เปิดการอบรมหลักสูตร Digital Economy ตอบรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291385

เปิดการอบรมหลักสูตร Digital Economy ตอบรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0

เปิดการอบรมหลักสูตร Digital Economy ตอบรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรและวิชาการ (NBTC Academy) และ THE WORLD BANK ได้ตอบรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เดินหน้าสานต่อแผนพัฒนาดิจิทัลให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ จัดพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการไปแล้วสำหรับ “โครงการฝึกอบรมหลักสูตร Digital Economy ประจำปี 2560” โดยได้รับเกียรติจาก ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เป็นประธานเปิดโครงการฯ และ ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติมาร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบาย Thailand 4.0 กับการขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัล” ณ ห้องเดอะแกลเลอรี่ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ

สำหรับการจัด “โครงการฝึกอบรมหลักสูตร Digital Economy ประจำปี 2560” เป็นการจัดอบรมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเทคโนโลยีดิจิทัลกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และสามารถนำไปพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 20 ปี โดยการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นสื่อสารอบรมไปยังกลุ่มเป้าหมายบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 60 ราย ที่มีคุณสมบัติดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหาร มีความสนใจในระบบสารสนเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และมีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี โดยโครงสร้างของหลักสูตรประกอบด้วยการปูพื้นฐานความรู้เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล และการศึกษาเปรียบเทียบเชิงลึกกับกรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมบรรยาย และแบ่งปันประสบการณ์ อาทิ วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, Mr.Randeep Sudan Advisor Digital and Government Analytics World Bank, รศ.ดร.มงคล รักษาพัชรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรับสัญญาณดาวเทียมจุฬาภรณ์, ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร นายกสมาคมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ประธานกรรมการการศึกษาสภาหอการค้าไทย และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, ไพโรจน์ ไววานิชกิจ Country Manager Sterlite Technologies Ltd. (Thailand),นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี Manager Partner,Accentur โดยระยะเวลาในการอบรมทุกวันเสาร์ตลอดเดือนกันยายน และวันจันทร์ที่ 6 ถึงวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09.00-16.00 น. ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ ผู้สนใจติดตามข้อมูลได้ที่ www.nbtcacademy.com

ดร.อุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมปาฐกถาพิเศษ

ดร.อุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมปาฐกถาพิเศษ
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ประธานเปิดโครงการฯ

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ประธานเปิดโครงการฯ

ปาร์ตี้สุดชิคเปิดตัวออดี้ Q5 และ Q7 เอาใจแฟนพันธุ์แท้ที่รักความเร็วและความหรูหรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291388

ปาร์ตี้สุดชิคเปิดตัวออดี้ Q5 และ Q7 เอาใจแฟนพันธุ์แท้ที่รักความเร็วและความหรูหรา

ปาร์ตี้สุดชิคเปิดตัวออดี้ Q5 และ Q7 เอาใจแฟนพันธุ์แท้ที่รักความเร็วและความหรูหรา

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ กก.บริษัท Audi Thailand ร่วมกับพี่ชาย กฤษฎา ล่ำซำ ประธานกก.บ.Audi Thailand ผู้บริหารและผู้นำเข้ารถยนต์ออดี้ ไทยแลนด์ และแขกผู้มีเกียรติ กลินท์ สารสิน, สุธัญญา บุญสูง, ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์, ยุวดี จิราธิวัฒน์ และ อิสระ ว่องกุศลกิจ

เปิดตัวไปแล้วอย่างเรียบหรูอลังการกับรถยนต์ออดี้ (Audi) รุ่นใหม่ล่าสุด Q Series 2017 รุ่น Q5 และ Q7 ซึ่งมาพร้อมกับผู้นำเข้ารายใหม่เซเลบฯคนสวย มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ ที่ตอนนี้หันมาจับธุรกิจยานยนต์ในฐานะกรรมการบริษัท Audi Thailand ร่วมกับพี่ชาย กฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการบริษัท Audi Thailand ผู้บริหารและผู้นำเข้ารถยนต์ออดี้ ไทยแลนด์ โดยได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติและเซเลบฯคนดัง และผู้สนใจจากหลากหลายวงการตบเท้าเข้าร่วมงานปาร์ตี้สุดชิค ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ อย่างคับคั่ง อาทิ ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์, กลินท์ สารสิน, พล.อ.ไพโรจน์-เกล็ดดาว พานิชสมัย, สนั่น อังอุบลกุล, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, ยุวดี จิราธิวัฒน์, ทศ จิราธิวัฒน์, เฉลิมชัย มหากิจศิริ, ศุภกฤต มหาดำรงค์กุล และสุธัญญา บุญสูง โดยมี ชาตริต แย้มนาม รับหน้าที่เป็นพิธีกร และปิดท้ายงานด้วยบทเพลงอันไพเราะจาก ตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย

