เปิดแล้ว‘เทศกาลข้าวไทย’2560 รณรงค์ข้าวคุณภาพ-เชื่อมโยงตลาดช่วยชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309830

x

เปิดแล้ว‘เทศกาลข้าวไทย’2560 รณรงค์ข้าวคุณภาพ-เชื่อมโยงตลาดช่วยชาวนา

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 ระหว่างวันที่ 15-20 ธันวาคม 2560 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ข้าวคุณภาพดีภายใต้ระบบการผลิตข้าวมาตรฐาน Q ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI ข้าวเฉพาะถิ่น ข้าวที่มีโภชนาการสูง รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากข้าว ให้เป็นที่รู้จักสู่กระแสนิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ได้ตระหนักรู้คุณค่าของข้าวไทยและภูมิปัญญา วัฒนธรรม ที่เกี่ยวกับข้าวอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงตลาดข้าว และผลิตภัณฑ์จากข้าว จากพี่น้องเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการและ
ผู้บริโภคโดยตรง

การจัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 ในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความสุขจากท้องนาหรรษาสู่เมืองกรุง” ซึ่งเป็นการจำลองวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบ“ถนนวิถีข้าว วิถีไทย 4 ภาค” ประกอบด้วย ร้านจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ของดีแต่ละภาค โซนจำลองบ้านของแต่ละภาค ข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมที่แสดงถึงวิถีข้าว วิถีไทย และอัตลักษณ์ของคนแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมต่างๆ โดยแต่ละภาคมีข้าวที่มีชื่อเสียงและลักษณะเด่น ได้แก่ภาคเหนือ ข้าวเหนียวดำลืมผัว ข้าวหอมดอยขุนวาง ข้าวญี่ปุ่น ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าวหอมใบเตย เป็นต้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวหอมมะลิใหม่จากทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ จากจังหวัดบุรีรัมย์ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี ข้าวปกาอัมปึล เป็นต้น ภาคกลาง ข้าว กข 43 ข้าวเจ๊กเชย เสาไห้ ข้าวปทุมธานี 1 เป็นต้น และภาคใต้ ข้าวหอมกระดังงา ข้าวสังข์หยด พัทลุง ข้าวช่อขิง ข้าวอัลฮัมดุลิลละห์ และข้าวหอมไชยา ข้าวไร่ดอกข่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมด้านข้าวมาแสดงและจำหน่าย อาทิ ครีมบำรุงผิวจากข้าว ผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องงอก เดอลองคอฟฟี่ หรือกาแฟผสมข้าวสังข์หยด อีกด้วย

“ขอเชิญชวนทุกท่านชมความยิ่งใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ และในโอกาสช่วงเทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงขอเชิญชวนให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากข้าวภายในงานนี้ ซึ่งเป็นข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพดีระดับพรีเมียม เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้กันต่อไป” นายลักษณ์ กล่าว

ส่องเกษตร : ‘ข้าวใหม่’ของขวัญปีใหม่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309832

449007

ส่องเกษตร : ‘ข้าวใหม่’ของขวัญปีใหม่ทรงคุณค่า

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เหลือเวลาอีก 10-11 วันเท่านั้น สำหรับปีไก่-ระกา 2560 ก่อนจะเข้าสู่ปีใหม่ปีจอ-2561 ซึ่งในบรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้ ผู้คนต่างพากันตระเตรียมซื้อหา“ของขวัญ”อย่างคึกคัก เพื่อที่จะเอาไว้มอบให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายหรือคนที่รักใคร่นับถือทั้งหลาย

ในช่วงเวลาแบบนี้ ผมอยากจะชี้ชวนให้เลือกซื้อหา “ของขวัญปีใหม่” ที่มีคุณค่าชั้นยอด ให้ประโยชน์ชั้นเยี่ยม ในราคาที่ไม่แพงเลย นั่นก็คือ “ข้าว”และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าวใหม่”

อันที่จริงตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงพาณิชย์,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,กรุงเทพมหานคร,มหาวิทยาลัยต่างๆเป็นต้น ได้ร่วมกับภาคประชาสังคม“เครือข่ายวัฒนธรรมข้าว” ทำการรณรงค์“เทศกาลข้าวใหม่” ให้ประชาชนคนไทยได้เห็นคุณค่า คุณประโยชน์ของข้าวไทย และใช้“ข้าวใหม่”เป็น “ของขวัญปีใหม่”อันเป็นมงคลมอบให้แก่กันและกัน

