บทความพิเศษ : เกษตรกรเฮสหกรณ์เชียงใหม่หนุนปลูกมันฝรั่งป้อนบิ๊กซี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477920

บทความพิเศษ : เกษตรกรเฮสหกรณ์เชียงใหม่หนุนปลูกมันฝรั่งป้อนบิ๊กซี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายจณภพ กาญจนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายพงษ์ชัย วงษ์เมตตา ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์2 อำเภอพร้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงปลูกมันฝรั่งและร่วมในการเจรจาการค้าเพื่อซื้อขายมันฝรั่ง ระหว่าง สหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด กับห้างบิ๊กซี ในการซื้อขายมันฝรั่ง ซึ่งมันฝรั่งจะใช้เวลาปลูก120 วัน ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน- มกราคมและจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ -มีนาคม ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตปี 2563 ทางสหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด ได้เปิดจุดการรวบรวมผลผลิตมันฝรั่งจากสมาชิกสหกรณ์ฯ และเกษตรกรในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกมันฝรั่ง โดยสนับสนุนหัวพันธุ์มันฝรั่งปัจจัยการผลิต และเงินทุนเพื่อการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร และมีการวางแผนการผลิตร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เพื่อให้ได้คุณภาพและที่ปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและในปีนี้นับเป็นปีแรกที่สหกรณ์ได้เชื่อมโยงตลาดกับห้างโมเดินเทรดกับบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์ โดยมีสหกรณ์เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตและเจรจาเรื่องราคารับซื้อ

ในปีนี้ พื้นที่เพาะปลูกมันฝรั่งของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ รวมกว่า 680 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ3 ตัน ทางสหกรณ์คาดการณ์ว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ตัน ดังนั้น เพื่อเป็นการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด และสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่จึงได้มีแนวทางในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สหกรณ์ฯจึงได้มีการเจรจาเชื่อมโยงการตลาดกับห้างบิ๊กซี เพื่อเข้ามารับซื้อมันฝรั่งจากสหกรณ์ฯ โดยทางห้างบิ๊กซี ได้ตอบรับในการวางแผนการตลาดมันฝรั่งร่วมกับสหกรณ์ฯ และกำหนดราคารับซื้อมันฝรั่งเกรด OAB ราคากิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคาที่สร้างความพึงพอใจแก่เกษตรกร

ทั้งนี้ การทำข้อตกลงซื้อขายมันฝรั่งร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับห้างบิ๊กซีทางสหกรณ์รวบรวมผลผลิตเพื่อส่งจะดำเนินการส่งผลผลิตให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคาร และวันพฤหัสบดี โดยผลผลิตที่ส่งจำหน่าย เป็นเกรด OAB และเริ่มจำหน่ายรอบแรกในวันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2563 จำนวน 150 ตะกร้า รวม 2,700 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 48,700 บาท และนอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้ส่งจำหน่ายผลผลิตให้กับสุวรรณามันฝรั่งห้องเย็นแม่โจ้ซึ่งได้ทำสัญญาซื้อขายในการส่งจำหน่ายผลผลิต วันละ 10,000 กิโลกรัม โดยบริษัท สุวรรณาห้องเย็นแม่โจ้รับซื้อมันฝรั่งคละทุกเกรด ในราคา 13.50 บาทต่อกิโลกรัม และรับซื้อจนสิ้นฤดูกาล ซึ่งปัจจุบันทางสหกรณ์ฯได้จำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพให้กับบริษัทแล้วกว่า 80,000 กิโลกรัมเป็นเงินกว่า 1,200,000 บาท และคาดว่าการจำหน่ายผลผลิตในปีนี้จะทำรายได้ให้กับสหกรณ์ฯไม่น้อยกว่า 19 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

บทความพิเศษ : กษ.เดินหน้า‘ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์’ เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตภาคเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477348

