รายงานพิเศษ : เดินหน้าวิจัยและพัฒนา‘ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม’ พืช‘GI’เงินล้านเมืองนครศรีธรรมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243066

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อกล่าวถึง “ส้มโอทับทิมสยาม” ทุกคนคงรู้จักดี เพราะเป็นผลไม้แดนปักษ์ใต้แห่งลุ่มน้ำปากพนังที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น
จนสามารถจดลิขสิทธิ์ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) อันเป็นความภาคภูมิใจของชาวลุ่มน้ำปากพนัง แห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แม้จะขยายพื้นที่ปลูกในอำเภอปากพนัง ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศนางฐปนีย์ ทองบุญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นพืชท้องถิ่นของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะเด่นคือ ผิวผลมีสีเขียวเข้ม และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วผลคล้ายกำมะหยี่ เนื้อมีสีแดงเข้มแบบสีทับทิม รสชาติหวาน หอม เนื้อนุ่ม
น่ารับประทาน เนื่องจากส้มโอพันธุ์นี้มีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพพื้นที่ ซึ่งปลูกกันไม่แพร่หลาย โดยมีปลูกเฉพาะในพื้นที่ 3 ตำบล ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก และพบว่าปัจจุบันส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงมาก ราคาเฉลี่ย 150-300 บาทต่อผล ทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

สำหรับประวัติความเป็นมาของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ได้พัฒนาโดยเกษตรกรบ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีประวัติคือ ในปี พ.ศ. 2523 นายสมหวัง มัสแหละ ได้นำพันธุ์ส้มโอจำนวน 3 ต้น มาจากบ้านบราโอ ตำบลประจัน อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เป็นส้มโอที่มีลักษณะผลเหมือนพันธุ์ขาวพวง มีกุ้งเป็นเนื้อสีชมพูค่อนข้างแดง ผลมีขนาดใหญ่ แต่มีรสขม แต่เมื่อนำมาปลูกที่บ้านแสงวิมาน ปรากฏว่าให้ผลผลิตและมีรสชาติหวานขึ้น ผิวผลมีสีเขียวเข้ม และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วผลคล้ายกำมะหยี่ จากนั้นได้มีการปรับปรุงคุณภาพสายพันธุ์โดยการคัดเลือกสายพันธุ์ ซึ่งใช้เวลาหลายปี ในที่สุดก็ได้ส้มโอที่มีคุณภาพดี จึงมีการตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ เป็น “ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม”

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอยังขาดความรู้ในด้านการจัดการสภาพการผลิต การจัดการศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่สม่ำเสมอและมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช นำโดยนักวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 จนถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาการจัดการสวนโดยวิธีผสมผสานทั้งด้านการจัดการสวน การจัดการศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เข้าไปทดสอบ และขยายผลในพื้นที่เกษตรกร เพื่อการพัฒนางานวิจัยสู่เกษตรกรอย่างแท้จริง ปัจจุบันทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช ได้จัดทำปฏิทินระยะเวลา เพื่อเป็นคำแนะนำการจัดการสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เฉพาะพื้นที่แก่เกษตรกรเพื่อนำไปปรับใช้ ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตส้มโอที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารพิษ ช่วยลดต้นทุนการผลิต สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการช่วยให้เกิดการผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ที่ยั่งยืนต่อไป

จริงไหม คลินตัน ชอบโกหก ย้อนตำนาน ซิการ์ Blue Dress เขย่าทำเนียบขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787667

 

หากไม่นับความพ่ายแพ้แบบหมดรูป ในศึกชิงบัลลังก์ทำเนียบขาว จนทำให้เจ้าตัวถึงกับต้องหล่นวาทะ ….

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย สำหรับดิฉัน ….ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉัน อยู่แต่กับหนังสือและสุนัข โดยที่แทบไม่อยากจะออกมาจากบ้านเลย”

อีก 1 เรื่อง ที่ทำให้ นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน สุภาพสตรี ผู้หวิดจะได้เป็น Madam President คนแรกในประวัติศาสตร์ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างที่สุดอีก 1 เรื่อง คงหนีไม่พ้น เรื่องที่ สามี MR.President ตัวดี ไปก่อวีรเวร ทางกามารมณ์ ใน เอ่อ……. ทำเนียบขาว สถานที่ราชการสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

อืม…ทำเนียบขาว สถานที่ ที่อเมริกันชนทั้งผองภาคภูมิใจ บ้านของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา สถานที่สำคัญ ที่จะถูกใช้สำหรับการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ของประเทศที่ถูกห่มไปด้วยทุกอณู แห่งเสรีภาพ ภราดรภาพ ประชาธิปไตย และการยอมรับเสียงส่วนใหญ่

ใครจะเชื่อว่า ชายหนุ่มรูปหล่อ มากเสน่ห์และความรู้ แถมนั่งกุมตำแหน่งทรงอำนาจ ถึงขนาด หากตัดสินใจกดปุ่มเพียงปุ่มเดียวก็สามารถทำลายล้างโลกใบนี้ได้ ….

จะไปทำอะไรเลยเถิดกับ หญิงสาว ที่เวลานั้น อยู่ในสถานะเพียง “เด็กฝึกงาน” ซ้ำ ยังถูก อดีตสุภาพสตรีหลายเลข 1 ตราหน้าว่า “เป็นพวกงี่เง่าที่หลงตัวเอง”

….แต่หากใครไม่เชื่อ …..

ก่อนจะเหวี่ยงสายตาลงไปอ่านในบรรทัดต่อไป ขอแนะนำว่า ลองไปใช้ อากู๋ ค้นหารูปเก่าๆ หรือ ดูรูปสมัยวัยหนุ่ม ของ MR.President ผู้นี้ ที่อยู่ด้านล่างนี้ดีกว่า ว่า …..MR.President นามว่า วิลเลี่ยม เจฟเฟอร์สัน คลินตัน ที่ 3 นั้น ทรงเสน่ห์อย่างล้นเหลือกับเพศตรงข้ามมากมายขนาดไหน?


บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เอาล่ะ …. ก่อนที่จะเล่าต่อไป?

อยากให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่าน ลองจินตนาการไปพร้อมๆ กันก่อนว่า หากคุณถูก Barbara walters นักข่าวสาวและพิธีกรชื่อดังที่สุดคนหนึ่งของโลก (หากนึกไม่ออก Barbara walters คือใคร….ให้จินตนาการว่า คุณ กำลังถูก เจ๊ยุ ยุวดี ธัญญสิริ หรือ เจ๊ฟอง ฟองสนาน จามรจันทร์ สุดยอดนักข่าวสาวของสยามประเทศ) จ้องหน้าเขม็งแล้วถามด้วยประโยคเชือดใจ ในรายการสัมภาษณ์ ที่มีเรตติ้งการรับชมสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอเมริกา … ซึ่งว่ากันว่า มีอเมริกันมุงให้ความสนใจรับชม ณ เวลา นั้น มากถึง 75 ล้านคน ว่า…

หากคุณมีลูก ….คุณจะบอกลูกว่าอย่างไร… เกี่ยวกับสัมพันธ์ที่ไม่ปกติกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา?

