Def Jam Recordings Thailand โชว์เดือดกลางเวทีWonderfruit 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/462994

Def Jam Recordings Thailand โชว์เดือดกลางเวทีWonderfruit 2019

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปแล้วกับงานเฟสติวัลระดับสากลแห่งปี อย่างงาน “Wonderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต)” ครั้งที่ 5 ที่กลับมาสร้างสีสันของศิลปะให้คนรักเสียงเพลงทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลมารวมตัวกัน สัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติ สนุกสนานกับกิจกรรมอัดแน่นเต็มอิ่มข้ามวันข้ามคืนทั้งศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และหัวใจสำคัญก็คือ ดนตรี!! ซึ่งเวที SOT ก็เป็น Camp ไฮไลท์ที่ยืนหนึ่งอยู่กับงาน “Wonderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต)” มาตลอด

ปีนี้พิเศษสุด คือการยึดเวทีครั้งใหญ่จากค่ายเพลงฮิปฮอประดับโลกที่กำลังจะเปิดตัวไทยอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ นั่นก็คือ Def Jam Recordings Thailand ซึ่งยกทัพนำกลุ่มศิลปินแนวหน้าอาทิ DABOYWAY, TWOPEE, DJAYBUDDHA, YOUNGBONG, JUU4E, ZIGGARICE และอีกมากมาย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันเขย่าเวทีสุดเดือดให้ผู้ชมมันส์แบบไม่มียั้ง ทำเอาผู้ชมทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติทึ่งในความร่วมมือกันได้อย่างลงตัว และที่สำคัญคือมีการแทรกสีสันสำเนียงความเป็นไทยลงไปในความสากล ซึ่งเรียกคะแนนจากผู้ชมได้อยู่หมัดจริงๆ นับได้ว่าเป็น “Stage Takeover” ครั้งแรก ที่ประสบความสำเร็จและเป็นการเชิดหน้าชูตาให้กับชาวไทยเลยทีเดียวไม่เพียงเท่านี้ สำหรับคอฮิบฮอปตัวจริง ปักหมุดรอเซอร์ไพรส์ได้เลย กับโปรเจกท์ใหญ่อย่าง “Def Jam Thailand Compilation” ภายใต้ผลผลิตจาก “Def Jam Writing Camp” ที่รวมตัวแรปเปอร์กว่า 15 ชีวิต และโปรดิวเซอร์อีก 5 คน ไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกัน เพื่อร่วมกันผลักดัน และสร้างผลงานมาสเตอร์พีซให้กับวงการฮิปฮอปเมืองไทย ซึ่งคาดการณ์ว่าเพลงแรกจะปล่อยออกมาให้ทุกคนได้ฟังพร้อมกันในช่วงต้นปี 2020 แน่นอน…

‘NCT DREAM’สานฝันอันแสนหวาน สนุกเต็มที่คอนเสิร์ตครั้งแรกในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/462997

‘NCT DREAM’สานฝันอันแสนหวาน สนุกเต็มที่คอนเสิร์ตครั้งแรกในไทย

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“NCT DREAM” (เอ็นซีที ดรีม) สานฝันอันแสนหวานให้กลายเป็นจริง กับคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย NCT DREAM TOUR “THE DREAM SHOW”-in BANGKOK ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้ถือเป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกของ NCT DREAM นับตั้งแต่เดบิวต์ ซึ่ง SM True ก็ไม่พลาดโอกาสพาพวกเขามาเจอกับแฟนคลับชาวไทยก่อนใคร ซึ่งกระแสตอบรับท่วมท้นจนบัตรทั้ง 2 รอบการแสดงถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงในวันแรกที่เปิดจำหน่าย

เริ่มต้นความประทับใจกับปรากฏตัวสุดอลังการของแต่ละคนที่ค่อยๆโรยตัวลงมาบนเวทีด้วยลิฟต์ ก่อนจัดเต็มกับการแสดงที่เรียกเสียงกรี๊ดกระหึ่มในเพลง “GO”, “Drippin”, “119” แล้วจึงได้ทักทายแฟนคลับชาวไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งพวกเขาก็ได้เตรียมคำพูดภาษาไทยมาอ้อนแฟนๆ พร้อมบอกว่าดีใจมากที่ได้มาประเทศไทย และขอบคุณทุกการตอบรับ ต่อด้วยการเพิ่มบรรยากาศความร้อนแรงของคอนเสิร์ตให้มากขึ้นไปอีก กับเพลงฮิตจากอัลบั้มอย่าง “We Go Up, Chewing Gum, BOOM ที่สำคัญ ยังมีช่วงที่ได้พบกับเอกลักษณ์ และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละสมาชิก ซึ่งช่วยให้การแสดงครั้งนี้ยิ่งน่าหลงใหลมากขึ้น

‘ชุมทางดาวทอง’จัดใหญ่ตามคำขอ!! เปิดออดิชั่นซูเปอร์นักร้องงานเลี้ยง ซีซั่น2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/462960

‘ชุมทางดาวทอง’จัดใหญ่ตามคำขอ!! เปิดออดิชั่นซูเปอร์นักร้องงานเลี้ยง ซีซั่น2

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จัดใหญ่ จัดเต็ม ตามที่ขอแบบไม่รอช้า…กับการเปิดออดิชั่น “ชุมทางดาวทอง” ซูเปอร์นักร้องงานเลี้ยง ซีซั่น 2 ที่จัดขึ้นเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ MCC HALL เดอะมอลล์บางกะปิ

หลังจากที่ซีซั่นแรกกำลังแข่งขันกันดุเดือดว่าที่เดอะวินเนอร์เดาไม่ออกว่าจะเป็นใคร? เพราะความสามารถสูสีดีกรีเด็ดกันทั้งนั้น ส่วนความสนุกโดนใจคนดูชนิดเรตติ้งถล่มทลาย บวกกับกระแสตอบรับจากเหล่านักร้องงานเลี้ยงทั่วราชอาณาจักรไทย รายการ “ชุมทางดาวทอง” ทางช่อง 7 HD จึงตอบรับคำขอจากเหล่านักร้องงานเลี้ยง เปิดออดิชั่น ในซีซั่น 2 แบบฉับไวทันใจซึ่งเหล่านักร้องงานเลี้ยงทั่วสารทิศ ทุกเพศทุกวัย แห่มาสมัครเข้าร่วมออดิชั่นกันเพียบ เริ่มกันตั้งแต่เช้า โดยแต่ละคนนั้นบอกได้เลยว่าลีลาจี๊ดจ๊าดจัดจ้าน ชนิดที่ว่าซีซั่น 1 ว่ามันส์แล้ว ซีซั่น 2รับประกันว่าต้องมันส์กว่าแน่นอนจ้า!!

