พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

28 ธ.ค. 2568 10:39 น.

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุฤดูหนาวพัดถล่มพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดหิมะและน้ำแข็งสะสมอย่างหนัก นครนิวยอร์กทำสถิติหิมะตกหนักสุดในรอบเกือบ 4 ปี ด้านสายการบินสั่งยกเลิกและล่าช้ากว่า 9,000 เที่ยวบิน ขณะที่ผู้ว่าการรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินเตือนประชาชนเลี่ยงการเดินทางอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์พายุฤดูหนาวที่พัดถล่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาอย่างหนักตั้งแต่วันศุกร์ต่อเนื่องถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศกลายเป็นอัมพาตในช่วงสุดสัปดาห์หลังเทศกาลคริสต์มาส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) รายงานว่า สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คในนครนิวยอร์ก วัดปริมาณหิมะสะสมได้ประมาณ 11 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 ขณะที่พื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวยอร์ก รวมถึงรัฐคอนเนตทิคัต มีหิมะตกหนาระหว่าง 15-25 เซนติเมตร

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware ระบุว่า จนถึงช่วงเย็นวันเสาร์ (27 ธ.ค.) มีเที่ยวบินภายในประเทศสหรัฐฯ ถูกยกเลิกหรือล่าช้าสะสมกว่า 9,000 เที่ยวบิน โดยเฉพาะสนามบินหลัก 3 แห่งในนิวยอร์ก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ท่าอากาศยานลากวาร์เดีย และท่าอากาศยานนานาชาตินูอาร์ก ลิเบอร์ตี 

อย่างไรก็ตาม สายการบินหลักอย่าง American Airlines, United Airlines และ JetBlue ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนตั๋ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ

นางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กว่าครึ่งรัฐ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังสูงสุดตลอดช่วงพายุ เช่นเดียวกับรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งจำกัดการใช้รถบรรทุกเชิงพาณิชย์บนทางหลวงสายหลักหลายเส้นทางเนื่องจากสภาพถนนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและอันตราย

แม้ว่าในช่วงบ่ายวันเสาร์พายุจะเริ่มเบาบางลงและเหลือเพียงหิมะโปรยปรายเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนเรื่องอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ซึ่งอาจทำให้หิมะที่ละลายกลายเป็น “Black Ice” หรือแผ่นน้ำแข็งใสที่มองไม่เห็นบนพื้นผิวถนน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ขับขี่

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ย้อนสถิติความรุนแรงวิดีโอนี้รวบรวมภาพเหตุการณ์พายุหิมะพัดถล่มสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพความรุนแรงของพายุฤดูหนาวที่ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมและวิถีชีวิตของประชาชนในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน.

ที่มา Reuters

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

28 ธ.ค. 2568 06:43 น.

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

การเลือกตั้งในประเทศเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว 5 ปี หลังจากกองทัพก่อรัฐประหารจนทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ท่ามกลางข้อครหาจากหลายฝ่าย ที่ไม่เชื่อถือในการเลือกตั้งครั้งนี้

เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในประเทศเมียนมาได้เริ่มต้นขึ้น ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยรัฐบาลทหารผู้ปกครองประเทศได้โฆษณาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย หลังจากผ่านไป 5 ปีนับตั้งแต่ที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชน จนเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมือง

ในอดีตที่ผ่านมา กองทัพปกครองเมียนมามาเป็นส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ก่อนจะมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 10 ปีที่รัฐบาลพลเรือนก้าวขึ้นมากุมบังเหียนท่ามกลางกระแสความหวังและการปฏิรูป

ทว่าหลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางซูจี เอาชนะคู่แข่งฝ่ายสนับสนุนกองทัพได้อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2563 มิน อ่อง หล่าย ก็ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา โดยอ้างว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งในวงกว้าง

