จับตาผลผลิตปาล์มพุ่ง คาดปีหน้าแตะ14.7ล้านตัน-เตือนตัดผลผลิตคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309332

x

จับตาผลผลิตปาล์มพุ่ง คาดปีหน้าแตะ14.7ล้านตัน-เตือนตัดผลผลิตคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจภาคสนามในแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันที่สำคัญใน 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร และนครศรีธรรมราช ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกรวมกันคิดเป็นร้อยละ 70 ของประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เพื่อทวนสอบข้อมูลให้เกิดความเชื่อมั่นและนำมาพยากรณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 พบว่า

ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 มีจำนวน 13.5 ล้านตัน และคาดว่าปี 2561 จะมีปริมาณผลผลิต 14.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านตัน
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลที่เพิ่มขึ้นในทุกภาคจากต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่เมื่อปี 2558 ที่เริ่มให้ผลได้ในปีนี้ ประกอบกับปริมาณน้ำฝนในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมามีปริมาณค่อนข้างมากทำให้โอกาสการเกิดจั่นตัวเมียเพิ่มขึ้นส่งผลให้จำนวนทะลายเพิ่มขึ้น รวมทั้งปริมาณน้ำฝนในปี 2560 มีมากเพียงพอต่อความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลผลิตปาล์มน้ำมันในเดือนธันวาคม 2560 และมกราคม 2561 จะเริ่มมีปริมาณลดลง

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการตัดปาล์มคุณภาพเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรได้ เนื่องจากอัตราการสกัดน้ำมันปาล์มทุกๆ 1% ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรจะได้ราคาเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 0.30 บาท นอกจากนั้น การตัดปาล์มสุกที่มีความสมบูรณ์เต็มที่ยังมีผลทำให้น้ำหนักต่อทะลายปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นได้อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 5-10 หรือไม่น้อยกว่า 150-280 กิโลกรัมต่อไร่

ดังนั้น สศก. จึงขอใช้ช่องทางนี้ในการประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มทุกท่าน ในการเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มคุณภาพ สังเกตจากทะลายปาล์มที่มีผลปาล์มสุก มีสีผลปาล์มสุกตรงตามพันธุ์ และมีผลปาล์มร่วงที่สุกตามธรรมชาติ 5-10 เมล็ดต่อทะลาย และหากเกษตรกรท่านใดที่จ้างตัดปาล์มน้ำมัน ควรช่วยกำกับและควบคุมให้ผู้รับจ้างตัดปาล์มน้ำมัน ให้ได้คุณภาพดังกล่าว

เกษตรบูรณาการ : ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปอย่าให้เป็นแค่ความหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309336

เกษตรบูรณาการ : ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่  เหลาลงไปอย่าให้เป็นแค่ความหวัง

เกษตรบูรณาการ : ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปอย่าให้เป็นแค่ความหวัง

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดเรื่องของการทำงานของรัฐมนตรีเกษตรฯ ในส่วนของครม. “ประยุทธ์ 5” ที่ส่งมานั่งกระทรวงเกษตรฯนำทีมโดยหัวเรือใหญ่ อย่าง นายกฤษฎา บุญราช ที่มาพร้อม กับ รมช. อีก 2 คน คือ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธรหรืออาจารย์ยักษ์ และ นายลักษณ์ วจนานวัช ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการเดินหน้า ขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่มีการวางไว้ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่เน้นเรื่องการวางแผนวางเป้าหมายให้ประชาชนที่เป็นเกษตรกรไทย กินดีอยู่ดี