หนึ่ง ในแกนนำที่รณรงค์เรื่องนี้คือ นักวิชาการชื่อก้องอย่างธีรยุทธ บุญมีที่พลิกบทบาทความโด่งดังจากการวิพากษ์วิจารณ์ชี้แนะทางการเมืองอย่างแหลมคมทรงพลัง มาเป็นการชี้นำสังคมในมิติใหม่นี้ได้อย่าง”ลึกซึ้ง”และน่าทึ่ง

การเปิดตัวรณรงค์“เทศกาลข้าวใหม่”ช่วงต้น ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการชี้ให้เห็นคุณค่าข้าวไทยในทุกมิติ ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจที่เป็น“เสาหลัก”ของสินค้าเกษตรของไทยมาตั้งแต่อดีต ด้านวัฒนธรรมซึ่งคนไทยมีคำ“อู่ข้าว-อู่น้ำ”สะท้อนความจริงว่า อู่ข้าวอู่น้ำของดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นพื้นฐานให้อารยธรรมไทยตั้งแต่โบราณกาลมา ตลอดจนความเชื่อในความเป็น“สิริมงคล”ที่ชาวนาไทยจะมีการทำ“ขวัญข้าว”ฤดูกาลละหลายๆรอบ และที่สำคัญคือ คุณค่าดีเด่นของข้าวไทยทั้งความอร่อยและช่วยสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ตัวอย่างข้าวไทยคุณค่าดีเด่นอย่างข้าวตำนานที่หอมอร่อย เช่น ข้าวพญาลืมแกง ข้าวลืมผัว ข้าวพม่าแหกคุก ข้าวหอมทุ่ง ข้าวหอมดง รวมทั้งข้าวหอมมะลิในปัจจุบัน ส่วนข้าวที่เป็นสิริมงคล ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น ข้าวก่ำ ข้าวก่ำใหญ่ ข้าวนางคง ฯลฯ สำหรับข้าวที่ต้านอนุมูลอิสระสูงมีส่วนร่วมต้านมะเร็งได้ เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว ฯลฯ โดยเฉพาะข้าวกล้องงอกหอมมะลิแดง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าข้าวพันธุ์ธรรมดา 31 เท่า ส่วนข้าวที่มีน้ำตาลต่ำเหมาะกับกินป้องกันเบาหวาน เช่น ข้าวสินเหล็ก ข้าวหอมนิลข้าว กข 43 ฯลฯ และข้าวที่ให้พลังงานสูง เหมาะกับนักกีฬา เช่น ข้าวหอมนิลเชียงราย ข้าวหอมมะลิมันปู เป็นต้น

ช่วงหลายเดือนตั้งแต่ปลายๆ ปีต่อเนื่องถึงต้นปีใหม่ เป็นช่วงที่ผลผลิต“ข้าวใหม่” ออกสู่ตลาด ซึ่งว่าไปแล้ว“ข้าวใหม่” นับเป็นข้าวคุณภาพและเป็นข้าว “สิริมงคล” ที่ในอดีตจะมีการนำข้าวที่ออกใหม่ๆ นี้ ทำเป็นอาหารถวายพระ แต่ภาวการณ์ปัจจุบันช่วงที่ข้าวใหม่ออกสู่ตลาดจำนวนมากกลับเป็นปัญหาต่อชาวนา เพราะทำให้“ราคาตกต่ำ”ลง

การรณรงค์“เทศกาลข้าวใหม่”จึงไม่เพียงรื้อฟื้นให้เห็นถึงคุณค่าของ“ข้าวไทย” ที่สำคัญจะช่วยสนับสนุนให้ชาวนาหันมาเน้นปลูกข้าวไทยคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งส่วนหนึ่งในการช่วยให้“ราคาข้าว”รอดพ้นปัญหาความตกต่ำได้อย่างยั่งยืน การรณรงค์นี้จะเห็นผลได้ก็เมื่อคนไทยที่เป็นผู้บริโภคในเบื้องต้น หันมาให้ความสำคัญในการบริโภค “ข้าวพันธุ์ไทยคุณภาพสูง” เหล่านี้ให้มากขึ้น