บทความพิเศษ : กษ.เดินหน้า‘ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์’ เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของภาคการเกษตรไทยในยุคปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยในยุคนี้ ความสะดวกสบายถือเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ โดยทุกหมวดหมู่สินค้าทั้งของใช้อุปโภคและบริโภคล้วนมีสัดส่วนตลาดออนไลน์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อ่เนื่อง ดังนั้นการเตรียมพร้อมและส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตที่สามารถเสิร์ฟสินค้าเกษตรบนตลาดออนไลน์นั้นจึงถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมอย่างยิ่งทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรไทยได้ก้าวไปในโลกของการตลาดที่กว้างที่มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ณ สำนักบริหารคอมพิวเตอร์ ชั้น 3 Auditorium 306 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ว่า ปัจจุบันเทรนด์การค้าออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูงยิ่งขึ้น โดยการซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ซื้อผ่านระบบออนไลน์มากถึง 4 – 5 ล้านคน/วัน นับเป็นโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ของไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดทำโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ขึ้น ตามนโยบายตลาดนำการเกษตร โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ซึ่งมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ผสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ที่มีศักยภาพและมีชื่อเสียงอย่าง LAZADA ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่าวันละ 2 ล้านคน/วัน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพจากกลุ่มเกษตรกร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่ม Young Smart Farmer มีวัตุประสงค์หลัก คือ 1) เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรสามารถขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก 2) จัดอบรมเกษตรกรให้เป็นผู้ขายสินค้าเกษตรออนไลน์อย่างมืออาชีพ 3) สร้างการรับรู้นโยบายการตลาดนำการเกษตรด้วยการพัฒนาเกษตรกรมาเป็นผู้ค้าออนไลน์ และ 4) เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าเกษตรได้สะดวก ง่าย และได้บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ราคาดี ส่งตรงจากเกษตรกร

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า จากความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์อันดับหนึ่งของไทย มาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดในการขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะ Kick off เปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงการค้าสินค้าในปัจจุบัน ที่นิยมซื้อขายบนออนไลน์เพิ่มขึ้น มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน นอกจากนี้ในวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมฝึกอบกรมเกษตรกร 4 กลุ่มเป้าหมาย ที่มีความสนใจเข้าร่วม จำนวน 107 คน รวมถึงข้าราชการเข้าร่วมด้วย เพื่อให้ไปสอนขยายความรู้ต่ออีกกว่า 80 คน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับ LAZADA เป็นผู้สอนด้านการตลาดทั้งการนำสินค้าเกษตรขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพ และการเขียน Story ให้ดูน่าสนใจ รวมถึงการทำโปรโมชั่นสินค้าเกษตรของตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ไม่เพียงแค่ให้เกษตรกรขายเป็นเท่านั้น แต่เกษตรกรจะต้องขายได้ และมีเงินเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในอนาคตกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมมือกับ LAZADA และพันธมิตรในการขยายความร่วมมือกันโดยจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่จะพัฒนาไปสู่ Platform อื่นๆ ต่อไป โดยมุ่งหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีช่องการทางจำหน่ายที่กว้างขึ้น พร้อมทั้งจะดำเนินการฝึกอบรม สร้างองค์ความรู้ จัดอบรมให้กับเกษตรกรแปลงใหญ่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer รวมถึงเกษตรกรอื่นๆ นับเป็นความร่วมมือมิติใหม่ที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ การปลูก การแปรรูปให้ได้มาตรฐาน และ LAZADA ให้องค์ความรู้ด้านการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพการขายออนไลน์ให้กับเกษตรกร หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ของท่านได้

บทความพิเศษ : เดินหน้า‘กรมการขนส่งทางราง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417364

บทความพิเศษ : เดินหน้า‘กรมการขนส่งทางราง’

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นหน่วยงานใหม่ที่ต้องจับตามองกับ กรมการขนส่งทางราง หลังจากเมื่อ 14 เม.ย. 2562 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2562 โดยใน มาตรา 3 ระบุว่า ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (4/1) ของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 “(4/1) กรมการขนส่งทางราง” นอกจากนี้ในมาตรา 4-6 มีสาระสำคัญว่าด้วยการโอนอำนาจหน้าที่ บุคลากร ทรัพย์สินและหนี้สินต่างๆ ของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่เกี่ยวกับระบบราง ไปที่กรมการขนส่งทางราง