เจอคำถามแบบนี้ เป็นคุณ …..คุณจะตอบว่าอย่างไร?…. ทดคำตอบไว้ในใจกันก่อน แล้ว ประเดี๋ยวตอนท้ายของสกู๊ปชิ้นนี้ จะมาเฉลยทุกท่าน ภายหลังว่า สาววัย 20 ต้นๆ ในเวลานั้น คือ โมนิก้า ลูวินสกี้ หรือ คนงี่เง่าที่หลงตัวเอง ตามคำนิยาม ของ ผู้เฉียดจะได้เป็น Madam President ….จะตอบว่าอย่างไร?

เอาล่ะ! เราไปมุดรั้วทำเนียบขาว ย้อนรอยความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติ ระหว่าง MR.President กับ เด็กฝึกงานทำเนียบขาว ภายในห้องทำงานรูปไข่ กันดีกว่า…


บิล คลินตัน

เรื่องสุดอื้อฉาวคาววิปริตกามารมณ์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันชน จนหวิดทำให้ MR.President ตกเก้าอี้ มันเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 3 ต.ค.1997 เมื่อสาวสวยวัยขบเผาะ โมนิก้า ลูวินสกี้ วัย 23 ปี เด็กฝึกงานของทำเนียบขาว โทรศัพท์คุยกับ เพื่อนสาวคนสนิท ลินดา ทริป เพื่อปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาความรักของเธอ

หากแต่…ชายที่ทำให้เธอทุกข์ใจนั้น หากใช่ หนุ่มเปล่าเล่าเปลือย หากแต่เป็นชายที่มีภรรยาและลูกแล้ว ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ชายคนดังกล่าวคือ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา แถม ณ เวลานั้น ยังถือเป็นประธานาธิบดีหนุ่มที่มีผลงานดีเด่น ฉุดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังดิ่งเหวหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย ไปสู่ความรุ่งโรจน์ จนครองใจชาวมะกัน ได้รับความนิยมสูงถึง 55% ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ น้อยคนนักที่จะป๊อปปูลาร์มากถึงขนาดนี้ ในยามที่แผ่นดินแห่งเสรีภาพ ปราศจากศึกสงครามภายนอก

แล้วเหตุใดการสนทนาระหว่างสองสาว จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นได้ น่ะหรือ?

นั่นก็เพราะ ….ลินดา ทริป ดันแอบอัดเสียงการสนทนาดังกล่าว ที่มีการขุดหลุมล่อให้ ชู้รักของท่านประธานาธิบดี เอ่ยถึง รายละเอียดความสัมพันธ์ทางเพศของทั้งสองคน เอาไว้น่ะสิครับท่านผู้ชม!

และก็ให้บังเอิญเสียเหลือเกินว่า ณ เวลานั้น ….หญิงสาวอีกรายนาม พอลล่า โจนส์ กำลังขึ้นโรงขึ้นศาลในคดีใต้สะดือ กับ ท่านประธานาธิบดีหนุ่ม อยู่พอดิบพอดี

ทนายของพอลล่า โจนส์ ซึ่งกำลังเพียรพยายามหา “พยาน” และ “ข้อมูลต่างๆ” มาสู้คดี ได้ติดต่อไปยัง ลินดา ทริป โดยหวังในตอนแรกเพียงว่า น่าจะได้อะไรดีๆ มาบ้าง เนื่องจากในช่วงนั้น ลินดา ทริป อ้างว่า เคยพบเห็นหญิงสาว ในสภาพหน้าตาผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่ง เดินออกมาจากห้องทำงานของท่านประธานาธิบดีหนุ่ม อย่างน่ามีเลศนัย มาแล้ว

ทุกอย่างจึง โป๊ะเชะ!

แทนที่ ทนาย จะได้เพียงข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ก็กลับได้ ข้อมูลอื้อฉาว ช็อกทั้งชาวมะกันและชาวโลกไป แถม ลูวินสกี้ ยังถูกเรียกตัวไปให้การในคดี ของ พอลล่า โจนส์ เสียอีกด้วย คราวนี้ ….. เรื่องใต้สะดือของ MR.President จึงไม่ใช่เรื่องแอบกินกันลับๆ ได้อีกต่อไป

เพราะแม้ ลูวินสกี้ จะให้การในคดี ของ พอลล่า โจนส์ ว่า “เธอมิได้มีสัมพันธ์สวาท” กับ บิล คลินตัน แต่ เทปบันทึกการสนทนาที่ ลินดา ทริป มีไว้ในมือนั้น ลูวินสกี้ ได้ยอมรับว่า ท่านประธานาธิบดี ได้หว่านล้อมให้ ทั้ง ลูวินสกี้ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางคน พูด “โกหก”

และหลังจากนั้น เมื่อ ลินดา ทริป นำเทปบันทึกเสียงสุดอื้อฉาวนี้ ส่งไปให้กับ เคนเนธ สตาร์ ที่ปรึกษาอิสระ คู่อริของครอบครัวคลินตัน ที่พยายามเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลเรื่องการทำธุรกิจ ของทั้ง บิล และ ฮิลลารี แบบกัดไม่ปล่อยตั้งแต่สมัย บิล คลินตัน ยังเป็นผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ

ข้อมูลเด็ดจึงตกอยู่ในมือคนที่ใช่ ในที่สุด!


ห้องทำงานรูปไข่

อย่างไรก็ดี ในช่วงแรกๆ ที่มีข่าวอื้อฉาวนี้ สื่อมวลชนในอเมริกา ยังไม่สู้ให้ความสนใจนัก เนื่องจากเห็นว่า น่าจะเป็นเพียงข่าวสาดโคลนที่ไร้หลักฐาน ของ วงการเมืองที่ไม่ว่าจะอยู่แห่งใดในโลก ข่าวทำนองนี้ ก็มีให้เห็นอยู่ดาษดื่นเป็นปกติอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าใครจะถามสักกี่ครั้ง ท่านประธานาธิบดีผู้อื้อฉาว จึงยังสามารถกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำ ด้วยสีหน้าแววตาสุดแข็งกร้าว ว่า ….

“ผมไม่เคยมีสัมพันธ์ที่ไม่ปกติ หรือ มีเพศสัมพันธ์ กับ ผู้หญิงคนนั้น” อึม…..ไม่…แม้แต่จะเอ่ยถึงชื่อ ของสาวคู่กรณี

แถมส่วนใหญ่ที่ท่านประธานาธิบดี กล่าวประโยควรรคทองนี้ ก็จะมีศรีภรรยาสุดที่รัก ฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน ปรากฏกายประหนึ่งเครื่องการันตีข้อเท็จจริงอยู่เบื้องหลัง เสมอๆ รวมถึง SHE ยังช่วยให้สัมภาษณ์ในรายการดังๆ ของสหรัฐฯ ด้วยว่า เรื่องนี้ …

“เป็นแค่เกมการเมืองของฝ่ายตรงข้าม เพื่อหวังโค่นล้มสามีผู้น่าสงสาร ออกจากตำแหน่ง”

และแม้กระทั่ง! ภายใต้การกล่าวคำสัตย์สาบาน ต่อคณะลูกขุนใหญ่ ก่อนตอบคำถามของ ทนายพอลล่า โจนส์ ท่านประธานาธิบดี ก็ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับ ลูวินสกี้ เอาไว้ว่า

“ผมไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ กับ โมนิก้า ลูวินสกี้ ผมไม่เคยเป็นชู้กับเธอ”

สองสามีภรรยา มั่นอกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมเกิน 150%

แต่แล้ว…ทุกอย่าง ก็กลับตาลปัตร! จนแทบทำให้ชายผู้กล้า กล่าวยืนยันหลังการให้คำสัตย์สาบาน ต่อ คณะลูกขุนใหญ่ และสภาคองเกรส ว่า มิได้เป็นชู้กับเด็กฝึกงาน ก็แทบจะต้องหกคะเมนตกจากเก้าอี้ นั่นเป็นเพราะ ไอ้ที่มั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกินว่า มันเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล น่ะ เอา จริงๆ แล้ว มันดันเกิด “มี” ขึ้นมาน่ะสิ!

