เตือนเกษตรกรผู้ปลูกไร่องุ่น เฝ้าระวังโรคราน้ำค้างระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310911

x

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกไร่องุ่น เฝ้าระวังโรคราน้ำค้างระบาด

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนสภาพอากาศเย็นและมีน้ำค้างในตอนเช้า ขณะที่กลางวันแดดจัดและมีอากาศร้อน จึงแนะเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้เฝ้าสังเกตอาการระบาดของโรคราน้ำค้าง มักพบในระยะใบอ่อนเปลี่ยนเป็นใบแก่ อาการที่ใบ เนื้อเยื่อบนใบเกิดแผลสีเหลืองอ่อน หากสภาพอากาศในตอนเช้ามีความชื้นสูง ที่ใต้ใบด้านตรงข้ามแผลจะพบเชื้อราสาเหตุโรคสีขาวขึ้นฟู ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ถ้าโรคระบาดรุนแรง ก้านใบมีแผลช้ำ ใบจะเหลือง แห้ง และหลุดร่วง อาการที่ยอด เถาอ่อน และมือเกาะ มักพบเชื้อราสีขาวขึ้นฟูเป็นกลุ่มปกคลุม ยอดหดสั้น เถาและมือเกาะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้ง อาการที่ช่อดอกและผลอ่อน จะพบเชื้อราสีขาวขึ้นฟูปกคลุม ทำให้ดอกร่วง ช่อดอกเน่า และผลอ่อนร่วง

หากพบโรคเริ่มระบาดให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก และให้เก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค หลีกเลี่ยงการตัดแต่งกิ่งในช่วงฤดูหนาวที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง หรือช่วงที่ฝนตกชุก เพราะโรคจะระบาดรวดเร็วและรุนแรง อีกทั้งไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนสูงเกินไป เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค กรณีพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรวาลิคาร์บ+โพรพิเนบ 5.5%+61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5-7 วัน

เดินเครื่องเสริมเข้มแข็งศก.ท้องถิ่น l เกษตรจับมือพาณิชย์ผลักดัน-เร่งมือ6มาตรการแก้ราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310733

x

เดินเครื่องเสริมเข้มแข็งศก.ท้องถิ่น l เกษตรจับมือพาณิชย์ผลักดัน-เร่งมือ6มาตรการแก้ราคายาง

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ โดยมีการหารือแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก การบริหารจัดการสินค้าเกษตร การส่งเสริม SMEs ไปสู่ New Economy ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร และการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้วางแผนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในระดับภูมิภาคและหน่วยงานในอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่มกราคม 2561 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความก้าวหน้ามาตรการแก้ไขปัญหายางพารานั้น ภายหลังจากเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ 6 โครงการ เพื่อแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ ประกอบด้วย 1)โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการในการเก็บรวมรวมยาง วงเงิน 20,000 ล้านบาท 2)โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา ซึ่งรัฐบาลเห็นชอบแนวทางปฏิบัติการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ในอัตราร้อยละ 0.49 ต่อปี โดยยอดประมาณการตลอดระยะเวลาโครงการฯ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2567 รวมเป็นเงินประมาณการทั้งสิ้น 3,868,000 บาท แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 3,564,000 บาท วิสาหกิจชุมชน จำนวน 304,000 บาท

3)โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินชดเชยค่าเบี้ยประกันแก่สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และค่าบริหารโครงการฯ 4)โครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบตามกรอบวงเงิน 15,000 ล้านบาท

5)โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ โดยรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยให้ กยท. รับซื้อผลผลิตยางพารา ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย หรือยางชนิดอื่นๆ ผ่านทางสถาบันเกษตรกร และเครือข่ายตลาด ของ กยท. ทั่วประเทศ เป้าหมาย 200,000 ตัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2560-30 เมษายน 2561 และ 6)โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต โดยมีเป้าในการลดปริมาณผลผลิตจากทั้งภาคเกษตรกร และหน่วยงานรัฐโดยในส่วนของเกษตรกร ได้กำหนดให้มีแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ด้วยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางรายละ 4,000 บาท เพื่อโค่นยางและปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่น เช่น ไม้ผล ไม้เพื่อการแปรรูป และอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จำนวน 2 แสนไร่ ภายในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2561 นี้ ซึ่งจะเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร

เกษตรฯขันนอตงาน สหกรณ์‘พิษณุโลก’ มุ่งสร้างธรรมาภิบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310731

x

เกษตรฯขันนอตงาน สหกรณ์‘พิษณุโลก’ มุ่งสร้างธรรมาภิบาล

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อประชุมติดตามผลการปฏิบัติงานของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ประจำปี 2561 พบว่า ต้องมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเข้มข้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกำกับและตรวจสอบสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร เพื่อป้องกันปัญหาข้อบกพร่องที่จะเกิดขึ้น โดยการส่งเสริมธรรมาภิบาลในสหกรณ์แต่ละแห่ง เพื่อให้การบริหารจัดการสหกรณ์มีความเสี่ยงลดลงการขับเคลื่อนนโยบาย Smart Agricultural Curve ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อการขับเคลื่อนพัฒนางานสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ การจะขับเคลื่อนงานให้ประสบความสำเร็จนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดจำเป็นต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ก่อนว่าควรจะพัฒนาในเรื่องใด โดยการเจาะลึกเข้าไปในแต่ละสหกรณ์ หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอาชีพและความเข้มแข็งของสมาชิก อย่างไรก็ดี แผนงานต่างๆ ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดจะจัดทำขึ้นต้องนำไปสู่จุดหมายเดียวกัน นั่นคือ การสร้างรายได้ให้กับสมาชิก รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต และบรรเทาปัญหาหนี้สิน เพื่อความกินดี อยู่ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน

คนจนภาคการเกษตรลด14ล. สศก.ชี้ปี’59เหลือ5ล้านคน-สะท้อนประสิทธิภาพโครงการรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310732

x

คนจนภาคการเกษตรลด14ล. สศก.ชี้ปี’59เหลือ5ล้านคน-สะท้อนประสิทธิภาพโครงการรัฐ

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรปีเพาะปลูก 2559/60 ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 160,932 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 2.34 จากผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพืช เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และปศุสัตว์ ขณะที่รายได้เงินสดนอกการเกษตรต่อครัวเรือนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 148,346 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 3.60 จากกิจกรรมนอกภาคการเกษตร เช่น กำไรจากการค้าขาย การรับจ้าง ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดทั้งปี 2560 รวม 309,278 บาท/ครัวเรือน

ขณะที่ครัวเรือนเกษตรมีรายจ่ายเงินสดทางการเกษตร 101,957 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวจากปี 2559 ร้อยละ 1.52 เป็นผลมาจากค่าจ้างแรงงานและราคาปัจจัยการผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของครัวเรือน ลดลงจากปี 2559 ร้อยละ 4.51 เหลือเพียง 141,221 บาท/ครัวเรือน เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคลดลงถึงร้อยละ 10.38 เมื่อนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายแล้วส่งผลให้เงินสดคงเหลือครัวเรือนเกษตรก่อนชำระหนี้ขยับมาขึ้นอยู่ที่ 66,100 บาท/ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.41 ขณะที่หนี้สินครัวเรือนเกษตรอยู่ที่ 123,454 บาท/ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียงร้อยละ 0.62 โดยหนี้สินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในการหมุนเวียนเพื่อทำการผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ จากสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาของเกษตรกรกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด ส่งผลให้จำนวนคนจนในภาคเกษตรลดลงถึง 14.329 ล้านคน จากในปี 2539 ภาคเกษตรมีคนจนอยู่สูงถึง 19.443 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 72.00 ของประชากรภาคเกษตร แต่ในปี 2559 ภาคเกษตรกลับมีจำนวนคนจนลดลงเหลือเพียง 5.114 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 21.67 ของประชากรภาคเกษตรเท่านั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแผนงานโครงการต่างๆ ด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐที่ผ่านมาได้มีส่วนสนับสนุนให้การพัฒนาการเกษตรของประเทศมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตัวเองได้และมีรายได้ที่มั่นคง

รายงานพิเศษ : พด.เปิดความก้าวหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จากการมุ่งเน้นพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310735

รายงานพิเศษ : พด.เปิดความก้าวหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์  จากการมุ่งเน้นพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์

