เด็กหญิง 13 ขวบกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านจากศิลปะ NFT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680265

วันที่ 08 เม.ย. 2565 เวลา 15:15 น.เด็กหญิง 13 ขวบกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านจากศิลปะ NFT

ไนล่า เฮย์ส เด็กหญิง 13 ขวบที่สร้างเงิน 100 ล้านบาทจากงานศิลปะ NFT

ก่อนหน้านี้ เราได้นำเสนอเรื่องราวของศิลปินหลายคนที่โกยเงินล้านจาก NFT สินทรัพย์ดิจิทัลที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมบนโลกอินเทอร์เน็ตขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น สุลต่าน กุสตาฟ อัล กอซาลี นักศึกษาอินโดนีเซียที่ทำรายได้กว่า 30 ล้านบาทจากการอัพโหลดรูปเซลฟี่ขายเป็น NFT และเบนจามิน อาเหม็ด เด็กชายวัย 12 ปีจากลอนดอนที่คว้าเงินกว่า 12 ล้านจากการเขียนโปรแกรมสร้างงานศิลปะดิจิทัล

ล่าสุด เด็กหญิงไนล่า เฮย์ส (Nyla Hayes) วัย 13 ปี กำลังถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อเธอกลายเป็นศิลปินรุ่นเยาว์ที่สามารถทำเงินได้ราว 3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 100 ล้านบาท ผ่านการขายงานศิลปะในรูปแบบ NFT

เว็บไซต์ Today.com ระบุว่า ผลงานของเฮย์สมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือเธอจะวาดภาพคนคอยาว ที่เธอเรียกว่า “long neckies” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบรอนโตซอรัส (Brontosaurus) ไดโนเสาร์ที่เธอชื่นชอบตั้งแต่เด็กๆ

ไม่ใช่แค่ภาพวาดที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เฮย์สต้องการสร้างงานศิลปะที่สร้างพลังให้กับผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก ภาพวาดทั้ง 3,333 ภาพในคอลเลกชันของเธอล้วนเป็นผู้หญิง รวมถึง โอปราห์ วินฟรีย์, มิเชลล์ โอบามา และเซเรนา วิลเลียมส์ ตามรายงานของ The Talko

“ฉันชอบวาดรูปผู้หญิงจากทั่วทุกมุมโลก เพราะฉันชอบวัฒนธรรมและภูมิหลังที่แตกต่างกัน” เฮย์สกล่าวกับ NBC News Now

“ตอนแรกฉันแค่อยากจะรวมสองสิ่งที่ฉันรักไว้ด้วยกัน นั่นก็คือไดโนเสาร์บรอนโตซอรัสกับผู้หญิง ฉันต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสวยและแข็งแกร่งขนาดไหน”

NFTevening ระบุว่า เฮย์สเปิดตัวคอลเลกชันนี้เมื่อ 8 เดือนก่อน โดยมีภาพวาดในคอลเลกชันทั้งหมด 3,333 ภาพ ซึ่งวางขายบนเว็บไซต์ OpenSea และขายหมดเกลี้ยงแล้วด้วยมูลค่าประมาณ 885 ETH หรือประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะนั้น (กว่า 100 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ในปี 2021 เฮย์สได้รับเลือกให้เป็น Artist-in-Residence คนแรก ในโครงการเพื่อศิลปินที่สร้างผลงานผ่าน NFT ของนิตยสาร TIME

เส้นทางสู่ความสำเร็จ

เฮย์สเริ่มวาดภาพตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และเมื่อายุได้ 9 ขวบแม่ของเธอตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนให้เธอเพื่อที่เธอจะได้เริ่มทดลองศิลปะดิจิทัล

“ฉันเห็นว่าเธอหลงใหลในงานศิลปะมากแค่ไหน และฉันก็คิดว่าถ้าฉันสนับสนุนเธอในทางใดทางหนึ่งได้นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการทำ” ลาโทยา แม่ของเฮย์สกล่าว

อีกไม่กี่ปีต่อมาเมื่อ NFT เริ่มเป็นที่รู้จัก เฮย์สและแม่เรียนรู้มันผ่านทาง Youtube เพื่อศึกษาว่าพวกเขาจะนำผลงานของเฮย์สเข้าไปขายได้อย่างไร

“บอกตามตรง เมื่อฉันได้ยินเกี่ยวกับ NFT ครั้งแรก ฉันไม่รู้จริงๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ฉันอยากนำเสนอผลงานศิลปะของตัวเองมาสักพักแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสที่ดี” เฮย์สกล่าว

เธอเผยว่าเมื่อเริ่มขาย NFT ครั้งแรก เธอไม่คิดไม่ฝันเลยว่าธุรกิจของเธอจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ “ฉันแค่คิดว่ามันคงเจ๋งถ้าเอางานศิลปะของฉันไปโชว์ที่นั่นให้คนอื่นเห็น และดูว่าคนอื่นจะชอบมันไหม … ฉันไม่เคยคาดคิดเลยว่ามันจะบูมแบบนี้”

“ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากแม่ เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งมาก”

ทั้งนี้ NFT หรือ Non-fungible token เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งใช้บล็อกเชนเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี ทว่า ต่างกันตรงที่แต่ละโทเคนจะมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนได้ โดยอาจมาในรูปแบบของภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟิก เพลง คลิปวิดีโอ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ ในรูปแบบดิจิทัล โดยงานศิลปะบางชิ้นขายได้ถึงหลักร้อยหรือพันล้านเหรียญสหรัฐ จึงถูกมองว่านี่คืออนาคตของงานศิลปะ และเป็นช่องทางใหม่สำหรับนักลงทุนด้วย

Photo by nylacollection_nft/Instagram

เปิดภาพลับคุกนรกอินเส่ง ขังฝ่ายต่อต้านเผด็จการเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680240

วันที่ 08 เม.ย. 2565 เวลา 13:15 น.เปิดภาพลับคุกนรกอินเส่ง ขังฝ่ายต่อต้านเผด็จการเมียนมา

รอยเตอร์เปิดข้อมูลลับ ภาพสเก็ตช์ที่ถูกลักลอบออกมาเผยห็นสภาพเรือนจำชื่อกระฉ่อนของเมียนมา

(รอยเตอร์) – ในภาพวาดหนึ่ง ผู้ชายหลายสิบคนนั่งอัดกันในห้องเดี่ยว คุกเข่าลงด้วยกัน ทุกตารางนิ้วของพื้นที่ถูกครอบครอง ในอีกด้านหนึ่งพวกเขานอนหงายอยู่บนพื้น ใบหน้าของพวกเขาเครียดด้วยความรู้สึกไม่สบาย

ภาพสเก็ตช์ 14 ภาพที่ถูกลักลอบนำเข้าจากเรือนจำอินเส่ง (Insein) ของเมียนมา และบทสัมภาษณ์อดีตนักโทษ 8 คน เผยให้เห็นภาพภายในเรือนจำที่โด่งดังที่สุดของประเทศ ซึ่งถูกเปิดเผยข้อมูลไม่บ่อยนัก นักโทษการเมืองหลายพันคนถูกส่งตัวไปตั้งแต่การทำรัฐประหารในปีที่แล้วและการสื่อสารกับโลกภายนอกมีอย่างจำกัด

ภาพสเก็ตช์ด้วยหมึกสีน้ำเงิน แสดงชีวิตประจำวันของกลุ่มนักโทษชายในห้องขัง การเข้าคิวรอน้ำจากรางเพื่อชำระล้างร่างกาย การพูดคุย หรือนอนบนพื้นท่ามกลางความร้อน

นอกเหนือจากการพรรณนาจากภาพเหล่านั้น ผู้ต้องขัง 8 คนที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวบอกกับรอยเตอร์ว่าเรือนจำอินเส่ง ซึ่งเคยเป็นโรงงานในยุคอาณานิคมในย่างกุ้งเต็มไปด้วยหนู เป็นสถานที่รับสินบนเป็นประจำ ผู้ต้องขังต้องจ่ายค่าพื้นที่นอนบนพื้น และไม่รักษาอาการเจ็บป่วยที่ลุกลามให้กับนักโทษ