นวลพรรณ ล่ำซำ กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่ตระกูลล่ำซำ ซึ่งอยู่ในสายธุรกิจการเงิน ธนาคาร ประกันชีวิตประกันภัยมาโดยตลอด ตัดสินใจแตกไลน์มาสู่สายยานยนต์ มั่นใจได้ว่าทีมงานเราได้ทำการศึกษาและเรียนรู้ธุรกิจสายนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถให้บริการกับลูกค้าได้อย่างดีที่สุด ในมาตรฐานเดียวกันกับที่เราดำเนินธุรกิจมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้ารถยนต์ที่หลากหลาย การบริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง อะไหล่รถยนต์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ และรับการอบรมมาเป็นอย่างดี รถยนต์ออดี้รุ่นใหม่ในซีรี่ส์ 2017 นี้ ทั้ง Q5 และ Q7 ทีมงานผู้นำเข้าเราทุ่มเทและตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ และหวังว่า Audi Thailand จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากทุกท่าน”

กฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ธีรคุปต์ ธรรมมณีวงศ์ กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า ความพิเศษของรถทั้งสองรุ่น เป็นเครื่องยนต์ดีเซลขับเคลื่อนอิสระ 4 ล้อ ด้วยระบบ Quattro ที่ตอบสนองทุก lifestyle ของการขับขี่ Q5 35 TDI Quattro ขนาดเครื่องยนต์ดีเซล เพิ่งเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน Q Fascination และในงาน Big Motor Sale

โชว์รูมตั้งอยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในอนาคตจะเพิ่มในพื้นที่กรุงเทพฯอีก 2 แห่ง และในปีหน้าจะขยายไปยังต่างจังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อรองรับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของเรา ส่วนการบริการหลังการขายรถทุกคันจากออดี้จะได้รับ Warranty 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมราคาอะไหล่สมเหตุสมผล สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายขายโชว์รูม ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ 02-0234888 ลูกค้าที่สนใจสามารถทดลองขับได้ที่โชว์รูมถนนเพชรบุรีได้ทุกวัน

นวลพรรณ ล่ำซำ และ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ต้อนรับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

นวลพรรณ ล่ำซำ และ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ต้อนรับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สนั่น อังอุบลกุล และ ยุวดี จิราธิวัฒน์ ร่วมงาน

สนั่น อังอุบลกุล และ ยุวดี จิราธิวัฒน์ ร่วมงาน
พล.อ.ไพโรจน์-เกล็ดดาว พานิชสมัย

พล.อ.ไพโรจน์-เกล็ดดาว พานิชสมัย
ธีรคุปต์ ธรรมมณีวงศ์, กฤษณะกร เศวตนันทน์

ธีรคุปต์ ธรรมมณีวงศ์, กฤษณะกร เศวตนันทน์
สุริยน ศรีอรทัยกุล และลูกชาย

สุริยน ศรีอรทัยกุล และลูกชาย
นวลพรรณ ล่ำซำ กับ ชาคริต แย้มนาม และ นันทิดา แก้วบัวสาย

นวลพรรณ ล่ำซำ กับ ชาคริต แย้มนาม และ นันทิดา แก้วบัวสาย
พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ และ อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอนีโอ

พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ และ อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอนีโอ
ม.ล.อธิฉัตร ฉัตรชัย,อนิรุธ ณ สงขลา และ พุทธิพงศ์ คงรอด

ม.ล.อธิฉัตร ฉัตรชัย,อนิรุธ ณ สงขลา และ พุทธิพงศ์ คงรอด
กมลสุทธิ์-อุษณา ทัพพะรังสี

กมลสุทธิ์-อุษณา ทัพพะรังสี
วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ, อุราภา มาลีนนท์, พิบูลย์เขตร นิธิอนันตภร

วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ, อุราภา มาลีนนท์, พิบูลย์เขตร นิธิอนันตภร

ออล มาย เลิฟ อิส เพ็ท ตอบโจทย์ทุกความรักของคนรักสัตว์เลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291380

ออล มาย เลิฟ อิส เพ็ท ตอบโจทย์ทุกความรักของคนรักสัตว์เลี้ยง

ออล มาย เลิฟ อิส เพ็ท ตอบโจทย์ทุกความรักของคนรักสัตว์เลี้ยง

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อได้ชื่อว่าเป็น ทาสหมา ทาสแมวหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ แล้ว บรรดาทาสทั้งหลายก็ยอมเปย์ไม่อั้นสำหรับเจ้านายตัวน้อยตัวใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร สุขภาพ แฟชั่น หรือจะไปท่องเที่ยวพักผ่อนก็ต้องมองหาที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่สุดเก๋ที่รองรับเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวโปรดด้วย งานนี้ เคทีซี จึงเอาใจทั้งนายและบ่าวด้วยแคมเปญเริ่ดๆ “All my love is Pet” จับมือพันธมิตรรายใหญ่ในหมวดร้านค้าสัตว์เลี้ยง โรงแรม โรงพยาบาลสัตว์ และร้านอาหาร มอบสิทธิพิเศษ 3 ต่อ “ลด ลุ้น รับ” ตอบโจทย์ทุกความรัก สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ตลอดปี 2560 ให้คุณและสัตว์เลี้ยงได้ช็อป ชิลล์ กันอย่างคุ้มค่า