รายงานพิเศษ : พด.เปิดความก้าวหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จากการมุ่งเน้นพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ได้นำไปสู่การปฏิบัติตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ โดยมีกลไกในการให้ความรู้และคำแนะนำ มีการติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ เป็นการบูรณาการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งจัดสรรงบประมาณในการบริหารจัดการโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ตามมติของคณะรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก พร้อมกับใช้ 3 กลยุทธ์ในการดำเนินงาน ได้แก่ 1.กลยุทธ์ ใช้รูปแบบยโสธรโมเดลโดยภาคเอกชน เป็นหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 2.กลยุทธ์ สนับสนุนแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 3.กลยุทธ์ สร้างกลไกและเครือข่ายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติ

นายลักษณ์ กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่เน้นการทำงานในระดับภูมิภาค 6 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคใต้ชายแดน ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงมหาดไทย จึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ระดับภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อประสานการขับเคลื่อนจากจังหวัด กับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนในระดับกระทรวง และคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการระดับภาคทำหน้าที่บูรณาการในภูมิภาค ทั้งในส่วนของการผลิต เรื่องความรู้ เรื่องโลจิสติกส์ เชื่อมโยงตลาดจากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดอื่นๆ หรือจังหวัดเล็กไปจังหวัดใหญ่ มีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ในแต่ละภูมิภาคเป็นพี่เลี้ยง

โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนในระดับกระทรวง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ แผนงาน โครงการ ที่จะต้องรองรับ Agenda และ Function รายละเอียดงบประมาณ ด้านการตลาด การเชื่อมโยงเครือข่าย รวมทั้งการจัดทำโครงการนำร่อง ทยอยไปตามลำดับความสำคัญ เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนระดับภาค เพื่อช่วยกลั่นกรองรายละเอียดแผนงาน สำหรับกลไกการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของประเทศได้มีการเชื่อมโยงตั้งแต่คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด เพื่อให้เกิดการบูรณาการแผนงาน/โครงการ ลงสู่พื้นที่ต่อไป

ด้าน นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการติดตามความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ขณะนี้ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี) มีนโยบายให้แต่ละภาคจัดประชุม เพื่อติดตามความก้าวหน้าและรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรคของแต่ละภูมิภาคในการดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ และจัดทำแผนบูรณาการแต่ละจังหวัดเพื่อเสนอต่อ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีการจัดประชุม ครั้งแรกภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 และครั้งที่ 2 ให้จัดประชุมติดตามความก้าวหน้าภาคเหนือในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายลักษณ์ วจนานวัช เป็นประธาน

โดยการประชุมดังกล่าวทั้ง 2 ครั้ง นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ รับฟังและแลกเปลี่ยน ปัญหาอุปสรรคการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ และแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ เป็นการพบปะกันระหว่าง ผู้ผลิต ผู้ซื้อและหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากการประชุมติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าว นอกจากรับทราบนโยบายในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ และกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคต่อผู้บริหารที่รับผิดชอบนโยบายเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังพบว่าการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ สามารถเผยแพร่สินค้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากการพบปะกันระหว่างผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ผู้รับซื้อ
ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดที่เข้มแข็งขึ้น

เกษตรบูรณาการ : แค่ศูนย์บรรเทาทุกข์ม็อบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310734

เกษตรบูรณาการ : แค่ศูนย์บรรเทาทุกข์ม็อบ

เกษตรบูรณาการ : แค่ศูนย์บรรเทาทุกข์ม็อบ

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขึ้นต้นดูดีกับรายชื่อ รมต. ชุดใหม่ของ ครม. “ประยุทธ์ 5” ที่นำโดยอดีตท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย นักปกครองจอมลุยแห่งแดนสะตอบนปลายด้ามขวานที่รู้เรื่องปัญหาราคาพืชผลยางพารา และปาล์มน้ำมันเป็นอย่างดี อย่างนายกฤษฎา บุญราช ที่มาพร้อมนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ และ นายลักษณ์ วจนานวัช โดยที่ผ่านมา หลังจากรับงานอย่างเป็นทางการ ท่านรัฐมนตรี “กฤษฎา” ในฐานะพี่ใหญ่ ก็แบ่งงานให้น้องๆ ร่วมสายงาน ผ่าครึ่ง แบ่งกันไป รับผิดชอบ

