โสภณ เปิดประตูการทูตรัฐสภา สานสัมพันธ์โอมาน ชงเปิดรับลงทุนด้านนวัตกรรม-ความมั่นคงทางอาหาร

22 กันยายน 2569 เวลา 22:01 น.

22 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรองนายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่ง และกระชับความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ

นายโสภณ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสต้อนรับ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยมานานกว่า 6 ปี ขอชื่นชมบทบาทการทำงานอันแข็งขัน ทั้งนี้ ในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติหวังว่าจะมีการจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพไทย-โอมาน ขึ้นเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ ประธานรัฐสภาได้แสดงความขอบคุณสำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเรือมยุรีนารี ที่ประสบภัยบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จนสามารถช่วยชีวิตและส่งกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความประทับใจอย่างยิ่งแก่ประชาชนชาวไทย

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ไทยและโอมานมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้ค้าขายและลงทุนระหว่างกัน โดยแม้ไทยจะพัฒนาพลังงานทางเลือก แต่ยังมีความต้องการใช้น้ำมัน ทำให้โอมานยังเป็นประเทศคู่ค้าที่ไทยให้ความสำคัญ และหวังว่าโอมานจะเป็นตัวกลาง ในการแสวงหาทางออกและส่งเสริมสันติภาพในตะวันออกกลาง รวมถึงขอให้ประชาชนโอมานไม่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น

นายโสภณ ยังกล่าวด้วยว่า ไทยขอให้ความมั่นใจจะเป็นเจ้าบ้านที่ดีดูแลชาวโอมานที่เข้ามาท่องเที่ยว และใช้บริการทางการแพทย์ของไทยอย่างปลอดภัย พร้อมขอบคุณสำหรับคำเชิญให้เดินทางเยือนโอมานเพื่อกระชับความสัมพันธ์ และยินดีเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติของโอมานในเดือนพฤศจิกายนนี้

ด้านเอกอัครราชทูตโอมาน กล่าวขอบคุณประธานรัฐสภาที่ให้เข้าเยี่ยมคารวะ และแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่าความสัมพันธ์ไทย-โอมาน มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและราบรื่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 มีการยกระดับความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตร ประมง และความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงและเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับความร่วมมือทางนิติบัญญัตินั้น โอมานพร้อมสนับสนุนการเสนอจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพระหว่างกันตามกรอบกฎหมายของทั้งสองฝ่าย

เอกอัครราชทูตโอมานฯ กล่าวอีกว่า ภายใต้แนวทางวิสัยทัศน์ โอมาน 2040 ที่มุ่งกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืน โอมานยินดีเปิดรับการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเชิญประธานรัฐสภาเดินทางเยือนโอมานในโอกาสที่เหมาะสม และเชิญเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติในเดือนพฤศจิกายน โดยจะมีการส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการต่อไป

นายกฯ ร่วม UNGA81 พร้อมผู้นำ-ผู้แทนทั่วโลก แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทาย ขับเคลื่อนความร่วมมือระดับโลก

22 กันยายน 2569 เวลา 21:47 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) โดยหัวข้อหลักของการประชุมฯ คือ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations That Delivers for All” หรือ “การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สหประชาชาติสามารถตอบสนองแก่ทุกฝ่าย” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำและผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์และความท้าทายของโลก ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

โฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 มี ดร. Khalilur Rahman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ นายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายตาริก เราะห์มาน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน นายนีคอล พาชีเนียน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอาร์เมเนีย นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์

“การเข้าร่วมประชุม UNGA 81 ของท่านนายกรัฐมนตรี ปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 80 ปี ที่ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยในฐานะประเทศระดับกลาง จะมีบทบาทกับเวทีนานาชาติในการผลักดันวาระสำคัญของโลก” นายเอกภพ กล่าว

ไผ่ โชว์ภาพธรรมนัส สวมนาฬิกาคาสิโอ คล้ายเรือนโปรดอนุทิน ทิ้งปริศนา…ไม่ใช่มือหนึ่ง ถอดจากมือ จบนะ!

22 กันยายน 2569 เวลา 21:08 น.