โดยจุดเริ่มต้นที่มีความหมายมากช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง “ปีใหม่” ที่จะช่วยกันซื้อหา “ข้าวใหม่” ข้าวพันธุ์คุณภาพเป็น“ของขวัญ”กันให้แพร่หลาย ซึ่งตั้งแต่ต้นธ.ค.มา มีหลายหน่วยงานจัดงานเผยแพร่และขาย “ข้าวใหม่” เช่น ล่าสุดเทศกาลข้าวไทย 2560 (Thai Rice Festival 2017) ที่กรมการข้าวร่วมกับกทม. กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวฯจัดที่ลานคนเมือง กทม. 15-20 ธ.ค.ระดมข้าวใหม่ ข้าวพันธุ์แปลกๆหาซื้อยาก ข้าวเป็นยาธัญโอสถ ให้ซื้อไปเป็นของขวัญกัน

ส่วนภาคเอกชนอย่างปตท.ก็ร่วมจัด “เทศกาลข้าวใหม่” กับเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวโดยเปิดพื้นที่ในปั๊มน้ำมันปตท.768 แห่งทั่วประเทศ ให้ชาวนาในพื้นที่ นำ“ข้าวใหม่” มาขายตรง ตั้งแต่ 1 ธ.ค.ปีนี้ ถึง 28 ก.พ.ปีหน้า และที่สำนักงานใหญ่ปตท.ก็เปิดเทศกาลข้าวใหม่ให้ขายกัน 3 ช่วง18-20 ธ.ค. แล้วก็ 22-26 ม.ค. ตามด้วย 12-16 ก.พ. 2561 เป็นต้น

ก็เชิญชวนกันอีกครั้ง “ข้าวไทย ข้าวใหม่” ของขวัญทรงคุณค่า ช่วยชาวนา ช่วยชาติ และช่วยเราเองให้มีสุขภาพที่ดีครับ

สาโรช บุญแสง

โครงการ9101กระตุ้นศก.5.4หมื่นล.ช่วยลดค่าครองชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309833

โครงการ9101กระตุ้นศก.5.4หมื่นล.ช่วยลดค่าครองชีพ

โครงการ9101กระตุ้นศก.5.4หมื่นล.ช่วยลดค่าครองชีพ

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ9101กระตุ้นศก.5.4หมื่นล. ช่วยลดค่าครองชีพ-สร้างรายได้หมุนเวียนชุมชนมหาศาล

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ด้วยการน้อมนำหลักการ ทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ มาส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในชุมชน โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ 9,101 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนใน ศพก. หลัก 882 แห่งและเครือข่าย 8,219 แห่ง และคัดเลือกเกษตรกรชุมชนละ 500 ราย รวม 4,550,500 รายงบประมาณรวม 22,895 ล้านบาท

สศก. ได้วิเคราะห์ผลลัพธ์ของโครงการในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า โดยพิจารณาจากค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อวัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบ พันธุ์พืช/สัตว์ และค่าจ้างแรงงานของโครงการ พบว่า โครงการมีการใช้จ่ายงบประมาณทั้งสิ้น 19,366.49 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าวัสดุ อุปกรณ์ฯ 9,659.54 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นการจัดซื้อวัสดุสำคัญสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการทำการผลิต เช่น มูลสัตว์ เศษพืช เศษผัก หญ้าแฝก ไม้ และผลไม้โดยหาซื้อจากภายในชุมชนเองหรือชุมชนใกล้เคียง ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะส่งต่อเศรษฐกิจชุมชนสองทางด้วยกัน คือ รายได้จากการจำหน่ายวัสดุในท้องถิ่นจะถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันจากร้านค้าในชุมชน และรายได้จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรภายในชุมชนและพื้นที่ใกล้ จากการนำวัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบ พันธุ์พืช/สัตว์ ไปใช้ทำการผลิต ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็นมูลค่า 21,451 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าจ้างแรงงาน9,706.95 ล้านบาท ซึ่งจ้างเกษตรกรในชุมชนมาทำงานในโครงการได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการนำรายได้จากค่าจ้างมาใช้จ่ายบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันจากร้านค้าภายในชุมชนและใกล้เคียง เช่น ข้าวสาร เนื้อสัตว์ เครื่องดื่ม ผลไม้ ยานพาหนะและเชื้อเพลิงก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็นมูลค่าสูงถึง32,589 ล้านบาท สรุปโครงการ 9101 ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 54,040 ล้านบาท

