สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794090

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย  กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.17 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมลงนามความร่วมมือกับ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NASA) ภายใต้ โครงการ Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality (ASIA-AQ) เพื่อร่วมกันศึกษาคุณภาพอากาศในประเทศไทย โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเรเนซองส์พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ชลบุรี

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง NASA และ GISTDA นับเป็นความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่สะท้อนถึงความสำเร็จ จากความทุ่มเทที่ต้องการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาในระดับประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งทุกวันนี้มลพิษทางอากาศนับว่ามีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้จะมีการใช้ประโยชน์ที่ได้จากการสำรวจทางอากาศ การสำรวจด้วยดาวเทียม รวมถึงภาคพื้นดินเพื่อนำมาบูรณาการในการแก้ไขปัญหา การจัดการและลดมลพิษทางอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยต่อไป

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า โครงการ Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality เป็นโครงการที่ริเริ่มโดย NASA เพื่อร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ศึกษาปัญหาคุณภาพอากาศในเอเชีย โดย NASA จะทำงานร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาคเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการศึกษาด้านอากาศโดยใช้เครื่องบิน สถานีภาคพื้นดินและดาวเทียมสำรวจ ซึ่งโครงการนี้ NASA มีความร่วมมือกับ พันธมิตรในเอเชีย 5 ราย ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และประเทศไทย โดยมี GISTDA ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งทีมเพื่อทำงานร่วมกับ NASA ประกอบด้วยกรมควบคุมมลพิษ มหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และในการบินเพื่อเก็บข้อมูลอากาศในครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินการจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานทางทหาร ได้แก่กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กรมแผนที่ทหาร, บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ NASA ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ GISTDA จัดขึ้นภายใต้โครงการนี้ เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติด้านอวกาศและดาวเทียมให้กับนิสิตนักศึกษาภายใต้โครงการ GLOBE ณ Space Inspirium อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กิจกรรมการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานจากนักบินและนักวิทยาศาสตร์ NASA กับนักวิทยาศาสตร์ไทย รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีอวกาศในการศึกษาและสำรวจมลพิษทางอากาศข้อมูลที่ได้จากการสำรวจคุณภาพอากาศในประเทศไทย ช่วยให้เข้าใจและเข้าถึงปัจจัยที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการติดตามสถานการณ์การประเมินการปล่อยแก๊สจากแหล่งต่างๆ ปรากฏการณ์ทางเคมี รวมถึงผลกระทบจากด้านการขนส่งประเภทต่างๆ โดยผ่านการสร้างแบบจำลองที่หลากหลาย เพื่อใช้สำหรับการออกแบบนโยบาย ในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791462

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย  พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) พร้อมด้วยทีมนักวิจัย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมงานแถลงข่าว การจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 (19th NSTDA Annual Conference : NAC 2024) ภายใต้แนวคิด “สานพลัง สร้างงานวิจัย พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย BCG Implementation” ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. กล่าวว่า สวทช.เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็งขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยความเชี่ยวชาญและความสามารถของ สวทช.ที่จะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ผ่านแผนงาน BCG Implementation และเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และผลงานวิจัยพัฒนา สวทช. จึงจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 เพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ได้กำหนดไว้ใน 4 มิติ ได้แก่ “ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม-เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ-เพิ่มการพึ่งพาตนเอง-สร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยสู่ความยั่งยืน” โดย สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเปิดการประชุมและทอดพระเนตรนิทรรศการวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 น. โดยสามารถติดตามรับชมการถ่ายสดผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย NBT 2HD

ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รอง ผอ.นาโนเทค กล่าวว่า ไฮไลต์ของนิทรรศการปีนี้ นอกจากนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ยังมีนิทรรศการความก้าวหน้าของงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากนักวิจัย สวทช. ทั้ง 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติรวมทั้งสิ้น 57 ผลงาน ซึ่งมีทั้งผลงานวิจัยที่นำไปใช้จนเกิดประโยชน์ในวงกว้างเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และผลงานวิจัยที่พร้อมส่งมอบให้กับภาคสังคมได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น การพัฒนาวัคซีนสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ, ชุดตรวจคัดกรองติดตามโรคไตเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานเชิงคุณภาพ (AL-Strip และ GO-SENSOR), Thai School Lunch for BMA (ระบบจัดสำรับอาหารเช้า-กลางวัน ในโรงเรียนในสังกัด กทม.), Lookie Waste : แอปพลิเคชั่นตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร และ EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยาก นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทเอกชนภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงาน NAC2024 ยังได้เปิดบริการให้ผู้เข้าร่วมงานเข้ามาปรึกษาและขอคำแนะนำจากศูนย์ Connex ซึ่งเป็นศูนย์เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่ภาคธุรกิจในรูปแบบครบวงจรที่จะช่วย Connect ผู้ประกอบการธุรกิจได้เข้าถึงแหล่งความรู้ งานวิจัย รวมถึงแหล่งทุน และเป็นตัวกลางในการให้คำปรึกษาที่ตรงโจทย์โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการต่อยอดเชิงพาณิชย์