22 กันยายน 2569 จากกรณีที่พรรคกล้าธรรม ได้สิ้นสุดบทบาทการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 มีรายงานว่า ทางพรรคได้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงขอถอนตัวจากการเป็นวิปฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้มีกระแสข่าวหนาหูว่า พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม กำลังอยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าเทียบเชิญร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายแกนนำรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ยังคงสงวนท่าที และระบุว่าเป็นสิทธิขาดของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณาขั้นตอนต่อไป

ล่าสุด นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม นั่งรับประทานอาหาร โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ที่ข้อมือสวมใส่นาฬิกา Casio ซึ่งเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกับที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สวมใส่ พร้อมข้อความระบุว่า “ไม่ใช่นาฬิกามือหนึ่ง พูดสั้นๆ ถอดจากมือ จบนะครับ”

สำหรับนาฬิกาดังกล่าว คือ นาฬิกา Casio รุ่นเดียวกับที่นายอนุทิน สวมใส่ จึงเป็นที่พูดถึงหลังปรากฏภาพ ร.อ.ธรรมนัส สวมใส่นาฬิกานี้ จะมีนัยยะทางการเมืองอะไรหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวการร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม

กระทรวงเกษตรฯยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ไม่จำกัดสิทธิเกษตรกร เก็บ-ใช้-แลกเปลี่ยน-จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ตามเดิม

23 กันยายน 2569 เวลา 12:34 น.

กระทรวงเกษตรฯ ยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ไม่จำกัดสิทธิเกษตรกร เก็บ–ใช้–แลกเปลี่ยน–จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ตามเดิม ไม่ผิดกฎหมาย

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และนางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แถลงข่าวการรับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่กรมการข้าว และประเด็นกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย โดยมี ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ที่ปรึกษาอาวุโส ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว น.ส.ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร นายป่าน ปานขาว รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองพันธุ์พืช กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร น.ส.ชวนชม ดีรัศมี รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว กรมการข้าว และ ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล อาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ข้าว กรมการข้าว

นายกฤษ กล่าวว่า จากกระแสการนำเสนอข้อมูลจากโซเชียลมีเดียถึงการที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV หรือ International Convention for the Protection of New Varieties of Plants (อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่) ว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร รวมถึงการที่มีข้อกังวลต่อประเด็นดังกล่าว จึงขอยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรได้ทำการศึกษาและหารือผู้มีส่วนได้เสียเพื่อทบทวนและปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาเป็นระยะ และทุกครั้งจะเกิดการต่อต้านจากภาคประชาสังคมจนไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้รับฟังการปรับปรุงกฎหมายนี้ มาตั้งแต่ ปี 2567 มีการรับฟังความเห็นในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย (Focus groups) กว่า 8 ครั้งทั่วประเทศ และในปี 2569 ได้จัดประชุมใหญ่เพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน จำนวน 2 ครั้ง ณ จังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ตามที่ กรรมาธิการ สส. สว. ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการสร้างการรับรู้ถึงการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช และให้ความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญา UPOV1991 พร้อมทั้งมาตรการทางกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป เป็นต้น กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้เกิดความรอบคอบ

สำหรับประเด็นข้อกังวลเรื่อง เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อจะผิดกฎหมายหรือไม่ ขอยืนยันว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ จะยังกำหนดอนุญาตให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์ของพืชอาหารสำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วต่าง ๆ ไว้ปลูกต่อในแปลงเพาะปลูกของตัวเองได้โดยไม่มีความผิด และสำหรับพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์ที่เกษตรกรเก็บไว้เอง และพันธุ์สาธารณะ รวมถึงพันธุ์การค้าทั่วไป ทุกชนิดพืช ขอยืนยันว่าทั้ง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับปัจจุบันและร่างฉบับใหม่ เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ จะไม่มีการออกกฎหมายจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษา แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ เรื่อง “การใช้พันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเทศไทย” ขอให้ความชัดเจนว่า ร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ จะไม่จำกัดขอบเขตการใช้พันธุ์ของเกษตรกร เกษตรกรยังคงมีสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวเหล่านั้นได้เหมือนเดิม โดยไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องขออนุญาต ไม่มีความผิด