เปิดหลักฐานดัตช์ พระเจ้าตากสินไม่ได้หนีจากกรุงศรีแต่ไปตามคำสั่งพระเจ้าเอกทัศน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610354

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 15:39 น.

เปิดหลักฐานดัตช์ พระเจ้าตากสินไม่ได้หนีจากกรุงศรีแต่ไปตามคำสั่งพระเจ้าเอกทัศน์

เรารู้กันดีว่าก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา “พระยาตาก” หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รวบรวมไพร่พลจำนวน 1,000 นายเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 หรือก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกประมาณ 3 เดือน

ใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวถึงตอนนี้ไว้ว่า “ขณะเมื่อกรุงเทพมหานคร (กรุงศรีอยุธยา) ยังมิได้เสียนั้น พระเจ้าอยู่หัวอันมีอภินิหารนับในเนื้อหน่อพุทธางกูรเจ้า (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ตรัสทราบพระญาณว่า กรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย แต่เหตุที่อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม จึงอุตสาหะด้วยกำลังกรุณาแก่สมณพราหมณาจารย์และบวรพุทธศาสนาจะเสื่อมศูนย์ จงชุมนุมพรรคพวกพลทหารจีนไทยประมาณพันหนึ่ง สรรพด้วยเครื่องศาสตราวุธประกอบด้วยทหารผู้ใหญ่นั้น … ยกออกไปตั้ง ณวัดพิชัย …ฝ่ากองทัพพะม่าออกมาเป็นเพลาย่ำฆ้องค่ำยามเสาร์ ได้รบกันกับพะม่า พะม่ามิอาจต่อต้านบารมีได้ถอยไป ก็ดำเนิรด้วยพลทหารโดยสวัสดิภาพไปทางบ้านเข้าเม่าก็บรรลุถึงบ้านสามบัณฑิต”

จากบันทึกตอนนี้จะเห็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล็งเห็นว่า “กรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย” คือจะเสียเมืองเพราะ “อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม” หมายความว่าพระมหากษัตริย์และประชาชนมิได้มีคุณธรรม จึงทรงพากำลังไพร่พลยกหนีออกมาตั้งหลัก จากนั้นทรงรบตามรายทางทั้งพม่าและไทยด้วยกันเพื่อสร้างฐานที่มั่นของพระองค์เอง

คำถามก็คือทำไม “อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม” เรื่องนี้อาจเกี่ยวกับแผนการรับศึกพม่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ใน จดหมายความทรงจำ ของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) บันทึกไว้ว่า ” กรุงเก่าพม่ายกมา … ล้อมรอบเกาะเมืองอยู่กลาง พลในเมืองขึ้นหน้าที่ประจำช่องเสมาเมืองถึง 700,000 ประจุปืนทุกหน้าที่มิให้ยิงสู้ข้าศึก แผ่นดินต้น (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) อยู่หน้าที่วัดแก้ว ได้ยิงสู้พม่าครั้งหนึ่ง ต้องคาดโทษมิให้ยิง ให้แจ้งศาลาก่อน พม่าล้อมไว้สามปี แผ่นดินต้นหนีออกจากเมืองกับผู้คนพรรค์พวก 500 มีปืนถือติดมือแต่ท่าน หนีข้ามฟากไปตวันออก … หนีออกจากเมือง”

จากบันทึกนี้เราจะเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทำหน้าที่รักษาเมืองและทรงยิงปืนต่อสู้กับพม่า แต่ราชสำนักมีคำสั่งห้ามยิง ต่อมาพระองค์จึงพาพรรคพวกนีออกจากเมืองไป ในบันทึกนี้ระบุว่ามีเพียง 500 คน และพระองค์มีเพียงปืนติดตัวไปเท่านั้น

มีเรื่องเล่ากันว่า พระเจ้าเอกทัศน์ทรงห้ามยิงปืนใหญ่เพราะพระสนมตกใจกลัว เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าให้ขุนนางฟังอยู่ใน “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” ว่าเป็นเพราะคนในกรุงศรีอยุธยายุคนั้นไม่รู้วิธีรบทัพจับศึกแล้วจึงใส่ดินปืนผิดเพี้ยนๆ พอใส่มากก็เสียงดังจนพระสนมนางในตกใจกันต้องเอาสำลีอุดหู พอใส่น้อยเกินไปปืนก็ยิงไม่ถึงค่ายพม่า

ทรงเล่าว่า “ครั้งพม่ายกเข้ามาทั้งค่ายอยู่วัดแม่นางปลื้มนั้น จะหาคนรู้วิชาปืนยิงปืนเป็นสู้รบกับพม่าก็ไม่มี สูญทแกล้วทหารเสียหมด รับสั่งสั่งให้เอาปืนปะขาวกวาดวัดขึ้นไปยิงสู้รบกันที่หัวรอ ต่างคนต่างก็ตกตื่นใจเอาสำลีจุกหู กลัวเสียงปืนจะดังเอาหูแตก ว่ากล่าวกันให้ใส่ดินแต่น้อย ครั้นใส่แต่น้อยกำหนดจะยิง ข้างน้ำข้างใน (หมายถึงพระสนมนางใน) ก็พากันร้องวุ่นวายเอาสำลีจุกหูไว้ กลัวหูจะแตก รับสั่งก็สั่งให้ผ่อนดินลงเสียให้น้อยลง จะยิงแล้วไม่ยิงเล่า แต่เวียนผ่อนลง ๆ ดินก็น้อยลงไปทุกที ครั้นเห็นว่า น้อยลงพอยิงได้แล้วก็ล่ามชนวนออกไปให้ไกลทีเดียว แต่ไกลอย่างนั้นคนยิงยังต้องเอาสำลีจุกหูไว้กลัวหูจะแตก ครั้นยิงเข้าเสียงปืนก็ดังพรูดออกไป ลูกปืนก็ตกลงน้ำหาถึงค่ายพม่าไม่”

