อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

29 ส.ค. 2568 07:51 น.

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

ม็อบแรงงานอินโดฯ ประท้วงเดือด นับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้ารัฐสภา ในกรุงจาการ์ตา แสดงพลังประท้วงค่าแรงต่ำ เรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และถอนสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวจาการ์ตา โพสต์ ของอินโดนีเซีย รายงานว่า แรงงานชาวอินโดนีเซียนับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงพลังประท้วงรัฐบาลไม่แก้ปัญหาค่าแรงต่ำ การจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง ขณะที่สหพันธ์แรงงานอินโดนีเซียและพรรคแรงงานเป็นแกนนำกดดันรัฐบาลให้เร่งแก้กฎหมายแรงงานและปฏิรูประบบภาษีแรงงาน

รายงานข่าวระบุว่าผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ หยุดการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก และจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์เลิกจ้าง รวมถึงเสนอปรับระบบภาษีแรงงาน โดยขอให้เพิ่มเพดานรายได้ไม่ต้องเสียภาษีเป็น 7.5 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือประมาณ 10,600 บาท  พร้อมยกเว้นภาษีเงินชดเชยเลิกจ้าง โบนัสวันหยุด และเงินออมเพื่อการเกษียณ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังผลักดันให้สภาผ่านกฎหมายใหม่ด้านแรงงาน ออกกฎหมายยึดทรัพย์สินในคดีทุจริต และปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งก่อนศึกเลือกตั้งทั่วไปปี 2572

โดยประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงคือ สิทธิพิเศษของบรรดา ส.ส. ที่นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือเกือบ 100,000 บา) ซึ่งสูงเกือบ 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำกรุงจาการ์ตา ซึ่งหลังถูกแรงงานกดดันหนัก ล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรออกมาชี้แจงว่า ส.ส.ทั้ง 580 คน จะได้รับเบี้ยเลี้ยงนี้ถึงแค่เดือนตุลาคมนี้เท่านั้น.

แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง "Psy" กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

29 ส.ค. 2568 06:35 น.

แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง Psy กังนัมสไตล์ ถูกตำรวจเกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์ หลังรับยาจิตเวชจากโรงพยาบาลโดยไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายปาร์ก แจซัง หรือ “ไซ” (Psy) แร็พเปอร์ชื่อดังเจ้าของเพลง ฮิต “กังนัม สไตล์” (Gangnam Style) กำลังเผชิญการสอบสวนจากตำรวจเกาหลีใต้ หลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการแพทย์ ด้วยการรับยาจิตประสาทจากโรงพยาบาลผ่านบุคคลอื่น โดยที่เขาไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

โดยตำรวจสถานีซอดามุน ในกรุงโซล เปิดเผยว่า ได้ตั้งข้อหานายปาร์ค แจซัง และแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโซล หลังพบพฤติกรรมผิดปกติว่าไซได้รับใบสั่งยาสำหรับยาจิตประสาท ได้แก่ แซแน็กซ์ (Xanax) และ สติลน็อกซ์ (Stilnox) ซึ่งใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า โดยมีผู้จัดการส่วนตัวและบุคคลอื่นไปรับยาที่โรงพยาบาลแทน ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

ตำรวจเปิดเผยว่าได้รับเบาะแสเรื่อนี้ก่อนเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลเพื่อยึดบันทึกการรักษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะถูกใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวนต่อไป ขณะที่กฎหมายเกาหลีใต้ห้ามเด็ดขาดการสั่งจ่ายยาผ่านคนกลาง เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเสพติดและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยแบบพบหน้า แต่มีรายงานว่าแพทย์เจ้าของไข้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นการรักษาทางไกล

ทางด้านค่ายเพลง “P Nation” ของไซ ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า การให้บุคคลอื่นไปรับยานอนหลับแทนเป็นความผิดพลาด แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การสั่งยาผ่านคนกลาง เพราะไซมีการรักษาและได้รับใบสั่งยาจากแพทย์จริง.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

28 ส.ค. 2568 23:43 น.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568  นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

 รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

28 ส.ค. 2568 22:42 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ หลังอาคาร EU และ British Council ในยูเครนถูกโจมตีหนัก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในกรุงเคียฟเพิ่มเป็น 19 ศพ 