นางซูจี อดีตผู้นำพลเรือนกำลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากข้อหาต่าง ๆ ตั้งแต่การทุจริตไปจนถึงการละเมิดข้อบังคับควบคุมโควิด-19 ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างมองว่าข้อหาเหล่านี้มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วนพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามของเธอก็ถูกยุบไปด้วย

เหล่านักกิจกรรม นักการทูตตะวันตก และหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะเวลาหนึ่งเดือนในครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีแต่บรรดาพันธมิตรของกองทัพ และมีการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างอย่างรุนแรง มีผู้ที่กำลังถูกฟ้องร้องมากกว่า 200 ราย

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ถูกคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเหล่านักวิจารณ์มองว่านี่เป็นเพียงการนำระบอบเผด็จการทหารมาปรับภาพลักษณ์ใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากเมียนมากำลังแตกแยกจากสงครามกลางเมือง จึงจะไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่กลุ่มกบฏควบคุมอยู่

ส่วนในเขตเลือกตั้งในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งรอบแรกจากทั้งหมดสามรอบจะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 06:00 น. (ตรงกับ 06:30 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งครอบคลุมเขตเลือกตั้งในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และกรุงเนปิดอว์

ช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีภาพการรวมตัวชุมนุมอย่างคึกคักเหมือนที่นางซูจีเคยทำได้ในอดีต และรัฐบาลทหารยังได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงก่อนการเลือกตั้งเพื่อยึดคืนพื้นที่ดินแดนกลับมา

“เป็นไปไม่ได้เลยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและยุติธรรม” นางโม โม มยิน ซึ่งใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาในการ “หนีตาย” จากการโจมตีทางอากาศของรัฐบาลทหารกล่าว “เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพนี้เป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเรา?”

“เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย” หญิงวัย 40 ปีรายนี้กล่าว

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์จาก AFP แต่เขายืนหยัดวาดภาพการเลือกตั้งครั้งนี้มาโดยตลอดว่าเป็นหนทางไปสู่การปรองดอง

อนึ่ง การลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ก่อนจะถึงรอบที่สามซึ่งเป็นรอบสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเขตเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 1 ใน 5 ของทั้งหมด

“การเลือกตั้งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปราบปรามอย่างเห็นได้ชัด” นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านนายซอ ตุน เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยในภาคสะกายทางตอนเหนือของประเทศกล่าวว่า “มีหลายวิธีที่จะสร้างสันติภาพในประเทศนี้ แต่พวกเขาไม่เลือกวิธีเหล่านั้น กลับเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งแทน … เราจะสู้ต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด พบศพ 4 นักไต่เขา โดนหิมะถล่มกลืนหายในวันคริสต์มาส

สลด พบศพ 4 นักไต่เขา โดนหิมะถล่มกลืนหายในวันคริสต์มาส

28 ธ.ค. 2568 04:10 น.

สลด พบศพ 4 นักไต่เขา โดนหิมะถล่มกลืนหายในวันคริสต์มาส

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของกรีซพบศพนักไต่เขาที่เผชิญกับหิมะถล่มและสูญหายไปเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมาแล้ว และกำลังดำเนินการเก็บกู้ร่างลงจากเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ธ.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่พบศพนักไต่เขา 4 คน ที่สูญหายหลังจากถูกหิมะถล่มฝังทั้งเป็นบนภูเขา “วาร์ดูเซีย” (Vardousia) ตอนกลางของประเทศกรีซ เมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมาแล้ว

สำนักข่าว ERT ของรัฐบาลกรีซรายงานว่า ร่างของชาย 3 รายและหญิง 1 รายถูกพบเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากมีการระดมกำลังค้นหาครั้งใหญ่ในพื้นที่แถบภูเขาของภูมิภาคโฟกิดา (Fokida)

เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ซึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยของกรีซ พบร่างของผู้เสียชีวิตถูกหิมะคลุมไว้บางส่วนบริเวณทางลาดชันที่เข้าถึงได้ยากใกล้กับยอดเขาโคราคัส (Korakas peak) ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร (6,561 ฟุต) โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่ากลุ่มนักเดินป่าถูกหิมะถล่มพัดพาไป

ทางการระบุว่า นักไต่เขากลุ่มนี้เริ่มออกเดินทางขึ้นเขาในช่วงที่สภาพอากาศยังเอื้ออำนวย แต่ทว่าสภาพอากาศกลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากระดับความสูงและลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ดังกล่าว

นายวาซิลิส วาทราโกเกียนนิส โฆษกสำนักงานดับเพลิงแห่งชาติกรีซ บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า เพื่อนของชายทั้ง 3 คนเป็นผู้แจ้งเหตุหลังจากที่พวกเขาไม่กลับมาตามกำหนดเวลาที่คาดไว้

“สภาพอากาศนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำมากและทัศนวิสัยที่ย่ำแย่” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทั้งโดรนและเฮลิคอปเตอร์ตรวจหาอะไรไม่พบเลย

นายวาทราโกเกียนนิสกล่าวต่อว่า ในเวลาต่อมาทีมภาคพื้นดินของหน่วยดับเพลิงได้พบร่างของชาย 3 ราย และผู้หญิงอีก 1 ราย ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นเพื่อนของผู้แจ้งเหตุ และเดิมทีไม่ได้ถูกคาดหมายว่าจะเข้าร่วมในการปีนเขาในครั้งนี้ด้วย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยร่างหนึ่งได้รับการเคลื่อนย้ายสำเร็จแล้วโดยการใช้เฮลิคอปเตอร์ยกตัวขึ้นไป ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงพยายามเคลื่อนย้ายร่างที่เหลืออีก 3 รายไปยังที่ราบสูงใกล้เคียง เพื่อที่จะได้ใช้รอกกว้านดึงขึ้นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครน ก่อนเซเลนสกีเดินทางพบ โดนัลด์ ทรัมป์

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครน ก่อนเซเลนสกีเดินทางพบ โดนัลด์ ทรัมป์

28 ธ.ค. 2568 03:41 น.

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครน ก่อนเซเลนสกีเดินทางพบ โดนัลด์ ทรัมป์

กองทัพรัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์จำนวนมากเข้าโจมตีแคว้นเคียฟของยูเครน จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ในขณะที่ผู้นำยูเครนกำลังเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเจรจากับโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียระดมโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนอย่างหนักด้วยโดรนและขีปนาวุธเมื่อวันเสาร์ (27 ธ.ค. 2568) ในขณะที่ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กำลังเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเจรจาเรื่องแผนการสันติภาพ

ทางการยูเครนระบุว่า การระดมยิงโดรนและขีปนาวุธอย่างหนักนานร่วม 10 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บหลายสิบคน และทำให้ประชาชนในแคว้นเคียฟกว่า 600,000 คนต้องขาดแคลนไฟฟ้าและระบบทำความร้อนท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บจนติดลบ

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่า มีอาคารที่พักอาศัยประมาณ 2,600 แห่งถูกโจมตี รวมถึงโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก และอาคารบริการสังคมอีกมากกว่า 300 แห่ง

เซเลนสกีกล่าวว่า รัสเซียส่งโดรนประมาณ 500 ลำ และขีปนาวุธอีก 40 ลูก ถล่มเมืองหลวงและพื้นที่โดยรอบ และการโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ต้องการยุติการรุกรานที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายหมื่นราย

“ตัวแทนของรัสเซียเข้าร่วมการเจรจาอันยาวนาน แต่ในความเป็นจริง ขีปนาวุธคินซาล (Kinzhal) และโดรนชาเฮด (Shahed) ต่างหากที่พูดแทนพวกเขา” นายเซเลนสกีกล่าว และเสริมว่า “พวกเขาไม่ต้องการจบสงคราม และพยายามใช้ทุกโอกาสเพื่อสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ยูเครนมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่อผู้อื่นทั่วโลก”