ว่ากันว่าพุ่งเป้าไปทั้งเรื่องของการเร่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเรื่องยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาว่ากันว่ากระทรวงเกษตรฯเปิดกว้างเป็นพื้นที่รับม็อบ จากกลุ่มต่างๆ เข้ามาให้ข้อมูล เรื่องปัญหาภาคการเกษตร เอาว่าใครกลุ่มไหนจะเข้ามาร้องมาบอกว่าเรื่องอะไร ก็เข้ามาได้เลยนิ.. ไม่ต้องห่วงรับทุกเรื่อง ส่วนแก้ได้มากน้อยแค่ไหนว่ากันอีกที งานนี้ก็มีทั้งพวกเดือดร้อนจริง และอ้างเป็นตัวแทนของกลุ่มคนเดือดร้อน เข้ามาเพ่นพ่านเต็มกระทรวงเกษตรฯ  ส่วนของจริงของปลอม ก็ต้องติดตามกันต่อไป เพราะเรื่องนี้คงไม่ยาก จะแยกของจริงของปลอม เพราะท่านรัฐมนตรี เป็นถึงนักปกครอง สายลุยที่ได้ การการันตีมาจากกระทรวงมหาดไทย ที่นายกรัฐมนตรี และแกนนำ การเคลื่อน จากกลุ่ม ใต้ปลายด้ามขวาน ที่เป็นแหล่งผลิตยางที่เป็นปัญหาราคา ณ เวลานี้ให้ความไว้วางใจ ว่าสามารถพึ่งพา และจะนำพาสู่การแกัปัญหาได้ ภายใน 3 เดือน โดยขณะนี้ กำลังเร่งขับเคลื่อนเต็มสูบ  ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องยางพารา ยังมีสินค้าอื่นๆ ที่ต้องขับเคลื่อน ร่วมกันไปด้วย

ขณะเดียวกันลุยแก้จนให้เกษตรกรไทย พ้นทุกข์ ซึ่งเรื่องนี้มอบหมายงาน ให้เป็นหน้าที่ ของ  รมช. “ลักษณ์” วางแผนเร่งร่างแผนลดหนี้เกษตรกร 3.96 ล้านครัวเรือน  ให้เสร็จประกาศเป็นของขวัญปีใหม่สางหนี้นอกและในระบบ ขณะ “อาจารย์ยักษ์”ก็เดินสายมอบงาน โดยควงทีมงานมากกว่า 10 ชีวิต จี้จากหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ กว่า 10 หน่วยงาน ตั้งแต่ กรมชลประทาน ไปจนถึง กรมส่งเสริมสหกรณ์ โชว์ตัวโชว์วิสัยทัศน์ทีมงาน แต่ละคน ที่มีตั้งแต่รับหัวกะทิจาก NASA   ข้าราชการเกษียณข้าราชการที่หอบหิ้วกันมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ไปจนถึงเด็กน้อยหัวกะทิจากรั้วจุฬาฯ ที่ลาออกจากงานมาเดินตามตูด “บิ๊กยักษ์” ว่ากันว่า จี้จิกงาน แต่ละกรม สุดท้าย สรุปว่า งานของคนกระทรวงเกษตรฯ ที่วางแผนวางงานที่ผ่านมา ไม่มีอะไรดี งานนี้บิ๊กยักษ์ ลั่นวาจาพร้อมทีมงานว่า จะสังคายนาหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯทั้งหมด ให้พูดภาษาเดียวกันให้เข้าใจ ภายใน 1 เดือน ก่อนเดินหน้าทำงานแถมยังให้คุณครูที่ตามแห่กันมา ไปกำหนดหลักสูตรที่จะสอนข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ 4 หลักสูตรให้รู้จักคำว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แจ่มแจ้ง ด้วย

งานนี้ ต้องบอกว่า มึนกับนโยบาย ของ รมต. เกษตรฯ ชุดใหม่ ไหนบอกว่า จะใช้นโยบาย ต่อ เติม แต่ง แต่ที่ทำมา ที่เห็น มันรื้อทั้งหมด เหมือนต้องเริ่มใหม่ทุกเรื่อง งานนี้ต้องบอกว่า ระวังขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ และเหลาลงไปเกษตรกรไทยอาจไร้ความหวังระวังนะเจ้าคะ ต่อ เติม แต่ง อาจกลายเป็น ต้วม เตี้ยม และตกต่ำ

ราชดำเนิน

เกษตรฯเล็งยกเครื่องกรมฝนหลวง เพิ่มอัตรากำลังคน-เติมประสิทธิภาพเป้าหมายปฏิบัติการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309333

x

เกษตรฯเล็งยกเครื่องกรมฝนหลวง เพิ่มอัตรากำลังคน-เติมประสิทธิภาพเป้าหมายปฏิบัติการ

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“อ.ยักษ์” ยกเครื่องกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าสร้างขวัญและกำลังใจ สนับสนุนกรอบอัตรากำลังคน พร้อมมอบนโยบายกรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สนองงานสืบสานตามศาสตร์พระราชา พร้อมหนุนสร้างนักวิจัยต้นทาง ด้านดิน น้ำ และฝนหลวง