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายตีมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานกลาโหมยูเครนที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบ โดยการยิงขีปนาวุธถฃ่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 4 คน อายุเพียง 2 ขวบ 14 ปี และ 17 ปี ตามการเปิดเผยของ 

โดยกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้ อาวุธโจมตีทางอากาศรวม 629 ชนิด แบ่งเป็นโดรน 598 ลำ และขีปนาวุธ 31 ลูก ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่าเป้าหมายคือ โรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร และฐานทัพอากาศของยูเครน พร้อมย้ำว่าใช้อาวุธแม่นยำสูง 

ทางด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย  ย้ำว่ารัสเซียยังสนใจการเจรจาสันติภาพ แต่ ปฏิบัติการพิเศษทางทหารยังคงเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป ในกรุงเคียฟ รวมทั้งอาคาร British Council ก็ได้รับความเสียหาย ทำให้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบทันที โดยนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น การก่อการร้ายต่อพลเรือนและแม้กระทั่งสหภาพยุโรปเอง 

ทางด้านเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศว่า รัสเซียกำลังฆ่าเด็กและพลเรือน ทำลายทุกความหวังสันติภาพ พร้อมเผยว่าได้มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบอย่างเป็นทางการแล้ว.

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

28 ส.ค. 2568 16:13 น.

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

ทางการสิงคโปร์ประกาศใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดขึ้นกับผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเข้ามาใช้ในประเทศ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มโทษปรับ ขยายเวลาจำคุก และการลงโทษด้วยการเฆี่ยน

แม้สิงคโปร์จะเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ประกาศห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2018 แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พบการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมยาอีโตมิเดต (etomidate) ซึ่งเป็นยาชาชนิดหนึ่ง ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยอมรับว่าปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติด หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kpods นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผลการทดสอบบุหรี่ไฟฟ้าของกลาง 100 ชิ้นในเดือนกรกฎาคม พบว่าหนึ่งในสามมีส่วนผสมของยาอีโตมิเดต นอกจากนี้ยังพบวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่แสดงภาพวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมีพฤติกรรมผิดปกติขณะสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสร้างความกังวลในหมู่ประชาชนที่ให้การสนับสนุนกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดของรัฐบาล

นายออง เย กุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ กล่าวว่ากฎหมายที่เข้มงวดขึ้นมีความจำเป็น เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็น “ประตูสู่การใช้สารเสพติดที่รุนแรง” และทำหน้าที่เป็น “อุปกรณ์ส่งสาร” เสพติด

รัฐบาลได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ สำหรับผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วไป จะถูกปรับตั้งแต่ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 13,000 บาท) และต้องเข้ารับการบำบัดที่รัฐกำหนด ส่วนผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมอีโตมิเดตจะได้รับโทษที่หนักกว่า

ขณะที่ผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติด อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และถูกเฆี่ยน 15 ครั้ง สำหรับชาวต่างชาติ นอกจากจะได้รับโทษเช่นเดียวกับชาวสิงคโปร์แล้ว ยังอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและพำนัก และถูกเนรเทศออกจากประเทศ นอกจากนั้น กฎหมายนี้บังคับใช้กับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ทางการจะติดตั้งป้ายเตือนและจัดเตรียมถังทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าที่สนามบินชางงี เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถทิ้งอุปกรณ์ได้ก่อนเข้าประเทศ

กฎหมายใหม่นี้เป็นมาตรการชั่วคราวในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ระหว่างที่รัฐบาลกำลังพิจารณาออกกฎหมายถาวรเพื่อจัดการกับอีโตมิเดตและยาเสพติดอื่น ๆ ที่อาจถูกใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต

พร้อมกันนี้ ทางการได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ด้านสาธารณสุขและมาตรการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปด้วย โดยมีการโฆษณาเตือนภัยบนรถโดยสาร รถไฟ และพื้นที่สาธารณะ มีการจัดตั้งถังทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าตามโรงเรียนและสโมสรชุมชน รวมถึงจัดให้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีการลาดตระเวนและตรวจค้นแบบสุ่มตามรถไฟ สถานีขนส่ง และสวนสาธารณะ เพื่อตรวจจับผู้กระทำผิดอีกด้วย

นอกจากนี้ การตรวจสอบตามชายแดนและจุดเข้าประเทศก็ได้รับการยกระดับ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากถูกลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าของสิงคโปร์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มกำหนดกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการใช้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เช่น สหราชอาณาจักรที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งตั้งแต่เดือนมิถุนายน และออสเตรเลียที่เริ่มห้ามการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2023.