ก็จะไม่มีไปได้อย่างไร…. ในเมื่อชู้รักท่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดันหลงเชื่อเพื่อนรัก ลินดา ทริป เก็บเครื่องแต่งกาย ที่เปื้อนน้ำอสุจิ ของ MR.President

ขณะ….เอ่อ….ทำออรัลเซ็กซ์ให้ท่านผู้นำ เอาไว้จริงๆ!

และที่สำคัญ ลูวินสกี้ ที่ในช่วงแรกยังหลงหัวปักหัวปำ MR.President จนไม่ยอมให้ความร่วมมือ กับ เคนเนธ สตาร์ กลับเปลี่ยนใจยอมเอาเรื่อง ชู้รักของเธอในที่สุด ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า เธอจะไม่ได้รับโทษ จากการให้การเท็จ ว่า ไม่มีความสัมพันธ์กับ บิล คลินตัน ในคดี พอลล่า โจนส์ ก่อนหน้านี้


ชุดเดรสสีน้ำเงิน

ฉะนั้นฉะนี้แล….. ชุด Blue Dress ยี่ห้อ GAP หลักฐานชิ้นหนึ่งที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก จึงถูกส่งถึงมือ เคนเนธ สตาร์ ในที่สุด! และที่สำคัญเมื่อ FBI นำไปตรวจสอบ สองสามีภรรยาคลินตัน ที่ยืนกรานปากแข็งมาตลอด ก็แทบจะต้องแทรกแผ่นดินหนี

เพราะชุด Blue Dress เปื้อนน้ำกามอันโด่งดังนี้ มันดันไปมี DNA ของ ท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 42 เข้าจริงๆ แถมชู้รักสาว ยังได้บรรยายพฤติกรรมทางเพศชวนสยิวของท่านผู้นำอย่างละเอียดลออ ว่า เกือบทั้งหมดมันเกิดขึ้นที่ ห้องทำงานรูปไข่ ที่ The white house สถานที่ราชการ เอาเสียด้วย! พลังทำลายจากชุด Blue Dress ที่ยิงเข้าใส่ทำเนียบขาวนี้ มีพลานุภาพการทำลายล้างรุนแรงเสียยิ่งกว่า ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก นับพันๆ ลูก ที่สหรัฐฯประเคนเข้าใส่อิรักในสงครามอ่าวเปอร์เซีย เสียอีก

เท่านี้แหละ! ผู้นำรูปหล่อ จึงต้องจำใจ อ้อมแอ้ม หน้าชาๆ ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ แก้ขวย แต่ก็ทำให้ชาวโลกงงๆ อึ้งๆ ไปตามๆ กันว่า

“ผมได้กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ด้วยการไปมีสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับ คุณลูวินสกี้ จริง แต่เป็นการสัมผัสอย่างลึกซึ้ง และไม่เหมาะสม แต่มันไม่นับว่าเป็น เพศสัมพันธ์ ตามที่ผมเข้าใจ ในช่วงที่ให้การหลังให้คำสัตย์สาบาน ในคดี พอลล่า โจนส์”

พูดง่ายๆ ให้เข้าใจตามประสาชาวบ้านคือ พ่อเจ้าพระคุณ อ้างว่า เพศสัมพันธ์ คือ การร่วมเพศ ในขณะที่ เพศสัมผัส ที่อ้างถึงนั้น มันไม่รวมถึงการที่ เด็กฝึกงานทำเนียบขาว ทำ ออรัลเซ็กซ์ให้ จนไปเปรอะเปื้อน ชุด Blue Dress สักหน่อยพี่น้องชาวอเมริกัน อืม….. (ขออนุญาตไม่ออกความคิดเห็น)

และแม้จนแต้มดิ้นไม่หลุดถึงขนาดนี้ แต่สองสามีภรรยาคลินตัน หาได้เคยแม้แต่จะเอ่ย ถึงคำว่า “ลาออก” เพื่อแสดงความรับผิดชอบเรื่องอื้อฉาวในสถานที่ราชการ รวมถึงการให้การ ที่ก้ำกึ่งเสียเหลือเกินว่า น่าจะเป็นการให้การเท็จภายใต้คำสัตย์สาบาน ต่อ ศาล ในฐานะ MR.President ของ ประเทศแห่งเสรีภาพ ภราดรภาพ และ ประชาธิปไตย หรือ แม้กระทั่ง ความพยายามเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการหว่านล้อมให้คู่ขาสาว และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางคน “โกหก”


ฮิลลารี คลินตัน
เพราะอะไร สองสามีภรรยาคลินตัน ถึงกล้าลุกขึ้นสู้ต่อน่ะหรือ?

คำตอบ คือ ช่วงนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังอยู่ช่วงขาขึ้น ปากท้องอเมริกันชนอิ่ม จากฝีมือของ MR.President รูปงาม อีกทั้ง การเดิมเหลี่ยมคูของฝ่ายตรงข้าม ที่มุ่งเน้น การนำฉากรักสุดวาบหวิวใต้สะดือ ของ ท่านผู้นำและเด็กสาวฝึกงาน ชนิดละเอียดยิบ ราวกับหนังเรตเอ็กซ์มากเกินไป เพื่อหวังประจานให้อายต่อสาธารณชนมากเกินไป แทนที่จะไปให้น้ำหนัก ในประเด็น เป็นถึงผู้นำประเทศ ที่ “เสรีภาพต้องมาก่อน” แต่กลับโกหกประชาชน ให้การเท็จภายใต้คำสัตย์สาบานต่อศาล และแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มากกว่า

ซึ่งผลของการเดินเกมที่พลาดพลั้ง เพราะมุ่งเรื่องใต้สะดือจนเกินงาม ด้วยการนำรายละเอียดการสอบสวน โดยเฉพาะฉากรักสุดพิสดารในทำเนียบขาวเผยแพร่ต่อสาธารณชนบนเว็บไซต์ เพื่อหวังให้ สองคลินตัน “ได้อาย”

เรื่องหมิ่นเหม่ศีลธรรมและหลักธรรมาภิบาลของผู้นำประเทศที่เกิดขึ้น ….ในสายตาของอเมริกันชนส่วนใหญ่ จึงเห็นว่า มันเป็นเพียง เรื่องเม้าท์มอยใต้สะดือ ที่แสนสนุกปาก ประหนึ่ง….มันก็แค่ ผู้ชายคนหนึ่งเกิดไปมีชู้กับผู้หญิงในที่ทำงาน ก็แค่นั้น! และในเมื่อเจ้าตัวยอมรับ และไม่อายที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อมันก็จบมั่ง ไม่เห็นเป็นอะไร!

…… พูดง่ายๆ ผลงานที่ทำไว้ กลายเป็นเกราะป้องกัน บิล คลินตัน ไปซะงั้น!….

แบบนี้ ก็ได้หรือ….?