ธีรพจน์ โชคอนันตัง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต เคทีซีหรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากไลฟ์สไตล์ของคนไทยในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ครอบครัวเดี่ยว พฤติกรรมที่เลือกใช้ชีวิตโสดมากขึ้น นิยมมีลูกน้อย หรือไม่มีเลย และส่วนใหญ่จะเลี้ยงสัตว์อย่างเช่น สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่มอบทั้งความรัก การดูแลเอาใจใส่ ไม่ต่างจากเขาเป็นสมาชิกในครอบครัว

“ปัจจุบันจึงเห็นได้ว่ามีสินค้าและบริการสัตว์เลี้ยงเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ หรือร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรมที่พักต่างๆ ที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปใช้บริการร่วมกันได้ รวมถึงอิทธิพลของโซเชียล มีเดีย ที่ช่วยให้การซื้อสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทำได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา และไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่นิยมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีมากขึ้น เนื่องจากความสะดวกปลอดภัย และผลประโยชน์ต่างๆ เคทีซี ในฐานะผู้นำด้านบัตรเครดิตมีความเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง จึงได้จัดแคมเปญดีๆ เพื่อเอาใจคู่ซี้ เพื่อนที่รู้ใจระหว่างคุณกับสัตว์เลี้ยงให้มีความสุขในทุกวัน ด้วยแคมเปญ All my love is PET จับมือกับพันธมิตรในหมวดร้านค้าสัตว์เลี้ยง ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ อาทิ สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ โรงแรม ร้านอาหาร และโรงพยาบาลสัตว์ มอบสิทธิพิเศษ “ลด ลุ้น รับ” รวมถึงกิจกรรมที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของสมาชิก ตลอดปี 2560”

แคมเปญ “All my love is PET” เมื่อสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีที่ร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ จะได้รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ ดังนี้ ต่อที่ 1 รับส่วนลดสูงสุด 50% ต่อที่ 2 เมื่อช็อปผ่านบัตรเครดิตเคทีซีครบทุก 1,000 บาท กับร้านค้าพันธมิตรในหมวดร้านค้าสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ และร้านค้าที่ร่วมรายการ รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับรางวัลดังนี้ รางวัลที่ 1 จี้ปลอกคอทองคำ 99.99% จากโกลด์ มาสเตอร์ (Gold Master) สำหรับประดับปลอกคอสัตว์เลี้ยง มูลค่า 20,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลที่ 2 บัตรกำนัลห้องพักโรงแรม ibis 1 คืน สำหรับ 2 ท่าน มูลค่ารางวัลละ 3,000 บาท จำนวน 20 รางวัล และต่อที่ 3 รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 2% เมื่อใช้จ่าย ณ ร้านค้าพันธมิตรในหมวดร้านค้าสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ และร้านค้าที่ร่วมรายการ

สำหรับพันธมิตรร้านค้าที่เข้าร่วมแคมเปญ “All my love is PET” อาทิ ร้าน เพ็ท เลิฟเวอร์ เซ็นเตอร์ และร้านเพ็ท ซาฟารี, ร้าน เพ็ท คลับ, ร้านเมล็ดข้าว ไอ เลิฟ เพ็ท พร้อมด้วยสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นจากร้าน แอนนิมอล โก ราว, กลิ๊ตเตอร์ พูช, เครื่องประดับทองคำแท้สำหรับสัตว์เลี้ยงจากโกลด์ มาสเตอร์, โรงแรม ไอบิส, ลิมอน วิลล่า เขาใหญ่, วาฏิกา แอดเวนเจอร์ รีทรีทติค รีสอร์ท กุยบุรี, วาฏิกา รีโซวิลล่า กุยบุรี และ โรงแรมและสระว่ายน้ำเพื่อน้องหมา ด๊อกเดย์, โรงพยาบาลสัตว์แฮปปี้เพ็ท, โรงพยาบาลสัตว์มายด็อก, โรงพยาบาลสัตว์ด็อกเตอร์เพ็ท,โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7, โรงพยาบาลสัตว์เพ็ทโตะ และโรงพยาบาลสัตว์คนรักสัตว์ เป็นต้น นอกจากสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทุกหมวดแล้ว ในช่วงปลายปี เคทีซียังมีแผนการจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์กับสมาชิกกลุ่มคนที่รักสัตว์เลี้ยง

สมาชิกสามารถรับสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัล และรับเครดิตเงินคืน โดยส่งข้อความลงทะเบียนมาที่โทร.06-1384 5000 โดยพิมพ์ PET เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขบัตร 16 หลัก ค่าจัดส่งครั้งละ 3 บาท หรือลงทะเบียนผ่านทาง www.ktc.co.th/PET ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมได้ที่ www.ktc.co.th

ธีรพจน์ โชคอนันตัง

‘NYX’ฉลองเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์สุดล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291340

'NYX'ฉลองเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์สุดล้ำ

‘NYX’ฉลองเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์สุดล้ำ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 16.10 น.