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล โดยในส่วนของกรมฝนหลวงฯนั้น ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการเข้าบรรเทาปัญหาวิกฤตภัยแล้ง จึงได้มอบนโยบายและจะให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ ดังนี้

1.ด้านกรอบอัตรากำลังคน ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญ โดยจะมีการขอเพิ่มอัตรากำลังและความก้าวหน้าของบุคลากร ซึ่งต้องมีการเจรจาร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบบริหารราชการ เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการของหน่วยงาน

2.เพิ่มประสิทธิภาพกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากปัญหาภัยแล้งจำเป็นต้องมีการเตรียมการวางแผนล่วงหน้าเพื่อรองรับฝนทิ้งช่วง จึงได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนงานโดยมุ่งเน้นการปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย และพื้นที่ที่ประสบปัญหา ตลอดทั้งพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง ซึ่งจะต้องสร้างศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านฝนหลวงในระดับนานาชาติและจัดตั้งโรงเรียนการบินขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

3.การส่งเสริมความร่วมมือของประชาชน และการสร้างความเข้มแข็งในมวลชนอาสาสมัครฝนหลวง ซึ่งปัจจุบันกรมฝนหลวงมีอาสาสมัครฝนหลวงอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้นโดยให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เช่น ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีการปลูกต้นไม้ เก็บกักน้ำ เพื่อให้เกิดความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศอย่างเหมาะสมที่จะทำฝนหลวงในพื้นที่ เป็นต้น

4.การจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง และดูแลความเป็นอยู่ของบุคลากรในสังกัด ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในช่วงฤดูการทำฝน จำนวน 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม)โดยไม่มีวันหยุดราชการ อาจส่งผลให้บุคลากรมีความท้อถอยในการปฏิบัติงานได้ จึงควรสร้างขวัญและกำลังใจด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียมสมเหตุสมผล

สำหรับ กรมพัฒนาที่ดิน ได้มอบหมายให้ดำเนินงานตามนโยบายเดิมของกระทรวงเกษตรฯ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ดี และให้การใช้ที่ดินเป็นไปอย่างถูกประเภท มีการบริหารจัดการที่ดี และในส่วนของดินเสื่อมโทรมก็ให้ดำเนินการฟื้นฟูตามแนวทางพระราชดำริ ที่ทรงปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่าง ทั้งการปลูกหญ้าแฝก การแกล้งดิน การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ที่สำคัญจะต้องสนองงานตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเฉพาะพระอัจฉริยภาพด้านดินให้สืบสานและส่งเสริมประสิทธิภาพเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2561 กรมพัฒนาที่ดินจะดำเนินการจัดงานวันดินโลกให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ เพื่อให้ปวงชนชาวไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

ขณะที่ สำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จะสนับสนุนให้สร้างนักวิจัยต้นทาง ทั้งด้านดิน ด้านน้ำ และด้านการทำฝนหลวง โดยให้งานวิจัยไปถึงชาวบ้าน สามารถสื่อสารสังคม เพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นประโยชน์และได้รับประโยชน์จากงานวิจัย ซึ่งจะนำมาสู่การให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดำเนินด้านต่างๆ ต่อไป

เตือนสภาพอากาศ‘แห้งแล้ง’ ระวังราดำระบาดสวนมะม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309331

x

เตือนสภาพอากาศ‘แห้งแล้ง’ ระวังราดำระบาดสวนมะม่วง

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้จะเข้าสู่ช่วงที่มะม่วงเริ่มออกดอก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงในเขตภาคเหนือตอนล่างเฝ้าระวังในช่วงที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตการระบาดของโรคราดำ มักพบคราบราสีดำติดตามส่วนต่างๆ ของต้น เช่น ใบ ยอด ช่อดอก และผล ซึ่งจะทำให้ช่อดอกบานช้า หรือบานผิดปกติ เหี่ยว และหลุดร่วงลงได้ บางครั้งอาจทำให้ไม่ติดผล ถ้าพบอาการของโรคที่ผลมะม่วง จะทำให้ ผลเหี่ยวและหลุดร่วงในที่สุด โดยมากจะพบการระบาดของโรคราดำในช่วงที่มีแมลงปากดูด อาทิ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้ง