โดยงานนี้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธรหรืออาจารย์ยักษ์ รับทำหน้าที่ดูแลเรื่อของการผลิต ทั้งระบบ ส่วน นายลักษณ์ วจนานวัช ดูแลเรื่องของการส่งเสริม และเสริมส่ง เป้าหมายคือ ให้เกษตรกรไทย จากนี้ไป จะต้องกินดี อยู่ดี ไม่ใช่แค่ราคาคุย เพราะมีเป้าหมายชัดเจน 3 เดือนต้องเห็นผล และที่สำคัญไปกว่านั้น ท่านรัฐมนตรี “กฤษฎา” พูดชัดวันที่เข้ามารับตำแหน่งในวันแรกว่า นายกรัฐมนตรีบอกชัดเจนว่า ครม. ชุดนี้คือ ครม. ชุดปฏิบัติงาน ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ไม่ร้องรำมวย ให้ชกได้ทันที รมว.เกษตรฯจึงได้สั่งการให้ รมช. ทั้ง 2 คน และข้าราชการ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เดินตามแนวนโยบาย 3 ต. คือ ต่อ เติม แต่ง ซึ่งงานที่รัฐมนตรีชุดเดิมวางไว้ ให้เดินต่อได้ทันที ไม่ต้องรีรอ ทั้งเรื่องแปลงใหญ่ การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ที่เป็นปัญหา รวมทั้งการส่งเสริมการพัฒนาการเกษตร เพื่อให้เกษตรพึ่งพา ยืนบนขาตนเองอย่างมั่นคง ตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลัก
คำสอนของพ่อหลวง

และจากการติดตาม การทำงาน ของท่านๆ รมต.เกษตรฯ ใน ครม. ประยุทธ์ 5 เท่าที่มีการติดตาม และสอบถามข้าราชการ ที่ทำงานในกระทรวงเกษตรฯ ตอบตรงกันว่า ขึ้นต้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ทำงาน ร่วมกัน มากว่า 1 เดือน ต้องบอกว่า บายๆ ลาที อึดอัด เพราะแต่ละท่านเดินไปคนละทาง โดยในส่วนของแบงก์ “ลักษณ์” ถึงวันนี้ บอกตรง เป็นได้แค่ ศูนย์บรรเทาทุกข์ม็อบ ที่ปล่อยให้สารพัดม็อบเดินหน้ากระดานเรียงหนึ่งเข้าพบรายวัน เดินเข้าเดินออกกระทรวงเกษตรฯ เป็นว่าเล่น ส่วนใครของจริงของปลอม ไม่อาจเอื้อม เรื่องนี้เป็นเรื่องของทีมงานรัฐมนตรี ต้องแยกแยะเอง แต่เตือนไว้ก่อนหากปล่อยไว้ไม่นานจะเกิดการเอาอย่างกลุ่มไหนก็มาเรียกร้องได้ แล้วจะบานปลายเอาไม่อยู่ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่ศูนย์ “บรรเทาทุกข์ม็อบ” และที่น่าอดสูมากสุด คือเรื่องไม่รู้จักพอเพียงของทีมงานรัฐมนตรีเสียเอง เพราะวันนี้มีเจ้าหน้าที่บางคน บอกว่า จะเอาอะไรกับการแก้ปัญหา ให้กับเกษตรกร เพราะวันนี้ แม้แต่ทีมงานของรัฐมนตรี “ลักษณ์” เองยังไม่ลงตัวสักอย่าง ปรับรายวัน ตั้งแต่การจัดห้อง ปรับทิศทาง ที่นั่งปาเข้าไป 3 สัปดาห์ ยังไม่จบ ไม่สิ้น เรื่องอื่นรอก่อน น่าเศร้าจริงๆ กับพี่น้องชาวไทย

มาอีกเรื่องที่น่าอึดอัด ไม่แพ้กัน นั้นคือเรื่องการเดินสาย ของทีม “รมช.วิวัฒน์” วันนี้หลายกรมบ่นอุบ กับลิ่วล้อ ที่ไปกร่างอวดภูมิกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯแบบไม่ไว้หน้า กลางที่ประชุมในระหว่างมอบนโยบายของท่านรมช. สุดท้ายสรุปว่า แผนงานทุกอย่างที่พวกเจ้าทำมามันบ่ดี เลยต้องปรับแผนทั้งหมด จบใน 1 เดือน ไม่น่าเชื่อ นโยบาย 3 ต. ต่อ เติม แต่ง สุดท้าย เป็นได้แค่ ต้วมเตี้ยม ตกต่ำ ยังไงต้องระวัง มิฉะนั้น คุณอาจไม่ได้ไปต่อ

 

ราชดำเนิน

รมช.กษ.ลุยสารคาม! พบปะกลุ่มเกษตรกร-มอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310713

รมช.กษ.ลุยสารคาม! พบปะกลุ่มเกษตรกร-มอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วม

รมช.กษ.ลุยสารคาม! พบปะกลุ่มเกษตรกร-มอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 16.43 น.