บางคนจึงแต่งเรื่องเสริมไปว่าพระยาตากไม่พอใจที่ราชสำนักเหยาะแหยะกลัวกระทั่งเสียงปืนใหญ่ ทำให้ทำศึกไม่ถนัดเห็นทีจะต้องเสียกรุงเป็นแม่นมั่น จึงพาพรรคพวกหนีออกจากรุงไปตามเอาดาบหน้า แต่เรื่องนี้เจือไปด้วยเรื่องแต่งเสียมาก

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พระยาตากได้ยกทัพหนีออกจากกรุง แต่คำว่า “หนี” นี้อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะมีหลักฐานใหม่ระบุว่ามิได้ทรงหนี แต่เป็นเพราะพระเจ้าเอกทัศน์ต่างหากที่สั่งให้พระยาตากออกจากกรุงศรีอยุธยาไประดมคนมาช่วยสู้ศึกพม่า

ไม่กี่ปีมานี้ มีการเปิดเผยจดหมายที่พระยาพิพัฒน์โกษา ผู้ดำรงตำแหน่งพระยาคลัง (เทียบเท่ารับมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและพาณิชย์) ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ส่งไปถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ที่เมืองบาตาเวีย (จาการ์ตา ประเทศอินโดนเซียในปัจจุบัน) เพื่อแแจ้งข่าวคราว และขอให้เริ่มการค้ากันอีกครั้ง

จดหมายฉบับนี้ให้ข้อมูลที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 ขณะที่พระยาตากยกทัพออกจากกรุงศรีฯ

โพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟได้ทำการแปลจดหมายฉบับนี้และอธิบายไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้านประวัติศาสตร์ เนื้อความจดหมายเริ่มต้นด้วยการเกริ่นว่า “จดหมายจาก (รักษาการ) พระคลัง พระยาพิพัฒน์โกษา ถึงรัฐบาลสูงสุดในบาตาเวีย 13 มกราคม พ.ศ. 2312” จากนั้นเนื้อความมีอยู่ว่า

“ด้วยเล็งเห็นว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมิตรภาพที่สนิทสนมและจริงใจอยู่ระหว่างอาณาจักรสยามกับบริษัทอันทรงเกียรติ ก่อนหน้า ฯพณฯ ยังส่งผู้แทนและคนรับใช้อื่นๆ มาที่สยามด้วย พวกเขาตั้งถิ่นอยู่อาศัยที่สยามและมีบ้านพักสร้างขึ้นเพื่อเก็บสินค้าต่างๆ ที่นำมาโดยเรือของบริษัท และชาวสยามได้ซื้อหาสินค้าเหล่านั้น อดีตพระคลังท่านก่อนๆ ก็ไม่ได้ละเลยที่จะส่งมอบสินค้าที่บริษัทสั่งมาเป็นประจำทุกปี”

อธิบาย – ความตอนนี้เอ่ยถึงหมู่บ้านของชาววิลันดา (ชาวฮอลันดา) ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถานีการค้าของชาววิลันดาหรือชาวดัตช์ ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเอกาทศรถให้ตั้งสถานีการค้าแห่งแรก เมื่อพ.ศ. 2151 (ค.ศ. 1608)  แต่ชาวดัตช์ได้อพยพหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาก่อนที่กรุงจะแตกไม่นาน และสถานีการค้าถูกเผาทำลายไปพร้อมกับกรุง

“นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังขอรายงานว่าเมื่อพม่าศัตรูของเรา ก่อสงครามกับสยาม กษัตริย์แห่งสยามได้ส่งขุนนางชื่อว่าพระยาตากไปยังเมืองจันทบูรเพื่อรวบรวมกำลังคนที่นั่นและนำคนมาช่วยเหลือสยาม (หมายถึงอยุธยา) แต่ภารกิจนี้ไม่สามารถบรรลุผลได้ทันการณ์และอาณาจักรสยามก็พ่ายแพ้โดยศัตรูดังกล่าว และกษัตริย์พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางทั้งหมดและข้าแผ่นดินทั้งปวงถูกสังหารหรือต่างหนีไป ด้วยเหตุนี้ที่แผ่นดินสยามจึงถูกทำลายจนหมดสิ้น จนไม่มีผู้ใดมีสิทธิปกครอง เว้นแต่พระยาตากที่กล่าวมาข้างต้น”

อธิบาย – จากเนื้อความตอนนี้ทำให้เราทราบว่า ก่อนจะเสียกรุง กษัตริย์แห่งสยามคือพระเจ้าเอกทัศน์ได้ทรงส่งพระยาตากออกไปจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกปิดล้อมเอง โดยให้มุ่งหน้าไปยังเมืองจันทบูรหรือจันทบุรี ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกและเป็นเมืองท่าสำคัญทั้งยังไม่ถูกพม่ายึดครอง เพื่อที่จะระดมกำลังคนมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ แต่ “แต่ภารกิจนี้ไม่สามารถบรรลุผลได้ทันการณ์” นั่นคือกรุงแตกเสียก่อน

“พระยาตากพร้อมด้วยกำลังคนจำนวนหนึ่งยกทัพเข้ามาเมือง (ซึ่งถูกไฟไหม้และถูกปล้นโดยศัตรูแล้วละทิ้งไป) ซึ่งทุกคนที่หนีเข้าป่าต่างกลับมาเข้าร่วมกับท่าน พร้อมกับเลือกและยอมรับว่าท่านเป็นเจ้านายและผู้ปกครองของพวกเขา ดินแดนนี้จึงกลับมาคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง และที่จริงแล้วรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้มีเรือสำเภาและเรือค้าอื่นๆ มาเยือนมากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอให้ ฯพณฯ สร้างคลังของบริษัทที่นี่ (ในธนบุรี) เพื่อรับรองผู้แทนบริษัทด้วยคนรับใช้หลายคน เพื่อทำการค้าขายเเหมือนดังแต่ก่อน พร้อมกับว่าสัญญาว่าทุกอย่างที่บริษัทต้องการ ข้าพเจ้าจะสั่งคนของพระคลังให้จัดหาให้โดยไม่มีบิดพริ้ว”

อธิบาย –  ในตอนนี้ เล่าถึงตอนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพกลับไปที่กรุงศรีอยุธยา ราษฎรที่หลบหนีตามป่าก็กลับเข้ามาสวามิภักดิ์กับพระองค์ เนื้อความตอนนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่บอกว่า “พร้อมกับเลือกและยอมรับว่าท่านเป็นเจ้านายและผู้ปกครอง” เพื่อให้แน่ใจเราจึงตรวจเนื้อความจดหมายในภาษาดัตช์ซึ่งใช้คำว่า gekozen en erkend (เลือกและยอมรับ) จริงๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกและน่าสนใจมาก เพราะภารกิจตั้งตัวเป็นเจ้าไม่จำเป็นจะต้องผ่านการเลือกหรือการยอมรับ แต่พระคลังของสยามใช้คำนี้ เพราะอาจต้องการย้ำว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ชอบธรรม เพราะประชาชนเลือกเองและยอมรับท่านเอง มิได้บังคับขู่เข็ญอย่างเผด็จการ