NYX PROFESSIONAL MAKEUP (นิกซ์ โปรเฟสชั่นแนล เมคอัพ) นำโดย เจฟ เบลลิ่งแฮม ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด และวิลาสินี ภาณุรัตน์ Head of Brand ผลิตภัณฑ์นิกซ์ โปรเฟสชั่นแนล เมคอัพ จัดงานเปิดตัว “NYX PROFESSIONAL MAKEUP 1st FLAGSHIP STORE IN ASIA AT SIAM SQUARE ONE” เอาใจเมคอัพจังกี้ ขยายพื้นที่ร้าน NYX PROFESSIONAL MAKEUP  สาขาสยามสแควร์วันให้เป็น   แฟล็กชิพสโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวของเอเชียที่ล้ำที่สุดด้วยคอนเซ็ปต์ DIGITALIZED DESITINATION OF BEAUTY JUNKIE     ดึงเมคอัพอาร์ทติสระดับโลกSamantha Ravndahl เซเลบริตี้เมคอัพอาร์ทติสเจ้าของบิวตี้แชนแนล Batalash Beauty บินตรงจากแอลเอมาโชว์เมคอัพทิวทอเรี่ยลเอาใจสายเฟียซโดยเฉพาะ, Yasmine Helena Haezaert เมคอัพอาร์ทติสจากแอลเอที่มาโชว์เทคนิคการแต่งหน้าสุดยูนิคโดยเฉพาะเทคนิคบนรันเวย์ งานไฮไลท์-คอนทัวร์ และเมคอัพสไตล์ avant garde สุดล้ำ และ Lily Maymac    อินฟลูเอนเซอร์ระดับอินเตอร์และนิกซ์เตอร์ตัวแม่มาแชร์แฟชั่นและเมคอัพทิปส์แบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ รวมถึงดารารุ่นใหม่สุดฮอตมากมายสร้างสีสันในงาน พร้อมเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Holiday sets และ Lip Lingerie Vault ลิปแมทท์จิ้มจุ่มสีนู้ดในตำนานไซส์มินิ 30 สี ลิมิเต็ดที่แรกในโลก ณ ร้านNYX PROFESSIONAL MAKEUP   สาขาสยามสแควร์วัน

งานเริ่มต้นด้วยพิธีกรสาวสุดฮอต ต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ พาทัวร์พื้นที่งาน NYX PROFESSIONAL MAKEUP ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าดาราและเซเลบริตี้ผู้หลงใหลในสีสันแห่งการแต่งหน้าสไตล์นิกซ์เตอร์ มาร่วมงานมากมาย อาทิ คริส หอวัง, ดิว-อริสรา ทองบริสุทธิ์, โทนี่ รากแก่น, มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล, ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร,      วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ ฯลฯ  โดยมี  ต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ รับหน้าที่พาทัวร์พื้นที่งานNYX PROFESSIONAL MAKEUP และ โอปอลล์-ปาณิสรา อารยะสกุล, พีเค- ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร รับหน้าที่พิธีกรสร้างสีสันบนเวที

สามารถติดตามกิจกรรมและเทรนด์เมคอัพแบบสาวนิกซ์เตอร์ได้แล้วที่ Facebook: NYX PROFESSIONAL MAKEUP THAILAND, Instagram: @nyxcosmetics_th และ Youtube: NYX PROFESSIONAL MAKEUPTHAILAND พร้อมพบกับ Limited Edition Holiday City Sets  สำหรับนิกซ์เตอร์สายแซ่บ ได้แล้ววันนี้ที่ NYX PROFESSIONAL MAKEUP shop ทั้ง  27 สาขา และสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ http://www.lazada.co.th/nyx-thailand, https://nyxprofessionalmakeupthailand.konvy.com/,http://www.central.co.th/list/nyxcosmeticsthailand และhttps://www.looksi.com/nyx-professional-makeup/

สวก.ลุยเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร นำเทคโนโลยีเป็นกลไกหลัก-มุ่งพัฒนาแบบก้าวกระโดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311176

x

สวก.ลุยเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร นำเทคโนโลยีเป็นกลไกหลัก-มุ่งพัฒนาแบบก้าวกระโดด

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า สวก. ได้วางแผนการพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในปี 2561 เพื่อให้สอดรับยุทธศาสตร์และแผนการพัฒนาระดับประเทศเพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 โดยดำเนินงานตามแผนพัฒนาองค์กรและบุคลากรแบบก้าวกระโดด ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเป็นกลไกหลักในการปรับปรุงองค์กรอย่างเป็นองค์รวม มีเป้าหมายในการดำเนินการ คือ