“ขอนำเรียนว่าพี่น้องเกษตรกรประชาชนผู้มีส่วนร่วมยังสามารถให้ความเห็นได้ตลอด เนื่องจากยังมีเวลาในการจัดร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ถึงช่วงกลางปี 2570 กระทรวงเกษตรฯ ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นในมิติต่าง ๆ ซึ่งทุกท่านสามารถแสดงตัวตนและเข้ามาร่วมในการให้ข้อคิดเห็น เพื่อกระทรวงเกษตรฯ จะได้นำเสนอข้อเท็จจริง รวมถึงให้ข้อมูลที่มาจากหน่วยงานที่เป็นทางการและเชื่อถือได้ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับทราบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการสื่อสาร มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร เพื่อสร้างนักปรับปรุงพันธุ์พืชในประเทศ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติดีส่งต่อให้เกษตรกรได้เลือกใช้อย่างมีคุณภาพ และแก้ปัญหาการขโมยพันธุ์และปลอมแปลงเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตพืชและขีดความสามารถด้านการแข่งขันภาคการเกษตรของประเทศต่อไป” นายกฤษ กล่าว

ด้าน อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นข้อกังวลที่เกิดขึ้น อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV จะสร้างผลเสียต่อพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงการนำเสนอแบบนี้อาจทำให้เกิดความสับสนต่อเกษตรกรได้ อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงนั้นประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธุ์พืชสินค้าเกษตรมูลค่าสูงทุกชนิด เช่น ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น อยากให้มองว่าประเทศไทยควรเป็นหนึ่งเดียวกัน เรามีองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องปกป้อง ซึ่งการเข้าร่วมอนุสัญญาที่เป็นมาตรฐานระดับสากล จะมีผลดีในเรื่องของการรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของเรื่องเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยจะตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่ จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ต้องสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงสามารถนำเมล็ดพันธุ์ดี งานวิจัยที่ดี ประกาศให้สากลรู้ว่าเป็นผลงานของประเทศไทยโดยมีระเบียบหลักเกณฑ์ระบบสากลรับรองอย่างถูกต้องด้วย

กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ประจำปี 2569 จำนวน 7 พันธุ์ ชาวนาใช้ขยายพันธุ์ต่อไปได้

22 กันยายน 2569 เวลา 17:51 น.

วันนี้ (22 กันยายน 2569) ณ ห้องประชุมรวงข้าว อาคารสำนักงานกรมการข้าว ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ประจำปี 2569 โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน โดยการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 7 พันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SPR16015-16-1-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข121 และข้าวเจ้าสายพันธุ์ MJU148927-3-11-12-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมแม่โจ้ 91 ปี ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ PSL12265-RBR-2-3-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข123 ข้าวเจ้าหอมไทย ไวต่อช่วงแสง จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD13159-MS21-MS9-2-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมสยาม และข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ สุวรรณภูมิ 1 ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเหนียวสายพันธุ์ MHS14010-5-2-4-4-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข28 และข้าวบาร์เลย์ จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวบาร์เลย์พันธุ์ FNBLS#140 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กขบ1 โดยการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ให้การรับรองพันธุ์ข้าวตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพันธุ์ข้าว พ.ศ.2560 เพื่อประกาศให้ชาวนาใช้ขยายพันธุ์ต่อไป รวมทั้งพิจารณาความเหมาะสมในการยื่นขอขึ้นทะเบียนพันธุ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และการยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

ลักษณะจำเพาะของแต่ละสายพันธุ์ มีดังนี้

1. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SPR16015-16-1-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข121 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง 835 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูงถึง 1,050 กิโลกรัม/ไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทนต่อน้ำท่วมฉับพลัน และทนเค็มในระดับปานกลาง แนะนำปลูกพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าว

2. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ PSL12265-RBR-2-3-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข123 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เมล็ดเรียวยาว ท้องไข่นอย ผลผลิตสูง 815 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุด 971 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวหุงสุกนุ่ม ค่อนข้างเหนียว สีขาวนวล ผิวค่อนข้างเลื่อมมัน ต้นแข็งไม่หักล้อม ต้านทานโรคไหม้ (ระยะกล้า) ที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันตก ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ในเขตภาคเหนือตอนล่าง แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันตก ค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี

3.ข้าวเจ้าสายพันธุ์ MJU148927-3-11-12-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมแม่โจ้ 91 ปี เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตค่อนข้างสูง 926 กิโลกรัม/ไร่ ในภาคเหนือตอนบน ผลผลิตสูงสุด 1,226 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวสุกนุ่ม ปริมาณอมิโลส 15.05% 2AP1.94 ppm แนะนำปลูกพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนบน อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เนื่องจากไม่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงข้าวออกดอก ทำให้ติดเมล็ดไม่ดีและคุณภาพการสีต่ำ เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

4. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD13159-MS21-MS9-2-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมสยาม เป็นข้าวเจ้าหอม นุ่ม ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตเฉลี่ย 697 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงสุด 1,016 กิโลกรัม/ไร่ หุงสุกมีกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้า ทนทานต่อสภาพแล้ง แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนที่ประสบปัญหาของโรคไหม้ หรือแล้ง และควรปลูกในรูปแบบเครือข่ายชุมชน โดยมีแหล่งรับซื้อข้าวเปลือกที่ชัดเจน เพื่อรองรับผลผลิตและสร้างความมั่นคงด้านการตลาดแก่เกษตรกร อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เสนอรับรองพันธุ์โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

5. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ สุวรรณภูมิ 1 เป็นข้าวเจ้าหอม นุ่ม ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตเฉลี่ย 605 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงสุด 1,009 กิโลกรัม/ไร่ คุณสมบัติการหุงต้มคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลัน (ระยะแตกกอ 14 วัน น้ำใส) แนะนำพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ โรคเมล็ดด่าง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

6. ข้าวเหนียวสายพันธุ์ MHS14010-5-2-4-4-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข28 เป็นข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง หอม นุ่ม ผลผลิตสูง 760 กิโลกรัม/ไร่ (สูงกว่า กข6) ให้ผลผลิตสูงสุด 907 กิโลกรัมต่อไร่ มีกลิ่นหอม 2AP 4.71 ppm (ในข้าวสาร) ต้านทานโรคไหม้ (ระยะกล้า) แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนบน อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวง โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว เช่นเดียวกับพันธุ์ กข6

7. ข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ FNBLS#140 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กขบ1 เป็นข้าวบาร์เลย์ผลผลิตสูง 373 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงถึง 524 กิโลกรัม/ไร่ ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล คุณภาพมอลต์เหมาะสมสำหรับการผลิตเบียร์ แนะนำปลูกพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ไม่ควรปลูกหลังเดือนธันวาคม เนื่องจากอาจกระทบอากาศร้อนทำให้การเจริญเติบโตทางลำต้นไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตต่ำ เสนอรับรองพันธุ์โดย ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง

ซาบีดา ลุยขยายความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล

23 กันยายน 2569 เวลา 15:38 น.

“ซาบีดา” ลุยขยายความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ศิลปิน-ผู้ประกอบการไทยโกอินเตอร์ พร้อมดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย กระตุ้นเศรษฐกิจและรายได้ชุมชน

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของสหพันธรัฐรัสเซีย) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับนางโอลกา ยูบิโมวา (H.E. Mrs. Olga Lyubimova) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ณ กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะจากประเทศไทย เข้าร่วมในการหารือ เพื่อเป็นการกระชับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและเตรียมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียในปี พ.ศ. 2570 โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมการแลกเปลี่ยนบุคลากร การสนับสนุนศิลปะการแสดง ดนตรี พิพิธภัณฑ์ และการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันการขยายความร่วมมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและการจัดนิทรรศการพิเศษของฝ่ายรัสเซีย ณ ประเทศไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

การหารือครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ตรงต่อประชาชนชาวไทยอย่างชัดเจน โดยช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ศิลปิน ช่างฝีมือ ตลอดจนบุคลากรในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้แสดงศักยภาพแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีระดับสากล รวมทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

ยศชนัน จับเข่าคุย นศ.อุเทนถวาย ยืนยันเปลี่ยนแปลงที่ตั้ง ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความมั่นคงระยะยาว

23 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

23 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. พบและหารือกับผู้แทนนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก) วิทยาเขตอุเทนถวาย ในประเด็นการจัดการพื้นที่การศึกษาและแนวทางการย้ายสถานที่ตั้งของสถาบันฯ ณ ศูนย์บริการร่วม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) หลังจากนักศึกษาของสถาบันดังกล่าวกว่า 100 คน เดินทางมารวมตัวและเรียนออนไลน์ ณ กระทรวง อว. เป็นวันที่สาม

