ย้ำ4ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ เกษตรฯยาหอมปั้น‘ยโสธร’ ขึ้นชั้นเมือง‘Land of Organic’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310235

x

ย้ำ4ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ เกษตรฯยาหอมปั้น‘ยโสธร’ ขึ้นชั้นเมือง‘Land of Organic’

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมเสวนาโครงการรวมพลังขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ต.นาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร โดยได้ย้ำถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าทางการเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เกิดการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยมีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560- 2564 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์, ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ซึ่งโดยจะใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมบูรณการยุทธศาสตร์ทั้งหมดให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ได้ถึง 6 แสนไร่ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ให้มีความชัดเจนและแนวทางในการให้ความรู้แก่เกษตรกรที่จะมาใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ไว้แล้ว โดยแบ่งเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.จะเป็นกลุ่มที่รับสมัครเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับการสนับสนุนทั้งปัจจัยการผลิตและความรู้เบื้องต้น 2.จะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมยกระดับต่อยอดความรู้ที่มีอยู่แล้ว และ 3.เกษตรกรที่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยทั้งหมดภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือในการหาตลาดและเพิ่มช่องส่งเสริมการขายที่มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นและคุณภาพให้กับสินค้าทางการเกษตรที่ผลิตออกมา

ที่สำคัญที่สุดเพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่ระดับที่เข้มข้นมากขึ้น จะต้องมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับเกษตรกรมากยิ่งขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัยด้านเกษตรอินทรีย์ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมอันได้แก่การเข้าถึงความรู้และข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างความไว้วางใจและสร้างเครือข่ายกับหุ้นส่วนการพัฒนารายใหม่ๆ ระหว่างเกษตรกรและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน การให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมไปถึงการสนับสนุนระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นต้น ซึ่งการที่จะบรรลุผลสำเร็จเหล่านี้ได้ต้องอาศัยเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชน ทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่จังหวัดยโสธรจะพัฒนาให้เป็น “เมืองเกษตรอินทรีย์” หรือ “Land of Organic” ซึ่งถือเป็นทางเลือกในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านของคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

กรมประมงประกาศเตือนเกษตรกร อุณหภูมิลดระวัง‘โรคระบาดปลา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310233

กรมประมงประกาศเตือนเกษตรกร  อุณหภูมิลดระวัง‘โรคระบาดปลา’

กรมประมงประกาศเตือนเกษตรกร อุณหภูมิลดระวัง‘โรคระบาดปลา’

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ระยะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีอากาศที่หนาวเย็นลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื่องจากทำให้สัตว์น้ำกินอาหารน้อยลง ภูมิต้านทานต่ำ มีสุขภาพอ่อนแอ เอื้อต่อการเกิดโรคระบาดได้ง่าย ดังนั้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการควบคุมโรคระบาดในช่วงฤดูหนาว จึงขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง ดังนี้

1.เกษตรกรควรวางแผนระยะเวลาการเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม หรือควรเว้นการเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว 2.ควรมีบ่อพักน้ำใช้เพื่อใช้ในฟาร์มได้เพียงพอตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว 3. เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับฤดูกาล และหากจะเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว ควรเลือกชนิดปลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ด 4.ควบคุมปริมาณการให้อาหารอย่างเหมาะสม ลดปริมาณอาหาร เนื่องจากช่วงอุณหภูมิต่ำ ปลาจะกินอาหารได้น้อยลง เนื่องจากอาหารที่เหลือจะสะสมตามพื้นบ่อเกิดการเน่าเสียเป็นสาเหตุให้น้ำเสียได้

5.ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้ปูนขาวในอัตรา 60-100 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ 6.หากพบปลาป่วยหรือมีอาการผิดปกติในแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดการเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อโดยทันที 7.ในระหว่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร 8.หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่าเสีย โดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อให้ใช้เกลือสาดบริเวณดังกล่าวประมาณ 200-300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด1 ไร่ 9.หากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยการฝังหรือเผา 10.เมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม (อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น) และพบว่าปลาในธรรมชาติ หายป่วยควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม และให้อาหารปลาได้ตามปกติ

ทั้งนี้ เกษตรกรควรหมั่นสังเกตและดูแลสัตว์น้ำในระยะดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หากพบปลาป่วยหรือมีอาการผิดปกติ สามารถแจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยฯ ที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ หรือ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0-2579-4122

เลาะรั้วเกษตร : หรือจะเป็นดรีมทีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310231

281225166

เลาะรั้วเกษตร : หรือจะเป็นดรีมทีม

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามปกติถ้าเห็นข้อความยาวๆ ที่แชร์กันในไลน์ก็จะปัดผ่านไป เพราะไม่อยากเพ่งอ่านให้ปวดตาแต่วันสองวันนี้เห็นข้อความยาวๆ ในไลน์ของกลุ่มคนในแวดวงเกษตรต้องหยุดอ่าน เพราะท้ายข้อความระบุว่าผู้เขียนข้อความดังกล่าวคือ รมว.กษ. อันหมายถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช ส่วนเรื่องที่ท่านเขียนก็จั่วหัวว่า “การจัดโครงสร้างหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ให้เป็นที่พึ่งของเกษตรกร”