ที่มาที่ไปของกรมใหม่นี้ ท้าย พ.ร.บ.ระบุว่า “เนื่องจากการขนส่งทางรางมีบทบาทสำคัญกับการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ แต่โดยที่การบริหารจัดการด้านการขนส่งทางรางของประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และยังไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลให้ระบบขนส่งทางรางทั้งประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานและการกำกับดูแลเป็นไปตามมาตรฐาน

รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางรางของประเทศให้สามารถแข่งขันและเชื่อมต่อกับการขนส่งรูปแบบอื่นและประเทศเพื่อนบ้านได้ สมควรยกฐานะสำนักงานโครงการพัฒนาระบบราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม โดยจัดตั้งเป็นกรมการขนส่งทางรางขึ้นในกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การบริการจัดการด้านการขนส่งทางรางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

ในเวลาต่อมา 28 พ.ค. 2562 สนข. ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดการประชุม “โครงการศึกษาระบบกำกับดูแลกิจการขนส่งทางรางสำหรับประเทศไทย เรื่อง บทบาทของกรมการขนส่งทางราง” ที่ รร.พูลแมน บางกอก คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ เกี่ยวกับ “(ร่าง) พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …” ซึ่งทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังพิจารณา โดยมีหลายประเด็น อาทิ

1.หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ที่ผ่านมาการขนส่งระบบรางในประเทศไทยมีผู้เกี่ยวข้อง 2 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลักคือ “การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)” นอกจากนี้บางส่วนยังเกี่ยวพันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีรถไฟฟ้าของเอกชนอย่าง “บีทีเอส (BTS)” ให้บริการ ร่วมกับทั้งรถไฟฟ้า-รถไฟใต้ดินของ รฟม. “รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ (ARL)” และรถไฟของ ร.ฟ.ท. ซึ่งการกำหนดอัตราค่าโดยสารนั้นไม่อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน

2.กฎหมายเกี่ยวกับระบบขนส่งทางรางไม่มีการปรับปรุงแก้ไขมานานมาก ประเทศไทยนั้นมี พ.ร.บ.การจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 ซึ่งกล่าวถึงข้อบังคับด้านการก่อสร้างและบำรุงทาง การบรรทุกสิ่งของความปลอดภัย และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รถไฟ แต่ก็เป็นกฎหมายเก่าใช้มาแล้วถึง 98 ปี จึงต้องปรับแก้ให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

3.บทบาทหน้าที่ของกรมการขนส่งทางราง มีตั้งแต่ 3.1 เป็นเจ้าภาพวางแผนระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย ทั้งโครงการที่รัฐส่วนกลางริเริ่มตั้งแต่การวางแผนพัฒนา การสำรวจพื้นที่ ศึกษาแนวทางพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงการขนส่งทางรางที่ อปท. เสนอด้วย 3.2 ดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งการก่อสร้างราง ตัวรถไฟที่นำมาให้บริการ พนักงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คนขับรถไฟ และการประกอบกิจการของผู้ให้บริการ 3.3 ดูแลด้านอัตราค่าบริการต่างๆ เช่น ค่าขนส่ง ค่าโดยสาร ค่าใช้ประโยชน์จากรางและทรัพย์สินที่จำเป็น และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

3.4 กำกับดูแล ทั้งการอนุญาตโครงการที่เอกชนและ อปท. เสนอ ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ได้รับใบอนุญาต หน่วยงานของรัฐ รวมถึง อปท. และ 3.5 ประสานงาน ทั้งระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาการขนส่งทางรางที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และระหว่างหน่วยงานระบบรางในประเทศกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันในต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบกิจการขนส่งทางราง

