สกู๊ปพิเศษ : นักวิจัยชี้ ควรเตรียมความพร้อม-ฝึกทักษะผู้สูงอายุ ทำงานแทนคนวัยทำงานที่ลดลงก่อนที่จะเกษียณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774969

สกู๊ปพิเศษ : นักวิจัยชี้ ควรเตรียมความพร้อม-ฝึกทักษะผู้สูงอายุ  ทำงานแทนคนวัยทำงานที่ลดลงก่อนที่จะเกษียณ

สกู๊ปพิเศษ : นักวิจัยชี้ ควรเตรียมความพร้อม-ฝึกทักษะผู้สูงอายุ ทำงานแทนคนวัยทำงานที่ลดลงก่อนที่จะเกษียณ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สืบเนื่องจากงานประกวดเขียนแผนธุรกิจและประชุมวิชาการระดับชาติ งานเกษตรกำแพงแสน ประจำปี 2566 เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รศ.ดร.อนามัย ดำเนตร คณบดี คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้เชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยายในงานดังกล่าว และหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ต้องหยิบยกมาเล่าในวันนี้คือเรื่อง “การเตรียมตัวของผู้สูงอายุในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริการในอุตสาหกรรมบริการไทย” บรรยาย โดย รศ.ดร.บรรพต วิรุณราชที่ปรึกษาคณบดี คณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (รศ.ธีรวัฒน์ หังสพฤกษ์) ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดที่ทุกภาคส่วนควรต้องใส่ใจดังนี้

รศ.ดร.บรรพต ได้กล่าวว่า ในหลายประเทศในปัจจุบัน ได้มีการกำหนดการเกษียณที่อายุมากกว่า 60 ปีซึ่งมีสาเหตุมาจากเด็กเกิดน้อยลงมาก แต่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมันได้ขยายการเกษียณอายุถึง 67 ปี ฝรั่งเศสขยายถึงอายุ 65-67 ปี ญี่ปุ่นได้ขยายถึง 65 ปี เป็นต้น ส่วนไทยเองรัฐบาลก็เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปี 2560 คือออกกฎหมายสนับสนุนให้ภาคเอกชนจ้างผู้สูงอายุทำงาน โดยการสามารถนำรายจ่ายที่เป็นเงินเดือนมาหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี ได้ 2 เท่า แต่คำนวณเงินเดือนที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนที่จ้างผู้สูงอายุ และจำนวนผู้สูงอายุที่จ้างไม่เกิน 10% ของพนักงานทั้งหมด โดยมีเอกชนที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ ห้างบิ๊กซีรับสมัคร คนอายุ 60 ปีขึ้นไปโดยประกาศรับอยู่เป็นระยะๆ ได้แก่ รับพนักงานธุรการ ฝ่ายบัญชี รับโทรศัพท์ต้อนรับลูกค้า แผนกอาหารสด ประจำศูนย์อาหาร มินิบิ๊กซี เภสัชร้านยาเพรียว

จากข้อมูลผู้สูงอายุของไทยในปัจจุบัน มีผู้สูงอายุร้อยละ 20 คือหมายถึง ทุก 100 คน จะมีผู้สูงอายุ 20 คนคนวัยเด็กถึงวัย 59 ปี มี 80 คน แสดงให้เห็นถึงจำนวนคนในวัยทำงานลดลง แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนอุตสาหกรรมบริการในประเทศไทยมีเพิ่มมากขึ้น การขาดแคลนแรงงานในวัยทำงานของอุตสาหกรรมดังกล่าวค่อนข้างมีมาก การแก้ปัญหาโดยอาศัยคนต่างชาติมาทำงานแทนนั้นก็ไม่ค่อยราบรื่น เพราะการยิ้มแย้มแจ่มใสแพ้คนไทย และมักชอบย้ายงาน

อุตสาหกรรมนี้ เป็นจุดเน้นของรัฐบาลในการสร้างงาน สร้างเงินมาเป็นอันดับ 1 ของรายได้ของประเทศ จึงต้องอาศัยพนักงานมากขึ้น และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาศัยแรงงานบริการของผู้สูงอายุในเร็ววัน และประเด็นสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษอีกเรื่องคือ การเตรียมทักษะ และความพร้อมให้กับคนสูงวัยที่จะทำงานในอุตสาหกรรมบริการในขณะนี้ยังไม่มีเป็นรูปธรรมเด่นชัด และควรเร่งดำเนินการ

รศ.ดร.บรรพต ได้หยิบยกงานวิจัย 2 ผลงานที่ศึกษาเกี่ยวกับการเตรียมทักษะ และความพร้อมคนสูงวัยให้พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมบริการ ได้แก่ งานวิจัยของ รศ.ธีวัฒน์ หังสพฤกษ์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าผู้สูงอายุเมื่ออายุ 60 ปี อำนาจการตัดสินใจต่างๆ จะถูกกำหนดโดย ภรรยา บุตร หรือ สามี จะไม่เป็นตัวของตัวเอง ชีวิตหลังวัย 60 ปี คนในครอบครัวเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด หากผู้สูงอายุในวันหน้า คือกลุ่มคนอายุ 40-59 ปี ที่เข้าวัยเตรียมเป็นผู้สูงอายุ อยากมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตหลังอายุ 60 ปี ของตนเองได้นั้น ต้องกำหนด หรือ ฝึกฝน ตั้งแต่อายุก่อน 60 ปี คือ 40-45, 46-50, 51-55, 56-59 ปี ด้วยวัยนี้ยังสามารถใช้เวลา ใช้เงิน และตัดสินใจด้วยตัวเองได้

อีกผลงานวิจัย เป็นของ ดร.วิริตยาภรณ์ ลือนาม ผู้จัดการ HR ของบริษัทเอกชนอุตสาหกรรมยานยนต์ พบว่า ผู้สนใจจะทำงานหลังอายุ 60 ปี ควรเตรียมความพร้อมร่างกาย คือหมั่นดูแลด้านสุขภาพ หมั่นตรวจเช็ค เบาหวาน ความดัน ไขมัน หลอดเลือด หากเป็นแล้วต้องกินยาพบแพทย์ เช่น ตามนัดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่มีการปฏิบัติกันอยู่ การฝึกทักษะงานที่จะทำหลังเกษียณ ควรเป็นงานที่ไม่อันตราย หากเป็นอุตสาหกรรมบริการ ควรฝึกทักษะด้านการบริการ ต้อนรับ ทักษะการใช้เทคโนโลยี บริการต่างๆ การพูดการคุย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของงานบริการ ควรมีการฝึกอารมณ์แรงจูงใจ บุคลิกภาพ และให้ยอมรับสถานะทางสังคมที่เปลี่ยนไป ที่จากที่เคยโดดเด่น เป็นผู้บริหารใช้งานผู้อื่น ผู้อื่นเอาใจ แต่กลับกันจะถูกใช้งาน และต้องเอาใจผู้ใช้บริการของอุตสาหกรรมบริการนั้นๆ แต่ขณะเดียวกันให้ตระหนักว่าชีวิตยังมีคุณค่า ยังทำงานได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหลังอายุ 60 ปี