นอกจากนี้ ภายในโครงการ 9101 ยังมีกิจกรรมฟาร์มชุมชนซึ่งเป็นการจัดทำแปลงและโรงเรือนเพาะปลูกรอบๆ แหล่งน้ำในโครงการทั้งการปลูกพืชและไม้ผล เช่น ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ข้าวโพด พริก มะเขือ น้อยหน่า ฝรั่ง กล้วย การเลี้ยง ปศุสัตว์ เช่น ไก่ไข่และเป็ดไข่ การประมง เช่น การเลี้ยงปลาดุก ปลานิลและกบ การจัดสร้างโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้าและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การแปรรูปสินค้าเกษตรและการจัดให้มีร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของฟาร์ม ซึ่งฟาร์มชุมชนนี้ได้ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี และการร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร ผู้นำชุมชน นอกจากนี้เกษตรกรในโครงการยังสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในพื้นที่ของตนเองได้อีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการ 9101 ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชนสูงถึง 2.8 เท่า ของงบประมาณโครงการ ดังนั้น หากในอนาคตรัฐบาลจะมีนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอีก ควรเน้นการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและจะต้องเป็นรูปแบบที่มีกิจกรรมการผลิตที่ต่อเนื่อง

ปรับปรุงอ่างห้วยทรายขมิ้น กรมชลทุ่ม195ล้านเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309829

x

ปรับปรุงอ่างห้วยทรายขมิ้น กรมชลทุ่ม195ล้านเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปี 2561 กรมชลประทานจะดำเนินการปรับปรุง อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ให้มีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุ “ตาลัส”และ พายุโซนร้อน “เซินกา” ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาพร้อมทั้งจะดําเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณความจุจากปัจจุบัน 2.40 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นมากกว่า 3 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากอ่างฯ ได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 3,000 ไร่ ทั้งนี้คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดได้ภายในปี 2562

สำหรับอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำอูน ก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2496 ปัจจุบันมีอายุมากกว่า 60ปี เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2560 เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักเนื่องจากอิทธิพลของพายุ 2 ลูก คือ พายุ “ตาลัส” และพายุโซนร้อน “เซินกา” ส่งผลให้ปลายเดือนกรกฎาคม 2560 มีปริมาณน้ำไหลหลากจากพื้นที่ตอนบนลงสู่อ่างฯ มากถึง 3.75 ล้านลบ.ม. จนเกินปริมาณความจุอ่างฯ ทําให้น้ำเอ่อไหลล้นข้ามทํานบดินตัวเขื่อนไหล ตรงบริเวณสันเขื่อนใกล้กับบริเวณ ท่อส่งน้ำปากคลองสายใหญ่ฝั่งซ้ายขาด จนมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ประมาณ 0.10 ล้านลบ.ม. ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานสกลนคร ได้ดําเนินการพร่องน้ำให้เหลือไม่ถึงร้อยละ 44ของปริมาณความจุแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม บริเวณสันเขื่อนที่ถูกน้ำกัดเซาะขาด ซึ่งมีความยาวประมาณ 20 เมตร ลึก 4 เมตร นั้นเมื่อเทียบกับความยาวของเขื่อน 1,300 เมตร และความสูง 8 เมตร แล้วถือว่าไม่มากนัก แสดงให้เห็นว่าตัวเขื่อนยังมีความแข็งแรง

“ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการแก้ไข ซ่อมแซมสันเขื่อนที่ถูกน้ำกัดเซาะขาดในระยะเร่งด่วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้ทำการก่อสร้างทํานบดินและซ่อมแซมทํานบดินหลัก พร้อมปลูกหญ้าแฝกบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น เพื่อป้องกันการพังทลายของดิน สามารถเก็บกักน้ำได้ตามปกติ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำอยู่ประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม. แต่เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนสามารถประโยชน์จากอ่างฯได้เต็มศักยภาพ โดยจะใช้งบประมาณ 195 ล้านบาท” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