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การศึกษาเป็นนโยบายสำคัญอันดับแรกของกระทรวง อว. โดยกระทรวงพร้อมสนับสนุนทรัพยากรด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนได้เรียนในสถานที่ที่เหมาะสม มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย โดยการพิจารณาเปลี่ยนแปลงพื้นที่การศึกษา มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงทำให้อุเทนถวายยังคงเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับต่อไป โดยขณะนี้กระทรวง อว. ได้พิจารณาสถานที่รองรับไว้หลายแห่ง ซึ่งมีความพร้อมและสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก

ด้านตัวแทนนักศึกษาได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการขอใช้พื้นที่การศึกษาเดิมต่อไป โดยเห็นว่าปัญหาหลักที่นำไปสู่แนวคิดการย้ายสถานที่เกิดจากเหตุทะเลาะวิวาทและความรุนแรง ซึ่งการย้ายสถานที่อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก โดยนักศึกษาเห็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มนักศึกษาปัจจุบันซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง พร้อมเสนอให้พิจารณาแนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เดิม รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ต่อข้อเสนอและข้อกังวลดังกล่าว ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. เข้าใจถึงความผูกพันของนักศึกษาที่มีต่อสถานศึกษาเดิม และรับฟังข้อเสนอของนักศึกษาอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อสังคมและมีเหตุการณ์สูญเสียเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมาได้มีการประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในพื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิด การปรับมาตรการรักษาความปลอดภัย และการจัดเวลาเรียนให้เหลื่อมกัน แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

“การพิจารณาพื้นที่ใหม่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการย้ายสถานที่ แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้นักศึกษาสามารถเรียนและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความรุนแรง และมีโอกาสพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมย้ำว่า กระทรวง อว. พร้อมเปิดพื้นที่ให้มีการหารือกับตัวแทนนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและร่วมกันพิจารณาสถานที่และแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์และอนาคตของนักศึกษาเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มนักศึกษา มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้เดินทางมาใช้พื้นที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) โยธี เป็นสถานที่เรียนออนไลน์ สป.อว. ได้พยายามอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดพื้นที่ห้องประชุมต่าง ๆ ให้ใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนชั่วคราว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านขนาดและไม่เหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนในระยะต่อเนื่อง สป.อว. จึงได้จัดเตรียมพื้นที่แห่งใหม่ที่มีความกว้างขวางและเหมาะสมกว่า ณ “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ชั้น 3 อาคารอุดมศึกษา 1 สป.อว. (ถนนศรีอยุธยา) พร้อมระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเรียนการสอนของนักศึกษา แต่กลุ่มนักศึกษายังคงยืนยันที่จะใช้พื้นที่เดิม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 23-25 กันยายน 2569 จะมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่อาคารพระจอมเกล้าและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวง อว. จึงขอความร่วมมือนักศึกษาที่ประสงค์จะเดินทางมาใช้พื้นที่กระทรวง อว. ให้ใช้พื้นที่ที่ สป.อว. จัดเตรียมไว้ ณ “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ซึ่งมีความกว้างขวาง พร้อมระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมีความเหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์มากกว่า เพื่อให้การเรียนการสอนสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

รอง ผอ.NSM ร่วมประชุม ‘WOSL’ ชูการเตรียมความพร้อมของประชาชน-เยาวชนต่อความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์และการรู้เท่าทันอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ได้เข้าร่วมการประชุมของ World Organization for Science Literacy (WOSL) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศจีน (China Science and Technology Museum)  ด้วยการสนับสนุนของ China Association for Science and Technology และ UNESCO รวมทั้งหน่วยงานพันธมิตร ในโอกาสที่ UNESCO ได้รับรองการก่อตั้งอย่างเป็นทางการของ World Organization for Science Literacy ในฐานะหน่วยงานระดับนานาชาติที่ทำงานเพื่อส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจของประชาชนด้านวิทยาศาสตร์ (Public Science Literacy)

 ในโอกาสนี้ NSM ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งองค์กรดังกล่าว ได้รับมอบเกียรติบัตรในการเป็น “หน่วยงานผู้ร่วมก่อตั้ง” (Founding Member) ของ WOSL อย่างเป็นทางการอีกด้วย ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของ NSM ในการร่วมขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายระดับนานาชาติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ สู่ระบบนิเวศน์ของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ นักการศึกษา สื่อมวลชน และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งภาคประชาสังคม ในการสนับสนุนให้เกิดสังคมวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

