แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิ่งที่อยากเห็นไม่ได้หวังว่าจะเกิดการนำข้อมูลเหล่านี้ (การคอร์รัปชันเรียกรับสินบน)มาใช้ในการต่อว่า บั่นทอน หรือ ตำหนิ หน่วยงานเหล่านั้น แต่หวังว่าทุกหน่วยงานจะยอมรับความจริง แล้วนำไปดำเนินการแก้ไข”

นายมานะ นิมิตรมงคล

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

(ประเทศไทย) (ACT)

ย้อนรอยมหากาพย์’คลองด่าน’ เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

ย้อนรอยมหากาพย์'คลองด่าน' เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

ย้อนรอยมหากาพย์’คลองด่าน’ เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรมควบคุมมลพิษ กับทุจริตโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

อดีต เมื่อสมัยผมดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งปี 2543 วุฒิสภาได้มอบหมายให้ ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริต โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ได้พบการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกรมควบคุมมลพิษ 

สรุปความสัมพันธ์เชิงคอร์รัปชัน: กรมควบคุมมลพิษ กับ โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมและการทุจริตที่สำคัญที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศไทย โดยมี กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในฐานะส่วนราชการเจ้าของโครงการ เป็นตัวละครหลักที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวพันกับกระบวนการคอร์รัปชันในหลากมิติ ดังนี้

1. การทุจริตเชิงนโยบายและการเปลี่ยนรูปแบบโครงการ
เดิมทีโครงการถูกออกแบบให้เป็นโรงบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กกระจายตามจุดต่าง ๆ แต่ต่อมาข้าราชการระดับสูงและฝ่ายการเมืองในกรมควบคุมมลพิษได้ผลักดันให้เปลี่ยนแผนเป็น “ระบบรวมศูนย์” (Centralized System) เพียงจุดเดียวที่ตำบลคลองด่าน ซึ่งส่งผลให้งบประมาณพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท เปิดช่องให้เกิดการผูกขาดและการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาและกลุ่มบริษัทรับเหมา (กิจการร่วมค้า NVPSKG) ในขั้นตอนการกำหนดข้อกำหนดและเงื่อนไขการประมูล (TOR)

2. การฉ้อโกงและการทุจริตจัดซื้อที่ดิน
กระบวนการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทุจริตในคดีนี้ โดยกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังได้ทำการกว้านซื้อที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลน คลองสาธารณประโยชน์ และที่ดินสาธารณะของพลเมือง นำมาออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นนำมาเร่ขายต่อให้กับกรมควบคุมมลพิษในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว โดยมีข้าราชการระดับสูงของกรมควบคุมมลพิษและนักการเมืองระดับรัฐมนตรีร่วมใช้อำนาจหน้าที่เร่งรัดและอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง

3. สัญญามิชอบและการเผชิญหน้าทางกฎหมาย (ค่าโง่คลองด่าน)
เมื่อความจริงถูกเปิดโปงและมีการสั่งระงับโครงการ กรมควบคุมมลพิษได้บอกเลิกสัญญากับฝ่ายเอกชน ส่งผลให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการและนำไปสู่คำสั่งให้รัฐจ่ายค่าชดเชยหรือ “ค่าโง่คลองด่าน” มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กลับคำสั่งและรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีความทุจริตและฉ้อโกงเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น ส่งผลให้กรมควบคุมมลพิษและภาครัฐไม่ต้องจ่ายค่าความเสียหายดังกล่าวในท้ายที่สุด

สรุปมิติความสัมพันธ์เชิงทุจริตระหว่าง กรมควบคุมมลพิษ กับ โครงการคลองด่าน

ระดับนโยบาย (Policy Corruption)
การเปลี่ยนรูปแบบจากโรงบำบัดย่อยเป็นระบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่ เพื่อเอื้อให้เกิดการตั้งงบประมาณจำนวนมหาศาลและการล็อกสเปกประมูล

มิติการจัดการที่ดิน (Land Fraud)
เจ้าหน้าที่รัฐสมรู้ร่วมคิดในการออกโฉนดบนที่สาธารณะและป่าชายเลนโดยมิชอบ เพื่อนำมาจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง

มิติทางนิติกรรมและสัญญา (Contractual Fraud)
การผูกพันสัญญาที่รัฐเสียเปรียบอย่างรุนแรง นำไปสู่มหากาพย์การฟ้องร้องเรียก “ค่าโง่” กว่า 9 พันล้านบาท ก่อนศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาพลิกคดีเนื่องจากพบการฉ้อโกงตั้งแต่ต้น

