สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805550

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “โครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน” โดยมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทย ที่ จ.ชุมพร และฝั่งทะเลอันดามัน ที่ จ.ระนอง พร้อมกับเชื่อมท่าเรือทั้ง 2 ด้วยทางรถไฟและถนนมอเตอร์เวย์ โดยคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการเป็น “ฮับ (Hub)” ศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า “โครงการนี้จะคุ้มค่าจริงหรือ?” เพราะนี่คือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุน” ที่มีอยู่เดิมของ “ภาคใต้” นั่นคือ “สิ่งแวดล้อม” ที่เชื่อมโยงกับทั้ง “เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว” และการเป็น “แหล่งอาหารทะเล” ในอุตสาหกรรมประมงชายฝั่ง

ดังตัวอย่างจากเวทีนำเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ เรื่อง “มองรอบด้านกับโครงการแลนด์บริดจ์” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ The Active ThaiPBS เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมให้ข้อมูล อาทิ พล.ร.ต.จตุพรศุขเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานท่าเรือและขนส่งทางทะเล ที่ชี้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่คู่ขนานไปกับอีกแนวคิดหนึ่ง คือการขุดคลองเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง แล้วเชื่อมระหว่างกันด้วยถนนและทางรถไฟ หรือโครงการขุดคลองเชื่อมทั้ง 2 ฝั่งโดยตรง พล.ร.ต.จตุพร ยืนยันว่า ล้วนตั้งอยู่บน “ความเข้าใจผิด” ทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ 1.ที่ผ่านมาผู้คนมักเชื่อกันว่า ท่าเรือของประเทศสิงคโปร์ บริเวณช่องแคบมะละกานั้นแออัด ซึ่งความเชื่อดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง”โดยช่องแคบมะละกามีเรือแล่นผ่านเฉลี่ย 8 หมื่นลำต่อปี หรือประมาณ 120-200 ลำต่อวัน และแทบไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสถิติเรือแล่นผ่านเป็นเช่นนี้มาแล้ว 17-18 ปี อัตราการเติบโตมีเพียงร้อยละ 2 ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นแสนลำอย่างที่เข้าใจกัน อย่างประเทศญี่ปุ่นเคยคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีเรือแล่นผ่าน 1.4 แสนลำ แต่ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2567 ยังพบว่าแล่นผ่านเพียง 8 หมื่นลำเท่านั้น หรือการคาดการณ์ของทั้งธนาคารโลก (World Bank)รวมถึงของประเทศมาเลเซีย ก็คาดการณ์กว่าจะมีเรือแล่นผ่านช่องแคบมะละกา 1.2 แสนลำ ผลคือคาดการณ์ผิดกันไปหมด

พล.ร.ต.จตุพร อธิบายความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ว่า ผู้ทำการศึกษาจะต้องเข้าใจ “วัฏจักรการขนส่งทางทะเล” ที่เริ่มจาก “การเช่าเรือ” กระแสนี้จะมาในช่วงที่มีปริมาณสินค้ามาก จากนั้นคือ “การซื้อเรือ” พอผู้เช่าเห็นว่าค่าเช่าแพงขึ้นก็หันไปหาซื้อเรือของตนเอง โดยเฉพาะเรือมือ 2 ซึ่งในบางครั้งจะมีราคาใกล้เคียงเรือต่อใหม่ ต่อมาพอจำนวนเรือมีมากขึ้นกว่าสินค้าที่ต้องการขนส่ง ก็จะเริ่มมีการปลดระวางเรือ

ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาของธุรกิจ “การทำลายซากเรือ และการซื้อ-ขายซากเรือ” ซึ่งเรือบางลำเพิ่งสั่งต่อ ยังไม่ทันได้ลงน้ำแล่นจริงก็ถูกสั่งให้ทำลายขายเป็นเศษเหล็กแล้ว ก่อนที่สุดท้ายก็จะวนกลับไปเริ่มที่การเช่าเรืออีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ด้านการขนส่งทางทะเล คำนวณ วัฏจักรนี้ไว้ว่าวงจรรอบหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 12-15 ปี นอกจากนั้น “ช่องแคบมะละกายังกว้างมาก เรือบรรทุกเครื่องบิน 5 ลำ แล่นสวนกันยังได้” และที่ผ่านมาก็มีอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นน้อยมาก

2.มูลค่าที่จะได้รับจากการแล่นผ่านของเรือ จะทำให้ประเทศไทยร่ำรวยในระดับที่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปจริงหรือ? ซึ่งเอาเข้าจริง “รายได้อาจไม่สูงอย่างที่คาดหวัง” ดังตัวอย่างท่าเรือที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ กำไรต่อปีเพียงประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตู้สินค้าที่จะเกิดรายได้หรือประโยชน์ทางผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทย คือตู้สินค้าที่ถูกยกจากเรือลงมาและถูกขนส่งต่อเพื่อนำไปใช้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนแผ่นดินไทย

แต่หากเป็นตู้ที่ถ่ายจากเรือลำหนึ่งไปยังเรืออีกลำหนึ่งแล้วแล่นออกไป แบบนี้แทบไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศไทย ยกเว้นกับหน่วยงานที่ให้บริการยกตู้ขึ้น-ลงเท่านั้น และค่ายกตู้ก็ไม่ได้สูงถึง 5,000 บาทต่อตู้อย่างที่พูดกัน แต่อยู่ที่เพียง 860 บาทเท่านั้น หรือต่อให้เพิ่มค่ายกเป็นตู้ละ 1,000 บาท ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้มากมายนักหรือมากที่สุด กรณีเรือยังไม่มารับ มีตู้สินค้าถูกวางทิ้งไว้ ตู้นั้นก็จะถูกลากไปเก็บที่ลานด้านนอก จะเสียค่าลากอีกประมาณพันกว่าบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะได้ค่าบริหารจัดการตู้สินค้าถึงตู้ละ 5,000 บาท

3.การค้าขายทางทะเลไม่อาจคิดแบบเดียวกับการตั้งตลาดนัด พล.ร.ต.จตุพร อธิบายข้อนี้ว่า โดยปกติการพัฒนาท่าเรือไม่ใช่ทำทีเดียวให้เสร็จทุกอย่าง แต่แบ่งการพัฒนาออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ตอบโจทย์สินค้าแต่ละประเภท เมื่อสินค้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็เปลี่ยน เรือที่ใช้ขนส่งเปลี่ยน และท่าเรือก็ต้องเปลี่ยน เช่น ท่าเรือน้ำมัน ท่าเรือเทกองแห้ง ท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ การค้าขายทางทะเลจึงต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องทำคู่ขนานไปกับความต้องการใช้งาน อีกทั้งต้องทำในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่ทำโดดๆ นำไปก่อนยาวๆ

4.แนวโน้มการค้าในยุคหลังๆ เน้นการค้าในภูมิภาคเดียวกัน (Regional Trade) มากขึ้นโดยนักลงทุนจากที่ไกลๆ เช่น ทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา จะสอนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศในภูมิภาคนั้นมากขึ้น ส่วนที่พูดกันว่าแลนด์บริดจ์จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ในความเป็นจริงอุตสาหกรรมที่ว่านั้นเน้นเรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation)ไม่จำเป็นต้องเจาะจงตั้งฐานประกอบการเฉพาะบริเวณที่จะมีโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้นแต่อย่างใด

5.กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่คาดหวังเรื่องความประหยัดเวลาถ้าเทียบกับการไปอ้อมช่องแคบมะละกา ในความเป็นจริง “ไม่ได้ประหยัดเวลาลงอย่างที่เข้าใจกัน” พล.ร.ต.จตุพรอธิบาย “ข้อจำกัด” เช่น ยังมีเรื่องของการยกตู้สินค้าขึ้น-ลงเรือสินค้าของแต่ละฝั่ง และการขนส่งด้วยรถยนต์หรือรถไฟระหว่างทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงเรือแล่นมาส่งตู้สินค้าแล้วคงไม่ตีเรือเปล่ากลับไป แต่ต้องรอขนตู้สินค้าลอตใหม่ด้วย แม้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็จะใช้เวลาเฉลี่ย 7 วันต่อฝั่ง หรือมากกว่า 10 วันหากรวมทั้ง 2 ฝั่ง

และ 6.มีความเชื่อกันมานานว่า โครงการเชื่อมด้ามขวาน 2 ฝั่ง หากทำแล้วไทยจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้น ถึงขั้นมีการกล่าวหาว่าใครที่คัดค้านคือรับงานสิงคโปร์มา แต่ในความเป็นจริง “ผู้ประกอบการหรือสายเรือต้องคำนวณก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเปลี่ยนจากท่าเรือสิงคโปร์มาผ่านประเทศไทย” โดยในหนึ่งในตัวแปรคือ “บริเวณอ่าวไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันมากถึง 400 แท่น ซึ่งเรือก็ต้องแล่นอ้อมแท่นเหล่านี้”นั่นหมายถึงการเสียเวลาเพิ่มอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

“สรุปสั้นๆ นะ สมมุติฐานโจทย์ที่ตั้งกันมาผิดทุกข้อ ช่องแคบมะละกาไม่ได้แออัด ปริมาณเรือไม่ได้มาก ช่องแคบมะละกาไม่ได้แคบ ไปทางด้ามขวานเราจะช้ากว่าด้วยเพราะต้องหลีกแท่นขุดเจาะอีก 4-5 ชั่วโมง คอยคิวนำร่องอีก เยอะ! ยืนยันฟันธงเลย เพราะมันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ สรุปว่าไปมะละกาไวกว่า” พล.ร.ต.จตุพร กล่าว

อัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ วิศวกรอิสระฉายภาพข้อห่วงใยเรื่อง “สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว” โดยเมื่อดูแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ปี 2566-2570 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อ คือ 1.ยกระดับการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง 2.อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับสาขาเศรษฐกิจสำคัญของภาค 3.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.ส่งเสริมการใช้งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการแปรรูปสินค้าเกษตรหลักของภาคเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 5.พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้ (SEC) และ 6.เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี แต่โครงการแลนด์บริดจ์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว เช่น ฝั่ง จ.ระนอง พื้นที่ก่อสร้างจำนวนมากอยู่ในเขตอนุรักษ์ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เกาะพยาม พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแหลมสน

ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งในปี 2540 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลก อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา รวมไปถึงหมู่เกาะสุรินทร์ ในพื้นที่ จ.พังงา เช่น การตัดถนนผ่านพื้นที่อนุรักษ์ รถบรรทุกจำนวนมากลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์แล่นผ่าน มลพิษทางอากาศและทางเสียงจะส่งผลกระทบมากเพียงใด หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างเกาะพยาม น้ำทะเล ปะการังหายหมด ช่วงก่อสร้างน้ำทะเลก็ไม่ใส ก่อสร้าง 3 ปี ธุรกิจแถวนั้นคงจบกันหมด

“อีกอันก็คือหมู่เกาะสุรินทร์ที่อยู่ตอนล่างถามว่าเกี่ยวอะไร? เรือใหญ่เขาต้องวิ่งผ่านร่องน้ำลึก เพราะคุณไม่ได้ขุดทะเลเหมือนเลนรถยนต์ เรือมันต้องหาร่องน้ำลึกวิ่ง ฉะนั้นร่องน้ำลึกที่สุดคืออยู่ระหว่างภูเขา หรืออุทยาน 2 แห่ง ผมก็ประมาณการเส้นทางเดินเรือขึ้นมาเรือสินค้าใหญ่ๆ จะวิ่งอย่างไรจากทะเลอันดามันจะเห็นว่ามันผ่านสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านหมู่เกาะสำคัญ ผ่านอุทยาน สมมุติคุณไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เราต้องการความสบายตา-สบายใจ แต่เห็นเรือสินค้าวิ่งอยู่เต็มไปหมด เราจะเสียรายได้จากตรงนี้ไหม?” นายอัตถพงษ์กล่าว