จากข้อมูลดังกล่าว ขอสรุปดังนี้ สำหรับผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเกษียณแบบมีคุณภาพ ควรต้องฝึกในวัยเตรียมเป็นผู้สูงอายุคือ 40-59 ปี ไม่ควรฝึกเมื่อเกษียณอายุแล้ว เพราะเราจะไม่เป็นตัวของตัวเองและจะถูกควบคุมจากคนรอบข้างทันที และปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการใดที่ทำธุรกิจการฝึกทักษะดังกล่าว อยากฝากนักธุรกิจหัวก้าวหน้าทุกท่านลองนำไปพิจารณาดู เผื่อท่านอาจจะเป็นเจ้าแรกของประเทศไทยที่ประสบผลสำเร็จก่อนใคร ส่วนนิสิตปริญญาเอกท่านใดที่ยังไม่มีหัวข้อวิจัย ก็สามารถวิจัยในประเด็นนี้กันได้ ก็น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมผู้สูงอายุไทย และประเทศชาติไม่ใช่น้อย

ชนิตร ภู่กาญจน์

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756483

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo  ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

สกู๊ปพิเศษ : อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่จับมือ STeP จัดกิจกรรม Pitch Demo ผลักดันโครงการ Scale-up Business มุ่งเป้าหมายขยายธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) จัดพิธีปิดโครงการการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการจากกระบวนการ Spin-out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-out to Tech Startup) ภายใต้กิจกรรมสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงใหม่ (Chiang Mai Startup Driven Economy) เมื่อวันที่ 12 กันยาน 2566 ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

โดยรับเกียรติจาก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการฯ พร้อมด้วย นางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงาน และกล่าวต้อนรับตามลำดับ นอกจากนี้ในวันเดียวกันยังจัดกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจ “Pitch Demo” รอบรองชนะเลิศ (Final Pitching)นำผู้ประกอบการ 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านคัดเลือกในรอบ Private Pitching ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา แข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อเฟ้นหา 3 ทีมสุดท้าย ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

สำหรับกิจกรรมย่อยที่ 2 การส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business)เพื่อผลักดัน Startup รูปแบบใหม่ เน้นเร่งการเติบโตศักยภาพของธุรกิจแบบก้าวกระโดด โดยนำผู้ประกอบการจำนวน 30 ราย เข้ารับการบ่มเพาะเสริมองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการธุรกิจและเสริมสร้างความสามารถให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 210 วัน ในการเข้าร่วมโครงการ นำมาซึ่งแผนธุรกิจใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดยสมบูรณ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานฯ เผยว่า อุทยานฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและผลักดันศักยภาพของผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย ของอุทยานฯ ที่เป็นหน่วยบ่มเพาะแนวหน้าในการสร้างธุรกิจ ผสานกลไกการเชื่อมโยงการดำเนินงาน พร้อมกับการสร้างระบบนิเวศ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อให้ผู้ประกอบการ Startup ในพื้นที่ภาคเหนือมีธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ด้านนางพัชรี ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า จากการดำเนินโครงการดังกล่าวได้เร่งการเติบโตและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านแนวทางการบ่มเพาะองค์ความรู้ที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดพร้อมเพิ่มโอกาสในการลงทุนกับนักลงทุนขนาดใหญ่ (Venture Capital) ซึ่งโครงการการส่งเสริมการขยายธุรกิจผู้ประกอบการ Tech Startup (Scale-up Business) ได้คาดการณ์ยอดขายในระยะเวลา 5 ปี จะมีแนวโน้มเติบโตถึง 50 ล้านบาท จากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้เกียรติเป็นผู้มอบโล่รางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ (Final Pitching) พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย และฝากข้อคิดให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ให้นำองค์ความรู้ที่ได้ร่วมบูรณาการกับผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้นำไปปรับใช้ต่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และในนามจังหวัดเชียงใหม่ขอขอบคุณอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ร่วมบูรณาการองค์ความรู้พัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมโยงจากทุกภาคส่วน

และปิดท้ายด้วยการสรุปการแข่งขันการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ในรอบชิงชนะเลิศ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผู้ประกอบจาก บริษัท ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บริษัท ทรี นัมเบอร์ไนน์จำกัดและรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 บริษัท ดราก้อน ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด พร้อมกันนี้ได้มอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755222

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ  ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นี่คือ..ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ที่บรรจุใส่กระปุก พร้อมส่งให้กับลูกค้าตามที่ได้ออเดอร์เข้ามา ได้ลองลิ้มชิมรสชาติไตปลาแห้งแม่บุญส่ง สูตรโบราณดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาให้ลูกหลาน และได้ผ่านการตรวจสอบและได้รับเครื่องหมาย อย.ประกันคุณภาพและความมั่นใจให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคุณแม่บุญส่ง รามสูต วัย 65 ปี ชอบในรสชาติอาหารปักษ์ใต้มาเป็นเวลานานและมีสูตรการทำแกงไตปลาที่อร่อย ปรุงอาหารรับประทานกันในครัวเรือน และได้คำชมจากผู้ที่ได้ลองลิ้มชิมรสชาติแกงไตปลาสูตรเด็ดของแม่บุญส่ง ที่มีอายุมากแล้วลูกหลานก็อยากจะสานต่อการทำแกงไตปลาเพื่อสืบทอดอาหารปักษ์ใต้จากคุณแม่บุญส่ง โดยมีการพัฒนาแกงไตปลาสูตรเด็ดมาทำเป็นไตปลาแห้งและยังรักษาสูตรเดิมเอาไว้ ทั้งรสชาติ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะเป็นไตปลาแห้งก็ตาม และยังคงใช้ชื่อไตปลาแห้งแม่บุญส่ง เป็นโลโก้เครื่องหมายและได้ผ่านการรับรองจาก อย.เรียบร้อยแล้ว โดยลูกหลานได้ควักเงินลงขันเปิดเป็นโรงงานเล็กๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงใหม่เลขที่ 285-287 ซอย 1 ถนนสงขลา-พลาซ่า อ.เมืองจ.สงขลา ในชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งเป็นโรงงานเล็กๆ ผลิตไตปลาแห้งแม่บุญส่งตามออเดอร์ลูกค้า และคุณแม่บุญส่งก็จะมาควบคุมดูแลด้วยตัวเอง

ในส่วนนางสาวบุญศิริ รามสูต วัย 30 ปี ซึ่งเป็นหลานสาวของคุณแม่บุญส่งก็ได้เข้ามาเป็นทายาทสืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด “ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง” เพื่อให้ชาวสงขลาได้ชิมรสชาติรวมทั้งประชาชนทั่วไป เพื่ออนุรักษ์อาหารปักษ์ใต้ให้คงอยู่สืบไป โดยนางสาวบุญศิริ จะควบคุมดูแลการผลิตทั้งหมด โดยมีคุณแม่บุญส่งเข้ามาให้คำปรึกษาแนะนำ หากมีข้อสงสัย เนื่องจากเห็นว่า มีทายาทสืบทอดการทำไตปลาแห้งแม่บุญส่ง มีความตั้งใจและสามารถดำเนินการได้ รวมทั้งมีความเข้าใจขั้นตอน วิธีการในการทำอย่างถูกต้อง ตามที่ อย.ได้เข้ามาตรวจและแนะนำเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและความสะอาด ตามกำหนดทุกประการ

ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง วัตถุดิบที่ใช้คือ ปลาซาบะโดยคัดสรรปลาจากแพปลาที่ท่าเทียบเรือประมงใหม่ เนื่องจากโรงงานอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือประมง ปลาที่นำมาใช้ก็จะสด สะอาดมาก เมื่อทางแพปลานำปลาซาบะมาส่ง ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนโดยการตัดหัวปลาและนำไส้ออกจนหมดและล้างทำความสะอาด จากนั้นก็จะนำปลามาเข้าตู้อบโดยมีการปรับอุณหภูมิ ที่สูง 90-100 องศาฯ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด หลังจากนั้นก็จะเป็นการเตรียมวัตถุดิบในเรื่องเครื่องแกง ซึ่งจะซื้อวัตถุดิบ เพื่อมาจัดเตรียมเอง เพื่อความสะอาดในการผลิตวัตถุดิบทุกอย่าง จะมีการชั่งและตวง ตามน้ำหนักที่กำหนดตามสูตร จากนั้นก็จะนำวัตถุดิบทั้งหมด ทำการบดเป็นเครื่องแกง ทุกกรรมวิธีจะทำเองทั้งหมดตามสูตร รวมไปถึงการทำน้ำไตปลา ก็จะต้มน้ำไตปลาเองด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะนำลงผสมในกระทะกวนหรือเครื่องกวนโดยมีการควบคุมอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาด ให้ได้ตามที่ อย.กำหนด จะต้องมีอุณหภูมิ 70-75 องศาฯ เมื่อไตปลาแห้งสุกแล้วก็จะนำมาบรรจุในห้องบรรจุแบบปิดเพื่อป้องกันเชื้อ ตอนนี้ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้รับมาตรฐานของ อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้วผู้บริโภคสามารถมั่นใจและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้เลยว่า มีความสะอาดตามมาตรฐาน อย.

นางสาวบุญศิริ กล่าวว่า ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการรับวัตถุดิบ การอบปลา การชั่งเตรียมวัตถุดิบ รวมถึงการผสมผลิตภัณฑ์ของเราจะมีการควบคุมมาตรฐานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความร้อน หรือแม้แต่ความสะอาดของพนักงานในโรงงานของเราเอง สำหรับสูตรที่เราใช้เป็นสูตรไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งปกติแม่บุญส่งจะใช้บริโภคกันในครัวเรือน แต่เราได้นำมาทำการปรับปรุง พัฒนา เพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความชื่นชอบมากยิ่งขึ้นจึงใช้สูตรนี้มา จึงอยากให้ผู้บริโภคทุกคนช่วยกันอุดหนุนสินค้าตัวนี้ เพราะเราตั้งใจที่จะทำขึ้นมาให้รสชาติถูกปากคนใต้และคนไทยแน่นอน สำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้ทางเพจ แม่บุญส่งไตปลาแห้งเบอร์โทรศัพท์ 061-2355963 ที่แนบไว้ในเพจ สามารถแอดไลน์ได้ในเพจเลย

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

สกู๊ปพิเศษ : คุยกับ ‘วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร’ การเติบโตอีกขั้น กับอนาคตในวงการบันเทิงไทยและต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/742378

สกู๊ปพิเศษ : คุยกับ ‘วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร’  การเติบโตอีกขั้น กับอนาคตในวงการบันเทิงไทยและต่างประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : คุยกับ ‘วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร’ การเติบโตอีกขั้น กับอนาคตในวงการบันเทิงไทยและต่างประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.08 น.

เป็นพระเอกที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก สำหรับ “วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร”พระเอกลูกรักทางช่อง GMM25 ทั้งฝีมือการแสดงและรูปลักษณ์ที่ชวนให้หลงใหล ถึงแม้ “2gether The Series” จะจบลงไปนานแล้วแต่เขาก็ยังยืนหนึ่งทั้งผลงานการแสดงและโซเชียลที่มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ล่าสุดกับผลงาน “Enigma คน มนตร์ เวท” ทาง Prime VDO ที่ประกบนางเอกหน้าสวย “พรีม-ชนิกานต์” และที่น่าจับตามองกับอนาคตพระเอกคนนี้ที่จะโลดแล่นสู่อินเตอร์ จากการเป็นนักแสดงไทยคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็น Brand Ambassador ของแบรนด์หรู Prada เรียกได้ว่ายืนหนึ่ง ยืนสุด ตัวตึงลูกรัก ของตึกดังย่านอโศกจริงๆ

ทำไมถึงตัดสินใจรับเล่นซีรี่ส์เรื่องนี้

จริงๆ ตอนแรกผมมีโอกาสได้อ่านทรีตเมนต์ (โครงเรื่อง) ก่อนครับ ทางทีมงานส่งมาให้ผมดูก่อนว่าคิดเห็นยังไง พอเราได้อ่านตั้งแต่ตัวทรีตเมนต์แล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ย มันสนุกมากเลย ขนาดตัวบทยังไม่ออกมายังขนาดนี้ แล้วด้วยความที่มันมีแค่ 4 ตอน แต่ผมคิดว่ามันเป็น 4 ตอนที่เข้มข้นมากจริงๆ มันน่าติดตามไปหมดเลย คือเราไม่สามารถพลาดช่วงใดช่วงหนึ่งของเรื่องได้เลยเพราะว่าทุกอย่างมันร้อยเรียงมาได้น่าติดตาม น่าค้นหา น่าตื่นเต้นตลอด ทำให้เราคิดอยู่ตลอดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ผมคิดว่านั่นคือจุดที่น่าสนใจของมัน เรารู้สึกว่าถ้าเราอ่านเรื่องไหนแล้วเราเองยังรู้สึกว่าน่าติดตาม มันก็น่าจะออกมาดี ก็เลยตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้ อีกเหตุผลนึงก็น่าจะเป็นเรื่องคาแร็กเตอร์ที่เราไม่เคยรับบทบาทแบบนี้มาก่อนเลยด้วยครับ

Enigma คน มนตร์ เวท ดูเป็นผลงานที่ฉีกจากเรื่องก่อนๆ ในเรื่องนี้ทำให้วินพัฒนาขึ้นยังไงบ้าง

ผมว่าผมพัฒนาขึ้นในเรื่องของการแสดงอย่างเรื่องก่อนหน้านี้มันเป็นอะไรที่เราสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ สามารถดึงเรื่องราวในชีวิตจริงมาใช้ในการแสดงได้ แต่พอเป็นเรื่องนี้ผมรู้สึกว่ามันคนละโลกกับโลกที่เราอยู่เลยเพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องทำแบ๊กกราวนด์ของตัวละคร แล้วก็สร้างคาแร็กเตอร์ของตัวละครให้ชัดเจนมากๆ ก็เลยรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นในเรื่องการแสดงขึ้นไปอีกขั้นนึง

วินมีชื่อเสียงจากซีรี่ส์วาย มาถึงซีรี่ส์เรื่องล่าสุดนี้ เป็นยังไงบ้าง

สำหรับผม ในเรื่องการแสดงผมมองว่าไม่ต่างกันนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ทำการแสดงเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์วาย ซีรี่ส์ชาย-หญิง หรือซีรี่ส์หญิง-หญิง ผมมองว่ามันไม่ได้แตกต่างกัน ไม่ได้ต้องมองว่าอันนี้เป็นซีรี่ส์วาย เราต้องรู้สึกอีกแบบนึงนะ เพราะว่ามันเป็นการแสดงที่เราเข้าไปเป็นตัวละครนั้นเหมือนกัน

