “ความพินาศทางการเงิน” (financial ruin) สำหรับสหรัฐฯ เป็นการเตือนที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสหรัฐฯ มาแค่ไหน

“ในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้คนจะถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้าน, ตำแหน่งงานนับล้านจะหายไป ชาวอเมริกันผู้ทำงานหนักจะสูญเสียเงินเก็บ และแม้แต่ประกันสังคมกับประกันสุขภาพก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย” รองอัยการสูงสุด ดี. จอห์น ซอเออร์ กับผู้ช่วยอัยการสูงสุด เบรตต์ ชูเมต ระบุในจดหมายที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์

“พูดสั้นๆ คือ ผลที่ตามมาทางเศรษฐกิจจะเลวร้าย แทนที่จะเป็นความสำเร็จอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา
ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา

อำนาจต่อรองของทรัมป์จะลดลง

คำตัดสินของศาลสูงสุดยังเสี่ยงทำให้ข้อต่อรองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของนายทรัมป์หมดความหมาย ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เรื่องภาษีขู่ประเทศที่แข็งข้อให้ยอมทำข้อตกลงการค้าตามที่เขาต้องการ อย่างที่เห็นกับสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

หากไม่มีเครื่องมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลต่างชาติอาจจะชะลอการทำตามสัญญา, ขัดขืนข้อเรียกร้องจากสหรัฐ หรือการพยายามกลับไปใช้ข้อตกลงฉบับเก่า และนายทรัมป์อาจต้องเป็นฝ่ายเจรจาจากตำแหน่งที่เสียเปรียบ ไม่ได้เหนือกว่าอีกต่อไป

ตัดสินกันที่ศาลสูงสุด

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลสูงสุด โดยโจมตีคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่า เลือกข้างทางการเมือง และเตือนว่า คำตัดสินนี้อาจทำลายสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง

“หลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองที่ไม่สนใจและไม่ฉลาดได้รับอนุญาตให้ใช้กำแพงภาษีพวกเรา และตอนนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากศาลสูงสุด เราจะใช้ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศเรา และทำให้อเมริการ่ำรวย, แข็งแกร่ง และทรงอำนาจอีกครั้ง!” นายทรัมป์ระบุว่าบน Truth Social

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินดังกล่าวด้วยมติ 7 ต่อ 4 ซึ่งความเห็นต่างที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดช่องทางทางกฎหมายให้นายทรัมป์มากขึ้น เช่นผู้พิพากษาบางคนโต้แย้งว่า อำนาจการตั้งกำแพงภาษีในภาวะฉุกเฉินไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น
มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น

ทรัมป์ยังมีตัวเลือกอื่น

ถึงแม้ว่าศาลสูงสุดจะขัดขวางเขาไม่ให้ใช้ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ในการบังคับใช้มาตรการภาษีของเขา นายทรัมป์ก็ยังมีตัวเลือกอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่าก็ตาม

เขายังมีกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act) ที่อนุญาตให้ตั้งกำแพงภาษีไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน กับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วยมากๆ

นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ 232 ของกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act) ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีบังคับใช้กำแพงภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเคยใช้มาก่อนกับสินค้าจำพวกเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม และยานยนต์ แต่จำเป็นต้องมีการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ก่อน ไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันที

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ครอบคลุม และรุนแรงเท่ากับที่นายทรัมป์กำลังทำอยู่ และอาจชะลอความสามารถของเขาในการบีบให้รัฐบาลต่างชาติยอมอ่อนข้อให้

หนทางข้างหน้า

ในระยะสั้น ภาษีของนายทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ส่วนในระยะกลาง ศาลสูงสุดจะเป็นผู้ตัดสินว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกหรือไม่

หากทรัมป์แพ้คดี อเมริกาอาจต้องเผชิญทั้งการคืนเงินภาษีก้อนโต และการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ว่าพวกเขาจะเจรจาทางการค้าอย่างไร

สำหรับตอนนี้ ธุรกิจสหรัฐฯ, ประเทศคู่ค้า และผู้บริโภคจะยังคงติดอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน รอคอยวันที่ภาษี “วันประกาศอิสรภาพ” ของนายทรัมป์สร้างยุคสมัยใหม่แห่งอำนาจทางการค้าของประธานาธิบดี หรือวันที่ภาษีถูกตีตกโดยศาลสูงสุด


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : times of india

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

31 ส.ค. 2568 05:51 น.

รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด

(ภาพจาก Egyptian Ministry of Health and Population)

เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางขณะกำลังเดินทางไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยคน ขณะที่ทางการประกาศจะหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 103 รายจากเหตุรถไฟตกรางระหว่างเดินทางจากเมืองมาร์ซา มาทรูห์ ไปยังเมืองหลวงกรุงไคโร เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนทางรถไฟระหว่างสถานีฟูกา (Fouka) กับจาลาล (Jalal) มีตู้โดยสารตกรางถึง 7 ตู้ และ 2 ตู้ในจำนวนนี้พลิกคว่ำ

กระทรวงสาธารณสุขอียิปต์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บทุกคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น 2 แห่งแล้ว ขณะที่ร่างของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ศพ อยู่ในความดูแลของอัยการรัฐ

ด้านกระทรวงคมนาคมกับการทางรถไฟแห่งชาติอียิปต์ (ENRA) ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุที่ทำให้รถไฟขบวนนี้ตกราง ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ชัด และใครก็ตามที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกลงโทษ

ENRA บอกอีกว่า พวกเขาได้ส่งทีมช่างเทคนิคกับอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บกวาดตู้รถไฟ และจะฟื้นฟูบริการรถไฟให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งนี้ อียิปต์เผชิญอุบัติเหตุรถไฟบ่อยครั้ง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการซ่อมบำรุงที่ไม่ดี และการขาดการลงทุน โดยหนึ่งในหายนะทางรถไฟครั้งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในปี 2545 เมื่อเกิดเพลิงไหม้รถไฟโดยสารที่กำลังมุ่งลงใต้จากกรุงไคโร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 370 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

31 ส.ค. 2568 03:16 น.

รัสเซียระดมโจมตี 14 แคว้นยูเครน ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เข้าใส่หลายพื้นที่ใน 14 แคว้นของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียระดมโจมตีหลายพื้นที่ใน 14 แคว้นของยูเครน เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ ที่แคว้นซาปอริชเชียทางตอนใต้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 30 คน รวมถึงเด็กๆ หลายราย

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า รัสเซียยิงมิสไซล์ 45 ลูก กับส่งโดรนอีกเกือบ 540 ลำเข้าโจมตีดินแดนของยูเครน พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติมีมาตรการคว่ำบาตรมอสโกรอบใหม่

นายเซอร์ฮีย์ ไลซาค ผู้ว่าการแคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ การโจมตีด้วยโดรนและมิสไซล์ของรัสเซีย สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง โดยอาคารที่อยู่อาศัยหลังหนึ่งในเมืองดนิโปรถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย

หลังการโจมตีดังกล่าว กระทรวงกลาโหมของรัสเซียก็ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาบรรลุเป้าหมายทุกอย่างของการโจมตีนี้แล้ว และการโจมตีเข้าเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้

ด้านกองทัพยูเครนออกมาเปิดเผยว่า โดรนของพวกเขาก็โจมตีโดนโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นคราสโนดาร์และซิซราน ของรัสเซีย เมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยโรงกลั่นน้ำมันทั้งสองแห่งเคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาก่อนแล้ว

กองทัพยูเครนอ้างด้วยว่า เกิดระเบิดหลายครั้งและไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันในคราสโนดาร์ ซึ่งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ 3 ล้านตันต่อปี ส่วนโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นซิซราน ซึ่งผลิตน้ำมันได้ 8.5 ล้านตันต่อปี ก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่แคว้นคราสโนดาร์ยอมรับว่าโดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันจริง ทำให้หนึ่งในหน่วยแปรรูปน้ำมันได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สถานการณ์การต่อสู้ในภาคตะวันออกของยูเครนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในวันเสาร์ รัสเซียอ้างว่าพวกเขายึดหมู่บ้านโคมีเชวากา (Komyshevakha) ในแคว้นโดเนตสก์ได้แล้ว แต่ฝ่ายยูเครนไม่ยืนยันเรื่องนี้

การโจมตีระลอกล่าสุดของทั้งรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้นในขณะที่นานาชาติกำลังพยายามหาทางให้ทั้งสองประเทศทำข้อตกลงสันติภาพ โดยนายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่สนใจเจรจา และเสริมว่า ทางเดียวที่จะรับมือรัสเซียได้ คือการคว่ำบาตร

“เราคาดหวังการลงมือทำจากสหรัฐฯ, ยุโรป และทั่วทั้งโลก” ประธานาธิบดียูเครนกล่าว

อนึ่ง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปจะประชุมร่วมกันที่เดนมาร์ก เพื่อหารือเรื่องพัฒนาการต่างๆ ในต่างประเทศ รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะหารือกันคือ จะอายัดทรัพย์สินของรัสเซียมูลค่าราว 2.1 แสนล้านยูโรหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

31 ส.ค. 2568 01:32 น.