1.เพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลในการให้บริการ ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น 1.1องค์กรที่มีสมรรถนะสูง และมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพเพื่อให้ผู้รับบริการมีความพอใจสูงสุด โดยปรับปรุงโครงสร้างองค์กรรองรับในการดำเนินงานแบบมืออาชีพ พัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยคุณภาพที่ได้รับรองคุณภาพมาตรฐานสากล (ISO 9001: 2015) และพัฒนาระบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถบริหารงานวิจัยได้อย่างครบวงจร สามารถส่งมอบงานคุณภาพมาตรฐานและตรงความต้องการของผู้ใช้งาน 1.2 องค์กรที่เปิดกว้างและเชื่อมโยง โดยเน้นการบูรณการในการทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ทรัพยากรและบุคลากรวิจัยร่วมกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และ 1.3 องค์กรที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางการบริการและเข้าถึงความต้องการในระดับปัจเจก

2.เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณด้านบุคคล โดยการเพิ่มศักยภาพให้บุคลากรของ สวก. มีความรู้สหสาขาวิชาและสามารถทำงานได้มีผลการปฏิบัติงานสูงกว่ามาตรฐาน 3.ส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี โดยกำหนดให้มีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน มีค่านิยมร่วมขององค์กรในการดำเนินงานว่า “Proud To Be ARDA” คือ การคิดเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ทำงานเชิงรุก บริการประทับใจ มุ่งมีธรรมาภิบาลและทำงานอย่างทุ่มเท สำเร็จโดยพลังสามัคคี และมีระบบติดตามตรวจสอบได้

ดันอุตสาหกรรม‘จระเข้’สู่ตลาดโลก ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310915

ดันอุตสาหกรรม‘จระเข้’สู่ตลาดโลก ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

ดันอุตสาหกรรม‘จระเข้’สู่ตลาดโลก ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมประมง ได้จัดการประชุมเรื่องจระเข้ไทยก้าวไกลสู่จระเข้โลก เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเพาะเลี้ยงจระเข้จำนวนมาก ทั้งเพื่อการค้า การจัดแสดง หรือแม้แต่เป็นสัตว์เลี้ยง เพราะจระเข้เป็นสัตว์ที่สามารถนำอวัยวะมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ทั้งหนัง เนื้อ เลือด และไขมัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากหนังจระเข้ของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดระหว่างประเทศจำนวนมาก สามารถสร้างอาชีพและรายได้แก่ผู้เพาะเลี้ยง และผู้ประกอบการจระเข้ โดยการส่งออกในปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 3,800 ล้านบาท และจากข้อมูลการสำรวจในประเทศมีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะพันธุ์ ค้า และครอบครอง จำนวน 1,200 ราย มีจระเข้ที่เพาะเลี้ยงไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัว ซึ่งปัจจุบันมีคู่แข่งทางการค้าของไทยเกิดขึ้นมาก จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเลี้ยง และการผลักดันธุรกิจการส่งออกจระเข้ของไทยในตลาดโลก ควบคู่กับการอนุรักษ์ รวมทั้งกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงจระเข้ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงร่วมกับผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงจระเข้ จัดการประชุมดังกล่าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และข้อมูลด้านการอนุรักษ์ การเลี้ยง โรคระบาดที่เกิดกับจระเข้ และแนวทางการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงจระเข้ให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมจระเข้ตลอดสายการผลิตอย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ทรัพยากรจระเข้ในธรรมชาติ ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญเช่นกัน แม้ว่าปัจจุบันสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้จะเปลี่ยนแปลงไป แต่หากกรมประมงได้ทำการศึกษาวิจัย และสามารถดำเนินการปล่อยจระเข้คืนสู่ธรรมชาติในแหล่งที่มีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต และไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ย่อมส่งผลต่อการดำรงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์จระเข้ในธรรมชาติ นอกจากการส่งเสริมด้านการค้าและการอนุรักษ์แล้ว การควบคุมและบริหารจัดการจระเข้ภายในประเทศ ก็ไม่สามารถละเลยได้ ผู้เลี้ยงและผู้ประกอบการต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และไม่ส่งผลกระทบแก่ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง

“การที่จะทำให้ผลิตภัณ์จากจระเข้ของไทยได้รับการยอมรับจากตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยต้องพิสูจน์ให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะอนุสัญญาไซเตส ได้เห็นว่าประเทศไทยมีแหล่งที่จะอนุรักษ์ให้จระเข้พันธุ์ไทยได้อยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีหลายโครงการที่กรมประมงร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ นำจระเข้ไปปล่อยในพื้นที่เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไว้ จะทำให้ประชาคมโลกมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นที่เห็นความตั้งใจจริงของประเทศไทยทั้งในเรื่องการค้าและการอนุรักษ์พันธุ์จระเข้ด้วย นอกจากนี้ ยังขอให้ผู้ประกอบการทั้งผู้เลี้ยงและผู้แปรรูป รวมถึงผู้ที่เข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ ให้ช่วยกันในการเป็นหัวขบวนเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรที่อยู่โดยรอบที่จะให้สถานประกอบการมีโอกาสได้เลี้ยงจระเข้เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เป็นการเติบโตที่กระจายตัว เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรรายย่อยด้วย ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของทางรัฐบาลที่อยากเห็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรนำพาพี่น้องเกษตรกรรายอื่นที่ปลูกสินค้าเกษตรไม่ประสบผลสำเร็จ มาผลิตสินค้าเกษตรที่มีโอกาสที่มีความมั่นคงมากกว่าเดิม” นายลักษณ์ กล่าว