ข้อความดังกล่าว มีถึงปลัดกระทรวงและเจ้ากรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯทั้งหมด สาระสำคัญคือ ต้องการทราบว่าแต่ละหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอเท่าไร เพื่อจะได้จัดโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ระดับจังหวัดและอำเภอ ให้เป็น“ทีมเกษตร” ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการเกษตรทุกด้าน ทั้งการปลูกพืช ประมง ปศุสัตว์ สหกรณ์ ชลประทาน และอื่นๆ โดยหวังจะให้ “ทีมเกษตร” เป็นที่พึ่งของเกษตรกร และเป็นทีมงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่

อันที่จริงสมัยท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านคงทราบมาบ้างแล้วว่าในจังหวัดของท่านมีคนของกระทรวงเกษตรฯ ทำงานอยู่มากน้อยเพียงไร ซึ่งที่แน่ๆ คือ เกษตรและ
สหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด ประมงจังหวัด และปฏิรูปที่ดินจังหวัด ส่วนระดับอำเภอ มีเกษตรอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอ และประมงอำเภอ เพียงเท่านี้เวลามีวิกฤติอะไรที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แค่บูรณาการในกระทรวงเดียวกันก็แทบแย่แล้ว

ความคิดของท่านรัฐมนตรี กฤษฎาเป็นความคิดที่ดี ถ้าทำได้ถือว่าเยี่ยมไปเลย แต่อย่างที่เคยบอกแล้วว่า งานนี้ไม่ใช่ง่าย และใช่ว่าจะทำสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น ไม่เชื่อก็ลองถามรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดูว่า Single Command หรือ SC ของท่านฉัตรชัย เป็นอย่างไรบ้าง…..นี่แค่บูรณาการในกระทรวงเดียวกันนะ

ท่านรัฐมนตรี ไม่ต้องลงลึกไปถึงผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เสียเวลา เพราะเวลาทำงานท่านมีจำกัด แถมนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังหยิบเผือกร้อนปัญหาราคายางพารา และผลผลิตเกษตรตกต่ำมาให้อีก ท่านคงไม่มีเวลากับ “ทีมเกษตร” ที่ท่านหมายมั่นปั้นมือสักเท่าไร

ท่านเพียงทำให้คนรอบข้าง ซึ่งหมายถึงรัฐมนตรีช่วย ที่ปรึกษา เลขานุการ ปลัดรองปลัด ผู้ตรวจราชการ และเจ้ากรมต่างๆในกระทรวง มีความเข้าใจอย่างถูกต้องและชัดเจนในเรื่องนโยบาย แนวทางการทำงานเพื่อให้มีความเป็นเอกภาพในทุกภารกิจโดยไม่แบ่งแยก เชื่อว่าถ้าผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานทำงานกันได้เป็นเนื้อเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานในระดับต่างๆ ย่อมทำได้เช่นกัน

การทำงานในระดับกระทรวง ถ้าเมื่อใดเจ้ากระทรวงคุยกันให้รู้เรื่องก่อนว่าจะทำงานประสาน สอดรับกันอย่างไร ก็จะทำให้นโยบายของรัฐบาลประสบความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้มีแต่โทษกันไปมา โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเรื่องที่คุยกันไม่รู้เรื่อง คงไม่พ้นราคาสินค้าเกษตร วันใดที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ก็มักจะโทษว่า เกษตรไม่ดูแลการผลิต ปล่อยให้มีผลผลิตออกมามาก เวลาใดที่ราคาผลผลิตดี ก็ว่าเป็นฝีมือของพาณิชย์ทำตลาด

ขนาดข้างบนยังไม่บูรณาการกัน แล้วจะหวังให้ระดับล่างทำได้อย่างไร..อย่างไรก็ตาม….เอาใจช่วยท่านรัฐมนตรี กฤษฎา บุญราช…..ฝ่าฟัน…เพื่อตาม “ฝัน” ให้เจอนะขอรับ

แว่นขยาย

นักวิชาการชี้ปัญหาสารเคมีเกษตรในไทยเหตุคือใช้ไม่เป็น แนะคุมบางชนิดก่อนซื้อต้องมีใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310258

นักวิชาการชี้ปัญหาสารเคมีเกษตรในไทยเหตุคือใช้ไม่เป็น แนะคุมบางชนิดก่อนซื้อต้องมีใบอนุญาต

นักวิชาการชี้ปัญหาสารเคมีเกษตรในไทยเหตุคือใช้ไม่เป็น แนะคุมบางชนิดก่อนซื้อต้องมีใบอนุญาต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 19.14 น.

21 ธ.ค.60 นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวในเวทีเสวนา “สารเคมีกำจัดศัตรูพืช…อุปสรรคหรือตัวช่วยไทยแลนด์ 4.0?” ณ รร.รามาการ์เดนส์ ถ.วิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ ถึงกระแสหวาดกลัวและตื่นตระหนกของสังคมไทยเกี่ยวกับสารเคมีตกค้างในพืชผลทางการเกษตร ว่าความจริงแล้วต้นตอของปัญหาคือความไม่รู้และความไม่ตระหนักอย่างจริงจังในการใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