เปิดตัว‘สวนป่าประชารัฐ’ นำร่อง6แห่งสร้างสุขคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309827

x

เปิดตัว‘สวนป่าประชารัฐ’ นำร่อง6แห่งสร้างสุขคนไทย

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืชได้ดำเนินโครงการ “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย”ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้พื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แก่ พื้นที่วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ และพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเหมาะสมอยู่ใกล้ชุมชม ให้ดำเนินโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย”

ทั้งนี้คำจำกัดความของคำว่า “ป่าในเมือง” ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนั้น หมายถึง พื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่ปลูกต้นไม้ ที่ตั้งอยู่ในเมืองหรือใกล้เมือง โดยภาครัฐ
ร่วมกับท้องถิ่นและชุมชนดำเนินการในลักษณะของพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสม ภายใต้การพัฒนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งของแต่ละพื้นที่ เช่น วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ฯลฯ

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีความเหมาะสมในการดำเนินโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” มีทั้งสิ้น 35 แห่ง โดยมีพื้นที่นำร่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง จ.บุรีรัมย์ สวนพฤกษศาสตร์บ้านเพ จ.ระยอง ตรัง อันดามันเกตเวย์ จ.ตรัง วนอุทยานชะอำ จ.เพชรบุรี สวนพฤกษศาสตร์ดงฟ้าห่วน จ.อุบลราชธานี และ สวนพฤกษศาสตร์พุแค จ.สระบุรี โดยได้เริ่มเปิดตัวที่วนอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟกระโดง เป็นแห่งแรก

ปอเทือง พืชปุ๋ยสดและพืชเพื่อการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309568

ปอเทือง พืชปุ๋ยสดและพืชเพื่อการท่องเที่ยว

ปอเทือง พืชปุ๋ยสดและพืชเพื่อการท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ช่วงนี้ เป็นช่วงที่นิยมปลูกปอเทืองกันมากนะครับ ผมขอทราบวิธีการปลูกและการดูแลด้วยครับ

เกรียงไกร อาจณรงค์

อ.เมือง จ.ลพบุรี

คำตอบ ปอเทือง เป็นพืชตระกูลถั่วที่นิยมนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง 1-3 เมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม มีดอกสีเหลือง ฝักเป็นรูปทรงกระบอก เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้ำตาล ความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร มี 10-20 เมล็ด/ฝัก เป็นพืชที่ใช้ต้นทุนในการปลูกต่ำ และเป็นพืชทนแล้ง เมื่อทำการไถกลบแล้วจะเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพ และสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์นำไปขายต่อได้

วิธีการปลูกปอเทืองในนาข้าว มีการปลูก 2 วิธี คือ

1.ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน หลังการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน ไปเลยในนาข้าว หรือใช้เมล็ดปอเทืองหว่านตามร่องรถเกี่ยวข้าว แล้วกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง

2.การปลูกโดยการเตรียมดิน ทำได้โดยใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้ ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอ และเจริญเติบโตได้ดี

การเก็บเกี่ยวผลผลิต มี 2 วิธี คือ

1.ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะลำต้นของมันมีความแข็ง จะทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรได้ และสำหรับเกษตรกรจะได้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ จึงไม่คุ้มต่อการลงทุน

2.ใช้เคียวเกี่ยว ผึ่งแดดไว้ 3-4 วัน แล้วนำมาใส่กระสอบ แล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย หรือบนลาน แล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย ผลผลิตจะนำไปขาย หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ซ้ำได้

การดูแลรักษาปอเทือง หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้ว ประมาณ 3-5 วัน จะงอก โดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน ไม่ต้องให้น้ำ เมื่ออายุ 50-60 วัน ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 120-130 วัน ศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ หนอนผีเสื้อ จะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน

ทางราชการได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปอเทือง เพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินในพื้นที่ต่างๆ นั้น กรมพัฒนาที่ดิน ได้รับมอบหมายจากทางรัฐส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมานานแล้ว และมีเกษตรกรปลูกปอเทือง เพื่อทำปุ๋ยสดกันเป็นจำนวนมาก ในเบื้องต้น กรมพัฒนาที่ดิน จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ตั้งต้น เมื่อเกษตรกรปลูกแล้วให้ส่งคืน เพื่อนำไปส่งเสริมในพื้นที่อื่นต่อไป กรณีที่เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกเอง เมื่อได้เมล็ดพันธุ์แล้ว สามารถขายต่อได้ กรมพัฒนาที่ดิน ก็ยินดีรับซื้อกลับคืนมา

เมื่อไถกลบปอเทืองจะกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี เกษตรกรสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีบางชนิดได้มากกว่าครึ่งจากที่เคยใช้ นอกจากนี้แล้ว ไร่ปอเทือง ยังมีประโยชน์แฝงอีกคือ สามารถจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ผู้คนได้ไปเที่ยวชมความสวยงาม ที่ไม่แพ้ทุ่งทานตะวัน จะช่วยเสริมสร้างให้เกษตรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากการขายของที่ระลึก ขายอาหาร เครื่องดื่ม และอื่นๆ อีกมากมาย นะครับ

นาย รัตวิ

กรมอุทยานฯจัดวิ่งระดมทุน สมทบสวัสดิการผู้พิทักษ์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309561

x

กรมอุทยานฯจัดวิ่งระดมทุน สมทบสวัสดิการผู้พิทักษ์ป่า

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า โครงการกิจกรรมวิ่งเพื่อผู้พิทักษ์ป่า ครั้งที่ 2 “Run For Ranger 2nd 2017” เป็นการดำเนินตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ความสำคัญและดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยกำหนดจัดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เป็นกิจกรรมวิ่งท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสมทบกองทุนสวัสดิการเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ แบ่งระยะทางวิ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. ฮาล์ฟ มาราธอน 21 กิโลเมตร ค่าสมัคร 700 บาท 2. มินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ค่าสมัคร 500 บาท 3.ฟัน-รัน 3.5 กิโลเมตร ค่าสมัคร 350 บาท ผู้ชนะเลิศจะได้ถ้วยรางวัลจากพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชิงถ้วยรางวัลอีก 10 ถ้วย นอกจากนี้ ผู้สมัครทุกคนจะได้เสื้อ Run For Rangers จำนวน 1 ตัว ผู้เข้าเส้นชัยทุกคนจะได้เหรียญที่ระลึก ด้านการอำนวยความสะดวกนักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมสามารถเข้าพักได้ที่ลานกางเต็นท์ โดยแจ้งความประสงค์ระหว่างการสมัคร และให้นำเต็นท์ เครื่องนอนมาเอง ทั้งนี้ การแข่งขันจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 06.30 น. โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ http://khaoyaimarathon.com และ http://khaoyainationalpark.com หรือติดตามความคืบหน้าได้ที่เฟซบุ๊คเพจ “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่”

แม่ฮ่องสอนพัฒนา‘GI’ถั่วลายเสือ ต่อยอดปั้นผลิตภัณฑ์สู่‘เกษตรอุตสาหกรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309566

x

แม่ฮ่องสอนพัฒนา‘GI’ถั่วลายเสือ ต่อยอดปั้นผลิตภัณฑ์สู่‘เกษตรอุตสาหกรรม’