นอกจากนี้ หากพบการระบาดของโรคราดำ ให้เกษตรกรพ่นด้วยน้ำเปล่าล้างสารเหนียวที่แมลงปากดูด ขับถ่ายไว้และคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค เนื่องจากเชื้อราจะเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูด ขับถ่ายไว้ คือ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้ง ดังนั้น เกษตรกรควรพ่นด้วยสารกำจัดแมลง กรณีพบเพลี้ยจักจั่น ให้พ่นด้วยสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หากพบเพลี้ยหอย ให้พ่นด้วยสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนถ้าพบเพลี้ยแป้ง ให้พ่นด้วยสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

กยท.ปล่อยกู้สวนยางรายละ5หมื่น l ดอกเบี้ยร้อยละ2ลงทุนปลูกพืชผสมผสานเสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309334

x

กยท.ปล่อยกู้สวนยางรายละ5หมื่น l ดอกเบี้ยร้อยละ2ลงทุนปลูกพืชผสมผสานเสริมรายได้

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. มีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรปลูกสวนยางแบบเกษตรผสมผสาน หรือปลูกพืชเชิงซ้อน โดยจะสนับสนุนเงินทุนให้กู้เพื่อนำมาประกอบอาชีพจากกองทุนพัฒนายางพารารายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งจะเพียงพอสำหรับการนำไปลงทุนประกอบอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้สร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรชาวสวนยางโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยได้อย่างยั่งยืน

สำหรับอาชีพเสริมในการทำสวนยางแบบผสมผสานนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เกษตรกรอาจจะปลูกพืชแซมยาง หรือพืชร่วมยางก็ได้ เช่น การปลูกข้าวไร่ สับปะรด อ้อยคั้นน้ำ กล้วย มะละกอขมิ้นชัน ข่า ตะไคร้ น้าวัวตัดดอก ขิงแดง ดาหลา ไผ่เลี้ยงหวาน ไผ่ตง ไผ่กิมซุ่ง หวายกินหน่อ สละ ไม้ผลต่างๆ เห็ดต่างๆ ผักเหลียง ผักกูด ผักหวานป่า เป็นต้น

นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนยางอาจจะนำเงินมาลงทุนประกอบอาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ หรือทำประมงแบบผสมผสานในสวนยางก็ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงแพะ การเลี้ยงหมูหลุม (หรือหมูบังเกอร์) เลี้ยงไก่พื้นเมือง เป็ด การเพาะจิ้งหรีด ชันโรง ด้วงสาคู เลี้ยงผึ้งพันธุ์ หนอนนก การเลี้ยงกบหรือปลาดุกในบ่อซีเมนต์หรือบ่อพลาสติก ภายในสวนยาง เป็นต้น หรือแม้การประกอบอาชีพเสริมอื่นๆ เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่อผ้า เป็นต้น ซึ่ง กยท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและความรู้ในการประกอบอาชีพเสริมดังกล่าว โดยเกษตรกรสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้จากหน่วยงานของ กยท.ในพื้นที่นั้นๆ

อย่างไรก็ตาม การทำอาชีพเสริมจะประสบผลสำเร็จได้นั้น เกษตรกรจะต้องมีความขยัน อดทน และที่สำคัญจะต้องเกิดจากความต้องการของเกษตรกรจริงๆ ซึ่งที่ผ่านมามีเกษตรกรหลายรายที่ประสบผลสำเร็จในการทำสวนยางแบบผสมผสานดังกล่าว ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าราคายางพาราจะตกต่ำหรือวิกฤติแค่ไหนก็ตาม