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพาะเลี้ยงจระเข้ทุกชนิด ถูกกำหนดให้เป็นกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งกรมประมงมุ่งหวังที่จะผลักดันให้การเพาะเลี้ยงจระเข้และอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดสายการผลิต เติบโตและมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโตสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศ ช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการบริหารจัดการได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และยังทำให้ผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้อุตสาหกรรมจระเข้ของไทยให้มีศักยภาพและความเข้มแข็งพร้อมที่จะก้าวสู่ตลาดโลกต่อไป

ทิศทางรายได้เกษตรกรปีหน้าสดใส สศก.ชี้ปี’60เพิ่ม4.54%มั่นใจยังเติบโตต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310913

x

ทิศทางรายได้เกษตรกรปีหน้าสดใส สศก.ชี้ปี’60เพิ่ม4.54%มั่นใจยังเติบโตต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร โดยวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตร ประจำเดือนพฤศจิกายน 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 4.89 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไข่ไก่ และ สุกร ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% มันสำปะหลัง และกุ้งขาวแวนนาไม

สำหรับแนวโน้มเดือนธันวาคม 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรลดลงร้อยละ 1.98 เป็นผลจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 10.99 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ อ้อยโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรด สุกร และไข่ไก่ ในขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มร้อยละ 10.12 โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา สับปะรด สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่

หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.54 เมื่อเทียบกับปี 2559 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 7.40 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 2.67 เมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรในแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.96 โดยสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียนและมังคุด ขณะเดียวกันหมวดประมง (กุ้งขาวแวนนาไม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.29 อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรในหมวดปศุสัตว์ ลดลงร้อยละ 4.06 เนื่องจากผลผลิตสินค้า ปศุสัตว์หลักทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาส่วนใหญ่อ่อนตัวลง ทั้งนี้ รายได้เกษตรกรส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการทางด้านการเกษตรต่างๆ อย่างต่อเนื่องและมีการขยายพื้นที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับประรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศและยังมีน้ำต้นทุนเหลือมากพอสำหรับการทำเกษตรจากการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การเพาะปลูกทำได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2561 เน้นการดำเนินการเป็นทีมบูรณาการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรได้ครบทุกด้าน รวดเร็ว และทันต่อความต้องการมากยิ่งขึ้น ส่งผลดัชนีรายได้ภาคเกษตรในปีหน้ายังคงขยายต่อเนื่อง

รักษ์เกษตร : โสนแอฟริกัน ทางเลือกปลูกพืชบำรุงดิน ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310914

รักษ์เกษตร : โสนแอฟริกัน ทางเลือกปลูกพืชบำรุงดิน  ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

รักษ์เกษตร : โสนแอฟริกัน ทางเลือกปลูกพืชบำรุงดิน ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะปลูกโสนแอฟริกัน เพื่อทำปุ๋ยพืชสดครับ ขอทราบวิธีการปลูกด้วยครับ

อนุกูล วงษ์รัศมี

อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา

คำตอบ โสนแอฟริกัน เป็นพืชที่ไถกลบแล้วเป็นปุ๋ยพืชสด เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่นาที่ลุ่ม เพราะทนน้ำได้ดี ทนดินเค็ม ช่วยแก้ไขดินเค็มได้ดีมาก รากมีปมเป็นจำนวนมาก จึงสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศได้ดี ส่วนลำต้น มีลักษณะนิ่มเปราะ ทำให้ย่อยสลายได้ง่าย สายพันธุ์โสนแอฟริกัน ที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นสายพันธุ์ที่ไวแสง จะไม่ออกดอกจนกว่าจะถึงวันสั้น หรือวันที่มีแสงน้อยกว่า 12 ชั่วโมง เช่น ปลายเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ จึงควรปลูกโสนแอฟริกันก่อนเดือนมิถุนายน เพื่อให้มีการเจริญทางต้นได้นานพอ ก่อนถึงในช่วงออกดอก จะได้มีน้ำหนักสดสูง และสามารถเก็บดอกโสนนำมาบริโภคได้ และจะสามารถไถกลบหรือเก็บฝักแก่ได้ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม ดังนั้น จึงควรเริ่มปลูกโสนแอฟริกันในช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงก่อนทำนาปลูกข้าว

วิธีการปลูก ทางราชการ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำไว้ดังนี้