4.ประเภทใบอนุญาต ร่างกฎหมายที่กำลังอยู่ในชั้นกฤษฎีกา แยกใบอนุญาตออกเป็น 3 ประเภทคือใบอนุญาตประกอบกิจการวางระบบราง ใบอนุญาตเดินรถ และใบอนุญาตทั้งวางระบบรางและเดินรถ 5.เปิดช่องให้ท้องถิ่นมีบทบาท เรียงตามลำดับคือท้องถิ่นเสนอโครงการต่ออธิบดีกรมการขนส่งทางราง จากนั้นกรมฯ ศึกษาโครงการ ส่งต่อไปให้คณะกรรมการนโยบายขนส่งทางราง หากได้รับการอนุมัติ ทางกรม จะมอบหมายให้คณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบกดำเนินการ

โดยหลังจากนี้จะมีการรับฟังความคิดเห็นอีก 4 ครั้ง ในเดือนมิ.ย. 2562 1 ครั้ง เดือนก.ค. 2562 1 ครั้ง เดือน ก.ย. 2562 2 ครั้ง และเดือนพ.ย. 2562 1 ครั้ง รายงานการรับฟังความคิดเห็นจะแล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค. 2563!!!

จาก ‘จดหมายน้อย’ ถึงประมูล 4 จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160415/225906.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 เมษายน 2559
จาก 'จดหมายน้อย' ถึงประมูล 4 จี