หลังมีข่าวสัมพันธ์สวาท ประธานาธิบดี คลินตัน ก็ถูกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติขับออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม ปี 1998

เอาล่ะ! เมื่อท่านผู้นำเมินเฉย แถมยังจัดอีเวนต์ ควง สุภาพสตรีหมายเลข 1 ไปปรากฏตัวต่อสาธารณชนตามสถานที่ต่างๆ เพื่อ “สร้างภาพ” ครอบครัวสุดอบอุ่น และภรรยาแสนดีผู้พร้อมจะให้อภัยสามีผู้มักมากสุดถี่ในช่วงนั้น

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง …….มีเสียงซุบซิบนินทาจากบรรดาทีมงาน ว่า ท่านผู้นำคลินตัน ต้องนอนที่โซฟาชั้น 2 ของทำเนียบขาว แทนที่จะเป็นเตียงในห้องนอน นานกว่า 3 เดือน ในช่วงที่เกิดเรื่องอื้อฉาว ขณะที่ ฝ่ายภรรยา ถึงขนาดสั่งพ่อครัวทำเนียบขาว ทำ mocha cake ของโปรดมากินแก้เครียดหลายชุด และในคราวหนึ่งเมื่อความเครียดพุ่งสูงถึงขีดสุด The first lady ถึงกับต้องออกปาก กับเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า

“I want to go to the pool but I don’t want to see anybody except you”

เมื่อเจอหมากเกมนี้…..เคนเนธ สตาร์ ที่ปรึกษาอิสระคู่อาฆาตตระกูลคลินตัน จึงหอบเอกสารหลักฐานกองเท่าภูเขา ที่ประกอบด้วย กิจกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม 10 ครั้ง และข้อกล่าวหาที่มีสาระสำคัญๆ เช่น การให้การเท็จ การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และความบกพร่องในการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ การหลอกลวงชาวอเมริกันเรื่องกิจกรรมทางเพศ ส่งต่อไปยัง สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการ อิมพีชเมนต์ (Impeachment) ขับออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

พร้อมกับคำสำทับสำคัญ…ที่ว่า

“หากเรื่องนี้ เป็นเพียงเรื่องชู้สาว เช่นนั้นแล้ว คดีวอเตอร์เกต (คดีที่ อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน สั่งคนไปขโมยข้อมูลการหาเสียงคู่แข่งที่สำนักงาน แต่ต่อมาถูกจับได้ว่าพูดโกหกจนต้องลาออก เพื่อหนีการถูก Impeachment ในที่สุด) ก็คงเป็นเพียง คดีย่องเบาธรรมดาๆ เท่านั้น”


บิล คลินตัน และฮิลลารี คลินตัน

แต่ในที่สุด ที่ประชุมวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา ก็เชื่อถือในข้อแก้ต่างทีมทนายบิล คลินตัน ที่แก้ต่างในข้อหาสำคัญเรื่องการเบิกความเท็จ ต่อ คณะลูกขุนใหญ่ (เทียบกับของไทยเรา ก็คือ การให้การเท็จในศาล) ซึ่งถือเป็นข้อหาที่สำคัญมากๆ ในฐานะผู้นำประเทศ ที่ว่า ….

“แม้การให้การเท็จ จะเป็นทำผิดร้ายแรง แต่ความผิดนี้ ก็ไม่สมควรนำมาเพิกถอน สิทธิของชาวอเมริกัน ที่ไปลงคะแนนในการเลือกตั้ง” เอ่อ….. ฟังคุ้นๆ เหมือน มีนักการเมือง ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยกล่าวเอาไว้เสียเหลือเกิน

อย่างไรก็ดี ก็แบบ…ที่ทราบๆ กัน….ท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา คนที่ 42 ก็รอดพ้นจาก กระบวนการถูกถอดถอนจากตำแหน่งในที่สุด

หากแต่…..แม้จะพ้นผิดและผลักไสเรื่องฉาวทั้งหมด ไปว่า เป็นเพียง “กลเกมทางการเมือง” ของฝ่ายตรงข้าม แต่ความมัวหมองจากการ “พูดไม่จริง” ของ สองสามีภรรยาคลินตัน ก็ได้ทำให้เกิดภาพจำในใจอเมริกันชนมาตลอดนับแต่นั้นเป็นต้นมาว่า “พวกคลินตัน” ชอบพูดโกหก ไม่จริงใจ และไว้ใจไม่ได้

ฉะนั้น …จึงไม่น่าแปลก ที่ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ มะกันชนส่วนหนึ่ง จึงยังมอง ฮิลลารี คลินตัน ด้วยสายตาเช่นนั้นอยู่ และน่าจะเป็นอีกเหตุผลสำคัญหนึ่ง ที่ทำให้สหรัฐอเมริกา จึงยังคงว่างเว้นจาก Madam President คนแรกต่อไป!

อ่อ เกือบลืม….! สำหรับคำตอบ ของ ลูวินสกี้ ต่อคำถาม ที่โปรยไว้ตอนต้นสกู๊ปที่ว่า

“หากคุณมีลูก ….คุณจะบอกลูกว่าอย่างไร… เกี่ยวกับสัมพันธ์ที่ไม่ปกติกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา?”

ลูวินสกี้ ได้ตอบคำถามสำคัญนี้เอาไว้ว่า ….. “sorry …Mommy made a big mistake”


โมนิกา ลูวินสกี้ หญิงสาวที่ ‘ฮิลลารี คลินตัน’ ไม่มีวันลืม

ไทม์ไลน์ความสัมพันธ์ระหว่าง ลูวินสกี้ และ บิล คลินตัน

เริ่มต้นมาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2538 โดยขณะนั้น เธอมีอายุเพียง 22 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกหัดทำเนียบขาว โดยทั้งคู่มีความสัมพันธ์รวมกันทั้งสิ้น 10 ครั้ง ภายในห้องทำงานรูปไข่ ทำเนียบขาว

15 พ.ย.2538 มีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรก ที่ห้องหนังสือภายในห้องทำงานรูปไข่ 2 ครั้ง ครั้งแรก แค่กอดจูบกัน ครั้งที่ 2 เลวินสกี้ ทำออรัลเซ็กซ์ให้ ขณะที่ คลินตัน ใช้มือสัมผัสและจูบหน้าอก รวมถึง ใช้มือล้วงเข้าไปสัมผัสอวัยวะเพศโดยตรง

17 พ.ย.2538 เลวินสกี้ ทำ ออรัลเซ็กซ์ให้ ในห้องน้ำส่วนตัว นอกห้องหนังสือภายในห้องทำงานรูปไข่ โดยครั้งนี้ คลินตัน รูดซิปกางเกงตัวเองและโชว์อวัยวะเพศกับเธอ

31 ธ.ค.2538 คลินตัน พา เลวินสกี้ เข้าไปภายในห้องทำงานรูปไข่ จากนั้น ได้เลิกเสื้อชั้นใน และใช้มือลูบไล้ และจูบลงที่หน้าอกของเธอ จากนั้น เลวินสกี้ ได้ทำออรัลเซ็กซ์ ให้กับ คลินตัน อีกครั้ง บริเวณทางเดินนอกห้องหนังสือในห้องทำงานรูปไข่

7 ม.ค.2539 คลินตัน โทรศัพท์ไปที่บ้าน เลวินสกี้ และชวนเธอมาที่ห้องทำงานรูปไข่ เมื่อมาถึง ก็ถูก คลินตัน พาตัวไปที่ ห้องน้ำส่วนตัว จากนั้นได้ใช้ปากและมือลูบไล้หน้าอก จากนั้น เลวินสกี้ ก็ทำออรัลเซ็กซ์ให้อีกครั้ง แต่หลังจากนั้น คลินตัน ต้องการที่จะทำออรัลเซ็กซ์ให้ แต่เธอปฏิเสธ โดยอ้างว่ามีประจำเดือน