24 ธ.ค.60 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ บ.ดงน้อย ต.พระธาตุ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม มีสมาชิก จำนวน 200 ราย พื้นที่ 3,000 ไร่ ดำเนินการผลิตข้าวปลอดภัย ผลิตข้าวอินทรีย์ และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ ยังคงสนับสนุนการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข็งขัน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินงาน รวมทั้งการปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้เกษตรกรมี ความหลากหลายในการทำการเกษตรต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางในการต่อยอดการทำเกษตรแปลงใหญ่ในการเชื่อมโยงเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น มุ่งหวังให้กลุ่มเกษตรกรนำผลผลิตข้าวมาแปรรูป หรือการให้เกษตรกรเก็บรักษาข้าวไว้ในฉางข้าว ทั้งในระดับครัวเรือน หรือในรูปกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น จะช่วยให้ข้าวถูกปล่อยออกมาตามความต้องการของตลาด ทำให้ไม่เกิดภาวะข้าวล้นตลาดตามมา

นอกจากนั้น นายลักษณ์ เป็นประธานเปิดงาน “นิทรรศการผลงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผลิตภัณฑ์ OTOP ร่วมกับงานพยัคฆ์รำลึก 125 ปี” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 26 ธ.ค.60 ณ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งมีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการ อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดมหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร โครงการชลประทาน สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานสหกรณ์จังหวัด และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน และผู้ประกอบการ ได้นำสินค้ามาจัดทำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ต่อไป

ทั้งนี้ ได้มอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 36,939 ราย จำนวนเงิน 290,913,104.50 บาท ที่ได้อินธิพลจากพายุโซนร้อนเซินกา ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง จึงมีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ในพื้นที่ 12 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย วาปีปทุม กันทรวิชัย ชื่นชม กุดรัง โกสุมพิสัย นาเชือก เมืองมหาสารคาม เชียงยืน นาดูน ยางสีสุราช และบรบือ

กระทรวงเกษตรฯฟิตจัด! ลุยขับเคลื่อนระบบ’เกษตรพันธสัญญา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310533

กระทรวงเกษตรฯฟิตจัด! ลุยขับเคลื่อนระบบ'เกษตรพันธสัญญา'

กระทรวงเกษตรฯฟิตจัด! ลุยขับเคลื่อนระบบ’เกษตรพันธสัญญา’

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 14.26 น.

ผู้ประกอบการแห่เข้าระบบ “เกษตรพันธสัญญา” หรือ Contract   Farming   แล้ว 37 ราย หลังขีดเส้นให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ทำธุรกิจอยู่แล้วขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบ 26 ธันวาคม 60 เป็นวันสุดท้าย กระทรวงเกษตรฯ มั่นใจเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมเกษตรไทยสู่ความเท่าเทียม  ลดการเอาเปรียบ  หนุนเกษตรกรในประเทศแกร่งขึ้น –รายได้เพิ่ม

นายพีรพันธ์  คอทอง   รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า   หลัง“พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560”   มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา  และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศหลักเกณฑ์กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญามาแจ้งการประกอบธุรกิจต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในท้องที่ที่ผู้ประกอบธุรกิจมีสำนักงานแห่งใหญ่หรือมีภูมิลำเนาตั้งอยู่ รวมถึงสามารถแจ้งผ่านในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทางเว็บไซต์ผ่านเว็บไซต์ http://www.opsmoac.go.th/contractfarming ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ประกอบธุรกิจ   อยู่ก่อนแล้ว มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการภายใน 30 วัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 และจะครบกำหนดระยะเวลาแจ้งในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 นั้น

