เสียงต้านอื้ออึงโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรครีพับลิกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669492

 

การประชุมใหญ่สมาชิกพรรครีพับลิกัน เลือกผู้แทนพรรคขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปอนุมัตินายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้แทนพรรคอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธ ขณะที่นายไมค์ เพนซ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา ได้รับเลือกร่วมชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี โดยกระบวนการประชุมพรรคที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ เมื่อวันพุธ นายเท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกรัฐเท็กซัส คู่แข่งคนสำคัญชิงเป็นผู้แทนพรรคในการเลือกตั้งขั้นต้น ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ไม่สนับสนุนนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนพรรค ท่ามกลางเสียงตะโกนแสดงความโกรธเคืองจากเหล่าสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนนายทรัมป์ ทั้งยังมีรายงานตำรวจจับกุมผู้ประท้วงต่อต้านนายทรัมป์บริเวณด้านนอกสถานที่ประชุมพรรคด้วย 17 ราย

นายไมค์ เพนซ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ระบุชื่นชมนายทรัมป์จากฐานะนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ กำลังทำให้อเมริกาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งกล่าวถึงวุฒิสมาชิกเท็ด ครูซ คือผู้สร้างความปั่นป่วนให้แก่ที่ประชุมพรรค ขณะที่นายทรัมป์ระบุถึงการไม่สนับสนุนตนของวุฒิสมาชิกเท็ด ครูซ จะไม่ส่งผลกระทบใดๆแก่ตน

ส่วนนายเท็ด ครูซ แม้ไม่สนับสนุนนายทรัมป์ แต่ก็เรียกร้องถึงชาวอเมริกันให้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย.นี้อย่างท่วมท้นและใช้สติสัมปชัญญะ.


ชาวอเมริกันออกมาชุมนุมต่อต้านนายทรัมป์
 

รู้จัก ‘เฟตุลเลาะห์ กูเลน’ อดีตมิตรผู้กลายเป็นคู่อาฆาตของผู้นำตุรกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ค. 2559 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669562

 

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 15 ถึงวันเสาร์ที่ 16 ก.ค. ทหารในประเทศตุรกีก่อการรัฐประหารหมายยึดอำนาจจากประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ซึ่งกำลังพักร้อนที่เมืองตากอากาศมาร์มาริส ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ จนเกิดการปะทะกับกองกำลังที่ภักดีกับรัฐบาลหลายจุดทั่วประเทศ ซึ่งบทสรุปของความรุนแรง คือ กองกำลังฝ่ายกบฏถูกทหารฝ่ายรัฐบาลปราบปรามอย่างราบคาบ ขณะที่ประชาชนมากมายก็ออกมาเดินขบวนแสดงพลังสนับสนุนประธานาธิบดีเอร์โดอัน แต่ความพยายามยึดอำนาจครั้งนี้ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 1,500 คน

หลังเหตุการณ์สงบลงไม่ถึง 1 วัน รัฐบาลตุรกีก็เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างผู้ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อรัฐบาลดังกล่าว โดยจนถึงวันพุธที่ 20 ก.ค. มีเจ้าหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ เช่น กองทัพ, ตุลาการ, ตำรวจ, การศึกษา และสื่อ ถูกจับกุม, ปลดจากตำแหน่ง หรือพักงานแล้วมากกว่า 50,000 คน ขณะที่ประธานาธิบดี เอร์โดอัน ก็ออกโรงกล่าวหา นายเฟตุลเลาะห์ กูเลน อิหม่ามผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามโค่นอำนาจของเขาในครั้งนี้


ภาพช่วงหนึ่งในเหตุรัฐประหารเมื่อสัปดาห์ก่อน

เฟตุลเลาะห์ กูเลน เป็นใคร?

ศัตรูทางการเมืองคนสำคัญของประธานาธิบดีเอร์โดอัน อย่าง นายเฟตุลเลาะห์ กูเลน กลายเป็นจุดศูนย์กลางการแบ่งแยกในสังคมตุรกีทั้งระหว่างผู้นับถือศาสนาอิสลาม, ในกองทัพ และรวมไปถึงภายในพรรครัฐบาลเอเคพี ของนายเอร์โดอันเอง

นายกูเลน เกิดที่เมืองเออร์ซูรูมในประเทศตุรกี เมื่อปี ค.ศ. 1941 เป็นบุตรชายของอิหม่าม รามิซ กูเลน โดยปัจจุบันกูเลนผู้ลูกมีอายุ 75 ปี เนรเทศตัวเองหลังเขาเดินทางจากตุรกีเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1999 และไปใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ อยู่ที่เมืองเซย์ลอร์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ไม่ค่อยออกมาแสดงความคิดเห็นกับสื่อ และปฏิเสธการติดต่อขอสัมภาษณ์กับสำนักข่าวใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง ซีเอ็นเอ็น มาตลอด 4 ปี