“เราไม่ใช่มนุษย์ที่ถูกคุมขังอีกต่อไปแล้ว” ญี ญี ทแว (Nyi Nyi Htwe) วัย 24 ปี ซึ่งลักลอบนำภาพสเก็ตช์ออกจากเรือนจำเมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวในเดือนตุลาคม หลังจากใช้เวลาหลายเดือนในข้อหาหมิ่นประมาท ในข้อกล่าวหาที่เขาปฏิเสธ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการร่วมประท้วงต่อต้านรัฐประหาร

เมืองอินเส่งสร้างขึ้นโดยชาวอังกฤษในปี พ.ศ. 2414 เป็นเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาร์ เป็นที่คุมขังผู้คนที่ต่อต้านรัฐบาลทหารจำนวนมาก

วา โลน และจ่อ โซ อู นักข่าวของรอยเตอร์ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายความลับทางการของเมียนมาในปี 2560 ใช้เวลาส่วนใหญ่ 511 วันหลังการคุมขังในอินเส่ง พวกเขาได้รับการปล่อยตัวในการนิรโทษกรรมปี 2019 ก่อนการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด

ศิลปินผู้ต้องโทษวาดภาพเรือนจำระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว ภายหลังการปล่อยตัว เขาปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์หรือระบุตัวตน โดยบอกกับ Nyi Nyi Htwe ว่าเขากลัวว่าจะถูกเอาคืน

Nyi Nyi Htwe ซึ่งพบศิลปินดังกล่าวในเรือนจำกล่าวว่าเขาวาดภาพนักโทษหากถูกร้องขอและวาดฉากในเรือนจำทุกที่ที่เขาไปโดยบอกว่าเขารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นขณะวาดภาพ เขาให้ภาพสเก็ตช์แก่ Nyi Nyi Htwe เป็นของขวัญวันเกิด

Nyi Nyi Htwe กล่าวว่าเขาลักลอบนำพวกเขาออกไปในการปล่อยตัวเพื่อแสดงให้เพื่อน ครอบครัว และคนอื่นๆ ทราบถึงสภาพภายใน

นับตั้งแต่การรัฐประหาร มีผู้ถูกควบคุมตัว 10,072 คนในเมียนมา รวมทั้งซูจีและคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ของเธอ และมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,730 คน ตามการระบุของสมาคมช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมือง (AAPP) ซึ่งมีการอ้างตัวเลขอย่างกว้างขวาง รัฐบาลทหารกล่าวว่าตัวเลขของ AAPP  เกินจริงผู้ถูกคุมขังหลายคนถูกส่งไปยังอินเส่ง

โฆษกของ AAPP ระบุว่า เรือนจำสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ต้องขังราว 5,000 คน โดยมีจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10,000 คนนับตั้งแต่รัฐประหาร สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถยืนยันตัวเลขได้

ภาพร่างที่นำออกมาจากคุกสะท้อนให้เห็นถึงตัวเลขนักโทษที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนหลังการรัฐประหาร นาย Nyi Nyi Htwe กล่าว

ในคราวหนึ่งตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน นักโทษสองสามคนนั่งแยกจากกันในหอพัก และอ่านหนังสือ ภาพจากเดือนมิถุนายนแสดงให้เห็นผู้คนประมาณ 60 คนอยู่ในห้องเดียวกัน หลายคนนอนเรียงกันเป็นแถวแน่นๆ ตรงกลาง ที่เหลือเอนหลังพิงกำแพง

Nyi Nyi Htwe กล่าวว่าเขาและคนอื่น ๆ อีกกว่า 100 คนถูกอัดแน่นเกินความสามารถที่จะเข้าไปในห้องที่พวกเขา “นอนห่างกันเพียงนิ้วเดียว” และเขาเฝ้าดูเจ้าหน้าที่เรือนจำทุบตีผู้ต้องขังด้วยกระบองและต้องจ่ายสินบนเพื่อส่งข้อความถึงครอบครัว ที่พวกเขาบอกเขามักจะมาไม่ถึง

คนที่ได้รับการปล่อยตัวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเผยว่า ความแออัดยัดเยียดทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ โรคภัยไข้เจ็บ การต่อสู้ระหว่างนักโทษ และการติดสินบนที่แพร่หลาย 

“หนูวิ่งไปรอบๆ ห้อง ห้องน้ำก็สกปรก อาหารมีแมลงวันปน พวกที่ไม่สามารถจ่ายสินบนต้องนอนข้างถังส้วม” ซันดาร์ วิน นักสังคมสงเคราะห์วัย 42 ปี กล่าว ถูกจำคุกที่อินเส่งเป็นเวลาหลายเดือนในข้อหาหมิ่นประมาทหลังจากประท้วงรัฐบาลทหาร

เธอได้รับการปล่อยตัวภายใต้การนิรโทษกรรมขณะรอการพิจารณาสำหรับข้อกล่าวหา ซึ่งเธอปฏิเสธ เธอหนีออกจากพม่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การเข้าถึงส้วมกลางแจ้งมีอย่างจำกัด ทำให้นักโทษต้องถ่ายอุจจาระในถังในห้องของตน อดีตผู้ต้องขังหญิงสามคนกล่าว สภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัยเหล่านี้ทำให้โรคผิวหนังและลำไส้แพร่กระจายได้ และความช่วยเหลือทางการแพทย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บันทึกที่เขียนด้วยลายมือโดยกลุ่มผู้ต้องขังเรือนจำอินเส่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ถูกลักลอบส่งไปยังนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงในเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างว่ามีกรณีละเลยทางการแพทย์หลายกรณี ซึ่งรวมถึงความล้มเหลวในการรักษาผู้ที่ถูกทุบตีหมดสติ และบุคคลที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองและเป็นอัมพาต

“กรณีเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเรา” บันทึกดังกล่าวระบุ ซึ่ง นัน ลิน นักเคลื่อนไหวแสดงบันทึกนั้นต่อรอยเตอร์ “เราขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรท้องถิ่น”

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของบันทึกดังกล่าวได้ แต่อดีตผู้ต้องขังหลายคนกล่าวว่าพวกเขาเคยเห็นหรือถูกเจ้าหน้าที่ทุบตี และได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์เพียงเล็กน้อย

แม้จะมีการขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เมืองอินเส่งเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการเผยแพร่ทางสื่อของรัฐ แต่อดีตผู้ต้องขังกล่าวว่าโรคระบาดแพร่ได้ดีในเรือนจำที่มีผู้คนพลุกพล่าน ผู้ต้องขังอย่างน้อย 10 คนต้องสงสัยว่าเสียชีวิตจากโรคนี้ ตามรายงานของ AAPP

Nyi Nyi Htwe ซึ่งเข้าร่วมกลุ่มกบฏติดอาวุธ กล่าวว่าเกือบ 2 ใน 3 ของหอพักของเขาป่วยด้วยอาการโควิด-19 เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว

“พวกเขาให้คนป่วยทั้งหมดอยู่ในห้องของเรา — มีไข้สูง ไอ และป่วย” เขากล่าว “ผมโชคดีที่ไม่ตาย”

ชุดบันทึกลักลอบออกมาที่แสดงต่อรอยเตอร์โดยกลุ่มช่วยเหลือแสดงให้เห็นการติดต่อกันระหว่างพ่อที่ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทและลูกชายคนเล็กของเขา

“ทำตัวดีๆ นะพ่อ หนูคิดถึงพ่อ หนูอยากได้เรือของเล่น” เด็กชายเขียน

พ่อส่งคำตอบมาถึงลูกพร้อมเรือลำเล็กๆ ที่คุณพ่อทำมาจากกระดาษห่อกาแฟสำเร็จรูป  “ลูกชายตัวน้อยของพ่อ พ่อรักลูกมากนะที่รัก เชื่อฟังคุณย่าของลูกนะ”