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผอ.เอ็นเทค กล่าวว่า อีกไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมจากผู้เข้าร่วมงาน NAC ทุกๆ ปี คือ หัวข้อสัมมนาที่เข้ากับยุคสมัย ปัญหาโลกร้อน โลกรวน และเทรนด์งานวิจัยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ ที่ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรงที่จะมาร่วมแชร์ข้อมูลมากกว่า 40 หัวข้อ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์จากการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ มาตรการรองรับ CBAM ของอุตสาหกรรมไทยพร้อมมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน , โลกเปลี่ยน คนปรับ : พัฒนาคุณภาพน้ำชุมชนเพื่อคุณภาพชีวิต ด้วย วทน. และ ฝุ่น! : ปัญหาและการรับมือ หรือด้านสุขภาพการแพทย์ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Health เพื่อการยกระดับการให้บริการสาธารณสุข , จีโนมิกส์ประเทศไทย : การแพทย์จีโนมิกส์เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย Pharma NETwork ผสานพลังเพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาไทย ทั้งนี้ ยังมีด้านสุขภาพและความงาม เช่น นวัตกรรมการผลิตสารสกัดสมุนไพรมูลค่าสูง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงาม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Open house โดย สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับนักนักอุตสาหกรรม และนักลงทุน ได้เข้าชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพื่อเปิดประสบการณ์สัมผัสกับเทคโนโลยีจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการวิจัยของ สวทช. รวมถึงการเข้าชมตัวอย่างผลงานนวัตกรรมจากบริษัทผู้เช่าพื้นที่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตลอดจนนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจจากบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่จะเป็นตัวช่วยให้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มศักยภาพและกำไรให้กับธุรกิจ

และอีกหนึ่งไฮไลท์ในงาน คือ “NAC Market” ที่จะนำสินค้านวัตกรรมที่พัฒนาจากงานวิจัยและบริการต่างๆ ของ สวทช. และสินค้าอื่นๆ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเยาวชน การเสวนาสำหรับครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะไม่ได้ฟังบรรยายอย่างเดียวแต่ยังได้ลงมือประดิษฐ์และการทดลองจริง

สวทช.ขอเชิญทุกคนเตรียมพบกองทัพนวัตกรรม งานวิจัย และองค์ความรู้ด้าน วทน. มากมายที่รออยู่ในงานจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรืองาน NAC2024 วันที่ 28-30 มีนาคม 2567 เวลา 09.00-16.30 น. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (ยกเว้นวันที่ 29 มีนาคม 2567 เปิดให้เข้าชม เวลา 13.00-16.30 น.) ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงานได้ฟรีที่ https://www.nstda.or.th/nac สอบถามเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-5648000

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789561

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม  เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า สสว.มีเป้าหมายในการที่จะบูรณาการทั้ง 8 แพลตฟอร์มของ สสว.ให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมไปถึงสร้างการรับรู้ออกไปให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งการบูรณาการ 8 แพลตฟอร์มจะช่วยให้ สสว.ได้ประเมินถึงจุดดีจุดด้อยในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อนำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นพร้อมที่จะประชาสัมพันธ์เผยแพร่ออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมองหาจุดเด่นจุดด้อยของแพลตฟอร์มต่างๆ

สำหรับ 8 แพลตฟอร์มของ สสว. ประกอบไปด้วย 1.SME COACH : เป็นแพลตฟอร์มที่มีจุดเด่นในด้านการให้คำปรึกษาด้าน SME ฟรี โดยมีผู้เชี่ยวชาญถึง 14 ด้าน สามารถให้คำปรึกษาออนไลน์ พร้อมทั้งมีทีมช่วยเหลือ และติดตามสถานะได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบหรือผ่าน Line OA ของ “SME COACH” โดย สสว.มุ่งหวังจากการบูณาการในครั้งนี้ให้แพลตฟอร์ม SME COACH เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 คน 2.BDS : เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุน ด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกรับการบริการ หรือรับการพัฒนากับผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business Development Service Provider : BDSP) ในด้านที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตน โดย สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการแบบร่วมจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 50–80 ตามขนาดของธุรกิจ ซึ่งการบูรณาการจะช่วยให้แพลตฟอร์ม BDS มีการอนุมัติการยื่นข้อเสนอให้เร็วมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือทางด้านงบประมาณให้ได้อย่างรวดเร็ว

3.SME ONE : คือ Web Portal ที่ให้บริการผ่าน http://www.smeone.infoPlatform ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารในแวดวง SME การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา หรือเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งมอบข้อมูลให้กับผู้ประกอบการในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการเงิน การตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ คลิปวีดีโอสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจจากผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริง และคลิปวีดีโอแนะนำการให้บริการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ SME ONE ยังให้บริการผ่านโซเชียลมีเดีย ช่องทางต่างๆ ได้แก่ Facebook Fan Page : SMEONE Tiktok : smeone.info และ Line OA @smeone 4.SME CONNEXT : Mobile Application เพื่อผู้ประกอบการไทย ที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บทความ การจับคู่ธุรกิจ หรือกิจกรรมอบรม เสวนาทางธุรกิจ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างครบถ้วน ส่งตรงทุกข่าวสารและกิจกรรมผ่านมือถือ และเป็นช่องทางการเชื่อมต่อบริการไปยังแพลตฟอร์มให้บริการต่างๆ เพื่อย่อโลกการให้บริการแบบอัดแน่นไว้ในมือถือเป็น แอปพลิเคชั่นคู่ใจสำหรับผู้ประกอบการ 5.Thai SME GP (ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) : เป็นแพลตฟอร์ม ที่เพิ่มโอกาสการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานภาครัฐผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ซึ่งพัฒนาระบบสนับสนุนให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คือ http://www.thaismegp.com หรือ THAI SME-GP โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถขึ้นทะเบียนรายชื่อและรายการสินค้าและบริการในระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 6.ระบบการส่งต่อเพื่อรับบริการภาครัฐ : เป็นแพลตฟอร์มเพื่อประสานความร่วมมือร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานสนับสนุน MSME ในการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการให้บริการแบบเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน เพื่อส่งต่อการให้บริการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการรับบริการต่างๆได้ไวขึ้น และสามารถติดตามขั้นตอนในการให้บริการได้