21 ม.ค.2539 เลวินสกี้ มาพบ คลินตัน ที่ห้องทำงานรูปไข่อีกครั้ง คราวนี้ คลินตัน ได้ยกตัวเธอขึ้น และทำการลูบไล้หน้าอกเธอ จากนั้น คลินตัน ได้รูดซิปกางเกงลง และโชว์อวัยวะเพศ เลวินสกี้ จึงได้ทำออรัลเซ็กซ์ให้เขา บริเวณทางเดินนอกห้องหนังสือในห้องรูปไข่

4 ก.พ.2539 คลินตัน เรียก คู่ขา มาพบอีกครั้งในช่วงบ่าย จากนั้น ได้เลิกเสื้อผ้าและชุดชั้นในเธอขึ้น แล้วใช้มือกับปากลูบไล้หน้าอกของเธอ นอกจากนี้ยังได้ใช้มือสัมผัสอวัยวะเพศของเธอ จากนั้น เลวินสกี้ ก็ได้ทำออรัลเซ็กซ์ให้ คลินตัน อีกเช่นเดิม

31 มี.ค.2539 คลินตัน ได้เรียกเธอมาพบที่ห้องทำงานรูปไข่ ครั้งนี้ เลวินสกี้ ไม่ได้ทำออรัลเซ็กซ์ให้คลินตัน แต่ คลินตัน ยังใช้มือและปากกับหน้าอกของเธอ จากนั้น ได้ถอดกางเกงในของเธอโยนทิ้ง แล้วใช้มือสัมผัสอวัยวะเพศของเธอ แถมยังใช้ซิการ์สอดเข้าไปภายในอวัยวะเพศของเธอด้วย

7 เม.ย.2539 ที่ห้องหนังสือห้องทำงานรูปไข่ คลินตันใช้มือและปากกับหน้าอก ของ เลวินสกี้ เหมือนเคย จากนั้น คลินตัน ได้ รูดซิปกางเกงลง โชว์อวัยวะเพศ จากนั้น เลวินสกี้ ก็ได้ทำออรัลเซ็กซ์ ให้กับเขา

28 ก.พ.2540 คลินตัน ใช้ เลขาฯส่วนตัว โทรเรียก เลวินสกี้ มาพบที่ทำเนียบขาว ทั้งคู่ได้กอดจูบกันในห้องน้ำคลินตัน จากนั้น ฝ่ายชายได้แกะกระดุมเสื้อเธอออก และลูบไล้หน้าอก จากนั้น ได้ลูบไล้อวัยวะเพศของเธอภายนอก ไม่ได้เป็นการสัมผัสโดยตรง เหมือนที่ผ่านมา

29 มี.ค.2540 เลวินสกี้ มาพบ คลินตัน ที่ห้องหนังสือ ห้องทำงานรูปไข่ คลินตันได้แกะกระดุมเสื้อเธอออก และสัมผัสหน้าอกเธอผ่านเสื้อชั้นใน แล้วใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงใน และใช้มือจับอวัยวะเพศเธอด้วย จากนั้น เธอได้ทำออรัลเซ็กซ์ให้คลินตัน และมีเพศสัมพันธ์แบบใช้อวัยวะเพศโดยตรง

16 ส.ค.2540 ที่ห้องหนังสือห้องทำงานรูปไข่ ทั้งคู่ได้กอดจูบกัน จากนั้น เลวินสกี้ ได้ใช้มือจับอวัยวะเพศของ คลินตัน แต่เป็นการจับผ่านกางเกงของเขา แต่คราวนี้ คลินตัน ปฏิเสธ เมื่อเธอจะทำออรัลเซ็กซ์ให้ และไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ร่วมกัน

28 ธ.ค.2540 คลินตัน พบกับ คู่ขา ที่ห้องทำงานรูปไข่ ครั้งนี้ เป็นเพียงการพูดถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมา และคลินตัน ได้ขอให้พบกันน้อยลงกว่าเดิม และทั้งคู่เพียงแต่จูบกันเท่านั้น

19 ก.พ.2541 ซึ่งตรงกับวันประธานาธิบดีสหรัฐฯ เวลาประมาณ เที่ยงเศษๆ ขณะที่ เลวินสกี้ อยู่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ชื่อ วอเตอร์เกท เธอได้รับโทรศัพท์จาก คลินตัน ด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก บอกขอเลิกความสัมพันธ์กัน ซึ่งเธอได้ขอร้องว่า อยากจะเจอหน้าแล้วค่อยคุยกัน แต่ คลินตัน หลีกเลี่ยงด้วยการบอกว่า ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่ทำงานอีกนานเพียงใด อย่างไรก็ตาม เลวินสกี้ ก็ได้พบ คลินตัน ในทำเนียบขาวอีกจนได้ ในเวลาประมาณ 14.00 น. ซึ่ง คลินตัน ก็ได้บอกอย่างตรงไปตรงมา ว่า เขาไม่คิดว่าความสัมพันธ์อย่างที่เป็นอยู่กับ เลวินสกี้ จะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง จึงอยากจะขอหยุด อย่างไรก็ดี เลวินสกี้ จะยังได้การต้อนรับที่นี่เหมือนเดิม ในฐานะเพื่อนเท่านั้น จากนั้น ทั้งคู่ก็ได้สวมกอดกัน

แต่แล้ว หลังจากบอกเลิกไม่ถึง 1 เดือน…


นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน สุภาพสตรี ผู้หวิดจะได้เป็น Madam President คนแรกในประวัติศาสตร์ ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา

10 มี.ค.2541 คลินตัน ก็ได้แสดงอาการที่จะหวนกลับมาคืนสัมพันธ์สวาทกันอีกครั้ง โดยกล่าวเป็นนัยๆ กับ เธอ ระหว่างที่เธอ พาเพื่อนจากแคลิฟอร์เนีย ไป คารวะประธานาธิบดีในห้องทำงาน

29 มี.ค.2541 คลินตัน โทรศัพท์หาเธอ ที่โต๊ะทำงานเพื่อชักชวนไปดูหนังภายในทำเนียบขาว ที่ฉายต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองงานหนึ่ง แต่ เลวินสกี้ ปฏิเสธ เพราะเกรงว่าจะไม่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ดี เธอ ได้บอกกลับไปว่า เธอสะดวกที่จะพบในวันหยุดสุดสัปดาห์มากกว่า ซึ่ง คลินตัน ก็รับปากว่า จะลองพยายามหาเวลา

เพศสัมพันธ์ทางโทรศัพท์

เลวินสกี้ ให้การว่า เธอ กับ คลินตัน ได้มีเพศสัมพันธ์ผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง โดยเธอ จะเป็นฝ่ายโทรหา คลินตัน


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

หนุ่มเมียนมา ขอลี้ภัยในออสเตรเลีย คลั่ง จุดไฟเผาตัวเองหน้าตู้ATM

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 01:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788071

 

(ภาพจากยูทูบ News Daily Chanel)