“ครานี้เห็นว่าอาวุธปืนทั้งหลายไม่ว่าชนิดไหนต่างก็ถูกข้าศึกขนย้ายอกไปจนหมด ข้าพเจ้าเห็นว่าเราต้องการปืนคาบศิลาคุณภาพดีสัก 1,000 กระบอกเพื่อป้องกันกรณีที่จะเกิดขึ้นซ้ำรอย ข้าพเจ้าและขุนนางทุกคนขอวอนต่อ ฯพณฯ ด้วยมิตรภาพอันดีที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ โปรดส่งสิ่งเหล่านี้มาพร้อมกันเมื่อเรือมุ่งหน้ากลับมายังทิศทางเดิมพร้อมด้วยสินค้าในราคาที่คล้ายกันมาก่อน”

อธิบาย – เนื้อความตอนนี้เป็นการขอร้องให้ทางบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ หรือ VOC ช่วยขายอาวุธปืนให้ทางธนบุรี ส่วน “ฯพณฯ” ในที่นี้หมายถึงผู้บริหารของบริษัทที่บาตาเวีย

“นอกจากนี้เนื่องจากอาณาจักรสยามและฮอลแลนด์เป็นมิตรที่เก่าแก่ยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงขอให้ ฯพณฯ กรุณาส่งสำเนา (จดหมาย) นี้ให้กับสมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์และนัสเซาและขอให้พระองค์แต่งตั้งตัวแทนบริษัทอีกครั้งเพื่อดำเนินการค้าบนพื้นฐานเดิมโดยเห็นว่ามิตรภาพยังคงเหมือนเดิมดังเมื่อก่อน หวังว่าไมตรีนี้จะยืนยาวนานและสมเด็จเจ้าชายทรงมีพระชนมายุยั่งยืนนาน”

อธิบาย – สมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์และนัสเซาที่จดหมายนี้เอ่ยถึง คือ Prince of Orange ผู้ดำรงตำแหน่งพระประมุขแห่งประเทศฮอลแลนด์หรือ Stadtholder ในช่วงเวลานั้นตรงกับรัชกาลของเจ้าชายวิลเลียมที่ 5 สมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์ ในเวลานั้นฮอลแลนด์ทำสงครามต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้การเมืองในประเทศวุ่นวายอย่างมาก แต่บริษัท VOC ที่เมืองบาตาเวียอยู่ไกลเกินกว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าได้จัดหางาช้างที่ดีที่สุดสองหาบ ประกอบด้วยหาบหนึ่งมีสี่งาและอีกหาบหนึ่งมีห้างา สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้ามอบหมายให้จีนเฮ็ง ต้นหนชาวจีนเพื่อมอบให้กับ ฯพณฯ / วันศุกร์ที่ 13 ของเดือนที่ 3 ในปีชวด”

อธิบาย – พระคลังต้องการให้บริษัท VOC กลับมาตั้งสถานีการค้าและส่วตัวแทนมายังสยามอีกครั้ง แต่บริษัทวิลันดามิได้กลับมาตั้งห้างตามคำขออีก กรุงธนบุรีจึงต้องทำการค้ากับจีนเป็นหลัก

แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ ความสำคัญของจดหมายฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่การติดต่อทางการค้า หากอยู่การยืนยันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงออกจากรุงศรีอยุธยา เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าเอกทัศน์ มิได้ละทิ้งเมืองโดยพลการแต่อย่างใด

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล / Post Today

อ้างอิง

Dhiravat na Pombejra, “Letter from the acting Phrakhlang Phya Phiphat Kosa in Siam to the Supreme Government in Batavia, 13 January 1769, and the answer from Batavia, 29 May 1769”. In: Harta Karun. Hidden Treasures on Indonesian and Asian-European History from the VOC Archives in Jakarta, document 28. Jakarta: Arsip Nasional Republik Indonesia, 2016.

เกิดอะไรขึ้นกับอาร์เจนตินา เพื่อนร่วมวิกฤตกับไทยที่ยังไม่หลุดจากตมมา20กว่าปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610350

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

เกิดอะไรขึ้นกับอาร์เจนตินา เพื่อนร่วมวิกฤตกับไทยที่ยังไม่หลุดจากตมมา20กว่าปี

ในปี 2540 ประเทศและอีกหลายประเทศในเอเชียที่กำลังไปได้สวยในศวรรษที่ 90 ต้องสะดุดขาตัวเองในวิกฤตการเงินที่ลุกลามไปทั่ว ทำให้ไทยที่กำลังถูกมองว่า “อาจจะเป็น” เสือตัวใหม่ของเอเชีย กลายเป็น “แมวเชื่อง” ไปในพริบตา

ในปีถัดมาคือ 2541 เกิดวิกฤตหนี้ขึ้นที่อาร์เจนตินาแม้จะต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ก็ทำให้ให้ไทยและอาร์เจนตินารู้สึกใกล้ชิดกันอย่างประหลาด และมักมีการเปรียบเทียบวิกฤตกับไทยและอาร์เจนตินาอยู่เนืองๆ แม้ว่ารากเหง้าของปัญหาจะต่างกันก็ตาม

ในขณะนี้รากฐานการเงินไทยแข็งแกร่งขึ้นมาก มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ การว่างงานต่ำ มีทุนสํารองระหว่างประเทศที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ปัญหาด้านการเงินเพียงไม่กี่อย่าง คือยังมีหนี้ครัวเรือนสูง

-เบื้องหลังความวินาศ-

ขณะที่อาร์เจนตินายังคงจมปลักอยู่กับวิกฤตการเงินอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของอเมริกาใต้ แต่ตกอยู่ในสภาพ “ผิดนัดชำระหนี้อย่างชัดเจน” ตามคำกล่าวของประธานาธิบดีอัลแบร์โต แฟร์นานเดซ ซึ่งการ “ผิดนัดชำระหนี้อย่างชัดเจน” ในที่นี้หมายถึงความไร้ความสามารถของอาร์เจนตินาที่จะจ่ายหนี้โดยสิ้นเชิง สภาพจึงคล้ายกับล้มละลายในทางปฏิบัติ