อาทิ การเข้าไม่ถึงข้อมูล ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐมีงานวิจัยอยู่ไม่น้อย โดยยกตัวอย่างครั้งหนึ่งตนเคยไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการใช้สารเคมีกับนาข้าว ก็ไปพบเกษตรกร 2 รายมานั่งฟังแบบไม่สนใจ คุยกันไปเล่นกันไป เมื่อเข้าไปสอบถามก็ทราบว่าทั้ง 2 ไม่ได้ปลูกข้าวแต่ปลูกต้นชะอม ส่วนที่มางานของชาวนาข้าวเพราะมีผู้อื่นส่งมา โดยทั้ง 2 รายนี้มักจะได้รับมอบหมายให้ไปฟังการอบรมต่างๆ เป็นประจำ

จรรยา มณีโชติ

ที่มา : http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270780

นางจรรยา กล่าวว่า เรื่องนี้แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ตนมองว่าสำคัญ เพราะคนที่ควรจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับอาชีพของเขาจริงๆ กลับไม่ได้มารับรู้ ปัญหาก็จะตกอยู่กับเกษตรกรเอง เช่น เพลี้ยกับไรแดงไม่เหมือนกัน เพลี้ยเป็น “แมลง” มี 6 ขา ส่วนไรแดงนั้นเป็น “แมง” มี 8 ขา พอเกษตรกรแยกแยะไม่ออกก็ไปบอกร้านขายสารเคมีทางการเกษตรขอซื้อยากำจัดเพลี้ยมาใช้ ผลคือไรแดงระบาดหนักกว่าเดิมเพราะยากำจัดเพลี้ยไม่ได้ฆ่าไรแดง แต่ไปฆ่าสัตว์บางชนิดที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติของไรแดงแทน หรือหัวฉีดพ่นสำหรับใช้กับสารเคมีแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกัน เป็นต้น

ขณะที่การอบรมผู้ประกอบการร้านขายสารเคมีทางการเกษตร ด้วยหวังจะให้ไปช่วยแนะนำการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องกับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ก็พบว่าหลายร้านอบรมไปแล้วเจ้าของร้านก็ไม่ได้ขายเอง แต่ไปให้ลูกจ้างที่ไม่ได้รับการอบรมมาขายแทนทั้งที่ไม่มีความรู้ เรื่องนี้ตนเคยเจอมากับตัวตอนที่จะไปขอซื้อสารเคมีเกษตรชนิดหนึ่งเพื่อมาทำการทดลอง ลูกจ้างหน้าร้านนอกจากจะบอกว่าสารชนิดดังกล่าวไม่มีแล้วยังคะยั้นคะยอจะให้ซื้อสารเคมีอีกชนิดที่คิดว่าคล้ายกันแทน ทั้งที่ตนก็ชี้ให้ดูและย้ำว่าสารเคมีชนิดที่ต้องการก็วางอยู่ในตู้หน้าร้านที่ลูกจ้างเฝ้าอยู่นั่นเอง

(ซ้าย) เพลี้ยไฟ (ขวา) ไรแดง

“ลูกจ้างหน้าร้านก็พยายามจะบอกว่าเอาตัวนี้แล้วกัน ราคาถูกกว่า เราบอกว่าไม่เอาเขาก็พยายามจะยัดเยียด นี่นึกถึงว่าเราเป็นนักวิชาการ เรารู้เราก็ยังต้องเถียงอยู่ ก็ถามไปว่าคุณชื่ออะไร พอเขาบอกชื่อเราก็ถามว่าแล้วป้ายชื่อนั่นคืออะไร มันคนละชื่อกัน พอถามว่าเคยอบรมไหมเขาก็บอกว่าไม่เคย ก็เลยถามว่าแล้วกล้าแนะนำได้อย่างไร ก็บอกไปว่าเรานี่แหละเป็นคนเขียนคู่มือแนะนำการใช้ยา คือเขาต้องการขายยาที่ดูแล้วได้กำไร อาจจะดูราคาต่ำลงมาหน่อย ถูกดีก็เอาไปใช้เถอะ” นางจรรยา กล่าว

นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการบางรายนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรแบบเน้นต้นทุนต่ำที่สุดโดยไม่สนใจว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยจะมีคุณภาพได้มาตรฐานหรือไม่ สุดท้ายเมื่อเกษตรกรไม่รู้และไม่ตระหนักก็ใช้กันแบบตามมีตามเกิด เช่น ใช้หมดก็โยนภาชนะบรรจุทิ้งตรงไหนก็ได้ตามสะดวก ไม่สวมชุดป้องกันสารเคมีโดยอ้างว่าร้อนบ้างอึดอัดบ้าง หรือฉลากระบุให้ใช้ 1 ส่วน ก็ขอแถมใส่เพิ่มเป็น 2 ส่วน 3 ส่วน จึงเป็นที่มาของทั้งอันตรายต่อตัวเกษตรกรเองและทั้งกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นางจรรยา เสนอแนะว่า การซื้อสารเคมีทางการเกษตรในกลุ่มที่จัดว่ามีผลข้างเคียงเป็นอันตราย ผู้ซื้อต้องผ่านการอบรมการใช้งานอย่างถูกวิธีและได้รับใบรับรองความรู้เฉกเช่นเดียวกับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เมื่อจะไปซื้อต้องแสดงใบรับรองดังกล่าวทุกครั้งและร้านที่ขายให้ผู้ที่ไม่มีใบรับรองจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้มีบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดว่า พาราควอด (Paraquat) เป็นสารอันตรายต่อมนุษย์ ดังนั้นเกษตรกรที่ต้องการไปซื้อมาใช้ต้องมีใบอนุญาตด้วย