รองผู้ว่าฯ กยท.กล่าวต่อว่า สำหรับสวนยางเก่าที่ต้องการโค่นเพื่อปลูกใหม่ กยท. มีเป้าหมายที่จะโค่นสวนยางเก่าให้ได้ปีละ 400,000 ไร่ และปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดีประมาณ 200,000 ไร่ ที่เหลือปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หรือไม้ผล จะทำให้ในแต่ละปีได้ผลผลิตที่ดีมาทดแทนผลผลิตที่เสื่อมสภาพ โดยเกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนไร่ละ 16,000 บาท ทั้งนี้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

‘บิ๊กตู่’โอดอย่ากดดันแก้ราคายาง เล็งชดเชยดอกเบี้ยช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/309037

'บิ๊กตู่'โอดอย่ากดดันแก้ราคายาง เล็งชดเชยดอกเบี้ยช่วยเกษตรกร

‘บิ๊กตู่’โอดอย่ากดดันแก้ราคายาง เล็งชดเชยดอกเบี้ยช่วยเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 15.49 น.
วันที่ 15 ธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติว่า ที่ประชุมได้หารือการแก้ไขปัญหาราคายางพาราในหลายประเด็น ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการ โดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้หารือร่วมกัน ซึ่งมาตรการที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง และมีงบประมาณจำนวนหนึ่งให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือในเรื่องของการชดเชยดอกเบี้ยในการหาเงินทุนต่างๆ ตนคิดว่าการแก้ไขปัญหาจะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะการแก้ปัญหานั้นจะให้หวือหวาคงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากราคายางพาราผูกพันกับท้องตลาด มีผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ยางพาราโลก แม้เราจะมียางพารามากหรือมียางพาราที่ดีที่สุดในโลก แต่ยางก็คือยาง โดยหลายภาคส่วนก็พยายามลดต้นทุน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เขาจึงได้มีความพยายามที่จะปลูกยางพาราในพื้นที่อื่นซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า แม้คุณภาพจะน้อยลงก็ไม่เป็นไร ซึ่งจะเป็นปัญหาของเราในอนาคต โดยรัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาให้ได้ทั้งระบบ อย่างไรก็ตามอย่างเร่งรัดกดดันตนเลย ทั้งนี้จะเสนอมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราให้ที่ประชุมครม.พิจารณาต่อไป

เกษตรฯไฟเขียวต่อเบียนพาราควอต ยันเอกสารถูกต้องมายื่นขอได้ทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308854

x

เกษตรฯไฟเขียวต่อเบียนพาราควอต ยันเอกสารถูกต้องมายื่นขอได้ทันที

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีการพิจารณาคำขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอต ของผู้ประกอบการเดิมที่ขอต่ออายุก่อนที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนจะหมดอายุว่า คณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อมูลความเป็นพิษของวัตถุอันตราย ผลการวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ ผลการทดลองประสิทธิภาพ และรายละเอียดอื่นๆแล้ว  พบว่ามีเอกสารครบถ้วน และถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงมีมติเสนอให้รับต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนได้จนถึงปัจจุบันจำนวน 4 ทะเบียน  ซึ่งในจำนวน 4 ทะเบียนนี้เป็นผู้ประกอบการคนไทย 1 รายซึ่งเป็นพาราควอตจากแหล่งผลิตประเทศจีน และผู้ประกอบการต่างชาติ 1 ราย  ซึ่งเป็นพาราควอตจากประเทศอินโดนีเซียและจีน โดยยืนยันว่า กรมวิชาการเกษตร ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทข้ามชาติหรือผู้ประกอบการรายใด รวมทั้งไม่ได้ส่งเสริมการค้าผูกขาดทำให้มีผู้ขายน้อยรายแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทที่ได้รับการต่อทะเบียนนำเข้าพาราควอตจากประเทศจีนเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ประกอบการที่นำเข้าพาราควอตจากประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ยังสามารถขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนพาราควอตได้เหมือนเดิมหากมีข้อมูลเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ

“ผู้ประกอบการที่ได้รับการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนทั้ง 2 ราย ยังคงนำเข้าพาราควอตจากประเทศจีน ซึ่งผลิตเพื่อการส่งออก ส่วนกรณีพาราควอตไดคลอไรด์สูตรเม็ด ปัจจุบันยังไม่มีผู้มายื่นขอขึ้นทะเบียน” นายสุวิทย์ กล่าว