ได้กลับมาร่วมงานกับพรีมอีกครั้ง

ดีใจครับที่ได้กลับมาร่วมงานกับน้องพรีมอีกครั้งครับ เพราะจริงๆ เราเคยเล่นด้วยกันมาแล้วหนึ่งเรื่อง แล้วก็รู้สึกว่าเคมีของเราสองคนเป็นไปในทิศทางที่ดีมากๆ ครับ แล้วพอได้กลับมาเล่นอีกครั้งนึงมันเหมือนเรารู้จังหวะ รู้วิธีการเล่นของกันและกันอยู่แล้ว มันเลยทำให้การทำงานลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

วิน รับบทเป็น อาจิน

อาจิน เป็นคนที่มีเป้าหมายชัดมากว่าฉันใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่อทำอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาเจอ มันก็จะมุ่งตรงไปที่เป้าหมายนั้น เขาจะเป็นคนเป้าหมายชัดเจน จริงจัง ดุดัน แล้วก็อาจจะมีพาร์ทที่ปากร้ายนิดหน่อย เพราะว่าเรื่องราวที่เขาเจอมามันอาจจะไม่ได้สวยงามสักเท่าไรเพราะฉะนั้นในเรื่องทัศนคติของเขา ในบางเรื่องเขาอาจจะไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้น

รู้สึกยังไงบ้างกับบทนี้

ผมรู้สึกว่าเขามีเสน่ห์และน่าดึงดูดมาก อย่างที่บอกว่าโลกที่เขาอยู่ เป้าหมายที่ชัดเจนในความจริงจังดุดันของเขา แต่ว่าเขาก็มีมุมที่อ่อนโยนกับคนใกล้ตัวเขา มันก็ดูเป็นความต่างที่น่าสนใจ

เรื่องนี้เกี่ยวกับไสยศาสตร์ มีการเตรียมตัวในการรับบทนี้ยังไงบ้าง

ตอนแรกผมได้คุยกับผู้กำกับด้วยเหมือนกันครับ ว่ามันพอจะมีหนังเรื่องไหนไหมที่ใกล้เคียงกับบทนี้ เราจะได้เห็นภาพคร่าวๆในหัวก่อนว่ามันจะเป็นประมาณไหน เราก็ลองไปดูเรื่องเหล่านั้น แล้วก็มีการทำเวิร์กช็อปเยอะมากก่อนที่จะเข้าเป็นตัวละครตัวนี้ แล้วก็มีการไปหาข้อมูลเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ได้มานั่งคุยกันเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นว่าจริงๆ แล้วไสยศาสตร์มันเป็นยังไงบ้าง

ส่วนตัวเป็นคนเชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรือเปล่า

เชื่อนะครับ แต่ว่าไม่ได้งมงาย ไม่ได้อยู่ในทุกส่วนของชีวิตขนาดนั้น ยังเป็นคนเชื่อในวิทยาศาสตร์ด้วย แล้วก็เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ด้วยนิดหน่อย เช่นเรื่องเบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ หรือว่าเลขที่ห้อง เริ่มไม่นิดหน่อยแล้ว (หัวเราะ) ผมก็จะซีเรียสกับมันนิดนึง เพราะรู้สึกว่าพอเราใช้เลขที่มันถูกกับเราแล้วมันดี

ระหว่างถ่ายทำเจออะไรลึกลับบ้างหรือไม่

ต้องบอกว่าไม่มีเลยครับ แล้วก็โชคดีแล้วที่ไม่มี (หัวเราะ) เพราะเวลาเราไปถ่ายทำแต่ละโลเกชั่นเราก็จะมีการไหว้ขอพื้นที่ทุกครั้ง ก่อนเปิดกล้องเราก็มีโอกาสได้มารวมกันทำพิธีเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการเปิดกล้องด้วย

อยากให้คนจดจำการแสดงของ ‘วิน’ ครั้งนี้ และบท ‘อาจิน’ ยังไง

สำหรับบทอาจิน คือต้องบอกว่าด้วยเนื้อเรื่องทั้งหมดในซีรี่ส์นี้มันน่าสนใจมากๆ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยได้เจอ แล้วก็ไม่รู้ว่ามันอาจจะมีอยู่จริงก็ได้ ดังนั้นเนื้อเรื่องมันน่าสนใจของมันอยู่แล้ว แต่ถ้ามองในมุมตัวละครผมว่าด้วยคาแร็กเตอร์ที่ดุดัน เอาจริง แล้วก็ฉลาดของเขา ในการคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งสเต็ป ผมคิดว่านั่นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาจิน เพราะว่าเขาฉลาด ส่วนเรื่องการแสดง ด้วยความที่ตอนนี้คนเชื่อว่าผมเป็น “ไทน์” ในเรื่อง 2gether The Series ไปแล้วเพราะว่าคนได้ดูเรื่องนั้นเยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าถ้าเป็นบทไทน์ คนเล่นก็ต้องเป็นวิน ดังนั้นเป้าหมายที่ผมอยากทำคือ ผมอยากจะสร้างอีกหนึ่งบทบาทหรืออีกหลายบทบาท ที่พอคนเห็นคาแร็กเตอร์นี้ปุ๊บก็คิดเลยว่าคนเล่นต้องเป็นเรา ไม่มีใครเหมาะสมเท่าเราแล้ว ทุกเรื่องที่เราเล่น แน่นอนครับว่าคาแร็กเตอร์มันจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่เราถ้าเราสามารถทำให้ทุกเรื่องที่เราเล่น คนจำได้ว่าคาแร็กเตอร์นี้ต้องเป็นวินเท่านั้นที่เล่น ก็แปลว่าเราประสบความสำเร็จในการแสดงเรื่องนั้น

คิดว่ากระแสตอบรับของซีรี่ส์เรื่องนี้จะเป็นยังไง และคาดหวังกับผลงานเรื่องนี้แค่ไหน

ผมว่าทั้งทีมงานและนักแสดงทุกคน เราตั้งใจทำงานกันมากๆ เต็มที่กับมันมากๆ เราใส่ใจในทุกรายละเอียดของเรื่องนี้มากๆ แน่นอนว่าเราก็อยากให้คนดูมีความสุขกับสิ่งที่เราผลิตให้ทุกคนได้รับชมกันครับ หลักๆ คือผมอยากให้ทุกคนสนุกไปกับซีรี่ส์ที่เราตั้งใจทำมากๆ ครับ

รู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นยังไงบ้างในแง่มุมการแสดง กล้าออกจากเซฟโซนมากขึ้นไหม มีวิธีเลือกรับบทบาทยังไง

คือก่อนหน้านี้ที่ผมเล่นเรื่อง “2gether The Series” กับเรื่อง “Devil Sister” คาแร็กเตอร์ในเรื่องจะใกล้เคียงกัน คือเป็นผู้ชายน่ารักๆอ่อนโยน นุ่มนิ่ม แต่การที่เราได้ลองพยายามเข้ามาในคาแร็กเตอร์ใหม่ๆ มากขึ้น ก็ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเล่นบทที่มีความจริงจังและดุดันได้ คนดูก็จะได้เห็นคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างไปจากภาพที่เขาคิดในเรื่องนี้เลย ส่วนเรื่องวิธีเลือกรับบท ผมว่าอย่างแรกเลยคือต้องอ่านแล้วสนุกก่อน ถ้าขนาดแค่เราอ่านแล้วรู้สึกว่าน่าติดตาม น่าสนุก ก็ถือว่าน่าสนใจ แล้วเราก็ไปดูองค์ประกอบต่างๆ ว่าทีมงานเป็นใครบ้าง รวมถึงช่องทางต่างๆ ที่จะออนแอร์ ก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอยากรู้ว่าแพลนใหญ่ทั้งหมดเป็นยังไง แต่ผมว่าเรื่องหลักคือต้องอ่านแล้วสนุกก่อน