พาราควอด (Paraquat) สารเคมีเกษตรที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก

“เคยเชิญอดีตรัฐมนตรีเกษตรของญี่ปุ่นมาเป็นวิทยากร ก็ถามท่านว่าทำไมญี่ปุ่นใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากกว่าไทย 2-3 เท่า แต่ทำไมคนเชื่อว่าสินค้าเกษตรญี่ปุ่นปลอดภัย ท่านก็บอกคนญี่ปุ่นใช้สารเคมีเยอะจริง แต่เขาใช้อย่างถูกต้อง และเขาเริ่มจากระบบสหกรณ์ชุมชน เช่น สตอเบอรี่จากหมู่บ้านนี้ ลงบาร์โค้ดเรียบร้อยก็ต้องปลอดภัย ถ้าปลายทางไปสุ่มตรวจเจอเกินค่ามาตรฐานก็โดนตีกลับทั้งหมู่บ้าน ทีนี้คนในหมู่บ้านเขาก็ตรวจสอบกันเอง พวกที่จะไปซื้อสารมาพ่นกันมั่วๆ ก็จะไม่เกิด ถามว่ามีพวกนอกคอกไหม มีแต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้” นางจรรยา ระบุ

ด้าน นายเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร ในฐานะผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั้ง GAP และเกษตรอินทรีย์ มาเกือบ 30 ปี กล่าวเสริมว่า ปัญหาภาคเกษตรของไทยประการหนึ่งคือ สังคมของเกษตรกรไทยไม่ใช่สังคมของการคิดค้นหาความรู้ ไม่ใช่สังคมวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสังคมบันเทิง การนำตำรานำสื่อไปแจกจ่าย ที่ผ่านมาเท่าที่เคยไปร่วมประชุมจะพบว่ามีเกษตรกรเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่สนใจศึกษาทำความเข้าใจอย่างจริงจัง แต่ในทางกลับกันเกษตรกรจะเชื่อร้านค้าที่ขายสารเคมีทางการเกษตรมากที่สุด

เปรม ณ สงขลา

ที่มา : https://www.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=3188:aec&catid=23&Itemid=218&option=com_content&view=article&id=3188:aec&catid=23&Itemid=218

นายเปรม ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการยกระดับการผลิตในภาคเกษตรของไทยให้ได้มาตรฐานเกษตรปลอดภัยเป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ GAP (Good Agriculture Practices) ภาครัฐควรนำร่องจากกลุ่มที่มีศักยภาพก่อน นอกจากนี้ควรทำในรูปแบบสหกรณ์ที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่าแต่ได้คนเข้าร่วมมากกว่า และทำในพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยดึงภาครัฐอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาช่วย ต้องทำให้เกิดการมีส่วนร่วม หากทำได้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยจะสะอาดและปลอดภัยอย่างแท้จริง การส่งออกก็จะทำได้มากขึ้น

ส่วนเกษตรกรที่เลือกทำเกษตรแบบอินทรีย์ จากที่ตนได้ศึกษามาทั้งในไต้หวัน ออสเตรเลีย อิสราเอล พบว่าเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความรักความชอบในเกษตรอินทรีย์จริงๆ แต่การสนับสนุนของภาครัฐคือต้องมีตลาดที่ชัดเจนให้เกษตรกรกลุ่มนี้ รวมถึงต้องมีแหล่งวัตถุดิบสนับสนุน เพราะต้นทุนเกษตรอินทรีย์จะสูงกว่าเกษตรแบบทั่วไปที่ใช้สารเคมีถึง 3 เท่า

8 ปัจจัยที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP

“สินค้าอินทรีย์ที่วางอยู่ในตลาดถูกโจมตีว่าเป็นของปลอม เพราะพอไม่มีของก็ไปเอาของธรรมดามาใส่ ภาครัฐจะต้องอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ควรจะเป็นอย่างไร อย่างกระดูกที่จะนำมาทำปุ๋ยฟอสฟอรัส มันจะต้องมีใบรับรอง และต้องมีแหลงป้อนให้เขา คือใครจะทำเกษตรอินทรีย์ก็จะมีพวกนี้สนับสนุน ไม่ใช่บอกว่าอินทรีย์แต่มันคืออะไร” นายเปรม กล่าว

กยท.แจงมาตรการหยุดกรีดยาง ทำแค่ในพื้นที่ของรัฐ1แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310016

