บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิกฤติการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา 2568 สาเหตุ ผลกระทบ และแนวโน้มในอนาคต

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิกฤติการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา 2568 สาเหตุ ผลกระทบ และแนวโน้มในอนาคต

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิกฤติการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา 2568 สาเหตุ ผลกระทบ และแนวโน้มในอนาคต

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีทั้งความร่วมมือและความตึงเครียดมายาวนาน โดยในปีพ.ศ.  2568 ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศกลับมาเกิดอีกครั้งจากหลายปัจจัย บทความนี้จะวิเคราะห์สาเหตุ ผลกระทบปัจจุบัน และคาดการณ์ล่วงหน้าสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงสมมติเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุด (Worst-Case Scenario) เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมรับมือ  

ข้อพิพาทเรื่องชายแดนไทย กัมพูชา เริ่มขึ้นเพราะกรณีเขาพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินให้เป็นของกับพูชาเมื่อพ.ศ. 2505  ต่อมาพ.ศ. 2528-2530 มีการปะทะกันด้วยปืนใหญ่ที่ช่องบก  ความตึงเครียดทวีเพิ่มขึ้น ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 เมื่อทหารไทยไปห้ามนักท่องเที่ยวกัมพูชาไม่ให้ร้องเพลงชาติเขมรที่ปราสาทตาเมือนธม  ทหารเขมรมาขุดสนามเพลาะ ใกล้ช่องบก  และมีการปะทะกัน ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตไป 1 คน ฝ่ายกัมพูชาได้นำเรื่องเขตแดนไปฟ้องศาลโลก  แต่ฝ่ายไทยปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกเพราะเกรงจะต้องเสียดินแดนเหมือนกรณีเขาพระวิหาร    7 มิถุนายน 2568 ทหารไทยออกคำสั่งจำกัดเวลาผ่านเข้าออกด่านชายแดน แล้วต่อมาเพิ่มมาตรการเป็นการปิดชายแดนห้ามคนและพาหนะทุกชนิดผ่านตลอดชายแดน คืออุบลราชธานี  ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด   กัมพูชาตอบโต้ด้วยการงดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าไทย   

1. สาเหตุของความขัดแย้ง  ความตึงเครียดในปี พ.ศ.  2568 เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่:  

1.1 ข้อพิพาทด้านเขตแดน   บริเวณปราสาทพระวิหาร   ช่องบก ปราสาทตาเมือน ตาควาย   เกาะกูด  และพื้นที่ทับซ้อนทางทะล 

1.2 ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ     แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย   รายได้จากคาสิโนและคอลเซนเตอร์ในกัมพูชา      

1.3   อิทธิพลมหาอำนาจ .. การที่กัมพูชามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่พอใจ   

1.4  กระแสต่อต้านทักษิณ …กลุ่มที่ไม่พอใจ ต่อต้านทักษิณ ชินวัตร  เช่นพวก สนธิ ลิ้มทองกุล  จตุพร พรหมพันธุ์  ได้ตามไปต่อต้านฮุนเซนและกัมพูชาด้วยจนมีการกล่าวคำก้าวร้าวว่า  “ ถ้ามีอำนาจจะบุกยึดเขาพระวิหาร  พระตะบอง เสียมเรียบ”   ทำให้ฮุนเซนโกรธแค้นมาก

2. ผลกระทบในปัจจุบัน    ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลต่อทั้งสองประเทศในหลายด้าน:  

2.1 ความมั่นคง: การเพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดน และการปะทะเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจทำให้ประชาชนวิตกกังวล  

2.2 เศรษฐกิจ: การปิดพรมแดนของไทย 798 กิโลเมตร   ทำให้ การค้าชายแดนหยุดชะงัก โดยเฉพาะจุดผ่านแดนสำคัญ เช่น อรัญประเทศ-ปอยเปต   ตราด-เกาะกง  และ  สุรินทร์ -โอร์สเม็ด    ส่งผลต่อรายได้ของพ่อค้าและประชาชน บ่อนคาสิโนชายแดนไทย กัมพูชาเกือบต้องปิดตัวลง  ตัดรายได้สำคัญของผู้นำกัมพูชา  

2.3 สังคม: ความรู้สึกชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นทั้งสองฝ่าย นำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติหรือความเกลียดชังระหว่างประชาชน   ซึ่งอาจลุกลามแบบที่ มีการเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา ในพ.ศ. 2546

2.4 การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวทั้งสองประเทศ

3. สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  

3.1 การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียด: อาจมีมาเลเซียหรือจีนมาเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ย ยุติความขัดแย้ง

3.2 การปะทะจำกัดวง: การสู้รบขนาดเล็กอาจเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ทั้งสองฝ่ายอาจควบคุมไม่ให้ขยายตัว  

3.3 มาตรการทางเศรษฐกิจ: เช่น การควบคุม หรือห้ามการนำเข้าส่งออกหรือการเพิ่มภาษีศุลกากร  สินค้าหรือบริการบางอย่าง เช่น มันสำปะหลัง  ผักผลไม้  น้ำมันเชื้อเพลิง    การรักษาพยาบาล  

4. หากความรุนแรงบานปลายถึงที่สุด (Worst-Case Scenario):

4.1สงครามเต็มรูปแบบ: การใช้กำลังทหารขนาดใหญ่ทั้งทางบกและทางอากาศ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน  แบบที่เคยเกิดที่ช่องบก พ.ศ.2528-2530

4.2 ผู้ลี้ภัย: ประชาชนทั้งสองฝ่ายอาจอพยพหนีการสู้รบ หลายหมื่นคน   เหมือนสมัยสงครามเขมรแดง พ.ศ. 2518

4.3 เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศพังทลาย: การลงทุนจากต่างชาติหยุดชะงัก ค่าเงินอ่อนตัว ราคาสินค้าพุ่งสูง  ทองคำขึ้นราคา

5. ควรเตรียมตัวอย่างไร?  

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ประชาชนควรจะเตรียมตัว:  

5.1 ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ  ระวังข่าวหลอกลวง  ข้อมูลบิดเบือน    หรือข่าวปลอมเพื่อสร้างสถานการณ์  

5.2  หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความแตกแยก  

5.3 เตรียมแผนรับมือกรณีเกิดวิกฤต เช่น เก็บเงินไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน  ซื้อทองคำแท่ง  จัดกระเป๋าเตรียมอพยพ  

โดย: สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้จักฮุน เซน : เด็กวัด ลูกชาวนา สู่ผู้นำกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้จักฮุน เซน : เด็กวัด ลูกชาวนา สู่ผู้นำกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้จักฮุน เซน : เด็กวัด ลูกชาวนา สู่ผู้นำกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

จุดเริ่มต้นของตำนาน

จอมพล  สมเด็จ อัครมหาเสนาบดี เตโช ฮุน เซน (សម្តេចអគ្គមហាសេនាបតី តេជោ ហ៊ុន សែន)  เกิดเมื่อพ.ศ. 2495 ที่อำเภอสตึงเตรง จังหวัดกำปงจาม ในครอบครัวชาวนาผู้ยากจน มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วทางสายมารดา เขาเริ่มการศึกษาที่วัดนาควานในกรุงพนมเปญ และมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษและเวียดนาม แต่ในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ เขายังคงใช้ภาษาเขมรแล้วให้ล่ามแปลเพื่อรักษาศักดิ์ศรี

จากเขมรแดงสู่ความรัก

ปี พ.ศ. 2515 ในวัย 18 ปี เขาเข้าร่วมกับเขมรแดงในช่วงที่ประเทศตกอยู่ในภาวะสงคราม ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบจนตาข้างหนึ่งบอด และได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับกองพัน ช่วงนั้นเองเขาได้พบรักกับ “บุน รานี” พยาบาลสาว และแต่งงานในปี พ.ศ. 2517 มีบุตร 6 คน หนึ่งในนั้นคือ ฮุนมาเนต ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

ลี้ภัยจากพอล พต สู่การโค่นอำนาจ

เมื่อเขมรแดงเริ่มใช้นโยบายโหดเหี้ยม ฮุน เซนตัดสินใจแยกตัวและลี้ภัยไปเวียดนามในปี พ.ศ. 2520 เขาเข้าร่วมกับเฮง สัมรินและเดินหน้าสู้กับพอล พต ด้วยการสนับสนุนจากเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2522 ฮุน เซนกลับมากัมพูชาและโค่นอำนาจเขมรแดงสำเร็จ

ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุด

จากรัฐมนตรีต่างประเทศในปี พ.ศ. 2522 เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2536 และครองตำแหน่งยาวนานกว่า 38 ปี นำพาประเทศสู่ความมั่นคงและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน”

มิติทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กัมพูชาภายใต้อิทธิพลจีน

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับจีนทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานและคาสิโน อย่างไรก็ตาม บางธุรกิจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าพัวพันกับอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ การผลิตสินค้าแบรนด์จีนในกัมพูชา ส่งผลให้สหรัฐขึ้นกำแพงภาษีในบางช่วง

มิตรภาพกับไทยที่เปราะบาง

ฮุน เซนเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อความร่วมมือไทย-กัมพูชา แต่ในปี พ.ศ. 2568 ความสัมพันธ์แตกร้าวจากคำพูดของ “แพทองธาร” ที่เขาเห็นว่าเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรี

ประเด็นชายแดนและศัตรูการเมือง

ฮุน เซนยื่นเรื่องต่อศาลโลกให้ตีความพื้นที่เขาพระวิหารใหม่ และในปี พ.ศ. 2568 เขายื่นฟ้องไทยเพิ่มเติมในพื้นที่ช่องบกและปราสาทโบราณ นอกจากนี้ เขายังปะทะกับสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านอย่างหนัก ทั้งในเรื่องการทุจริตและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เบื้องหลังนักการเมืองเหล็ก

คนจริง ไม่ยอมใคร

ฮุน เซนชอบกินปลาร้า และสับปะรดดอง เล่นกอล์ฟ ว่ายน้ำ และสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กอย่างตรงไปตรงมา เขาเชื่อมั่นในศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้ใครกดขี่ และพร้อมสู้ยิบตาเพื่อภาพลักษณ์ประเทศ หากถูกดูหมิ่นหรือข่มเหง

ความภาคภูมิใจในบทบาทผู้นำ

เขาภูมิใจในบทบาทผู้กอบกู้ประเทศ และผลักดันคนในครอบครัวให้มีบทบาทสำคัญทั้งในรัฐบาลและเศรษฐกิจ

จุดอ่อน

ใจร้อนและโกรธง่าย: ลักษณะนิสัยนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่น หรือการใช้มาตรการที่รุนแรงในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งหรือผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้

ไม่ยอมคนและไม่ยอมเสียหน้า: บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในตนเองที่สูงมาก ซึ่งในบางสถานการณ์อาจทำให้เขามีท่าทีแข็งกร้าว ไม่ยืดหยุ่น หรืออาจนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น เพื่อปกป้องสถานะหรือภาพลักษณ์ของตน

ไม่ให้ใครดูหมิ่นและยอมลำบากเพื่อรักษาศักดิ์ศรี : จุดนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของ “เกียรติและศักดิ์ศรี” สำหรับฮุน เซน อย่างมาก การที่เขาพร้อมจะเผชิญความยากลำบากเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง อาจทำให้เขามองข้ามผลประโยชน์ระยะยาวบางอย่าง เพื่อรักษาหน้าตาหรือภาพลักษณ์ที่ต้องการ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักเขมรแดง

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักเขมรแดง

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักเขมรแดง

วันเสาร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุดกำเนิดและความรุ่งเรือง เขมรแดง (Khmer Rouge หรือ “ขแมรรูจ”) เป็นขบวนการคอมมิวนิสต์ในกัมพูชาที่ก่อตัวขึ้นในกัมพูชา    ช่วง พ.ศ. 2518–2522 มีผู้นำสำคัญคือ พอล พต (ซาลอธ ซาร์) พร้อมด้วย เอียง ซารี, เขียว สัมพัน, ซอน ซาน และฮู ยวน ซึ่งล้วนเป็นปัญญาชนชาวกัมพูชาที่เคยศึกษาในฝรั่งเศส   ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดคอมมิวนิสต์และลัทธิเหมา พวกเขามีเป้าหมายจะสร้าง “สังคมไร้ชนชั้น” ที่เน้นภาคเกษตรกรรม ตัดขาดอิทธิพลตะวันตก และใช้วิธีปฏิวัติอย่างสุดโต่ง ผ้าขาวม้ากลายเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของกองกำลังเขมรแดง

ราว พ.ศ. 2490 กลุ่มปัญญาชนเหล่านี้  เริ่มต่อต้านรัฐบาลเจ้าสีหนุ และได้รับการสนับสนุนจากเวียดมินห์ พอล พต ก่อตั้งฐานปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่กำปงจาม ใกล้พรมแดนเวียดนามใต้   โดยได้รับการสนับสนุนจากจีนและเวียดนามเหนือ พ.ศ. 2510 มีการจัดตั้งกองกำลังเขมรแดงขึ้นโดยผู้นิยมลัทธิเหมา

ต่อมา พ.ศ. 2515–2518 กองกำลังเขมรแดงเริ่มขยายพื้นที่ยึดครอง และนำระบบนารวมมาใช้ จนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2518 ซึ่งตรงกับวันปีใหม่เขมร เขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จ และจัดตั้งรัฐบาล “กัมพูชาประชาธิปไตย” พร้อมเริ่มต้นแผนสร้างสังคมใหม่โดยการกวาดต้อนประชาชนสู่ชนบท บังคับแรงงาน และกำจัดผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “ศัตรูทางชนชั้น”

การกระทำเหล่านี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหาร แรงงานหนัก และความอดอยากระหว่าง 850,000 ถึงกว่า 3 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางมนุษยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

ความโหดร้ายบนทุ่งสังหาร ประชาชนถูกบังคับให้ออกจากเมืองไปทำงานในชนบท แต่งกายชุดดำเหมือนกันหมด สิทธิเสรีภาพถูกลิดรอนอย่างรุนแรง ปัญญาชน ข้าราชการ ครู แพทย์ พระสงฆ์ และชนกลุ่มน้อยตกเป็นเป้าหมายของการกำจัด

“คุกตวลสเลง” (Tuol Sleng หรือ S-21) เดิมเป็นโรงเรียนมัธยม แต่ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่กักขัง ทรมาน และสังหารผู้คนอย่างเป็นระบบ ขณะที่ “ทุ่งสังหาร” (Killing Fields) กลายเป็นสุสานหมู่มากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ     มีผู้ประเมินว่าประชากรกัมพูชาราว 1.5 – 3 ล้านคน หรือเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรในขณะนั้น ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

การลี้ภัยสู่แผ่นดินไทย ชาวเขมรจำนวนมากลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทย มีการตั้งค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดน เช่น ที่เขาอีด่าง หนองจาน สระแก้ว สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ประเทศไทยต้องรับภาระด้านมนุษยธรรมในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ในช่วงวิกฤตินี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงมีบทบาทสำคัญในการพระราชทานความช่วยเหลือ

การล่มสลายของเขมรแดง    ความขัดแย้งกับเวียดนามซึ่งสะสมมาตลอดช่วงกลางทศวรรษ 1970 ทำให้กองทัพเวียดนามเข้ายึดครองกัมพูชาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2522 สิ้นสุดยุคเขมรแดงอย่างเป็นทางการ แต่ก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองระลอกใหม่ตามมา

ชะตากรรมของเขมรแดงในปัจจุบัน แม้เขมรแดงยังคงเคลื่อนไหวในฐานะกองกำลังต่อต้านอยู่หลายปี แต่ก็อ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสิ้นสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ผู้นำหลายคน เช่น พอล พต, เขียว สัมพัน และนวน เจีย ต่างมีชะตากรรมต่างกันไป พอล พต เสียชีวิตในปี 1998 โดยไม่ถูกดำเนินคดี ในขณะที่อีกสองรายถูกศาลพิเศษแห่งกัมพูชาตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ในปัจจุบัน เขมรแดงในฐานะองค์กรได้สิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิง แต่อุดมการณ์สุดโต่งและบาดแผลทางสังคมที่พวกเขาทิ้งไว้ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวกัมพูชาและโลกทั้งใบ

บทสรุป เขมรแดงคือบทเรียนสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดสุดโต่งและอำนาจที่ไม่มีการควบคุม  อาจนำไปสู่หายนะอันใหญ่หลวง การเข้าใจประวัติศาสตร์ของเขมรแดง   จึงไม่ใช่เพียงการศึกษาความรุนแรงในอดีต แต่คือการเตือนใจร่วมกันว่าเราทุกคนต้องปกป้องคุณค่าความเป็นมนุษย์

โดย   สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ราชมรรคา : สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ราชมรรคา : สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ราชมรรคา : สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.03 น.

สุวรรณภูมิในอดีต  ไม่รู้จักคำว่า “พรมแดน” หรือ “ประเทศ”  แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน หากแต่ผืนแผ่นดินและผู้คนล้วนเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายแห่งวัฒนธรรม ศรัทธา และการคมนาคมที่สานรวมอารยธรรมหลากหลายในภูมิภาคเข้าด้วยกัน “ราชมรรคา” เส้นทางหลวงโบราณพันปี  คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของความเชื่อมโยงดังกล่าว โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักที่ทอดยาวจากวิมายปุระ (พิมาย) สู่ศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรขอมที่นครวัด ซึ่งมิใช่เพียงทางเดินของกองทัพหรือกองเกวียนขนเกลือ หากคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอารยธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคนั้น

พิมาย: เมืองแม่บทก่อนนครวัด

ก่อนที่นครวัดจะปรากฏเป็นปราสาทหินชื่อดังในประวัติศาสตร์ เมืองพิมาย หรือวิมายปุระ กลับก่อรูปมาก่อน  เมืองพิมายแห่งนี้ตั้งอยู่ริมลำจักราชและแม่น้ำมูล ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของดินแดนอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มาแต่โบราณ ความชุ่มชื้นของดิน น้ำ และความสามารถของชาวพื้นเมือง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จากหลักฐานชิ้นส่วนสัตว์โลกล้านปีเช่นเสือเขี้ยวดาบ และเต่ายักษ์ ที่บ่อทราย บ้านตะกุดขอน   หรือโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่บ้านธารปราสาท แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์เมื่อกว่า 3,000 ปีมาแล้ว  ขุดเรืออีโปงจากต้นตาลเพื่อใช้สัญจรไปตามลำน้ำ ตอกย้ำความเก่าแก่และความสามารถในการปรับตัวต่อภูมิประเทศที่ชาญฉลาด