ทั้งนี้  ข้อมูล ณ  21 ธันวาคม 60 ที่ผ่านมาปรากฏว่ามีผู้ประกอบธุรกิจเข้ามาแจ้งประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาแล้วจำนวน 37 รายแบ่งเป็นนิติบุคคล 35 รายและบุคคลธรรมดา 2 ราย ดังนี้  1. บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด  2. บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน)  3. บริษัท พี.เอส.คอนแทคท์ ฟาร์มมิ่ง จำกัด  4. บริษัท เคบีเอส เคน แอนด์ ชูการ์ จำกัด 5. บริษัท ซาคาตะ สยาม ซีด  6. บริษัท ออแกนิค แมทเทอร์ จำกัด 7. บริษัท แวนด้า ซีดส์ จำกัด  8. บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด  9. บริษัท น้ำตาลพิษณุโลก จำกัด  10. บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด  11. บริษัท น้ำตาลสิงห์บุรี จำกัด  12. บริษัท รวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จำกัด 13. บริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด

14. บริษัท ซินเจนทา ซีดส์ จำกัด   15. บริษัทน้ำตาล เอราวัณ จำกัด   16. บริษัท ประสิทธิ์ ฟาร์ม จำกัด  17. บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด 18. บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 19. บริษัท เมล็ดพันธุ์ เอเชีย จำกัด   20. บริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด  21. บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด  22. บริษัท สหฟาร์ม จำกัด

23. บริษัท โกลเด้น ไลน์ บิสซิเนส จำกัด 24. บริษัท ไพโอเนีย ไฮ-เบรด (ไทยแลนด์) จำกัด   25. บริษัท ไทย ฟูดส์ สไวน อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด   26. บริษัท ไทยฟูดส์ คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง จำกัด   27. บริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด   28. บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด  29. บริษัท บิ๊ก ฟู๊ดส์ กรุ๊ป จำกัด   30. บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด  31. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)   32. บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  33. บริษัท ซันฟู้ด อินเตอร์เนชันแนล จำกัด  34. บริษัท ซันฟีด (ประเทศไทย) จำกัด  35. บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด  ส่วนบุคคลธรรมดา  2 ราย ประกอบด้วย 1. นายตุลา ตรงเมธีรัตน์ และ 2. นายธีรเมศร์ สิริพงศ์ศรี

สำหรับการแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา ของผู้ที่ประกอบธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว (รายเดิม) ใกล้จะครบระยะเวลาดำเนินการแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ยังไม่ได้มาแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญารีบมาดำเนินการแจ้งการประกอบธุรกิจให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 เพราะหากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ยังประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาต่อไป โดยที่ไม่ได้มีการแจ้งการประกอบธุรกิจจะมีความผิดและได้รับโทษตามกฎหมาย คือ โทษปรับสูงสุดเป็นจำนวนถึง 300,000 บาท     นายพีรพันธ์  กล่าว

นายพีรพันธ์  กล่าวด้วยว่า  สำหรับขั้นตอนต่อไปการทำสัญญากับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องจัดทำเอกสารสำหรับชี้ชวนและร่างสัญญาที่มีรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด ให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าก่อนเข้าทำสัญญา  เพื่อจะได้ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบเหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งจากการทำสัญญาได้

“กฎหมายเกษตรพันธสัญญา” จึงถือเป็นการเปิดมิติใหม่ ในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบธุรกิจแบบยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้  สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โทร. 0-2281-5955 ต่อ 354 หรือสายด่วน 1170

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด ดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310237

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด  ดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด ดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2515 เกษตรกรในพื้นที่ตำบลปลายกลัด อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รวมกลุ่มกันระดมทุนจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด เพื่อดำเนินธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวมซื้อให้แก่สมาชิก โดยได้รับการส่งเสริมทางด้านองค์ความรู้จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำระบบสหกรณ์มาบริหารจัดการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่ม ทำให้กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัดมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้มาจนถึงปัจจุบัน