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

3 พี่น้องชาวสกอตแลนด์ทำลายสถิติพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุน ระยะทางกว่า 9,000 ไมล์เร็วที่สุดในโลก โดยใช้เวลาประมาณ 139 วันเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ส.ค. 2568 ว่า นายอีวาน, เจมี และลาคแลน แมคลีน จากเอดินบะระ ของสกอตแลนด์ เสร็จสิ้นการพายเรือจากเปรูข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังออสเตรเลีย ซึ่งมีระยะทางกว่า 9,000 กม.แล้ว โดยใช้เวลา 139 วัน กับอีก 5 ชั่วโมง 52 นาที

พี่น้องทั้ง 3 คนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสมาชิกครอบครัวและเพื่อนฝูงมากกว่า 50 คน รวมถึงเชลา แม่ของพวกเขา และแฟนๆ ในขณะที่พวกเขาพายเรือมาถึงเมืองแคร์นส์ (Cairns) ของออสเตรเลีย ในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. หรือเกือบ 5 เดือน หลังพวกเขาออกเดินทางจากกรุงลิมา เมื่อ 12 เม.ย.

เจมี ในวัย 31 ปี กล่าวว่า “อะไรๆ ยากขึ้นในช่วงท้าย และเราคิดจริงๆ ว่า อาหารของเราอาจหมดก่อน ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยล้าแค่ไหน เราก็ต้องเร่งมือและไปให้ถึงก่อนที่เสบียงของเราจะหมด และตอนนี้เราก็ได้กินอาหารเต็มอิ่มแล้ว”

“การพายเรือข้ามมหาสมุทรทำให้เราได้รู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้วอีกครั้ง เช่น การได้อาบน้ำ การนอนบนเตียง หรือแม้กระทั่งแค่การได้พิงอะไรที่อยู่นิ่งๆ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อ, ทรหด และเหนือจริงที่สุดในชีวิตของผมเลย”

“ถึงแม้ว่าผมอาจจะคิดถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ทั้งความสันโดษ, ดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก และอื่นๆ อีกมากมาย ตอนนี้ ผมดีใจมากๆ ที่ได้กลับมาอยู่บนพื้นดินกับเพื่อนๆ และครอบครัวที่ผมคิดถึงมากๆ เราคงต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งเพื่อซึมซับเรื่องทั้งหมดนี้”

3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ
3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ “โรส เอมิลี”

ทั้งนี้ พี่น้องชาวสกอตทั้ง 3 คนใช้เวลาวันละ 14 ชั่วโมงในการพายเรือไฟเบอร์คาร์บอนสั่งทำพิเศษข้ามมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับทั้งอาการบาดเจ็บ, สภาพอากาศสุดขั้ว และเสบียงอาหารที่หมดลงอย่างรวดเร็ว

อีวานวัย 33 ปี กับเจมี มีอาการเมาคลื่นอย่างรุนแรงในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเดินทาง ส่วนลาคแลน น้องเล็กซึ่งเพิ่งอายุครบ 27 ปี ถูกเหวี่ยงตกเรือขณะเฝ้ายามตอนกลางคืน ก่อนที่อีวานจะดึงเขากลับขึ้นเรือได้สำเร็จ

เรือที่พวกเขาใช้ มีชื่อว่า “โรส เอมิลี” ซึ่งตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่น้องสาวของทั้ง 3 คน ซึ่งสูญเสียไประหว่างการตั้งครรภ์ โดย 3 พี่น้องมีส่วนช่วยออกแบบและสร้างเรือลำนี้ด้วย

ทั้งนี้ ผู้ครองสถิติพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุนเร็วที่สุดคนก่อนคือ นายฟีโอดอร์ คอนยูคอฟ ชาวรัสเซีย โดยใช้เวลา 160 วัน ทำสถิติไว้เมื่อปี 2557

พี่น้องแมคลีนยังเคยพิชิตมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว ซึ่งระหว่างนั้นพวกเขาทำสถิติโลกถึง 3 อย่าง ได้แก่ พายเรือข้ามแอตแลนติกโดยใช้เวลาเพียง 35 วัน, กลายเป็นพี่น้อง 3 คนกลุ่มแรกที่พายเรือข้ามมหาสมุทรด้วยกัน และเป็นทีม 3 คนที่อายุน้อยที่สุดและเร็วที่สุดที่พายเรือจากหมู่เกาะคะแนรีไปยังเมืองแอนติกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : sky

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

30 ส.ค. 2568 23:01 น.