ที่มา BBC

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

28 ส.ค. 2568 14:45 น.

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงสวีเดน ร้องทบทวนการขายเครื่องบินกริพเพนให้ไทย ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอธิปไตยของกัมพูชา

นายแก้ว รามี ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงนายเฟรดริก มัลม์เบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนสวีเดน เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (อี/เอฟ) ให้แก่ประเทศไทย เพื่อรักษาหลักการด้านสิทธิมนุษยชน

นายแก้ว ระบุว่า “ในนามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพและชื่นชมอย่างสูงสุดต่อราชอาณาจักรสวีเดน เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สวีเดนยืนหยัดในฐานะผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสันติภาพ เป็นแบบอย่างอันสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกประเทศยึดมั่นในศักดิ์ศรีและความยุติธรรมสำหรับประชาชนทุกคน

ด้วยความเป็นผู้นำทางศีลธรรมอันยาวนานของสวีเดน เราจึงจำเป็นต้องแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับข้อตกลงการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (E/F) ให้แก่กองทัพไทย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การขายเครื่องบินดังกล่าวไม่เพียงแต่จะบั่นทอนสันติภาพและความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงที่เครื่องบินลำนี้จะถูกนำไปใช้ในการรุกรานกัมพูชา ซึ่งทำให้พลเรือนตกอยู่ในอันตรายและคุกคามอธิปไตยของชาติ

ดังที่ท่านทราบ ในอดีตเคยมีกรณีที่เครื่องบินทหารไทยถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างน่าเศร้าแก่พลเรือนชาวกัมพูชา การอนุญาตให้มีการโอนย้ายเครื่องบินดังกล่าวในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพไทยต้องทำซ้ำประวัติศาสตร์ดังกล่าว

ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาเจนีวา รัฐต่างๆ ถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเอื้อต่อการรุกรานหรือบั่นทอนสันติภาพในภูมิภาคโดยอ้อม ในบริบทนี้ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของสวีเดนกับไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าไม่ใช่การค้าที่เป็นกลาง แต่เป็นการกระทำที่เอื้ออำนวยซึ่งอาจส่งเสริมการยกระดับทางทหารและการรุกรานจากไทยซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ทรมานของมนุษย์

สวีเดนมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชา การขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เอื้ออำนวยดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามและขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความสำคัญอันยาวนานของสวีเดนในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน สวีเดนต้องมั่นใจว่านโยบายการค้าอาวุธไม่ได้ถูกชี้นำโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และการป้องกันความทุกข์ทรมาน

เราขอเรียกร้องสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดนด้วยความเคารพให้:

1. คัดค้านอย่างหนักต่อการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (E/F) ให้กับประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

2. เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนและพิจารณาการขายใหม่ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใสและทั่วถึง สอดคล้องกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

3. สนับสนุนกลไกสันติวิธีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยไม่เพิ่มความตึงเครียดทางการทหาร

CHRC เชื่อมั่นในความเป็นผู้นำทางศีลธรรมของสวีเดน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันอันทรงเกียรติของท่านจะดำเนินการอย่างสอดคล้องกับมรดกของสวีเดนในการส่งเสริมสันติภาพและสิทธิมนุษยชน การงดเว้นการติดอาวุธให้แก่ผู้รุกรานไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของมโนธรรมด้วย

กัมพูชายังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะแสวงหาทางออกความขัดแย้งโดยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค CHRC ยังใช้โอกาสนี้แจ้งและขอความช่วยเหลือจากสถาบันของท่านในการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวและส่งตัวทหารกัมพูชาที่เหลืออีก 18 นาย ซึ่งถูกควบคุมตัวโดยกองทัพไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับประเทศโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข.

ที่มา Khmer Times

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

28 ส.ค. 2568 12:18 น.