ประธานาธิบดี แฟร์นานเดซ ยังถึงกับกล่าวว่าอาร์เจนตินากำลังประสบกับวิกฤตการณ์ที่คล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตหนี้และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำใหญ่ในอาร์เจนตินามาถึงจุดที่รุนแรงที่สุด หลังจากปะทุขึ้นในปี 2541

อาร์เจนตินาจมปลักอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากความยากจน อัตราเงินเฟ้อ และการว่างงานสูง คาดว่า GDP ของอาร์เจนตินาจะลดลง 3.1% ในปี 2562

แฟร์นานเดซ ซึ่งดำเนินนโยบายสายกลางเอียงซ้าย กล่าวหาว่านโยบายตลาดเสรีของอดีตประธานาธิบดีเมาริซิโอ มาครี เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของอาร์เจนตินาต้องเลวร้ายลง เพื่อเป็นการควบคุมระบอบตลาด แฟร์นานเดซ ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีการซื้อสกุลเงินต่างประเทศ การส่งออกสินค้าเกษตร และการขายรถยนต์ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มเงินบำนาญให้ผู้เกษียณอีก 10,000 เปโซ (ราว 5,040 บาท) และตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคนาน 6 เดือน

สำนักข่าว AFP ได้สรุปปัจจัยสำคัญห้าข้อของวิกฤตเศรษฐกิจอาร์เจนตินา และความท้าทายที่แฟร์นานเดซกำลังเผชิญเพื่อพยายามแก้ปัญหาของประเทศ

– 1. เงินเฟ้อ –

อาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาที่ล้มเหลวในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเหล่านี้อยู่ที่เพียง 4.7% แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เงินเฟ้อของอาร์เจนตินาจะพุ่งขึ้นถึง 57% ซึ่งมีแต่เวเนซุเอลาและซิมบับเวเท่านั้นที่สูงกว่านี้ และทั้ง 2 ประเทศมีสถานที่ย่ำแย่ในระดับวิกฤต

อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาเลวร้ายมาระยะหนึ่งแล้วโดยอยู่ที่ละ 47.6% ในปี 2561 หลังจากที่ยุตินโยบายตรึงเงินเปโซกับดอลลาร์สหรัฐเป็นระยะเวลา 11 ปี ทำให้วิกฤตการณ์ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2544 เลวร้ายลงยิ่งขึ้น

วิกฤตของอาร์เจนตินาเลวร้ายหนักขึ้นเมื่อค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงฉับพลันเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว โดยอ่อนค่ามากกว่า 50% ในปี 2018 และลดลงอีก 38% ในปีนี้

เงินเฟ้อที่เลวร้ายและมูลค่าที่ลดลงของเงินเปโซส่งผลกระทบต่ออำนาจการใช้จ่ายของอาร์เจนตินาอย่างมาก

– 2. เศรษฐกิจถดถอย –

อาร์เจนตินาอยู่ในภาวะถดถอยตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 โดยเมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจหดตัว 2.5% และ IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวอีก 3.1% ในปีนี้และ 1.3% ในปี 2563 ซึ่งจนถึงขณะนี้เศรษฐกิจหดตัวลงมา 17 เดือนติดต่อกันแล้ว

รัฐบาลใหม่หวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายและคืนภาษีให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นภาคสำคัญ เพื่อป้องกันการว่างงานเพราะในเวลานี้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10% และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

– 3. ความยากจน –

ความยากจนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชากร 41% ของจำนวนประชากรทั้งหมด 44 ล้านคนในอาร์เจนตินา หรือครึ่งหนึ่งของประชาชนมีปัญหาความยากจน จึงเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐสภาได้ผ่านกฎหมายภาวะฉุกเฉินด้านอาหาร เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้กับโครงการเพื่อสังคม

แฟร์นานเดซยังผนึกกำลังกับภาคธุรกิจและองค์กรทางสังคมผลักดันโครงการ “จัดการกับความหิว” โดยการแจกจ่ายแสตมป์อาหาร

– 4. การขาดดุล –

มาตรการทางการเงินการคลังที่เข้มงวดของอดีตประนาธิบดีมาครีทำให้อาร์เจนตินาสามารถลดการขาดดุลงบประมาณหลักจากเกือบ 7% ของ GDP ในปี 2558 มาอยู่ที่ประมาณ 0.9% เปอร์เซ็นต์ในปีนี้

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความมีวินัยทางการเงิน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ตกลงที่ปล่อยเงินกู้ยืมเงินเป็นจำนวน 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้มอบเงินบางส่วนไปแล้วเป็นจำนวน 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามแฟอร์นานเดซบอกว่าเขาจะปฏิเสธส่วนที่เหลือ

– 5. หนี้สิน –

หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 335,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งรวมถึงเงินกู้ของ IMF และ IMF คาดว่าหนี้ของอาร์เจนตินาในอัตราส่วนต่อGDP จะสูงถึง 93% ภายในสิ้นปีนี้ เทียบกับ 53% เมื่อครั้งที่อดีตประธานาธิบดีดำรงตำแหน่ง อำนาจ

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือแฟอร์นันเดซกล่าวว่าอาร์เจนตินาอยู่ในภาวะ “ผิดนัดชำระหนี้อย่างชัดเจน” และโทษรัฐบาลของมาครีที่ทำให้รัฐบาลใหม่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

รัฐบาลได้ย้ำว่าอาร์เจนตินาต้องการชำระหนี้ แต่ยืนยันว่า “เพื่อให้สามารถชำระเงินได้ เราต้องทำให้ตัวเรามีศักยภาพที่จะทำได้ และการทำเช่นนั้นเศรษฐกิจจะต้องเติบโต”

ในระหว่างนี้อาร์เจนตินาได้เลื่อนการชำระเงินครบกำหนดชำระจำนวน 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งทำให้บริษัทจัดอันดับ Fitch และ S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านการชำระหนี้ของอาร์เจนตินาลง ทว่า Fitch ปรับขึ้นมาอีกครั้งในเวลาต่อมา

Japan Airlines แจกตั๋วฟรีชาวต่างชาติกระตุ้นเที่ยวในญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610335

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 10:03 น.