‘เกษตรกร’หนี้ลด-รายได้ขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308855

‘เกษตรกร’หนี้ลด-รายได้ขยับ

‘เกษตรกร’หนี้ลด-รายได้ขยับ

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดว่า ทิศทางรายได้เกษตรกรปี 2560 เมื่อพิจารณาจากดัชนีรายได้เกษตรกร มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่ขายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ต่างๆ และกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 156.50 ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ถึงร้อยละ 7.98 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.69 จากแผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านใส ทำให้ทุกภูมิภาคของประเทศสามารถทำการเพาะปลูกได้เพิ่มขึ้น และยังมีน้ำต้นทุนเหลือเพียงพอสำหรับการทำการเกษตรฤดูแล้งปี 2561

ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปี 2560 พิจารณาจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้หดตัวเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1.6 จากการที่รัฐบาลได้เข้าส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรในการทำการการผลิตโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เน้นการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร (ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) โครงการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร การขยับช่วงการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งโครงการและมาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้เข้าไปมีส่วนช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำเหมือนที่ผ่านมา สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติต่างๆ รัฐบาลได้เร่งรัดเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทั้งเป็นการเฉพาะหน้า การชดเชยความเสียหาย และการฟื้นฟูส่งเสริมอาชีพผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ โครงการ 9101

หากมองหนี้สินครัวเรือนเกษตรปี 2560 จากการสำรวจของ สศก. เบื้องต้นพบว่า มีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2559 โดยหนี้สินครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 40 เป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตและเก็บรักษาผลผลิตเพื่อรอการจำหน่าย ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของภาคเกษตรโดยรวม และสอดรับกับรายได้เงินสดทางการเกษตรของครัวเรือนปี 2560

กรมชลฯเร่งผุด 3 อ่างฯสร้างความมั่นคงให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302846

กรมชลฯเร่งผุด 3 อ่างฯสร้างความมั่นคงให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

กรมชลฯเร่งผุด 3 อ่างฯสร้างความมั่นคงให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

          กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำ รองรับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก  หวังเสริมสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ  และแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน เตรียมผลักดันสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 3 แห่งในระยะเร่งด่วน มูลค่ารวมกว่า 6,700 ล้านบาท
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์   อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก   เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำรองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นทั้งปัจจุบันและอนาคต   รวมทั้งหาแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ  อำเภอแม่ระมาด และพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีพื้นที่การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ 21 ตำบล5 อำเภอของจังหวัดตากคือ อำเภอแม่ระมาด  แม่สอด  พบพระ  วังเจ้า  และอำเภอเมือง
โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าวในปัจจุบัน มีทั้งหมด 62 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 29.45 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.56 ของปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในพื้นที่โดยมีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 81,825 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.43 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดเท่านั้น
ส่วนโครงการตามแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษตากที่เคยศึกษาเบื้องต้นไว้นั้น มีทั้งหมด 153 โครงการ ประกอบด้วย  โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางจำนวน 21 โครงการ และ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอีก 132 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำรวมกันได้ 366.17 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์รวม 384,629 ไร่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งหมดประมาณ 24,690.93 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามในการศึกษาในครั้งนี้ กรมชลประทานได้ทำการคัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต้นและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านห้วยยะอุ  ตัวเขื่อนจะสร้างกั้นห้วยแม่ละเมา  สาขาของแม่น้ำเมยที่บ้านห้วยยะอุ ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  เป็นอ่างฯขนาดกลางมีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 85.285 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

โดยปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 314.136 ล้าน ลบ.ม./ปี   เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 70,000 ไร่  ส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 21 ล้าน ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศน์ลำน้ำ 3.245 ลบ.ม./วินาที  ใช้งบการก่อสร้างประมาณ 1,415 ล้านบาท  พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ  จะต้องดำเนินการศึกษาEIA
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยอุ้มเปี้ยมตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยอุ้มเปี้ยม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 2 บ้านแม่ละเมา ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก  เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 84.07 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,407 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 82.17 ล้าน ลบ.ม./ปี  เมื่อแล้วเสร็จ  จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 38,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 600,000ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.50 ลบ.ม./วินาที  ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 5,084 ล้านบาท  พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ  จะต้องดำเนินการศึกษาEIA เช่นเดียวกัน
และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดหลวงตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยแม่กึ๊ดหลวง  ลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา  ที่หมู่ 12 บ้านใหม่พัฒนา ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก    เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 2.445  ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 4.64 ล้าน ลบ.ม./ปี  เมื่อแล้วเสร็จ  จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 76,030  ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.075 ลบ.ม./วินาที  ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 268 ล้านบาท  โดยพื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าละเมา

ด้านนายมานพ ทิยอด ซึ่งเป็นประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานเขื่อนโกกโก่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวด้วยว่า เกษตรกรที่นี่ได้มีน้ำใช้เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะทำนาได้ถึงปีละ 2 ครั้งและมีน้ำเพาะปลูกตลอดทั้งปี หากจะมีการสร้างอ่างไว้เก็บน้ำที่มีมากในช่วงฝนไว้มาเติมในหน้าแล้งก็จะดี ก็จะทำให้มีรายได้มากขึ้นด้วย และหากน้ำมีพอก็แบ่งปันกันใช้ได้  แต่การสร้างเขื่อนต้องใช้เวลานาน ตอนนี้อยากให้กรมชลประทานมาขุดลอกคูคลองส่งน้ำสายใหญ่เพราะมีตะกอนเพิ่มขึ้นเร็วมาก กลุ่มผู้ใช้น้ำก็ยินดีที่จะมาร่วมกันทพความสะอาดด้วย เพื่อจะทำให้ส่งน้ำได้รวดเร็วไปถึงแปลงนาได้เต็มที่

กรมชลผนึกมูลนิธิโรตารีไทยพัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302842

กรมชลผนึกมูลนิธิโรตารีไทยพัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

โครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

กรมชลจับมือมูลนิธิภาคโรตารีไทย ลงนาม MOU พัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

           วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน และนายพิชัย รัตตกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิภาคโรตารีไทย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับมูลนิธิภาคโรตารีไทย เพื่อสืบสานการดำเนินโครงการแก้มลิง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการหนองโนนต่าย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร สำหรับใช้เพื่อการอุปโภค – บริโภค และทำการเกษตร โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 ผู้บริหารกรมชลประทาน และคณะผู้บริหารจากมูลนิธิภาคโรตารีไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล. ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพ ฯ

กรมชลผนึกมูลนิธิโรตารีไทยพัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง ๒ หน่วยงาน เพื่อสืบสานพระราชปนิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบิตร และดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องของน้ำอุปโภค – บริโภค และปัญหาน้ำแล้ง – ท่วม ให้กับประชาชนในประเทศ พร้อมกันนี้กรมชลประทานจะดำเนินโครงการดังกล่าวให้เสร็จสมบูรณ์ ตามเจตจำนงของมูลนิธิภาคโรตารีไทย ที่ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณมาเพื่อดำเนินการพัฒนาแก้มลิงดังกล่าว
สำหรับโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย ตั้งอยู่ที่ บ้านเสาวัด หมู่ 2  ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร มีเนื้อที่รวม 507 ไร่  1 งาน ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในช่วงฤดูฝนจะเกิดปัญหาน้ำท่วม พอถึงช่วงฤดูแล้งปริมาณน้ำในแก้มลิงหนองโนนต่ายก็จะมีไม่เพียงพอต่อการทำนาปรัง และเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องมีการขุดลอก โดยการจะขุดลอกให้มีความกว้างเฉลี่ย 812 เมตร ยาว 1,000  เมตร ลึก 3.5 เมตร มีความจุประมาณ 2.40 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมดำเนินงานก่อสร้างอาคารท่อรับน้ำ 3 แห่ง และซ่อมแซมอาคารระบายน้ำล้นอีก 1 แห่ง มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 1,800 ไร่ ครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 350  ครัวเรือน โยใช้งบประมารของกรมชลประทาน และจากสโมสรโรตารีแห่งประเทศไทยอีกส่วนหนึ่ง