WOSL เริ่มต้นความร่วมมือตั้งแต่ปี คศ. 2019 จนปัจจุบันได้รับการรับรองเป็นองค์กรระดับโลก มีองค์กรสมาชิกถึง 32 แห่ง จาก 21ประเทศ ใน 5 ทวีป มุ่งเน้นการยกระดับ “ความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์” ของประชาชน เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อโลกอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สุขภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ การศึกษาวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม เข้าด้วยกัน ให้ประชาชนรู้เท่าทันทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างทั่วถึง  

การประชุม WOSL จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ก.ย.2569 โดยหารือแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างองค์กรสมาชิก และการสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ  ด้านการสร้างความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์กับประชาชน โดย ดร.กรรณิการ์ ยังได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในงานดังกล่าว ในประเด็นเรื่องSchool without Walls โดยนำเสนอประเด็นในหัวข้อ “Living with Uncertainty: Science Literacy, Future Literacy and Intelligent Society” สะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประชาชนและเยาวชนที่ต้องให้ความสำคัญของของความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการรู้เท่าทันอนาคตไปควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอัจฉริยะได้อย่างมั่นคง เท่าทัน และยั่งยืน อีกด้วย

ลองก่อนเลือก กับ..‘คณะที่ใช่’ ‘DPU Experience Day’ ต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน “DPU Experience Day” ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต

นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้นๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1.Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2.Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3.Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

“DPU บูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่างๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าว

 นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง http://www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง 

ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว

ค้นหาเป้าหมาย พร้อมเทคนิคพิชิตคณะในฝัน เจาะลึก ‘TCAS70’ สรุปไฮไลต์ – เทคนิคการเตรียมตัวจากกูรู

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ทุกปีมีนักเรียนจำนวนมากที่เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มวางแผนอย่างไร เลือกสอบรอบไหน หรือเตรียม Portfolio แบบใดให้ตรงกับคณะในฝัน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

โครงการ Sahapat Admission มหกรรมติวฟรีระดับประเทศ ครั้งที่ 29 ที่จัดโดย บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) โดยผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้น้องๆ #DEK70 ผ่านการอัปเดตข้อมูลระบบ TCAS70 และเทคนิคการเตรียมตัวจากติวเตอร์ชั้นนำของประเทศ “พี่น็อต SmartMathPro-พี่เฟรนด์ OnDemand-พี่อะตอม เด็กโชว์พอร์ต” มาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางพิชิตคณะในฝันอย่างเข้มข้น

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการอัปเดตข้อมูลล่าสุดของระบบ TCAS70 ที่ #DEK70 ควรรู้ เพื่อให้สามารถวางแผนการสอบได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น โดย พี่น็อต SmartMathPro (ดร.ธีระยุทธ บุญมา) ได้รวบรวมสรุปประเด็นสำคัญซึ่ง DEK70 ควรรู้ ก่อนเริ่มวางแผนการสอบ ทั้งการยกเลิกการสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์และกลับมาใช้การสอบด้วยกระดาษทั้งหมด การสนับสนุนค่าสมัครสอบของกระทรวง อว. สำหรับวิชา TGAT/TPAT และ A-Level รวมถึงการลดค่าสมัครในบางรอบของ ทปอ. เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและนักเรียน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ TCAS Portfolio และ TCAS Verify เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ #DEK70 ในการสมัครรอบ Portfolio ตลอดจนการปรับกำหนดการสอบ TGAT/TPAT ให้สอดคล้องกับปฏิทินการรับสมัครในปีนี้

นอกจากข้อมูลด้านระบบสอบแล้ว พี่ๆติวเตอร์ ยังเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จในการสอบเข้ามหา’ลัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวางแผนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละคน เพื่อให้เลือกเส้นทางการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พี่เฟรนด์ OnDemand (อ.ภัทรพล ไพศาลภาณุมาศ) แนะนำว่า ระบบ TCAS เป็นระบบที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกสมัครได้หลายรอบ ซึ่งแต่ละรอบมีเงื่อนไขและเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกัน เมื่อเกณฑ์เปลี่ยนจุดโฟกัสก็เปลี่ยนตาม แต่การเตรียมความพร้อมให้ตนเองคือสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ #DEK70 ต้องทำคือการศึกษารายละเอียดของแต่ละรอบให้เข้าใจ เพื่อที่จะวางแผนเลือกรอบการสอบที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