ราชมรรคา: เส้นทางขนส่งเกลือ เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา ปลาร้า และวัฒนธรรม

ราชมรรคาไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางของขบวนราชรถหรือทัพศึก แต่ยังเป็นโครงข่ายเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวา   เครื่องปั้นดินเผาพิมายดำ และเตาถลุงแร่เหล็กใกล้เส้นทาง     พิสูจน์ถึงความสามารถทางเทคโนโลยีอันชาญฉลาดของคนโบราณ ชาวอีสานแถบทุ่งกุลาร้องไห้และแม่น้ำสงคราม ใช้เกวียนเทียมวัวขนเกลือสินเธาว์  ผ่านเส้นทางราชมรรคาสู่หมู่บ้านริมทะเลสาบเขมร เพื่อใช้ในการผลิต “ปราฮก” หรือปลาร้าที่เป็นเครื่องปรุงพื้นฐานของครัวเขมรและอีสานจนถึงปัจจุบัน ขบวนวัวเกวียนเหล่านี้มิใช่เพียงผู้ค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็นพาหะทางวัฒนธรรมที่นำความเชื่อ ภาษา งานหัตถกรรม และเทคนิคการเกษตรระหว่างดินแดนพรมแดนให้ทำการแลกเปลี่ยนและผสมกลมกลืน

นอกจากนี้ ราชมรรคา ยังเอื้อให้เกิดการเผยแพร่ศิลปะและศาสนา ตั้งแต่ยุคของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ 2 ที่นำพาศิลปะแบบไวษณพที่เป็นลัทธิบูชาพระวิษณุเข้าสู่อีสาน ปราสาทหินพิมายนั้นแม้จะเป็นพุทธสถานมหายาน แต่ก็รับอิทธิพลศิลปะเขมร ชวา และอินเดียอย่างกลมกลืน ผ่านภาพแกะสลัก เทวรูป และการวางผังเมืองที่สะท้อนทั้งความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของภูมิภาค

การเมืองระหว่างแผ่นดิน เบื้องหลังความรุ่งเรืองของราชมรรคา ยังมีบริบทของสายเลือดและการสืบอำนาจที่แผ่ขยายไปทั้งสองฝั่งของเทือกเขาพนมดงรัก ราชวงศ์มหิธรปุระ (Mahidharapura) ซึ่งเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ขอมสำคัญหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และ 7 มีบทบาทในการขยายอิทธิพลผ่านศาสนา สถาปัตยกรรม และการปกครองที่รวมศูนย์อย่างมีแบบแผน ในขณะที่ราชวงศ์ตระซ๊อกประแอม (Trasak Paem) ซึ่งถือเป็นราชวงศ์ของเขมรในยุคถัดมา มีบทบาทในการฟื้นคืนอำนาจท้องถิ่นและรูปแบบการปกครองแบบผสมผสานกับอิทธิพลของอาณาจักรอื่นอย่างอยุธยา ทำให้ราชมรรคาในช่วงหลังไม่เพียงรับบทเป็นทางเดินของสินค้า หากแต่เป็นเวทีทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์

เส้นทางแห่งความทรงจำ แม้เมื่อกาลเวลาล่วงเลย เส้นทางราชมรรคาจะเงียบเหงาไปตามการเสื่อมถอยของอาณาจักรขอม โดยเฉพาะในปลายสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (ราว พ.ศ. 1821–1845) แต่ซากหลักหิน บาราย และหมู่บ้านที่ยังดำรงอยู่บริเวณสองฝั่งเส้นทางโบราณ ยังยืนหยัดเป็นพยานแห่งอารยธรรม

วันนี้ พิมายยังคงเป็นเมืองเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ตั้งของปราสาทหินพิมาย สมบัติแห่งชาติที่ดึงดูดผู้มาเยือนทั้งเพื่อชมสถาปัตยกรรม และสัมผัสมรดกทางจิตวิญญาณที่ยังคงเต้นอยู่ในจังหวะของราชมรรคา เส้นทางที่ไม่เพียงเชื่อมเมืองต่อเมือง แต่เชื่อมใจของคนสองแผ่นดินเข้าด้วยกันผ่านกาลเวลาที่ผ่านไป

โดย   สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย , วิกิพีเดีย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ต้นตระกูลเขมร – จากสุริยวรมันถึงฮุนเซน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ต้นตระกูลเขมร – จากสุริยวรมันถึงฮุนเซน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ต้นตระกูลเขมร – จากสุริยวรมันถึงฮุนเซน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตำนานพันปี มีนิทานพื้นบ้านเขมร เล่าสืบต่อกันมาว่า กว่าพันปีก่อน  มีพราหมณ์ชื่อ “โกณทัญญะ”  เดินทางด้วยเรือใบจากอินเดีย   มายังดินแดนริมทะเลสาบเขมร แล้วอภิเษกกับ “นางพญาไม้ไผ่” ธิดาพญานาคผู้ปกครองท้องถิ่น    เรื่องเล่านี้สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดูกับความเชื่อพื้นเมือง ก่อนจะกลายเป็นรากฐานของอาณาจักรฟูนัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งอารยธรรม “ขอม”

ฟูนัน – เจนละ: จากรุ่งเรืองสู่ร่วงโรย สมัยพุทธศตวรรษที่ 7 ถึง 11 อาณาจักรฟูนันรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดียกับจีน มีเมืองท่าสำคัญอย่างออกแก้ว (Oc Eo)    รับอิทธิพลฮินดูและพุทธ แต่ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 11  ถึง 13 ฟูนันถูกเจนละซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของฟูนัน ผงาดขึ้นแทน โดยแบ่งเป็น “เจนละบก” ทางเหนือ และ “เจนละน้ำ” ทางใต้ แต่ความแตกแยกของเจนละ เปิดช่องให้มหาอำนาจต่างถิ่นเข้ายึดครองราวพุทธศตวรรษที่ 13  กองทัพชวาจากอาณาจักรศรีวิชัยยกทัพเรือข้ามอ่าวมายึดครองเขมร สังหารกษัตริย์มหิปติวรมัน  

สู่ยุคเมืองพระนคร   “พระเจ้าชัยวรมันที่ 2”ทรงประกาศเอกราชจากชวาในปี พ.ศ. 1345 จุดเริ่มต้นแห่งยุค “เมืองพระนครหลวงหรืออังกอร์” ที่รุ่งโรจน์ทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม และการปกครอง    ปราสาทหินนครวัด นครธม และปราสาทบายนอันยิ่งใหญ่  คือสัญลักษณ์แห่งยุคทอง โดยมีกษัตริย์สำคัญราชวงศ์มหิธรปุระ อย่าง “สุริยวรมันที่ 2” และ “ชัยวรมันที่ 7” ก่อนอาณาจักรจะเสื่อมลงจากสงครามภายในและการรุกรานของอยุธยา

ปฏิวัติประชาชนโดยพระเจ้าแตงหวาน    ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 “พระเจ้าแตงหวาน” หรือพระบาทกมรเตง อัญศรีสุริโยพันธุ์  ผู้นำจากชนชั้นล่าง ปฏิวัติระบบศักดินา สถาปนา “ราชาธิปไตยจากประชาชน” และก่อตั้งราชวงศ์นโรดม หลังการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อเปลี่ยนจากศาสนาราชสำนักสู่พุทธเถรวาทแบบเรียบง่าย พร้อมการหยุดสร้างปราสาทหินขนาดใหญ่แบบขอมโบราณ 

นครวัดถูกลืม  หลังจากถูกโจมตีจากอยุธยา ใน พ.ศ. 1893 สมัยพระเจ้าอู่ทอง พ.ศ.1974 สมัยเจ้าสามพระยา เขมรย้ายเมืองหลวงจากเมืองพระนครไปพนมเปญ  ละแวกและอุดงมีชัย ปราสาทหินนครวัด–นครธมถูกปล่อยร้างเป็นเวลานาน ในป่าทึบ จน “อองรี มูโอต์” นักสำรวจฝรั่งเศสค้นพบในยุคอาณานิคม จุดประกายให้โลกตะวันตกสนใจอารยธรรมขอมอีกครั้ง สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงยกทัพไปตีกรุงละแวก อีกใน พ.ศ. 2136 ทำให้อาณาจักรเขมรตกเป็นประเทศราชของสยาม    เมื่อสยามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เวียดนามสมัยราชวงศ์เหงียน ก็แผ่อิทธิพลเข้ามาในเขมรจนเกิดสงครามอานามสยามยุทธ พ.ศ. 2374 ถึง 2398  และเวียดนามได้ผนวกดินแดนเขมรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนในพ.ศ. 2378

เขมรลี้ภัยมาเมืองไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์    เขมรมีความขัดแย้งในราชสำนัก  และเผชิญแรงกดดันจากญวน–สยาม เจ้าเขมรหลายพระองค์ลี้ภัยมาอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของไทย ก่อนที่จะเสด็จฯกลับไปครองราชย์ที่กัมพูชา ด้วยการสนับสนุนของกองทัพสยามที่มีเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพ  เช่น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ (นักองค์เอง)  กษัตริย์รัชกาลที่ 105   และ สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (นักองค์ด้วง)  กษัตริย์รัชกาลที่ 108 แห่งราชวงศ์ ตรอซ็อกผแอม ซึ่งเป็นต้นตระกูล ของพระเจ้านโรดมสีหมุนี 