7.SME ONE ID : หรือ หนึ่งรหัสหนึ่งผู้ประกอบการ (One Identification : SME One ID ) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงาน และให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้หมายเลข ID เดียวในการเข้าถึงบริการของภาครัฐทุกหน่วยงาน มุ่งเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมเอกสารซึ่งเป็นต้นทุนและอุปสรรคในการขอรับอนุญาตและการส่งเสริมจากหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยโดยโครงการหนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่มีมากกว่า 3 ล้านราย ซึ่งหลังจากการบูรณาการจะทำให้เพิ่มการเข้าถึงผู้สมัครให้มากขึ้น ต้องการให้ข้อมูลของ SME One ID น่าเชื่อถือมากขึ้นเปรียบเสมือนบัตรประชาชน และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และ 8. SME ACADEMY 365 : E-learning Platform ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้มีแหล่งเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเพิ่มทักษะการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีสาระน่ารู้ และเทรนด์ใหม่ๆ อัปเดตอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งปี เพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาหาความรู้ได้เข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย ไม่ต้องรอ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบทความจากแหล่งความรู้ต่างๆที่มีเฉพาะใน SME ACADEMY 365 เท่านั้นการบูรณาการในครั้งนี้ สสว. คาดหวังว่าต้องการให้ได้รับความนิยม ทั้งผู้ที่เป็นเอสเอ็มอีและผู้ที่อยากเป็นเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ เข้ามาหาข้อมูล ตามข่าวสาร พร้อมทั้งมุ่งเน้นไปยังกลุ่มธุรกิจ Soft Power ให้มากเพิ่มยิ่งขึ้น

“สสว. มุ่งเน้นในการหาจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อที่จะนำมาพัฒนาทั้ง 8 แพลตฟอร์มให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งต้องการสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อไปและนอกจาก 8 แพลตฟอร์มที่กล่าวมานี้สสว. ยังมีอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะรองรับข้อมูลจากทั้ง 8 แพลตฟอร์มมาเพื่อเก็บเป็น Data ในการที่จะปรับปรุงแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นนั่นก็คือ SME Profile โดยแพลตฟอร์มนี้จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ นำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้างบริการที่รองรับความต้องการของผู้ประกอบการต่อไป” นายวรพจน์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ Line OA @smeconnext

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788565

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’  พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.10 น.

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ชายหาดบางแสนเกิดความเปลี่ยนแปลงในระยะกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สสส. เทศบาลเมืองแสนสุข และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สร้างชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ปลอดแอลกอฮอล์ และบุหรี่ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ผ่านการสร้างความร่วมมือของผู้ประกอบการ เครือข่ายเยาวชน และนักท่องเที่ยว ที่ให้ความสำคัญและร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาสำคัญถ้าไม่ปลูกฝังเยาวชนให้ห่างจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ คุณภาพชีวิตพวกเขาก็จะไม่ดี แต่หากตัวเยาวชนเองสามารถเป็นต้นแบบที่ดีจะทำให้คนรอบข้างดีขึ้นด้วย จากผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบเยาวชน คนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ 20% หรือ 1.9 ล้านคน ถือว่าลดลง เช่นเดียวกับบุหรี่ที่พบการสูบเหลือแค่ 12%

“การเปลี่ยนแปลงที่ชายหาดบางแสน ไม่เพียงสร้างสุขภาวะที่ดีให้เกิดในพื้นที่ แต่ยังนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคน ทุกเพศทุกวัย ลดปัญหาจากคนเมาและปราศจากควันบุหรี่ ทำให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวที่มาพักผ่อนได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ไม่มีกลิ่นสุราหรือควันบุหรี่ หาดบางแสนจึงเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมในการสร้างชุมชนท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและปลอดภัย ทั้งนี้ ในเทศกาลสงกรานต์นี้ยาวนานถึง 21 วัน อาจต้องดูแลพื้นที่เป็นพิเศษเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความปลอดภัย และอยากให้ทุกจังหวัดพิจารณาการจัดโซนนิ่ง พื้นที่สำหรับครอบครัวเพื่อให้คนไทยคนต่างชาติได้เข้ามาท่องเที่ยวและจดจำวัฒนธรรมที่ดีกลับไป” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

นายสวัสดิ์ หอมปลื้ม รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ชายหาดบางแสนเปลี่ยนแปลงทั้งกายภาพและพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวเริ่มมีคุณภาพมากขึ้นการทะเลาะวิวาทที่เป็นผลมาจากการบริโภคเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ลดลง และจะพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการท่องเที่ยวให้ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายมิติ เช่น การขยายพื้นที่รองรับจุดจอดรถ ยกระดับมาตรฐานชายหาดให้เป็นสากล Universal Beach การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ในทุกมิติ ทั้งนี้ ในปีนี้เทศบาลเตรียมจัดกิจกรรม งานวันไหลสงกรานต์ ปี 2567 ที่ชายหาดบางแสน ซึ่งเป็นกิจกรรมปลอดเหล้าและบุหรี่ เพื่อร่วมมอบความสุขให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ และร่วมอนุรักษ์เทศกาลปีใหม่ของไทยอีกด้วย