ก่อนหน้าการเจรจาระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์ที่จะเริ่มขึ้นที่รัฐฟลอริดาวันอาทิตย์นี้ (28 ธ.ค.) ทางการรัสเซียออกมาระบุว่า กรุงเคียฟและผู้สนับสนุนในสหภาพยุโรป (EU) กำลังพยายาม “ล้ม” แผนการยุติการสู้รบที่สหรัฐฯ เคยเป็นคนกลางเจรจาไว้ก่อนหน้านี้

ด้านกองทัพรัสเซียระบุว่า ได้ใช้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (ความเร็วเหนือเสียง) และโดรนในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน “ที่ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของกองทัพยูเครน” รวมถึงพื้นที่ทางทหารต่าง ๆ

อนึ่ง การพบปะกันระหว่างนายเซเลนสกีกับนายทรัมป์ที่รัฐฟลอริดาในวันอาทิตย์นี้ มีขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพใหม่ ขณะที่ทรัมป์กำลังเร่งความพยายามในการยุติความขัดแย้งครั้งร้ายแรงที่สุดของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

แผนการใหม่ซึ่งมีทั้งหมด 20 ข้อ จะเป็นการระงับสงครามไว้ที่แนวรบปัจจุบัน แต่อาจกำหนดให้ยูเครนต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ทางตะวันออก หรือภูมิภาคดอนบาส และอาจมีการจัดตั้งเขตปลอดทหาร (Buffer zone) ขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ตามรายละเอียดที่เซเลนสกีเปิดเผยในสัปดาห์นี้

ข้อเสนอใหม่ดังกล่าว เป็นการยอมรับที่ชัดเจนที่สุดของยูเครน ว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการยอมสละดินแดน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากข้อเสนอ 28 ข้อที่วอชิงตันเสนอเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปตามข้อเรียกร้องหลักของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Politico เมื่อวันศุกร์เกี่ยวกับแผนของเซเลนสกีว่า “เขา (เซเลนสกี) ยังไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น จนกว่าผมจะอนุมัติ” พร้อมกล่าวเสริมว่า “เดี๋ยวเราก็จะได้เห็นกันว่าเขามีอะไรมาเสนอ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าไต้หวัน ไทเปสะเทือน TSMC อพยพโรงงาน

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าไต้หวัน ไทเปสะเทือน TSMC อพยพโรงงาน

28 ธ.ค. 2568 02:08 น.

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าไต้หวัน ไทเปสะเทือน TSMC อพยพโรงงาน

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.6 นอกชายฝั่งของไต้หวัน สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเกาะ รวมถึงในกรุงไทเป ขณะที่บริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ต้องอพยพโรงงานบางแห่งเพื่อความปลอดภัย

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.6 แมกนิจูด บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน เมื่อเวลา 23:05 น. วันเสาร์ที่ผ่านมา (27 ธ.ค. 2568) ตามเวลาท้องถิ่น จุดศูนย์กลางห่างจากเมืองอี๋หลานซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งประมาณ 32 กิโลเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยากลางของไต้หวันระบุขนาดของแผ่นดินไหวไว้ที่ 7.0 แมกนิจูด แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวสามารถรับรู้ได้ทั่วทั้งเกาะ รวมถึงในกรุงไทเปซึ่งเป็นเมืองหลวง โดยอาคารต่าง ๆ เกิดการสั่นไหวจากแรงกระแทก

แผ่นดินไหวครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางลึกลงไปใต้ดิน 70 กิโลเมตร และยังไม่มีรายงานความเสียหายในวงกว้างหรือผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด และไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ

อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีฝ้าเพดานบางส่วนถล่มลงมาและชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ตล้มระเนระนาด ขณะที่ผู้ให้บริการรถไฟได้สั่งชะลอความเร็วของรถไฟธรรมดาและรถไฟความเร็วสูงบางเส้นทางเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