คิดยังไงกับซีรี่ส์ในยุคที่ออนแอร์ทางแอปที่มีตัวเลือกนอกเหนือจาก TV

รู้สึกดีครับที่ซีรี่ส์มันจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อการเข้าถึงของคนดูทั้งในและต่างประเทศเพราะว่ายุคสมัยนี้คนก็จะอยู่กับแพลตฟอร์มค่อนข้างเยอะ ก็คิดว่าเป็นเรื่องดีครับที่ต่างประเทศจะได้เห็นซีรี่ส์คุณภาพดีๆ แบบนี้ของไทย

วางอนาคตในวงการบันเทิงไว้ยังไงบ้าง

ผมรู้สึกว่า ณ ตอนนี้คอนเทนต์ของประเทศไทยมีคุณภาพมากๆ แล้วก็เป็นที่ยอมรับของต่างชาติมากยิ่งขึ้นมากๆ ผมเลยรู้สึกว่าในอนาคตเราอยากจะได้ร่วมงานกับต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เขาได้เห็นผลงานของเราและรู้จักเรามากยิ่งขึ้นครับ นี่คือแผนใหญ่ๆ ที่วางไว้

มองอนาคตสู่ระดับอินเตอร์

ผมอยากจะร่วมงานกับต่างชาติ ทั้งในส่วนของซีรี่ส์ ภาพยนตร์ รวมถึงเพลงด้วยครับ เป็นเป้าหมายหลักที่บอกไปตั้งแต่แรกเลยครับว่าอยากจะทำงานร่วมกันกับคนต่างชาติ

อยากทำอะไรอีกบ้างที่ยังไม่ได้ทำ

ถ้าเป็นเรื่องในวงการ ผมคิดว่าได้ทำมาเกือบหมดทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องนอกวงการ จริงๆ ผมเป็นคนที่ชอบธุรกิจ ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ทำงานในวงการ ก็คงจะไปสายธุรกิจ ทั้งในส่วนที่เรากำลังทำอยู่เอง ทั้งเสื้อผ้า ขนมมาการอง ไอศกรีม ก็คงจะไปโฟกัสตรงนั้นมากขึ้นแล้วก็ถ้ามันมีโอกาสหรือช่องทางอะไรในการทำธุรกิจมากขึ้น ก็อาจจะกระโดดเข้าไปในธุรกิจนั้นด้วย

สุดท้ายอยากให้ ‘วิน’ ฝากผลงาน

ผมว่ามันเป็นซีรี่ส์ที่ทันสมัยในเรื่องของไสยศาสตร์มากๆ ครับ คือมันไม่ใช่ไสยศาสตร์รูปแบบเก่าๆ ที่มีการนั่งสมาธิ สวดมนต์ อะไรแบบนี้ แต่นำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่ ทำให้คนสามารถเข้าใจโลกของไสยศาสตร์มากยิ่งขึ้น ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย แต่พอได้อ่านบท ได้มาทำการบ้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย !! บางทีมันก็อาจจะมีโลกแบบนี้อยู่จริงๆ ก็ได้นะ มันอาจจะมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้รู้จักคนกลุ่มนั้น อีกเรื่องนึงคือซีรี่ส์เรื่องนี้ทุกคนตั้งใจและเต็มที่มากๆ ถึงแม้จะมีแค่ 4 ตอน แต่คิวที่เราถ่ายมันเหมือนถ่ายซีรี่ส์ 10 กว่าตอนเลย เพราะว่าเราใช้เวลาถ่ายแต่ละซีนกันนานมากๆ เราพยายามทำมันออกมาให้ดีที่สุด ทั้งในเรื่องของภาพ เรื่องของการแสดง องค์ประกอบทุกอย่าง เราเต็มที่กันทุกคนเลยครับ

@jeffmarajeff

เจฟฟ มารา

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740643

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

สกู๊ปพิเศษ : ส้มตำร้านริมทาง ลูกค้าเข้าร้านทั้งวัน ทำเงินรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านส้มตำชื่อร้าน “ส้มตำนัชชา” ตั้งอยู่ถนนสายขุขันธ์-โคกตาล เยื้องโรงพยาบาลขุขันธ์ ต.หนองฉลอง อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ หลังได้รับแจ้งจากลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้านหลายราย ว่า ร้านนี้ส้มตำอร่อย และมีอาหารหลากหลาย ไม่ได้มีแต่ส้มตำอย่างเดียว มีให้เลือกหลายเมนู ไปถึงได้พบกับ น.ส.ณัฐกานต์ ปรือปรัก อายุ 41 ปี และนายชัย สกุลพรหม อายุ 42 ปี 2 สามีภรรยา เจ้าของร้าน พร้อมด้วยพนักงาน กำลังสาละวนเร่งมือทำส้มตำ และตักขนมจีนส่งให้ลูกค้า ช่วงที่ไปนี้ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อใส่ถุงกลับบ้าน ลูกค้าที่นั่งทานที่ร้านมีไม่มาก

ลูกค้ารายหนึ่งอาชีพข้าราชการครู กล่าวว่า เป็นลูกค้าประจำของร้านนี้มานาน เมนูที่ชอบมากๆ ก็คือตำทะเล และขนมจีนน้ำยาปู อร่อย บางวันก็มาซื้อเอง บางวันก็มานั่งทานที่ร้าน มีบ้างที่โทรมาสั่งให้ทางร้านไปส่งให้ที่โรงเรียนสั่งไปทานกับเพื่อนครู

ด้าน น.ส.ณัฐกานต์ ปรือปรัก เปิดเผยว่า ตนเปิดร้านนี้มา 2 ปีกว่า ชื่อร้านส้มตำนัชชาก็มาจากชื่อเล่นของตน ชื่อนัช ช่วงนั้นก็ยังเป็นที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ แต่รัฐบาลก็อนุโลมให้ลูกค้านั่งทานในร้านได้แล้ว มีลูกค้าน้อย จนมาถึงวันนี้ถือว่ามีลูกค้ารู้จักร้านมากขึ้นแล้วถ้าเป็นวันทำการลูกค้าก็จะมานั่งทานที่ร้านช่วงเวลาเที่ยง จะมาพร้อมกันต้องบริการให้ทัน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าจะทยอยมาไม่มาแออัดกันทีเดียว ส่วนใหญ่ลูกค้าจะทานส้มตำกับขนมจีน ตนเคยทำงานอยู่โรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต รู้วิธีทำน้ำยาปูจึงมาทำขาย

“ส้มตำก็มีตำทะเลที่ลูกค้าชอบ แต่ร้านเราก็มีหลากหลาย ทั้ง ตำไทย ตำปูปลาร้า ตำแตง ตำกระท้อน ยำกระท้อน ตำป่า ตำถั่ว ตำซั่ว ตำข้าวโพดกุ้งสด ส่วนขนมจีนจะมีน้ำยาไก่และน้ำยาปู ที่ทำเป็นเมนูประจำ นอกจากนั้นยังมีลูกชิ้นทอด เกี๊ยวทอด และกล้วยทอด ลูกค้าโทรมาสั่งให้ไปส่งก็บริการส่งถึงที่ได้ ร้านเราเปิดวันพุธถึงวันจันทร์ หยุดวันอังคาร 1 วัน ให้น้องๆที่ช่วยร้านได้พักผ่อนกัน ร้านพร้อมขายตั้งแต่ 09.30 น. เปิดไปถึงสองทุ่ม ไม่ขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาลองชิมส้มตำขนมจีน ที่ร้านส้มตำนัชชาเยื้องโรงพยาบาลขุขันธ์ ยินดีต้อนรับ” น.ส. ณัฐกานต์ กล่าว