1.การเตรียมดิน ให้ไถเตรียมดิน ทำให้ดินร่วนซุย เพื่อให้เหมาะกับการงอกของเมล็ด และเป็นการกำจัดวัชพืช

2.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์โสนแอฟริกันมีลักษณะพิเศษ คือมีระยะของการพักตัว จึงต้องมีการเตรียมเมล็ดเป็นพิเศษกว่าพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งเมล็ดโสนแอฟริกัน จะมีการพักตัวและมีอายุการเก็บได้นานถึง 2 ปี จึงต้องทำการคัดเลือกเมล็ดลีบ และเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออกให้หมด เหลือแต่เมล็ดที่สมบูรณ์เท่านั้น จากนั้น จะต้องทำลายระยะพักตัวของเมล็ดก่อนนำไปปลูก โดยเมล็ดใหม่ต้องนำไปแช่ในน้ำเดือด 2 นาที แล้วรีบเอาออกไปแช่น้ำธรรมดา หากเป็นเมล็ดที่เก็บมาแล้ว 1 ปี ให้นำไปแช่น้ำที่ใช้น้ำเดือด 1 ส่วนผสมน้ำธรรมดา 1 ส่วน แช่ไว้นาน 30 นาที แล้วนำไปแช่ในน้ำธรรมดา หากเป็นเมล็ดที่เก็บมานานกว่า 1 ปี ก็สามารถนำไปหว่านได้เลย โดยไม่ต้องนำไปแช่น้ำร้อน หรืออาจจะนำไปแช่น้ำธรรมดาทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้เมล็ดงอกเร็วขึ้นก็ได้ จากนั้น ให้นำไปคลุกเมล็ดด้วยไรโซเบียม โดยรินน้ำออกให้เมล็ดหมาดๆ แล้วคลุกเมล็ด 5 กิโลกรัมต่อไรโซเบียม 1 ถุง แล้วค่อยนำไปปลูก เพื่อให้โสนแอฟริกันเจริญเติบโตดีขึ้น

3.การปลูก ปลูกโดยวิธีหว่าน ให้ใช้เมล็ดโสนแอฟริกัน 5 กิโลกรัม หว่านให้ทั่วในพื้นที่ 1 ไร่ พื้นที่ที่ปลูกควรมีความชื้นเพียงพอให้เมล็ดงอก แต่ไม่ควรมีน้ำขัง เพราะจะทำให้เมล็ดลอยน้ำและเน่า

4.การดูแลรักษา โสนแอฟริกัน ในระยะเป็นต้นกล้าจะไม่ทนน้ำขัง และเจริญเติบโตช้าในช่วงอายุ 1 เดือนแรก หลังจากนั้น เมื่อโตได้ความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร จะเจริญเติบโต รวมทั้ง หากมีน้ำหรือความชื้นมากพอ หรือมีน้ำท่วมขังบ้าง ก็จะสามารถเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อทำการไถกลบโสนแอฟริกันแล้ว จะเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น ช่วยให้ดินร่วนซุย และทำให้การเกาะจับตัวกันได้ดี โครงสร้างของดินดีขึ้น และเกิดฮิวมัสในดิน ทำให้รากพืชดูดธาตุอาหารได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีบ่อยครั้งและต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จะทำให้โครงสร้างดินมีการอัดแน่น การใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ช่วยทำให้คุณสมบัติดังกล่าวดีขึ้น เพียงแต่เพิ่มธาตุอาหารอย่างเร่งด่วนให้แก่พืชเท่านั้น

นาย รัตวิ

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ต้นแบบระบบเกษตรแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ (โคนม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310909

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ต้นแบบระบบเกษตรแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ (โคนม)

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด เป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์การเกษตร ที่รวบรวมน้ำนมโคจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิก และนำน้ำนมโคที่รวบรวมส่งขายให้กับบริษัทเอกชน รวมถึงนำน้ำนมโคแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ของสหกรณ์เอง ดำเนินกิจการโดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง

โครงสร้างการผลิตโคนมของสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด เป็นไปตามแนวนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเกษตรกรร่วมกันบริหารจัดการการผลิตแปลงหญ้าขนาดใหญ่กว่า 1,200 ไร่ พร้อมทั้งมีการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มาใช้ในแปลงหญ้าขนาดใหญ่ ภายใต้แนวคิด Motor Pool เพื่อลดต้นทุนการผลิต แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ เพิ่มคุณภาพการผลิตอาหารสัตว์แก่โคนมให้เพียงพอ การเพิ่มปริมาณผลผลิตน้ำนมโคเพื่อนำไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและจำหน่ายไปยังตลาดโดยสหกรณ์เอง