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเธียรชัย แซ่จู สมาชิกกลุ่มพัฒนาสินค้าเกษตรบ้านหนองผาจ้ำ ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า “ถั่วลายเสือ”หรือ “ถั่วลิสงพันธุ์กาฬสินธุ์ 2” ในท้องถิ่นปลูกกันมานานเรียกกันหลายชื่อ เช่น ถั่วราชินี ถั่วพระราชทาน ถั่วจัมโบ้ลาย และถั่วลายเสือ ลักษณะเด่นคือ เมื่อแกะฝักถั่วออกเมล็ดของถั่วลายเสือจะมีเยื่อหุ้มเมล็ดคล้ายกับลายหนังเสือโคร่ง มีรูปร่างฝักสวย รูปฝักยาวมีจำนวน 2-4 เมล็ดต่อฝัก ถั่วรุ่นหนุ่มจะมีเมล็ดสีขาวและเริ่มมีลายพอใกล้ช่วงเก็บเกี่ยวลายและสีจะชัดมากขึ้น รสชาติค่อนข้างหวาน กรอบนุ่มกว่าถั่วลิสงทั่วไป ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 580 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตต่อปี 500-600 ถัง 1 ถัง นน. 10 กิโลกรัมฝักดิบ ต้นทุนต่อถัง 65-70 บาท ขายเฉลี่ยราคา 120-200 บาท/ถัง ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตแต่ละปี โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงไร่ โรคที่พบในพื้นที่คือ โรคใบแห้งโคนแห้งซึ่งไม่ร้ายแรงต้นยังคงให้ผลผลิตอยู่แต่จะน้อยกว่าเดิมเท่านั้น ส่วนแมลงที่รบกวนคือ แมลงเจาะ เจาะเข้าฝักกินเมล็ดแต่พบไม่มากเกษตรกรจะปล่อยตามธรรมชาติไม่ได้ทำการกำจัด ด้านการบำรุงใช้วิธีไถกลบเพราะต้นถั่วบำรุงดินอยู่แล้ว บางฤดูกาลมีคนมาเหมาแปลงเพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ขายยกแปลงๆละ 1,000 – 2,000 บาท ปลูกได้ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เพราะชอบอากาศเย็นบางปีหากอากาศไม่เย็นจะปลูกได้ผลผลิตน้อยและแทบไม่ได้เลย ดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เช่น ดินร่วน หรือร่วนเหนียว และมีการกระจายตัวของฝนดี เหมาะสำหรับการปลูกในเขตภาคเหนือตามที่ราบเชิงเขา สามารถปลูกได้ 2 รอบ/ปี ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน

ด้าน นางสาวรดาณัฐ อุปนิชากร หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินโครงการจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับตำบลสบป่อง ในปีงบประมาณ พ.ศ.2559 เกษตรกรได้สะท้อนปัญหาเด่นในตำบลคือ ราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจึงเข้าหารือกับทางสภาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการหาแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหา จึงได้แนะนำให้เกษตรกรรวมกลุ่ม ภายใต้ชื่อ “กลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรหนองผาจ้ำ” มีสมาชิก 30 ราย ปัจจุบันกลุ่มพัฒนาฯได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเตรียมพร้อมปรับตัวเป็นเกษตรอุตสาหกรรม โดยความต้องการของกลุ่มคือการรวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่าย มีไซโลสำหรับเก็บผลผลิต การแปรรูปผลผลิต และทางสภาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เตรียมต่อยอดด้วยการสร้าง GI ถั่วลายเสือ ให้คำแนะนำถึงการก้าวสู่ SME รวมถึงการแปรรูปผลผลิต และอื่นๆ ต่อไป

เดินหน้าวางระบบบัญชีสหกรณ์ จัดลำดับชั้นสร้างภูมิคุ้มกันสถาบันเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309564

x

เดินหน้าวางระบบบัญชีสหกรณ์ จัดลำดับชั้นสร้างภูมิคุ้มกันสถาบันเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“วิวัฒน์” มอบแนวทางการทำงาน “กรมตรวจบัญชีสหกรณ์” แนะจัดลำดับชั้นของสหกรณ์ สร้างภูมิคุ้มกัน และทวีความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ทั้งหมด รวมทั้งเดินหน้าการวางระบบบัญชี ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงสังคม-โลกออนไลน์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมหม่อนไหม สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยมีนโยบายสำคัญเบื้องต้น ที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อน คือ การน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เป็นหลักในการขับเคลื่อนงาน ยึดมั่นการทำงานเพื่อประชาชน โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับหลักภูมิสังคม และภูมิศาสตร์

สำหรับกรมตรวจบัญชีและสหกรณ์ ที่มีภารกิจหลักคือการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งการสอนจัดทำบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพ ให้ความรู้ คำปรึกษาแนะนำด้านการเงิน การบัญชีและบริหารความเสี่ยง ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่มีระบบบัญชีที่ดีและมีมาตรฐาน 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่อีก 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ยังทำไม่ได้ จึงต้องมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ เข้าไปสนับสนุน เพื่อยกระดับทั้งระบบ โดยต้องไปจำแนกประเภทและจัดลำดับชั้นของสหกรณ์ เพราะเชื่อว่ามีสหกรณ์ในระดับ 5 ดาวอยู่มาก จึงต้องมีเครื่องมือวัดที่เชื่อถือได้ เพื่อค้นหาจุดแข็งและกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาต่อไป