จากฝั่ง จ.ระนอง ข้ามไปฝั่ง จ.ชุมพร อัตถพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ จ.ชุมพร ก็มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร และยังมีแนวปะการัง อยู่นอกเขตอนุรักษ์กว่า 6,000 ไร่ และในเขตอนุรักษ์อีกกว่า 3,000 ไร่ รวมถึงมีป่าชายเลนและหญ้าทะเล อันเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมประมง อนึ่ง “ผลกระทบยังอาจลงไปถึง จ.สุราษฎร์ธานี” เพราะเรือสินค้าต้องแล่นหลบแท่นจุดเจาะน้ำมัน นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน “เกาะสมุย-เกาะนางยวน” จะรู้สึกอย่างไรหากเห็นเรือสินค้าแล่นผ่านไป-มา

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า พื้นที่ฝั่งอันดามัน ทั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง แหลมสน หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน หาดท้ายเหมือง ป่าชายเลนพื้นที่สงวนชีวมณฑล พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพในการเตรียมการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างใน จ.ระนอง เคยขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ด้วยซ้ำว่าป่าชายเลนสู่มรดกโลก เรื่องนี้คุยกันมาหลายปีและเป็นความเห็นพ้องของคนในท้องถิ่น มีผลการศึกษาจากทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมหาวิทยาลัย ว่าด้วยความโดดเด่นของพื้นที่

ซึ่งการเป็นมรดกโลกจะมีเกณฑ์ เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน มีแนวปะการังขนาดใหญ่ที่สวยงาม เป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็มีคุณค่าด้านการท่องเที่ยวและความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ จ.ระนอง มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ในเขตอินโด-แปซิฟิก กับเขตซุนดรา โดยมีรอยต่ออยู่ตรงลำน้ำกระบุรี หรืออย่างหาดท้ายเหมือง จ.พังงา มีสันทรายโบราณ มีร่องรอยวิวัฒนาการของชายฝั่งทะเล

“ถ้าเราดูพื้นที่ทะเลจำนวนมาก กรมอุทยานฯ ไม่ได้ห้ามเรื่องของประมงพื้นบ้าน กฎหมาย พ.ร.บ. 2562 ฉบับใหม่ ให้ประโยชน์กับประชาชนชุมชนชายฝั่งได้ประโยชน์จากพื้นที่ทะเล ไม่ว่าจะเป็นแหลมสนหรือหมู่เกาะระนอง ก็เป็นพื้นที่ที่มันไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ห้ามใช้ มันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งบริเวณนี้ได้ประโยชน์จากทะเลหมู่เกาะระนองเป็นจำนวนมาก”ศักดิ์อนันต์ กล่าว

ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่าในบริเวณชายฝั่งทั้ง จ.ระนอง และ จ.ชุมพรมีผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ตามที่ลงทะเบียนไว้กับกรมประมง รวมกันไม่ต่ำกว่า 2,000 คน มีมูลค่าการผลิตแต่ละปีประมาณ 1,000 ล้านบาทยังไม่นับรวมการกระจายรายได้ยังกลุ่มคนฐานรากอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมองว่า การเปลี่ยนจากระบบนิเวศที่ดีไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ผลประโยชน์ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน อีกทั้งความคุ้มทุนจากการสร้างท่าเรือมีความเป็นไปได้เพียงใด

“ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทั้ง 2 ฝั่งไป ทั้งในเรื่องของป่าชายเลนขนาดใหญ่แล้วก็ชายฝั่ง ซึ่งประโยชน์เชิงนิเวศก็มีนอกเหนือจากการประมง การท่องเที่ยวเราจะใช้ประโยชน์ได้ชั่วระยะยาว แต่ถ้าจะใช้ประโยชน์เรื่องของการเป็นท่าเรือหรือว่าโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ มันมีความไม่แน่นอนในเรื่องของทางเศรษฐกิจ หรือว่าสถานการณ์ต่างๆ อาจจะทำให้โครงการเหล่านี้ใช้ประโยชน์ได้น้อยลง” ชวลิต กล่าว

พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งข้อสังเกตว่า หากไปดูผลการศึกษาของสภาพัฒน์ จะมีขมวดไว้ในหน้าท้ายๆ ว่าลำพังสิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดให้ตามปกติแก่ผู้ลงทุนไม่น่าจะเพียงพอ จะต้องมีบริบทอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งน่าเป็นห่วงการตีความคำว่า “บริบทอื่นๆ” เพราะหากบอกว่าลำพังสิทธิบีโอไอนำเข้าเครื่องจักรโดยไม่ต้องเสียภาษี หรือยกเว้นภาษี 8 ปี บวกอีก 5 ปี แล้วยังไม่เพียงพอกับนักลงทุนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนก่อสร้างในโครงการ คำถามคือนักลงทุนจะขออะไรเพิ่มเติม และสิ่งที่ขอจะก่อปัญหาหรือไม่

“ถ้าสมมุติว่าคนที่จะมาลงทุน ถ้าบอกว่าตลอดแนวฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร เขาขอสร้างเป็นกาสิโน เป็นรีสอร์ท โดยให้สิทธิ์เขา 90 ปี แบบนี้ชาวบ้านเขาจะยอมไหม? ถ้ามันเกิดปัญหาความขัดแย้งแบบนี้ แล้วเราปล่อยทีโออาร์ออกไปในลักษณะนี้โดยที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนว่ารัฐสามารถที่จะตอบแทนประโยชน์อะไรให้กับผู้ลงทุนได้บ้าง ตรงนี้พอหลังจากออกทีโออาร์แล้วรับข้อเสนอขึ้นมา มันก็จะเกิดความขัดแย้งแล้วก็เป็นความขัดแย้งใหญ่รวมทั้งความขัดแย้งที่เราจะต้องดึงเอาต่างประเทศมาขัดแย้งกับคนภายในประเทศด้วย” พิรียุตม์ ยกตัวอย่าง

สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ถอดบทเรียนโครงการแลนด์บริดจ์ เส้นทางเชื่อมระหว่าง จ.สงขลา (ฝั่งอ่าวไทย) กับ จ.สตูล (ฝั่งทะเลอันดามัน) ซึ่งถูกคัดค้านจนยกเลิกไป ว่า กรณี จ.สตูล กับ จ.ระนอง เหมือนกันตรงที่เป็นจังหวัดเล็ก ประชากรไม่มาก แต่มีศักยภาพเรื่องการเกษตร ประมงและท่องเที่ยว ดังนั้นพอเห็นการประชาสัมพันธ์โครงการ ในช่วงแรกๆ ประชาชนในพื้นที่ก็ตื่นตาตื่นใจ แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การได้รับข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ว่าคนในพื้นที่ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“อ่าวปากบาราเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งแรกเลย ถ้ามาแผ่นดินใหญ่คุณต้องมาที่อ่าวปากบารา นั่นหมายความว่าอ่าวนี้อาจจะไปภายใต้โครงการนี้ แล้วก็แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ก็จะกระทบทางทะเล การประมงสูญเสีย พื้นที่ที่จะถูกเวนคืนสร้างแลนด์บริดจ์ สร้างรถไฟ สร้างมอเตอร์เวย์ สร้างนิคมอุตสาหกรรม มันก็จะหายไป ข้อมูลเหล่านี้พอถูกนำเสนอคนในพื้นที่เขาเริ่มคิดหนัก ขนาดผู้ประกอบการเองซึ่งเป็นนักธุรกิจ-นักลงทุนในพื้นที่ ตอนแรกๆ เขาก็เชียร์โครงการนี้นะ แต่พอมาฟังดูแล้วเขารู้สึกว่า โห! มันจะคุ้มไหม? เพราะว่าเรากำลังจะเสียทุกอย่างไป ในจังหวัดที่มันมีศักยภาพ” สมบูรณ์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804679

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด  สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบัน ตามท้องนา หรือ แหล่งน้ำธรรมชาติ สัตว์น้ำประเภท กบ หอย ปู ปลา เริ่มไม่มีให้จับรับประทาน เนื่องจากเวลาทำนา มีการใส่ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นข้าวมาก ทำให้สัตว์น้ำต่างๆ เริ่มสูญพันธุ์ จึงต้องมีการเพาะเลี้ยงขึ้นมาป้อนตลาด สร้างรายได้เป็นอย่างดี

ที่บ้านโคกค่าย ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ จะพบเห็นชาวนาหันมาเพาะเลี้ยงลูกปลาขาย ทำเป็นฟาร์มและร้านจำหน่ายลูกปลา ริมถนนติดคลองชลประทาน ก่อนเข้าหมู่บ้านโคกค่าย เนื่องจากอาชีพทำนาปลูกข้าว มาพักหลัง ขายข้าวไม่คุ้มการลงทุน เกิดความท้อแท้  จึงมองหาแนวทางทำอาชีพใหม่ และพบเห็นแม่ค้าขายหมกปลา ขายดีมาก ใครๆ ก็ซื้อไปรับประทาน จึงเกิดความคิดที่ว่า น่าจะทดลองเพาะเลี้ยงลูกปลาขายป้อนตลาด เพื่อทำหมกปลา จากนั้นศึกษาทดลองทำ จนประสบความสำเร็จ โดยการแบ่งพื้นที่ทำนาบางส่วน เพื่อมีข้าวกินปีต่อปี และที่เหลือทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา กระทั่งปัจจุบัน  กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาเต็มรูปแบบ สร้างรายได้ดีมาก

สำหรับชาวนาบ้านโคกค่าย เริ่มเพาะเลี้ยงลูกปลาเมื่อปี 2546 โดยเริ่มแรก ด้วยการกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลานิล ไน ตะเพียน นวลจันทร์ ดุก  จำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยปลาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ลงบ่อดินธรรมชาติ กว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร บ่อใครบ่อมัน มีอยู่ 10 บ่อ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ตัว คือ แม่พันธุ์ 1 ตัวต่อพ่อพันธุ์ 3 ตัวซึ่งปล่อยครั้งละ 1,000 กิโลกรัม ผสมพันธุ์ประมาณ2-3 วัน จะเกิดลูกปลา ต่อมานำลูกปลาออกจากบ่อดิน ลงบ่อซีเมนต์ ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ซึ่งมีอยู่ 7 บ่อ ระหว่างที่พักในบ่อชีเมนต์ ต้องให้ออกซิเจนตลอดเวลา ใช้เวลา 3 เดือน จับขายได้  ที่ผ่านมาจะมีพ่อค้าจาก จ.อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และ สปป.ลาว เข้ามาซื้อถึงที่นี่ คราวละ 40,000 -50,000 ตัว โดยจะนำไปปรุงอาหาร เรียกว่า หมกปลา ไปวางขายตามตลาดในภาคอีสานและ สปป.ลาว หรือนำไปเพาะเลี้ยงด้วย ซึ่งสร้างรายได้อย่างงดงาม

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย รำอ่อน หาซื้อได้ตามโรงสีใกล้บ้าน ปลาป่น ไข่แดง จะเป็นไข่เป็ดไข่ไก่ก็ได้ ด้วยการบดผสมกันให้ปลากิน วันละ 2 ครั้ง คือเช้ากับเย็น ส่วนปัญหาอุปสรรคมีโรคที่มากับฤดูฝน คือ โรคปลาเหงือกแดง หรืออหิวาต์ปลา หากรักษาไม่ทัน จะระบาดปลาตายทั้งบ่อ มีหน่วยงานราชการให้คำแนะนำวิธีรักษา โดยใช้ยาผสมอาหารให้กิน ราวๆ 7 วัน ก็จะหาย

การเพาะเลี้ยงลูกปลาเป็นอาชีพท้าทายความสามารถอีกอาชีพหนึ่ง แม้จะลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูง หากผ่านไปชุดแรกแล้ว ลูกปลาที่สมบูรณ์ต้องคัดเลือกไว้ เพื่อเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ในการเพาะเลี้ยงครั้งต่อไป ปัญหาอุปสรรคมีน้อย หากเกษตรกรสนใจ ทดลองทำดู รับรองไม่มีขาดทุน…

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804611

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด  ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในปี 2567 กรมหม่อนไหม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายงานด้านหม่อนไหมโดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเกษตรกรต้อง “กินอิ่มนอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด” โดยตั้งเป้าในการให้ความสำคัญกับต้นน้ำด้วยการส่งเสริมให้เกิดเกษตรกรรายใหม่ ซึ่งมีมากกว่า 1,000 ราย และฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหมรายเดิมโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ค.ท.ช.)

ขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมและพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมและเส้นไหมให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร มีการส่งเสริมให้ผลิตเส้นไหมและผ้าไหมที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน พร้อมกันนี้ยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพปัจจัยการผลิตพันธุ์หม่อน และไข่ไหมให้มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น และพอเพียงต่อความต้องการของเกษตรกร พร้อมไปกับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหม่อนไหม

ตลอดจนสนับสนุนและขยายผลโครงการพระราชดำริหม่อนไหมไปสู่ชุมชนเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และประกอบอาชีพในถิ่นฐานของตนเองรวมถึงส่งเสริมและแสวงหาตลาดผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมให้แพร่หลายทั้งในและต่างประเทศไปพร้อมกันกับการสร้างผ้าไหมให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ด้วยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ช่วยเกษตรกรโดยใช้หลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการทำตลาดนั้นก็มีการร่วมมือกับภาคเอกชนส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญาระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนควบคู่กับการเร่งสร้างเกษตรกรรายใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเส้นไหมรังไหม และเชื่อมโยงการตลาดเฉพาะ อาทิสถาบันเสริมความงามโรงพยาบาล อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์

“ส่วนนวัตกรรมเสริมจะมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์หม่อนไหมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าและเพิ่มมูลค่ารวมถึงการให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างพอเพียงพร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พร้อมใช้ผ่านระบบการจัดการความรู้และพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรับรองเกษตรกรสูงวัย ขณะเดียวกันก็วางแผนผลิตไหมวัยอ่อนให้เกษตรกรเพื่อลดขั้นตอน เวลาและแรงงาน

ส่วนแนวทางเพิ่มรายได้ทางกรมหม่อนไหมจะสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรได้มีทางเลือกใหม่ๆ โดยขยาย value change ของสินค้าหม่อนไหม เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์แปรรูปกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการประสานความร่วมมือกับจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการเชื่อมโยงสินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในเส้นทางท่องเที่ยวต่อไป” พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800256

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

“น้ำเมา” หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หนึ่งในประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมากในสังคมไทยว่าควรจะมีนโยบายอย่างไร ระหว่างฝ่ายที่มองว่าการดื่มเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และการสังสรรค์ด้วยเครื่องดื่มนี้ก็เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว มาตรการต่างๆ จึงควรเป็นไปโดยหลักคิดเรื่องการยอมรับความจริงข้อนี้ กับฝ่ายที่เห็นว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นตอของสิ่งเลวร้ายทั้งมวลทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท การล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ จึงต้องการให้ยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มข้นขึ้น

9 เม.ย. 2567 หรือ 2 สัปดาห์หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 27 มี.ค. 2567 ลงมติวาระแรก (รับหลักการ) ให้สภาฯ รับพิจารณาร่างกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวม 5 ฉบับ ซึ่งมีบางฉบับมาจากภาคประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายข้างต้น ใช้กระบวนการรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมายเข้ามา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดวงเสวนา “ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไรให้พอดี” โดยงานนี้มีความน่าสนใจตรงที่สามารถเชิญแกนนำคู่ขัดแย้งทางความคิดในประเด็นน้ำเมามาร่วมเวทีเดียวกันได้ จากที่ส่วนใหญ่ต่างฝ่ายมักจะจัดงานแบบแยกกัน

รศ.ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงข้อแนะนำจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องของมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่ได้ผลดีที่สุด ทั้งนี้ การให้มีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะไม่ได้มุ่งกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กและเยาวชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริงนั้นควบคุมได้ยาก เพราะเมื่อโฆษณาถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์อย่างไรเด็กและเยาวชนก็ต้องได้เห็น ซึ่งที่ผ่านมามีผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าโฆษณามีผลต่อพฤติกรรมการดื่มที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า แนวคิดที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพื่อให้โฆษณาได้ ความสมเหตุสมผล (Rational) อยู่ตรงไหน? จะเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง? เพราะแม้ปัจจุบันที่กฎหมายห้ามการโฆษณาแต่ยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังไม่ลดลง ซึ่งสำหรับตนนั้นไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เพราะน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

“เส้นแบ่งมันบางเกินไประหว่างโฆษณาที่มุ่งเน้นผู้ใหญ่กับโฆษณาที่มุ่งเน้นเด็กและเยาวชน ผมยังจำโฆษณาเหล้าเมื่อผมเป็นเด็กได้อยู่เลย คือมันเป็นตัว Impression (ภาพจำ) ตรงนี้ แล้วก็หลักฐานเชิงประจักษ์ตอนนี้ WHO บอกว่าต้องห้ามโฆษณา แล้วถ้าเกิดดูทางการสำรวจ บางทีอิทธิพลของโฆษณามันอาจจะอยู่ในจิตใต้สำนึก คนก็อาจจะไม่ได้รายงานโดยตรงว่าแรงจูงใจในการดื่มเป็นเพราะว่าการโฆษณา

แล้วก็บริบทของการดื่มของไทยเป็นเพราะว่าการดื่มในการเข้าสังคม ดังนั้นคนก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะรายงานเป็นเพราะเพื่อนชวนมากกว่าเป็นเพราะว่าการโฆษณา แต่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าโฆษณามันอยู่ใต้จิตสำนึกของเรา แล้วถ้าเกิดดู Influence (อิทธิพล) ตรงนี้จริงๆ คือ ถ้าบอกให้โฆษณาได้แล้วก็มันไม่พุ่งเป้าเด็กและเยาวชน คือมันคุมยากมาก ก็เลยเป็นกังวลตรงนี้” รศ.ดร.วิทย์ กล่าว

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า ในการพูดถึงสมดุลเรื่องมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มักเน้นที่มิติด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่อาจลืมพิจารณามิติด้านประชากร เช่น ใครได้ประโยชน์จากธุรกิจนี้? คิดเป็นจำนวนเท่าใดของประชากร? ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ ที่ประเทศอังกฤษ มีผลการศึกษาที่บอกอย่างชัดเจนว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อผลกระทบต่อผู้อื่นสูงที่สุด มากยิ่งกว่าสิ่งเสพติดชนิดอื่นๆ ที่มีบนโลกใบนี้

เมื่อดูข้อมูลในประเทศไทย สัดส่วนประชากรที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ร้อยละ 70 ส่วนผู้ที่ไม่ดื่มอยู่ที่ร้อยละ 30 แต่ไม่ว่าจะเป็นคนดื่มหรือไม่ดื่มล้วนมีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งสิ้น จึงอยากให้นำมิติด้านประชากรมาคำนวณด้วย นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะมีการอ้างถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปผลผลิต สำหรับตนก็มีคำถามว่า จะมีเกษตรกรสักกี่ครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ในส่วนนี้?

ส่วนประเด็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับตนมีข้อเสนอคือให้ทำแบบเดียวกับบุหรี่ คือห้ามโฆษณาอย่างเด็ดขาด (Total Ban) เพราะการโฆษณาได้ไม่ว่าจะพยายามควบคุมเรื่องการเข้าถึงเด็กและเยาวชนอย่างไรสุดท้ายก็จะเข้าไปถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์อยู่ดี และการห้ามโฆษณายังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยด้วย เพราะการให้โฆษณาได้ไม่ว่าช่องทางใด สุดท้ายรายใหญ่ก็มักได้ประโยชน์เพราะมีทุนทรัพย์สูงกว่าในการลงทุนด้านโฆษณา

“หลักฐานงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่าโฆษณามีผล จนองค์การอนามัยโลกกำหนดว่าเป็นหนึ่งใน Best Buy Policy คือลงทุนน้อยได้ผลมาก โฆษณาก็เป็นอันนั้น ที่จริงงานวิจัยในต่างประเทศบอกชัดเจนเลยว่าลงทุนโฆษณา 1 ดอลลาร์ ยอดขายเพิ่มขึ้นกี่ดอลลาร์ เขาพูดถึงแต่ผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่มันมากขึ้นแน่นอน หรือตรรกะง่ายที่สุด ถ้าโฆษณาไม่ได้ผลธุรกิจจะลงทุนมหาศาลทำไมกับการโฆษณา?

ถ้าใครยังจำได้ ก่อนมีการควบคุมโฆษณา ธุรกิจเดียวที่ซื้อ 2 หน้ากลางหนังสือพิมพ์โฆษณาคือธุรกิจแอลกอฮอล์มีสปอตถี่ยิบทุกวัน ลงทุนเท่าไร? แล้วเป็นไปได้ไหม? ไม่ได้ผลแล้วเขาจะลงทุนเรื่องนี้เพราะฉะนั้นโฆษณามีผลแน่นอน งานวิจัยในประเทศไทยยิ่งชี้ชัดใหญ่ ถ้าใครจำได้ว่าประเทศไทย พูดกันตรงๆ … (ชื่อบริษัทเครื่องดื่มเจ้าหนึ่ง) เป็นสปอนเซอร์ถ่ายทอดปีนั้น แล้วมีโฆษณาแค่ที่มุมจอเท่านั้น งานวิจัยนี้บอกเลย ยิ่งเยาวชนอายุน้อยยิ่งมีโอกาสไปเป็นเหยื่อการตลาดเขามากที่สุด” ภก.สงกรานต์ ระบุ

วงเสวนานี้มีตัวแทนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายร่วมอยู่ 2 ท่าน คือ พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติรองผู้บังคับการแผนงานอาชญากรรม สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ กล่าวว่า การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ตำรวจถือเป็นเจ้าพนักงานในกฎหมายหลายฉบับ นอกเหนือจากเจ้าพนักงานโดยตรงตามกฎหมายนั้นๆ เช่นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าพนักงานสรรพสามิต

ขณะที่สังคมจะมองการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่ 2 เรื่อง คือพฤติกรรมดื่มแล้วขับและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม อาทิ การทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เก็บสถิติแบบจำแนกว่า คดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ตามความผิดเกี่ยวกับชีวิต (ฆาตกรรม) ร่างกาย (ทำร้ายร่างกาย) และเพศ (ข่มขืนกระทำชำเรา-ลวนลามอนาจาร) ที่เชื่อมโยงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมาก-น้อยเพียงใด จึงไม่มีตัวเลขมานำเสนออย่างชัดเจน แต่ก็ยืนยันได้ว่าแอลกอฮอล์มีส่วนสำคัญกับคดีเหล่านี้

ส่วนประเด็นการโฆษณา ในที่ประชุมอนุกรรมการเร่งรัดเกี่ยวกับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการพูดถึงการโฆษณาบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยขั้นตอนจะเริ่มจากเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง หรือมีประชาชนที่พบเห็นแล้วร้องเรียนเข้ามา จากนั้นก็จะส่งเรื่องไปให้กรมควบคุมโรค แล้วจึงจะถึงขั้นตอนแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งต้องไปแจ้ง ณ ที่ตั้งของกระทรวงสาธารณสุข คือ จ.นนทบุรี ซึ่งก็คือ สภ.เมืองนนทบุรีและที่นั่นก็จะมีคดีทำนองนี้ค้างอยู่จำนวนมาก

อนึ่ง มีคำถามเสมอว่า “เหตุใดจึงไม่มีการปิดกั้นแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย” ประเด็นนี้ ในประเทศไทยมีกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ให้อำนาจกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการยื่นคำร้องให้ศาลสั่งปิดกั้น ซึ่งตำรวจจะเป็นผู้เสนอสำนวนให้กระทรวงดิจิทัลฯ ยื่นคำร้อง หากศาลมีคำสั่งให้ปิดกั้นก็จะแจ้งไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มให้ปิดแต่ถึงปิดได้แล้ว อีกไม่นานก็จะมีการเผยแพร่เนื้อหานั้นเข้ามาในอีก IP ให้เห็นได้อีกอยู่ดี