ตำรวจออสซี่ เผยเหตุการณ์ระทึก ชายราดน้ำมันจุดไฟเผาตัวเอง ที่หน้าตู้เอทีเอ็มของธนาคารในเมืองเมลเบิร์น จนบาดเจ็บสาหัส และยังพลอยทำให้คนอื่นบาดเจ็บอีกกว่า20 คน เป็นชายหนุ่มชาวเมียนมาที่พยายามขอลี้ภัยอยู่ในออสเตรเลีย เพื่อนเผยคงเป็นเพราะ เครียดจัด เงินสงเคราะห์ไม่เข้าบัญชี

เมื่อ 20พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์สุดระทึก มีชายจุดไฟเผาตัวเองที่หน้าตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย สาขาย่านสปริงเวล ชานเมืองเมลเบิร์น ในประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันศุกร์ที่ 18พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นพอดี เคราะห์ร้าย ถูกไฟไหม้ตามร่างกายได้รับบาดเจ็บ 5 คน และมีผู้บาดเจ็บจากการสำลักควันอีก 21 คน ส่วนชายที่ลงมือราดน้ำมันจุดไฟเผาตัวเอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอยู่ระหว่างการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลนั้น

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียสามารถรถระบุตัวผู้ก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองครั้งนี้ได้แล้ว ว่า เป็นชายหนุ่มชาวเมียนมา อายุ 21 ปีซึ่งพยายามขอลี้ภัยอยู่ในออสเตรเลีย และเพื่อนๆเรียกชื่อเขาว่า นูร์ ขณะที่มีรายงานถึงสาเหตุที่ทำให้ ชายหนุ่มเมียนมาผู้นี้ เกิดอาการเครียดจัดจนลงมือราดน้ำมันเผาตัวเองนั้น เป็นเพราะเงินสงเคราะห์ของเขายังไม่ได้ถูกโอนเข้าบัญชี และเขาเพียรพยายามที่จะถอนเงินนั้นมาตั้งแต่วันที่ 16พ.ย.แล้ว

บีบีซี รายงานว่า ชายหนุ่มเมียนมาคนนี้เดินทางโดยเรือมาถึงออสเตรเลียตั้งแต่ 3ปีก่อน และเขาได้ถูกกักกันตัวฐานเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย บนเกาะคริสต์มาส ในมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวและมีสถานะอยู่ระหว่างการรออนุมัติวีซ่าผู้ลี้ภัย จากนั้นจึงย้ายมายังเมืองเมลเบิร์น โดยตามรายงาน ชายเมียนมาผู้นี้ มีเชื้อสายมุสลิม และถึงแม้เขามีเชื้อสายชาวมุสลิมโรฮีนจาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรัฐยะไข่ อยู่บ้าง แต่ตามประวัติระบุว่า เขาอาศัยอยู่ทางภาคใต้ของเมียนมา

ด้านนายฮาบิบ ฮาบิบ ประธานสมาคมชาวพม่าเชื้อสายโรฮีนจาในออสเตรเลีย เผยกับนสพ.เมลเบิร์น เอจ ว่า นายนูร์ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้ร่างกาย และเพื่อนของเขาบอกว่า สาเหตุที่เขาเครียดเป็นเพราะเงินสงเคราะห์ยังไม่ได้ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคาร จึงทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าที่พัก ส่วน พามีลา เคอร์ ผู้ช่วยเหลือคนพยายามขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เผยกับนสพ.เมลเบิร์น เอจว่า เท่าที่ทราบมานั้น นายนูร์มีปัญหาด้านสุขภาพจิตด้วย

 

ชาวมาเลย์ ‘เสื้อเหลือง’ นัดชุมนุมประท้วงใหญ่ ไล่นายกฯนาจิบ ออกไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 23:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788042

 

ชาวมาเลเซีย ‘เสื้อเหลือง’ ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ ขับไล่นายกฯนาจิบ ราซัคให้ลาออก เคลื่อนขบวนผ่านย่านใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปปักหลักชุมนุมกันที่หน้าตึกแฝดเปโตรนาส ขณะที่อดีตนายกฯมหาเธร์ โมฮัมหมัดมาร่วมชุมนุมด้วย

เมื่อ 19พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ชาวมาเลเซียหลายพันคนสวม เสื้อสีเหลือง เป็นสัญญลักษณ์ ออกมาชุมนุม เดินขบวนประท้วงไปตามท้องถนนย่านใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวง เมื่อวันที่ 19พ.ย. เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ลาออกจากตำแหน่ง จากเรื่องอื้อฉาวที่ตามเล่นงานอย่างหนักมานานกว่าปี ถูกกล่าวหายักยอกเงินของ กองทุน ‘1 มาเลเซีย ดีเวลอปเมนต์ เบอร์ฮัด’ หรือกองทุน วันเอ็มดีบี ซึ่งนายกรัฐมนตรีนาจิบเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมา

ข่าวแจ้งว่า การชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนาจิบลาออก จำต้องย้ายสถานที่ชุมนุม จากตอนแรกซึ่งตั้งใจจะไปชุมนุมกันที่จัตุรัสเอกราช แต่ถูกขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้บรรดาผู้ประท้วง ต้องเคลื่อนขบวน ย้ายไปชุมนุมอย่างสันติ ที่ด้านหน้าตึกแฝด เปโตรนาสแทน จนทำให้การจราจรในบริเวณย่านใจกลางเมืองติดขัดอย่างหนัก เพราะเป็นพื้นที่ที่มีสถานที่สำคัญซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง



‘เสื้อเหลือง’ ผู้ประท้วงชาวมาเลเซียประท้วงขับไล่ นายกฯนาจิบ ราซัค

สำหรับการชุมนุมประท้วงขับไล่ให้นายกรัฐมนตรีนาจิบลาออกเมื่อวันเสาร์ที่ 19พ.ย. มีอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ปัจจุบันอายุ 91ปี  เป็นผู้เรียกร้องให้ผู้ประท้วงออกมาชุมนุมในวันนี้ ภายใต้ชื่อ กลุ่ม‘เบอร์ซีห์ 5.0’ โดยนายมหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่ดำรงตำแหน่งนานสุด ถึง 22ปี  กล่าวว่า พวกเราจะเดินหน้าทำในสิ่งนี้ไม่ว่าจะมีผลอะไรตามมาหรือไม่ก็ตาม และนี่คือสิทธิของประชาชนที่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงปี ที่ผ่านมา ถึงแม้ มีชาวมาเลเซียจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนาจิบลาออก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถเขย่า‘เก้าอี้นายกฯของนายนาจิบ’ได้ และที่ผ่านมา เขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวมาโดยตลอด โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยังมีบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้านและแกนนำการชุมนุมประท้วง โดนจับกุมถึง 11 คนและในจำนวนนี้อย่างน้อย 2 คนถูกควบคุมตัวขณะการชุมนมประท้วง


อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด มาร่วมการชุมนุมประท้วงด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรรีนาจิบต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาวยักยอกเงินจากกองทุน วันเอ็มดีบี ตั้งแต่ปีก่อน และเมื่อเดือนก.ค. 59 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯยังได้ยื่นฟ้องอายัดทรัพย์สินจากการฟอกเงินซึ่ง โยงกับกองทุนวันเอ็มดีบี มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 35,000 ล้านบาท )พร้อมระบุ ‘เจ้าหน้าที่มาเลเซียคนที่ 1’ ได้ประโยชน์สูงสุดจากการฉ้อฉลครั้งนี้ โดยในจำนวนทรัพย์สินที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯยื่นฟ้องอายัดนั้น ยังรวมถึง อสังหาริมทรัพย์หรูหรา ย่านเบเวอร์ฮิลล์ ในลอสแอนเจลิส ที่นิวยอร์ก และลอนดอน อีกทั้งผลงานศิลปะของจิตรกรชื่อดังเช่นโมเนต์และแวนโกะห์ และเครื่องบินไอพ่นบอมบาร์เดียร์ ซึ่งทางการสหรัฐฯระบุว่าซื้อด้วยเงินที่ยักยอกจากกองทุนวันเอ็มดีบี เพียงแต่ในคำฟ้อง ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงนายนาจิบ ทว่ากล่าวเป็นนัยถึง ‘เจ้าหน้าที่มาเลเซียคนที่1’