พ.ศ. 2508 ถึง 2516  สหรัฐอเมริกา ทำสงครามกับเวียดนาม  และได้ทิ้งระเบิดทำลายที่มั่นและเส้นทางเดินทางของทหารเวียดกงที่ผ่านกัมพูชาไปไซ่ง่อน   ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปราว 100,000 ถึง 500,000 คน  และมีทุ่นระเบิดตกค้างทำให้มีคนพิการหลายหมื่นคนรวมทั้งสมเด็จฮุนเซนที่เสียดวงตาไปหนึ่งข้าง  

ต่อมาในยุคเขมรแดง ช่วง พ.ศ. 2518 ถึง 2522  ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนเขมรกว่าล้านคน  ประเทศไทยเปิดชายแดนรับผู้ลี้ภัยชาวเขมรจำนวนมาก สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ฯของประเทศไทย เสด็จฯไปพระราชทานความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วยพระองค์เอง

ฮุน เซน – ฮุน มาเนต: สายเลือดแห่งอำนาจยุคใหม่

หลังยุคเขมรแดง สิ้นสุด สมเด็จฮุน เซน ก้าวสู่เวทีการเมือง แม้ไม่ใช่เป็นเชื้อสายราชวงศ์ แต่ก็ครองอำนาจในกัมพูชาอย่างเด็ดขาด แล้วส่งต่อให้ ฮุน มาเนต บุตรชาย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

คาสิโนคอลเซ็นเตอร์: โฉมใหม่ของอำนาจ

กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา  ระบุว่า  ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา “เศรษฐกิจคาสิโนและคอลเซ็นเตอร์” กลายเป็นรากฐานอำนาจใหม่ในกัมพูชา โดยเฉพาะในเมืองชายแดน เช่น ปอยเปต และพระสีหนุ เบื้องหลังธุรกิจเหล่านี้ซ่อนปฏิบัติการฟอกเงิน ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยถูกขึ้นบัญชีดำและคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา

โดย   สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก อารยธรรมรอบโลก , วิกิมีเดีย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ขอมโบราณกับเขมรปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ขอมโบราณกับเขมรปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ขอมโบราณกับเขมรปัจจุบัน

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็แพร่หลายไปด้วยเช่นกัน หนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องคือ เรื่องของชาวขอมโบราณและชาวกัมพูชาปัจจุบัน

ขอมคือใคร?

ชาวขอมเป็นกลุ่มชาติพันธุ์โบราณที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ชาวขอมเป็นผู้สร้างปราสาทหินและสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามมากมาย แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต   

ชาวขอมมีราชวงศ์กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ ราชวงศ์มหิธรปุระ (พ.ศ. 1623-1879) ซึ่งมีกษัตริย์เชื้อสายอินเดียที่มีชื่อเสียงหลายพระองค์ เช่นพระเจ้าสุริยะวรมัน และพระเจ้าชัยวรมัน ที่สร้างปราสาทหินขนาดใหญ่ไว้ทั่วดินแดน  โดยมีพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ขอม

อย่างไรก็ตาม ชาวขอมในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ได้สูญสลายไปจากประวัติศาสตร์เนื่องจากการปฏิวัติที่อ้างว่านำโดยพระเจ้าแตงหวาน ซึ่งเป็นคนสวนปลูกแตงที่ใช้หอกแทงสังหารพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 ใน พ.ศ.1879 รวบรวมกำลังทาสและประชาชน เข้ายึดอำนาจอาณาจักรพระนคร แล้วขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทภมรเตง อัญศรีสุริโยพันธ์ที่ 1 (ព្រះបាទស្រីសុរិយោពណ៌ទី១) หรือพระบาทพระองค์ชัย  สถาปนาราชวงศ์ตรอซ็อกผแอมที่เป็นต้นราชวงศ์นโรดมของกษัตริย์เขมรยุคปัจจุบัน  โดยได้นำพระแสงหอกลำแพงชัยมาเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์

พงศาวดารเขมร ฉบับนักองค์เอง (Neak Oang Eng Chronicle) บันทึกเรื่องของนายแตงหวาน (Teang Hoang)ไว้ว่า  “นายแตงหวานเป็นชาวสวนธรรมดาที่ปฏิวัติยึดอำนาจจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 9โดยใช้กำลังจากพวกทาสและชาวนา”

เมื่อหมดสิ้นราชวงศ์มหิธรปุระ   การสร้างปราสาทหินต่างๆ ก็ยุติลง  ปราสาทนครวัดถูกทิ้งร้างมีป่าปกคลุม  จนกระทั่งมีชาวฝรั่งเศสมาค้นพบแล้วกระจายข่าวสู่ชาวโลก             

ปราสาทหินและโบราณสถานที่ชาวขอมโบราณสร้างไว้ แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากของชาวเขมรปัจจุบัน  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันในพื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะจังหวัดลพบุรี ไม่มีชาวขอมเหลืออยู่แล้ว มีเพียงคนไทยที่อาศัยอยู่ เนื่องจากชาวขอมได้สูญหายไปจากประวัติศาสตร์เป็นเวลานานแล้ว

ถึงแม้จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่พูดภาษาเขมรได้  แถบชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ  เช่นตระกูล ชิดชอบ  หรือมูลศาสตร์สาทร  แต่ก็เป็นคนไทย ไม่ใช่คนกัมพูชา

คนเขมรปัจจุบันเป็นลูกผสมหลายเชื้อสายเผ่าพันธุ์ เช่นพวก จาม ไทย ชวา มอญ  ลาว จีน มอญ และชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ เช่น กูย  บรู  กะลิง พนอง ตำปูน สตึง โดยได้ผ่านการสู้รบกวาดต้อนเชลยศึก สังหารฝ่ายตรงข้าม และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หลายครั้งหลายหน   เช่น สงครามกับจามปาสมัยก่อนสร้างนครวัดสมัยพุทธศตวรรษที่ 17   การล้มล้างราชวงศ์มหิธรปุระ โดยราชวงศ์ตระซ๊อคประแอม ตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 18   การถูกโจมตีโดยกองทัพสยามสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยพุทธศตวรรษที่ 20   การถูกทิ้งระเบิดโดยสหรัฐอเมริการะหว่างสงครามเวียดนาม ช่วงพ.ศ. 2508-2516  การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 3 ล้านคนของเขมรแดง ช่วงพ.ศ. 2518 ถึง 2522 และการโจมตีกวาดล้างเขมรแดงของฮุนเซนและทหารเวียดนาม  พ.ศ. 2521 ถึง 2522 ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่าจะมีคนเชื้อสายขอมโบราณพวกที่สร้างปราสาทหิน เหลือรอดอยู่ในกัมพูชาปัจจุบันสักกี่คน

โดย   สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจากเพจเฟสบุ๊ก พระธาตุภูเพ็ก สกลนคร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.25 น.

ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2568 ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่   ความตึงเครียดที่สะสมในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านชายแดน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือกฎหมายระหว่างประเทศ กลายเป็น ต้นเพลิง แบบไม้ขีดก้านเดียว ที่จุดไฟป่าให้ลุกลามหากไม่มีการระงับดับลงอย่างทันท่วงที   ผลของการวิวาทระหว่างผู้นำประเทศ     สร้างความเสียหายวายวอดต่อประชาชนตาดำๆ ที่ตกเป็นเหยื่อแบบ “เมื่อช้างสารชนกัน  หญ้าแพรกก็แหลกกระจุย”

สัญญาณแรกของรอยร้าวเริ่มชัดเจนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568  ด้วยเหตุปะทะบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังจากที่ทหารกัมพูชาขุดคูดินใกล้เขตแดน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย จนมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต  ต่อมาในเดือนมิถุนายน ความตึงเครียดยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีรายงานว่าโดรนจากฝั่งกัมพูชาบินล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยรวมถึงกรณีที่ชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่งรวมตัวร้องเพลงบริเวณโบราณสถาน “ตาควาย–ตาเมือนธม” จนทหารต้องรีบเข้าแทรกแซง

นอกจากภัยเงียบตามแนวชายแดนแล้ว   มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจได้เดินหน้าอย่างเข้มข้น โดยกัมพูชารณรงค์ “ไม่ซื้อสินค้าไทย” ต่อเนื่องด้วยการระงับส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในประเทศไทย รวมถึงสั่งห้ามนำเข้าผลไม้และผักและการระงับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากไทย

ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดต่อการนำเข้า “มันสำปะหลัง” จากกัมพูชา โดยเริ่มชะลอการอนุมัติใบอนุญาตและเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบซึ่งกระทบต่อเกษตรกรกัมพูชาโดยตรง เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่พึ่งพาตลาดไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนก็ไม่พ้นแรงกระเพื่อม  เมื่อทางการกัมพูชาสั่งห้ามการฉายภาพยนตร์ไทยในสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง   พร้อมรณรงค์ให้แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในไทยเดินทางกลับประเทศ

ในเวทีระหว่างประเทศ กัมพูชาเตรียมนำกรณีข้อพิพาทเขตแดนช่องบก และสามปราสาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยเองก็ตอบโต้ด้วยมาตรการด้านความมั่นคง เช่น การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ และการพนันออนไลน์ ที่มีต้นตอจากฝั่งกัมพูชา การตัดไฟและอินเทอร์เน็ตในบางจุดชายแดน รวมถึงห้ามพลเมืองไทยข้ามแดนไปเล่นการพนันฝั่งกัมพูชา

ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าใดเพียงเหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลสะสมจากความไม่ไว้วางใจในหลายมิติ ทั้งทหาร เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง ที่สะสมมานานโดยไม่มีพื้นที่คลี่คลายที่เพียงพอ

หากไม่มีการรับมือด้วยสติและการฟื้นสัมพันธ์ไมตรี   ความขัดแย้งครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ลมที่พัดผ่านไป แต่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์บทใหม่ของ “การพ่ายแพ้ร่วมกัน” ของทั้งสองประเทศ ที่ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ เหลือไว้เพียงเศษซาก และถ่านเถ้าของความเสียหายและความไม่เข้าใจที่จะลุกลามต่อไปอีกหลายร้อยปี

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

บทความพิเศษ : 'รู้เขารู้เขมร' ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

รู้เขารู้เรา จะกลัวอะไรกับการรบร้อยครั้ง” คำกล่าวอมตะในตำราพิชัยสงครามจีน ที่ไม่เพียงใช้ในสนามรบโบราณเท่านั้น หากยังสะท้อนแนวคิดร่วมสมัยในการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งต่อตนเองและผู้อื่น    

เนื่องจากประเทศกัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีความเกี่ยวข้องกับไทยอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่คนไทยจะต้องศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจในเรื่องกัมพูชา ทั้งด้าน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เพื่อให้เกิดมิตรไมตรี และลดความเข้าใจผิด โดยมิใช่การเตรียมเผชิญหน้า แต่เพื่อเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน และเป็นการลงทุนที่มีคุณค่า การที่คนไทยรู้จักเขมรนั้นเป็นก้าวสำคัญของการเป็นเพื่อนบ้านในองค์การอาเซียนอย่างมั่นคง

1.ประวัติศาสตร์ : ความสัมพันธ์พันปี คนไทยและคนเขมรมีความเกี่ยวพันกันมากว่าพันปี  เปรียบเสมือนพี่น้องคลานตามกันมา ตั้งแต่สมัยอาณาจักรขอมโบราณก่อนการตั้งประเทศสยามและอาณาจักรกัมโพช จนถึงปัจจุบัน ที่มีสายใยร่วมกันในด้านประเพณี ภาษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ปรางค์สามยอดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทนครวัด และเส้นทางราชมรรคา สะท้อนการผสมผสานและการถ่ายทอดอารยธรรมอย่างแน่นหนา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางช่วงก็ราบรื่นดี แต่มีบางช่วงที่ขัดแย้งกันบ้างเหมือนปัญหาคนในครอบครัว การเข้าใจประวัติศาสตร์เขมรจะช่วยให้คนไทยไม่ยึดติดกับข้อมูลด้านเดียวและเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนในปัจจุบัน ที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ความขัดแย้งและความเข้าใจผิดในอดีตบางครั้งเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นกลางและครอบคลุมจะช่วยลดอคติและสร้างมุมมองที่สร้างสรรค์มากขึ้น

2.วัฒนธรรม : สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ประเทศไทยและกัมพูชามีมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันมากมาย ทั้งในด้านภาษา ศาสนาพุทธ พราหมณ์ฮินดู ศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรที่มีต่อศิลปะและเพลงไทยในหลายยุคสมัย  

วัฒนธรรมเขมรมีเอกลักษณ์ที่น่าศึกษา ตั้งแต่ศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิม เช่น รำอัปสรา ดนตรีพื้นบ้าน การแกะสลักหิน ไปจนถึงประเพณีต่างๆ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวเขมร การเรียนรู้เรื่องเหล่านี้สร้างการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ ดังนั้นการเรียนรู้และชื่นชมวัฒนธรรมกัมพูชา จะช่วยเปิดมุมมองให้คนไทยเห็นถึงความหลากหลายและความงดงามของเพื่อนบ้าน เป็นการสร้างความผูกพันทางใจ และลดอคติที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่รู้

3.เศรษฐกิจ : โอกาสและความท้าทายร่วมกัน  กัมพูชาเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก การเข้าใจลักษณะการทำธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และพฤติกรรมผู้บริโภคในกัมพูชาจะช่วยให้นักธุรกิจไทยสามารถขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีเป็นสาขาที่มีโอกาสความร่วมมือสูง การเตรียมความพร้อมด้วยความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยให้การลงทุนและการค้าขายประสบความสำเร็จมากขึ้น

4.สังคม : ในปัจจุบันมีแรงงานเขมรจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาเขมรจะช่วยลดปัญหาการสื่อสารและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน การเรียนรู้เรื่องสังคมกัมพูชาจะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจในบริบทของเพื่อนบ้านมากขึ้น ลดอคติ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แบบ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมถึงการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การศึกษา และกิจกรรมทางสังคมระหว่างทั้งสองประเทศจะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจกัน

5.ความมั่นคง : สร้างเสถียรภาพเพื่อภูมิภาค ความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียนขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความเข้าใจกันระหว่างประเทศสมาชิก การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกัมพูชาจะช่วยให้ไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค    

การป้องกันปัญหาข้ามแดน เช่น การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการก่อการร้าย ต้องอาศัยความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเริ่มต้นจากความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ประเด็นเรื่องพรมแดน และการประสานความร่วมมือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ   

6.การลดความเข้าใจผิดและอคติ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการขาดความรู้ความเข้าใจมักเป็นต้นเหตุของความเข้าใจผิดและการมองกันในแง่ลบ การศึกษาเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีมุมมองที่หลากหลายจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น

7.บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ การปลุกระดมมวลชน และข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง สามารถขยายความเข้าใจผิดได้อย่างรวดเร็ว การมีความรู้พื้นฐานที่มั่นคงจะช่วยให้เราสามารถกลั่นกรองข้อมูลและไม่หลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่บิดเบือน

วิธีการเรียนรู้เรื่องเขมร

1.ศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย – อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ บทความวิชาการ และข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ 2.เรียนรู้ภาษาเขมรขั้นพื้นฐาน – การรู้ภาษาจะช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น      การพูดทักทายภาษาเขมรเพียง 10 ประโยค จะสร้างความประทับใจต่อคนกัมพูชาอย่างมาก เช่น จุมเรียบเซา (สวัสดี) โซกซะบายเด?(สบายดีหรือ) ซะบาย-นาด(สบายมาก)  ออกุน (ขอบคุณ) รีก-เรียย- เดล (ยินดีที่ได้พบ) สะอาด(สวย/สะอาด/หล่อ) ตรัวเฮย(ถูกแล้ว/เก่งมาก) อะ-ดืออี-เต(ไม่เป็นไร) ไป-ญาม-บาย (ไปกินข้าวกัน) เละ นาด (ดีมาก) รีก-เรียย-นาด (ดีใจมาก) 3.เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม – เทศกาล นิทรรศการ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมร่วม เช่น ในเทศกาลวิสาขบูชา 4.เดินทางไปเยือนกัมพูชา – การสัมผัสด้วยตนเองจะให้ความเข้าใจที่แท้จริงมากกว่าการอ่านหรือฟังเพียงอย่างเดียว และ 5.สร้างเครือข่ายกับชุมชนเขมรในไทย – การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง กับแรงงานเขมรในประเทศไทย จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในมิติส่วนบุคคล

โดย  สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : การยกเว้นวีซ่าแก่จีนที่ไม่คุ้มค่าและอันตราย

บทความพิเศษ : การยกเว้นวีซ่าแก่จีนที่ไม่คุ้มค่าและอันตราย

บทความพิเศษ : การยกเว้นวีซ่าแก่จีนที่ไม่คุ้มค่าและอันตราย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

สืบเนื่องจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ประกาศยกเว้นการตรวจลงตราหรือวีซ่าแก่จีนให้ฝ่ายเดียวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 และประเทศต่างๆ อีกมากเป็นการชั่วคราว และต่อมาทำความตกลงทวิภาคีไทย-จีน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ด้วยเหตุผลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย หลังจากที่ไทยประกาศยกเว้นวีซ่าแก่สหรัฐฯแคนาดา ประเทศตะวันตกจำนวนมาก ที่เรียกว่า ผ่อนผัน30 วัน (ผ. 30) ตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นมาช้านาน

ไทยมีความคุ้นเคยเป็นมิตรกับต่างชาติเพราะมีอัธยาศัยที่ดี มิเคยเป็นอาณานิคมของตะวันตก รอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนามแม้ว่า
จะเป็นฝ่ายผู้แพ้ ส่งผลให้มีอุปนิสัยใจคอและลักษณะประจำชาติที่เป็นเอกลักษณ์