“บน Social Media เรามีหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น TikTok Facebook Instagram Whatsspp Telegram ก็มีการสืบสวน-สอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะมีการประสานกับทางตำรวจไซเบอร์ให้หาแหล่งที่มาเพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ทีนี้ในส่วนของผู้ที่สามารถตรวจพบผู้กระทำผิดได้ก็จะมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในมาตรา 32

แต่ทีนี้มันจะมีอีกหลายส่วนที่เรายังไม่สามารถหาต้นตอได้เนื่องจากหลายๆ แพลตฟอร์มไม่ได้มีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เขาอาจจะอยู่ในสิงคโปร์บ้าง ในญี่ปุ่นบ้างเพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดความยากลำบากในเรื่องการสืบสวน-สอบสวนทีนี้ Social Media พวกนี้เข้าถึงโดยทุกกลุ่มอายุ การจะไปบังคับว่าคนอายุต่ำกว่า 20 ห้ามดู มันก็คงจะลำบาก” พ.ต.อ.เอกกมนต์ กล่าว

ตัวแทนจากตำรวจอีกท่านหนึ่งคือ พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน กองแผนงานความมั่นคง กล่าวว่า กฎหมายเรื่องดื่มแล้วขับ มีบทลงโทษมาตั้งแต่ปี 2477 ขณะนั้นเป็นโทษปรับ 100 บาท จากนั้นปี 2522 เพิ่มเป็นปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ต่อมาในปี 2535 เริ่มมีการระบุโทษจำคุกเข้ามาด้วย และหลังจากนั้นยังมีการระบุบทลงโทษที่หนักขึ้นหากมีพฤติกรรมทำผิดซ้ำๆ หรือดื่มแล้วขับไปเกิดอุบัติเหตุมีบุคคลอื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ในเรื่องของการเพิ่มโทษพฤติกรรมดื่มแล้วขับก็มีข้อถกเถียง เช่น ควรกำหนดให้เป็นความผิดฐานเจตนาฆ่าไปเลยหรือไม่? ซึ่งก็จะมีข้อโต้แย้งเรื่องความได้สัดส่วนระหว่างความผิดกับบทลงโทษ นอกจากนั้น หากกำหนดโทษรุนแรงขึ้น โอกาสเกิดเหตุกระทบกระทั่งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ก็จะมากขึ้นด้วย อย่างที่เห็นในกฎหมายยาเสพติด ที่ระดับความรุนแรงในการต่อต้านเจ้าหน้าที่มีมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันไม่ว่าจะเป็นอำนาจเงิน อำนาจการเมือง อำนาจบริหาร คำถามคือเจ้าหน้าที่จะทนแรงกดดันเหล่านี้ได้มาก-น้อยเพียงใด?

“สิ่งที่เราควรจะดู โทษ ณ ปัจจุบันค่อนข้างสูง ประสิทธิภาพในการบังคับใช้เรามีมาก-น้อยขนาดไหน? อันนี้นอกจากจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ปราการด่านแรกในการที่จะกลั่นกรอง กวดจับให้ผู้กระทำผิดเล็ดลอดน้อยที่สุด หน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมลำดับถัดไปก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะบังคับให้กฎหมายที่มีอยู่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว ยับยั้ง ประเมินผลที่จะได้รับแล้วไม่กระทำผิดหรือไม่กระทำผิดซ้ำ ในผลการดำเนินคดีโดยทั่วๆ ไปอย่างที่ทราบกันถ้ามีโทษจำคุก 1 ปี ทางศาลเองท่านก็รอลงอาญาเป็นส่วนใหญ่

จากการดูสถิติข้อมูลที่กระทำผิดซ้ำที่มีการดำเนินคดีไปแล้ว 21 ราย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีเพียง 2 ศาลที่โทษจำคุกไม่รอลงอาญา รวมทั้งโทษในประเด็นทำงานเพื่อสังคม ก็มีศาลบางแห่งสั่งในเรื่องนี้ ดังนั้นข้อเสนอเรื่องการเพิ่มโทษทางอาญาหรือเพิ่มการลงโทษอย่างอื่น การลงโทษอย่างอื่นผมก็เห็นด้วย อย่างเช่นการใช้มาตรการทางสังคมมากขึ้นส่วนโทษทางอาญา เห็นว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรมาทบทวนในเรื่องประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น” พ.ต.อ.จักรกริศน์ กล่าว

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมาย “สุราก้าวหน้า” กล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มีปัญหาวนๆ อาทิ 1.สมดุลหรือไม่? เพราะสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากฝั่งใคร ซึ่งก็มีมุมมองที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ตนย้ำเสมอคือเมื่อเขียนกฎหมายจะเขียนอย่างไรก็ได้ แต่หากไม่สร้างการยอมรับจากสังคมในกฎหมายนั้นก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้เลย

2.คุ้มครองเด็กและเยาวชนจริงหรือไม่?เพราะเมื่อดูอัตราค่าปรับ พบว่า ความผิดฐานโฆษณาต้องเสียค่าปรับสูงกว่าฐานขายให้กับผู้ที่อายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนด หรือการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ ทั้งที่การยืนยันตัวตนทำได้ชัดเจนยิ่งกว่าการขายตามร้านขายของชำเสียด้วยซ้ำ เช่น ระบบ KYC (Know Your Customer) สรุปแล้วตกลงเจตนารมณ์ของกฎหมายคือจะห้ามคนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือจะป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันแน่?

3.ค่าปรับสมเหตุสมผลกับพื้นฐานของผู้กระทำผิดหรือไม่? เช่น กำหนดค่าปรับเรื่องการโฆษณาไว้ 1 ล้านบาทเท่ากัน ระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่ ผู้ผลิตรายย่อยในท้องถิ่น และบุคคลทั่วไป หรือโทษดื่มแล้วขับ ปรับ 2 หมื่นบาท เงินจำนวนนี้หากมองจากสายตาลูกเจ้าของบริษัทใหญ่เทียบกับบุคคลทั่วไปย่อมมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้นำมิติเรื่องความเหลื่อมล้ำเข้ามากำหนดอัตราค่าปรับให้สมดุลกับรายได้ของผู้กระทำผิด 4.การบังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมาหรือไม่? โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นถูกตั้งคำถามอย่างมาก

“ผมเชื่อว่าตอนนี้เราต้องรีบหาสมดุลโดยเร็ว ผมใบ้ให้ทุกคน ว่าตอนนี้มันมี คืออยากให้ทุกคนเชื่อว่าผม กำลังจะพูดไปอาจจะไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่ผมบอกเลยนะว่าอยากให้ทุกคนเชื่อผม ว่าผมพยายามหาสมดุลให้ทุกคนอยู่ เพราะตอนนี้ต้องบอกเลยว่าฝั่งรณรงค์ก็น่าจะทราบดี ว่ารัฐบาลเราปัจจุบันนี้คือจริงๆ แล้วหลายๆ อย่างเขาไปไกลกว่าผมนะ อันนี้ผมพูดตรงๆ เลย

สุดท้ายเชื่อว่าผมต้องคุยกันในกรรมาธิการ พูดกันตามตรงคือยื่นหมูยื่นแมวคืออยากได้อันไหนคุณก็เอามา แต่คุณก็ต้องผ่อนอันนี้ให้เขา ก็อยากเห็นรัฐบาล ผมว่านายกฯเขาไม่พอใจหรอก อยู่ดีๆ ไปห้ามเขา เขาบอกจะทำนโยบายเปิดขายเหล้าตี 4 พอทำอย่างนี้มันจะยิ่งสปริงบอร์ดกลับไป มันจะไกลกว่าเดิมอยากให้ทุกคนช่วยๆ กัน ผมก็พยายามช่วยทุกคนอยู่ให้มันแบบ Make Sense” เท่าพิภพ กล่าว

เขมิกา รัตนกุล นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่สมดุล เพราะเข้มงวดจนเกินไป ไม่ใช่การกำกับดูแลแต่เป็นการห้ามอย่างเบ็ดเสร็จ (Absolute) เช่น ในขณะที่ประเทศไทยอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่กลับมีกฎหมายห้ามขายช่วงเวลา 14.00-17.00 น. นักท่องเที่ยวต่างชาติมาแล้วอาจจะงง หรือเรื่องการโฆษณาที่มีความคลุมเครือ เช่น คนคนหนึ่งชอบโพสต์อะไรๆ ลงในสื่อสังคมออนไลน์ วันดีคืนดีไปโพสต์รูปเบียร์โดยไม่รู้ว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย และต้องเสียค่าเดินทางไกลเพื่อมาเข้ากระบวนการทางคดีความที่ จ.นนทบุรี

“โชคดีที่ตอนนี้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมฯ อยู่ในสภาฯ ก็หวังว่า 5 ร่างซึ่งมีความต่างพอสมควรจะมาสมานฉันท์รวมกันได้ จากมุมมองที่แตกต่างแต่วัตถุประสงค์เดียวกันคือความผาสุก สวัสดิภาพของประชาชน ทั้งสุขภาพและกระเป๋าสตางค์” นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าว

อ่านต่อหน้า 5

ฉบับวันเสาร์ที่ 27 เม.ย. 2567

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799123

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

สกู๊ปพิเศษ : ‘ครอบครัวแหว่งกลาง-ชุมชนเปราะบาง’ ปัจจัยเกื้อหนุน..สร้าง‘สังคมอุดมรุนแรง’

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“เทศกาลสงกรานต์” 13-15 เมษายน ของทุกปี นอกจากจะเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานกับการเล่นสาดน้ำ หนึ่งในอีเว้นท์ระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากได้ในทุกปีแล้ว 2 ใน 3 วันของเทศกาลสงกรานต์ ยังถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญ ได้แก่ “13 เมษายนเป็นวันผู้สูงอายุ” โดยรัฐบาลไทยริเริ่มให้มีวันดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2525 และ “14 เมษายน เป็นวันครอบครัว” ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2532

โดยทั้ง 2 วันดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและสถาบันครอบครัว ซึ่งก็สอดคล้องกับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นวันหยุดยาว เป็นโอกาสที่ประชากรวัยทำงานซึ่งออกไปหารายได้ตามเมืองใหญ่ (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) ได้เดินกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุในภูมิลำเนา รวมถึงไปอยู่กับลูกที่ฝากไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ในสภาวะ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ที่เป็นผลข้างเคียงจากการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

แต่เมื่อเอ่ยคำว่าครอบครัวแหว่งกลาง ก็ทำให้นึกถึงคดีสะเทือนขวัญเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2567 ที่ประเทศจีน กรณีเด็กชาย 3 คน รุมรังแกเพื่อนร่วมชั้นเรียนจนเสียชีวิต อาทิ นสพ.Shanghai Daily สื่อท้องถิ่นในเมืองเซี่ยงไฮ้ รายงานข่าว Schoolboys arrested over alleged murder of classmate เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 ระบุว่า ที่เมืองหานตาน มณฑลเหอเป่ย ตำรวจจับกุมเด็กชาย 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังก่อเหตุทำร้ายเด็กชายวัย 13 ปี ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกันจนเสียชีวิต แล้วนำศพไปฝังในเรือนเกษตรร้างเพื่ออำพรางคดี

นสพ.Global Times สื่อจีนอีกฉบับหนึ่งรายงานข่าว 13-year-old boy in N. China’s Hebei bullied and killed by three classmates วันที่ 14 มี.ค. 2567 เช่นกัน ระบุว่า เหตุเด็กชาย 3 คน รุมทำร้ายเพื่อนร่วมโรงเรียนจนเสียชีวิตแล้วนำศพไปฝังอำพราง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2567 ซึ่งเมื่อสืบสวนต่อไป ยังพบด้วยว่า เด็กชายที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง เคยถูกกลุ่มเพื่อนร่วมกันก่อเหตุ “กลั่นแกล้งรังแก (Bully)” มาแล้วหลายครั้ง