เมื่อถามถึงยอดขายในแต่ละวันได้เท่าไหร่ น.ส.ณัฐกานต์กล่าวเบาๆ ว่า เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 8,000 บาทเป็นรายได้ที่ดี เดือนละกว่าสี่แสนบาทเลยทีเดียว


ณัฐธรชนม์ สิริโชติสกุล
 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734673

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า  พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮอกไกโด ฟู้ดฯ’ เปิดเกมรุกเต็มสูบ จับมือ ‘อำพลฟูดส์’ ดันสินค้า พร้อมเปิดตัว ‘ซุปเปอร์ไฟต์’ รสชาติใหม่ ตั้งเป้าโตสู่แบรนด์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ฮอกไกโด ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัททีโอเอ (TOA) นำโดย คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ร่วมงาน THAIFEX -ANUGA ASIA 2023 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย ที่จัดขึ้น ณ อิมแพค เมืองทองธานี บริษัทฯ นำสินค้าใน เครื่องดื่มสมุนไพร “ซุปเปอร์ไฟต์” (SuperFight) และ ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากพืช (Plant Based Food) “ล้อตโต้ฟู้ด (Lotto Food)” ซึ่งเป็นสินค้าในเครือมาแสดงแบบจัดเต็มแล้ว นอกจากนี้ยังถือโอกาสจับมือร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่งจำกัด เป็นผู้กระจายสินค้ากลุ่ม ขนมและเครื่องดื่ม ให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกและร้านค้าส่งทั่วประเทศ ด้วยการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาควบคุมการขนส่งแบบเรียลไทม์ พร้อมเร่งกระจายร้านค้าตัวแทนกว่า 4 แสนร้านค้าภายในปี 2568

สำหรับแบรนด์เครื่องดื่มสมุนไพร “ซุปเปอร์ไฟต์”(SuperFight) ปัจจุบันมีเครื่องดื่มซุปเปอร์ไฟต์สูตรสมุนไพรสกัด 8 ชนิดมีขนาด 150 มล. ราคาขวดละ 15 บาทและขนาด 100 มล.ราคาขวดละ 10 บาท จำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น และ ตามร้านตู้แช่ทั่วประเทศซึ่งได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพื่อต่อยอดแผนการเติบโตที่ได้ตั้งเป้ายอดขายให้กลุ่มขนมและเครื่องดื่มโตกว่า 30% พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานดื่มได้ด้วย จากกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงานที่รักสุขภาพ ทางแบรนด์จึงได้เปิดตัวรสชาติใหม่เพื่อเอาใจคนรักสุขภาพและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุค 5G ที่ให้ทั้งประโยชน์และความคุ้มค่าภายในขวดเดียวซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษกับ ซุปเปอร์ไฟต์ เครื่องดื่ม โสมผสมวิตามินซี (สูตรไม่มีน้ำตาล) ไม่มีกาเฟอีน ขนาด 100 มล. ราคา 10 บาท ให้คนรักสุขภาพได้เลือกดื่มเติมคุณประโยชน์อย่างคุ้มค่าด้วยส่วนผสมของ โสมน้ำผึ้ง วิตามินบี วิตามินซีและ กรดอะมิโน (BCAA) ที่ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเหนื่อยล้า เติมทั้งพลังงานและเสริมสร้างสุขภาพดีๆ ให้ผู้บริโภคสดชื่นระหว่างวันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณและ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพรยังได้เยี่ยมชมบูธ Lotto Food ที่ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากพืช (Plant Based Food) ผลิต แปรรูปและจัดจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งที่มีส่วนผสมจากพืชเป็นหลัก จัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ “Lotto Plant-Based”เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ความอร่อยง่ายๆ ที่ไม่ทำร้ายใคร”

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าใช้กลยุทธ์การกระจายสินค้าและสร้างดีมานด์แบบป่าล้อมเมือง โดยใช้ความแข็งแกร่งของอำพลฟูดส์ที่มีหน่วยรถกว่า 500 คัน เน้นการเจาะตลาดร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ซุปเปอร์ไฟต์ ได้อย่างทั่วถึง และตั้งเป้ายอดขายขยายตลาดต่างประเทศเพิ่ม โดยเน้นประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV ตะวันออกกลาง จีน สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา และประกาศพร้อมรุกตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หวังปั้นเป็นแบรนด์ระดับโลกต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/725873

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า  ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

สกู๊ปพิเศษ : ‘เภตรานฤมิต’ฟิต & เฟิร์มทั่วหน้า ‘มุกดา’สอนแก๊งบ่าวรวมตัวโยคะ

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มีฉากน่ารักน่าชมมาให้แฟนๆ ได้อมยิ้มไปพร้อมกันอีกแล้วจ้า สำหรับละครโรแมนติกดราม่า “เภตรานฤมิต” ทาง ช่อง 7HD โดยค่ายมีเดียสตูดิโอ สัปดาห์นี้ แม่อร หรือ เขมิอรที่รับบทโดย มุกดา นรินทร์รักษ์ จะมาโชว์สกิลโยคะ ชวนแก๊งบ่าวในเรือนจำปา ให้ออกกำลังกายฟิต&เฟิร์มกันทั้งเรือนจ้า…

เรื่องราวของฉากนี้ เป็นฉากที่ แม่อร ชวนแก๊งบ่าวในเรือนจำปา ทั้ง แก้ว (พรชดา วราพชระ), มั่น (อัครัช จิตตะศิริ), ชั่ง(ณัฐภัทร จิรภาวสุทธิ์), ชุ่ม (ณัฐนี สิทธิสมาน) และ ฉ่ำ (ไกรลาศ เกรียงไกร) มาออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนาน และช่วยกันประดิษฐ์อุปกรณ์ออกกำลังกายขึ้นเอง ทั้งฮูลาฮูป สกู๊ตเตอร์โดยแม่อรทำหน้าที่สอนเล่นโยคะเพื่อยืดเส้นยืดสายแต่ละท่าน่ารักน่าหยิก ทำเอา แม่นายวาด (ปวีณาชารีฟสกุล) และคุณหลวงราชมนตรี (ภัทรเดช สงวนความดี) ที่มาเห็นเข้าถึงกับอมยิ้มเลยทีเดียวเบื้องหลังความสนุกของฉากนี้บอกเลยว่ามุกดาจัดเต็มมาก ก่อนจะเริ่มถ่ายทำ เจ้าตัวก็ยืดเส้นยืดสายรอ จนเมื่อถึงเวลาถ่ายทำ มุกดาก็งัดท่าเด็ดทั้งท่าเต้นแอโรบิก ท่าโยคะ มาสอนทุกคนทำตามกันอย่างสนุกสนาน เรียกว่าเป็นฉากที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทั้งนักแสดงและทีมงานทุกคนพร้อมกัน แต่ละคนเรียกว่าทุ่มเทเล่นตามแบบจริงจัง กว่าจะถ่ายทำฉากนี้เสร็จก็ทำเอาเหงื่อท่วม เหมือนทุกคนได้เข้าไปอยู่ในฟิตเนสจริงๆ กันเลยทีเดียว มาติดตามความสนุกพร้อมลุกขึ้นมาขยับออกกำลังกายไปกับแม่อร ในละคร “เภตรานฤมิต” ฉากนี้ได้ในเสาร์ที่ 22 เมษายนนี้ และติดตามชมความสนุกได้ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, Twitter, TikTok : Ch7HD เว็บไซต์ : www.ch7.com