x

กยท.แจงมาตรการหยุดกรีดยาง ทำแค่ในพื้นที่ของรัฐ1แสนไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่ามาตรการหยุดกรีดยางในพื้นที่ของรัฐบาล 3 หน่วยงาน ได้แก่การยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำนวนประมาณ 100,000ไร่ ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2561 เป็นการลดผลผลิตยางออกสู่ตลาด เพื่อกระตุ้นให้มีความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดย กยท. ในฐานะตัวแทนประเทศไทยได้มีข้อตกลงร่วมกับสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ประชุมเมื่อวันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับมาตรการของประเทศไทย จากการประชุม กนย.ครั้งที่ผ่านมา มีการเห็นชอบเสนอมาตรการและโครงการต่างๆ ทั้งโครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท จะช่วยดูดซับปริมาณยางออกจากระบบ โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท จะช่วยให้ผู้ประกอบกิจการยางขยายกำลังการผลิต จะใช้ยางในปริมาณเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อย ประมาณ 35,550 ตัน/ปี และการรับซื้อยางจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 2 แสนตัน เพื่อป้อนเข้าหน่วยงานรัฐในการนำไปใช้ภายในประเทศ รวมทั้ง โครงการควบคุมปริมาณผลผลิตที่มีมาตรการเร่งรัดการโค่นของภาคเกษตรกร และลดผลผลิตของหน่วยงานภาครัฐ ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2561 ล้วนเป็นแนวทางที่จะส่งเสริม และสนับสนุนการลดผลผลิตยางออกสู่ตลาด โดยกยท. จะเสนอให้ประเทศสมาชิก ITRC ทราบต่อไปเพื่อให้ปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากผ่านมติ ครม.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะมีการประชุมร่วมกันในต้นเดือนหน้า

เปิดโหลดโปรแกรม‘Smart Me’ ช่วยทำบัญชีสร้างสุขในครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310019

เปิดโหลดโปรแกรม‘Smart Me’  ช่วยทำบัญชีสร้างสุขในครัวเรือน

เปิดโหลดโปรแกรม‘Smart Me’ ช่วยทำบัญชีสร้างสุขในครัวเรือน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขอเชิญชวนประชาชนใช้โปรแกรม Smart Me ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นในการจัดทำบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพอาชีพ ที่ใช้งานง่าย สามารถใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ Smart Phone ที่รองรับทั้งระบบ IOS และ Android ทำให้รู้ตัวตนและวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นนวัตกรรมที่กรม พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน ที่มีการใช้เทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้รับบริการและประชาชนทั่วไป จะได้มีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรได้

“ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะร่วมให้บริการแนะนำวิธีการติดตั้งและสอนแนะการใช้งานแอพพลิเคชั่น Smart Me ให้แก่ผู้ที่สนใจ ณ ศูนย์บริการประชาชนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ด้วย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำบัญชี ช่วยให้รู้ตัวตน รู้รายรับ-รายจ่าย รู้จักวางแผนทางการเงิน สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองได้ สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพให้เกิดความมั่นคง และเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านดาวน์โหลดโปรแกรม Smart me เป็นของขวัญปีใหม่ เก็บไว้ไม่จน ออมไว้ไม่เป็นหนี้ รู้จักทำบัญชีแล้วจะมีแต่ความรวย ช่วยท่านทำบัญชีต้นทุนอาชีพและบัญชีครัวเรือนได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

กรมชลประทาน เดินเครื่องก้าวสู่ปีที่ 116 ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310025

กรมชลประทาน เดินเครื่องก้าวสู่ปีที่ 116 ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ

กรมชลประทาน เดินเครื่องก้าวสู่ปีที่ 116 ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมชลประทาน เดินเครื่องก้าวสู่ปีที่ 116 ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ20ปี

กรมชลประทาน เดินเครื่องก้าวสู่ปีที่ 116 ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนทั่วประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พร้อมเปิดแผนขับเคลื่อนโครงการสำคัญ เดินหน้าปรับปรุงระบบชลประทานและการระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยา ขุดคลองบางบาล-บางไทรสายใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำท่าจีน และเร่งรัดงานโครงการพระราชดำริ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานกำลังจะก้าวย่างสู่ปีที่ 116 ในปี 2561 ภารกิจหลักสำคัญที่กรมชลประทานตั้งเป้าหมายไว้คือ การพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ การป้องกันความเสียหายของภัยอันเกิดจากน้ำ และการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 และแผนยุทธศาสตร์น้ำ ทั้งนี้เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศไทยให้ได้ภายในปี 2579

สำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำ ในปี 2561 กรมชลประทานจะให้ความสำคัญงานที่เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรที่ยังค้างคาอยู่ จะขับเคลื่อนให้สำเร็จเสร็จสิ้นตามพระราชดำริ ไม่ว่าจะเป็นงานโครงการเก่าที่จะต้องมีการเพิ่มศักยภาพ หรือโครงการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ เพื่อจะให้สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ตามเป้าหมาย

ส่วนการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานจะมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำโดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั้งหมดและคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น สภาวะอากาศของโลกที่มีต่อน้ำท่า น้ำฝน ปริมาณน้ำต้นทุนของประเทศ เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับการป้องกันความเสียหายของภัยอันเกิดจากน้ำ โดยเฉพาะในเรื่องของอุทกภัย กรมชลประทานจะดำเนินโครงการป้องกันแก้ไขอุทกภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยต่างๆ

นอกจากนี้อีกเรื่องที่กรมชลประทานจะให้ความสำคัญคือเรื่องของทรัพยากรบุคคล ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งเป็นเครือข่ายที่สำคัญมาก จะพัฒนาให้มีความเข้มแข็งจากกลุ่มผู้ใช้น้ำทั่วไปพัฒนาไปสู่กลุ่มบริหารจัดการน้ำ มีการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะนำมาช่วยในการบริหารให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้องตามหลักวิชาการสอดคล้องกับพื้นที่ รวมทั้งจะต้องเร่งพัฒนาบุคลากรของชลประทาน เนื่องจากในช่วง 5-10 ปีต่อไปนี้ข้าราชการจะเริ่มเกษียณอายุมากขึ้น ทำให้เรามีอัตรากำลังคนน้อยลง
จึงต้องวางแผนหาคนมาทดแทน เพราะงานยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ดังนั้นต่อไปบุคลากรของกรมชลประทานต้องมีประสิทธิภาพ ทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ

อธิบดีกรมชลประทาน ยังกล่าวถึงโครงการที่จะดำเนินการในปี 2561ว่า มีหลายโครงการที่สำคัญๆ เช่น โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบางบาล-บางไทร โครงการขุดคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรสายใหม่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช โครงการประตูระบายน้ำพระศรีเสาวภาค จังหวัดสระบุรี โครงการประตูระบายน้ำปากคลอง 13 จ.ปทุมธานี โครงการประตูระบายน้ำพระมหินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำพระยาวิสูตร สถานีสูบน้ำท่าถั่ว จ.ฉะเชิงเทรา และสถานีสูบน้ำสมบูรณ์ จ.นครนายก และการศึกษา EIA เขื่อนทดน้ำพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

ระดมองค์ความรู้วินิจฉัยศัตรูพืช เผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์สร้าง‘Smart farmer 4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310023

x

ระดมองค์ความรู้วินิจฉัยศัตรูพืช เผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์สร้าง‘Smart farmer 4.0’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งพัฒนานำองค์ความรู้ด้านการวินิจฉัยศัตรูพืชและด้านต่างๆ ลงในระบบออนไลน์ เพื่อให้ Smart farmer 4.0 สามารถค้นหา ศึกษา นำมาเป็นแนวทางในการป้องกัน แก้ไขปัญหาได้ในเบื้องต้น

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำการพัฒนาและนำข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ลงในระบบออนไลน์ เพื่อสะดวกต่อการรับข้อมูลข่าวสาร ทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเนื้อหาความรู้ด้านอารักขาพืชเผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบไปด้วย บทความทางวิชาการ งานวิจัย ข้อมูลการจัดการโรคและแมลงศัตรูพืช คู่มือการเกษตร ข่าวสถานการณ์การระบาดศัตรูพืช และข้อมูลต่างๆ อีกมากมาย สามารถค้นผ่านgoogle โดยการพิมพ์คำว่า กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย หรือผ่านทางลิงค์ http://www.ppsf.doae.go.th/และในส่วนแอพพลิเคชั่น Protect Plants นั้น ประกอบด้วย 6 เมนูหลัก คือ หมวดข่าวสารการเกษตร: เพื่อให้เกษตรกรได้รับข่าวสารด้านการเกษตร ที่รวดเร็ว หมวดองค์ความรู้ด้านอารักขาพืช: เกษตรกรจะได้ความรู้เกี่ยวกับศัตรูพืชต่างๆมากมาย หมวดวินิจฉัยศัตรูเบื้องต้น : ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถทราบถึงสาเหตุของโรคเบื้องต้นได้ และรายงานกลับมายังผู้ดูแล หมวดวินิจฉัยตามชนิดพืช :ฟังก์ชั่นที่เจาะลึกถึงปัญหาต่างๆ ตามชนิดพืชเศรษฐกิจ หมวดพยากรณ์เตือนการระบาด : เครื่องช่วยเตือนเกษตรกรเกี่ยวกับการระบาดที่จะเกิดขึ้น เพื่อหาทางป้องกัน หมวดพยากรณ์สภาพอากาศ :ปัจจัยสภาพอากาศย่อมมีผลเกี่ยวกับการเกิดศัตรูพืชระบาด หมวดนี้จึงจะช่วยวิเคราะห์ หาทางป้องกันล่วงหน้าได้ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Protect Plants ได้ทั้งระบบ iOS และ Android

“กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการพัฒนา เพิ่มเติมข้อมูลการวินิจศัตรูพืชและวินิจฉัยตามชนิดพืชในระบบออนไลน์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ Smart farmer 4.0 สามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเองได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นการพัฒนา Smart farmer 4.0 ให้เปลี่ยนจากเกษตรกรธรรมดา เปลี่ยนมาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจด้านเกษตร ที่สามารถพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง และรวมกันเป็นกลุ่ม สร้างเครือข่ายสังคมเกษตรอย่างมีพลัง” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

แตกใบอ่อน : ‘พาราควอต’ใช้ผิดยิ่งพิษแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310018

807934531

แตกใบอ่อน : ‘พาราควอต’ใช้ผิดยิ่งพิษแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

2 สัปดาห์ก่อนเขียนถึงกรณี “กรมวิชาการเกษตร”ทยอยต่ออายุทะเบียนนำเข้าและจำหน่ายยาฆ่าหญ้า “พาราควอต” ให้กับบรรดาบริษัทเอกชนต่างๆ ทั้งที่มีข้อทักท้วงเรื่องปัญหาสุขภาพจาก คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีรมว.สาธารณสุข เป็นประธาน

มาสัปดาห์นี้มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับผลกระทบการใช้ “พาราควอต” ซึ่งนักวิจัยจาก สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงพื้นที่ตรวจสอบพบมา และพบปัญหาที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการใช้“พาราควอต” ที่ผิดวิธี กระทั่งทำให้เกิดปัญหา“โรคเนื้อเน่า” ตามมาในกลุ่มเกษตรกร