คดีนี้ได้รับความสนใจทั่วโลกไม่เฉพาะในแดนมังกรเท่านั้น โดยมีสื่อต่างชาติหลายสำนักนำไปเสนอข่าวต่อ อาทิ นสพ.The Guardian ของอังกฤษ รายงานข่าว Killing of teenager in China sparks debate about “left behind” children เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 โดยระบุว่า คดีเด็กชายอายุ 13 ปี ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันรุมกลั่นแกล้งรังแกจนเสียชีวิต ยังนำไปสู่ความตื่นตัวเรื่องครอบครัวแหว่งกลางในสังคมจีนด้วย

“สื่อมวลชนในจีนรายงานว่า ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ต้องสงสัยลงมือก่อเหตุล้วนเป็นเด็กที่เติบโตในครัวเรือนแหว่งกลาง หมายถึงครัวเรือนที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับลูกเพราะต้องออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ และทิ้งให้เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายในชนบท หรือ Left Behind Children ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรในจีนเมื่อปี 2563 พบเด็กที่อยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมากถึงเกือบ 67 ล้านคน ซึ่งมีผลการศึกษาชี้ว่า เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต ตกเป็นเหยื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย” รายงานของสื่ออังกฤษ ระบุ

มองจีนแล้วย้อนดูไทย..เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ไล่เลียงทีละประเด็น ตั้งแต่ 1.ทำความเข้าใจระบบสมองของมนุษย์ โดยมนุษย์นั้นมีสมอง 3 ส่วน เข้าใจง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้ศัพท์วิชาการ คือ 1.1 สมองสัตว์เลื้อยคลาน หรือสมองส่วนสัญชาตญาณ 1.2 สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสมองส่วนอารมณ์ และ 1.3 สมองมนุษย์ หรือสมองส่วนเหตุผลและจิตสำนึก

ซึ่ง “สมองส่วนมนุษย์นี่เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ” อย่างไรก็ตาม “ภายใต้ภาวะกดดันหรือวิกฤต สมองส่วนมนุษย์จะหยุดการทำงาน ในขณะที่สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลานกับสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยังคงทำงานต่อไป” ดังจะเห็นว่าหลายคนยามปกติดูมีเหตุมีผลดี แต่พอในบางสถานการณ์การใช้เหตุผลกลับหายไป เหลือแต่การใช้อารมณ์และสัญชาตญาณที่แสดงออกมาไม่ค่อยดีนัก อาทิ พฤติกรรมประเภท “หัวร้อน-กร่าง” ถึงกระนั้น “อารมณ์และสัญชาตญาณสามารถฝึกฝนให้แสดงออกในทางที่ถูกที่ควรได้”โดยฝึกฝนแบบวันต่อวันอย่างสม่ำเสมอ

“หลายคนบอกไร้สาระ ระเบิดอารมณ์ออกมาเลย ชีวิตใช้ซะ ขอโทษนะ! มันกำลังฝังเข้าสัญชาตญาณ ถ้าภาษาง่ายๆ บ้านๆ เรียกว่าสันดาน ซึ่งมีทั้งสันดานดีและสันดานเลว มันไม่ได้มีแต่เลวนะ มันมีสันดานดีด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่มันเจอวิกฤตขึ้นมาปุ๊บ มันเหลือแต่ตัวสันดานทำงานกับตัวอารมณ์ล้วนๆ ฉะนั้นถ้าสันดานดี ถูกฝึกมาดี จิตสำนึกมันไปแล้วไง อารมณ์มัน Shut Down (ปิด) ตัวจิตสำนึกไปแล้ว แต่ด้วยความที่ฝึกจนมาเป็นพฤตินิสัยจนกระทั่งเข้าสู่สมองส่วนสันดาน ก็จะไม่ก่อการร้าย” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

ประการต่อมา 2.ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวแหว่งกลางกับการเติบโตของเด็ก ในความเป็นจริง แม้กระทั่งพ่อแม่กับลูกก็ยังมีความแตกต่างระหว่างช่วงวัยอยู่แล้ว เช่นคนเจนซี (Gen Z) ที่เป็นวัยเริ่มชีวิตการทำงาน ณ ปัจจุบัน ก็เป็นลูกของเจนเอ็กซ์ (Gen X) ปลายๆ-เจนวาย (Gen Y) ต้นๆ แต่หากพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกเอง เด็กเจนซีก็จะเติบโตมากับปู่ย่าตายายที่เป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)หรือบางครอบครัวอาจโตมากับคนรุ่นทวดซึ่งเป็นรุ่นก่อนเบบี้บูมเมอร์ โดยคน 2 รุ่นนี้ว่านี้ จะมีความคิดประมาณมีลูกเยอะๆ และไม่ต้องอะไรมาก เลี้ยงกันแบบตามมีตามเกิด

ซึ่ง “เมื่อบวกกับอายุที่เข้าขั้นแก่ชรา จะคาดหวังให้ไปไล่ตามคนรุ่นหลานทันก็คงได้ไม่มากนัก” ท้ายที่สุดก็เข้าทำนอง “ปล่อยเลยตามเลย” หลานอยากทำอะไรก็ทำ โดยจะดูแลเพียงการหาข้าวปลาอาหารเท่านั้น ทั้งนี้ ครอบครัวแหว่งกลางอาจแบ่งการเลี้ยงดูหลานของผู้สูงอายุได้ 4 แบบ คือ 2.1 เลี้ยงด้วยลำแข้งเน้นกำราบควบคุมอย่างเข้มงวด จนบางครั้ง “ปากว่ามือถึง” ลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย 2.2 เลี้ยงด้วยการเป็นที่ปรึกษา พร้อมรับฟังและพยายามทำความเข้าใจแม้ช่วงวัยจะห่างกันมากก็ตาม แต่ทั้ง 2 แบบแรกนี้พบได้น้อย

ในขณะที่อีก 2 แบบหลัง ที่พบได้มากกว่าคือ 2.3 เลี้ยงแบบตามใจ หรือเข้าขั้น “สำลักความรัก” ซึ่งอาจมาจากเรี่ยวแรงที่ลดน้อยถอยลงตามวัย ไม่สามารถเคี่ยวเข็ญกับหลานได้เต็มที่เหมือนตอนที่เลี้ยงลูกของตนเอง หรืออำนาจปกครองไม่ได้อยู่กับตนเองเต็มที่ หรือเป็นความรู้สึกผิดที่ตอนเลี้ยงลูกนั้นเข้มงวดแบบตึงเกินไป พอเลี้ยงหลานเลยปล่อยให้หย่อนบ้าง แต่กลายเป็นหย่อนมากเกินไปอีกจนหลุดไปในที่สุด และ 2.4 เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ไม่มีขอบเขตกฎกติกา หลานจะไปทำอะไรก็ไม่รู้-ไม่สนใจ

รศ.นพ.สุริยเดว อธิบายความเชื่อมโยงนี้ ว่า “หากเด็กไม่ได้รับการฝึกฝนเพื่อควบคุมสัญชาตญาณและอารมณ์” เช่น อยู่ในครอบครัวแหว่งกลางประเภทตามใจถึงขั้นสำลักความรักหรือประเภทปล่อยปละละเลย “เพื่อนจะมีบทบาทอย่างมากต่อเส้นทางชีวิตของคนเด็กคนนั้น” หากเจอเพื่อนดีก็ดีไป แต่หากเจอเพื่อนที่พาไปในทางไม่ดี เช่น ชวนไปเข้าร่วมแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไปเป็นนักเลงอันธพาลมีเรื่องทะเลาะวิวาท แล้วใช้ชีวิตแบบนี้วันต่อวันจนกลายเป็นพฤตินิสัย ก็พร้อมที่จะแสดงออกมาเมื่อเจอเหตุการณ์ที่สมองส่วนอารมณ์ไปปิดการทำงานของสมองส่วนจิตสำนึก

3.ระบบการศึกษาที่ไม่ได้โอบรับเด็กทุกคน ทั้งการยึดแนวคิด “แพ้คัดออก” สร้างความเครียดให้กับคนตั้งแต่อายุน้อยๆ ด้วยการสอบแข่งขันที่พบได้แม้กระทั่งในชั้นอนุบาล และแม้จะเห็นบทเรียนจาก “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” ที่แนวคิดแบบนี้ทำให้ทั้ง 2 ชาติ มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มานานหลายสิบปี แต่ประเทศไทยก็ยังคงยึดแนวทางนี้ต่อไป “ในเมื่อระบบการศึกษาเน้นอัดวิชาการแบบจัดหนัก-จัดเต็ม ก็ไม่มีเวลาให้มาปลูกฝังกันเรื่องวิชาชีวิต” ซึ่งก็จะไปบวกกับปัจจัยเรื่องปู่ย่าตายายที่ตามหลานไม่ทัน

นอกจากนั้น “ระบบห้องเรียนก็ไม่ได้ตอบโจทย์เด็กทุกคน” เช่น หากมีเด็ก 100 คนแน่นอนว่าเด็กส่วนใหญ่ (หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง)เป็นเด็กเลี้ยงง่ายหรือเรียบร้อย แต่ที่เหลือจากนั้น จะมีผสมกันตั้งแต่ “กลุ่มเลี้ยงยาก” ประเภทชอบทำอะไรสวนกับคำสั่งตลอด “กลุ่มอ่อนไหว” เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้เครียดหรือซึมเศร้ารุนแรงได้ “กลุ่มบ้าพลัง” อยู่นิ่งไม่ได้อยากทำนั่นนี่ตลอดเวลา “กลุ่มผีเข้า-ผีออก” บางวันเลี้ยงง่าย-บางวันเลี้ยงยาก แต่ระบบห้องเรียนนั้นออกแบบมาเพื่อเด็กกลุ่มเลี้ยงง่ายสามารถนั่งเรียบร้อยตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เท่านั้น

จึงทำให้เด็กอื่นๆ ที่เหลือกลายเป็น “เด็กหลังห้อง” และเมื่อเด็กหลังห้อง (โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงยาก) ไม่ได้สนใจเรียนหรือเรียนไม่รู้เรื่อง ก็จะแทนที่ด้วยพฤติกรรม “กลั่นแกล้งรังแกเด็กหน้าห้อง” ยิ่งเป็นพวก “เนิร์ด-ติ๋ม” ไม่สู้คน ก็จะยิ่งตกเป็นเป้าหมายการรังแกมากขึ้น จากนั้นครูหรือโรงเรียนก็จะพยายามกันเด็กหลังห้องเหล่านี้ออกไปเพราะรบกวนการเรียน แต่เด็กก็จะยิ่งต่อต้านมากขึ้น เข้าทำนอง “ดีไม่ได้ก็เลวมันเสียเลย” ไล่ตั้งแต่โดดเรียน ลาออกจากโรงเรียน หลุดจากระบบการศึกษา (Drop Out) และกลายเป็นกลุ่มแก๊งมีพฤติกรรมเกะกะเกเร

“อันนี้หมอพูดมาตลอดเลยว่ามันเป็นวิธีการรับมือผิดวิธีหมดเลย คือเราทำ Pattern (รูปแบบ) เดียว ทำอย่างกับกองทหารทุกคนให้มาซ้ายหัน-ขวาหัน มันไม่ใช่! มันก็เลยเกิดการ Bully กัน มันมีทั้งผู้กระทำ เพราะย้อนกลับไปดูครอบครัวของเขาก็เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ครอบครัวแหว่งกลางบวกทั้งใช้ความรุนแรงในบ้าน เขาก็เอามาใช้ความรุนแรงกับเพื่อนเขา สภาพมันก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็นอยู่” รศ.นพ.สุริยเดว ระบุ

และ 4.สภาพสังคมที่อ่อนแอลง รศ.นพ.สุริยเดว ชี้ว่า “ทุกวันนี้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคมเพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพราะสื่อมวลชนมีจำนวนมากขึ้นหรือทำงานเสนอข่าวกันหนักขึ้น” นั่นเป็นเพราะ “ชีวิตที่เร่งรีบ (Fast Life) ทำให้คนหัวร้อนกันมากขึ้น”ขับรถก็ต้องเร็ว กินข้าวก็ต้องไว “ยุคนี้ไม่มีเวลาให้ใช้ชีวิตช้าๆ (Slow Life)” จะหาเวลาสวดมนต์ไหว้พระตอนเช้าบ้าง พ่อแม่จะคุยกับลูกตอนเย็นบ้าง ก็ยังทำไม่ได้เพราะต้องรีบออกไปทำมาหากินแต่เช้า กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ ซึ่งเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นครอบครัวแหว่งกลางหรือไม่ก็ตาม