บทความพิเศษ : จาก ‘จดหมายน้อย’ ถึงประมูล 4 จี : โดย…น้ำเชี่ยว บูรพา

                    ทำเอาช็อกไปทั้งวงการ กับถ้อยแถลงของท่านรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ที่ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้พิจารณาข้อเสนอของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ที่จะขอเซ็งลี้ใบอนุญาต 4 จีบนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์แทนบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ที่ทิ้งใบอนุญาตไปก่อนหน้า
                    หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่านายกฯ คงจะใช้มาตรา 44 ผ่าทางตันข้อเสนอนี้ได้ไม่ยาก เพราะน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ดีกว่าจะเสี่ยงให้ กสทช.ไปจัดประมูลใหม่ แถมไปตั้งราคาตั้งต้นสูงเสียดฟ้าที่ 75,654 ล้านบาท ซึ่งทุกฝ่ายก็ฟันธงว่ายากจะหาบริษัทสื่อสารรายใดเข้าร่วม
                    แม้กระทั่งนักวิชาการชื่อก้องอย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ยังออกมาสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวว่า น่าจะยังประโยชน์แก่ประเทศชาติและกสทช.มากกว่าเสี่ยงให้ กสทช.ไปตายดาบหน้า
                    แต่เมื่อนายวิษณุออกมาแถลงภายหลังประชุมร่วมกับกสทช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “ไม่เห็นด้วย” ที่กสทช.จะจัดสรรคลื่นไปให้แก่เอไอเอสโดยตรง เพราะจะเป็นการตัดโอกาสผู้ที่สนใจรายอื่นจนอาจก่อให้เกิดการฟ้องร้องตามมา ก่อนสรุปผลให้ กสทช.กลับไปดำเนินการจัดประมูลคลื่น 900 ใหม่ โดยให้ร่นระยะเวลาประมูลจากที่กำหนดไว้เดิมวันที่ 24 มิถุนายนมาเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เคยเข้าประมูลหรือผู้ที่ไม่ได้เข้าประมูลในครั้งที่ผ่านมาได้ร่วมประมูลทั้งหมด รวมถึงบริษัททรู ที่ถูก กสทช.ตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้าทำเอาวงการสื่อสารโทรคมนาคมได้แต่อึ้งกิมกี่!
                    เพราะข้อเสนอให้เร่งรัดจัดประมูลคลื่นใหม่ตามที่กสทช.นำเสนอเป็นทางเลือกหากไม่สามารถใช้มาตรา 44 จัดสรรคลื่นโดยตรงให้แก่เอไอเอสนั้น แต่เดิมได้ตัดสิทธิ์ไม่ให้บริษัทแจส โมบายที่ทิ้งใบอนุญาต และบริษัททรูที่ได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 ไปแล้วเข้าร่วมประมูลได้อีกเพราะจะเป็นการขัดประกาศประมูล 4 จี และประกาศ กสทช.ว่าด้วยการถือครองคลื่นความถี่
                    แต่ที่ให้ กสทช.เปิดทางให้ทรูได้เข้าร่วมประมูลด้วย โดยไม่ต้องไปสนใจว่าจะสร้างปัญหาต่างๆ ตามมาหรือไม่นั้น ทำให้ กสทช.ได้แต่อ้ำอึ้ง เพราะไม่สามารถจะบิดพลิ้วใดๆ ได้
                    หลายฝ่ายนึกย้อนไปถึงกรณี “จดหมายน้อย” ฉบับนั้น ที่รองนายกฯ ส่งไปถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่ขอให้พักโทษผู้ต้องขังรายหนึ่ง หลังจากได้รับการลงโทษคุมขังมาแล้วระดับหนึ่งตามกฎหมาย จึงอยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณาให้พักโทษตามเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์
                    แม้เจ้าตัวจะยืนยัน จะอ้างได้ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด เป็นเพียงแค่การเขียนแทงเกษียณหนังสือต่อท้ายจดหมาย ที่ไม่ผิดกฎหมายหรือหลักศีลธรรมใดๆ แต่จดหมายน้อยฉบับนั้นที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ “จดหมายน้อย” อีกฉบับ ที่อดีตประธานศาลปกครองสูงสุดมีไปถึงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แสดงความประสงค์สนับสนุนนายตำรวจยศ พ.ต.ท.รายหนึ่งให้ได้รับการเลืื่อนขั้น จนต้องพ้นจากตำแหน่งไปนั้น มีคำถามว่าต่างกันไหม
                    ครั้งนี้แม้ไม่ใช่ “จดหมายน้อย” แต่ที่ รองฯ วิษณุ ให้ กสทช.จัดประมูลคลื่นความถี่ใหม่และต้องเปิดกว้างให้ผู้เข้าประมูลทุกรายได้เข้าร่วม อาจจะไม่ได้เห็นเงื่อนไขการประมูล เพราะหากทรูชนะประมูลขึ้นมาอีก ไม่เพียงจะขัดประกาศเงื่อนไขประมูล 4 จีที่กำหนดให้บริษัทสื่อสารแต่ละรายถือครองใบอนุญาต 4 จีบนคลื่น 900 ได้เพียง 1 ใบอนุญาตเท่านั้น ยังขัดประกาศกสทช.ว่าด้วยการถือครองคลื่นเกินหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งยังอาจทำให้ถูกผู้ประมูลรายอื่นฟ้องร้องเอาได้อีก
                    แต่เรื่องอย่างนี้ ไม่มีใครเชื่อว่า มือกฎหมายระดับบรมครูจะพลาด หรือหลงหูหลงตา… แต่ก็ไม่แน่ คนเราผิดพลาดกันได้ เว้นว่า อยากให้เป็นแบบนั้นจริงๆ ซึ่งก็ต้องย้อนไปดูว่า ถ้าฉีกเงื่อนไขการประมูลแล้ว ได้เพื่อประชาชนจริงๆ หรือไม่
————————–
(บทความพิเศษ : จาก ‘จดหมายน้อย’ ถึงประมูล 4 จี : โดย…น้ำเชี่ยว บูรพา)

หลักธรรมาภิบาลที่หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160404/225271.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2559
หลักธรรมาภิบาลที่หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญ

หลักธรรมาภิบาลที่หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญ : บทความพิเศษ โดยกรรณิการ์ กิจติเวชกุล

             ร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ มาตราที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ไม่มีการแก้ไขจากฉบับร่างก่อนหน้า เขียนกลไกอย่างหละหลวม ตัดกลไกการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติและประชาสังคมก่อนการเจรจาทั้งหมด

หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ผนวกรวมกับแนวความคิดของ นายวิษณุ เครืองาม และกระทรวงการต่างประเทศ นับจากนี้การเจรจาความตกลงระหว่างประเทศจะไม่ยึดโยงประชาชนอีกต่อไป

กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และฝ่ายนิติบัญญัติ ในการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ถูกตัดออกจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยแทบหมด เหลือเพียงถ้อยคำที่ไม่ได้มีความหมายในวรรคท้ายคือ การกำหนดวิธีการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและการเยียวยาที่จำเป็นในกฎหมายลูก

อยากเห็นตัวอย่างความคิดของรัฐต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ให้พิจารณาจดหมายด้านล่างที่กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรี (วิษณุ เครืองาม) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 แจ้งข้อเสนอถ้อยคำมาตราที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือสัญญาในรัฐธรรมนูญ

1.อำนาจในการทำหนังสือสัญญาในหลักการ การทำหนังสือสัญญาเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยมีข้อยกเว้นในกรณีการทำหนังสือสัญญาที่มีความสำคัญ

2.ประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการจัดทำหนังสือสัญญาควรกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตีความที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและความกังวลใจให้แก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ 3.กระบวนการในการจัดทำสนธิสัญญาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการจัดทำหนังสือสัญญา ไม่ควรกำหนดให้ต้องเสนอกรอบการเจรจาที่เป็นเนื้อหาสาระสำคัญอันจะนำไปสู่การจัดทำหนังสือสัญญา เนื่องจากจะทำให้คู่เจรจาล่วงรู้ถึงท่าทีของไทยและเตรียมการตอบโต้ได้ และในกรณีกรอบพหุภาคี มีหลายกรณีที่ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมไม่สามารถทราบได้ล่วงหน้าว่า เอกสารที่จะเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของการประชุมจะออกมาในรูปแบบใด

กล่าวคือ อาจเป็นมติที่ประชุม (resolution) แนวทางปฏิบัติ (guidelines) หรือมีลักษณะที่เป็นความตกลง รวมทั้งไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ด้วยว่าเนื้อหาสาระจะเข้าข่ายที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีกรณีหนังสือสัญญาที่มีผลใช้บังคับแล้ว และประเทศไทยจะภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีหนังสือสัญญาดังกล่าวในภายหลัง ซึ่งในกรณีดังกล่าวการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบก่อน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากไม่มีห้วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการดังกล่าว

ดังนั้น จึงน่าจะเป็นการเหมาะสมกว่าที่รัฐบาลควรเป็นผู้พิจารณากำหนดท่าทีและนโยบายในการเจรจา โดยรัฐสภาสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือสัญญาที่เสร็จสมบูรณ์แล้วหรือไม่ในภายหลัง ทั้งนี้ การดำเนินการของรัฐบาลจะได้รับการตรวจสอบโดยกลไกอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว อาทิ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยื่นกระทู้ในประเด็นสำคัญ รวมทั้งกระบวนการในศาลปกครองและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

4.กฎหมายว่าด้วยการทำหนังสือสัญญาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการจัดทำหนังสือสัญญาควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการทำหนังสือสัญญา โดยมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) นิยามของคำว่า “หนังสือสัญญา” ที่สอดคล้องกับคำว่า สนธิสัญญา (treaty) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ (2) ขั้นตอนและการดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญา และ (3) ขั้นตอนการเสนอหนังสือสัญญาต่อรัฐสภา

ทั้งนี้ การตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือสัญญาที่เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญา (treaty) ควรดำเนินการให้มีผลบังคับใช้พร้อมกับการมีผลบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งควรเป็นกฎหมายในลักษณะกระบวนการทั่วไป แยกต่างหากจากรัฐธรรมนูญ

5.การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบหลักการเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาควรกำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ มากกว่าที่จะระบุรายละเอียดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าจะครอบคลุมและมีประสิทธิภาพพอ

หากสาระเช่นนี้ผ่านไปก็เท่ากับว่า สิ่งที่นัก(การเมืองด้อยคุณภาพ) กลุ่มทุนครอบชาติ และฝ่ายข้าราชการประจำล้าหลัง ที่เคยพยายามทำลายธรรมาภิบาลในการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ แต่ไม่เคยทำสำเร็จ แต่วันนี้สำเร็จแล้วโดยพวกเขาไม่ต้องออกแรง