สกว.ให้ข้อมูลมาว่า รศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล นักวิจัย สกว. จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ ทพญ.วรางคณา อินทโลหิต จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู และ ดร.ภาสกร บัวศรีผู้ประสานงานและนักวิจัยท้องถิ่น สกว. ลงพื้นที่หาปัจจัยการเกิด “โรคเนื้อเน่า” หลังพบสถิติผู้ป่วยที่ค่อนข้างสูง โดยตั้งแต่ปี 2557 โรงพยาบาลหนองบัวลำภู มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคดังกล่าวประมาณปีละ 120 ราย ขณะที่ปี 2560 ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ป่วยโรคนี้ 102 ราย เสียชีวิตแล้ว 6 ราย

โดยคณะวิจัยได้เก็บข้อมูลสถิติ สัมภาษณ์เกษตรกร และผู้ป่วย รวมถึงเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมเพื่อวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในดิน ตะกอนดิน น้ำในลำน้ำอ่างเก็บน้ำ และผัก ในเขต อ.สุวรรณคูหาเพื่อให้ได้ภาพเบื้องต้นของปัญหาที่เกิดขึ้นพบว่า เกษตรกรใช้สารเคมีหลายชนิด ได้แก่พาราควอต ไกลโฟเสต อาทราซีน และอามิทรีนในการกำจัดวัชพืชในแปลงของไร่ยางพาราและไร่อ้อย ซึ่งช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก และใช้สารพาราควอตเป็นสารเคมีหลัก ทำให้มีการนำเข้าสารดังกล่าวมากกว่า 3 แสนลิตร และคาดว่าทั้งจังหวัดมีการใช้สารมากกว่า 8 แสนลิตรต่อปี จากการสัมภาษณ์พบว่าเกษตรกรนิยมใช้สารเคมีพาราควอตอย่างเข้มข้นมากกว่าที่ฉลากระบุถึง 4 เท่า โดยผสมสารพาราควอต 400 มิลลิลิตรกับน้ำ 20 ลิตร ซึ่งเป็นอัตราส่วนเข้มข้นสูงมาก ทำให้มีโอกาสของเกิดการตกค้างของสารเคมีในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำในพื้นที่ในระดับความเข้มข้นที่สูงจนก่อให้เกิดอันตรายได้

ผลของงานวิจัยในส่วนของการเจ็บป่วยของเกษตรกร พบว่า พื้นที่ของจังหวัดหนองบัวลำภูมีผู้ป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าเป็นอันดับ 1 ของผู้ป่วยแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลหนองบัวลำภูตั้งแต่ปี 2553-2556 ปีละ 100-140 คน ส่งผลทำให้พิการหรือเสียชีวิตเกือบร้อยละ 10 ของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามักมีการสัมผัสกับน้ำในลำน้ำ นาข้าว หรืออ่างเก็บน้ำเป็นเวลานาน หลายรายมีบาดแผลในบริเวณแขน ขา จากการทำงานและไปล้างตัวในแหล่งน้ำที่รองรับสารเคมีทางการเกษตรดังกล่าว อาการผื่นบนผิวหนัง คัน และเกิดแผลไหม้ในบริเวณผิวหนังที่สัมผัสร่วมกับอาการเป็นไข้สูง เป็นอาการเริ่มต้นของโรคเนื้อเน่ามักเกิดขึ้นภายในเวลา 1-2 วัน ซึ่งต้องนำส่งผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลโดยด่วน

จากสถิติของการรักษาโรค พบว่าผู้ป่วยหลายรายต้องถูกตัดอวัยวะขาหรือแขนเพื่อรักษาชีวิตไว้ โดยทางแพทย์ได้วินิจฉัยถึงการเป็นโรคที่มาจากแบคทีเรียเป็นสาเหตุหลัก ซึ่งอยู่ในกลุ่มของแบคทีเรียชนิดไม่ใช้อากาศ เช่น Bacteroides fragilis, Clostidium, Pepto Streptococcus และแบคทีเรียชนิดใช้อากาศ เช่น E.Coli, Enterobacter, Klebsiella, Proteus, non-group A streptococcus ซึ่งรวมถึงแบคทีเรีย Aeromonas hydrophila ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ มักพบในแหล่งน้ำจืด ซึ่งจากผลการวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในตัวอย่างสิ่งแวดล้อมโดยคณะนักวิจัย ได้ยืนยันว่าตัวอย่างสิ่งแวดล้อมทั้ง ดินตะกอนดิน ลำน้ำ และอ่างเก็บน้ำที่นำมาตรวจสอบนั้นมีการตกค้างของสารเคมีพาราควอตในทุกตัวอย่าง และอยู่ในระดับความเข้มข้นที่สูง ในขณะที่มีการตรวจพบสารเคมีทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ในปริมาณต่ำมาก จึงมีแนวโน้มว่าแหล่งน้ำทั้งอ่างเก็บน้ำและลำน้ำในพื้นที่มีทั้งสารเคมีพาราควอตและเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ร่วมกัน