Source and Photo by REUTERS

ขุนคลังสหรัฐเสนอกฎคุมคริปโต ชี้อีกหลายปีกว่าจะมีดอลลาร์ดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680242

วันที่ 08 เม.ย. 2565 เวลา 11:50 น.ขุนคลังสหรัฐเสนอกฎคุมคริปโต ชี้อีกหลายปีกว่าจะมีดอลลาร์ดิจิทัล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น

AFP รายงานว่าเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น และมีการสร้างกฎระเบียบที่ดีขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้ใช้งาน ในขณะที่ยังคงอนุญาตให้มีคริปโตเคอร์เรนซีต่อไป

รายงานระบุว่าสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของอเมริกาจะแสดงความกังวลว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมหรือไม่ หรือโอกาสในการนำไปใช้เพื่อก่ออาชญากรรม หรือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

เยลเลนกล่าวว่า “ในขณะที่ธนาคารและบริษัททางการเงินเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น กรอบการกำกับดูแลจะต้องสะท้อนความเสี่ยงของกิจกรรมใหม่เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม … การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลควรอยู่ภายใต้รูปแบบการกำกับดูแลที่เหมาะสม”

เยลเลนเสริมว่ากระทรวงการคลังกำลังทำงานร่วมกับสภาคองเกรสเพื่อควบคุม Stablecoins ด้วย พร้อมทิ้งท้ายว่า “เราจะให้คำแนะนำด้านนโยบาย รวมถึงการประเมินการดำเนินการด้านกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย”

ทั้งนี้ รัฐบาลเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่ากำลังทำงานเพื่อสร้างดอลลาร์ดิจิทัล ทำให้สหรัฐเป็นหนึ่งในกว่า 100 ประเทศที่กำลังเดินหน้าสร้างสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) รวมถึงจีนซึ่งออกเงินหยวนดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม เยลเลนกล่าวว่าการออกเงินดอลลาร์ดิจิทัลคาดว่าต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา

Photo by REUTERS/Gary Cameron TPX

นาโตชี้ จีนคือความท้าทายเหตุเพราะไม่ยอมประณามรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680237

วันที่ 08 เม.ย. 2565 เวลา 11:05 น.นาโตชี้ จีนคือความท้าทายเหตุเพราะไม่ยอมประณามรัสเซีย

นาโตชี้การที่จีนปฏิเสธร่วมประณามรัสเซีย ถือเป็นการท้าทาย

เย็นส์ สต็อลเตินบาร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของนาโตเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ซึ่งได้มีการเชิญดมิโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครน และรัฐมนตรีต่างประเทศจากพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมด้วย

แถลงการณ์ระบุว่า “เราได้เห็นแล้วว่าจีนไม่เต็มใจที่จะประณามการรุกรานของรัสเซีย และร่วมกับรัสเซียในการตั้งคำถามถึงสิทธิของชาติต่างๆ ในการเลือกเส้นทางของตนเอง ท่าทีดังกล่าวถือเป็นความท้าทายที่ร้ายแรงสำหรับพวกเราทุกคน และยิ่งทำให้เราต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อปกป้องค่านิยมของเรา”

พร้อมเผยว่านาโตและพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติและความร่วมมือทางการเมืองในหลายๆ ด้าน รวมถึงไซเบอร์ เทคโนโลยีใหม่ และการต่อต้านการบิดเบือนข้อมูล ตลอดจนร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดในด้านอื่นๆ เช่น ความมั่นคงทางทะเล และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนนั้นนาโตยืนยันว่าได้ให้การสนับสนุนยูเครนไปมาก และจะทำมากขึ้นอีก เพื่อช่วยชาวยูเครนปกป้องบ้านเมืองของพวกเขา และขับไล่กองกำลังที่รุกรานออกไป และจะยกระดับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การสนับสนุนทางการเงิน ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และจัดหาอุปกรณ์เพื่อช่วยยูเครนป้องกันภัยคุกคามทางเคมีและชีวภาพ

พร้อมกล่าวถึงมาตรการคว่ำบาตรของนาโตและพันธมิตรว่าเป็นความพยานามในการทำลายเครื่องจักรสงครามของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งพันธมิตรจำเป็นต้องร่วมกันกดดันต่อไปเพื่อช่วยยุติสงครามที่ไร้สตินี้

เว็บไซต์ RT ของรัสเซียระบุว่า ทางการจีนเรียกร้องให้ยุติสงครามในยูเครนด้วยสันติวิธีเสมอมา แต่ไม่ได้ร่วมคว่ำบาตรรัสเซียกับบรรดาชาติตะวันตก และปฏิเสธที่จะประณามรัสเซียตามคำเรียกร้องของนาโต

โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนอ้างถึงเหตุการณ์ที่นาโตทิ้งระเบิดสถานทูตจีนในกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย เมื่อปี 1999 “เป็นเหตุผลหนึ่งที่จะไม่ฟังการบรรยายเรื่องความยุติธรรมจากผู้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” และจีนก็ไม่หวั่นเกรงต่อการคว่ำบาตรจากสหรัฐและสหภาพยุโรปเช่นเดียวกัน

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein/Pool

กลาโหมอเมริกันชี้ ปูตินยอมรามือจากการพิชิตกรุงเคียฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680234

วันที่ 08 เม.ย. 2565 เวลา 10:21 น.กลาโหมอเมริกันชี้ ปูตินยอมรามือจากการพิชิตกรุงเคียฟ

แต่สหรัฐยังไม่มั่นใจว่าสงครามนี้จะจบลงอย่างไร ชี้เป็นความพยายามที่ยืดยาว

ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียยอมแพ้ในการยึดครองเคียฟ หลังจากที่กองกำลังของเขาถูกกองทัพยูเครนโจมตีกลับ

“ปูตินคิดว่าเขาสามารถเข้ายึดครองประเทศยูเครนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถยึดเมืองหลวงแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว เขาคิดผิด” ออสตินกล่าวในการฟังของคณะกรรมการบริการติดอาวุธของวุฒิสภาในสภาคองเกรส

“ผมคิดว่าปูตินละทิ้งความพยายามในการยึดเมืองหลวง และตอนนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่ภาคใต้และตะวันออกของประเทศ” ออสตินกล่าว

แต่เส้นทางของสงครามโดยรวม หลังจาก 6 สัปดาห์หลังจากที่รัสเซียบุกยูเครน ยังคงไม่แน่นอน ประธานเสนาธิการร่วม พล.อ. มาร์ค มิลลีย์ กล่าวในการให้การกับครองเกรสคราวเดียวกัน

เพื่อให้ยูเครน “ชนะ” การต่อสู้นั้น ยูเครนจะต้องเป็นประเทศที่เป็นอิสระและเป็นอกราช โดยมีอาณาเขตที่ได้รับการยอมรับไม่เสียหาย เขากล่าว

“นั่นจะเป็นเรื่องยากมาก นั่นจะเป็นการฟันฝ่าที่ยาวนาน” มิลลีย์กล่าว

“ส่วนแรกน่าจะทำสำเร็จแล้ว” เขากล่าวถึงสงครามที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์

“แต่ยังมีการต่อสู้ที่สำคัญรออยู่ข้างหน้าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ รอบภูมิภาคดอนบัสที่รัสเซียตั้งใจจะรวมกองกำลังและโจมตีต่อไป” เขากล่าว

“ดังนั้น ผมคิดว่ามันเป็นคำถามปลายเปิดในตอนนี้ เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร”

ออสตินบอกกับคณะสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า สหรัฐให้ข่าวกรองแก่กองทัพของยูเครนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ในดอนบัส ซึ่งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากมอสโกได้ต่อสู้กับกองกำลังของรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2014 และขณะนี้ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากกองทหารรัสเซีย

แต่มิลลีย์กล่าวว่าการต่อสู้ในพื้นที่นั้นจะยาก และเพื่อพยายามผลักดันรัสเซียออกไป ยูเครนน่าจะต้องการการสนับสนุนด้านอาวุธมากขึ้น เช่น รถถัง

“การต่อสู้ทางตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิประเทศแตกต่างจากทางตอนเหนือ” มิลลีย์อธิบาย

“มันเปิดกว้างกว่ามาก และใช้ยานเกราะ ปฏิบัติการเชิงรุกด้วยยานยนต์จากทั้งสองฝ่าย และนั่นคือระบบที่พวกเขากำลังมองหา” เขากล่าว

“พวกเขากำลังขอและพวกเขาอาจจะใช้ยานเกราะและปืนใหญ่เพิ่มเติมได้” เขากล่าว

© Agence France-Presse

Photo – Liubov Khomenko แสดงปฏิกิริยาเมื่อเธอเดินผ่านบ้านที่ถูกทำลายของเธอ ท่ามกลางการรุกรานของยูเครนของรัสเซียในหมู่บ้าน Andriivka ในภูมิภาค Kyiv ประเทศยูเครน 7 เมษายน 2022 REUTERS/Marko Djurica

ปูตินกับม้าไม้เมืองทรอย ทะลวงยุโรปให้แตกแยก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680213

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 20:10 น.ปูตินกับม้าไม้เมืองทรอย ทะลวงยุโรปให้แตกแยก

หรือว่าเขาผู้นี้อาจจะเป็นกาวประสานให้รัสเซียกับยุโรปยอมคุยกันดีๆ อีกครั้ง นี่คือเรื่องราวของ “วิกโตร์ โอร์บาน” นายกรัฐมนตรีฮังการี ผู้ที่ได้ชื่อว่า “โปรปูติน” ที่สุดในหมู่ผู้นำยุโรป

ทันทีที่วิกโตร์ โอร์บาน ชนะการเลือกตั้งและรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฮังการีได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ 4 ยุโรปและสหรัฐถึงกับนั่งไม่ติด

โอร์บานเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาที่ออกจะจัดจ้าน บั่นทอนเสรีภาพต่างๆ ในประเทศไม่หยุดหย่อน จนฮังการีแทบจะกลายเป็นแกะดำท่ามกลางสหภาพยุโรปที่อิงประชาธิปไตยเสรีนิยม โอร์บานไม่แยแส ยังเชิดชูแนวทาง “ประชาธิปไตยไม่เสรีนิยม” ของเขาต่อไป ผลก็คือ ชาวประชาชอบใจ และเลือกเขากลับมาอีกครั้ง

โอร์บานเป็นคนตรงไปตรงมา เขารังเกียจจอร์จ โซรอสแค่ไหนก็บอกออกมาตรงๆ ดังในแถลงประกาศชัยชนะล่าสุดเขาบอกว่า “พวกฝ่ายซ้ายที่บ้าน (ฮังการี) ฝ่ายซ้ายนานาชาติที่กลาดเกลื่อน พวกข้าราชการบรัสเซลส์ จักรวรรดิโซรอสกับเงินทั้งหมดของมัน พวกสื่อกระแสหลักระหว่างประเทศ และท้ายที่สุด แม้แต่ประธานาธิบดียูเครน”

ในสายตาโอร์บานนั่นพวกที่เป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นพวก “ซ้าย” ทั้งหมด ทั้งพวกที่บรัสเซลส์คือสหภาพยุโรป พวกโซรอส พวกสื่อตะวันตกทั้งหลายแหล่ และแม้แต่เซเลนสกี

ฝ่ายซ้ายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแนวคิดสังคมนิยม แต่หมายถึงประชาธิปไตยแบบที่ไม่เน้นชาตินิยมอย่างที่โอร์บานชอบ พวก “ประชาธิปไตยซ้าย” เหล่านี้ชอบให้ประเทศอื่นเปิดเสรีมันทุกสิ่งทุกอย่างโดยอ้าง “ความสวยงามของประชาธิปไตย” เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปทะลวงถึงไส้ถึงพุง แล้วลากเอาผลประโยชน์ของประเทศนั้นมาสวาปาม

จอร์จ โซรอสนั้นเป็นลูกหลานฮังการีมาแต่เดิมแต่ต่อมาระหกระเหินไปอเมริกา จนกระทั่งสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเศรษฐีใหญ่ พร้อมกับชูธงส่งเสริมประชาธิปไตยไปทั่วโลก แต่บางคนมองว่าโซรอสไม่ได้แค่รักประชาธิปไตย แต่ได้ประโยชน์จาก “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ที่บีบให้บางประเทศต้องเปิดเสรีเศรษฐกิจด้วย ซึ่งนายทุนอยางเขาได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

คนที่ชอบประชาธิปไตยแบบเปิดประเทศอ้าซ่าให้นายทุนเข้ามาหากินแบบนี้เชิดชูกโซรอสกันใหญ่ แต่โอร์บานชิงชังโซรอสที่สุด ไม่สนเลยว่าเขาผู้นำเข้ามาทำประโยชน์ให้บ้านเกิดคือฮังการีแค่ไหน และสร้างชื่อให้ฮังการีเพียงใด

ในความคิดพวกชาตินิยมหรือ “ประชาธิปไตยฝ่ายขวา” แบบโอร์บานนั้น ต่อให้เอาเงินมากองให้บ้านเกิดสูงท่วมภูเขา แต่หากอุดมการณ์ของคนๆ นั้นเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองในระยะยาว ก็คงยากที่จะยกย่องเชิดชู

คำว่า “อันตรายต่อบ้านเมืองในระยะยาว” ก็เป็นคำกึ่งยากจะฟันธงอยู่เหมือนกัน เพราะฝ่ายหนึ่งก็คิดว่าตัวเองทำถูก อีกฝ่ายก็ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ขายชาติ เรื่องนี้คือความยอกย้อนทางการเมืองที่เราทุกคนต้องแยกแยะกันเองให้ดีเมืองไทยก็เกิดกรณีแบบนนี้บ่อยๆ คืออ้างว่ารักชาติ แต่พฤติกรรมไปคนละทาง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

กลับมาที่โอร์บาน ความเขาที่ “call out” เซเลนสกีประหนึ่งว่าเป็นลูกไล่ของพวกฝ่ายซ้ายนิยมเปิดเสรี ทำให้เซเลนสกีนั่งไม่ติด และสวนกลับในพลันว่า “เขาเป็นเพียงคนเดียวในยุโรปที่ให้การสนับสนุนปูตินอย่างเปิดเผย”

เปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเราจะว่ากันต่อไป แต่คนแรกๆ ที่แสดงความยินดีกับชัยชนะของโอร์บานเป็นปูตินจริงๆ

ขณะที่โอร์บานก็ตอบสนองด้วยการขอให้หยุดยิงและเชิญปูตินมาเจรจาสันติภาพที่ฮังการีเสียเลย หลังจากสวมบทพระเอกคนกลางแล้ว ก็ยังขอเพิ่มการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเสียเลยโดยไม่ต้องทำเป็นกระมิดกระเมี้ยนอีก ในขณะที่ยุโรปที่เหลือยังละล้าละลังว่าควรจะนำเข้าก๊าซจากรัสเซียต่อไปดีไหม เพราะตัวองก็คว่ำบาตรรัสเซียมันเกือบจะทุกด้านแล้ว ยกเว้นด้านพลังงานที่ขาดรัสเซียไม่ได้เลยไม่กล้าทำ