แรงสั่นสะเทือนยังทำให้บริษัท TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องอพยพผู้คนออกจากโรงงานบางแห่งเพื่อความปลอดภัย โดย TSMC ยืนยันว่า ระบบความปลอดภัยในการทำงานของโรงงานทุกแห่งยังคงทำงานเป็นปกติ

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : dw

รถชน 50 คันรวด บนทางด่วนญี่ปุ่น ดับแล้ว 2 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

รถชน 50 คันรวด บนทางด่วนญี่ปุ่น ดับแล้ว 2 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

27 ธ.ค. 2568 23:41 น.

รถชน 50 คันรวด บนทางด่วนญี่ปุ่น ดับแล้ว 2 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันต่อเนื่องกว่า 50 คัน บนทางด่วนในภาคกลางของญี่ปุ่น ทำให้เกิดไฟลุกไหม้รถนับสิบคัน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของตำรวจญี่ปุ่นว่า เกิดเหตุรถชนกันระนาวกว่า 50 คัน ทางด่วนคันเอตสึ (Kan-etsu) ในเมืองมินาคามิ จังหวัดกุมมะ ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลาประมาณ 19:30 น. วันศุกร์ที่ 26 ธ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 26 ราย

ตำรวจระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากการเฉี่ยวชนกันระหว่างรถบรรทุก 2 คัน ก่อนจะทำให้รถชนต่อเนื่องกว่า 50 คัน และมีรถอย่างน้อย 10 คันเกิดไฟลุกไหม้ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมงครึ่งจึงจะสามารถดับไฟได้สำเร็จ

ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชราวัย 77 ปี จากกรุงโตเกียว และพบร่างผู้เสียชีวิตอีกรายอยู่บนที่นั่งคนขับภายในซากรถบรรทุกที่ถูกไฟไหม้ นอกจากนี้ ตำรวจยังระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 5 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 21 ราย

ในช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุมีการประกาศเตือนภัยหิมะตกหนัก โดยตำรวจเชื่อว่าสภาพถนนที่จับตัวเป็นน้ำแข็งจนลื่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้รถบรรทุกเสียหลักลื่นไถลบนท้องถนน

หลังเกิดเหตุ ทางหลวงช่วงดังกล่าวได้ถูกสั่งปิด โดยมีรถยนต์จำนวนมากจอดติดค้างอยู่บนเลนขาออก และหลายคันถูกไฟไหม้เกรียมจนจำสภาพเดิมไม่ได้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการลากรถเหล่านั้นออกจากพื้นที่

ด้านบริษัท Nexco ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางด่วนสายนี้ระบุว่า จำเป็นต้องตรวจสอบว่าพื้นผิวถนนได้รับความเสียหายจากความร้อนของไฟหรือไม่ พร้อมทั้งแจ้งเตือนผู้ร่วมทางให้หลีกเลี่ยงการใช้ทางหลวงสายนี้

ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งเล่าให้สำนักข่าว NHK ฟังว่า เขาได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นจากปลายแถวของรถที่ชนกัน และเห็นไฟลุกไหม้ระหว่างเกิดอุบัติเหตุ จากนั้นเปลวไฟได้ลุกลามไปยังรถคันอื่น ๆ ก่อนที่เขากับคนอื่น ๆ อีกประมาณ 50 คนจะถูกอพยพไปยังด่านเก็บค่าผ่านทางที่อยู่ใกล้เคียง และต้องค้างคืนที่บริเวณโถงทางเดินของด่านแห่งนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือมีดแทงผู้คน สาดน้ำยาฟอกขาวใน รง.ญี่ปุ่น เจ็บ 15 ราย แค้นโดนรังแก

มือมีดแทงผู้คน สาดน้ำยาฟอกขาวใน รง.ญี่ปุ่น เจ็บ 15 ราย แค้นโดนรังแก

27 ธ.ค. 2568 22:21 น.