ขณะเดียวกัน “ชุมชนรอบบ้านก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพิง” ในอดีตภาพของชุมชนคือคนในละแวกนั้นรู้จักกัน พูดจาทักทายโอภาปราศรัยกันทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงเด็กที่อาจจะไม่กล้าปรึกษาผู้ใหญ่ในครอบครัวของตนเอง บางครั้งก็ยังมีผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนบ้านคอยรับฟังปัญหาและให้คำแนะนำ แต่ปัจจุบันต้องบอกว่า “ชุมชนไทยวิกฤตทั้งประเทศ” ตามการเปลี่ยนแปลงที่ “สังคมกลายเป็นเมืองมากขึ้น” ในพื้นที่อำเภอเมืองไม่ว่าจังหวัดใดก็ตาม ชุมชนที่เคยเข้มแข็งได้กลายสภาพไปหมดแล้ว

ในทางตรงข้าม..การมาของ “อินเตอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” ได้กลายเป็น “ปัจจัยยั่วยุ” ไม่ว่าเรื่องเพศหรือความรุนแรง เช่น เข้าไปชมภาพยนตร์หรือคลิปวีดีโอลามกอนาจาร หรือเล่นเกมออนไลน์ซึ่งสามารถเล่นร่วมกับชาวต่างชาติที่อยู่ไกลกันคนละประเทศได้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจภูมิใจที่เห็นลูกหลานใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ก็อาจตามไม่ทันเรื่องเด็กซึมซับศัพท์แสลง (Slang) หรือรับเอาค่านิยมที่ไม่ดีของต่างชาติมาด้วย

จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น รศ.นพ.สุริยเดว เล่าถึงการทำงานของศูนย์คุณธรรม ในการสร้าง “พี่เลี้ยงในชุมชน” ที่เชื่อว่าจะเป็น“ทางออก” ของปัญหานี้ โดยการนำ “ผู้ใหญ่ใจดี”มีใจต้องการเป็นหลักให้กับเด็กๆ ในชุมชนมา “เพิ่มทักษะ” ผ่านการฝึกอบรม เช่น การเฝ้าระวังการส่งต่อ-ขอความช่วยเหลือ การพัฒนากิจกรรมในหมู่บ้าน การเป็นที่ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่ต้องเป็นนักจิตวิทยา มีโครงการนำร่องแล้ว 12 จังหวัดซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต อธิบายเพิ่มเติมเรื่องของ “ช่องว่างระหว่างวัยกับความเข้าใจปัญหาการกลั่นแกล้งรังแก (Bully)” ว่า ลำพังคนรุ่นกลางๆ ทั้งเจนเอ็กซ์และเจนวาย ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้เรียกร้องเรื่องต่อต้านการกลั่นแกล้งรังแกกันมากนัก และหากย้อนไปมากกว่านั้นอย่างในคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดถึงเลยเสียด้วยซ้ำไป นั่นทำให้ความเข้าใจเรื่องการ Bully ของคนแต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างมาก

กล่าวคือ “ในขณะที่คนรุ่นก่อนๆ จะมองว่าการแกล้งกันเป็นเรื่องปกติสามารถทำได้ และเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่อ่อนแอลงกว่ารุ่นพวกตน แต่คนรุ่นก่อนๆ ก็หารู้ไม่ว่าชีวิตยุคปัจจุบันอยู่ยากขึ้นกว่าในอดีต เพราะสมัยก่อนไม่มีปัจจัยกระตุ้นเร้าหรือไม่มีปัญหามากเท่ายุคปัจจุบัน” ทำให้เด็กเมื่อถูกรังแกก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จะปรึกษาคนรุ่นกลางๆ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ครั้นจะไปปรึกษาผู้สูงอายุ ก็มักได้รับคำแนะนำให้อดทน อันเป็นค่านิยมของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์

ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เด็กก็จะไม่เล่าอะไรให้ผู้ปกครอง (ที่เป็นผู้สูงอายุ) ฟังอีกต่อไป เพราะเล่าไปก็ไม่เข้าใจกัน เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกก็ยังคงถูกกระทำเช่นนั้นต่อไปเพราะไม่มีผู้ใหญ่เข้าไปช่วยแก้ไข ขณะที่ฝ่ายผู้กระทำ เมื่อไม่มีคนรุ่นตรงกลางคอยสอนหรือคอยสังเกตความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่ง “ความรุนแรงใหญ่ๆ ที่ทำให้เสียชีวิตไม่ว่ากับตนเองหรือผู้อื่น มักมีความรุนแรงเล็กๆ เป็นสัญญาณบอกเหตุมาก่อนหน้านั้นเสมอ” แต่หากความรุนแรงเล็กๆ ที่ว่านั้นไม่ถูกมองเห็นและไม่ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถขยายตัวเป็นความรุนแรงในระดับใหญ่ขึ้นได้

โฆษกกรมสุขภาพจิต ย้ำว่า “ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่มีทางที่จะย้อนให้รูปแบบครอบครัวกลับไปเป็นอย่างเดิมในอดีต”อย่างไรก็ตาม “เราสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นได้” เช่น ผู้สูงวัยสามารถใช้เทคโนโลยีค้นหาความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กยุคปัจจุบัน ว่าต้องประสบพบเจออะไรบ้าง และวิธีการจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างมากนี้สามารถทำได้อย่างไรบ้าง หรือคนรุ่นตรงกลางก็สามารถ “ทำให้ครอบครัวยังมีสายใยแม้จะอยู่ไกลกัน” ใช้เทคโนโลยีพูดคุยกับทั้งผู้สูงอายุและเด็กได้อย่างสม่ำเสมอ

อนึ่ง ยังมีคำถามว่า “พ่อแม่หมดรักกันแล้ว อยู่ต่อไปมีแต่จะระหองระแหงกัน ควรทนอยู่เพื่อลูกหรือแยกทางกันดี?” ซึ่ง นพ.วรตม์ อธิบายประเด็นนี้ด้วยแนวคิด “เวลาคุณภาพ” ที่หมายถึง “เวลาของการพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ” ว่า คนเราแม้จะอยู่ห่างไกลกันแต่หากหมั่นใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างช่วงเวลาคุณภาพก็จะเกิดประโยชน์และลดความรุนแรงของปัญหาให้น้อยลงได้ เมื่อเทียบกับการได้เจอหน้ากันแต่มีบรรยากาศที่ไม่ดี เช่นกลับบ้านไปเจอกันในช่วงสงกรานต์แล้วทะเลาะกันซึ่งแบบนี้ถือว่าเสียเวลาและไม่มีประโยชน์

“สมมุติพ่อแม่ทะเลาะแยกทางกันหรือเลิกกันแล้ว ถ้าเกิดอยากจะอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมจะต้องระมัดระวังการทะเลาะกันมากที่สุด เพราะว่าลูกเองเขาก็รับรู้ได้นะ ยิ่งลูกโตแล้ว มันก็จะเป็นแบบอย่างความรุนแรง เขาเรียนรู้ เห็นคู่ของพ่อแม่ทะเลาะกัน โอกาสที่อนาคตเขาจะมีครอบครัวแล้วทะเลาะแบบนี้ก็มีโอกาสสูง ดังนั้นถ้าเกิดเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุขได้ เราแยกย้ายกันไปในฐานะสามี-ภรรยาแต่ละคนก็ยังทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีที่มีต่อลูกอยู่ ก็อาจเป็นตัวเลือกที่จำเป็น” นพ.วรตม์ ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ : เรียบเรียง

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797190

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ  เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน นำ นศ. CSB ติดตั้งอุปกรณ์แบบใช้คลื่นวิทยุ เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มความสะดวก แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อาจารย์ปริญ นาชัยสิทธิ์ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น และ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มอบ ผศ.ดร.อดิเรก จันตะคุณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร อาจารย์ ดร.ปฐมาภรณ์ ชัยกูล อาจารย์ ดร.ครรชิตรองไชย สาขาวิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย Mr.Str Michael Schofeld คณาจารย์และนักศึกษาจาก Carl -Severing  Berufskolley, (CSB) Bielefeld Germany และนักศึกษาสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ลงพื้นที่บ้านนายฉลอง เอี่ยมละออณ ชุมชนบะขาม เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกภายใต้โครงการ บริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ คนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกัน

โดยกิจกรรมครั้งนี้คือ การติดตั้งชุดควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยรีโมท ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือของนักศึกษาสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมจำนวน 12 คน  และนักศึกษาจากจาก Carl – Severing Berufskolley,(CSB) Bielefeld Germny ประจำปี 2024 จำนวน 6 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มวางแผนการทำงานร่วมกันออกแบบ ร่วมกันผลิตเครื่องมือพร้อมติดตั้ง ชุดควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นโครงการที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ได้ดำเนินการร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่นมาอย่างต่อเนื่อง การนำนักศึกษาทั้งสองสถาบันลงพื้นที่นับว่าเป็นการบริการทางวิชาการให้กับชุมชนและส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีความรู้มีประสบการณ์จากการร่วมมือปฏิบัติงาน ฝึกตนให้เป็นผู้เสียสละและมีความเป็นจิตอาสา นำความรู้ที่มีใช้แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือสังคม

ทั้งนี้ ผศ.ดร.อดิเรก จันตะคุณ รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมของนักศึกษาทั้งสองสถาบันโดยมี ผศ.ดร.อังคณา เจริญมี หัวหน้าสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ให้ความอนุเคราะห์ บรรยากาศการทำงาน และมีมิตรภาพอันดีระหว่างคณาจารย์นักศึกษาทั้งสองสถาบันแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างประสบการณ์ให้นักศึกษาทั้งสองสถาบันได้อย่างมาก การทำงานเป็นกลุ่มทั้ง 3 กลุ่ม ตั้งใจผลิตได้ 3 ชุด และนำมาติดตั้งที่บ้าน นายฉลอง เอี่ยมละออ ชุมชนบะขามใกล้ๆ มหาวิทยาลัยฯ นายฉลอง มีความพิการทางการเคลื่อนไหว มีความยากลำบากในการใช้ชีวิต การเปิด ปิดไฟ อาศัยอยู่เพียงลำพัง การติดตั้งเครื่องควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบใช้คลื่นวิทยุและชุดเตือนภัยฉุกเฉิน จะทำให้มีความสะดวกในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้นลดปัญหาและอุบัติเหตุต่างๆ ลงได้  มทร.อีสานเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งทั้งวิชาการและงานวิจัย รู้สึกยินดีที่ได้บริการวิชาการแก่สังคมและสนับสนุนการทำงานทุกหน่วยงาน เช่น โครงการฯ นี้ที่เราดำเนินการร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่น

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเที่ยวงาน ‘จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน’ สืบสานโครงการพระราชดำริ อบรมวิชาของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796890

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเที่ยวงาน ‘จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน’ สืบสานโครงการพระราชดำริ อบรมวิชาของแผ่นดิน

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเที่ยวงาน ‘จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน’ สืบสานโครงการพระราชดำริ อบรมวิชาของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี เตรียมจัดงาน “จากพันธุกรรมสู่ความยั่งยืน” น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการอนุรักษ์ทรัพยากร และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ทรัพยากร รวมทั้งเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2567 ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และนิทรรศการของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “จากพันธุกรรมพื้นบ้าน สู่ความยั่งยืน” เรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้ในห้องอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ชม ชิม ช้อป สินค้าผลผลิตเกษตรตามฤดูกาลจากร้านค้าเครือข่ายและภาคีความร่วมมือจากทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5-7 เม.ย. 2567 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อความมั่นคงของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร
มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการพระราชดำริที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ทรัพยากร และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักอนุรักษ์ ทรงเป็นต้นแบบของการทำงานเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากร พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 2 เมษายน เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้เรียนรู้ถึงคุณค่าและความหลากหลายของทรัพยากรและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืนผ่านกิจกรรมเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งนิทรรศการ กิจกรรมการมีส่วนร่วม กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มากมาย ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้เป็นส่วนหนึ่งใน การสร้างคุณค่าอนุรักษ์ ส่งต่อการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญๆ ดังนี้