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
การประสานประโยชน์อย่างเป็นระบบระหว่าง ข้าราชการประจำระดับสูงในกรมควบคุมมลพิษ ฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี และกลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง

คดีคลองด่านจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญและกรณีศึกษาของสังคมไทยในเรื่องภัยพิบัติจากการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล

ผลของการตรวจสอบของกรรมาธิการ  ซึ่งผมได้เป็นผู้รายงานต่อวุฒิสภาในสมัยนั้น  เป็นที่น่าภูมิใจว่าวุฒิสภาได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ จากผู้มาประชุมทั้งหมดเกือบ  200 คน รับรองและเห็นด้วยกับรายงานผลการตรวจสอบ 

สมัยนั้นได้มาขอรายงานไปดำเนินคดี จนกระทั่งมีอดีตรัฐมนตรีถูกศาลสั่ง จำคุกและหนีไปอยู่ต่างประเทศ  รัฐมนตรีที่รับผิดชอบควบคุมดูแลกรมควบคุมมลพิษถึงแก่กรรม

หากปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษไม่มีทุจริต คอรัปชั่น  เพราะเป็นกรมทางวิชาการ ไม่ได้มีอำนาจในการออกใบอนุญาต ก็เป็นที่น่ายินดี  และคงต้องอธิบายต่อไปว่า  ในอดีตมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในกรณีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านได้อย่างไร? ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ–เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ทึ่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่สละเวลามาร่วมหารือ พร้อมระบุว่า หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน” 

โดยรัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า วันนี้มีผู้บริหารภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรองนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ภาคเอกชนชั้นนำของไทยในวันนี้ด้วย และหวังว่าจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชนต่อไป

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่

1. สถาบันหลัก กกร. – คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

2. ยานยนต์ – คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

3. โรงแรม/ท่องเที่ยว – คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

4. สุขภาพ – แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS

5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ – คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG

6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค – คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

7. พลังงาน – คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf

8. การเงิน – คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

9. เทคโนโลยี – ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand

10. เกษตร/อาหาร – คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค

โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล

นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ชื่นมื่น! นายกฯ เผยหลังคุยบิ๊กเจ้าสัว บอก‘คนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ’

ชื่นมื่น! นายกฯ เผยหลังคุยบิ๊กเจ้าสัว บอก‘คนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ’

ชื่นมื่น! นายกฯ เผยหลังคุยบิ๊กเจ้าสัว บอก‘คนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ’

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.15 น.

นายกฯ พา CEO ดินเนอร์ หลังถกนานกว่า 2 ชม.  เผยวงคุยบิ๊กเจ้าสัว ถึงกับหูชา บอกคนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ  ครั้งหน้าเปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ ‘ผู้บริหารสถาบันการเงิน -ไฟแนนซ์’ 

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เชิญนักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศไปถ่ายภาพหมู่ภายในตึกไทยคู่ฟ้า 

จากนั้นนายกฯนำ นักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำ เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อไปยังตึกสันติไมตรี โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเป็นอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทิน ร้องโอ้โห พร้อมกล่าวว่า “คิดดู คนระดับนี้ 2 ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” 

เมื่อถามย้ำว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “หูชาเลย”

ต่อมานายอนุทิน ได้เดินกลับมาตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อทำธุระส่วนตัว โดยจังหวะที่เดินออกจากตึก ได้เดินมาพร้อมกับนางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ก่อนจะปล่อยมุกกับผู้สื่อข่าวว่า “ควงสาว” 

โดยเวลา 19.35 น. นายอนุทินเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ตึกสันติไมตรี ภายในงานจัดอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร เป็นต้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบกันครั้งนี้รัฐบาลได้สอบถามความเห็น โดยให้บรรดาภาคเอกชนตอบแบบสอบถามว่ามีมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากจะให้รัฐบาลยุติเพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางกรอบนโยบายในอนาคต พร้อมให้เขียนเปิดใจถึงนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

โดย ภายหลังจากรับฟังความคิดเห็นจาก 10 ภาคธุรกิจแล้วนั้น มีรายงานว่า ในครั้งหน้ารัฐบาลเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจการเงินมาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่อไป

ณัฐพงษ์ เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ป้ายแดง สมัย 2

ณัฐพงษ์ เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ป้ายแดง สมัย 2

ณัฐพงษ์ เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ป้ายแดง สมัย 2

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.16 น.