ผศ.ดร.เกศรา สุกเพชร อาจารย์ประจำคณะจัดการท่องเที่ยวนิด้า กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายเยาวชนจะทำให้เกิดการร่วมปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของบางแสนได้มากขึ้น ซึ่งได้ดึงเยาวชน 395 คน เข้าร่วมกิจกรรม 5 ฐานปลูกฝังการเรียนรู้ในวัยที่อาจสุ่มเสี่ยงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ให้รู้ถึงพิษภัยเหล่านี้ และสร้างเป็นเครือข่ายช่วยทำให้พื้นที่ชายหาดบางแสนปลอดเหล้าและบุหรี่ นำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ได้อย่างดี โดยในปัจจุบัน 90% ของชายหาดบางแสน ไม่พบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ในจุดที่ห้ามขาย ขณะที่นักท่องเที่ยวให้ความร่วมมืออย่างดี ส่วนอีก 10% อาจพบพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามกฎ จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและให้ข้อมูล

ดร.บุญเกิด กลมทุกสิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนแสนสุข กล่าวว่า โรงเรียนแสนสุขได้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นปีที่ 2 แล้ว เด็กนักเรียนมีบทบาทช่วยสร้างความตระหนักปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด เป็นพลังให้กับชุมชนแสนสุข ส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมจิตสำนึกร่วมกัน ในการสร้างสังคมที่ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ตลอดจนบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นับเป็นบทบาทสำคัญของสถานศึกษา

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786960

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอสซีจี เปิดบ้านเอสซีจี ลำปาง ชมกระบวนการผลิตสีเขียว เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 เร่งผลิตปูนคาร์บอนต่ำ นวัตกรรมรักษ์โลกพร้อมชวนชุมชนร่วมฟื้นน้ำ สร้างป่าตั้งโครงการ “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” หนุนปลูกป่าต้นน้ำกว่า 500,000 ไร่ ส่งเสริมการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ลดฝุ่น PM 2.5 ใช้เทคโนโลยีจัดการน้ำช่วยให้มีน้ำทำเกษตรตลอดปีสร้างอาชีพตามอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่ ลดเหลื่อมล้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นายโอบบุญ แย้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ ESG 4 Plus เร่งสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทุกธุรกิจมุ่งใช้กระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก และร่วมกับทุกภาคส่วนลดเหลื่อมล้ำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้แก่ โครงการรักษ์ภูผามหานที เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปีด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งทำไปแล้วกว่า 120,000 ฝาย และโครงการพลังชุมชน อบรมให้ความรู้ เปลี่ยนวิธีคิด สร้างอาชีพ มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มมูลค่าสินค้าในท้องถิ่นให้โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการตลาด ปัจจุบันมีผู้ร่วมเข้าทั้ง 2 โครงการกว่า 200,000 คน จาก 500 ชุมชน ใน 37 จังหวัด เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

นายวรการ พงษ์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กล่าวว่า เรายึดหลัก “สร้างงานสร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง” ดำเนินงานโดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 อาทิ ชีวมวล ขยะมูลฝอยจากชุมชนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวเปลือกข้าวโพด กิ่งไม้ใบไม้ จากโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ได้อย่างดี และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ร้อยละ 26 ด้วยการติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ โซลาร์รูฟท็อป นำลมร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกหินปูน-รถตัก-รถขุดไฟฟ้าในโรงงาน ขณะเดียวกันยังผลิตปูนคาร์บอนต่ำซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.05 ตัน CO2 ต่อการผลิต 1 ตัน และปีนี้เตรียมออกปูนคาร์บอนต่ำ รุ่นที่ 2 ซึ่งสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจากรุ่นแรกอีกร้อยละ 5 นอกจากนี้ยังส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกป่าชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพ

นายสงกรานต์ เป็นพวก ผู้ใหญ่บ้านสาแพะเหนือ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง กล่าวว่า ช่วงปี 2558-2559 เกิดภัยแล้งรุนแรง ต้นข้าวยืนต้นแห้งตายเกือบทั้งหมู่บ้าน ชุมชนจึงเข้าร่วม “โครงการรักษ์ภูผามหานที” กับเอสซีจี ลำปาง เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการดูแลป่าต้นน้ำ เช่น สร้างฝายชะลอน้ำ ฝายใต้ทราย วังเก็บน้ำ ประตูเปิด-ปิดน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำชุมชน “อ่างห้วยแก้ว” ได้ถึง 80,000 ลบ.ม. ทั้งยังลดการสูญเสียการจ่ายน้ำด้วยการทำบ่อพวงคอนกรีตตามสันเขา ชุมชนจึงสามารถกักเก็บน้ำเพื่อเพาะปลูกได้ตลอดปี ทำให้ชุมชนสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท

นายสุมัย หมายหมั้น นายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน จึงร่วมกันก่อตั้ง “เครือข่ายป่าชุมชน” เมื่อปี 2552 และขยายผลสู่การก่อตั้ง “สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง” ในปี 2564 โดยจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้ง “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยแล้ง น้ำท่วม หมอกควัน ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งช่วยลดเหลื่อมล้ำทางสังคม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การศึกษาอาชีพ และสุขภาวะ โดยการเข้าร่วมโครงการพลังชุมชน ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมวิสาหกิจชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาสให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เข้มแข็งเติบโตอย่างยั่งยืน

นางภัทชา ตนะทิพย์ นวัตกรตัวแม่ ชุมชนวังชิ้น จ.แพร่ กล่าวว่า หลังจากเข้าอบรม “โครงการพลังชุมชน” จึงนำวิธีคิด “ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน” มาใช้สร้างอาชีพ ด้วยการ “แปรรูป” กล้วยหอมทองอย่างหลากหลาย อีกทั้งได้ชวนเยาวชนในท้องถิ่นมาร่วมออกแบบบรรจุภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตจาก LocoPack ของ SCGP เป้าหมายถัดไปคือการ “พัฒนาชุมชนวังชิ้น” เป็นชุมชนเศรษฐกิจ “กล้าคิด กล้าทำ ทำต่อเนื่อง”ตั้งศูนย์นวัตกรรมกล้วยหอมทองครบวงจร เปิดสอนอาชีพ สร้างงานให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม และเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมพัฒนาการตลาดเชื่อมกับแผนการท่องเที่ยวให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจ จ.แพร่