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเป็นต้นแบบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนในการดูแล รักษา แบ่งปันแลกเปลี่ยน และขยายผลสู่ความยั่งยืน

นิทรรศการจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “จากพันธุกรรม สู่ความยั่งยืน” ถ่ายทอดเรื่องราวของพันธุกรรมพื้นบ้าน ผ่านฐานนิทรรศการทั้ง 6 โซน ประกอบด้วย
พันธุกรรมเพื่อการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน ข้าวกับประเพณีและวัฒนธรรม วิถีชีวิตและภูมิปัญญากับพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน และการแปรรูปข้าว นิทรรศการผักพื้นบ้าน 72 ชนิด นำเสนอผักพื้นบ้านประจำถิ่น ผักพื้นบ้านหายากมาจัดแสดงให้เรียนรู้ทดลองชิมรสชาติที่แตกต่างกัน นิทรรศการมาดื่ม มาดริ๊งก์Wisdomking coffee พร้อมกิจกรรมเรียนรู้เรื่องราวการจัดการกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อการพัฒนาอาชีพที่มั่นคง จากร้านกาแฟทั่วประเทศ 16 ร้านค้า

พลาดไม่ได้กับการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 12 หลักสูตร ได้ทั้ง Onsite และ Online ฟรี อาทิ หลักสูตร นานาสายพันธุ์กาแฟ โดยอาจารย์สุทิศา พรมชัยศรี เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ชุมพร หลักสูตรเทปาเช่ เครื่องดื่ม โปรไบโอติก สไตล์แม็กซิกัน อาจารย์สายชล ธำรงโชติ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ชัยนาท หลักสูตรพันธุกรรมว่านไทย อาจารย์สุวัฒนชัยจำปามูล เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครราชสีมา และหลักสูตรเห็ดเจ็ดชั่วโคตร ผศ.ดร.อุทัย อันพิมพ์ คณะบริหารศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น

ร่วมกันอนุรักษ์พร้อมส่งต่อพันธุกรรม กับกิจกรรม เพาะ แจก แลก เปลี่ยน พันธุกรรมพืช ชม ชิม ช้อป สินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กว่า 150 ร้านค้า จุใจ ทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้พันธุ์ไม้ โดยเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ในราคามิตรภาพ

พิเศษ เปิดเข้าชมพิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร และพิพิธภัณฑ์ในหลวง รักเรา ในกรณีพิเศษเนื่องในโอกาสวันจักรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนุกเพลิดเพลินกับการจัดแสดงด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าชมเรียนรู้ได้ทุกวัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม02-5292212-13, 087-3597171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Line ID : @wisdomkingmuseum

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796460

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.55 น.

“อาชีวะจะมีคนเรียนทั้ง ปวช. ปวส. รวมกันอยู่ประมาณ 1 ล้านคน จริงๆ ก็ประมาณ 9.9 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่ ปวช. 6.4 แสนคน ปวส. อีก 3.4 แสนคน ในการเรียนก็จะจัดเป็นประเภทวิชา มีทั้งหมด 10 ประเภทวิชา แล้วก็มีแยกออกมาเป็นสาขาวิชาและสาขางาน อันนี้ Cut-off (ตัดยอด) ถึงประมาณปี 2565 ปัจจุบันตรงประเภทวิชาตรงนี้เดี๋ยวจะมีการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้เป็นภาพคร่าวๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเรียนอยู่ในประเภทวิชาอุตสาหกรรม แล้วก็พาณิชย์หรือว่าพวกบัญชี สถานศึกษาครึ่งๆ เลย เป็นรัฐ 433 แห่ง แล้วก็เอกชน 447 แห่ง แต่นักเรียนส่วนใหญ่เรียนอยู่ในสังกัดรัฐ

แนวโน้มที่ผ่านมา อาชีวะนี้น่าจะเจอกันหลายๆ สถาบัน ก็คือนักเรียนที่เข้าใหม่ลดลง แต่ที่เราค้นพบคือกลุ่มที่ลดลงเป็น ปวช. ส่วน ปวส. อาจจะยังไม่ลดลงมากขนาดนั้น แต่ในกลุ่มที่ลดก็มีกลุ่มที่เพิ่มเหมือนกัน จะมีบางสาขาวิชาที่ผู้เรียนเข้าเรียนเพิ่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เกษตรกรรมก็เพิ่มเหมือนกันในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนกลุ่มที่ลดลงชัดเจนจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คหกรรมแล้วก็พาณิชยกรรม”

ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล นักวิจัยด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะ หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการยกระดับการศึกษาและกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)”เมื่อเร็วๆ นี้ ฉายภาพสถานการณ์การศึกษาระดับอาชีวศึกษาในประเทศไทย ซึ่งก็มีทั้งสาขาวิชาที่มีผู้เรียนเพิ่มและลด แต่ในส่วนของพาณิชยกรรม แม้จะลดลงไปบ้าง (ร้อยละ 7) แต่ด้วยจำนวนผู้เรียนที่มากอยู่แล้ว ในภาพรวมจึงไม่ถือว่าลดลงมากนัก

ขณะที่สาขาวิชาที่เพิ่มขึ้น พบว่าอยู่ในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์-Science, เทคโนโลยี-Technology , วิศวกรรมศาสตร์-Engineering, คณิตศาสตร์-Mathematics) โดยจากนักศึกษาอาชีวะทั้งหมด พบเรียนอยู่ในสาขาด้าน STEM ร้อยละ 56 และนอกจากสาขาเดิมที่มีอยู่แล้วยังพบการเปิดสาขาใหม่ด้วย เช่น เมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ เริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี 2561 จำนวน 64 หลักสูตร เพิ่มเป็นถึง 160 หลักสูตรในปี 2565 ขณะที่สาขาคอมพิวเตอร์ เพิ่มจาก 195 หลักสูตรในปี 2561 เป็น 410 หลักสูตรในปี 2565

เมื่อดูรายได้ พบว่า “งานที่ทำมีผลกับรายได้มากกว่าวุฒิที่จบมา” กล่าวคือ หากจบอาชีวะสาย STEM และได้ทำงานที่เกี่ยวกับ STEM จะมีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 18,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือผู้ที่ไม่ได้จบอาชีวะสาขา STEM แต่ได้ทำงานที่เกี่ยวกับ STEM จะมีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือนในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ทำงานในอาชีพเกี่ยวกับ STEMรายได้เฉลี่ยจะอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือนไม่ว่าผู้นั้นจะจบอาชีวะสาย STEM หรือไม่ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง “แม้จะจบอาชีวะสาย STEM ก็หางานที่เกี่ยวข้องกับ STEM ทำไม่ง่าย” เมื่อเทียบกับผู้จบ ป.ตรี หรือ ป.โท สาย STEM ที่สามารถหางานสาย STEMทำได้มากกว่า (ปวช. อยู่ที่ร้อยละ 6, ปวส.ร้อยละ 9.14, ป.ตรี ร้อยละ 41 และ ป.โทร้อยละ 51) ทั้งนี้ มี 5 ปัจจัย ที่ต้องปรับปรุงเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับอาชีวศึกษาของไทย ไล่ตั้งแต่ 1.คุณภาพผู้เรียน เช่น ผลสอบ PISA 2022 ที่พบว่า นักศึกษา ปวช. ชั้นปีที่ 1 ของไทย ร้อยละ 85 ไม่สามารถนำความรู้คณิตศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ และร้อยละ 70 ไม่สามารถใช้ความรู้วิทยาศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์ที่คุ้นเคยและไม่ซับซ้อน

“สถานการณ์ถือว่าหนัก แต่ผมไม่ได้บอกว่าผิดที่อาชีวะ นึกภาพว่าเป็นเหมือนน้ำตก ขั้นแรกอาจเป็นกลุ่มเน้นวิทย์ รองลงมาอาจเป็นกลุ่มโรงเรียนสาธิต ซึ่งอาชีวะเป็นกลุ่มที่พื้นฐานค่อนข้างต่ำในการเข้ามาเรียน ผมพูดถึงระยะเวลาที่สอบ (PISA) ช่วงเดือนสิงหาคม คือเพิ่งเปิดเทอม ไม่น่าเกี่ยวกับคุณภาพสถาบันอาชีวะ ทีนี้ด้วยพื้นฐานที่ต่ำ เราควรมองปัญหานี้อย่างไร? ถ้ามุมของ ปวช. ซึ่งส่วนใหญ่คนจบไปไม่ได้รีบหางานทำอยู่แล้ว เขามักจะต่อ ปวส. เพราะในหลักสูตร ปวช. ยังให้น้ำหนักกับวิชาพื้นฐานยังค่อนข้างน้อยอยู่ 17 หน่วยกิต จาก110 หน่วยกิต ซึ่งกลุ่มนี้น่าจะต้องลองพิจารณาดู” ทัฬหวิชญ์ กล่าว

2.หลักสูตร ยังมีความเหลื่อมกันระหว่างการพัฒนาหลักสูตรกับความต้องการของภาคเอกชน ทั้งในแง่ของวิชาที่เรียนและชั่วโมงการฝึกงานซึ่งอาจน้อยกว่าที่ภาคเอกชนคาดหวัง 3.ระบบประกันคุณภาพ แบ่งเป็นระบบประกันภายนอก แม้มีการวัดผลที่อิงกับผลลัพธ์ของผู้เรียนมากขึ้น แต่ผลการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ต้องการพัฒนาตัวชี้วัดที่ภาคเอกชนให้การยอมรับ ส่วนภาวะการมีงานทำก็ยังเป็นการสำรวจที่ไม่เป็นระบบมากนัก เช่น สำรวจ ณ วันที่สำเร็จการศึกษา แต่ไม่มีระบบการติดตามระยะยาว ส่วนระบบประกันภายใน ยังเน้นเก็บเอกสาร ซึ่งเป็นการสร้างภาระกับสถาบันการศึกษา หรือประเมินว่ามีแผนและทำตามแผนหรือไม่ แต่ไม่ได้ดูคุณภาพที่ออกมาว่าเป็นอย่างไร

4.ครู ในการเรียนการสอนระดับอาชีวศึกษานั้นต้องการ “ครูที่มีประสบการณ์กับภาคเอกชน” ในขณะที่การเรียนสายสามัญ (ม.ปลาย 4-6) ครูจะสอนเป็นรายวิชา (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ) แต่อาชีวะเป็นการเรียนที่มุ่งไปทางอาชีพ จึงต้องการครูที่มีทักษะที่เกี่ยวกับด้านอาชีพอย่างมาก แต่เมื่อดูกระบวนการผลิตครูอาชีวะ เช่น ผู้ที่เรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขาครุอุตสาหกรรม (ครูช่าง) ก็อาจไม่มีทักษะช่างมากนัก

อาทิ มาจากคนจบ ม.ปลาย หรือแม้มาจากนักศึกษาอาชีวะ จบ ปวช.-ปวส. แต่ก็ยังมีทักษะงานช่างไม่ชำนาญพอ ก็จะมีปัญหาการส่งต่อเมื่อต้องไปเป็นครู และแม้กระทั่งชั่วโมงฝึกงาน ในหลักสูตรครุอุตสาหกรรม ชั่วโมงฝึกงานอยู่ที่เฉลี่ย 324 ชั่วโมง ก็ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับระดับ ปวช. ซึ่งอยู่ที่ 1,242 ชั่วโมง รวมถึงชั่วโมงพัฒนาวิชาชีพที่มีเพียง 75 ชั่วโมงต่อปี อีกทั้งพบบางส่วนไม่ได้ส่งไปอยู่กับสถานการณ์ประกอบการ ดังนั้นเมื่อมาเป็นครูก็จะขาดประสบการณ์

5.ทรัพยากร การเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษา เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก แต่เมื่อดูงบลงทุน 10 ล้านบาทต่อ 1 สถาบันการศึกษาต่อปี และต้องไปจัดสรรกันเองระหว่าง ปวช. กับ ปวช. จึงมีข้อจำกัดในการซื้อครุภัณฑ์ขนาดใหญ่รวมถึงงบลงทุนครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อยู่ที่เพียงร้อยละ 4 หรือราว 950-988 ล้านบาท 6.การศึกษาแบบทวิภาคียังขยายตัวได้ช้า ในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 มีเพียงระดับ ปวส. ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับในส่วนของนักเรียน ม.ปลาย หรือนักศึกษา ปวช.