มือมีดแทงผู้คน สาดน้ำยาฟอกขาวใน รง.ญี่ปุ่น เจ็บ 15 ราย แค้นโดนรังแก

มือมีดก่อเหตุแทงผู้คนในโรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และใช้สารที่คาดว่าเป็นน้ำยาฟอกขาวในการโจมตีด้วย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย สาเหตุคาดว่ามาจากความแค้นที่โดนรังแก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อดีตลูกจ้างถูกจับกุมหลังก่อเหตุใช้มีดไล่แทงผู้คน 8 ราย และสาดสารเคมีที่คาดว่าเป็นน้ำยาฟอกขาวจนมีผู้บาดเจ็บอีก 7 คน ที่โรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งหนึ่งในภาคกลางของญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 ธ.ค. 2568) คนร้ายอ้างถูกลูกจ้างอีกคนรังแกมาตลอด

สำนักงานดับเพลิง “ฟุจิซัน นันโตะ” เปิดเผยว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทั้งหมด 8 ราย หลังจากชายคนดังกล่าวใช้มีดไล่แทงภายในโรงงานของบริษัท “โยโกฮามะ รับเบอร์” (Yokohama Rubber Co.) ในเมืองมิชิมะ จังหวัดชิซุโอกะ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว

นอกจากนี้ หน่วยดับเพลิงยังบอกกับสำนักข่าว Associated Press ว่า ในบรรดาผู้ที่ถูกแทงนั้น มี 5 รายที่อยู่ในอาการสาหัส ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ยังไม่มีการเปิดเผยเพิ่มเติม

ตำรวจจังหวัดชิซุโอกะระบุว่า ผู้ก่อเหตุคือนาย มาซากิ โอยามะ อดีตลูกจ้างของบริษัท โยโกฮามะ รับเบอร์ วัย 38 ปี ถูกลูกจ้างคนอื่นๆ ควบคุมตัวไว้ได้จนตำรวจมาถึง และจับกุมตัวเขาในข้อหาพยายามฆ่า โดยเป้าหมายหลักของเขาคือลูกจ้างวัย 28 ปีของโรงงานแห่งนี้ ซึ่งนายโอยามะอ้างกับตำรวจว่า เป็นผู้ที่รังแกเขามาตลอด

ด้านหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง “อาซาฮี” รายงานโดยอ้างข้อมูลจากพนักงานสอบสวนว่า ผู้ต้องสงสัยพกมีดเดินป่า (survival knife) และสวมสิ่งที่มีลักษณะคล้ายหน้ากากกันก๊าซพิษในขณะก่อเหตุ

หน่วยดับเพลิงระบุเพิ่มเติมว่า มีบุคคลอื่นอีก 7 รายที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกสาดด้วยน้ำยาฟอกขาวระหว่างการโจมตี และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , asahi

กองเชียร์คึกคัก แห่ให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ปราจีนบุรี วันแรก ลุ้นจับสลากหมายเลข

กองเชียร์คึกคัก แห่ให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ปราจีนบุรี วันแรก ลุ้นจับสลากหมายเลข

27 ธ.ค. 2568 21:09 น.

กองเชียร์คึกคัก แห่ให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ปราจีนบุรี วันแรก ลุ้นจับสลากหมายเลข

บรรยากาศคึกคัก รับสมัคร สส.ปราจีนบุรี วันแรก บรรดากองเชียร์ยืนต้อนรับ มอบพวงมาลัยดอกไม้ให้กำลังใจผู้สมัครกันอย่างเนืองแน่น 