เบื้องต้น คณะวิจัยได้รายงานผลต่อผู้ว่าราชการและคณะผู้บริหารจังหวัดหนองบัวลำภู โดยจังหวัดได้มอบนโยบายให้ดำเนินการค้นคว้าวิจัย เพื่อแก้หาสาเหตุและปัญหาของโรคที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทางการเกษตรอย่างเร่งด่วน และให้มหาวิทยาลัยนเรศวร เสนอรายชื่อคณะนักวิจัยและดำเนินการวิจัยร่วมกัน เพื่อนำไปสู่ “หนองบัวลำภูโมเดล” ในการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อนำขยายผลการแก้ปัญหาไปสู่พื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานตอนบน ซึ่งประสบปัญหา “โรคเนื้อเน่า” อยู่ในลักษณะเดียวกันในหลายจังหวัดต่อไป

นี่แหละครับคือตัวอย่างของพิษภัยจากสารเคมี “พาราควอต” ซึ่งมีความเป็นพิษสูงอยู่แล้ว และยิ่งนำมาใช้อย่างผิดวิธี ก็จะยิ่งส่งผลรุนแรงตามมาอย่างมากมาย ทั้งในแง่สุขภาพประชาชน รวมถึงการตกค้างของสารพิษในแหล่งน้ำและผิวดินตามธรรมชาติ

มะลิลา

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด ยึดธรรมาภิบาล-ความโปร่งใสเพื่อประโยชน์สมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310017

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด ยึดธรรมาภิบาล-ความโปร่งใสเพื่อประโยชน์สมาชิก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด ได้ยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ในการดำเนินกิจการต่างๆ ของสหกรณ์เป็นไปตามความต้องการของสมาชิกมีการส่งเสริมให้สหกรณ์รวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิก เช่น ข้าวเปลือก ข้าวเปลือกเมล็ดพันธุ์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล ข้าวสินเหล็ก พืชผักปลอดสารพิษ และผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล เพื่อป้องกันการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งส่งเสริมให้สมาชิกประกอบอาชีพการเกษตรแบบหลากหลาย เช่น ปลูกเมล็ดพันธุ์ ปลูกข้าว อินทรีย์ ปลูกผักปลอดภัยตามฤดูกาล และเลี้ยงปลานิลจิตรลดา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรถกระจายสินค้าสหกรณ์ นำสินค้าออกจากศูนย์ฯ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ วิ่งไปตามเส้นทางหมู่บ้านในพื้นที่ต่างๆ ของอำเภอท่าช้าง ซึ่งผลจากการดำเนินงานที่เป็นระบบ ส่งผลให้ในรอบปีที่ผ่านมาสหกรณ์ ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์ดีเด่น ประเภทสหกรณ์การเกษตร ในระดับจังหวัด และสหกรณ์ดีเด่นระดับภาคในปี 2560

สหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด ได้จดทะเบียนตั้งสหกรณ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 มีสมาชิกแรกตั้ง 815 ครัวเรือน มีทุนดำเนินงานแรกตั้งเพียง 2 ล้านบาทเศษ นับถึงปัจจุบันได้ดำเนินการมาแล้วเป็นระยะเวลากว่า 42 ปี สหกรณ์มีสมาชิกจำนวน 1,135 คน มีทุนดำเนินงานกว่า 205 ล้านบาททุนเรือนหุ้น 60 ล้านบาท ทุนสำรองและทุนสะสมอื่นๆ อีกกว่า 14 ล้านบาท โดยในปี 2560 มีผลกำไรกว่า 4 ล้านบาท

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด ดำเนินธุรกิจและให้บริการแก่สมาชิกหลายประเภท อาทิ ธุรกิจรับฝากเงินจากสมาชิกจำนวนกว่า 77 ล้านบาท ธุรกิจจัดหาเครื่องอุปโภค บริโภค วัสดุอุปกรณ์และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรจำนวน 31.5 ล้านบาท ธุรกิจให้บริการซื้อ-ขายข้าวเปลือกในตลาดกลางข้าวเปลือกของสหกรณ์กว่า 22 ล้านบาท และธุรกิจให้สินเชื่อแก่สมาชิกเพื่อนำไปลงทุนในการประกอบอาชีพจำนวน 80 ล้านบาท โดยการให้สินเชื่อแก่สมาชิก จะมี 2 ประเภท คือ เงินกู้ระยะสั้นเงินกู้ระยะปานกลาง คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี ทั้งนี้การให้เงินกู้หรือสินเชื่อดังกล่าว ทางสหกรณ์ ได้พยายามให้สมาชิกใช้สินเชื่อให้ถูกต้องและเป็นประโยชน์ในการเพิ่มพูนรายได้ให้มากที่สุด โดยมีการตรวจสอบและติดตามการใช้เงินกู้ทุกระยะ ซึ่งการให้สินเชื่อนี้ สหกรณ์ให้ทั้งในด้านเงินสดและวัสดุอุปกรณ์การเกษตร โดยมีการกำหนดชำระคืนสินเชื่อแต่ละสัญญาตามระยะเก็บเกี่ยวหรือระยะเวลาขายผลผลิตแต่ละชนิด

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของสหกรณ์ จะประสบผลสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ จากมวลสมาชิก คณะกรรมการดำเนินการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์อย่างเคร่งครัด กระทั่งทำให้กิจการของสหกรณ์ มีความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ สหกรณ์ ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โดยจัดหาปัจจัยการผลิตต่างๆ มาอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก เมื่อสหกรณ์มีผลกำไรก็นำมาแบ่งเป็นปันผลกลับคืนสู่สมาชิก อีกทั้งยังเอื้ออาทรช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพ อีกด้วย