ยูเครนช็อก นักการเมืองคนดังถูกยิงดับกลางถนนในเมืองลวิฟ

อันดรีย์ ปารูบีย์ นักการเมืองคนดังของยูเครน ถูกมือปืนยิงเสียชีวิตขณะเดินบนถนนในเมืองลวิฟทางตะวันตก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตามล่าคนร้ายครั้งใหญ่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอันดรีย์ ปารูบีย์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรของยูเครน ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตกลางเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 โดยตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตามล่าตัวคนร้ายขนานใหญ่

ข่าวระบุว่า ภาพจากวิดีโอที่ยังไม่ได้รับการยืนยันแสดงให้เห็นว่า มือปืนแต่งกายในชุดพนักงานส่งพัสดุของบริษัท “โกลโว” (Glovo) สะพายกระเป๋าส่งของสีเหลือง เดินถืออาวุธเข้าหานายปารูบีย์ที่กำลังเดินอยู่บนถนนจากด้านหลัง ก่อนจะลงมือก่อเหตุแล้วหลบหนีไป โดยมีรายงานด้วยว่า คนร้ายมีจักรยานไฟฟ้า

ทั้งนี้ นายปารูบีย์ก้าวขึ้นมาเป็นนักการเมืองคนสำคัญของยูเครนระหว่างการประท้วงใหญ่ “ยูโรไมเดน” ซึ่งเป็นการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนการให้ยูเครนกระชับสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลของนายวิกตอร์ ยานูโควิช ประธานาธิบดีฝ่ายหนุนรัสเซียเมื่อปี 2557 และเป็นจุดเริ่มต้นความไม่สงบในภาคตะวันออก

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังมีปฏิบัติการพิเศษภายใต้ชื่อรหัสว่า “ไซเรน” (Siren) เพื่อแกะรอยและจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ โดยพวกเขากำลังใช้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยและทุกวิธีการที่จำเป็น

อัยการยูเครนหลายคนระบุว่า มือปืนไม่ทราบฝ่ายยิงปืนเข้าใส่นายปารูบีย์หลายนัด ทำให้เขาเสียชีวิตคาที่ ด้านแหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจยูเครนบอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า พบปลอกกระสุน 7 ปลอกในที่เกิดเหตุ

โฆษกของบริษัทโกลโวออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า ทางบริษัทตกใจมากกับการก่ออาชญากรรมอันโหดเหี้ยมนี้ และจะให้ความร่วมมือกับการสืบสวนอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

30 ส.ค. 2568 22:13 น.

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

กลุ่มฮูตีเผย นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ด้านอิสราเอลระบุว่า โจมตีเพื่อตอบโต้ที่ฮูตีใช้มิสไซล์ชนิดใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมนเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ส.ค.) สังหารนายกรัฐมนตรี อาเหม็ด อัล-ราฮาวี กับรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาลฝ่ายกบฏของพวกเขา

“ศัตรูชาวอิสราเอลมุ่งเป้าหมายไปที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการตามปกติ ซึ่งจัดโดยรัฐบาลเพื่อประเมินกิจกรรมและผลงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา” ประธานาธิบดีของรัฐบาลฮูตีระบุในแถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ที่กบฏฮูตีควบคุม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนได้ในปี 2559 พวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งมีประชาชนกว่า 70% ของทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับ ปกครองภาคใต้ และทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ฝ่ายอิสราเอลยังไม่ออกมายืนยันถ้อยแถลงของกบฏฮูตี แต่เมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า กองทัพมุ่งเป้าโจมตีผู้นำของกลุ่มฮูตี หลังจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ยิงมิสไซล์ติดตั้งหัวรบลูกปรายชนิดใหม่เข้าใส่อิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

30 ส.ค. 2568 14:30 น.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ ภาษีทรัมป์ ที่ออกมาในช่วงดำรงตำแหน่งขัดต่อกฎหมาย เสี่ยงพลิกนโยบายการค้าต่างประเทศ และอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่