นายวิวัฒน์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์กว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ มีสมาชิกกว่า 12 ล้านคน จึงจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ให้สามารถรับมือกับสภาวะทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการดำเนินงานของธุรกิจที่มีการแข่งขันกันมากขึ้น และการเติบโตของเทคโนโลยีต่างๆ สหกรณ์และเกษตรกรต้องรู้เท่าทันและปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ ซึ่งการนำระบบบัญชีไปใช้ในการดำเนินธุรกิจและการวางแผนการผลิตทั้งระบบจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

“หัวใจสำคัญของการพอเพียงคือ จะต้องมีภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่มีระบบบัญชีที่ดีและมีมาตรฐาน 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่อีก 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ ยังทำไม่ได้เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ เราจึงต้องมายกระดับกัน และเอาความรู้อื่นๆไปสนับสนุนด้วย สิ่งที่ฝากให้ทั้งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไปดำเนินการคือ การจำแนกประเภทและจัดลำดับชั้นของสหกรณ์ ซึ่งเชื่อว่ามีสหกรณ์ในระดับ 5 ดาวอยู่มาก จึงต้องมีเครื่องมือวัดที่เชื่อถือได้ เพื่อค้นหาจุดแข็งและกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาต่อไปให้เหมาะสมกับภูมิสังคม สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเหลื่อมล้ำได้”

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อเแนะนำในการปฏิบัติงานของ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งให้มีการจำแนกและจัดลำดับชั้นของสหกรณ์ เพื่อปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเข้ามาของระบบออนไลน์ต่างๆ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติ โดยดำเนินการตามหลักการของสหกรณ์และการตรวจวัดตามค่ามาตรฐานของการตรวจบัญชี ทั้งนี้ ในปี 2561 กรมจะทวีความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ทั้งหมด ทั้งการตรวจบัญชี การเข้าไปวางระบบบัญชี รวมทั้งการให้การสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ต่อการประกอบกิจการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ต่อไป

เตรียมพร้อมฝนหลวงปี’61 ส่งอากาศยานซ่อมบำรุงยกชุดเสริมปฏิบัติการปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309563

x

เตรียมพร้อมฝนหลวงปี’61 ส่งอากาศยานซ่อมบำรุงยกชุดเสริมปฏิบัติการปีหน้า

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อมบุคลากรและเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงอากาศยาน สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงในปี 2561 เพื่อให้มีความสมบูรณ์และปลอดภัย ที่จะส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า การซ่อมบำรุงอากาศยานถือว่า เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะอากาศยานที่มีความพร้อมสมบูรณ์ จะมีส่วนผลักดันให้ภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรบรรลุตามวัตถุประสงค์ และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะดำเนินการตามแผนซ่อมบำรุงอากาศยานประจำปี ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2561 คือ

ช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ซ่อมอากาศยานชนิด CASA จำนวน 7 เครื่อง, CARAVAN จำนวน 6 เครื่อง, SKA จำนวน 1 เครื่อง, CN จำนวน 1 เครื่อง ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2561 ซ่อมอากาศยานชนิด CASA จำนวน 6 เครื่อง, CARAVAN จำนวน 4 เครื่อง, SKA จำนวน 1 เครื่อง และช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 มกราคม 2561 ซ่อมอากาศยานชนิด CARAVAN จำนวน 3 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 4 ชนิด จำนวน 29 เครื่อง โดยมีผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2560 ที่ได้ทำการซ่อมบำรุงอากาศยาน เสร็จสมบูรณ์พร้อมบิน จำนวน 15 เครื่อง เหลือจำนวน 14 เครื่อง อยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุงและจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 ตามที่ได้กำหนดไว้

นายสุรสีห์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังได้มีการจัดฝึกอบรม ประกอบด้วยการจัดฝึกอบรม Aviation and Maintenance Human Factors (มนุษย์ปัจจัยและความปลอดภัยในการบำรุงอากาศยาน) และ The Maintenance Initial Training Course เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงอากาศยาน ให้เจ้าหน้าที่ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลให้ภารกิจบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์