ในวัยหนุ่ม นายกูเลนสอนศาสนาอิสลามรูปแบบฮานาฟี ซึ่งกลายมาจากคำสอนของ ซาอิด นูรซี นักวิชาการศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ ก่อนจะสร้างกลุ่มเคลื่อนไหวที่ถูกเรียกว่า ‘ฮิซเม็ต’ ขึ้นมา


ชาวตุรกีออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐประหารของกองทัพเมื่อสัปดาห์ก่อน

กลุ่มฮิซเม็ตอันทรงอิทธิพล

ผู้ภักดีกับนายกูเลนในตุรกีจะถูกเรียกว่า ‘กูเลนิสต์’ ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหว ‘ฮิซเม็ต’ (Hizmet) ของนายกูเลน ซึ่งถูกรัฐบาลตุรกีจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย โดยกลุ่มเคลื่อนไหวนี้มีผู้สนับสนุนนับล้านคนในตุรกี และอีกมากมายในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

ฮิซเม็ตก่อตั้งองค์กรอิสระ (เอ็นจีโอ) มากมาย รวมทั้งโรงเรียนสหศึกษาหลายร้อยแห่ง, ศูนย์กวดวิชาฟรี, โรงพยาบาล และหน่วยงานบรรเทาทุกข์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าช่วยแก้ปัญหาทางสังคมหลายอย่างในตุรกี ปัจจุบันนายกูเลนและผู้สนับสนุนเขายังขยายเครือข่ายโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไปกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศมุสลิม ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาก็มีโรงเรียนของเขาอีกนับร้อยแห่ง

ขณะที่นักวิเคราะห์ทั้งในตุรกีและในต่างประเทศเชื่อว่า นายกูเลนยังมีฝ่ายสนับสนุนเขาในรัฐสภาตุรกี และกลุ่มเคลื่อนไหวของเขาควบคุมสื่ออิสลามอนุรักษนิยมที่มีผู้อ่านกว้างขวางอย่างหนังสือพิมพ์ ‘ซามาน’, ธนาคารเอกชน ‘แบงก์ อัสยา’, สถานีโทรทัศน์ ‘ซามานยูลู ทีวี’ รวมทั้งสื่อและธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย ไม่เว้นแม้แต่เหมืองทองคำ


หนังสือพิมพ์ซามาน

ลี้ภัยในสหรัฐฯ

หลังจากการรัฐประหารของกองทัพในปี 1980 นายพลของตุรกีหลายคนตั้งข้อสงสัยในคำสอนของนายกูเลน และกล่าวหาเขาว่า พยายามล้มล้างรัฐบาลและตั้งการปกครองโดยกฎหมายอิสลาม พวกเขายังนำใบประกาศจับของนายกูเลนไปติดที่สถานีรถประจำทางที่ผู้คนพลุกพล่านที่สุดในตุรกีด้วย

เรื่องดังกล่าวทำให้ กูเลนต้องเกษียณตัวเองจากหน้าที่สอนศาสนาในรูปแบบเป็นทางการในปี 1981 แต่หลังจากหลบหนีการจับกุมมา 6 ปี ในที่สุดเขาก็ถูกจับกุมตัวได้ อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการช่วยเหลือจากนาย ตูร์กุต โอซัล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและได้รับอิสรภาพ จากนั้นระหว่างปี 1988-1991 นายกูเลนได้ไปเทศนาตามมัสยิดต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ ของตุรกี กูเลนยังได้พบปะกับพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อปี 1998 และได้เริ่มมีการติดต่อเจรจาและปฏิสัมพันธ์กับชาวคาทอลิกเป็นต้นมา และได้เริ่มเคลื่อนไหวเผยแพร่แนวคิดของเขาต่อสังคมและทำงานร่วมมือกับทางโบสถ์ของชาวคาทอลิกมาโดย

ตลอดต่อมาในปี 1999 นายกูเลนเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อตรวจสุขภาพ โดยอ้างเรื่องปัญหาสุขภาพที่ย่ำแย่ลง หลังจากเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 และเริ่มมีอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม สถานีโทรทัศน์เอกชนในตุรกีได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการเทศนาของนายกูเลนที่รั่วไหลออกมา ซึ่งอดีตอิหม่ามผู้นี้กล่าวว่า

“ระบบที่มีอยู่ยังคงมีอำนาจ พวกพ้องของเราซึ่งมีตำแหน่งในองค์กรนิติบัญญัติและบริหารควรเรียนรู้รายละเอียดของมัน และคอยระแวดระวังตลอดเวลา เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนมันและให้มันผลิดอกออกผลมากขึ้นในนามของอิสลาม เพื่อทำให้การฟื้นฟูทั่วประเทศเสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขาควรรอจนกว่าเงื่อนไขต่างๆ จะเอื้ออำนวยกว่านี้ หรือพูดอีกอย่างคือ พวกเขาไม่ควรออกมาเร็วเกินไป”