วันที่ 27 ธ.ค. 68 จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดปราจีนบุรี กำหนดสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้ง ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมทวาราวดีรีสอร์ท ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ ในจังหวัดปราจีนบุรี มีเขตการเลือกตั้ง 3 เขต โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี, อำเภอบ้านสร้าง และอำเภอศรีมโหสถ เขตเลือกตั้งที่ 2  ได้แก่ อำเภอศรีมหาโพธิ, อำเภอประจันตคาม และอำเภอนาดี (ยกเว้นตำบลทุ่งโพธิ์ และตำบลแก่งดินสอ) และเขตเลือกตั้งที่ 3  ได้แก่ อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอนาดี (เฉพาะตำบลทุ่งโพธิ์และตำบลแก่งดินสอ)

โดยบรรยากาศรับสมัครรับเลือกตั้งในวันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สมัครเดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครก่อนเวลา 8.30 น. ทางคณะกรรมการเลือกตั้งจึงให้ผู้สมัครทำการตกลงกัน ซึ่งผู้สมัครเขต 1-2 ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องทำการจับสลาก โดยมีผลการจับสลาก ดังนี้

เขตเลือกตั้งที่ 1

นายอำนาจ วิลาวัลย์ (พรรคภูมิใจไทย) ได้หมายเลข 1

นายชนกานต์ ศรีเอียด (พรรคประชาชน) ได้หมายเลข 2

พ.ต.อ.สมศักดิ์ นารอด (พรรคโอกาสใหม่) ได้หมายเลข 3

นายจิตร์รา สังข์สี (พรรคเพื่อไทย) ได้หมายเลข 4

นายไพฑูรย์ นาคหิรัญ (พรรคกล้าธรรม)  ได้หมายเลข 5

เขตเลือกตั้งที่ 2  

นางสาวพรทิพย์พา ฤทธิ์ประเสริฐ (พรรคประชาธิปัตย์) ได้หมายเลข 1

นางสาวศิริรัตน์ ศิริรักษ์ (พรรคประชาชน)  ได้หมายเลข 2

นายชยุต ภุมมะกาญจนะ (พรรคภูมิใจไทย) ได้หมายเลข 3

นายกันพิเชฐษ์ มลิเกตุ   (พรรคไทยภักดี) ได้หมายเลข 4

นายสมเกียรติ คำดำ (พรรคเพื่อไทย) ได้หมายเลข 5

นายสุรศักดิ์ หร่ำเดช (พรรคเสรีรวมไทย) ได้หมายเลข 6

เขตเลือกตั้งที่ 3 

มีผู้สมัคร 3 ราย สามารถตกลงกันได้ 

โดยมีนายคงกฤช หงษ์วิไล (พรรคเพื่อไทย) ได้หมายเลข 1

ดร.สฤษดิ์ บุตรเนียร (พรรคภูมิใจไทย) หมายเลข 2

นายสุนทร คมคาย (พรรคประชาชน) ได้หมายเลข 3 

หลังจากผู้สมัครได้ยืนหลักฐานเป็นที่เรียบร้อย บรรดากองเชียร์ได้ยืนรอมอบพวงมาลัย ดอกไม้ ให้แก่ผู้สมัครของตนเองกันอย่างคึกคัก ซึ่งผู้สมัครส่วนใหญ่แม้ว่าจะอยู่คนละพรรค แต่ก็มีการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ก่อนผู้สมัครจะเดินทางลงพื้นที่เพื่อหาคะแนนเสียงต่อไป

“ปิยะ ปิตุเตชะ” ปัดลาออก นายก อบจ. มาลง สส. บอกเชียร์ทั้งภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์

"ปิยะ ปิตุเตชะ" ปัดลาออก นายก อบจ. มาลง สส. บอกเชียร์ทั้งภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์

27 ธ.ค. 2568 17:06 น.