“สาเหตุที่อาชีวะทวีภาคีขยายตัวได้ช้าทางคณะวิจัยมองว่าประการแรกคือตัวสถานประกอบการเองอาจยังไม่สามารถจัดระบบอาชีวะทวีภาคีได้มีคุณภาพมากนัก ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการประกันคุณภาพยังไม่ได้มีระบบที่ดีมากพอ ตำแหน่งฝึกงานก็ยังน้อย ตำแหน่งฝึกงานที่มีคุณภาพสูง ซึ่งหลายๆ ที่ที่รับนักศึกษาฝึกงานไปแล้วก็ให้ไปชงกาแฟอะไรอย่างนี้ อันนี้เป็นเสียงสะท้อนมา

ในทางกลับกัน นักเรียนหรือผู้ปกครองก็อาจไม่อยากส่งผู้เรียนไปเรียนในกลุ่มทวิภาคี อีกอย่างคือเรื่องต้นทุนในการจัดทวิภาคีก็ค่อนข้างสูง เพราะการจับคู่กันระหว่างสถาบันอาชีวะกับสถานประกอบการ อันนี้ต้องเข้ากันแบบ Case-By-Case (เป็นรายกรณี) กันไปเลย อาจจะมีต้นทุนที่สูง” ทัฬหวิชญ์ ระบุ

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ได้แก่ 1.ปรับหลักสูตรระดับ ปวช. เพื่อแก้ปัญหาความรู้และทักษะพื้นฐานโดยเน้นวิชาพื้นฐานมากขึ้น เพราะผู้ที่เรียนจบระดับนี้ส่วนใหญ่มักไม่รีบออกไปประกอบอาชีพแต่จะเลือกเรียนต่อมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องรีบฝึกทักษะที่ยึดโยงกับสาขาวิชาหรือสาขางาน แต่วิชาพื้นฐาน (เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฯลฯ) สำหรับสอนนักศึกษาอาชีวะ ก็ต้องปรับการสอนให้สอดคล้องกับการเรียนในสายนี้ด้วย ซึ่งเท่าที่ทราบ ในปีการศึกษา 2567 น่าจะเริ่มปรับแล้ว จึงถือเป็นสัญญาณที่ดี

2.ระบบประกันคุณภาพของสถาบันอาชีวศึกษา ปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของผู้เรียนมากขึ้น ที่ควรทำต่อไปคือพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานวิชาชีพโดยให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และระบบติดตามการมีงานทำของผู้เรียนควรเป็นระบบติดตามได้ในระยะยาวมากขึ้น เช่น นอกจากจะดูว่าจบแล้วมีงานทำหรือไม่ ที่ควรดูต่อไปคือได้ทำงานตรงกับสาขาวิชาที่จบไปหรือเปล่า มีรายได้เป็นอย่างไร (อาทิ เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาษี ว่ามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้หรือไม่)

และ 3.เพิ่มการลงทุนในครุภัณฑ์ ควรคำนวณเรื่องการเสื่อมราคาในอนาคต เพื่อจัดสรรงบประมาณได้เหมาะสมมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนเงินไว้ตายตัว โดยมีตัวอย่างจากเกณฑ์ของ ITE สิงคโปร์ จะต้องใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาให้ครุภัณฑ์มีคุณภาพ (ลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์ครุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยปีละ 6,700 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี, งบค่าซ่อมบํารุง/ปลดระวางครุภัณฑ์ปีละ 5,300 ล้านบาท และงบวัสดุฝึกปีละ 8,300 ล้านบาท)

ส่วน “ระยะยาว” ประกอบด้วย 1.ตั้งสถาบันวิชาชีพครูเพื่อแก้ปัญหาทักษะครูรวมถึงปัญหาหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับงาน ซึ่งปัญหาในปัจจุบัน การออกใบประกอบวิชาชีพและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพไม่ได้แยกออกมาเป็นครูอาชีวะโดยเฉพาะ ยังรวมกับครูที่สอนในสายสามัญทั่วไป เพื่อดูว่าทักษะใดบ้างที่คนเป็นครูอาชีวะควรมี เพื่อนำมาวางแผนการผลิตครูต่อไป โดยมีผู้เชี่ยวชาญสาขาอาชีพร่วมเป็นคณะทำงาน

และ 2.จัดตั้งกองทุนพัฒนาอาชีวศึกษาทวิภาคี ด้วยการจัดตั้งกองทุนทวิภาคี เพื่อลดต้นทุนจัดการศึกษาและเพิ่มคุณภาพ โดยระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน โดยเก็บทุกคนเท่ากัน พร้อมกับภาครัฐสมทบทุนในอัตราเท่ากันสำหรับใช้เป็นทุนตั้งต้น ซึ่งกองทุนนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ดูว่าสถานประกอบการใดต้องการรับนักศึกษาฝึกงาน และนักศึกษาคนใดต้องการฝึกงาน แทนที่จะให้สถาบันการศึกษากับสถานประกอบการต้องไปทำข้อตกลง (MOU) กันเอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ!!!

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794347

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล  เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) “สรพ.” บรรยายพิเศษเรื่อง “Move Forward Quality from Story in the Past” เผยภารกิจขยายขอบฟ้าเพื่อพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพไทย ในการประชุมวิชาการ HA National Forum ครั้งที่ 24 ภายใต้หัวข้อ “Growth Mindset for Better Healthcare System ระบบบริการสุขภาพที่ก้าวหน้า ด้วยกรอบความคิดที่กว้างไกล” ที่สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ.จัดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลาเผยจุดเริ่มต้นของการพัฒนามาตรฐานสถานบริการสุขภาพแบบไทยๆ นั้นเริ่มต้นจากโครงการวิจัยกลไกส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเป็นโครงการนำร่องในปี 2540 ด้วยความร่วมมือของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขหรือ สวรส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และ Joint Commission International (JCI) โดยเริ่มต้นจาก 30 โรงพยาบาล ผู้บริหารมี Growth mind set นำไปสู่การตั้งสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล หรือ พรพ. ภายใต้การกำกับของ สวรส. และเปลี่ยนเป็น สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. เพื่อทำหน้าที่ ผู้ประเมินมาตรฐานบริการสุขภาพไทยอย่างเป็นอิสระโดยการสร้าง การพัฒนาและการรักษาคุณภาพโรงพยาบาลนั้นทำได้ยาก เพราะระบบการรักษาพยาบาล มีความซับซ้อนมีผู้คนเกี่ยวข้องมาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยการสร้างความร่วมมือ ระดมความรับผิดชอบและมีระบบงานที่ดีฝึกฝนคุณธรรม จริยธรรม จึงเป็นกระบวนการที่มีวิธีการพิเศษที่ต้องอาศัยความชำนาญและความเชี่ยวชาญตลอดจนฝึกอบรมเพราะ การทำงานของ สรพ. จึงเป็นการประสานพลังความพยายามที่มีอยู่เดิม สอดใส่แนวคิดเชิงบวก ร่วมกับการมีกัลยาณมิตรเข้าไปให้ข้อเสนอแนะและประเมินกับโรงพยาบาล ความพยายามในการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องนี้ ผู้ป่วยจึงได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวานเสมอ

สำหรับการรับรองคุณภาพควรเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพจึงจะเกิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพไทยให้มีคุณภาพอย่างเกื้อหนุนกันมีแนวคิดของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนในระบบสุขภาพเป็นเจ้าของร่วมกัน มีกระบวนการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหา ช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเป็นกัลยาณมิตร ใช้การให้อภัย ให้โอกาส ไม่ลงโทษ พร้อมด้วยการนำคติความเป็นไทยมาใช้ ได้แก่ศรัทธาในวิชาชีพ มีเมตตากรุณา มีน้ำใจ บริการสุขภาพเป็นเสมือนบุพการี เห็นความสำคัญของการช่วยชีวิต ความรับผิดชอบต่อชีวิตและสุขภาวะของผู้ป่วย โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานและกระบวนการพัฒนา

“มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ เปรียบเสมือนเส้นขอบฟ้า และมองออกไปยังพื้นที่ที่มีโอกาสพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพไทยเพื่อเป็นการขยายเส้นขอบฟ้าออกไปจากเดิม จากการมองระดับในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ไปสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และชุมชน รู้จักนำความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่ระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในอนาคตไร้ซึ่งรอยต่อ ยุติธรรม และคุณภาพของระบบบริการอย่างทั่วถึงเสมอภาค จัดระบบบริการมีหลายระดับและต่างมีคุณภาพ (Quality StandardFor different sets of care) ด้วยการมีคุณภาพของโรงพยาบาลตติยภูมิที่พัฒนาให้ทันโลก (Medical Hub) สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ และความปลอดภัยตามนโยบาย 3P safety” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794190

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม  โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นายธาดา พรหมสาขา ณ สกลนคร รองนายกองค์การบริหารส่วน จ.ขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านหมอลำ นำโดย ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) ดร.จินตนา เย็นสวัสดิ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ลำกลอน) ที่ปรึกษาโครงการฯ นางเพชราภรณ์กาละพันธ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) และคณะวิทยากรจากศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม (ศิลปะการแสดงหมอลำกลอน) ของแม่ครูจินตนา เย็นสวัสดิ์ ได้แก่ หมอลำวุฒิชัย ขุนด่านซ้าย หมอลำนครินทร์ นามวงษา หมอลำจตุพรจันทร์ดี หมอแคนเคนตะ วาทานาเบ้หมอแคนบรรณวิชญ์ สังหาวิทย์ (หมอแคนทิกเกอร์) มอบความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนที่มีใจรักหมอลำและที่สนใจเรียนรู้หมอลำสมัครเข้าร่วมกว่า 50 คน

โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมอนุรักษ์ ฟื้นฟู จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาและศิลปะที่ดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเด็กและเยาวชนถือว่าเป็น “ต้นกล้า” ที่สำคัญที่จะดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทางด้านศิลปะหมอลำให้คงอยู่ต่อไป หมอลำ เป็นสุดยอดเพลงพื้นบ้านทางภาคอีสาน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงและโดดเด่นที่สุดของภาคอีสานจนสามารถยึดเอาเป็นอาชีพได้ผู้ที่จะเป็นหมอลำได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง มีสติปัญญาดี มีทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัวต้องมีความจำเป็นเลิศ สามารถจำกลอนลำได้มากมายทุกแง่ทุกมุมและทุกประเภทของกลอนลำ ทำให้ศิลปินหมอลำกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของอีสานอย่างแยกไม่ออก และมีศิลปินเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งรูปแบบการอบรมแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ทั้งกลุ่มที่สนใจการขับร้องหมอลำและกลุ่มที่สนใจเครื่องดนตรีอีสาน ซึ่งเด็กได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ ความรู้พื้นฐานด้านหมอลำ องค์ประกอบหมอลำ เรียนรู้ทักษะการลำทางสั้น และลำเต้ย เรียนรู้ทักษะการดีดพิณและเป่าแคนลายสุดสะแนน ลายเต้ย เรียนรู้ฟ้อนแม่บทอีสาน 6 ท่า เรียนรู้ทักษะการลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น เรียนรู้ทักษะเดี่ยวพิณและการเป่าแคนลายยาว เรียนรู้ทักษะการฟ้อนรำ หลังจากอบรมเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมได้ประสมวง แสดงผลจากการเรียนรู้ผ่านการร้องลำ ฟ้อน ได้แก่ ลำทางสั้น ลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น ลำเต้ย ตามลำดับ ให้กับวิทยากรเพื่อประเมินผลสำเร็จของการฝึกอบรม