“ณัฐพงษ์” เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางการทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน”ป้ายแดง สมัย 2

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินสายเข้าเยี่ยมคารวะประมุขฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายวุฒิสภา ได้แก่  นายโสภณ  ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร    น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง  นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง  , พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เนื่องในโอกาสได้รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทั้งหารือแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่  

โดยนายณัฐพงษ์ ได้นำดอกไม้สีส้ม พร้อมกระเช้าผลไม้ ไปมอบให้ฝ่ายบริหารแต่ละคน พร้อมพูดคุยด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง  

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

“นายกฯ” บอกคุยเจ้าสัวแก้ข้อติดขัดธุรกิจมุ่งสร้างงานปชช. 

วันนี้ 15 พฤษภาคม 2569  เมื่อเวลา 16.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนพูดคุยกับกลุ่มเจ้าสัว คาดหวังอะไรว่า วันนี้เราให้ผู้ประกอบการได้แนะนำให้ความเห็นแล้วรัฐบาลจะรับฟังนำความคิดเห็นข้อชี้แนะต่าง ๆ พยายามอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่าจะนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรฐกิจอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็รับฟังเขาว่าแต่ละภาคส่วนเป็นอย่างไรบ้าง เขาคาดหวังอะไรที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและทำให้เขาขยายกิจการได้ ให้เขาสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศหรือตรงไหนติดขัด และภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้า ต้องการให้ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ จะไปขับเคลื่อนอะไรโดยไม่ถามผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงความต้องการ หรืออาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อยากให้ผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่รู้จักกันสนิทแนบแน่นอยู่แล้วมาพูดเปิดอกกันรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจแข็งแรงมีศักยภาพ มีอนาคต มีความยั่งยืน

เมื่อถามว่าการพูดคุยครั้งนี้จะขอความร่วมมืออะไรจากผู้ประกอบการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้เขาได้ดำเนินกิจการเติบโตขยายตัวได้ ช่วยเราจ้างแรงงานให้มีอัตราการทำงานของประชาชนสิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าไปให้เศรษฐกิจได้ขับเคลื่อนขยายตัว  

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

‘อนุทิน’ล้อมวงคุยCEO ชั้นนำระดับปท. ‘เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์‘นั่งประกอบข้าง ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน ลั่นรัฐบาล-เอกชนต้องเดินไปด้วยกัน เสริมความมั่นคง-แข็งแกร่งเศรษฐกิจประเทศ ชี้เมื่อประเทศประสบความสำเร็จทุกคนคือผู้ชนะ ยันรบ. พร้อมอำนวยความสะดวกไม่ยึดติดบริบท-กฎหมายเดิม

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 15 พ.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

อนุทิน

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว. ศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม 

ทั้งนี้นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ กรรมการบริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งขนาบข้างนายกฯ

อนุทิน

นอกจากนี้ยังมีนายสารัชถ์  รัตนาวะดี ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทกัลฟ์ ดีเวลลอป้มนท์ จำกัด (มหาชน) นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่างๆเพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ  วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุน ของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

อนุทิน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกลในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาดพูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้ โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้นโอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐกับเอกชนต้องไปด้วยกันและในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกๆอย่างวันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิมๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่าๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จึงได้ขอให้มีการ จัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุทธ์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้

“ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หน่ำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายกฯ กล่าว

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อนุทิน” ลั่นยุคนี้ต้องไม่มีสินบน เตรียมสั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐ เรียกรับเงิน ยอมรับดัชนีคอร์รัปชันไทยรั้งท้าย เหตุจาก “ความรู้สึก” ฝังใจ ลั่นต้องล้างตราบาป ไม่สร้าง “ดิจิตอลฟุตปริ้นท์” แย่ๆทิ้งไว้ หวังกู้ความเชื่อมั่นประเทศกลับคืนมา