“ปิยะ ปิตุเตชะ” ปัดลาออก นายก อบจ. มาลง สส. บอกเชียร์ทั้งภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์

“ปิยะ ปิตุเตชะ” ปัดลาออก นายก อบจ.ระยอง มาลงสมัคร สส. บอกมาเชียร์ทุกพรรค แต่ในใจให้ “ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์”

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดรับสมัครวันแรกพบว่ามีผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ เดินทางมาสมัครอย่างคึกคัก และมีกองเชียร์มาให้กำลังใจจำนวนมาก ซึ่งในช่วงของการตรวจสอบเอกสารคุณสมบัติ พบว่า ผู้สมัคร 1 ราย คือ น.ส.เขมิกา กอเซ็ม ผู้สมัครเขต 2 พรรคภูมิใจไทย ถูกตัดสิทธิ์ 1 คน เนื่องจากขาดคุณสมบัติ เพราะในช่วงการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้มีการไปเลือกตั้ง ซึ่งทางพรรคจะต้องไปหาผู้สมัครใหม่ต่อไป

ขณะที่ นายปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง บ้านใหญ่ระยอง ที่ก่อนหน้านี้ไปเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า คนอื่นเข้าใจผิดว่าตนเองลาออกจาก นายก อบจ. มาเป็นผู้สมัคร สส. แต่จริงๆ แล้วยังเป็น นายก อบจ. เหมือนเดิม มาเชียร์ทุกพรรค ส่วนในใจเชียร์ช่วยผู้สมัครภูมิใจไทย 3 เขต กับประชาธิปัตย์ 2 เขต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยะ ปิตุเตชะ เป็นพี่ชายของนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง ทำให้เป็นที่จับตาว่าเลือกตั้งครั้งนี้ใน จ.ระยอง จะเป็นการสู้กันเองระหว่างตระกูลปิตุเตชะ ที่แตกออกเป็น 2 ขั้ว คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์

“บุน รานี” ภริยาฮุน เซน เยี่ยมทหารกัมพูชาบาดเจ็บ มอบเงิน–อุปกรณ์แพทย์ เสริมกำลังโรงพยาบาลแนวหน้า

“บุน รานี” ภริยาฮุน เซน เยี่ยมทหารกัมพูชาบาดเจ็บ มอบเงิน–อุปกรณ์แพทย์ เสริมกำลังโรงพยาบาลแนวหน้า

27 ธ.ค. 2568 11:44 น.

“บุน รานี” ภริยาฮุน เซน เยี่ยมทหารกัมพูชาบาดเจ็บ มอบเงิน–อุปกรณ์แพทย์ เสริมกำลังโรงพยาบาลแนวหน้า

“บุน รานี” ปธ.สภากาชาดกัมพูชา ลงพื้นที่เยี่ยมทหารบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดน ที่รพ.จังหวัดกำปงธม มอบเงิน 40 ล้านเรียล พร้อมเครื่องมือแพทย์ขั้นสูง ย้ำเดินหน้าดูแลทหาร ครอบครัว ปชช.เปราะบาง

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวของกัมพูชารายงานว่า AKP ของกัมพูชา รายงานว่านางบุน รานี ฮุน เซน ประธานสภากาชาดกัมพูชา ลงพื้นที่เยี่ยมทหารกัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บและพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดกำปงธม เพื่อให้กำลังใจและมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

รายงานระบุว่า ทหารกลุ่มนี้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน ขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยประธานสภากาชาดได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมย้ำถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สภากาชาดกัมพูชาได้มอบเงินจำนวน 40 ล้านเรียล หรือประมาณ 350,000 บาท เพื่อสนับสนุนโครงการอาหารของโรงพยาบาล รวมถึงมอบเงินสดและสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ป่วยเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ ตามคำร้องขอของผู้บริหารโรงพยาบาล สภากาชาดยังได้ส่งมอบ เครื่องเอกซเรย์แขน C (C-Arm) และ เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ เพื่อยกระดับศักยภาพการวินิจฉัยและการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลจังหวัด ขณะเดียวกัน ยังได้มอบน้ำดื่มและเครื่องดื่มรวม 400 ลัง ให้แก่ฝ่ายปกครองจังหวัด เพื่อนำไปแจกจ่ายในกิจกรรมด้านมนุษยธรรมต่อไป

ที่มา AKP