นายเอร์โดอันกล่าวปราศรัย

คลิปดังกล่าวทำให้นายกูเลนถูกกล่าวหาอย่างกว้างขวางว่า เขากำลังแทรกซึมคนของเขาในกลุ่มข้าราชการ, ตุลาการ และตำรวจ แม้นายกูเลนจะปฏิเสธ ชี้ว่าคลิปวิดีโอนี้ถูกตัดต่อก็ตาม เรื่องนี้นำไปสู่การพิจารณาคดีนายกูเลนแบบลับหลังพยานในปี 2000 เนื่องจากเขาไม่ยอมกลับมาจากสหรัฐฯ โดยอัยการกล่าวหาว่า เขาก่อตั้งองค์กรผิดกฎหมายเพื่อบ่อนทำลายรากฐานของสาธารณรัฐ

การพิจารณาคดีคาราคาซังอยู่นาน 8 ปี โดยนายกูเลนได้กรีนการ์ดให้ทำงานในสหรัฐฯ ในปี 2001 โดยเขาไปอาศัยอยู่ที่บ้านในเมืองเซย์ลอร์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ที่สมาคมชาวตุรกีกลุ่มหนึ่งซื้อเอาไว้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน จนกระทั่งเขายื่นขอเป็นพลเมืองถาวรในสหรัฐฯ ก่อนจะได้รับการตัดสินให้พ้นข้อกล่าวหาในปี 2008 โดยรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของพรรคเอเคพี และนายกรัฐมนตรี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ซึ่งรับตำแหน่งในปี 2003


เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน และ เฟตุลเลาะห์ กูเลน

ความสัมพันธ์ของกูเลนกับเอร์โดอัน

หลังจากพ้นผิด นายกูเลนตัดสินใจไม่เดินทางกลับตุรกี ขณะที่สถานการณ์ในประเทศบ้านเกิดของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยตามการเปิดเผยของ นายแอลป์ อัสลันโดกัน โฆษกของกลุ่มฮิซเม็ต กองทัพเริ่มมีท่าทีที่จะเข้าไปแทรกแซงการปกครอง ทำให้นายกูเลนและนายเอร์โดอันต้องเป็นพันธมิตรกัน โดยนายกูเลนและกลุ่มเคลื่อนไหวของเขา อยู่ในตำแหน่งที่ทำให้กองทัพไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในการเมืองภายในประเทศได้โดยตรง

นายกูเลนกับเอร์โดอันยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดี แม้ว่าจะเกิดข่าวเกี่ยวกับการเตรียมการเพื่อก่อรัฐประหาร โดยฝีมือของกลุ่มก่อการ้ายที่ถูกเรียกว่า ‘เออร์เกเนคอน’ ในปี 2007 จนเกิดการกวาดล้างจับกุมครั้งใหญ่ และมีการกล่าวหากลุ่มฮิซเม็ต ว่าได้แทรกซึมผู้สนับสนุนของนายกูเลนในหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ตำรวจ, อัยการ, ผู้พิพากษา และนักข่าว
แต่ทว่าความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนายอัสลันโดกันระบุว่า รัฐบาลเอเคพีค้นพบว่า มีการเพิ่มขึ้นของผู้สนับสนุนของนายกูเลนในรัฐบาลของพวกเขามานานหลายปี และนี่เป็นสิ่งที่แกนนำพรรคเอเคพีสาบานว่าจะต้องหยุดยั้ง


ชาวตุรกีชูภาพของนายเอร์โดอันและนายกูเลน

ถึงจุดแตกหักกับเอร์โดอัน

นายอาห์เม็ต ซิค นักข่าวชาวตุรกีผู้ถูกคุมขังนานถึง 376 วัน ในเหตุการณ์กวาดล้างเออร์เกเนคอน เคยระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายกูเลนกับเอร์โดอัน เป็นเหมือนกับคู่ที่ถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกัน และต่างฝ่ายต่างแย่งชิงที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัว

ความสัมพันธ์ดังกล่าวมาถึงจุดแตกหักในเดือน ธ.ค.ปี 2013 ซึ่งตำรวจดำเนินการจับกุมบุคคลสำคัญในรัฐบาลตุรกีของพรรคเอเคพีจำนวนมาก ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน จนเหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า ‘เหตุอื้อฉาวคอร์รัปชัน 2013’ โดยผู้สนับสนุนพรรคเอเคพีและตัวนายเอร์โดอันกล่าวหานายกูเลนว่าเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หลังจากก่อนหน้านั้นรัฐบาลตุรกีตัดสินใจปิดโรงเรียนเตรียมหาวิทยาลัยเอกชนในตุรกีของนายกูเลนหลายแห่ง ซึ่งแน่นอนว่านายกูเลนปฏิเสธ