สกู๊ปพิเศษ : คณะเกษตร มข. จัดประชุมผลักดันกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เพิ่มการผลิตโคเนื้อ และลดก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722217

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรอาหารสัตว์เขตร้อน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการ Lancang-Mekong Cooperation Special Fund (LMCSF) Project Workshop ในหัวข้อ “Recycling of agricultural biomass and fodder shrubs for beef cattle production” หรือ โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ โดยมี ศ.ดร. เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) กล่าวรายงาน รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต้อนรับ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานในการนี้มีกงสุลจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน สปป.ลาว เวียดนาม คณะผู้บริหาร นักวิจัยกว่า 80 คน เป็นตัวแทนจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมกิจกรรม ณ ห้อง Orchid ballroom 1  โรงแรมพูลแมน ราชา ออคิด ขอนแก่น

สำหรับโครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ในประเทศสมาชิกด้วยเทคโนโลยี และ นวัตกรรมการให้อาหารโดยใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ และ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเพิ่มขีดความสามารถของนักวิจัยที่มีศักยภาพสูงด้วยระเบียบวิธีวิจัยใหม่เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการหมัก ลดการผลิตก๊าซมีเทน ตลอดจนประเมินคุณค่าทางโภชนะของอาหารสัตว์ ปริมาณและคุณภาพเนื้อวัว เพื่อให้ได้การผลิตโคเนื้ออย่างยั่งยืน

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) เปิดเผยว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ  โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ” เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากทุนความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMCSF) ของประเทศจีน มีระยะเวลาดำเนินการระหว่าง ปี 2565-2567

“เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันความต้องการอาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์ เป็นที่ต้องการมากขึ้นทั่วโลก เนื่องจากการเติบโตของประชากรโลกที่มากขึ้น ซึ่งโครงการ RABIF-BeefC นี้ มีเป้าหมายเพื่อผลิตเนื้อวัวคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพโดยการใช้กากพืชผลทางการเกษตร และให้ความสำคัญต่อการลดการผลิตก๊าซมีเทนในกระเพาะรูเมนผ่านการเสริมอาหารอัดเม็ดที่มีสารพฤกษเคมี (phytonutrient pellet) ในโคเนื้อ”

รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าวว่า การผลิตเนื้อวัวที่ได้คุณภาพดี ไปพร้อมๆ กับการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง เป็นสิ่งที่สำคัญและท้าทายมาก โครงการในวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่จากประเทศสมาชิก ล้านช้าง-แม่น้ำโขง มีความรู้และใช้นวัตกรรมการใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ให้มากขึ้น เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของ ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์นักวิจัยระดับสูงของโลก จะนำพาทุกท่านไปสู่เป้าหมายสูงสุดนี้ได้ โดยเฉพาะการสร้างพลังให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัย มข.กล่าวว่า พวกเราขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการมอบทุนของโครงการนี้ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.เมธา วรรณพัฒน์ ซึ่งเป็นงานวิจัยชั้นนำของโลกด้านสัตวศาสตร์ และโดยเฉพาะในฐานะ High-end Foreign Expert  และได้รับรางวัล Yunnan Friendship Award จากรัฐบาลจีนประจำปี 2563 ที่นำนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมแสดงพลัง และแบ่งปันแนวความคิดและประสบการณ์ภายใต้หัวข้อการใช้เศษเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องและลดการปล่อยก๊าซมีเทน คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะสามารถช่วยแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการเชื่อว่า ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะได้รับประโยชน์ ในการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อในประเทศของท่าน รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อน

สมใจ  นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720233

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน  หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : บ้านกูแบสีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ทั้งหมู่บ้าน หลังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสุพร ตรีนรินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน  กปร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ พร้อมคณะอนุกรรมการ ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสีราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านกูแบสีราอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  

ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริไว้เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมราษฎร รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน รวมถึงยังขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคในช่วงหน้าแล้ง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ เมื่อศึกษาภาพรวมทั้งระบบได้แล้ว ให้ดูว่าส่วนใดควรแก้ไขอย่างไร โดยขอให้ดำเนินการแก้ไขไปทีละส่วนเป็นขั้นตอน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ และทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นางดวง  ช่วยเมือง  ราษฎรบ้านกูแบสีรา และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำหมู่ที่ 4 ตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการบอกถึงการดำรงชีพภายหลังจากมีการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่แบบครบวงจร  ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำการพัฒนาดิน ตลอดถึงอาชีพเสริม การศึกษา สาธารณสุข และการคมนาคมในหมู่บ้านว่าจากที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อการทำกินได้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นความสมบูรณ์ประกอบอาชีพได้ ได้รับผลผลิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ที่บ้านทำนา ทำสวน ส่วนข้างบ้านปลูกพืชผักในกระสอบเพราะพื้นที่มีน้อย ปลูกพริก 50 ต้น เก็บขายได้ 3,000 กว่าบาทต่อรอบการปลูก ปลูกแบบปลอดสารพิษไม่ใช้ปุ๋ยเคมี  ใช้ปุ๋ยหมัก โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาอบรมให้ความรู้โดยใช้ทะลายปาล์มกับสารเร่ง พด. และใช้มูลไก่ ทำให้ประหยัดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มาก รายได้ก็เพิ่มขึ้น” นางดวง ช่วยเมือง กล่าว ขณะที่นายมะยะโก๊ะ บือแน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กอลำ  เปิดเผยว่าบ้านกูแบสีราเดิมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากร 370 คน 78 ครัวเรือน เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในจังหวัดปัตตานี มีผ่านเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เพียง 3 ครัวเรือน นอกนั้นตกเกณฑ์หมดหลังจากได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงมาสำรวจสภาพพื้นที่ จากนั้นมีการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างระบบน้ำแบบคลองไส้ไก่ส่งน้ำไปยังแปลงเพาะปลูกของราษฎรได้อย่างทั่วถึง และช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง  นอกจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และคมนาคม ทำให้ชาวบ้านตำบลกูแบสีรา ได้รับการพัฒนานาอย่างครบวงจร 

“ที่นี่พื้นที่เหมือนกับแอ่งกระทะ เป็นที่ลุ่มทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่เมื่อมีระบบการระบายน้ำที่ดี ก็มีการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก ปลูกผลไม้ ปลูกยางพาราได้ เมื่อก่อนการคมนาคมลำบากถนนเดิมเป็นลูกรังแต่ปัจจุบันมีถนนลาดยางหมดแล้ว ซึ่งในอดีตประชากรส่วนใหญ่จะจบแค่ประถมการศึกษาที่ 4 ก็จะออกไปหางานทำนอกหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ทุกคนได้เรียนต่อจนจบภาคบังคับแล้ว บางรายก็เรียนต่อจนจบปริญญาตรีก็มีถึง 11 คน และได้ทำงานเป็นบุคลากรทางการศึกษา  เป็นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล  เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุโรงพยาบาลในอำเภอยะรัง อีกส่วนก็เป็นบัณฑิตอาสามาช่วยทำงานด้านต่างๆ ในหมู่บ้าน เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก จากที่ทั้งหมู่บ้านผ่าน จปฐ. เพียง 3 ครัวเรือน ปัจจุบันผ่านเกณฑ์หมดทั้งหมู่บ้าน เมื่อมีการศึกษา มีความรู้เรื่องการประกอบอาชีพ ทำให้มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 40,000 บาทต่อปี”นายมะยะโก๊ะ บือแน กล่าว