นายสินชัย พุกจินดา เจ้าของโฮมสเตย์ หมอนไม้ไออุ่น จ.แพร่กล่าวว่า หลังจากได้เข้าอบรมในโครงการพลังชุมชน จึงเกิดความคิดว่าชุมชนเรามีของดีที่เป็นเอกลักษณ์และพัฒนาเป็นอาชีพได้ นั่นคือทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศดี น่าท่องเที่ยว จึงใช้ทักษะการเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ไม้สักมาออกแบบโฮมสเตย์ “หมอนไม้ไออุ่น” โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเครื่องเรือนไม้สักที่ทำจากมือด้วยหัวใจ ให้บริการอาหารเครื่องดื่ม ชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางภูเขา ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็น “จุดเช็คอิน” ที่นักเดินทางต้องแวะเวียนมา นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำสินค้าของฝากของที่ระลึกมาจำหน่าย และในอนาคตจะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับให้ อ.วังชิ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ช่วยสร้างงาน อาชีพ และยังทำให้คนท้องถิ่นภูมิใจในบ้านเกิดด้วย

จากตัวอย่างความร่วมมือของทุกภาคส่วนและบุคคลหลากหลายวัย ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมายสังคม Net Zero ได้

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786533

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม  ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่โรงแรมบายาสิตา มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือรุ่นที่ 1 ภายใต้แนวคิด E-SAN BCG Potential development of substitute products โดยมีนายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ภายในงานมีผู้เข้าอบรมกว่า 120 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และจังหวัดมุกดาหาร เข้าร่วมอบรม แลกเปลี่ยนความรู้ และรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

นายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รุ่นที่ 1 เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะยกระดับขีดความสามารถของตนเองให้มีการพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์สินค้านวัตกรรม BCG ให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีสินค้านวัตกรรม BCG ในชุมชนหรือท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นเป็นจำนวนมาก ด้วยจุดแข็งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม ความพร้อมของแรงงาน และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความสำคัญในฐานะที่มีความหลากหลายของทรัพยากร จนเกิดเป็นสินค้านวัตกรรม BCG ที่มีทั้งสินค้าประเภทผ้าทอสินค้าเกษตร สินค้า เกษตรอินทรีย์ หรือสินค้าแปรรูปต่างๆ ที่มีการดึงเอาอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นจุดขาย ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อที่จะช่วยยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้นและกระจายความมั่งคั่งไปสู่ชุมชนท้องถิ่นผ่านพัฒนาศักยภาพทางการค้าของผู้ประกอบการสินค้า นวัตกรรม BGC และให้สามารถขยายขีดความสามารถในการแข่งขันบนตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการมีรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : เปิดหลักสูตรงานบริการฯ สานฝันหนุ่มสาวทำงานรายได้สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785077

สกู๊ปพิเศษ : เปิดหลักสูตรงานบริการฯ  สานฝันหนุ่มสาวทำงานรายได้สูง

สกู๊ปพิเศษ : เปิดหลักสูตรงานบริการฯ สานฝันหนุ่มสาวทำงานรายได้สูง

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ บริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ จำกัด เปิดหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรเพื่องานบริการโรงแรมและเรือสำราญ โดยจะใช้ความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 ฝ่าย ผลิตนักบริการมืออาชีพ สานฝันหนุ่ม-สาวทำงานรายได้สูงและได้ท่องเที่ยวทั่วโลกโดยมี ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครเป็นผู้ลงนามในฝ่ายของมหาวิทยาลัย และ น.ส.ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ประธานกรรมการบริษัท ลงนามด้านบริษัทเอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ จำกัด

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี มทร.พระนคร กล่าวว่า ธุรกิจภาคการท่องเที่ยว การแพทย์ ธุรกิจโรงแรมที่พัก สายการบิน และเรือสำราญ ล้วนต้องพึ่งพางานจากภาคบริการดังนั้น การบริการในภาคการศึกษาจึงมีความสำคัญ ต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อการพัฒนาด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการที่มีพลวัตและการเติบโต ซึ่งสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้

สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวเรือสำราญในปัจจุบัน เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งของโลกที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มทร.พระนคร เล็งเห็นความสำคัญในการผลิตบุคลากรไปทำงานบนเรือสำราญ ทั้งนี้การท่องเที่ยวเรือสำราญนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับประเทศในมิติของบุคลากรที่ทำงานบนเรือก็มีผลตอบแทนสูงกว่าการทำงานในประเทศถึง 7 เท่า และยังได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางของเรือสำราญอีกด้วย

“หลักสูตรระยะสั้นที่ลงนามความร่วมมือในวันนี้นับเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับสภาวการณ์ในปัจจุบันที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และที่สำคัญคือสอดรับกับนโยบายของ มทร.พระนครที่ว่า เรียนที่ไหนก็เรียนได้ แต่จบ มทร.พระนครมีงานทำ 100 เปอร์เซ็นต์” อธิการบดี มทร.พระนคร กล่าว

ผศ.ดร.ยุทธภูมิ สุวรรณเวช คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มทร.พระนครกล่าวว่า คณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมีสาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจบริการที่จะรองรับการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมดังกล่าว หลักสูตรพิเศษระยะสั้นที่จะเปิดร่วมกับเอ็ม โกลบอลทาเล้นทส์นี้ จะตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเดินเข้าสู่งานบริการภาคแรงงานอย่างรวดเร็ว และมีรายได้ทันที

“มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนบุคลากร การใช้ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ทางเอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ เตรียมหลักสูตรการฝึกอบรม วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ สถานที่ฝึกงานเมื่อนักศึกษาเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติเสร็จแล้ว รวมถึงประสานงานกับบริษัทเรือสำราญชั้นนำของโลกเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้ทำงานและท่องโลกตามความฝัน” ผศ.ดร.ยุทธภูมิ ระบุ

นายชีวารัตน์ แสงชูโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีวิทยากรมากประสบการณ์ ทั้งเคยทำงานกับบริษัทเรือสำราญระดับโลกและเป็นอาจารย์ฝึกอบรมงานบริการในสถาบันที่สอนการโรงแรมและเรือสำราญมาอย่างยาวนาน ดังนั้น หลักสูตรที่ร่วมพัฒนากับ มทร.พระนคร จะเน้นหนักไปที่การเรียนการสอนวิชา Food & Beverage หรือ อาหารและเครื่องดื่ม และ Housekeeping หรือวิชาแม่บ้าน โดยจะใช้เวลาในการเรียนทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติแบบเข้มข้นในห้องเรียนเพียง 1 เดือน จากนั้นจะส่งนักศึกษาไปฝึกงานกับโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ยังแนะแนวการสอบสัมภาษณ์กับตัวแทนของบริษัทเรือสำราญให้ด้วย โดยผู้ที่มีสิทธิ์ลงเรือสำราญจะต้องผ่านงานกับโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นระยะเวลา 6 เดือนก่อน

“ค่าเล่าเรียนเบื้องต้นหลักสูตรนี้อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาท แต่ช่วงนี้ลดราคาพิเศษ เหลือเพียง 29,900 บาท เท่านั้น เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องการส่งผู้ที่ต้องการเป็นนักบริการมืออาชีพถึงฝั่งฝัน นี่คือความสุขและความภาคภูมิใจของอดีตเด็กเรือสำราญอย่างพวกเรา” นายชีวารัตน์กล่าว

ดร.นฤมล สิทธิรัตน์ ผู้อำนวยการงานฝึกอบรม บริษัท เอ็ม โกลบอลทาเล้นทส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า สำหรับงานบริการต้องถือว่าคนไทยได้เปรียบคนชาติอื่นตรงที่มีใจบริการเป็นเยี่ยม บุคลิกอ่อนโยน ยิ้มแย้ม และมีความอดทนสูง คุณสมบัติผู้ที่จะเข้าฝึกอบรมหลักสูตรของเรากำหนดไว้คร่าวๆ ว่าต้องมีอายุระหว่าง 20-33 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า มีความรู้ภาษาอังกฤษในเกณฑ์ใช้ได้ บุคลิกภาพดี

“ผู้เรียนจบหลักสูตรได้งานค่อนข้างแน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคนว่าจะได้รับการเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ ในแต่ละปีบริษัทเรือสำราญเปิดรับคนเข้าทำงานอย่างต่ำ 3 พันคน แต่ปัจจุบันแรงงานจากบ้านเรายังป้อนให้เขาได้ไม่เพียงพอความต้องการ” ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน น.ส.ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ประธานกรรมการบริษัท เอ็ม โกลบอล ทาเล้นทส์ จำกัด กล่าวย้ำว่า “เอ็มกรุ๊ป โฮลดิ้ง เราเน้นทำธุรกิจบนหลักความไม่โลภและแบ่งปัน ตีมูลค่าความเชี่ยวชาญของผู้ร่วมงานแต่ละบุคคลเป็นทุน เป็นทรัพย์สิน เราให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ เราให้โอกาสคนอายุตั้งแต่ 19-80 ปีเข้าร่วมงาน เราวางผู้ร่วมงานเป็นพาร์ทเนอร์ ไม่ได้เป็นลูกจ้าง เราไม่จำเป็นต้องมีอาคารมูลค่าหลายร้อยล้าน บุคลากรหรือผู้ร่วมงานของเรานั่นแหละคือสำนักงานอันใหญ่โต”

สำหรับการเปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นแรก ระหว่างวันที่ 12 ก.พ. ถึง12 เม.ย. 2567 และจะเปิดเรียนในวันที่ 2 พ.ค. 2567 ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพื่อสมัครเรียนได้ที่ http://www.mglobaltalents.com หรือ โทรศัพท์ 065-8965245

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี มทร.พระนคร

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี มทร.พระนคร

ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ปธ.กก.บมจ.เอ็ม โกลบอลฯ

ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ปธ.กก.บมจ.เอ็ม โกลบอลฯ

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783091

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม  เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น ขอนแก่นฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่นนายจิรศักดิ์ สีหามาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงานวันคนพิการสากลจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับคนพิการและให้โอกาสคนพิการได้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของสังคมอย่างสร้างสรรค์เป็นธรรมและเสมอภาค โดยมีคนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ และบุคคลทั่วไป เข้าร่วมงานกว่า 800 คน ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานที่คำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเสมอภาค

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2566 โดยนายบดินทร์ เจริญดี นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภท ประจำจังหวัดขอนแก่น,การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่คนพิการและหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงาน ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ,การแสดงศักยภาพของคนพิการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการ, รวมถึงนิทรรศการวิชาการ และผลิตภัณฑ์ผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ทั้งนี้ ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล โดยในปีนี้ องค์กรสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “United in action to rescue and achieve the SDGs for, with and by persons with disabilities” “รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพลิกฟื้นและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับคนพิการ เพื่อคนพิการ โดยคนพิการ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคม มารวมพลังกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านคนพิการให้เป็นโลกที่น่าอยู่และมีความเป็นธรรมยิ่งขึ้น