เหตุการณ์นี้ยังส่งผลให้กลุ่มเคลื่อนไหว ฮิซเม็ต ถูกกล่าวหาว่า แทรกแซงกองกำลังตำรวจและฝ่ายตุลาการ, พยายามโค่นล้มรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยด้วยการรัฐประหารทางตุลาการ โดยใช้การสืบสวนคดีคอร์รัปชันเป็นเครื่องมือ รัฐบาลพรรคเอเคพียังกำหนดให้ฮิซเม็ตเป็นภัยคุกคามของชาติ และดำเนินการยึดหนังสือพิมพ์ซามาน และบริษัทอีกหลายแห่งที่กลุ่มนี้เป็นเจ้าของ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา นายกูเลนรวมทั้งผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนเขานับร้อยคน ถูกดำเนินคดีทั้งต่อหน้าและลับหลังจำเลย และถูกตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการภาคทัณฑ์ ซึ่งเป็นโทษสูงสุดของตุรกี


ประชาชนจำนวนมากมารวมตัวประท้วงต่อต้านการบุกตรวจค้นสำนักงานของหนังสือพิมพ์ ซามาน เมื่อปี 2014

แล้วกูเลนอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารจริงหรือ?

ประธานาธิบดีเอร์โดอันมั่นใจอย่างมากว่า ศัตรูของเขาอย่างนายกูเลนคือผู้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารเมื่อ 16 ก.ค. โดยเขาได้เรียกร้องไปยังสหรัฐฯ และประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้ส่งตัวนายกูเลนกลับตุรกีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ขณะที่ฝ่ายนายกูเลน ปฏิเสธว่าตัวเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับความพยายามยึดอำนาจ ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า การรัฐประหารทั้งหมด อาจเป็นเพียงแค่การจัดฉากเท่านั้น “ผมไม่เชื่อว่าโลกจะเชื่อในคำกล่าวหาของประธานาธิบดีเอร์โดอัน มันมีความเป็นไปได้ที่นี่อาจจะเป็นการจัดฉากรัฐประหาร และอาจมีขึ้นเพื่อเพิ่มข้อกล่าวหา (ให้กูเลนและผู้สนับสนุนของเขา)”

ซึ่งจนถึงตอนนี้ คำถามนี้ที่ว่า กูเลนอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารจริงหรือไม่ คงจะมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจว่าจริงหรือมั่ว.

 

มะกันฟ้องยึดทรัพย์ 1 MDB-รุมบีบนาจิบลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 04:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669487

 

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคแห่งมาเลเซีย ฉาวอีกรอบจากคดี “1 เอ็มดีบี” (1 Malasia Development Berhad) กองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติ หลังอัยการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯยื่นฟ้องศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 20 ก.ค. กล่าวหาว่า 1 เอ็มดีบีฉ้อโกงชาวมาเลเซียอย่างมโหฬาร และจะยึดทรัพย์สินของ 1 เอ็มดีบีกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ จากที่ถูกยักยอกไปกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์ด้วย

โฆษกของนาจิบแถลงว่า รัฐบาลมาเลเซียจะร่วมมือเต็มที่ในการสอบสวนที่ถูกกฎหมายตามพิธีสารสากล ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีการทำผิดจริง จะถูกลงโทษโดยไม่มียกเว้น ส่วนนางวัน อาซิซาห์ วัน อิสมาอิล ผู้นำ พรรคความยุติธรรมของประชาชน ฝ่ายค้าน เรียกร้องให้นาจิบลาออก ให้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบ สวนคดีนี้ ขณะที่อดีตนายกฯมหาเธร์ โมฮัมหมัด เรียกร้องให้จัดการลงประชามติว่าชาวมาเลเซียจะให้นาจิบเป็นผู้นำอีกหรือไม่ แต่นายโมฮาเหม็ด อปานดี อัยการสูงสุด กล่าวว่า การสอบสวนของตำรวจทั่วโลก ไม่มีหลักฐานว่าเงินของ 1 เอ็มดีบีถูกยักยอก