คำตัดสินนี้จะกระทบต่อภาษีตอบโต้ที่ทรัมป์ประกาศใช้กับหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงภาษีต่อจีน เม็กซิโก และแคนาดาด้วย โดยคำตัดสินจะมีผลบังคับใช้วันที่ 14 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐต่อไปศาลอุทธรณ์สหรัฐมีคำตัดสินว่า ภาษีศุลกากรทรัมป์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ถือเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมาย โดยนับเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด  โดยในการลงมติ 7 ต่อ 4 ศาลได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ระบุว่า แม้กฎหมายสหรัฐ จะให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ภายหลังการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แต่อำนาจดังกล่าวมิได้รวมถึงการจัดเก็บภาษีศุลกากร อากร หรือการเก็บภาษีในลักษณะอื่นแต่อย่างใด โดยศาลอธิบายว่า กฎหมาย IEEPA ซึ่งผ่านในปี 1977 ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษี เนื่องจากการเก็บภาษีและกำหนดอัตราศุลกากรเป็น อำนาจหลักของสภาคองเกรส

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ศาลมีคำตัดสิน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social วิจารณ์คำตัดสินว่า หากคำตัดสินนี้ยังคงอยู่จริง มันจะทำลายสหรัฐอเมริกา โดยเขาย้ำว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และหากยกเลิกจะทำให้ประเทศอ่อนแอทางการเงิน

คำตัดสินนี้มีขึ้นจากการฟ้องร้องของธุรกิจขนาดเล็กและกลุ่มรัฐในสหรัฐ หลังทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารในเดือนเมษายน กำหนดภาษีขั้นต่ำ 10% ต่อเกือบทุกประเทศ และประกาศว่าเป็นวันปลดปล่อยอเมริกา จากนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภาษีทรัมป์

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

30 ส.ค. 2568 10:46 น.

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

เหตุประท้วงต่อต้านตำรวจและนักการเมืองในอินโดนีเซียบานปลายสู่โศกนาฏกรรม เมื่อผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมืองในเมืองมากัสซาร์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย 

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ผู้ประท้วงขว้างก้อนหินและระเบิดขวด ใส่อาคารสภาจังหวัดและสภาเมือง ก่อนที่เพลิงจะลุกลามอย่างหนัก นายราห์มัด มัปปาโทบา เลขานุการสภาเมืองมากัสซาร์ ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ถูกไฟคลอกติดอยู่ภายในอาคาร โดยสองคนเป็นเจ้าหน้าที่สภาท้องถิ่น และอีกหนึ่งคนเป็นข้าราชการ โดย 2 ใน 3 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุและอีก 1 รายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 4 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว ภาพถ่ายจากพื้นที่เผยให้เห็นอาคารสภาจังหวัดถูกเปลวไฟเผาโหมไม้ในช่วงกลางคืน

การประท้วงที่รุนแรงนี้ปะทุขึ้นหลังจากคลิปวิดีโอแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย แสดงภาพ อัฟฟาน คูร์เนียวาน  ไรเดอร์วัย 21 ปี ถูกรถยานเกราะของหน่วยตำรวจปราบจลาจล ขับทับเสียชีวิต ระหว่างการชุมนุมต่อต้านค่าจ้างต่ำและเบี้ยเลี้ยงหรูหราของสมาชิกรัฐสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนหลายเมืองใหญ่ รวมถึงจาการ์ตา ยอร์กยาการ์ตา บันดุง เซมารัง สุราบายา และเมดัน ออกมาประท้วงพร้อมกันทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ผ่านมา

ในกรุงจาการ์ตา ผู้ชุมนุมหลายร้อยรวมตัวหน้าสำนักงานกองพล Brimob ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการใช้กำลังรุนแรง โดยมีการจุดประทัดและพยายามพังประตูรั้ว ขณะที่ตำรวจตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา มีรายงานผู้ประท้วงดึงป้ายชื่อออกจากตัวอาคาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียด

ตำรวจยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ 7 นายถูกควบคุมตัวสอบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคูร์เนียวาน แต่คนขับรถหุ้มเกราะที่เป็นต้นเหตุยังไม่ถูกระบุตัว

สถานการณ์ครั้งนี้ถือเป็น การประท้วงครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในยุคของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเข้ารับตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งปี เขาถูกกดดันให้รีบออกมาเรียกร้องให้ประชาชนสงบ พร้อมสั่งสอบสวนเหตุการณ์ และเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ ปราโบโวซึ่งหาเสียงด้วยนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากโครงการประชานิยมมูลค่ามหาศาล เช่น โครงการอาหารฟรีมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลต้องตัดงบประมาณด้านอื่น ๆ และกระตุ้นความไม่พอใจของประชาชนมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซียประท้วง