เซเลนสกีรำคาญจัดถึงกับบอกว่าถ้าจะคว่ำบาตรก็ทำให้มันจริงๆ จังๆ หน่อย และยังกระแทกไปถึงฮังการีด้วยว่ากำลังช่วยเหลือรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศยูเครนบอกว่าดีลก๊าซของฮังการีกับรัสเซียนั้นเป็น “การตัดสินใจทางการเมืองชัดๆ ไม่มีอะไรผสม และไร้เหตุผลทางเศรษฐกิจ (มีเจตนา) เพื่อสนับสนุนเครมลิน ในขณะที่ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของประเทศยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างยูเครน-ฮังการี”

ช่วงหลังนี้ เซเลนสกีและรัฐบาลของเขาเดินสายพูดแบบวันต่อวันและวันละหลายรอบ หลายครั้งเป็นการพูดเอามันจนเกินไป จนหลายคนเริ่มที่จะเบื่อ กรณีของฮังการีก็เช่นกัน จะไปว่าฮังการีก็ไม่ถูกเพราะมันมีเหตุผลทางเศรษฐกิจจริงๆ ในยุคก๊าซแพงดั่งทอง และถ้าจะด่าฮังการีเรื่องดีลก๊าซคงต้องด่าทั้งยุโรปที่คอยเชียร์ยูเครนด้วย

เรื่องก๊าซและสงครามนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญของการเลือกตั้งในยุโรป เพราะผู้คนเจ็บปวดหันมากจากข้าวของแพง แต่ยังพยายามอดกลั้นเพราะรังเกียจการทำสงครามของรัสเซีย

แต่อุดมการณ์กับปากท้องคนยุโรปอย่างไหนจะแกร่งกว่ากันนั้น อีกไม่นานก็จะชัดขึ้น

อย่างกรณีของฮังการี ตั้งแต่ตอนหาเสียงกัน ฝ่ายค้านของฮังการีเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสมอถึงเรื่องที่โอร์บานมักจะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปูตินและมีดีลกันต่างๆ นานา ในระยะ 12 ปีที่เขาอยู่ในอำนาจ หนึ่งในดีลที่ “ถูกแฉ” คือสัญญาก๊าซระยะยาวระหว่างฮังการีและรัสเซียเพื่อแลกกับราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับพันธมิตรในยุโรป

เรื่องค่าไฟที่ถูกลงเป็นประเด็นหาเสียงสำคัญของโอร์บาน และมันทำให้เขาได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง นั่นย่อมหมายความว่าชาวฮังการีไม่สนเรื่อง “แฉ” และยอมให้ตัวองเป็นอียูประเทศแรกๆ ที่สนใจปากท้องมากกว่าสงครามแล้ว

แน่นอนว่า มันย่อมมีมูลเรื่องโอร์บานเป็นพันธมิตรกับปูตินด้วย

ว่ากันเรื่องรสนิยมทางการเมืองก่อน ทั้งสองคนนี้คิดอะไรคล้ายๆ กัน เรื่องชาตินิยม เรื่องต่อต้านความหลากหลายทางเพศ เรื่องระแวงพวกสากลนิยมทั้งหลาย ทั้องค์กรข้ามชาติและสื่อตะวันตก สองคนนี้ยังถูกกล่าวหาว่าเล่นการเมืองพ่วงระบอบเล่นพรรคเล่นพวก และถูกกล่าวหาว่าเป็น “ศัตรูของระบอบประชาธิปไตย” เหมือนกัน

แต่ก็อย่างที่บอกไป โอร์บานก็มีประชาธิปไตยในแนวของเขา และยังด่าว่าประชาธิปไตยของพวกฝ่ายซ้าย (อย่างโซรอส เซเลนสกี และพวกนักการเมืองอียูที่บรัสเซลส์) นั้นเป็นอันตราย

เรื่องที่โอร์บานถูกกล่าวหาว่าเชียร์ปูตินนั้น มันก็พอจะบอกว่าเป็นการ “เชียร์” ได้ และปูตินย่อมมองเห็นศักยภาพของโอร์บานในฐานะ “ม้าไม้เมืองทรอย” เพื่อใช้เขาเป็นตัวแทรกแซงเข้าไปในสหภาพยุโรป เพื่อใช้โอร์บานปั่นหัวให้ยุโรปแตกคอกันเอง ซึ่งรอยร้าวนั้นมีอยู่ แต่พยายามอำพรางกันเอาไว้ได้บ้างไม่ได้บ้าง

โปรดทราบว่ายิ่งประเทศไหนในยุโรปมีการเลือกตั้ง เรื่องความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับการคว่ำบาตรรัสเซียจะยิ่งชัดเจนขึ้น นอกจากฮังการีแล้วก็ยังมีฝรั่งเศสอีกหนึ่งราย

แต่อย่าลืมว่าโอร์บานก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้นำสหภาพยุโรป ความที่เผชิญความขัดแย้งมาหลายศตวรรษเรื่องชาติใหญ่กลืนชาติ สัญชาติญาณหนึ่งของคนยุโรปประเทศเล็กๆ นั้นก็คือต้องรู้จักถ่วงดุลอำนาจ โอร์บานก็น่าจะเป็นคนประเภทนั้น

ขณะที่โอร์บานดูเหมือนจะเข้าข้างรัสเซียและบอกว่าการคว่ำบาตรไม่เวิร์ก แต่เขาก็คล้อยตามอียูด้วยการคว่ำบาตรรัสเซียเหมือนกัน แต่รัสเซียไม่โกรธ แถมปูตินยังแสดงความยินดีกับชัยชนะของโอร์บาน

คนแบบโอร์บานนั้นหากมีมากกว่านี้ บางทีสงครามอาจจะไม่เกิด

จะเห็นได้จากการที่โอร์บานบอกว่า ความแตกต่างระหว่างรัสเซียและนาโตเกี่ยวกับกรณียูเครนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ “สามารถเชื่อมโยง” และเสริมว่าทุกฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่จะรับประกันความมั่นคงของรัสเซียและเป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิกนาโตได้ด้วย

การที่ผู้นำฮังการีพูดอกมาแบบนี้มันสะท้อนถึงความไม่ลงรอยในยุโรปเช่นกัน ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่จะชนกับรัสเซียลูกเดียว กับฝ่ายที่อยากจะเคลียร์กันโดยไม่ใช้กำลัง ถ้าตัดเรื่องโอร์บานเชียร์ปูตินออกไป คำพูดของเขาก็ยิ่งมีน้ำหนัก

ฮังการีนั้นหนุนให้ยูเครนเป็นสมาชิกอียูเร็วๆ ด้วยซ้ำ แต่ขวางไม่ให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต แต่พอเกิดสงครามขึ้นมาก็คว่ำบาตรรัสเซียเพื่อรักษาเอกภาพของอียูไว้ นี่แสดงว่าฮังการี “รู้อะไรควรไม่ควร”

หากเรามองที่การเมืองระหว่างประเทศตามความเป็นจริงว่าเป็นเรื่องของดุลอำนาจ ท่าทีแบบโอร์บานนี่แหละที่จะช่วยดับไฟสงครามได้

แต่เพราะโอร์บานตกอยู่ในสภาพเหมือนปูติน คือเป็นพวกคนละฝ่ายกับประชาธิปไตยกระแสหลักและเป็นคนที่สื่อกระแสหลักระแวงเกินเหตุ ทำให้เขาถูกหมายหัวในทันทีว่าเป็น “ภยันตรายอีกอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยในยุโรป” นอกเหนือจากปูติน

คำถามก็คือถ้าโอร์บานเป็นอันตรายกับระบอบประชาธิปไตย แล้วระบอบแบบไหนที่เลือกเขาเข้ามาเป็นผู้นำครั้งแล้วครั้งเล่า?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Attila KISBENEDEK / AFP

VinFast รถยนต์เวียดนามไปไกล เปิด IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680201

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 17:40 น.VinFast รถยนต์เวียดนามไปไกล เปิด IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐ

VinFast ค่ายรถยนต์สัญชาติเวียดนามเตรียมขายหุ้น IPO หวังตีตลาดสหรัฐ-ยุโรป

Reuters รายงานว่า VinFast บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามเปิดเผยว่าบริษัทได้ยื่นเอกสารเพื่อขอเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) กับหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของสหรัฐ แต่ไม่ได้ระบุถึงขนาดและช่วงราคาสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO

โดยการเสนอขายหุ้น IPO จะมีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดหาเงินทุนสำหรับการตั้งโรงงานแห่งแรกในสหรัฐ และการขยายกิจการในสหรัฐด้วย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว VinFast ยังเปิดเผยว่าได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อลงทุน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างโรงงานในนอร์ทแคโรไลนา สำหรับผลิตรถโดยสารไฟฟ้า รถเอสยูวี และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2024 และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ให้ได้ 150,000 คันต่อปี

รายงานระบุว่า VinFast กำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่ในตลาดสหรัฐ โดยหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์รายเก่า และสตาร์ทอัพ ด้วยรถเอสยูวีไฟฟ้า และโมเดลการเช่าซื้อแบตเตอรี่ (battery leasing)

โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายในสหรัฐไว้ที่ 1.6-1.8 แสนคันต่อปี นอกจากนี้ยังมุ่งตีตลาดประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย ซึ่งหากสามารถตีตลาดสหรัฐและยุโรปได้ตามเป้า VinFast จะถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์รายแรกจากอาเซียนที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก

Photo by REUTERS/Steve Marcus

Starstreak พยัคฆ์ติดปีกที่บดขยี้รถถัง-สอยฮ.รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680196

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 16:30 น.Starstreak พยัคฆ์ติดปีกที่บดขยี้รถถัง-สอยฮ.รัสเซีย

รู้จัก Starstreak อาวุธสุดโหดจากอังกฤษ ที่ยูเครนใช้สอยฮ.รัสเซีย

1. หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา บรรดาชาติตะวันตกต่างส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปช่วยเหลือกองทัพรัสเซียเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ Starstreak (สตาร์สตรีค) ที่ได้รับจากอังกฤษ ซึ่งได้แสดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามันมีความร้ายแรงเพียงใด

2. เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกได้จากแคว้นลูฮันสก์ ทางตะวันออกของประเทศยูเครน พบว่า Starstreak ยิงเข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ Mi-28 ของกองทัพรัสเซียหลายลำ จนเกิดไฟลุกโชนกลางอากาศ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ขณะที่เฮลิคอปเตอร์แตกออกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นดิน

?? #Ukraine: Russian Mi-28 helicopter was shot down today (on April 1,2022) pic.twitter.com/deXeV5fjOe— – (@L_Team10) April 1, 2022

3. The Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวของกระทรวงกลาโหมระบุว่า “เชื่อว่าวิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นการทำงานของ Starstreak ในยูเครน ซึ่งมันถูกใช้ในประเทศมาเกือบสัปดาห์แล้ว”

4. ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Starstreak มีความเร็วสูงพอที่จะโจมตีเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ และโจมตีรถถังหรือยานหุ้มเกราะเพื่อสังหารพลขับที่อยู่ในนั้นได้

5. Starstreak เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประทับบ่ายิง (MANPADS) ที่พัฒนาโดย Thales Air Defense ของอังกฤษ ซึ่งสามารถใช้บุคคลพกพา (MANPADS) หรือจะนำไปติดตั้งบนยานพาหนะก็ได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในสนามรบที่แตกต่างกัน ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพอังกฤษตั้งแต่ปี 1997

6. หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นคือขีปนาวุธดังกล่าวประกอบด้วยหัวรบทังสเตน 3 หัว ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 4 มัค หรือมากกว่า 4,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากแหล่งข่าวหลายแหล่งรวมถึง Defense News ระบุให้ Starstreak เป็นขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศพิสัยสั้นที่เร็วที่สุดในโลก

7. Starstreak สามารถโจมตีเป้าหมายทั้งบนอากาศและภาคพื้นดิน พิสัยยิงราว 7 กิโลเมตร ด้วยหัวรบที่เป็นโลหะผสมทังสเตนความยาว 15 นิ้วที่จะพุ่งโจมตีเป้าหมายก่อนที่จะจุดชนวนระเบิดซ้ำอีกครั้ง

Ukraine has now Starstreak High Velocity Missiles from UK .Guidance system: Semi-automatic command to line of sight (SACLOS).Warhead: 3 laser beam-riding submunitions. This video shows how these missiles work, thx @CombatAir@theragex @Ninja998998 @jpg2t785 @CarloMasala1 https://t.co/QuQBIFrhnK pic.twitter.com/QXVYaSng6X— Felix Woessner (@FeWoessner) April 2, 2022

8. นอกจากยูเครนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ได้ครอบครองอาวุธสุดร้ายกาจนี้ซึ่งได้แก่ แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงไทย ซึ่งได้สั่งซื้อ Starstreak ล็อตแรกในปี 2012 และอีกล็อตในอีก 3 ปีถัดมา

Photo by Capt. Joseph Bush/Wikipedia

How to ดูแลผิวอย่างไร ก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/680108

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 10:10 น.How to ดูแลผิวอย่างไร ก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง

เพราะผิวสวยเป็นเรื่องสำคัญ THANN ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเทคนิคการดูแลผิวช่วงก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง

แสงแดดและความร้อนช่วงนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การดูแลผิวทั้งก่อนและหลังออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งยิ่งต้องให้การดูแล เพราะนอกจากรังสียูวีในแสงแดดแล้ว ยังมีคราบเหงื่อและความมันที่ยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาผิว อาทิ การอุดตันรูขุมขน สิว ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) จึงได้เชิญแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และชำนาญการด้านผิวพรรณความงาม แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล เผยเทคนิคการดูแลผิวช่วงก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สาวรักการออกกำลังกาย มาร่วมแชร์เคล็ดลับการดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งตามแบบฉบับของตนเอง

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำเคล็ดลับดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งว่า “การทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นระยะเวลานาน สามารถก่อให้เกิดปัญหาผิวพรรณได้ เพราะในแสงแดดประกอบไปด้วยแสงและรังสีหลายชนิดทั้งที่สามารถมองเห็น และไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ชนิดที่สามารถทำอันตรายต่อผิวหนังของเราได้ คือ “รังสีอัลตราไวโอเลต” (Ultraviolet) หรือ “รังสียูวี” (UV) หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้ร่างกายของเราผลิตวิตามินดี และสามารถใช้ในการรักษาโรค อาทิ ด่างขาว สะเก็ดเงิน และโรคกระดูกอ่อนในเด็ก แต่หากได้รับรังสียูวีเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อผิวของเราได้ รังสียูวีที่เป็นอันตรายกับผิวมี 2 ชนิด คือ

รังสียูวีเอ (UVA) เรียกอีกอย่างว่า “ยูวีเอจจิ้ง” (UV Aging) ทำให้เกิดปัญหาผิวแก่ก่อนวัย (Photoaging) เกิดริ้วรอยเล็กๆ ไปจนถึงริ้วรอยล่องลึก นอกจากนี้ยังทำให้ผิวแห้งกร้านและขาดน้ำ รังสียูวีเอจะไปกระตุ้นกระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ การก่อตัวของอนุมูลอิสระในผิวหนัง ทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

รังสียูวีบี (UVB) หรือ ยูวีเบิร์นนิ่ง (UV Burning) จะมีความเข้มข้นของแสงมากกว่ายูวีเอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดผิวไหม้แดด ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ สำหรับอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) เกิดจากผิวได้รับรังสียูวีบีในปริมาณมากจนทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกถูกทำลาย ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดผิวหนังลอก เป็นแผลพุพอง และรู้สึกเจ็บปวด อีกทั้งเซลล์ผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะไวต่อรังสียูวีและบอบบางกว่าเซลล์ผิวเดิม ส่วนผู้ที่อาการไม่รุนแรงจะมีเพียงผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังที่โดนแสงแดดและค่อย ๆ หายเป็นปกติใน 2-3 วัน ทั้งนี้การมีผิวไหม้จากแดดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