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมวุฒิสภาเม็กซิโก เมื่อวุฒิสมาชิกสองคนก่อเหตุทะเลาะวิวาทและผลักอกกันกลางสภา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

จากภาพวิดีโอที่เผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ N+ เผยให้เห็น นายอาเลฮันโดร ‘อาลิโต’ โมเรโน การ์เดนัส หัวหน้าพรรคปฏิวัติสถาบัน (Institutional Revolutionary Party – PRI) และ นายเกราร์โด เฟร์นันเดซ โนโรญา ประธานวุฒิสภา จากพรรคโมเรนา (Morena) ที่เป็นพรรครัฐบาล กำลังมีปากเสียงและใช้กำลังต่อกัน ขณะที่สมาชิกรัฐสภาคนอื่น ๆ ก็เข้ามาร่วมในเหตุการณ์ชุลมุนนี้ด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนายโมเรโนเดินเข้าไปหานายโนโรญาเพื่อร้องเรียนว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดในที่ประชุม หลังจากที่มีการร้องเพลงชาติเพื่อปิดการประชุม

จากวิดีโอที่ถ่ายทอดสด นายโมเรโนเดินเข้ามาหานายเฟร์นันเดซ โนโรนา พร้อมกับพูดซ้ำๆ เรียกร้องให้เปิดโอกาสให้เขาได้อภิปราย และได้จับแขนของเฟร์นันเดซ โนโรนา ไว้ ทางด้านเฟร์นันเดซ โนโรนา ตอบกลับว่า อย่าแตะต้องตัวเขา ท้ายที่สุดทั้งสองคนก็เริ่มผลักกัน ทำให้นายโมเรโนชนช่างภาพคนหนึ่งล้มลงไป และมีสมาชิกสภาอีกคนเข้ามาสมทบ พยายามจะเหวี่ยงหมัดใส่นายเฟร์นันเดซ โนโรนา ขณะที่เขากำลังพยายามถอยห่างออกมา

หลังเกิดเหตุ นายโมเรโนได้โพสต์วิดีโอในบัญชี X ของตนเอง เพื่อชี้แจงเหตุการณ์จากมุมมองของเขา โดยอ้างว่านายโนโรญาเป็นฝ่ายเริ่มความรุนแรงก่อน ขณะที่นายโนโรญาประกาศว่า ตัวเขาและพรรคโมเรนา ในวุฒิสภาจะยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อเรียกค่าเสียหาย

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ตอกย้ำถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนระอุในเม็กซิโก โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว วุฒิสภาเม็กซิโกได้ลงมติให้ปฏิรูปศาลยุติธรรมครั้งใหญ่ เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผู้พิพากษาต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายนักวิจารณ์กังวลว่าจะทำให้ฝ่ายตุลาการตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองและเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 1 มิถุนายน 2025 จำนวน 881 คน จะเข้ารับตำแหน่งในวุฒิสภาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะส่งผลให้องค์คณะตุลาการในศาลฎีกาได้รับการแต่งตั้งใหม่ทั้งหมด และจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยประกอบด้วยผู้พิพากษาหญิง 5 คน และชาย 4 คน.

ทำเนียบขาวสั่งปลดผู้อำนวยการ CDC เซ่นปมขัดแย้งด้านสาธารณสุข

ทำเนียบขาวสั่งปลดผู้อำนวยการ CDC เซ่นปมขัดแย้งด้านสาธารณสุข

28 ส.ค. 2568 11:57 น.

ทำเนียบขาวสั่งปลดผู้อำนวยการ CDC เซ่นปมขัดแย้งด้านสาธารณสุข

ทำเนียบขาวได้สั่งปลด ซูซาน โมนาเรซ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) หลังจากที่เธอปฏิเสธที่จะลาออกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลว่าเธอปฏิบัติงาน “ไม่สอดคล้องกับวาระของประธานาธิบดี ในการทำให้อเมริกากลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง”

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ได้ประกาศการจากไปของเธอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งสร้างความสับสนเนื่องจากทนายความของโมนาเรซออกมาโต้แย้งว่า เธอไม่ได้รับแจ้งเรื่องการถูกปลด และจะไม่มีการลาออก ทนายความยังกล่าวหาด้วยว่าเธอถูกปลดเพราะปฏิเสธที่จะ “รับรองคำสั่งที่ขาดหลักวิทยาศาสตร์และอันตราย” และกล่าวหาว่านายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข “ใช้องค์กรสาธารณสุขเป็นเครื่องมือ”