คำฟ้อง 136 หน้าระบุว่า เงินจาก 1 เอ็มดีบีถูกคนใกล้ชิดของนาจิบถ่ายโอนไปฟอกในสหรัฐฯ รวมทั้งซื้อเครื่องบินไอพ่นส่วนตัว อัญมณี ศิลปะวัตถุ ภาพวาดของโมเนต์และแวนโกะห์ อสังหาริมทรัพย์กว่า 20 แห่งในแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก กรุงลอนดอนในอังกฤษ ส่วนนายริซา อาซิซ ลูกเลี้ยงของนาจิบ ก็นำเงิน 1 เอ็มดีบีกว่า 100 ล้านดอลลาร์ไปสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด “เดอะ วูล์ฟ ออฟ วอลล์สตรีท” เงิน 1 เอ็มดีบียังถูกนำไปจ้างดารานักร้องไปร่วมงานปาร์ตี้หรู ส่วนนายโจ โลว์ นักธุรกิจชาวมาเลเซีย เพื่อนสนิทของครอบครัวนาจิบ ผู้ช่วยก่อตั้ง 1 เอ็มดีบี ในปี 2552 ก็ช่วยฟอกเงินในสหรัฐฯหลายร้อยล้านดอลลาร์ ทั้งยังโอนเงิน 85 ล้านดอลลาร์ไปเข้าบ่อนกาสิโนที่นครลาสเวกัส

ผู้ถูกกล่าวหายังรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาลอาบูดาบี 2 คน และแม้คำฟ้องจะไม่เอ่ยชื่อนาจิบโดยตรง แต่ระบุว่า “เจ้าหน้าที่มาเลเซีย 1” คือผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด ในบัญชีธนาคารที่รับเงินจาก 1 เอ็มดีบี ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล แฉว่า เงินจาก 1 เอ็มดีบีถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของนาจิบกว่า 700 ล้านดอลลาร์ แต่นาจิบปฏิเสธ และอัยการสูงสุดสั่งยกฟ้องเขาแล้วเมื่อต้นปีนี้

วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่การเงินสิงคโปร์สั่งยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ 1 เอ็มดีบี 176.82 ล้านดอลลาร์และชี้ว่าธนาคารใหญ่หลายแห่ง ทั้งสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ดีบีเอส ยูบีเอส มีข้อบกพร่องในการรับลูกค้าและตรวจสอบการถ่ายโอนเงิน อนึ่ง คดี 1 เอ็มดีบีเริ่มฉาวโฉ่เมื่อต้นปี 2558 หลังผิดนัดชำระหนี้ 11,000 ล้านดอลลาร์ และคดีนี้สั่นสะเทือนรัฐบาลมาเลเซียอย่างรุนแรง.

 

ระทึก! ชายปริศนาเผาตัวเอง-พยายามขับรถเข้าโรงรถสน.ออสซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 23:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669381

 

ชายไม่ทราบชื่อคนหนึ่งก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองและพยายามขับรถเข้าไปในโรงจอดรถของสถานีตำรวจในเขตเมอร์รีแลนด์ส ของนครซิดนีย์ แต่ไม่สำเร็จ ก่อนที่ชายคนนี้จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายคนหนึ่งก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองก่อนพยายามขับรถซึ่งบรรทุกวัตถุไวไฟเข้าไปในโรงจอดรถใต้ดินของสถานีตำรวจเมอร์รีแลนด์ส ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ ในคืนวันพฤหัสบดีแต่ติดประตูเหล็ก โดยล่าสุดชายคนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจากบาดแผลไฟไหม้ โดยอาการอยู่ในขั้นสาหัส

เดนิส คลิฟฟอร์ด รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ชายต้องสงสัยจุดไฟเผาตัวเองหลังจากตำรวจเข้าไปสอบถามเขา และพยายามขับรถพุ่งชนประตูเหล็กม้วนของโรงจอดรถใต้ดินของสถานีตำรวจเมอร์รีแลนด์ส แต่ไม่สามารถเข้าไปภายในได้ เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น

นายคลิฟฟอร์ด ระบุอีกว่า หลังเกิดเหตุชายต้องสงสัยก็หมดสติไป ขณะที่ตำรวจดำเนินการดับไฟและพาเขาส่งโรงพยาบาลในสภาพบาดเจ็บสาหัส โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังพยายามระบุตัวตนของชายคนนี้ และพยายามหามูลเหตุจูงใจของเขา แต่ไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย


สถานีตำรวจเมอร์รีแลนด์ส

รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยังกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เข้าไปตรวจสอบรถของผู้ต้องสงสัยเพื่อช่วยชีวิตของชายคนนี้ โดยเขาได้ข้อมูลว่ามีวัตถุไวไฟซึ่งอาจจะเป็นน้ำมันอยู่ในรถคันนี้ด้วย

อนึ่ง ตำรวจนครซิดนีย์กำลังอยู่ในช่วงการเฝ้าระวังขั้นสูง หลังเกิดเหตุก่อการร้ายในออสเตรเลียและในต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมา พวกเขาจับกุมและตั้งข้อหาก่อการร้ายแก่ผู้ต้องสงสัยหลายคน

 

ระทึก เรือดำน้ำนิวเคลียร์อังกฤษ โผล่ขึ้นจากน้ำ ชนเปรี้ยงเรือสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 18:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669222

 

เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ของอังกฤษ ชนกับเรือสินค้า นอกชายฝั่งยิบรอลตาร์ ระหว่างโผล่ขึ้นเหนือน้ำพอดี เคราะห์ดี ไม่สร้างความเสียหายต่อระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนเรือและไม่มีลูกเรือได้รับบาดเจ็บ

เมื่อ 21ก.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ของอังกฤษ ‘HMS Ambush’ ชนกับเรือสินค้า ไม่ทราบชื่อ ในทะเล นอกยิบรอลตาร์ ขณะที่เรือดำน้ำลำนี้กำลังโผล่ขึ้นมาหนือน้ำพอดี จนทำให้ตัวเรือดำน้ำได้รับความเสียหาย โดยกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ออกแถลงการณ์ว่า เรือดำน้ำ HMS Ambush ซึ่งเป็นเรือดำน้ำของชุด Astute CLass Submarine ประสบเหตุขณะอยู่ระหว่างการร่วมซ้อมรบ เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น.ของวันที่ 20 ก.ค.ตามเวลาท้องถิ่น

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เรือสินค้าลำที่ชนกับเรือดำน้ำ HMS Ambush ไม่ได้รับความเสียหาย ขณะที่ เรือดำน้ำได้รับความเสียหายบริเวณด้านนอก แต่แน่นอนว่า ไม่ส่งผลต่อระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนเรือดำน้ำ อีกทั้งไม่มีลูกเรือบนเรือสินค้าและเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้


ข่าวแจ้งว่า อุบัติเหตุเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ของอังกฤษ HMS Ambush ชนกับเรือสินค้านอกชายฝั่งยิบรอลตาร์ อาจทำให้ทางการสเปนไม่พอใจ เนื่องจากสเปนได้อ้างมาตลอดว่า ยิบรอลตาร์เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสเปน สำหรับเรือดำน้ำ HMS Ambush ซึ่งถือเป็นเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ลำใหม่ที่สุดของสหราชอาณาจักร มีความยาว 97 เมตร มูลค่านับ 1.6 พันล้านปอนด์ โดยติดตั้งอาวุธทั้ง ตอร์ปิโด และขีปนาวุธนำวิถี โทมาฮอว์ก


ทั้งนี้ ยิบรอลตาร์เป็นดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ใกล้กับจุดใต้สุดของคาบสมุทรไอบีเรีย ในบริเวณช่องแคบยิบรอลตาร์ มีเนื้อที่โดยรวมประมาณ 6.5 ตารางกิโลเมตร ทางเหนือติดกับประเทศสเปน ซึ่งเดิมที ยิมรอลตาร์เคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสเปนมาก่อน

 

ผู้โดยสารชกกันบนเครื่อง บินโดยสารเจ็ตสตาร์จะมาภูเก็ต ต้องลงจอดบาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 15:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669062

 

เครื่องบินโดยสารโลว์คอสต์ ของสายการบินเจ็ตสตาร์ แอร์เวย์ส จากซิดนีย์ มายังภูเก็ต ต้องเปลี่ยนไปลงจอดเกาะบาหลีกะทันหัน หลังจากชายออสซี่ 6 คนทะเลาะวิวาทชกต่อยกันบนเครื่อง จนเลือดโชก

เมื่อ 21 ก.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานว่า ผู้โดยสารบนเครื่องบินโดยสารแบบโลว์คอสต์ ของสายการบินเจ็ตสตาร์ แอร์เวย์ ของบริษัทแควนตัสในออสเตรเลีย เที่ยวบินจากนครซิดนีย์มุ่งหน้าสู่ จ.ภูเก็ต ต้องเซ็งกันถ้วนหน้า เมื่อเกิดเหตุ ผู้โดยสารชายชาวออสเตรเลีย 6 คนทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงบนเครื่อง จนทำให้นักบินต้องตัดสินใจนำเครื่องบินไปลงจอดที่สนามบินบนเกาะบาหลี ของอินโดนีเซียเมื่อช่วงเช้าของวันพฤหัสฯที่ 21ก.ค.

ผู้โดยสารหลายคนบนเครื่องบินของเที่ยวบินนี้ เปิดเผยว่า ชายออสเตรเลีย 6 คนทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นชกต่อยจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เลือดออก ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ เล่าถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นบนเครื่องบินว่า น่ากลัว และยังมีเด็กๆ หลายคนอยู่บนเครื่องและเห็นเหตุการณ์เลวร้ายนี้ด้วย

ด้านโฆษกของบริษัทสายการบินแควนตัส ยืนยันว่านักบินของเที่ยวบินดังกล่าวได้ตัดสินใจนำเครื่องบินไปลงจอดที่เกาะบาหลี หลังจากกลุ่มชายชาวออสเตรเลีย 6 คนซึ่งจะมาเที่ยวที่ประเทศไทยด้วยกัน เกิดมีปากเสียงทะเลาะกันรุนแรงจนต้องนักบินต้องนำเครื่องไปลงจอดที่บาหลี และให้ชายออสเตรเลียทั้ง 6 คนลงจากเครื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจะตัดสินใจว่าจะตั้งข้อหาคนเหล่านี้ฐานละเมิดความปลอดภัยด้านการบินหรือไม่ โดยเบื้องต้น เชื่อว่า ชายทั้ง 6 ได้ดื่มเหล้าอย่างหนักระหว่างอยู่บนเครื่องบิน.