ไทยคาดหมายมากจากการท่องเที่ยวของคนต่างชาติ เพื่อเป็นเครื่องจักรหลัก คือ ต่ำกว่าร้อยละ 9 ของจีดีพี ขึ้นอยู่กับจำนวนคนและรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาการเจริญเติบโตของจีดีพีลดลงต่ำกว่าร้อยละ 3 คือต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่การส่งออก เครื่องจักรอีกตัวหนึ่ง คือร้อยละ 65 การเจริญเติบโตอยู่ในระดับต่ำเกือบจะติดลบ อาการไม่น่าไว้ใจ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ อย่างไรก็ดี ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเป็นทุนอยู่แล้ว แต่น่าจะต้องปฏิวัติวิธีการจัดการและประยุกต์ใช้วิทยาการที่ทันสมัยยิ่ง อนึ่ง ระบบการเมืองที่เป็นเสรีนิยมในระดับหนึ่งยังเป็นปัจจัยบวก

เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลปัจจุบัน นำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถนัดกับการแจกเงินโอนเงินแก่ผู้มีความเปราะบาง ผู้สูงอายุ ในแนวทางป๊อปปูลิสม์เพื่อเบนความสนใจ เมื่อไม่นานนี้ นำเสนอข้อดำริที่จะทำ “เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์” ในด้านต่างๆ ขณะที่ผู้วิจารณ์เตือนถึงการมีกาสิโนเสรีแอบแฝง นัยว่า เพื่อดึงดูดให้เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจำนวนมากขึ้นได้เล่นได้มีความบันเทิง ซึ่งนั่นเป็นข้อกล่าวหาที่น่ากลัว เพราะว่ามีคนห่วงกังวลว่าประชาชนชาวไทยจำนวนหนึ่งนิยมเล่นการพนัน แต่ยิ่งเล่นยิ่งจน การพนันขันต่อพัฒนาขึ้นจากกัดปลา ตีไก่ เล่นหวย ลอตเตอรี่ พนันออนไลน์จากกีฬาสารพัดประเภท รัฐบาลเหมือนไม่ทราบนิสัยก็ออกลอตเตอรี่รูปแบบใหม่ขึ้นมาเนืองๆ

การที่รัฐบาลชุดก่อนถึงชุดปัจจุบัน ซึ่งก็มาจากโครงสร้างพรรคกลุ่มเดียวๆ กัน ส่งเสริมการยกเว้นวีซ่าแก่คนจีน เพื่อให้มาท่องเที่ยวในไทย เป็นการตัดสินใจที่
ไม่รอบคอบ ผิดพลาด อันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้

1.ตลาดและทรัพยากรการท่องเที่ยว ศักยภาพยังไม่พร้อม ทัวร์ศูนย์เหรียญเป็นผลลัพธ์มิใช่รายได้ของประชาชนและอุตสาหกรรมในไทย ขณะเดียวกัน รัฐขาดรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราและอื่นๆ ที่พึงมีพึงได้ ซึ่งแท้จริงควรปรับปรุงให้สูงขึ้นตามยุคสมัยได้

2.ความไม่รอบคอบ คือ ยังมิได้วางระบบหรือมาตรการบันทึกการเข้าเมืองที่เป็นมาตรฐานชัดเจนและสมบูรณ์ ดังเช่นกล่าวกันว่า ซอฟต์แวร์ข้อมูลเต็มในที่ประชุม
ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเร็วๆ นี้ ดังนั้น จึงมีคนเข้าเมืองอยู่นอกระบบการจัดเก็บข้อมูลนับ 17 ล้านคนเหล่านี้ชวนให้สงสัยว่า เราเก็บข้อมูลบรรดาแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านได้ครบถ้วนเพียงไรหรือไม่ด้วย เพราะทุกวันนี้ เรามีทั้งนักท่องเที่ยว ผู้รับจ้างทำงานผู้แอบลักลอบทำงานทั้งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย ยาเสพติดอาชญากรรมข้ามชาติมหาศาล แต่เรามีความตั้งใจมั่นไหมมีงบประมาณ ทรัพยากร กำลังพลบังคับใช้กฎหมายเพียงพอไหม

3.ความผิดพลาดและมิได้วางแผนไว้ก่อน กล่าวคือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า จะยกเว้นวีซ่าแก่ประเทศใด ประเทศนั้นจะยกเว้นเป็นการตอบแทนไหม หรือว่า คนไทยนิยมหรือประสงค์เดินทางไปประเทศนั้นๆ หรือไม่ เช่น เมื่อไทยทำความตกลงยกเว้นวีซ่ากับรัสเซีย เมื่อสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ขณะนั้น) ปี ก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลนั้นต้องการอะไรแท้จริง เพราะคนรัสเซียเข้าประเทศไทยจำนวนถึง 1.47 ล้านคน ขณะที่คนไทยไปรัสเซียมีจำนวนเพียง 71,095 คน จากสถิติเมื่อปี 2561 หรืออีกตัวอย่าง คือ ขณะที่ไทยยกเว้นวีซ่าแก่คนจีนเมื่อปี 2566 นั้น ไทยก็มิได้ขอยกเว้นฯ ต่างตอบแทน หรือถึงจะขอไป จะมีคนไทยเดินทางไปจีนจำนวนมากไหม ดูเหมือนว่าคนไทยนิยมเดินทางไปอเมริกาและยุโรปมากกว่า ซึ่งเขามิได้ยกเว้นวีซ่าให้คนไทยแต่อย่างใด

4.หนักที่สุดคือ ความมั่นคงแห่งชาติ เพราะหมายถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยภายในประเทศ แม้จะดูเป็นมิตรแต่เราต้องระลึกว่า เราและจีน ต่างมีลัทธิอุดมการณ์ต่างกันสิ้นเชิง เขามีประชากร ณ ครั้งหนึ่งมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก เศรษฐกิจใหญ่อันดับสอง มีอิทธิพลทางการเมืองเศรษฐกิจการค้าเหนือประเทศเพื่อนบ้านของเราเหมือนเป็นมณฑลหนึ่งของจีน ขณะนี้ การยกเว้นวีซ่าระหว่างกันทำให้เราและเขาแทบจะควบคุมการไปมาหาสู่กันหรือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมิได้ หรือทำได้แต่ไม่ดีเท่าที่ควร

ช่วงที่ผ่านไป มีการระบาดของปัญหาคอลเซ็นเตอร์ เพราะเทคโนโลยีทำให้อาชญากรรมข้ามไปสู่ชาติต่างๆ ง่ายขึ้นรวดเร็วขึ้น รัฐบาลจีนก็คุมไม่อยู่ รัฐบาลไทยก็คุมไม่อยู่ สังเกตได้จากการวิ่งตามจับกุมในคดีต่างๆ ระงับกระแสไฟฟ้าการส่งสัญญาณเครือข่ายตามแนวชายแดนและการระบาดของภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์

ข้าพเจ้าเป็นนักการทูตมาตลอดชีวิต ตั้งแต่เรียนหนังสือและทำงาน บัดนี้ พ้นวัยทำงานเต็มเวลา แต่ก็ใคร่ขอเสนอแนะต่อผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณา ดังนี้

ประการแรกที่สุด ถึงเวลาที่เราต้องขอทบทวนและเหยียบเบรกต่อการบังคับใช้ความตกลงยกเว้นวีซ่ากับจีนและประเทศต่างๆ ที่มีปัญหาการเข้าเมือง การลักลอบประกอบอาชีพโดยผิดกฎหมาย การตั้งแก๊งอิทธิพล อาชญากรรมข้ามชาติ หรือกับประเทศที่ไม่ได้มีการปฏิบัติต่างตอบแทน (คือ ไทยให้แต่ฝ่ายเดียวมาตลอด) หรือ กับประเทศที่คนไทยมิได้เดินทางไปเลย คือไทยเสียเปรียบ แล้วมาเริ่มต้นใหม่ เพราะการพิจารณาตรวจลงตราระหว่างกันเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยควบคุมขอบเขตการติดต่อ
กลั่นกรอง บันทึกการเดินทางและผู้เดินทางเข้า-ออก ดูเผินๆอาจเหมือนอำนาจนิยม แต่ในเมื่อการเดินทางเสรีได้สร้างปัญหาขึ้นมาก ก็ต้องกลับมานับหนึ่งกันใหม่ อัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรามิใช่ประเด็นสำคัญ ผู้เดินทางชำระได้ไม่ยาก เพราะไม่สูงนัก เราไม่ต้องไปคิดแทนเขา นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทย เพราะเศรษฐกิจอาชีพมั่นคง ความปลอดภัย ไม่ถูกทำร้ายหรือถูกลักพาโดยพวกคอลเซ็นเตอร์ เรื่องค่าวีซ่ามิใช่ประเด็นใหญ่การพิจารณาตรวจลงตราของประเทศสำคัญๆ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา ตะวันตกทั้งหลายกลั่นกรองละเอียดยิ่งนัก คนไทยยังอยากเดินทางไปคนจีนก็อยากไป แม้มีค่าใช้จ่ายสูง การยุติการให้การยกเว้นวีซ่าแก่ประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน รัสเซีย น่าจะช่วยการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ รวมทั้งคอลเซ็นเตอร์ การตั้งแก๊งอิทธิพลที่กำลังระบาดหนักในไทย

ประการที่สอง การเสนอให้กลับมาใช้วีซ่าอนุมัติการเข้าประเทศเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการไหลบ่าหลั่งไหลของคนจีนและคนต่างด้าวบางสัญชาติเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาและเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลและราชการจำต้องมีสมาธิและวางแผนที่ดีรับมือกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาตินานับประเภท เราสามารถยุติบังคับใช้กฎหมาย ข้อตกลงและนโยบายที่มีจุดโหว่บกพร่องได้