นางสาวฉัฐพร งามเกลี้ยง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรองรับและมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของคนพิการในอนาคต รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือตามประเภทความพิการ จึงเร่งส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้โดยสะดวกและรวดเร็ว โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริการคนพิการควบคู่ไปกับการสร้างเจตคติ เชิงสร้างสรรค์ต่อคนพิการและความพิการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนพิการและคนทั่วไปอย่างเข้าใจคนพิการ คนพิการสามารถดำรงชีวิตอิสระมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และมีความเสมอภาคมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780197

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง  แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่เทศบาลนครอ้อมน้อย ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร นายแพทย์สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อยชุมชนต้นแบบนำร่องแห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาคร และเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี โดยมีนายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย พูดถึงความเป็นมาและความสำคัญในการจัดตั้งสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย ร่วมด้วย นพ.วิเชียร ตันสุวรรณนนท์ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี นายแพทย์ธรรมวิทย์เกื้อกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน นายฐิติวัชร์วารีรัตน์ภากร สาธารณสุขอำเภอกระทุ่มแบน ผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 5 ราชบุรี และผู้มีเกียรติทั้งจากทางเทศบาลนครอ้อมน้อย และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก

นายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย ในฐานะผู้ริเริ่มและจัดตั้งสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย กล่าวว่า สำหรับสถานชีวาภิบาลในชุมชนนี้ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ติดบ้าน ติดเตียง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และมีข้อจำกัดในการดูแลตนเอง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดจนตอบสนองความต้องการครั้งสุดท้ายของผู้ป่วยและครอบครัว,เพื่อให้การดูแลชีวิตผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยมีสหวิชาชีพเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัย การให้การดูแลแบบต่อเนื่องไร้รอยต่อ เน้นการทำงานแบบองค์รวมครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจและอารมณ์ ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ ตลอดจนยังเพื่อเป็นศูนย์สถานชีวาภิบาลในชุมชน ต้นแบบนำร่องของจังหวัดสมุทรสาคร และของเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี อีกด้วย

ด้านนายแพทย์สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ก็กล่าวด้วยว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2567 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายการดำเนินงานด้านการยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการ 30 บาท พลัส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมถึงการดูแลรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพร่างกายเพื่อเป้าหมายที่ว่า “ประชาชนคนไทยสุขภาพดี ประเทศไทยสุขภาพดี” ดังนั้นการจัดตั้งสถานชีวาภิบาล จึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่มุ่งเน้นเพื่อการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน ติดเตียง ให้ได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย, ด้านจิตใจและอารมณ์, ด้านสังคมและด้านจิตวิญญาณ อย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้าน สู่ชุมชน โดยไม่ถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง ขณะที่ลูกหลานสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ตามปกติ อันเป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งสถานชีวาภิบาลในชุมชน เทศบาลนครอ้อมน้อยแห่งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงติดบ้าน ติดเตียงซึ่งเป็นการ “สร้างเสริมสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตรองรับสังคมสูงวัย” อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล ผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยใช้พื้นฐานจากการดูแลประคับประคองที่จะช่วยลดความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง

ทั้งนี้หลังจากที่ทำพิธีเปิดสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่องแห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาคร และเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี พร้อมกับเยี่ยมชมการให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านสถานชีวาภิบาลในชุมชนร่วมกันอีกด้วย

จำรัส โกยอารี

สกู๊ปพิเศษ : จุดขายชวนเที่ยวโคราช ในธีม‘ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม’ ชวนสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777658

สกู๊ปพิเศษ : จุดขายชวนเที่ยวโคราช ในธีม‘ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม’  ชวนสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : จุดขายชวนเที่ยวโคราช ในธีม‘ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม’ ชวนสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอรรถพล วรรณกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา เปิดเผยว่า ททท.สำนักงานนครราชสีมา สนับสนุนการท่องเที่ยวฤดูหนาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” อำเภอปักธงชัย จ.นครราชสีมา ปีนี้นำเสนอจุดขายในธีม “ไอเขียนเลตเตอร์ถึงเธอฟาร์มจิม” ต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันนี้จนถึง 2 มกราคม 2567 ตามคาดการณ์จะมีนักท่องเที่ยวจากในพื้นที่และจังหวัดอื่นๆ เข้าเยี่ยมชมวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ ประมาณ 1,000 คน/วัน ส่วนวันหยุดนักขัตฤกษ์และเสาร์-อาทิตย์ จะมีประมาณ 1,500 คน/วันเป็นกลไกนำท่องเที่ยวสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา ส่วนราชการ ภาครัฐ
ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน นักท่องเที่ยวชาวไทยชาวต่างชาติได้เข้าเยี่ยมเยียนท่องเที่ยว โดยกิจกรรมดังกล่าวตามปกติระหว่างเดือนธันวาคม – ต้นเดือนมกราคม ของทุกปี ทางจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเมืองดอกไม้ยอดนิยมจะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรสม่ำเสมอ เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม สร้างความสุขและประสบการณ์อันแปลกใหม่ให้ผู้ชม และเกษตรกรผ่านกิจกรรมและนิทรรศการศิลปะอีกหลากหลาย เพิ่มรสชาติการท่องเที่ยวให้สนุกสนานมากขึ้น  จัดต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี พร้อมกับเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้คนทั้งใกล้และไกล ได้เข้ามาสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติและซึมซับวิถีชีวิตแบบอีสานท้องถิ่นกันอย่างลึกซึ้งถึงแก่นรากวัฒนธรรม นำมาส่งต่อให้ได้สัมผัสจนหายคิดถึงกันตลอดทั้งงาน ตลอดงานนักท่องเที่ยวจะได้พักผ่อนรับลมหนาวใน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เช็คอินถ่ายภาพทุ่งดอกไม้ ทุ่งนา หมู่บ้านอีสานแลนด์มาร์คสวยๆ และร่วมกิจกรรมกับนิทรรศการการนำเสนออัตลักษณ์อีสานที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต สื่อบันเทิง และวัฒนธรรมความเชื่อของชาวอีสาน ใน 4 โซนหลัก ได้แก่