ด้านนางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ ประธานกลุ่มพัฒนาบ้านกูแบสีรา ตำบลคลองลำ  อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เผยว่าปัจจุบันสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง จนเหลือบริโภคภายในครัวเรือน จึงนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 25 บาท หากขายเป็นข้าวเปลือกจะได้เพียงกิโลกรัมละ 12 บาท ขณะเดียวกัน ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพฝึกอบรมการถนอมอาหาร และแปรรูปอาหารชนิดต่างๆ ให้ทั้งเพื่อบริโภคและจำหน่าย อาทิ การทำข้าวยำ ทำน้ำบูดู แกงขี้เหล็ก และซุปไก่ เป็นต้น “รู้สึกดีใจมากที่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกพืชผักได้อย่างสมบูรณ์ทำให้ไม่ลำบาก ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีความสุขมากในตอนนี้”นางสาวฟาตือเมาะ บาแหะ กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยด้านการจัดสรรที่ดินด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ด้านการพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมอาชีพ เช่นส่งเสริมเกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปผลผลิต รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มทำขนม กลุ่มปักผ้าคลุมผม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานตามโครงการต่างๆ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ในการทำเกษตร ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของราษฎร จัดทำโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับและประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาราษฎรโดยมุ่งเน้นวิถีชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่นซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน สามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716298

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

สกู๊ปพิเศษ : มมส.สานประเพณีฮีตเดือน 4 เรียนรู้การทำดอกโน ธุงใยแมงมุม และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นายสถิตย์ เจ๊กมา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณาจารย์ บุคลากร นิสิต เข้าร่วมอบรมและฝึกปฏิบัติการการทำดอกโน  การทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู และเครื่องครุพัน ในพิธีกรรมบุญผะเหวด  ซึ่งเป็น 1 ในพิธีฮีต ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ โดยฮีตเดือน 4 คือประเพณีบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ซึ่งก็จะมีพิธีกรรม การเตรียมของในงานมากมาย โดยเฉพาะการทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู(ธุงกระดาษ) และการทำดอกโนซึ่งเป็นสิ่งของที่จะต้องมีไว้ประดับในพิธีกรรมบุญผะเหวด โดยเฉพาะการทำดอกโน ที่นับวันจะหาคนสืบสานได้ยาก เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ต้องใช้แรง และความอดทนในการทำ 

โดยนายภูวดล อยู่ปานนักวิชาการศึกษา สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า บุญผะเหวดบุญพระเวส หรือบุญมหาชาติ เป็นบุญประจำเดือนสี่ตามฮีตสิบสองที่ชาวอีสานยังคงสืบสานเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น การจัดงานบุญผะเหวด จะนิยมจัดในช่วงเดือน 3-4 หรือราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ใช้เวลาในการจัดงานราว 3 วัน หมู่บ้านหรือชุมชนใดจะจัดงานบุญนี้ ก็จะมีการบอกกล่าวพี่น้อง หรือหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาช่วยและร่วมบุญกัน ทำให้เกิดสายสัมพันธ์และความสามัคคีกัน โดยทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้จัดกิจกรรมอบรมและฝึกปฏิบัติการทำดอกโนธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู หรือธุงกระดาษเพื่อเตรียมไว้ประดับในงานบุญผะเหวดที่มหาวิทยาลัยฯกำลังจะจัดขึ้น มีอาจารย์ บุคลากร และนิสิตที่สนใจอยากจะสืบสานประเพณี และอยากที่จะเรียนรู้การทำดอกโน ทำธุงใยแมงมุม ธุงไส้หมู มาร่วมอบรม ก่อนจะแยกย้ายไปยังฐานต่างๆ ที่สนใจ เพื่อฝึกปฏิบัติจริง และจากผลงานที่ได้ มาร่วมประดับในงานบุญผะเหวด 

สำหรับการทำดอกโน หรือดอกโสน  สมัยก่อนนิยมเอาลำต้นของต้นดอกโสนมาทำ แต่การอบรมในวันนี้ ทำจากกิ่งต้นหม่อน ซึ่งมีความเหนียว แต่เนื้อไม่แข็ง วิธีการทำคือต้องปอกเปลือกไม้ออกให้เห็นสีขาวๆ ใช้มีดตอก บวกกับแรงมือ กดคมฝานให้เป็นริ้วไล่ระดับให้เป็นวงกลม เป็นชั้นๆพอเป็นดอก ก็ใช้มีดตอกตัดไม้ออกให้เป็นดอก โดนดอกโนใช้ประดับในงาน ตกแต่งธรรมาสน์สำหรับให้พระสงฆ์ขึ้นไปนั่งเทศน์กัณฑ์ต่างๆ ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้จะเลือนหายไป เนื่องจากวิธีการทำค่อนข้างยาก และไม่ค่อยมีการถ่ายทอดเทคนิคการทำ สำหรับการทำธุงไส้หมู และธงใยแมงมุม จะง่ายกว่า โดยธุงไส้หมูเป็นงานประดิษฐ์ที่เกิดจากการตัดกระดาษแก้วสี ใช้กรรไกรตัดสลับกันเป็นลายฟันปลา แล้วคลี่ออกและจับหงายจะเกิดเป็นพวงกระดาษสวยงาม นำไปผูกติดกับคันไม้ไผ่หรือแขวนในงาน และการอบรมการทำธุงใยแมงมุม เป็นธุงที่ทำจากเส้นด้าย ผูกโยงกันคล้ายใยแมงมุมใช้แขวนโดยรอบในงานพิธีกรรม ซึ่งทั้งธุงใยแมงมุมและธุงไส้หมู จะมีความเชื่อว่าเป็นการดักจับสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในพิธีกรรมบุญผะเหวด ส่วนสีสันต่างไปของธุง ก็เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานเจริญหูเจริญตา มีความตื่นตัว ไม่ง่วงหงาวหาวนอน ระหว่างอยู่ในพิธี 

ด้านนางสาวเพ็ญนภาโรจน์จรรยากิจ นิสิตคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ได้มาร่วมการฝึกอบรมการทำดอกโนในวันนี้ กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทำต้นดอกโน ในงานบุญผะเหวดที่ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดขึ้น รู้สึกว่ามีขั้นตอนการทำที่ยากและใช้ทักษะความชำนาญเพื่อที่จะทำให้ดอกโนออกมาสวยงามตามที่อาจารย์วิทยากรได้สอน และถ้าไม่ได้มาร่วมงานก็จะไม่รู้เลยว่าใช้วัสดุอะไรทำ ทำอย่างไร และไม่รู้ว่าจะไปหาเรียนเรื่องนี้ได้ที่ไหน จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

ยุทธนา โชติชูตระกูล