สหกรณ์ไทยมิลค์ จำกัด ดำเนินโครงการภายใต้ 5 กิจกรรมหลัก คือ 1.ปรับปรุงโครงการฟาร์มโคนมของเกษตรกร โดยติดตั้งระบบรีดนม และระบบถังเก็บนมพร้อมเครื่องทำความเย็น เพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำนมโคตามมาตรฐานฟาร์มโคนม 2.จัดตั้งศูนย์ผลิตอาหารโคนม และการทำแปลงหญ้าขนาดใหญ่ พร้อมทั้งสหกรณ์ได้จัดส่งอาหารให้ถึงฟาร์มของเกษตรกรโดยตรงทำให้ช่วยลดต้นทุนผลิต 3.จัดฟาร์มโคสาวทดแทนรวมของสหกรณ์ โดยเกษตรกรส่งลูกโคหย่านมมาเลี้ยงรวมกันที่ฟาร์มโคสาวทดแทนของสหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงลูกโค 4.ปรับปรุงการขนส่งน้ำนมดิบเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยสหกรณ์จะรับน้ำนมดิบถึงหน้าฟาร์มของเกษตรกร ทุก 2-3 วัน จากเดิมที่เกษตรกรต้องมาส่งนมที่สหกรณ์เองทุกวัน ซึ่งจะทำให้น้ำนมดิบถูกเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา มีคุณภาพดี และ 5.จัดตั้งหน่วยพัฒนาสุขภาพและผลผลิตโคนม ระหว่างกรมปศุสัตว์ร่วมกับสหกรณ์ โดยจะมีสัตวแพทย์ 70 คน จัดเป็น 35 ชุด เพื่อให้บริการดูแลสุขภาพโคนมของเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของน้ำนมดิบให้มีมาตรฐานสากล

ผลสำเร็จ คือ เกษตรกรสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมสามารถผลิตน้ำนมดิบได้เพิ่มขึ้นจากอัตราเฉลี่ย 11-13 กิโลกรัม/ตัว/วัน เป็น 18-20 กิโลกรัม/ตัว/วัน และคุณภาพน้ำนมดิบ ดีขึ้น เกษตรกรสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมได้รับ ราคาเพิ่มขึ้นจากคุณภาพองค์ประกอบน้ำนมดิบ ไม่น้อยกว่า 0.60 บาท/กิโลกรัม เมื่อเทียบจากเกรดน้ำนมดิบราคาต่ำสุดที่สหกรณ์รับซื้อ ในขณะที่สหกรณ์ก็สามารถรวบรวมน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น 15 ตันต่อวัน จากเดิมที่ผลิตน้ำนมดิบได้ 125 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 140 ตันต่อวัน ทำให้มีรายได้เพิ่มจากการขายน้ำนมดิบเพิ่มกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

การทำงานในรูปแบบแปลงใหญ่โดยสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด เป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง เพื่อร่วมกันพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการตลาดน้ำนมดิบ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและมั่นคง

พัฒนา‘SME’ภาคเกษตร เฟ้นสหกรณ์1,240แห่งทั่วประเทศนำร่องส่งเสริมธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310912

x

พัฒนา‘SME’ภาคเกษตร เฟ้นสหกรณ์1,240แห่งทั่วประเทศนำร่องส่งเสริมธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และยกระดับเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป หรือ SME เกษตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็งและมีศักยภาพเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการสินค้าการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพจากสหกรณ์การเกษตรทั้งหมด 3,000 กว่าแห่ง ทั่วประเทศ มาพัฒนาให้เป็น SME เกษตร โดยเบื้องต้นมี 1,240 แห่ง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

สหกรณ์กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ และมีศักยภาพในด้านการส่งเสริมให้สมาชิกผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญ โดยสหกรณ์ทำหน้าที่ในการรวบรวมและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและส่งจำหน่ายสู่ตลาด มีจำนวน 705 แห่ง ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้าไปส่งเสริมเรื่องการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและขยายช่องทางตลาดรองรับ

สหกรณ์กลุ่มที่ 2 เป็นสหกรณ์ที่มีการรวบรวมผลผลิตการเกษตร แต่ยังไม่มีการรวมเป็นกลุ่มผู้ผลิต เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าพร้อมทั้งยังขาดช่องทางการตลาด มีจำนวน 410 แห่ง ซึ่งจะต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการและการรวมกลุ่มสมาชิก พัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูป พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าและยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้รับรองมาตรฐาน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงจะผลักดันสินค้าการเกษตรของสหกรณ์กลุ่มนี้ออกสู่ตลาดได้

สหกรณ์กลุ่มที่ 3 เป็นสหกรณ์ที่รวมกลุ่มดำเนินธุรกิจแล้ว แต่ยังไม่มีการรวบรวมสินค้าการเกษตร มีอยู่จำนวน 125 แห่ง ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะประสานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปแนะนำส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้ผลิตสินค้าการเกษตร ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด และพัฒนาระบบบริหารจัดการของสหกรณ์ ให้มีความพร้อมสำหรับการรวบรวมและขยายช่องทางตลาดสินค้าให้แก่เกษตรกร ซึ่งอาจจะต้องใช้เงินทุนเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานพร้อมกับออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยสหกรณ์กลุ่มที่ 3 สามารถยื่นขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อมาดำเนินการในส่วนนี้ได้