 

ช็อก! เครื่องบินทะเลชนโครมสะพานไฮเวย์ ที่เซี่ยงไฮ้ ตาย5 เจ็บ5 (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 12:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668769

 

เครื่องบินทะเลประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน พุ่งชนสะพานไฮเวย์อย่างจัง นอกชายฝั่งเมืองเซี่ยงไฮ้ ของจีน ระหว่างพาแขกวีไอพีและผู้สื่อข่าวรวม 8 คน มาลองนั่งหลังสร้างเสร็จครั้งแรก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บ 5 ราย

เมื่อ 21 ก.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานเกิดเหตุการณ์สุดระทึก เครื่องบินทะเล หรือเครื่องบินน้ำ (Seaplane) ซึ่งมีผู้โดยสารบนเครื่อง 8 คน และนักบิน 2 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สื่อข่าวหลายคน ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนสะพานไฮเวย์แห่งหนึ่งอย่างแรง บริเวณชานนครเซี่ยงไฮ้ เมืองใหญ่สุดของจีน เมื่อตอนประมาณเที่ยงวันพุธที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย

ข่าวแจ้งว่า อุบัติเหตุไม่คาดฝันครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่าง เครื่องบินทะเลลำนี้ ซึ่งเป็นเครื่องบิน Cessna 208 ของบริษัท จอย เจนเนอรัล เอวิเอชั่น (Joy General Aviation) มูลค่านับ 30 ล้านหยวน ได้มีการขึ้นบินและแล่นในน้ำเป็นครั้งแรกหลังจากสร้างเสร็จ จึงได้เชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ทางการระดับสูงและผู้สื่อข่าว รวม 8 คนมาลองนั่งและดูสมรรถนะของเครื่องบินลำนี้ด้วย แต่แล้วได้เกิดอุบัติเหตุสลด ขณะที่เครื่องบินทะเลอยู่บริเวณนอกชายฝั่งของเซี่ยงไฮ้ เพื่อจะมุ่งหน้าไปยังเกาะ 2 แห่ง รวมทั้งโจวชาน ในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน  โดยสาเหตุของอุบัติเหตุระทึกครั้งนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน


จากการเปิดเผยของตากล้องสถานีโทรทัศน์ของจีนคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางไปกับเครื่องบินทะเลลำนี้ด้วยและรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาล เล่าว่าเครื่องบินทะเลได้แล่นวนหลายครั้ง ทันใดนั้น ก็ ได้หมุนไปทางซ้ายอย่างกะทันหัน ก่อนจะชนสะพาน โดยผู้โดยสารที่รอดชีวิตได้หนีออกทางประตูทางออกฉุกเฉินของเครื่องบิน


ชมคลิป  ที่นี่

ตุรกีประกาศภาวะฉุกเฉิน-ปธน.ไล่ต่างชาติอย่ายุ่งเรื่องในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668516

 

ประธานาธิบดีแห่งประเทศตุรกี ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อปกป้องประชาธิปไตย, กฎหมาย และสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หลังเกิดความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อสัปดาห์ก่อน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ประธานาธิบดีแห่งประเทศตุรกี ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว เมื่อวันพุธ หลังจากเกิดการก่อรัฐประหารที่ไม่สำเร็จเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 232 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 1,500 คน

นายเอร์โดอัน กล่าวปราศรัยในกรุงอังการา หลังจากจัดประชุมร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ว่า พลเมืองตุรกีไม่ควรมีความกังวลในเรื่อง ประชาธิปไตย, กฎหมาย และสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานแม้แต่น้อย คำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นจากการโจมตี

ประธานาธิบดีตุรกียังกล่าวชื่นชมผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการต่อสู้เพื่อต่อต้านการรัฐประหารว่า เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนา ประเทศจะไม่มีวันลืมความกล้าหาญและความเสียสละของคนเหล่านี้เลย นายเอร์โดอันยังบอกให้ต่างชาติ อย่ายุ่งกับกิจการภายในของตุรกี เพราะประเทศนี้มีสิทธิในการตัดสินชะตากรรมของตัวเอง