ประการที่สาม ไทยและทุกประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเข้าใจว่า นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเมื่อเศรษฐกิจธุรกิจบ้านเมืองของตนมั่นคงรุ่งเรืองอยู่ดีกินดีเพียงพอ แหล่งท่องเที่ยวมีเสถียรภาพ ปลอดภัยจากการก่อการร้าย การถูกจับจ้องเรียกค่าไถ่ ภัยพิบัติ การต่อต้านชาวต่างชาติ หรือการรุมโทรมนักท่องเที่ยวหญิงมีความสะดวกสบายน่าท่องเที่ยว อาจไม่จำเป็นที่ต้องยกเว้นวีซ่าเพราะทุกคนมีที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว อีกทั้งระยะเวลาการอนุญาตเข้าประเทศก็ไม่จำเป็นต้องเปิดกว้างถึง 60 หรือ 90 วัน เพราะเขาต้องประกอบอาชีพ มีกิจธุระต้องทำ มีประเทศอื่นๆ ต้องไปท่องเที่ยว ดังจะเห็นได้ว่า บัดนี้ หลังจากมีการยกเว้นฯ มาเพียง 1 ปีเศษ มีเสียงทักท้วงร้องเรียนปัญหามามากมายเพียงแต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องเปิดใจให้กว้างรับฟัง

ปัญหาที่สี่และสำคัญยิ่งขณะนี้ รัฐบาลต้องรวบรวมสมาธิจากปัญหาสัพเพเหระ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเร่งด่วน ปัญหาการส่งออก ปัญหาการจะถูกตอบโต้จากประเทศมหามิตรที่มุ่งกีดกันปกป้องทางการค้าก็ดี การทุ่มตลาดสินค้าสำคัญ สินค้าราคาถูกที่จะทำลายการผลิตและธุรกิจภายในประเทศ การเข้ากว้านซื้อธุรกิจสำคัญและทุกอย่างในประเทศ การถอนฐานการผลิตและการลงทุนจากต่างประเทศออกจากประเทศไทย เป็นต้น

โดยสรุป บัดนี้รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญทบทวนแก้ไขข้อผิดพลาด รวบรวมปัญญาสมาธิวางแผนแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ
หากทำได้และทำได้ดี ก็จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนนำพารัฐนาวาหลบเลี่ยงออกจากกรงเล็บมังกรที่กำลังผลักเข้าเป็น “มณฑลใหม่” ของมหามิตรในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

*คมกริช วรคามิน นักการทูตและผู้ประพันธ์หนังสือ Déjà vu : A Diplomat’s Memoir (2024)

คมกริช วรคามิน

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน  กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 07.30 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เดิมชื่อ “การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ปี ค.ศ. 2050 | ตอนที่ 2” เขียนโดย นิพัฒน์ ตันติศิลปานนท์, Consultant, Sasin Management Consulting สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ได้รับการปรับปรุงบางส่วนเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ของฉบับพิมพ์

จากบทความตอนที่แล้วที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานที่สำคัญ 3 ประการ (1) การขยายกำลังการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy expansion) (2) การใช้ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานสะอาด (Hydrogen as a clean energy carrier) และ (3) การใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่ง (Electronification of transportation) ที่จะช่วยผลักดันให้โลกก้าวไปสู่ Net Zero 2050 และในบทความนี้จะขอกล่าวถึงอีกแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานที่สำคัญ 3 ประการที่เหลือ ได้แก่

4.นวัตกรรมการกักเก็บพลังงาน (Energy storage innovation) : ระบบการกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System (ESS) คือ ระบบอุปกรณ์ วิธีการ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ใช้เมื่อต้องการ ซึ่งแนวคิดของระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้านี้เกิดขึ้นจากการขาดความสมดุลระหว่างการผลิต (Supply) และความต้องการ (Demand) โดยหลักการการทำงานของระบบกักเก็บพลังงาน คือ การกักเก็บพลังงานในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อนำไปตอบสนองความต้องการพลังงานในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติของระบบกักเก็บพลังงาน ก็คือความสามารถในการแปลงพลังงานไฟฟ้าให้อยู่ในรูปพลังงานอื่นๆ

ระบบกักเก็บพลังงานหลักๆ ที่มีใช้ในโลก เช่น “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro Plant)” เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีเครื่องสูบน้ำ มีหลักการทำงานคือ การนำกระแสไฟฟ้าจากระบบการผลิตในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยมาใช้สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่เดิมขึ้นไปพักไว้ในอ่างพักน้ำตอนบนที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วปล่อยน้ำลงมาผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในแต่ละวัน ซึ่งระบบกักเก็บพลังงานแบบนี้ เป็นระบบที่มีมานานแล้ว และมีต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญด้านภูมิประเทศที่อาจจะไม่เหมาะสมกับ
ทุกประเทศ / ทุกภูมิภาค

“ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS)” เป็นระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่เป็นองค์ประกอบหลัก โดยแบตเตอรี่จะทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงานส่วนเกินจากระบบส่งด้วยการกักเก็บประจุไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าต่ำ เพื่อนำมาจ่ายไฟในช่วงเวลาที่ต้องการ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ (Solar cell) ที่ผลิตได้เยอะมากในเวลากลางวันและอาจจะมากกว่าปริมาณความต้องการ(Excess supply) แต่ไม่สามารถผลิตได้ในเวลากลางคืน เป็นต้น

โดยข้อจำกัดเรื่องขนาดของแบตเตอรี่จะเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากขนาดแบตเตอรี่จะต้องใหญ่พอและมีจำนวนมากพอที่จะจ่ายไฟให้พอกับความต้องการของเมือง หรือที่เรียกว่า Grid-scale battery การพัฒนาด้านเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ ทั้งด้านความหนาแน่น (Density) จะส่งผลให้ความสามารถการกักเก็บพลังงานต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยลง และปัจจัยด้านราคา จะส่งผลโดยตรงทำให้ต้นทุนในการกักเก็บพลังงานลดลง ทั้งสองปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะให้เกิดการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในวงกว้าง

โดยระบบการกักเก็บพลังงานนั้นจะเป็นองค์ประกอบสนับสนุนสำคัญให้การเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางและลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลได้ เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนนั้นมีลักษณะที่ไม่คงที่ / ไม่แน่นอน (Intermittent) กล่าวคือ พลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟฟ้าได้เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสมเท่านั้น

เช่น โซลาร์เซลล์ (Solar cell) จะผลิตไฟฟ้าได้เมื่อมีแสงแดด พลังงานลม (Wind energy) ก็จะผลิตไฟฟ้าได้เมื่อมีลมที่ความเร็วตามที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งตราบใดที่เรายังไม่สามารถกักเก็บพลังงานเพื่อใช้ในเวลาที่มีความต้องการได้ตลอดเวลา เราก็ยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตจากรูปแบบอื่นๆ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐาน หรือ Baseload power plant ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ) หรือโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

5.ความพยายามในการลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization efforts) สืบเนื่องมาจากความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้ถูกกำหนดและถ่ายทอดเป็นนโยบายระดับโลก ผ่านกลไก หรือ Mechanism ที่สำคัญหลัก ๆ เช่น

“UN SDG (United Nation Sustainable Development Goals) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกภายหลังปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกภาคีขององค์กรสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558 แบ่งเป้าหมายออกเป็น 17 ข้อ ครอบคลุม 5 มิติ ซึ่งประกอบไปด้วย มิติด้านสังคม (People) มิติด้านเศรษฐกิจ (Prosperity) มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Planet) มิติด้านสันติภาพและสถาบัน (Peace) และมิติด้านหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership)

โดยเป้าหมายที่ 13 นั้น เชื่อมโยงกับปัญหาสภาวะโลกร้อนโดยตรง ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกภาคีลงมือต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน ผ่านการลงนามในความตกลงปารีสและนำไปปรับใช้ ทั้งนี้จากสถานะในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ที่ผ่านมา ความคืบหน้าของการดำเนินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยังล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น และประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่น่าจะบรรลุเป้าหมายได้ทันภายในปี พ.ศ.2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งจากการประมาณการเบื้องต้นพบว่า กว่า 140 เป้าหมาย มีเป้าหมายเพียง 12% ที่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เป้าหมายเกินกว่า 50% ล่าช้ากว่ากำหนดการที่วางไว้ และเป้าหมายเกือบ 30% ที่เหลือไม่มีความก้าวหน้าเลยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

“ตลาดคาร์บอน หรือ Carbon market” จากพิธีสารเกียวโตและความตกลงปารีสนั้น ได้เปลี่ยนให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นกลายมาเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้ (Commodity) ผ่านการสร้างมูลค่าให้กับการลดการปลดปล่อย โดยกำหนดให้ผู้ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าที่กำหนด สามารถนำส่วนต่างไปขายให้กับผู้ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าที่กำหนดได้ มิเช่นนั้น จะต้องจ่ายค่าปรับสำหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินเป็นมูลค่าสูง