Japan Airlines แจกตั๋วฟรีชาวต่างชาติกระตุ้นเที่ยวในญี่ปุ่น

สายการบิน Japan Airlines (JAL) จัดแคมเปญแจกตั๋วเครื่องบินไป-กลับจำนวน 50,000 เที่ยวให้กับชาวต่างประเทศที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนปีหน้า หรือระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2020

จุดประสงค์ของแคมเปญนี้เพื่อก็กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในเมืองรองเขตท้องถิ่นต่างๆ ของญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก

สำหรับรายละเอียดโครงการระบุไว้ในเว็บไซต์ https://www.jal.co.jp/en/jmb/japan-promotion โดยมีกำหนดเวลาดังนี้ คือระยะเวลาเดินทาง: 1 กรกฎาคม (วันพุธ) – 30 กันยายน (วันพุธ) 2020 โดยให้สิทธิ์เฉพาะผู้มาเยือนญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2020 (วันจันทร์) และ 31 ตุลาคม (วันวันเสาร์) และจะต้องกำหนดจุดหมายปลายทางภายใน 3 วันนับตั้งแต่สมัคร

ผู้สนใจสามารถสมัครเป็นกลุ่มได้สูงสุด 4 คน เที่ยวบินจะเดินทางออกจาก/กลับสู่โตเกียว (สนามบินฮาเนดะ) และโอซาก้า (สนามบินอิตามิ / คันไซ) เท่านั้น

JAL จะเริ่มเปิดลงทะเบียนในปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยผู้ที่สมัครก่อนจะได้สิทธิ์ก่อน และโครงการนี้จะครอบคลุมสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ ในต่างประเทศ ของ JAL ด้วย

เวียดนามโต7%แต่ส่อแววแผ่ว อาจไม่รอดหากสงครามการค้าลากยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610312

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 19:39 น.

เวียดนามโต7%แต่ส่อแววแผ่ว อาจไม่รอดหากสงครามการค้าลากยาว

ในปีนี้ เศรษฐกิจของเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจถึง 7% แม้ว่านานาประเทศจะบาดเจ็บกันถ้วนหน้าจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนลากยาวมาเป็นเวลา 18 เดือนแล้ว แต่การส่งออกของเวียดนามก้าวกระโดดอย่างมากโดยเฉพาะส่วนที่ส่งออกไปยังสหรัฐ อันเป็นผลมาจากนักธุรกิจต่างโยกย้ายฐานผลิตและสินค้าจากจีนมายังเวียดนาม เพราะเห็นว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ปลอดภัยและราคาถูกกว่า

จีดีพีของปี 2019 สูงกว่าเป้าหมายรัฐบาลเวียดนามตั้งไว้ที่ 6.8% มาแตะระดับ 7.02% ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติทั่วไปในกรุงฮานอย ส่วนมูลค่าการซื้อขายถึง 517,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้

ผลลัพธ์นี้น่าประทับใจหากจะพิจารณาจากบริบทแวดล้อมทั่วโลกที่การเติบโตชะลอตัวและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์นี่เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น หากสงครามการค้ายืดเยื้อต่อไป ประเทศอย่างเวียดนามก็จะหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่พ้นเช่นกัน

เมื่อพิจาณณาการเติบโตของภาคส่งออกพบว่ายังลดลงเรื่อยๆ ตามรายงานของธนาคารโลก (World Bank) โดยลดลงจาก 21% ในปี 2017 เหลือแค่ 8% ในปี 2019

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าการชะลอตัวแสดงให้เห็นว่าเวียดนามไม่ได้รอดพ้นจากผลพวงของภาวะช็อคทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามก็ยังจำกัดอยู่แค่ในภาคการผลิตเป็นหลัก

โทจุงแทง ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติฮานอยกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า เวียดนามไม่ได้พัฒนาขึ้นในแง่ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เขากล่าวเสริมว่าเวียดนามจำเป็นจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลมากขึ้นโดยการส่งเสริมคุณภาพของกำลังแรงงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของเวียดนามได้รับแรงผลักดันจากการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าและรองเท้าที่ผลิตในราคาถูก ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเช่นโทรศัพท์ Samsung และหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์ของบริษัท Intel

เวียดนามยังได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาซึ่งตามข้อตกลงจะมีลดภาษีสินค้าเกือบทั้งหมด

มหามิตรรัสเซีย, จีน, อิหร่านซ้อมรบในมหาสมุทรอินเดีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610294

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 16:53 น.

มหามิตรรัสเซีย, จีน, อิหร่านซ้อมรบในมหาสมุทรอินเดีย

โฆษกกองทัพเรืออิหร่านเปิดเผยว่าอิหร่าน, จีนและรัสเซียได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมรบทางทะเลในวันศุกร์นี้ (27 ธันวาคม) ในมหาสมุทรอินเดียและอ่าวโอมาน

น่านน้ำอิหร่านได้กลายเป็นจุดสนใจของชาวโลก หลังเกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศโดยสหรัฐพยายามสกัดกั้นการขายน้ำมันดิบของอิหร่าน และพยายามปิดกั้นไม่ให้อิหร่านค้าขายกับนานาประเทศ อ้างว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวคเลียร์

“สิ่งที่การซ้อมรบครั้งนี้ต้องการจะสื่อคือสันติภาพมิตรภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือและความเป็นเอกภาพ … และผลลัพธ์จะแสดงให้เห็นว่าอิหร่านไม่อาจถูกทำให้โดดเดี่ยวได้” พลเรือโทโกลัมเรซาแห่งกองทัพเรืออิหร่าน กล่าว

สื่ออิร่านกล่าวว่าการซ้อมรบรวมถึงการช่วยเหลือเรือที่เกิดเพลิงไหม้ หรือเรือที่ถูกโจรสลัดโจมตี และการซ้อมยิงอาวุธ

อ่าวโอมานเป็นน่านน้ำที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษเพราะเป็นส่วนเชื่อมต่อกับช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางผ่านเข้าออกอ่าวเปอร์เซียของน้ำมันในปริมาณหนึ่งในห้าของโลก

จีนกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่ากำลังส่งเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำนำวิถีไปร่วมการฝึกซ้อม 4 วันโดยบอกว่าเป็น “การแลกเปลี่ยนทางทหารตามปกติ” ระหว่างกองกำลังทั้งสาม

โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภูมิภาค

จีนมีสายสัมพันธ์ทางการทูตการค้าและพลังงานอย่างใกล้ชิดกับอิหร่าน และอิหร่านกับจีนก็มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับรัสเซีย

การซ้อมรบของทั้ง 3 ประเทศอาจเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐเสนอเป็นผู้นำการลาดตระเวนร่วมในน่านน้ำดังกล่าว หลังเกิดการโจมตีหลายครั้งในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนโดยเป้าหมายเป็นเรือสินค้าระหว่างประเทศรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งสหรัฐกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหา

เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ทำไว้ในปี 2558 ร่วมกับ 6 ประเทศ และดำเนินการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้งทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านย่ำแย่ลง

ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่เพราะอิหร่านตอบโต้ด้วยการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดิอาระเบียในเดือนกันยายนซึ่งอิหร่านตกเป็นผู้ต้องสงสัยโดยสหรัฐอเมริกาและซาอุดิอาระเบีย แต่อิหร่านปฏิเสธการมีส่วนร่วมในกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศส่งเรือพิฆาต 1 ลำและเครื่องบินลาดตระเวน 1 ลำไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณอ่าวเปอร์เซียด้วย

ญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ส่งทัพเรือ-ทัพฟ้าไปตะวันออกกลาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610269

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 14:38 น.

ญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ส่งทัพเรือ-ทัพฟ้าไปตะวันออกกลาง

ในทางปฏิบัติแล้วญี่ปุ่นไม่กองทัพแต่มีกองกำลังป้องกันตนเอง (SDFs) ตามข้อบังคับของรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ห้ามญี่ปุ่นมีกองทัพ แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ พยายามรณรงค์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนสถานะจากกองกำลังป้องกันตนเองมาเป็นกองทัพ ทั้งยังส่งเสริมให้กองกำลังป้องกันตนเองแสดงบทบาทเหมือนกองทัพประเทศต่างๆ มากขึ้น

ล่าสุด โยชิฮิเดะ สุงะ โฆษกของรัฐบาลแถลงว่า ญี่ปุ่นจะส่งเรือพิฆาต 1 ลำและเครื่องบินลาดตระเวน P3C จำนวน 2 ลำเพื่อช่วยปกป้องทางน้ำในแถบตะวันออกกลางและทำงานด้านข่าวกรอง แต่จะไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลสหรัฐในภูมิภาคดังกล่าว

โฆษกของรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า การส่งกำลังทางเรือและทางอากาศไปยังตะวันออกกลาง เป็นมาตรการของญี่ปุ่นที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง รวมทั้งสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของเรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ในสัดส่วนถึง 90% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ในด้านการเมืองนั้น ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับอิหร่าน

ญี่ปุ่นตัดสินใจส่งกำลังทหารไปในตะวันออกกลาง หลังจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียปีนี้ เป้าหมายที่ถูกโจมตีรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันญี่ปุ่น และโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐ ชาติตะวันตกอื่นๆ และซาอุดิอาระเบียกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็น

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ เมื่ออิหร่านถูกกล่าวหาว่าโจมจตีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำนอกชายฝั่งซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากนั้นยังเข้าโจมตีหรือยึดเรือในน่านน้ำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐขึงได้จัดตั้งพันธมิตรทางทะเลเพื่อปกป้องเรือในภูมิภาค เพื่อคุ้มครองเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญในระดับโลก ในการนี้สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียตกลงที่จะส่งเรือรบเพื่อคุ้มกันการขนส่งทางทะเลในอ่าว

แต่ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วม เพราะกลัวที่จะบ่อนทำลายความพยายามของพวกเขาในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านหลังจากสหรัฐถอนตัวเมื่อปีที่แล้ว

ในประเด็นนี้ โฆษกของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่าญี่ปุ่นจะไม่เข้าไปลาดตระเวนในแถบช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองกำลังป้องกันตนเอง (SDFs) จะปฏิบัติการในทะเลหลวงแถบอ่าวโอมาน ทะเลอาหรับตอนเหนือ และอ่าวเอเดน

(ภาพประกอบคือเรือบรรทุกเครื่องบินUSS Abraham Lincoln ของสหรัฐซึ่งปฏิบัติการในแถบช่องแถบฮอร์มุซ)

Photo by Zachary PEARSON / US NAVY / AFP

จับตายุทธศาสต์ใหม่สีจิ้นผิง ตั้งกูรูการเงินเป็นขุนศึกสยบปัญหาการเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610258

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 13:18 น.

จับตายุทธศาสต์ใหม่สีจิ้นผิง ตั้งกูรูการเงินเป็นขุนศึกสยบปัญหาการเงิน

ขณะนี้นี้จีนต้องดิ้นรนเพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ผู้นำรัฐบาลจึงต้องดำเนินกลยุทธ์ใหม่ด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญทางการเงินไปประจำตามมณฑลต่างๆ เพื่อจัดการความเสี่ยงและสร้างเศรษฐกิจระดับภูมิภาคขึ้นใหม่

นับตั้งแต่ปี 2561 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้จ้างอดีตผู้บริหาร 12 คนของสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินรัฐ ลงไปดูแลเศรษฐกิจของมณฑลต่างๆ 31 แห่งรวมถึงและเขตเทศบาลซึ่งบางแห่งเคยมีปัญหาด้านการเงินและหนี้สิน

ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งใหญ่ในปี 2555 มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลเพียง 2 คนเท่านั้นที่มีภูมิหลังทางการเงิน

ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเมื่อเร็วๆ นี้คือ อินหยง อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งตอนนี้ขึ้นมาเป็นรองนายกเทศมนตรีปักกิ่ง อีกคนคือรองผู้ว่าราชการมณฑลซานตง ชื่อว่าหลิวเฉียง ซึ่งไต่เต้ามาจากธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน

ส่วนรองนายกเทศมนตรีคนใหม่อย่างเป็นทางการของเขตฉงชิ่ง ชื่อว่า หลี่ปั๋ว ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายนโยบายการเงินของธนาคารกลาง

การแต่งตั้งกูรูการเงินเหล่านี้ยังทำให้พวกเขามีโอกาสไต่เต้าขึ้นมาเป็นระดับบริหารชั้นสูงอย่างรวดเร็วขึ้น เนื่องจากจีนเตรียมการสับเปลี่ยนระดับผู้นำในปี 2565 โดยประมาณครึ่งหนึ่งของสมาชิก 25 คนของกรมการเมือง ( Politburo) จะถูกสับเปลี่ยนตัวออกไป รวมถึง หลิวเฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและหัวหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐ

ตามปกติเส้นทางการเลื่อนตำแหน่งมาอยุ่ใรกรมการเมืองจะต้องมีลำดับขึ้นที่ชัดเจน แต่สีจิ้นผิงได้เลื่อนกูรูการเงินมาแทนที่ฝ่ายการเมือง แสดงให้เห็นว่าเขากำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่

ชูเฉิง เฟิ่ง หุ้นส่วนของ Plenum ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการวิจัยอิสระในฮ่องกงกล่าวกับ Reuters ว่า ขณะนี้รัฐบาลจีนต้องการตัวบรรดานายธนาคารอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นมีความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น

“อดีตนายธนาคารและหน่วยงานกำกับดูแลเหล่านี้มีหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงทางการเงินที่ร้ายแรง เฟิ่ง กล่าว

การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงสู่จุดต่ำที่สุดในรอบเกือบสามทศวรรษ ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลลดลง

ธนาคารในระดับภูมิภาคห้าแห่งได้รับผลกระทบจากปัญหาการบริหารจัดการและสภาพคล่องในปีนี้ ทำให้มีโอกาสที่จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ก่อให้เกิดวิกฤตหนี้ที่กระทบไปยังภาคส่วนที่คาดไม่ถึง

สำนักข่าวซินหัวของรัฐรายงานหลังจากการประชุมเศรษฐกิจที่มีสีจิ้นผิงเป็นประธานในเดือนนี้ว่า จีนจำเป็นต้องมีการเตรียมแผนฉุกเฉินอย่างดี เพราะเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับ “แรงกดดันด้านลบที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงสถาบัน และวัฏจักรการขึ้นลงทางธุรกิจ”

ด้วยการเพิ่มแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้นำในการจัดการด้านการเงินและลดค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือด้วยการแทรกแซงของท้องถิ่นนักวิเคราะห์กล่าว

เหอไห่เฟิง ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายการเงินของสำนักสังคมศาสตร์แห่งจีน กล่าวว่า การแต่งตั้งรองผู้ว่าการทางการเงินไปยังมณฑลต่างๆ สามารถช่วยบูรณาการนโยบายทางการเงินเข้ากับการลงมือปฏิบัติในท้องถิ่นและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินได้ล่วงหน้า และการแต่งตั้งกูรูการเงิน ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการแต่งตั้งข้าราชการแบบใหม่อีกด้วย

ที่ผ่านมา ผู้บริหารทางการเงินถูกตั้งแง่ไม่ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะตามระบอบคอมมิวนิสต์ ธนาคารและนายทุนเป็นศัตรูของรัฐที่ขูดรีดกำไรไปจากแรงงาน ดังนั้นธนาคารจะต้องถูกยึดมาเป็นกิจการของรัฐ ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมที่แนวคิดฝ่ายซ้ายจัดกำลังแพร่หลาย นายธนาคารหลายคนถูกโจมตีและขับออกจากตำแหน่งหน้าที่

แต่สีจิ้นผิงเปลี่ยนแปลงค่านิยมนี้ โดยเริ่มเน้นถึงความสำคัญของความเชี่ยวชาญทางการเงินและเพื่อยกระดับสถานะของผู้บริหารเหล่านี้ในปี 2560

สีจิ้นผิงถึงกับเคยกล่าวว่า “ผู้นำทางการเมือง โดยเฉพาะผู้อาวุโสต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเรียนรู้ทักษะทางการเงินและทำความคุ้นเคยกับภาคการเงินให้มากขึ้น”

ครึ่งหนึ่งของอดีตผู้บริหารทางการเงิน 12 คนที่ถูกแต่งตั้งมามาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับมณฑลโดยสีจิ้นผิงนั้นเกิดหลังปี 1970 ซึ่งยังถือว่าเป็นคนวัยกลางคนค่อนข้างหนุ่ม

เช่น รองผู้ว่าการมณฑลเหลียวหนิงชื่อจางหลี่หลิน อายุ 48 ปี เป็นอดีตนายธนาคารผู้ช่ำชองใช้เวลาสองทศวรรษในธนาคารเพื่อการเกษตรที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ เขาได้รับการแต่งตั้งหลังจากสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่งประกาศการลงทุนในธนาคารจิ่นโจวที่กำลังประสบปัญหา โดยธนาคารแห่งนี้อยู่ในมณฑลเหลียวหนิงนั่นเอง

แผนการกำจัดความเสี่ยงสำหรับผู้ให้กู้เป็นความสำเร็จสำคัญในปีนี้ ในการแก้ไขปัญหาที่สถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูงต้องเผชิญ

ในเดือนกันยายน ถานโจ๋ง วัย 53 ปี อดีตรองผู้อำนวยการธนาคารอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของจีน ซึ่งเป็นผู้ให้กู้สินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลกได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นมณฑลที่มีหนี้มากที่สุดในประเทศจีนตามรายงานจากบริษัท Guosen Securities ซึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินที่ 161.7% ณ สิ้นปี 2560

สีจิ้งผิง ยังคัดเอาแต่กูรูทางการเงินที่มีประสบการณ์ในการฟันฝ่าวิกฤตการณ์มาก่อน เพื่อมานั่งตำแหน่งทางการเมือง เช่น หวางฉีซาน รองว่าการมณฑลที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารเพื่อการก่อสร้างของจีนในช่วงต้นทศวรรษ 1990

จำนวนผู้บริหารทางการเงินที่เข้ามาจับงานการเมืองเพิ่มมากขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงแนวทางใหม่ในการคัดผู้มีความสามารถมาทำงานบริหารประเทศ จากที่แต่เดิมจะเน้นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีผลงานบริหารการเมืองและต้องแสดงฝีมือในเขตการปกครองระดับต่างๆ มาก่อน จนเป็นที่ไว้วางใจได้

เฟิ่ง กล่าวว่า ในปี 2565 ที่มีการสับเปลี่ยนสมาชิกกรมการเมือง คนเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่หลังยุคสีจิ้นผิงแล้ว

“รัฐบาลกลางมีแนวโน้มที่จะแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ในรัฐบาลท้องถิ่นและส่งเสริมพวกเขา ให้พวกเขาได้มีโอกาสสูงที่จะไต่เต้าขึ้นมาดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น” เฟิ่ง กล่าว

เรียบเรียงและเพิ่มเติมจาก China’s Xi turns to financial experts to tame economic risks By Keith Zhai and Cheng Leng โดย สำนักข่าว Reuters