ต่อมา ทำเนียบขาวจึงออกแถลงการณ์ยืนยันการปลดโมนาเรซออกจากตำแหน่งโดยตรง โดยระบุว่า “แถลงการณ์ของทนายความของซูซาน โมนาเรซ ทำให้เห็นชัดเจนว่าเธอไม่สอดคล้องกับวาระของประธานาธิบดี”

หลังข่าวการปลดผู้อำนวยการ CDC แพร่สะพัดออกไป ผู้นำระดับสูงของ CDC อย่างน้อย 3 คน ได้ยื่นใบลาออกทันที หนึ่งในนั้นคือ เดบรา ฮาวรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ซึ่งได้เตือนถึง “การเพิ่มขึ้นของข้อมูลที่ผิด” เกี่ยวกับวัคซีน รวมถึงคัดค้านแผนการลดงบประมาณขององค์กร

นอกจากนี้ ยังมี แดเนียล เจอร์นิแกน ซึ่งดูแลศูนย์โรคติดเชื้อและโรคติดต่อจากสัตว์ และ ดีมีเทร ดาสกาลาคิส หัวหน้าศูนย์การสร้างภูมิคุ้มกันและโรคระบบทางเดินหายใจ ที่ยื่นใบลาออก โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ “เนื่องจากการใช้องค์กรสาธารณสุขกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ”

การลาออกหมู่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกำลังแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันของ CDC ภายใต้การนำของรัฐมนตรีเคนเนดี ซึ่งเป็นผู้ที่ ไม่เชื่อมั่นในวัคซีน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ตัวใหม่ แต่ จำกัดกลุ่มเป้าหมาย โดยจะฉีดให้กับผู้สูงอายุเท่านั้น ส่วนผู้ใหญ่และเด็กที่ไม่มีปัญหาสุขภาพจะถูกยกเว้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของนายเคนเนดี ที่โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “การอนุญาตให้ใช้วัคซีนโควิดฉุกเฉินซึ่งเคยใช้เพื่อเป็นเหตุผลในการบังคับฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไปในสมัยรัฐบาลไบเดน ได้ถูกยกเลิกแล้ว”

ซูซาน โมนาเรซ นับเป็นผู้อำนวยการ CDC คนแรกในรอบ 50 ปีที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านแพทยศาสตร์ แต่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยโรคติดเชื้อ เธอเพิ่งได้รับการแต่งตั้งและได้รับยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้ช่วยปลอบขวัญพนักงาน CDC หลังจากสำนักงานใหญ่ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนโดยผู้ที่เชื่อว่าตนเองได้รับอันตรายจากวัคซีนโควิด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย.

ที่มา BBC

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 ราย บาดเจ็บกว่า 38 คน

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 ราย บาดเจ็บกว่า 38 คน

28 ส.ค. 2568 11:28 น.

ขีปนาวุธรัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 ราย บาดเจ็บกว่า 38 คน

เจ้าหน้าที่ทางการยูเครนรายงานว่า กรุงเคียฟถูกโจมตีอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรนจากรัสเซียในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 3 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 38 ราย

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ “รุนแรง” โดยอาคาร 5 ชั้นแห่งหนึ่งในเขตดาร์นิตสกี้พังถล่มลงมา และยังมีรายงานไฟไหม้อาคารที่พักอาศัยสูงในเขตดีนีโปรที่อยู่ใกล้เคียง

การโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บ้านเรือนกว่า 100,000 หลังในยูเครนไม่มีไฟฟ้าใช้ จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียด้วยโดรน

นายไทมัวร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของกรุงเคียฟ โพสต์ข้อความในเทเลแกรมว่า เด็กที่เสียชีวิตเป็นเด็กอายุ 2, 14  และ 17 ปี และมีเด็กอย่างน้อย 5 คนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรนระลอกล่าสุด นอกจากนี้ยังมีเขตที่ถูกโจมตีมากกว่า 20 เขต และอาคารหลายแห่งรวมถึงโรงเรียนอนุบาลเกิดไฟไหม้

หลังการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียผ่านมากว่า 3 ปีครึ่ง สถานการณ์การสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ความพยายามล่าสุดในการหยุดยิงนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งได้พบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา และพบกับประธานาธิบดีเซเลนสกีและผู้นำยุโรปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี

นายทรัมป์ผลักดันให้มีการประชุมสุดยอดระหว่างปูตินและเซเลนสกี ซึ่งผู้นำยูเครนก็เห็นด้วย แต่เขาต้องการการรับประกันความปลอดภัยจากชาติพันธมิตรตะวันตก เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต หากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน นายเซเลนสกีได้พบกับพลเรือเอกเซอร์โทนี ราดาคิน ผู้บัญชาการทหารอังกฤษ ที่กรุงเคียฟเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการยุติสงคราม ด้านนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขาจะพบกับตัวแทนของยูเครนที่นิวยอร์กในสัปดาห์นี้ และกล่าวว่า “เราคุยกับรัสเซียทุกวัน”

อย่างไรก็ตาม นางไคยา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้เตือนว่า การยอมยกดินแดนยูเครนให้รัสเซียเพื่อแลกกับข้อตกลงสันติภาพนั้นเป็น “กับดัก”.

ที่มา BBC

เมืองโทโยอาเกะในญี่ปุ่น เสนอจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

เมืองโทโยอาเกะในญี่ปุ่น เสนอจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

28 ส.ค. 2568 10:57 น.

เมืองโทโยอาเกะในญี่ปุ่น เสนอจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

เมืองโทโยอาเกะ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น ได้เสนอข้อกำหนดเพื่อจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนของประชาชนจำนวน 69,000 คน โดยใช้เวลาได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นการจุดประเด็นถกเถียงอย่างหนักถึงการเสพติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น และกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภา หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองโทโยอาเกะ จังหวัดไอจิ ได้ยื่นข้อเสนอไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายมาซาฟุมิ โคกิ นายกเทศมนตรีเมืองโทโยอาเกะ กล่าวว่า ข้อกำหนดนี้ซึ่งจะใช้ได้เฉพาะช่วงนอกเวลาทำงานและเวลาเรียน จะไม่มีการบังคับใช้หรือมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนแต่อย่างใด แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเพียง “แนวทาง” ที่จะช่วยให้ประชาชนบริหารจัดการเวลาการใช้หน้าจอของตัวเองได้ดีขึ้น

“ข้อจำกัด 2 ชั่วโมงเป็นเพียงแนวทางเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนัก” นายโคกิกล่าวในแถลงการณ์ต่อว่า “นี่ไม่ได้หมายความว่าเมืองจะจำกัดสิทธิหรือสร้างภาระหน้าที่ให้กับประชาชน แต่ผมหวังว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้มีเวลาคิดและพูดคุยถึงการใช้สมาร์ทโฟน รวมถึงช่วงเวลาที่ควรใช้ในแต่ละวัน”

นายโคกิยังกล่าวเสริมว่า การใช้งานสมาร์ทโฟนในกิจกรรมที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง เช่น การดูวิดีโอขณะทำอาหารหรือออกกำลังกาย, การเรียนออนไลน์ และการฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขันอีสปอร์ต จะไม่ถูกนับรวมในเวลา 2 ชั่วโมงนี้

นายโคกิยอมรับว่าสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น นักเรียนบางคนถึงขั้นไม่ยอมไปโรงเรียนหากไม่ได้พกสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ผู้ใหญ่ก็ยอมเสียสละเวลานอนหลับหรือเวลาที่ใช้กับครอบครัว เพื่อที่จะใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

จากข้อมูลของสำนักข่าว Mainichi ของญี่ปุ่น ระบุว่ามีประชาชนกว่า 120 คนที่โทรศัพท์และส่งอีเมลมายังหน่วยงานท้องถิ่นในช่วงที่มีการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ (80%) ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ขณะที่บางส่วนก็แสดงการสนับสนุน

ข้อเสนอนี้ยังระบุด้วยว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาควรเลิกใช้อุปกรณ์ในเวลา 21:00 น. ในขณะที่นักเรียนที่โตกว่าและผู้ใหญ่ควรเลิกใช้ในเวลา 22:00 น.

ตามรายงานของเจแปน ไทมส์ ประชาชนจำนวนมากแสดงความไม่พอใจบนโซเชียลมีเดีย โดยผู้ใช้รายหนึ่งกล่าวว่าในเวลา 2 ชั่วโมงนั้น “แม้แต่จะอ่านหนังสือหรือดูหนังยังไม่พอ”.

ที่มา BBC