ขณะที่ พี่อะตอม “เด็กโชว์พอร์ต” (ขจรเกียรติ ดลตรี) เจ้าของเพจแนะแนวการทำพอร์ตชื่อดัง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยื่น Portfolio ว่า นอกจากจำนวนการรับในรอบ Portfolio ที่ลดลงแล้ว หลายสถาบันเริ่มให้น้ำหนักกับผลการเรียนและคะแนนสอบมากขึ้น #DEK70 จึงควรศึกษาหลักเกณฑ์ของแต่ละคณะ/สาขาวิชาอย่างละเอียด ส่วนการจัดทำ Portfolio นั้นจะต้องมีเป้าหมายชัดเจน ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองอย่างเป็นลำดับ และสะท้อนตัวตนได้อย่างโดดเด่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านการคัดเลือก

ภายในงานยังเปิดโอกาสให้น้องๆตัวแทนนักเรียนจาก 5 โรงเรียน ร่วมแชร์ความฝัน ความตั้งใจของแต่ละคน ที่ต่างมีเป้าหมายและเส้นทางสู่คณะในฝันแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือการให้ความสำคัญกับการวางแผนตั้งแต่วันนี้

 น.ส.สิตานัน คะศรีทอง จากโรงเรียนปทุมคงคาสมุทรปราการ และนายวฤทธิ์ ศรีสกุลพาณิชย์ จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นตัวแทนนักเรียนที่มีเป้าหมายชัดเจน โดยสิตานันตั้งใจศึกษาต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มีการวางแผนอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอในทุกวัน รวมถึงมีการเตรียมตัวสอบ TPAT และจัดทำ Portfolio เพื่อจะเตรียมยื่นในรอบแรก ส่วนวฤทธิ์มุ่งศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์และวางแผนยื่นสมัครในรอบ Admission โดยแบ่งลำดับการเตรียมตัวในการอ่านหนังสือจาก TGAT ไปสู่ A-Level ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าโครงการ Sahapat Admission ช่วยให้เข้าใจระบบ TCAS และแนวทางการเตรียมตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้จากติวเตอร์ชั้นนำ และอยากชวนเพื่อนๆ #DEK70 มาร่วมกิจกรรมเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส ทันตา จากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สมุทรปราการ ที่ตั้งเป้าศึกษาต่อด้านเภสัชศาสตร์ น.ส.จิรัชญา แซ่มัว และ น.ส.อภิชญา อินทร์ธรรม จากโรงเรียนศรีวินิตวิทยาคม จ.สิงห์บุรี ซึ่งใฝ่ฝันศึกษาต่อด้านครุศาสตร์ รวมถึงนายพรรษา มนตรีพิลา จากโรงเรียนมักกะสันพิทยา ที่ตั้งใจศึกษาต่อด้านมนุษยศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ต่างสะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า โครงการ Sahapat Admission ช่วยให้การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิชาสอบ การวางแผนอ่านหนังสือ การเตรียม Portfolio หรือการเรียนรู้เทคนิคจากรุ่นพี่และติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อว่าโครงการนี้เหมาะกับ #DEK70 ที่กำลังค้นหาเป้าหมายของตนเองและผู้ที่มีคณะในฝันอยู่แล้ว เพราะช่วยเติมเต็มทั้งความรู้ แนวทางการวางแผน และสร้างแรงบันดาลใจให้เดินหน้าสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นใจ

ไม่ว่าน้องๆ #DEK70 จะยังอยู่ในช่วงค้นหาคณะในฝัน หรือมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การเริ่มต้นเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในวันสอบจริง ภายใต้แนวคิด “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด อัปสกิลให้พร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS” โครงการ Sahapat Admission ครั้งที่ 29 พร้อมเป็นทั้งแหล่งความรู้และเพื่อนร่วมทางของน้องๆ #DEK70 ผ่านการติวเข้ม อัปเดตข้อมูลระบบสอบ เทคนิคการเตรียมตัว และแนวทางการจัดทำ Portfolio อย่างครบถ้วน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://www.sahapatadmission.com และติดตามข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ของโครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามสอบจริง และก้าวสู่คณะในฝันได้อย่างมั่นใจ