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.50 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)เปิดเผยข้อมูล 10 หน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวข้องกับการเรียกรับค่าใช้จ่ายพิเศษหรือสินบน ว่า จะต้องไม่มีหน่วยงานไหนที่ทําเช่นนั้นได้ ซึ่งเราก็รับฟังจากภาคเอกชนดังกล่าว และวันนี้ได้พบกับอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมิอง ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ตนจึงบอกว่า เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อกรมโยธาธิการฯอยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันไม่ได้มีเรื่องในการอนุญาตอะไรเลย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตรวจ เขาก็บอกว่าบางทีต้องไปดูก่อน คําว่าโยธาฯมีทั้งเทศบาล จังหวัด   และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ใช้คําว่าโยธา แต่ไม่ใช่กรมโยธาธิการ และผังเมือง ซึ่งอันนั้นไม่สําคัญ ที่สําคัญคือต้องไม่ให้มีเรื่องพวกนี้ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในเมื่อมีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนมาเช่นนี้ นายกฯ จะให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตนจะนําเรื่องนี้แจ้งให้ รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงทราบ เพื่อให้ไปติดตามว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดอันดับความเชื่อมั่นในเรื่องของคอรัปชั่นจัดอันดับให้ประเทศเราอยู่ในลำดับรั้งท้าย ตนจึงถามว่าไปทําการศึกษาหรือวิเคราะห์กันมาอย่างไร เขาบอกว่าใช้ดัชนีความรู้สึกในการถาม ตนคิดว่ามันไม่พอ และเชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาเราใช้หลักธรรมาภิบาล เพราะมีองค์กรอิสระต่างต่างๆคอยตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชั่น โดยที่รัฐบาลเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ จริงๆแล้วในทางปฏิบัติ ก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่ามีการดําเนินคดีลงโทษผู้กระทําผิดมากมาย แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่มีมานานแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องล้างตราบาป จากนี้ไปเราต้องไม่ทําอะไรที่ไม่ดี คําว่าตราบาปสมัยเก่าใช้คําว่า Stigma(สติ๊กม่า) เดี๋ยวนี้ใช้คําว่าดิจิตอลฟุตปริ้นท์ เราอย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นจะฝังไปในจิตใจคน ถามกี่ครั้ง ๆ ก็บอกว่าโกง เพราะเราสร้างแนวทางมาไว้ไม่ดี ก็ต้องแก้ไขตรงนี้ 

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

“ดร.ณัฏฐ์”  ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก “พรก.กู้เงิน” ผลกระทบพลังงาน เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน เป็นภัยความมั่งคงในทางเศรษฐกิจ จำนวนเงินถือทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย ภายใน 60 วัน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า การตรากฎหมายของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี เป็นพระราชกำหนด หรือ พรก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 โดย พรก.ที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะชื่อต่อท้ายด้วยอะไร ถือเป็นอำนาจและกระบวนการตรากฎหมายของคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 172 เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะ โดยมีเงื่อนใขในการตรา พรก. เมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สามารถตรา พรก. ได้

ปัญหาพลังงานขาดแคลน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นปัญหาความต่อเนื่อง ถือเป็นความเดือดร้อยของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมมีผลทางตรงและทางอ้อม ทำให้สินค้าอุปโภค บริโภค มีราคาสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อขยับ ทำให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้กระบบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้อุปทานการผลิตเพิ่มราคาสูงขึ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การตราพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยให้อำนาจกระทรวงการคคลังกู้เงินมาใช้แก้ปัญหาพลังงาน ถือเป็นความจำเป็น

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูง หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ไข ย่อมลุกลาม ย่อมเป็นห่วงโซ่อุปทาน รายรับของประชาชนไม่พอรายจ่ายเพราะหมดเงินไปกับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไปเติมรถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือรถบรรทุก ทั้งการใช้ยานพาหนะ ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงตามกลไกภาวะสงครามตะวันออกกลาง ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถือเป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

กรณีที่ฝ่ายค้านนำเไปเปรียบเทียบกับ วิกฤติความร้ายแรงในวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารล้ม หรือวิกฤตืโตควิด 19 สามารถนำไปเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกัน แม้ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ด้วยความเข็มแข็งตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล แต่การตราพระราชกำหนด(พรก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กับ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ในประเด็นหนี้สาธารณะคงค้างภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งเพดานสูงสุดไว่ไม่เกินร่อยละ 70 ของ GDP แยกต่างหากจากกัน ถือเป็นคนละส่วนกัน แม้จะมีผลผูกพันกับประชากรทุกคน โดยเฉลี่ยต่อหัวประชากรที่เกิดใหม่ด้วยก็ตาม

แต่การที่จะพิจารณาว่า เงินกู้ส่วนสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อีก 2 แสนล้านบาท ไม่ใช่จำเป็นเร่งด่วน นั้น อาจสงสัยได้ แต่ในการบริหารจัดการของรัฐบาล ต้องดำเนินงานต่อเนื่องจากกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่กระบวนการพระราชกำหนดกู้เงิน ต้องพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับ มิใช่ว่าจะแยกแต่ละรายการว่า ส่วนนี้เร่งด่วน ส่วนนี้ไม่เร่งด่วน เป็นการตีความเข้าข้างตนเอง เมื่อพระราชกำหนดกู้เงินประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐบาลจะต้องนำไปขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน

กรณี สส.ฝ่ายค้าน เห็นว่า พรก.กู้เงินไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยรวบรวมรายชื่อ  สส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า หรือจำนวน 100 คน ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย โดยมาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้รอการพิจารณา พรก.นั้นไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับแจ้งการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลาพิจารณาระยะเวลาเท่าไหร่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ

โดยพี่น้องประชาชนมีความสงสัยว่า เมื่อพระราชกำหนดออกโดยคณะรัฐมนตรี เหตุใดต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารที่นำไปใช้ชั่วคราว โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคสาม บัญญัติโดยไม่ชักช้า ในระหว่างสมัยประชุมจะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เรียกประชุม และต้องนำมาให้รัฐสภา หากไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรให้ พรก. นั้นตกไป แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้ป็นไปในระหว่างที่ใช้ พรก.นั้น

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

จากสถานการณ์การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือ “นอมินี” ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งด้านราคาที่ดิน และการเข้าถึงทรัพยากรของคนไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้กรมที่ดินยกระดับมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั่วประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว รวมถึงการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

จากข้อสั่งการดังกล่าว กรมที่ดินได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ขอให้จังหวัดแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยเคร่งครัด รวมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนให้เข้าใจและตระหนักรู้ ไม่ให้ความร่วมมือโดยการเป็นผู้ถือครองที่ดินแก่คนต่างด้าว หรือการพบเห็นการกระทำความผิดจะต้องแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และสนับสนุนการปฏิบัติการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หรือหน่วยงานอื่นอื่นในการปราบปรามผู้กระทำผิดขั้นเด็ดขาด รวมถึงกำชับให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศเร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และติดตามธุรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรอบคอบและเข้มงวดในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ที่มีการซื้อขายที่ดินของกลุ่มทุนต่างชาติจำนวนมาก

กรมที่ดินยืนยันชัดเจนว่า ที่ผ่านมาได้มีมาตรการรองรับรวมถึงดำเนินการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุน ความเชื่อมโยงของผู้ถือครองที่ดิน โครงสร้างผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล ตลอดจนพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายอำพรางการถือครองแทนคนต่างด้าว ซึ่งหากพบข้อพิรุธ จะต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายทันที ดังนี้

1. กรณีบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยซื้อที่ดิน เมื่อมีการชำระด้วยเงินสดตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป หรือเมื่ออสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าตามราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เว้นแต่เป็นการโอนมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม หรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจให้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเพิ่มเติม เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

2. กรณีนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ทั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เพิ่มทุน หรือสลับสัดส่วนการถือหุ้นผิดปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายและเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

3. ให้สำนักงานที่ดินทุกแห่งตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งคนต่างด้าวถือหุ้นอยู่ หรือเป็นกรรมการ หรือเป็นกรณีที่สงสัยว่ามีการถือครองที่ที่ดินแทนคนต่างด้าว เป็นประจำทุกเดือนและรายงานผลให้กรมที่ดินทราบทุก 3 เดือน

หากพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิด กรมที่ดินได้สั่งการให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทั้งกับบริษัท บุคคลต่างด้าว และผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ และเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในการครอบครองของกลุ่มทุนต่างชาติผ่านขบวนการอำพรางต่อไป

ขณะเดียวกัน กรมที่ดินยังได้ประสานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอความร่วมมือตรวจสอบนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนเป็นคนต่างด้าว และมีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นบริษัทอำพราง โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น มีการเพิ่มทุนหรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นสับเปลี่ยนไปมา ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดทางให้คนต่างด้าวเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม โดยขอให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งข้อมูลมายังกรมที่ดินทันทีหากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหรือมีข้อสงสัย เพื่อให้กรมที่ดินเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างรวดเร็วและเข้มงวด

กรมที่ดินย้ำว่า การแก้ไขปัญหานอมินีจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องของการหลีกเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงด้านทรัพยากรที่ดิน และสิทธิของประชาชนคนไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการปล่อยปละละเลยหรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่พยายามอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาถือครองที่ดินโดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ กรมที่ดินขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สามารถแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานที่ดินในพื้นที่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องทรัพยากรที่ดินของประเทศและรักษาผลประโยชน์ของคนไทยอย่างยั่งยืน