โซนที่ 1 นิทรรศการ Lam Loke, The World of Molam (Lam Loke, The World of Molam Exhibition) : มาเยือนถิ่นอีสานทั้งที หากใครเป็นสายม่วนจอยตัวจริง จะต้องชื่นชอบและพุ่งตรงมาที่นิทรรศการนี้ก่อนใครเพื่อนแน่นอน เพราะจะได้พบกับเรื่องราวของหมอลำที่ทำให้คุณสนุกกับการฟังหมอลำมากขึ้น 1.นิทรรศการแรก
-อเมริกัน-อีสาน : American-Isan Exhibition) : จาก “จดหมายเมียเช่า” ถึงภาพจริงในประวัติศาสตร์อีสาน นิทรรศการนี้เลยอยากชวนให้ผู้เยี่ยมชมทุกคนได้ลองมาทำความเข้าใจถึงแก่นรากของวิถีชีวิตระหว่างอีสานและฝรั่งว่ามีจุดเริ่มต้นอย่างไร และผสมผสานออกมาเป็นอย่างไรในปัจจุบัน, 2.นิทรรศการ 2-หม่อนไหม (Monmhai Mulberry Silk Exhibition) : พบกับวงจรชีวิตหม่อนไหมการสาธิตการทอผ้าไหมแบบวิถีถิ่น และจะพาทุกคนไปเวิร์กช็อปทำผ้าไหมจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เหมาะกับสายคราฟต์ที่อยากลองลงมือทำ, 3.นิทรรศการข้าว (Rice is Life Exhibition) ทุกคนจะได้ลองชิมข้าวไทยหลากสายพันธุ์พร้อมสัมผัสกับกระบวนการผลิตจากคนทำสู่คนกินกันแบบใจถึงใจ และสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการแปรรูปข้าวให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่น่าสนใจและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพราะข้าวไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารหลักของคนอีสานแต่หากเป็นวิถีชีวิตที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

โซนที่ 2 มี 2 กิจกรรม ชวนมาร่วมสนุก รับอาวุธทางปัญญากับเรื่องราวลงลึกแผ่นดินอีสาน ดังนี้ กิจกรรมแรก “เวิร์กช็อป” ร่วมซึมซับวัฒนธรรมอีสานกับหลายกิจกรรมได้ฟรี ค่าบัตร เช่น เวิร์กช้อปสาวเส้นไหม อิ้วฝ้ายและการเข็นฝ้าย ทอผ้าไหม ทำขนมงานบุญในประเพณีอีสาน ปั้นเซรามิก ทำสาโท ทำเทียนพรรษา ร่วมสร้างปราสาทข้าว พื้นฐานหมอลำ การเล่น การร้อง การฟ้อน งานศิลปะภายในฟาร์ม, กิจกรรมที่ 2 ทอล์กจัดเวทีล้อมวงฟังเรื่องเล่าจากเหล่าวิทยากรคนสำคัญ แวะเวียนมาแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนอีสานแบบลงลึก เกี่ยวกับเรื่องราวของข้าวที่คนอีสานปลูก ความทรงจำอเมริกัน-อีสาน พิธีกรรม และอื่นๆ มีทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด (ยกเว้นช่วงสุดสัปดาห์สุดท้าย) เสริมพิเศษตลอดงานบริเวณศาลากลางหมู่บ้านอีสาน

โซนที่ 3 เวทีดนตรี เที่ยวแบบชิลตามเสียงเพลงเพราะๆ ของเหล่าศิลปินท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้ 2 เวที ได้แก่ เวทีแรก American
Isan Stage โชว์คอนเสิร์ตจากวงดนตรีโฟล์กและดนตรีคันทรี พร้อมหมุนเวียนมามอบความสุขตลอดวัน อย่างวง The Hopper, SUNDER,Hang Over และ  วง อ๊อด บ้านช้าง เวทีที่ 2 เปิดกิจกรรมใหม่ในฟาร์มปีนี้เต็มอิ่มกับหมอลำช่วงค่ำ ระหว่าง 20.00-22.00 น. คือ  Molam Music ฟังคอนเสิร์ตจากศิลปินหมอลำร่วมสมัยที่มีฝีไม้ลายมือ อย่าง E-SanFusion, ต้นตระกูล แก้วหย่อง x นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ(Tontrakul Kaewyong x Narisara Sakpunjachot), รัสมี อีสานโซล (Russmee I-San soul) และออทิดสา หมอลำแบรนด์ x อ๊อฟ สุรพล

โซนที่ 4 ร้านอาหารและของที่ระลึก ทางฟาร์มได้คัดสรรร้านอาหารมาเสิร์ฟเมนูอร่อย ๆ ครบทั้งอาหารอีสาน และอาหารคอมฟอร์ตฟู้ด ตอบโจทย์สายช้อปของที่ระลึก ร้านค้ามีทั้งสินค้าจากฟาร์มราคาพิเศษ และสินค้าที่ระลึกซื้อได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

วีรพงศ์ เหรียญประเสริฐ