นางสานิต โพธิ์พิทักษ์ รองประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด กล่าวว่า สมาชิกส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัดขึ้นมา เพื่อเป็นการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน รวมทั้งใช้เวลาว่างหลังจากการทำนา เพื่อสร้างรายได้เสริม โดยมีเจ้าหน้าที่ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาให้คำแนะนำ ส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการในรูปแบบของสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานและมีการจัดสรรกำไรสุทธิตามระบบของสหกรณ์ นอกจากนี้ ยังให้งบประมาณในการสนับสนุนด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สมาชิกรวมกลุ่มกันเลี้ยงสัตว์ และแปรรูปผลิตภัณฑ์

ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด เมื่อว่างเว้นจากการทำนา สมาชิกจะเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคในครัวเรือน เพื่อเป็นการลดรายจ่าย และหากเหลือจากการบริโภคแล้วก็สามารถนำไปขายสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มกันแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในพื้นที่มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จำหน่าย เช่น ข้าว จะนำมาแปรรูปเป็นข้าวตัง กล้วย จะนำมาทำเป็นกล้วยตาก และไข่เป็ด ไข่ไก่ จะนำมาทำเป็นขนมทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เป็นต้น สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกกลุ่มอย่างเป็นกอบเป็นกำ

นางเตือนจิต กองศรี สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด กล่าวว่า หลังจากหมดฤดูกาลทำนา ตนก็จะปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร เลี้ยงเป็ด ไก่ ปลา กบ ขายเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต คือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เงินทองไม่รั่วไหล พออยู่พอกิน แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว

นอกเหนือจากระบบสหกรณ์จะส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งแล้ว การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในกลุ่ม ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะทำให้เกษตรกรมีภูมิคุ้มกันและสามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นหลัก เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพต่อไป

เกษตรฯเร่งฟื้นสวนยาง9จังหวัดใต้ 6.1หมื่นไร่อ่วมหนักน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310234

x

เกษตรฯเร่งฟื้นสวนยาง9จังหวัดใต้ 6.1หมื่นไร่อ่วมหนักน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรฯเร่งฟื้นสวนยาง9จังหวัดใต้ 6.1หมื่นไร่อ่วมหนักน้ำท่วม จ่ายเงินช่วยเหลือรายละ3พัน

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กยท. ทุกจังหวัดในพื้นที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะเขตภาคใต้ตอนล่าง 9 จังหวัด คือ ยะลา นราธิวาส สงขลา ปัตตานี พัทลุง ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี เร่งดำเนินการสำรวจเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา เพื่อจ่ายเงินสวัสดิการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนรายละ 3,000 บาท พร้อมทั้งแนะนำแนวทางการฟื้นฟูสวนยางอย่างถูกวิธีหลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อให้ต้นยางสามารถให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเปิดกรีดยาง

อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของยางพาราเป็นพืชที่ทนต่อภาวะน้ำท่วมขังได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือนขึ้นอยู่กับอายุยาง ซึ่งเกษตรกรจะต้องเร่งสำรวจว่า ยางพาราเสียหายเท่าไร มีต้นที่ตายแล้วหรือไม่ ถ้าจะปลูกซ่อมทดแทนควรจะปลูกซ่อมเฉพาะต้นที่มีอายุ 1-2 ปี เท่านั้น หากต้นยางอายุมากกว่านี้ไม่ควรปลูกซ่อมเพราะต้นยางจะเจริญเติบโตไม่ทันต้นอื่นๆ เนื่องจากถูกต้นข้างเคียงแย่งแสงแดดและน้ำ

นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการกยท. เขตภาคใต้ตอนล่าง กล่าวว่า พื้นที่สวนยางใน 9 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ถือเป็นพื้นที่หลักในการปลูกยางพาราของประเทศ มีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ทั้งสิ้นจำนวน748,386 ราย คิดเป็นพื้นที่ประมาณกว่า 7.4 ล้านไร่ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีสวนยางได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 61,690 ไร่ ซึ่งกยท. ได้ลงพื้นที่มอบสิ่งของอุปโภค บริโภค บรรเทาความเดือดร้อนแล้ว อย่างไรก็ตาม หากสวนยางได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ต้นยางเสียหายไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่เกษตรกรสามารถติดต่อแจ้งขอรับเงินช่วยเหลือ รายละไม่เกิน 3,000 บาทดังกล่าวได้ภายหลังจากสวนประสบภัยภายใน 15 วัน ณ กยท.สาขาใกล้บ้าน ซึ่งทาง กยท. จะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเร่งด่วน