ทั้งนี้ การก่อรัฐประหารดังกล่าว ทำให้เกิดการกวาดล้างจับกุม, ปลด หรือพักงานผู้ต้องสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหารครั้งนี้เป็นวงกว้าง โดยล่าสุดมีผู้ได้รับผลกระทบไปแล้วกว่า 50,000 คน นอกจากนี้ในวันพุธ ทางการตุรกียังตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ 99 นาย ว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตุรกีจับ-ปลดผู้ต้องสงสัยเอี่ยวรัฐประหารแล้วกว่า 50,000 คน

 

‘เธเรซา เมย์’ ยัน ปีนี้ยูเคจะไม่เริ่มเจรจาออกจากอียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668509

 

เธเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีสหรัฐฯ พบปะหารือกับผู้นำเยอรมนีที่กรุงเบอร์ลิน โดยเธอบอกว่า ยูเคจะไม่เริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการเรื่องการออกจากสหภาพยุโรปในปีนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เธเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร (ยูเค) กล่าวหลังประชุมกับนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีว่า ยูเคจะไม่เริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) ในปีนี้

นางเมย์แถลงการณ์ร่วมกับนางแมร์เคิล ที่กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี เมื่อวันพุธที่ 20 ก.ค. โดยผู้นำยูเคกล่าวว่า ยูเคจะไม่รีบร้อนเริ่มใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายสำหรับการออกจากอียูภายใน 2 ปี และถึงแม้ว่าการตัดสินใจเช่นนี้จะไม่ถูกใจใคร แต่มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่จะรอจนกว่าเป้าหมายของยูเคจะชัดเจน

ผู้นำยูเคบอกอีกว่า กระบวนการเตรียมการเพื่อออกจากสหภาพยุโรป จำเป็นต้องมีการทำงานที่จริงจังและมีรายละเอียดมาก แต่นอกจากเรื่องนี้ ยูเคยังต้องมีความแน่วแน่ในการรักษาสายสัมพันธ์ด้านการค้า, เศรษฐกิจ และความมั่นคงอันแข็งแกร่งกับเยอรมนีเอาไว้

ด้านนางแมร์เคิลกล่าวว่า เธอไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดการเจรจาอย่างเป็นทางการใดๆ ในตอนนี้ และเข้าใจได้ว่ายูเคต้องการเวลาสำหรับการเตรียมความพร้อม แต่ผู้นำเยอรมนีระบุด้วยว่า จำเป็นต้องมีเส้นเวลาที่แน่นอนในการออกจากอียูของสหราชอาณาจักร และหวังว่ายูเคจะเริ่มกำหนดหลักปฏิบัติเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน อย่างเป็นทางการ

“เราต้องฟังว่ายูเคต้องการอะไร และหาว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง ยูเคไม่ได้ต้องการทางตัน เยอรมนีไม่ต้องการทางตัน และอียูก็ไม่ต้องการทางตัน” นางแมร์เคิลกล่าว

 

ไล่แทงแม่ลูกในฝรั่งเศสอีก-เผยปูมมือมีดรถไฟเยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 04:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668389

 

เมื่อ 19 ก.ค. รัฐสภาฝรั่งเศสลงมติขยายภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศครั้งที่ 4 ออกไปอีก 6 เดือน หลังเกิดเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกขยี้ฝูงชนที่เมืองนีซ ในวันชาติ 14 ก.ค. มีผู้เสียชีวิต 84 คน โดย 38 คนเป็นชาวต่างชาติ

ขณะที่นายกฯ มานูเอล วาลล์ เตือนฝรั่งเศสอาจตกเป็นเป้าก่อการร้ายอีกทุกเมื่อ ตำรวจฝรั่งเศสยังจับกุมชายชาวโมร็อกโกที่ลาราจน์-มองเตแกลง เมืองรีสอร์ตเชิงเทือกเขา แอลป์ หลังใช้มีดไล่แทงสตรีคนหนึ่งกับลูกสาว 3 คน อายุ 8-14 ปีบาดเจ็บเมื่อวันอังคาร (19 ก.ค.) เพราะไม่พอใจที่ใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อยืด

ด้านเยอรมนีเผยผลการสอบสวนคดีผู้ลี้ภัยวัยรุ่นชาวอัฟกันหรือปากีสถาน วัย 17 ปี ใช้ขวานและมีดทำร้ายคนบนรถไฟสายใต้ เมื่อ 18 ก.ค. มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย โดย 4 รายเป็นชาวฮ่องกง ก่อนคนร้ายถูกยิงตาย และพบหลักฐานว่าเขาอ้างตัวเป็นทหารกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ทั้งพบธงไอเอสในห้อง ส่วนไอเอสเผยแพร่วีดิโอของคนร้ายที่อ้างว่าต้องการก่อความรุนแรงเพื่อแก้แค้นพวกนอกรีตที่เข่นฆ่าพี่น้องมุสลิมในอัฟกานิสถานและประเทศอื่นๆ.