ทั้งนี้ ก๊าซที่ถูกนำมานับรวมในการปลดปล่อยและวิธีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศซึ่งในปลายปี พ.ศ.2566 (ค.ศ.2023) มีตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Emission Trading System หรือ ETS) ทั้งหมด 36 ตลาด ครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกกว่า 9.9 GtCO2e ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนยังมีข้อจำกัดที่สำคัญอยู่ คือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั้นทำได้เฉพาะในตลาดของประเทศ นั้นๆ ยังไม่สามารถทำการซื้อขายข้ามพรมแดน หรือ Cross-border trade ได้

กลไกดังกล่าวเป็นความพยายามในด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอ อีกทั้งต่อให้ลดการปล่อยยังไง ก็ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ จึงมีความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาโดยตรง จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage technology หรือ CCS technology)

ซึ่งเป็นกระบวนการในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร โดยไม่ปล่อยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ถึงแม้เทคโนโลยีนี้จะมีข้อดีว่าสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงที่จุดกำเนิด แต่ข้อเสียที่สำคัญ คือ ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนและต้นทุนการดำเนินการ
ที่สูง และยังมีความไม่แน่นอนเรื่องผลกระทบในระยะยาว

6.การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้และโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Digitalization and smart grids) สำหรับโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าในปัจจุบันนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับลักษณะเฉพาะของพลังงาน ส่งผลให้สายไฟของระบบส่งไฟฟ้าต้องรับภาระหรือ Load ที่ไม่คงที่ตลอดเวลา รวมถึงการมาของรถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จไฟมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง แต่ก็ไม่ตลอดเวลา ทำให้ระบบส่งไฟฟ้าต้องรับ Load ที่ไม่คงที่เช่นกัน

และความต้องการการใช้ไฟฟ้าอาจจะไม่สมดุลกันกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตและป้อนเข้าสู่โครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า ทั้งหมดนี้นำไปสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า
อัจฉริยะเข้ามาใช้ ซึ่งจะสามารถทำให้เราใช้โครงข่ายเดิมได้เต็มประสิทธิภาพขึ้น ยืดอายุการใช้งานของโครงข่าย รวมไปถึงผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบเฝ้าดูความต้องการการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ได้แบบ Real time

ตัวอย่างประโยชน์ของการใช้ระบบโครงข่ายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น ระบบอาจจะจัดให้สถานีชาร์จไฟฟ้า ทำการชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off-peak) เพื่อลดภาระ Load ของระบบส่งในช่วงกลางวัน หรือการลดกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าฐานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากผู้ให้บริการจะรับรู้ระดับความต้องการของไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งเข้าระบบมากเกินความจำเป็นและเสียพลังงานไปเปล่าๆ (Loss) เป็นต้น

จากหลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของประชากร การขยายตัวของเขตเมือง รวมไปถึงแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานจากพลังงานฟอสซิลไปเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ในหลากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น “บ้านเรือน” เช่น การเปลี่ยนจากเครื่องทำความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติไปใช้เครื่องทำความร้อนที่ใช้ไฟฟ้า เตาทำอาหารที่ใช้ก๊าซไปเป็นเตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ก๊าซไปเป็นเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้า เป็นต้น

“ภาคอุตสาหกรรม” พลังงานส่วนใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมจะใช้ไปกับการสร้างความร้อนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกว่า 50% สามารถทดแทนด้วยไฟฟ้าได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนจากเตาหลอม Blast furnace ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติไปเป็นเตาหลอมไฟฟ้า Electric arc furnace เป็นต้น “ภาคขนส่ง” เช่น การเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งทุกปัจจัยนำไปสู่ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า หรือ Grid and transmission ทั้งเพื่อรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เข้าสู่ระบบ

ซึ่งยังต้องการเงินลงทุนในส่วนนี้อีกอย่างน้อย 13.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าให้เติบโตทันกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงซ่อมแซมโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าเดิมที่มีอายุมากแล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนเองมักได้รับคำถามบ่อยครั้งว่า “Net zero 2050 นั้นจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่?” ซึ่งจากความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และด้วยทิศทางแนวโน้มในปัจจุบัน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายและการผลักดันที่จริงจังจากทุกภาคส่วน การบรรลุเป้า Net zero 2050 น่าจะเป็นไปได้ยาก

โดยจากข้อมูลและแผนภาพของ Climate Action Tracker ณ ปลายปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ตามการคาดการณ์ของแต่ละประเทศ (NDCs) ที่ส่งให้กับ UNFCCC และระหว่างระดับการดำเนินการและนโยบายของภาครัฐในปัจจุบัน กับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (โดยเส้นสีเขียวคือระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับขีดจำกัดเรื่องอุณหภูมิระดับ 1.5°C ตามข้อตกลงปารีสอยู่)

โดยเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ (Building block) ในการไปให้ถึง Net Zero 2050 ที่เป็นความท้าทายนั้น ผู้เขียนพิจารณาถึง 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้ 1.ระบบโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า (Power grid) จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนอีกมหาศาล เพื่อที่จะสามารถรองรับกับความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ โดยมีการคาดการณ์ว่าต้องการเงินลงทุนอย่างน้อยอีก 13.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว 30% จะใช้สำหรับการซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ และอีก 70% ที่เหลือใช้สำหรับการขยายโครงข่าย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero แล้วนั้น จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 1.6 เท่าจากตัวเลขที่กล่าวมาหรือเท่ากับ 21.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

2.ไฮโดรเจน (Hydrogen) ถูกมองว่าเป็นพลังงานหลักที่จะเข้ามาทำหน้าที่ “ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคส่วนที่ยากที่จะลด (Hard-to-abate sector)” โดยหากจะต้องการให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 กำลังการผลิตไฮโดรเจนจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 502 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 5.5 เท่าจากกำลังการผลิตในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ.2020) ที่ 90 ล้านตัน
และไฮโดรเจนทั้งหมดนี้ จะต้องเป็นไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Low-carbon hydrogen) นั้นแปลว่าไฮโดรเจนที่พูดถึงทั้งหมดนี้จะต้องเป็น “ไฮโดรเจนสีเขียว (Green hydrogen)” และ “ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue hydrogen)” เท่านั้น

3.แร่ (Metal) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเหล็กเท่านั้น แต่จะหมายถึงแร่ต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รอบตัวเรา โดยตัวอย่างแร่ที่สำคัญๆ เช่น “แร่ลิเธียม (Lithium)” เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium-ion ไม่ว่าจะเป็นแบบ LFP (Lithium iron Phosphate) หรือ NMC (Lithium Nickel Manganese Cobalt oxides)

ซึ่งแบตเตอรี่ชนิดนี้ได้กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบไร้สายแทบทุกชนิดในปัจจุบัน มีการประมาณความต้องการแร่ลิเธียมในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 10.2 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 53 เท่าจากปริมาณความต้องการในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.2 ล้านล้านตัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้น
ของรถยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงานระดับ Grid-scale ที่ใช้แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

“แร่โคบอลต์ (Cobalt)” เป็นอีกหนึ่งแร่ที่เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium แบบ NMC ซึ่งมีคุณสมบัติในด้านความหนาแน่นของพลังงาน
ที่สูงกว่าแบตเตอรี่ Lithium ในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากแบตเตอรี่ แร่โคบอลต์ยังใช้ในการผลิตอัลลอยประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องยนต์ไอพ่น (Jet engine) กังหันก๊าซ (Gas turbine) เนื่องจากคุณสมบัติของตัวโคบอลต์ที่ทนความร้อนได้สูง

มีการประมาณความต้องการแร่โคบอลต์ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 0.3 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจะปริมาณความต้องการในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.08 ล้านล้านตัน โดยการเติบโตของความต้องการจะมาจากความต้องการใช้ในการผลิตแบตเตอรี่เป็นหลัก “แร่นิกเกิล (Nickel)” เป็นแร่ที่เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium แบบ NMC เช่นเดียวกันกับแร่โคบอลต์ เนื่องจากคุณสมบัติของตัวแร่ที่มีค่าความจุพลังงานจำเพาะ (Specific energy) ที่สูงส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการกักเก็บไฟฟ้าของแบตเตอรี่

นอกจากนี้ แร่นิกเกิลยังเป็นแร่ที่มีการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อการกัดกร่อน และต้านทานการเกิดออกซิเดชั่น (Resistance to oxidation) จึงมีการนำไปใช้ในการผลิตสเตนเลส สตีล (เหล็กกล้าไร้สนิม หรือ Stainless steel) และ Superalloys ที่สามารถทนความร้อนสูงได้ รวมไปถึงใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วย มีการประมาณความต้องการแร่นิกเกิลในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 2.6 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า จากปริมาณความต้องการในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.1 ล้านล้านตัน โดยการเติบโตของความต้องการจะมาจากความต้องการสเตนเลส สตีล แบตเตอรี่ อากาศยานและอิเล็กทรอนิกส์

จากทิศทางแนวโน้มของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่องว่างระหว่างระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและเป้าหมายที่วางไว้ รวมไปถึงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่เป็นความท้าทายในการไปให้ถึง Net Zero 2050 จึงเป็นที่มาของความเชื่อของตัวผู้เขียนว่า การจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 นั้นยังเป็นไปได้ยาก หากปราศจากความมุ่งมั่นและการผลักดันจากทุกประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน รวมไปถึงการสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาผ่านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate finance) ซึ่งประเทศภาคีที่มีรายได้มากได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุน แต่ได้มีการก็เลื่อนกำหนดเวลามาโดยตลอด!!!