ดังนั้น หากไม่ต้องการให้รังสียูวีทำร้ายผิวของเรา ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะระหว่างเวลา 10.00 – 16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความแรงที่สุด รวมถึงควรสวมเสื้อผ้าปิดผิวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทั่วไปแล้วเสื้อผ้าที่ทอเนื้อแน่นและมีสีเข้มจะสามารถกันแดดได้มากกว่าเสื้อผ้าเนื้อบางๆ เมื่อต้องทำกิจกรรมต่างๆ กลางแจ้งควรสวมหมวก แว่นตา ชุดออกกำลังกายแบบแขนยาว ขายาว ปลอกแขน และปลอกขา ซึ่งควรมีค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) อย่างน้อย 40 ขึ้นไป และควรทาผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นประจำทุกวัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิตประจําวันของแต่ละคน หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีเหงื่อออกมาก หรือกิจกรรมทางน้ำอย่าง ว่ายน้ำ เล่นเซิร์ฟ ดำน้ำ ขี่เจ็ทสกี ควรเลือกผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำมากเป็นพิเศษ (Very water resistant)

นอกจากนี้ เรายังสามารถพิจารณาปัจจัยหลักในการปกป้องผิวจากรังสียูวีแต่ละประเภทได้จากค่า SPF (Sun Protection Factor) คือ ค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVB เป็นค่าระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดได้โดยที่ผิวเราไม่ไหม้ (Sunburn) คำนวณจากระยะเวลาที่ผิวทนต่อแสงแดดได้คูณกับค่าของ SPF ตัวอย่างเช่น คนเอเชียผิวขาวทั่วๆ ไปสามารถโดนแสงแดด 20 นาทีก่อนที่ผิวจะเริ่มอักเสบแสบแดง การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF30 จะช่วยให้ผิวเราจะสามารถทนต่อแสงแดดได้นานขึ้นคิดเป็น 20 นาที x ค่า SPF30 = 600 นาที หรือ 10 ชั่วโมง

ส่วนค่า PA (Protection grade of UVA) คือค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA เป็นค่าที่สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่น (Japan Cosmetic Industry Association, JCIA) กำหนดขึ้นเพื่อแสดงถึงความสามารถในการป้องกันอาการดำคล้ำของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสรังสี UVA โดยใช้เครื่องหมายบวก (+) ในการแสดงระดับของประสิทธิภาพ ปัจจุบันค่า PA++++ ถือว่าเป็นค่าที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

ปกติแล้วผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดทั่วไปๆ จะมีเพียงคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเดียว ทำให้ต้องใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดอื่น แต่ในปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดได้มีบทบาทสำคัญในการดูแลผิวพรรณของเรามากขึ้น โดยนำคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่ได้จากสารสกัดธรรมชาติมาใช้ ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากชิโซะ (Shiso extract) ที่มีความโดดเด่นในด้านการให้ความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase Inhibitor) ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin), สารสกัดอูกอน (Ougon extract) พืชทะเลทรายที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ รวมถึงช่วยปรับสีผิวที่หมองคล้ำให้กลับแลดูสว่างอย่างเป็นธรรมชาติ (De-colorizing action) หรือสารสกัดจากชาขาว (White tea extract) ที่มีสารโพลีฟีนอล ช่วยยับยั้งกระบวนการที่ผิวทำปฎิกิริยากับออกซิเจน (Anti-oxidant) ช่วยให้ผิวกระจ่างใส เป็นต้น”

ทางด้านเซเลบริตี้สาวสวยต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมแชร์เคล็ดลับการดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งตามแบบฉบับของตนเองเริ่มที่สาวสังคม หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เผยว่า “ปอนด์ชอบไปทะเลมาก ซัมเมอร์นี้ก็ไม่พลาดที่จะมีทริปไปเที่ยวทะเล รอบนี้ก็แพลนไว้ว่าจะไปล่องเรือ ดำน้ำ กับเพื่อนๆ ที่เกาะสมุย กิจกรรมที่ชอบมากและกำลังมุ่งมั่นในตอนนี้ คือ การเรียนดำน้ำแบบฟรีไดฟ์ แต่แน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้เราต้องเจอแสงแดดที่ร้อนแรงมากๆ แต่ปอนด์ก็มีตัวช่วยดีๆ ที่ขาดไม่ได้เลยคือครีมกันแดดแบบกันน้ำอย่าง เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ ที่สามารถกันน้ำกันเหงื่อได้เป็นอย่างดี โดยเราจะทาก่อนออกแดด และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หลังทำกิจกรรมก็จะพักตัวให้เย็น อาบน้ำชำระร่างกาย และล้างใบหน้าให้สะอาดด้วย เฟเชียล คลีนเซอร์ เพียงเท่านี้ก็จะหมดกังวลกับแสงแดด และสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสนุกสนาน”

ถัดมาที่เวิร์กกิ้งวูแมน จันทมน แย้มพันธุ์ เล่าว่า “หน้าร้อนทั้งทีก็พลาดไม่ได้ที่จะไปเที่ยวทะเล ซึ่งสถานที่ที่ชอบมากก็คงจะเป็นทะเลภาคใต้ของเรา เมื่อตอนต้นปีได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลกระบี่แล้วประทับใจมากเดือนหน้าเลยมีแพลนว่าจะกลับไปเที่ยวอีกครั้ง โดยกิจกรรมกลางแจ้งที่ชอบทำเวลาไปทะเลก็จะเป็นการพายแพดเดิ้ลบอร์ด ได้ใช้ทักษะการทรงตัว ได้ใช้สมาธิ คล้ายๆ กับการเล่นเซิร์ฟสเก็ตที่เล่นอยู่เป็นประจำ แต่ก่อนทำกิจกรรมก็ต้องปกป้องผิวจากแสงแดดที่ร้อนแรงโดยจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับกิจกรรมนั้นๆ อย่างถ้าไปทะเลแดดแรงมากก็จะเลือกทาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติที่ช่วยกันน้ำกันเหงื่ออย่างเวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ หรือหากเป็นช่วงเล่นเซิร์ฟสเก็ตอยู่ที่บ้านก็จะเลือกออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ เพราะเนื้อครีมบางเบาไม่หนักมากเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน หลังทำกิจกรรมก็ต้องล้างเหงื่อ ล้างหน้าให้สะอาด ทาครีมบำรุงที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อลดความร้อนและช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน”

ปิดท้ายที่สาวรักสุขภาพ ณภศศิ สุรวรรณ กล่าวว่า “หน้าร้อนนี้ไม่พลาดที่จะไปหัวหินกับครอบครัว เพราะอยากไปรับลมทะเล ใส่ชุดว่ายน้ำ ทำกิจกรรมริมชายหาด และขับเจ็ทสกี แต่ด้วยอากาศที่ร้อนก็ต้องเตรียมชุด เตรียมอุปกรณ์กันแดด ทั้งหมวก แว่นตา และที่ขาดไม่ได้เลยก็เป็น เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ ที่ต้องมีติดกระเป๋าไปทุกที่ เวลาทำกิจกรรมจะได้ไม่ต้องคอยกังวลว่าผิวจะคล้ำเสียจากแสงแดด และสามารถโชว์ผิวได้อย่างเต็มที่ โดยจะบีบกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้ว ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากวันไหนที่ไปวิ่งออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมในวันธรรมดาก็จะเลือกใช้ ออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ หากเราไม่ได้ทาครีมกันแดดผิวก็จะแห้งแดง เกิดอาการแสบร้อน และลอกได้ จึงไม่ควรลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปทำกิจกรรมเพื่อปกป้องผิวให้สวยสุขภาพดีอยู่เสมอ”

ดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งกับผลิตภัณฑ์จาก ‘ธัญ’ (THANN) ได้แล้ววันนี้ที่ออนไลน์สโตร์  www.thann.co.th (ส่งฟรีทั่วประเทศ) และร้าน ‘ธัญ’ (THANN) ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ

Travel The World with Nespresso x Le Du ท่องมหานครแห่งกาแฟผ่านไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680149

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 11:58 น.Travel The World with Nespresso x Le Du ท่องมหานครแห่งกาแฟผ่านไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Nespresso จับมือ Le Du ร้านมิชลินระดับเอเชีย มอบประสบการณ์พาท่องมหานครแห่งกาแฟ ผ่านไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ผู้นำด้านกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูลระดับพรีเมียม เนสเพรสโซ (Nespresso) มุ่งมั่นมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ล่าสุดได้ร่วมกับ ร้านอาหารฤดู (Le Du) เจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว และได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดของเอเชีย ลำดับที่ 4 จากการจัดอันดับ Asia’s 50 Best Restaurants ปีล่าสุด จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟอีเว้นท์ Travel The World with Nespresso x Le Du  เปิดมิติใหม่แห่งการนำวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของแต่ละเมืองมาผสานกับศาสตร์แห่งการทำอาหารไทยโมเดิร์น ให้คอกาแฟได้รื่นรมย์กับศิลปะการปรุงอาหารระดับ Fine Dining พร้อมออกสำรวจเดินทางไปยังมหานครกาแฟที่จะติดตรึงในความทรงจำสุดพิเศษ ณ ร้านอาหาร Le Du 

ในการนำเสนอประสบการณ์เมนูอาหารผสานกาแฟสุดพิเศษในครั้งนี้ได้ เชฟต้น – ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟมิชลินเจ้าของร้านอาหาร Le Du มาร่วมเนรมิตคอร์สดินเนอร์สุดพิเศษ Nespresso x Le Du inspired by Chef Ton ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาแฟเอสเพรสโซ 3 รสชาติใหม่ล่าสุดจาก 3 เมืองเจ้าของวัฒนธรรมแสนโดดเด่นอย่างปารีส, ริโอ เดอ จาเนโร และอิสตันบูล ในกลุ่ม World Explorations แต่งแต้มสีสันแห่งรสชาติอาหารไทยอันเป็นแนวทางของเชฟ โดยภายในคอร์ส เชฟได้มอบความเอ็กซ์คลูซิฟให้ 2 เมนู ด้วยการจับคู่อาหารและกาแฟ อีกทั้งยังผสมผสานรสชาติกาแฟอันโดดเด่นเพื่อดึงรสชาติเฉพาะตัวของวัตถุดิบในแต่ละจานให้มีความพิเศษยิ่งขึ้น

เริ่มต้นการเดินทางจากดินแดนที่มีอัตลักษณ์ทางอาหารที่โดดเด่นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง เซ็ต AMUSE – BOUCHE อาหารทานเล่นของไทยรสชาติเบา เพื่อเริ่มต้นมื้ออาหาร แล้วจึงไล่ระดับรสชาติในอาหารจานต่อๆ ไป ด้วย 4 เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน Le Du ที่คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่มาอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะสร้างความ เซอร์ไพรส์ด้วยการพาลัดฟ้าท่อง 3 มหานครกาแฟกับ 2 เมนูสุดเอ็กซ์คลูซิฟ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาแฟ เอสเพรสโซในกลุ่ม World Explorations

ยกระดับความสเปเชียลของการเดินทางด้วยการแลนดิ้งสู่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกีที่มีรากฐานวัฒนธรรมของการดื่มกาแฟที่เก่าแก่ ด้วยเมนู AGED DUCK / KALE / GREEN CURRY อาหารจานหลักที่เชฟตั้งใจรังสรรค์โดยใช้กาแฟเอสเพรสโซรสชาติ World Explorations Istanbul Espresso โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมกรุ่นจากกระบวนการคั่วสุดพิถีพิถัน มาเป็นส่วนผสมในการรมควันเนื้อเป็ดแสนนุ่ม จับคู่กับซอส Puree หน่อไม้ฝรั่งย่างเนื้อเนียน เพิ่มกิมมิกความเป็นไทยดั้งเดิมด้วยรสสัมผัสจากซอสแกงเขียวหวาน เผยอาหารจานโปรดแบบ East meets West ที่เชฟเล่าว่าเมื่อความเข้มข้นของกาแฟจากเนสเพรสโซมาผสมผสานกับรสชาติความเผ็ดของอาหารไทยแท้ จะช่วยชูส่วนประกอบแต่ละชนิดในจานให้โดดเด่น แต่ไม่แย่งซีนจนกลบรสชาติของกันและกันจนเกินไป เรียกว่าเป็นการเพิ่มความสมดุลให้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ

ปิดท้ายด้วยการปรับโหมดลิ้นตะลอนทัวร์ไปต่อยังปารีส เมืองคาเฟ่สุดชิค ควบคู่ไปกับดินแดนแห่งสีสันอย่าง ริโอ เดอ จาเนโร ด้วยเมนูอาหารหวานรสชาติสุดแปลกใหม่ มาพร้อมกลิ่นที่หอมอบอวลเมื่อยกออกเสิร์ฟ นำเสนอในชื่อ MARINE PLUM / YOUNG GINER เป็นไอศกรีมผลไม้ไทยแต่งแต้มรสชาติด้วย Puree ที่มาพร้อมความหอมจากกาแฟเอสเพรสโซรสชาติ World Explorations Paris Espresso และเฉาก๊วย  ตกแต่งด้วยรากบัว เพิ่มอรรถรสเมื่อลิ้มลองคู่กับกาแฟ World Explorations Rio De Janeiro Espresso ที่สุดแสนเข้มข้น ช่วยเบรกความหวานด้วยกาแฟพร้อมปิดท้ายการเดินทางสุดแสนน่าจดจำการันตีความเอ็กซ์คลูซีฟที่มีแค่คอร์ส Nespresso x Le Du inspired by Chef Ton เท่านั้น

ทั้งนี้ เนสเพรสโซยังเตรียมกิจกรรมสุดพิเศษให้กับคอฟฟี่เลิฟเวอร์ได้ลุ้นรับสิทธิ์สัมผัสประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซิฟระดับมิชลินที่ร้านอาหาร Le Du จำนวน 15 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง เมื่อซื้อแคปซูลกาแฟในกลุ่ม World Explorations แพ็ค 10 และเล่มเกมตอบคำถาม ตั้งแต่วันที่ 6 – 30 เมษายน 2565 นี้ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้บนเฟสบุ๊กของเนสเพรสโซ

นอกจากนี้ ลูกค้าของ Le Du และแฟน ๆ เนสเพรสโซ ยังสามารถลิ้มลองเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน รวมถึง 2 เมนูสุดพิเศษ Nespresso x Le Du inspired by Chef Ton ที่เชฟต้นตั้งใจรังสรรค์โดยใช้กาแฟ World Explorations 3 รสชาติใหม่ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2565 ในราคา 3,590++ บาท / คน เท่านั้น สอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 092-919-9969

เตรียมแพ็คกระเป๋าเที่ยวทิพย์ผ่านวัฒนธรรมกาแฟสามเมืองได้ง่ายๆ กับแคปซูลกาแฟเอสเพรสโซ World Explorations 3 รสชาติใหม่ ในราคาแคปซูลละ 24 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน เป็นต้นไป ที่เนสเพรสโซบูติกทุกสาขา หรือทางเว็บไซต์เนสเพรสโซ https://www.nespresso.com/th/ และเนสเพรสโซ แอปพลิเคชั่นสำหรับ iPhone, iPad และ Android TM   

#NespressoWorldExplorations

#NespressoxLeDu

#NespressoTH