 

ราคาทองเช้าวันเสาร์ เปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787566

 

ราคาทองวันที่ 19 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท ส่วนทองคำนิวยอร์กปิดร่วง 8.2 ดอลลาร์ รับแรงกดดันจากเงินดอลล์แข็งค่าต่อเนื่อง …

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350.00 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (18 พ.ย.) 8.2 ดอลลาร์ หรือ 0.67% ปิดที่ 1,208.70 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อคืนนี้ ดัชนีดอลลาร์ดีดตัวขึ้นทะลุระดับ 101 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.2003 เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในตะกร้าเงิน เนื่องจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของเฟดได้ออกมาส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยล่าสุด นางเอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี้ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า เฟดควรรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า มากกว่าที่จะปล่อยเวลาให้ล่าช้าออกไป

ขณะที่ นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวเมื่อวานนี้เช่นกัน โดยเขาสนับสนุนการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า และตั้งข้อสังเกตถึงทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า โดยคำกล่าวของนายบูลลาร์ดในวันนี้ สอดคล้องกับที่เขากล่าวเมื่อวันพุธว่า จะเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ ถ้าหากเฟดไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า

การแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดทั้งสองคนมีความสอดคล้องกับที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด กล่าวต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า และจะมีความเสี่ยง หากเฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป เนื่องจากจะทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงเล็กน้อย จากแรงฉุดกลุ่มผู้ผลิตยา-เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787487

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันศุกร์ จากแรงฉุดของบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยา และเทคโนโลยี ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า แรงหนุนหลังการเลือกตั้งสูญเสียพลัง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 พ.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 35.89 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 18867.93 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 5.22 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 2181.90 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 12.46 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 5321.51 จุด

นายปีเตอร์ คาร์ดิลโล จากบริษัทการเงิน เฟิร์สต์ สแตนดาร์ด ไฟแนนเชียล ระบุว่า แรงหนุนจากชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจกำลังจางหายไป เนื่องจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ และการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล

ดาวโจนส์ถูกฉุดโดยการลดลงของหุ้นบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยา เช่น เมอร์ก, ไฟเซอร์ และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน หุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีก็ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้ดึงแนสแด็กร่วง.

 

เพิ่มเมนูข้าวเสิร์ฟบนเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787306

 

“พาณิชย์”ผนึกกำลังการบินไทยเปิดพื้นที่ช่วยชาวนา

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัทการบินไทย จำกัด ได้แสดงความต้องการช่วยเหลือชาวนา โดยจะซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่านองค์การคลังสินค้า (อคส.) แล้วนำไปกระจายและจำหน่ายต่อในหลายช่องทาง ทั้งการขายผ่านสหกรณ์และร้านค้าของการบินไทย โดยเบื้องต้นคาดว่า จะมีปริมาณการสั่งซื้อหลายตัน และพร้อมที่จะซื้อเพิ่มขึ้น หากมีความต้องการเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังได้กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิของไทยยังได้รับรางวัลสุดยอดข้าวยอดเยี่ยมของโลก หรือเวิลด์เบสต์ไรซ์อวอร์ด ปี 2016 ในงานการประชุมข้าวโลก ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16-18 พ.ย.ที่ผ่านมา อันดับ 2 คือข้าวหอมมะลิของกัมพูชา และอันดับ 3 คือข้าวหอมมะลิจากสหรัฐอเมริกา

ด้านเรืออากาศเอกกนก ทองเผือก ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัทการบินไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์ฯมีสมาชิกกว่า 20,000 คน เบื้องต้นได้สอบถามสมาชิกสหกรณ์แล้วว่ามีความสนใจสั่งซื้อข้าวจากชาวนามากน้อยเพียงใด ซึ่งพบว่าสนใจมาก จึงมีแผนที่จะสั่งซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่าน อคส.มาจำหน่ายในร้านค้าสหกรณ์ในราคาตลาด เพื่อเป็นอีกช่องทางการจำหน่ายข้าวช่วยชาวนา

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเปิดพื้นที่ฟรีให้ชาวนานำข้าวมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้ซื้อและพนักงานการบินไทย ทั้งการบินไทย สำนักงานใหญ่ สำนักงานหลานหลวง สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสำนักงานในต่างจังหวัดคาดว่าจะเริ่มช่วงต้นสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ครัวการบินไทยมีแผนนำข้าวชนิดใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมในเมนูที่ให้บริการผู้โดยสาร ทั้งข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวก่ำ และข้าวเสาไห้ จากปัจจุบันครัวการบินไทยมีเมนูข้าวที่ให้บริการบนเครื่องถึง 70-80% หรือประมาณวันละ 2 ตัน และส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ.

 

TMA เปิดเวทีแชร์ประสบการณ์การทำดิจิทัลทรานฟอร์แมชั่นในองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787471

 

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย จัดสัมมนา TMA – DAY 2016 Business Transformation: Reinventing the Company for Digital Disruption” ชี้ ทำไมต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหาร การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่ายและบุคลากร 30 พ.ย. ศกนี้…

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เกาะกระแสไทยแลนด์ 4.0 จัดสัมมนา TMA – DAY 2016 Business Transformation: Reinventing the Company for Digital Disruption” ดึงผู้บริหารองค์กรที่มีการนำดิจิทัลทรานฟอร์แมชั่นเข้ามาปรับใช้ภายในองค์กรมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ทำไมต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหาร การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย รวมถึงบุคลากรในองค์กร มุมมองการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นขั้นตอน ในวันพุธที่ 30 พ.ย. ศกนี้

จากสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติของคนทำงาน ที่เป็นเทรนด์ที่สามารถส่งผลกระทบก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของภาคธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถทำงานแบบเดิมๆได้อีกต่อไป การอาศัยเพียงความรู้ความสามารถ ของผู้นำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่ให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์เทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น และเป็นกำลังในการพัฒนา ส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตต่อยอดสู่ความสำเร็จ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Business Transformation คือ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ทุกคนในองค์กร เห็นถึงกระบวนการปรับตัวที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการเข้าสู่ยุคดิจิตอล และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ทางสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ได้จัดงานสัมมนาที่ยิ่งใหญ่ประจำปี “TMA DAY 2016 Business Transformation: Reinventing the Company for Digital Disruption” โดยกำหนดประเด็นสำคัญที่เพื่อให้ผู้บริหารได้เตรียมความพร้อมในการรับมือ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยร่วมร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมอง ในการวางแผนกลยุทธ์องค์กร เพื่อให้ตอบรับกับยุคดิจิตอล จากผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจากองค์กรชั้นนำในประเทศไทย เปิดสัมมนาด้วยเรื่อง Craft Your Modern Business Vision: Transform Or be Obsolete โดย คุณธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็น Transformation in the Digital Vortex โดยคุณอรรถพล อุไรไพรวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาดองค์กร เครือเบทาโกร คุณกึกก้อง รักเผ่าพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คุณสุพจน์ มหพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transform) ธุรกิจแล้ว มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งด้านการตลาด การบริหารทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพที่ได้ประสบความสำเร็จ


งานดังกล่าวจะจัดให้มีขึ้นในวันพุธที่ 30 พ.ย.นี้ เวลา 08.30น.-16.30น. ณ แอทธินี คริสตัลฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ผู้สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.tma.or.th

 

แยก “น้ำมัน-ค้าปลีก” เข้าตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787292

 

ปตท.ยกเครื่องครั้งใหญ่ผุด “โฮลดิ้ง” รับแข่งขัน

บอร์ด ปตท. (PTT) อนุมัติปรับโครง-สร้างธุรกิจครั้งใหญ่ดันบริษัทแม่ ปตท.สู่ “โฮลดิ้ง คัมปานี” เต็มสูบ โอนธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกให้ PTTOR พร้อมเตรียมดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ขายหุ้น IPO ให้ประชาชนทั่วไป ซีอีโอ ปตท.ยันจัดทัพธุรกิจเพื่อความโปร่งใส รองรับการแข่งขันและขจัดครหาอึมครึมเสียที

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท ปตท.ได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. โดยการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ บริษัท ปตท. ธุรกิจค้าปลีก จำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (PTTOR) และให้ PTTOR เป็นบริษัทแกน (Flagship Company) ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก และมีแผนนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสนอขายหุ้นสามัญของ PTTOR ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) คณะรัฐมนตรี และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท.ด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังการขายหุ้น IPO ทาง PTT จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ PTTOR อย่างน้อย 45% โดย PTT และ PTTOR จะกำหนดหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจหุ้น IPO ของ PTTOR จะกระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงมากที่สุด
นายเทวินทร์กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ไป ปตท.จะเสนอเรื่องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเห็นชอบ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณาอนุมัติเป็นลำดับควบคู่ไปกับการเสนอให้ผู้ถือหุ้นให้ความเห็นชอบในการประชุมสามัญประจำปีในเดือน เม.ย.2560 เพื่อดำเนินการจัดตั้งบริษัทดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นการแยกธุรกิจของ ปตท.ครั้งแรกนับตั้งแต่ตั้งกิจการมาเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ส่วนพนักงานในธุรกิจน้ำมัน 1,500 คน ปตท.มีทางเลือกให้ตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่กับบริษัทที่จัดตั้งใหม่หรือยังต้องการเป็นพนักงาน ปตท.ต่อไป

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท.ครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความชัดเจน โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท.ในสายตาสาธารณชน อีกทั้งช่วยให้หน่วยธุรกิจน้ำมันมีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสามารถปรับตัวกับสถานการณ์การแข่งขันที่สูงขึ้นได้ทันท่วงที ขณะที่การโอนย้ายทรัพย์สินของ ปตท.ไปยังบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ หากเป็นทรัพย์สินทางการค้าที่เกิดจากการลงทุนของ ปตท.อาทิ คลังน้ำมันก็จะโอนย้ายไปยังบริษัทใหม่ แต่หากเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการที่รัฐบาลสั่งให้ ปตท.ดำเนินการมาก่อนหน้า อาทิ คลังแอลพีจีเขาบ่อยา จังหวัดชลบุรี จะไม่มีการโอนย้าย “ผมขอย้ำว่า การปรับยุทธศาสตร์ดำเนินธุรกิจดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเข้มแข็งและการเติบโตให้กับ ปตท.และสังคมไทยควบคู่กันอย่างยั่งยืนต่อไป”

สำหรับธุรกิจที่ถูกโอนย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด ประกอบด้วย 1.ธุรกิจน้ำมัน ค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ ค้าเชิงพาณิชย์น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเชื้อเพลิงอื่นๆ อาทิ จำหน่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ และบริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน ในส่วนของราคาขายปลีกน้ำมันและแอลพีจี จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยยังคงเคลื่อนไหวขึ้น-ลงตามกลไกราคาตลาดโลกและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน

สำหรับผลดำเนินงาน งวด 9 เดือนแรกของปี 59 สิ้นสุด ก.ย.59 ของ PTTOR ภายหลังรับโอนกิจการ จะมีรายได้ขายและบริการ 353,613ล้านบาท กำไรขั้นต้น 27,678 ล้านบาท EBITDA 16,945 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13,577 ล้านบาท.

 

สหกรณ์การบินไทย ซื้อข้าวช่วยชาวนา พร้อมเปิดพื้นที่ให้นำข้าวมาขายฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787047

 

พาณิชย์ จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการบินไทย ซื้อข้าวชาวนาขายผ่านสหกรณ์ พร้อมเปิดพื้นที่การบินไทย ให้ชาวนานำข้าวมาขาย คาดเริ่มได้สัปดาห์หน้า ขณะที่ ครัวการบินไทยเตรียมซื้อข้าวชนิดใหม่ เสิร์ฟผู้โดยสาร …

วันที่ 18 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัท การบินไทย จำกัด ได้แสดงความต้องการช่วยเหลือชาวนา โดยจะซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่านองค์การคลังสินค้า (อคส.) แล้วนำไปกระจายและจำหน่ายต่อในหลายช่องทาง ทั้งการขายผ่านสหกรณ์และร้านค้าของการบินไทย โดยเบื้องต้น คาดว่า จะมีปริมาณการสั่งซื้อหลายตัน และพร้อมที่จะซื้อเพิ่มขึ้น หากมีความต้องการเพิ่มขึ้น

ด้าน เรืออากาศเอกกนก ทองเผือก ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มีสมาชิกกว่า 20,000 คน เบื้องต้นได้สอบถามสมาชิกสหกรณ์แล้วว่า มีความสนใจสั่งซื้อข้าวจากชาวนามากน้อยเพียงใด ซึ่งพบว่า มีความสนใจมาก จึงมีแผนที่จะสั่งซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่าน อคส. มาจำหน่ายในร้านค้าสหกรณ์ในราคาตลาด เพื่อเป็นอีกช่องทางการจำหน่ายข้าวช่วยชาวนา นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเปิดพื้นที่ฟรี ให้ชาวนานำข้าวมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้ซื้อและพนักงานการบินไทย ทั้งในการบินไทยสำนักงานใหญ่ สำนักงานหลานหลวง สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสำนักงานในต่างจังหวัด

“ที่ผ่านมา ได้มีการนำข้าวจากชาวนามาขายในสหกรณ์บ้างเป็นบางครั้ง แต่ครั้งนี้จะนำข้าวมาขายในร้านค้าสหกรณ์อย่างถาวร ซึ่งจะมีทั้งในส่วนที่สหกรณ์รับซื้อข้าวจากชาวนามาแพ็กขายเอง และส่วนที่สหกรณ์เป็นตัวประสานเปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาวางขาย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีในช่วงต้นสัปดาห์หน้านี้”

นอกจากนี้ ครัวการบินไทยมีแผนนำข้าวชนิดใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมในเมนูที่ให้บริการผู้โดยสาร ทั้งข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวก่ำ และข้าวเสาไห้ จากปัจจุบันครัวการบินไทยมีเมนูข้าวที่ให้บริการบนเครื่องถึง 70-80% หรือประมาณวันละ 2 ตัน และส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