เพื่อไทยป่วน “วิรัช-เสี่ยเฮ้ง” กางแผนยึดอีสานใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384458?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

21 สิงหาคม 2562 – 09:10 น.
เจาะประเด็นร้อน,สสเฮ้ง,สุชาติ ชมกลิ่น,พลังประชารัฐ,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,วิรัช รัตนเศรษฐ,ท่องยุทธภพ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 8,541 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 ส.ค.62

****************************

เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเมืองช้าง ได้ 5 ที่นั่ง จากเก้าอี้ ส.ส.ทั้งหมด 7 ที่นั่ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง โครงการชลประทานสุรินทร์ ปรากฏว่า ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม”ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล” และ คุณากร ปรีชาชนะชัย” 3 ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ได้มาต้อนรับนายกรัฐมนตรี

บังเอิญ “ครูมานิตย์” แอ็กชั่นเกินบทไปนิดหนึ่ง จึงทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทยปวดหัว และที่น่าสนใจ 3 ส.ส.สุรินทร์ที่มาพบนายกฯ ลุงตู่ เป็นผู้แทนฯ ในพื้นที่ชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้ ส่วนอีก 2 ส.ส.เพืื่อไทย โซนชายแดนกัมพูชา ไม่ได้มาต้อนรับด้วย

“เสี่ยลาว” นำร่อง

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ จะเดินทางเข้าที่ทำการพรรคเป็นครั้งแรก

แม่ทัพใหญ่ของ “บิ๊กป้อม” คือ วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล และ สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส

นายกฯ ประยุทธ์ และ ส.ส.สุรินทร์  พรรคเพื่อไทย

ถ้ายังจำกันได้ “ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ได้เปิดตัว เสี่ยลาว” พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้ลาออกจากเพื่อไทยมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

เดิมที “เสี่ยลาว” เป็นหัวหน้าทีม ส.ส.ศรีสะเกษ-สุรินทร์ ของพรรคเพื่อไทย “ส.ส.เฮ้ง” จึงประกาศว่า เสี่ยลาวจะเข้ามาช่วยงานพรรคในการทำพื้นที่ เพื่อขยายฐานเสียงในอีสานใต้

พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ

แม้ว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะเป็นประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน แต่แม่ทัพอีสานใต้ก็คือ วิรัช รัตนเศรษฐ ที่ช่วยดูแลโคราชกับเมืองช้าง

เที่ยวนี้ วิรัชจับมือ ส.ส.เฮ้ง ลุยอีสานใต้ สมรภูมิที่ “เบียดเจาะ” ได้ ไม่เหมือนอีสานเหนือ กระแสทักษิณยังแน่นปึ้ก

ปริศนา “ครูมานิตย์”

หลังคลิป “ครูมานิตย์” พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ เผยแพร่ออกไปในยูทูบ พรรคเพื่อไทยก็ต้องชี้แจงแถลงไขในประเด็น “ดราม่าผู้แทนบ้านนอก”

โดยส่วนตัว ครูมานิตย์แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคิดจะย้ายพรรค แต่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะวิกฤติภัยแล้ง

ครูมานิตย์ และ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

จริงๆ แล้ว อ.สำโรงทาบ และ อ.ศรีขรภูมิ ที่มั่นของครูมานิตย์ ก็อยู่ติดกับพื้นที่อิทธิพลของ “เสี่ยลาว” แถว อ.ห้วยทับทัน และ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม” หรือชื่อเดิม มานิตย์ สังข์พุ่ม รับข้าราชการครูที่โรงเรียนบ้านกะลัน อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ต่อมา ได้ลาออกจากราชการมาเป็นที่ปรึกษานายก อบจ.สุรินทร์ ปี 2554 ครูมานิตย์ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สุรินทร์ พรรคไทยรักไทย

จากนั้น ครูมานิตย์ได้เป็น ส.ส.เกือบทุกสมัย ใต้ร่มธงทักษิณ หากครูมานิตย์จะย้ายพรรค คงต้องคิดหนักและคิดนาน

 

บารมี “ส.ส.เฮ้ง”

นับจากนี้ไป ผู้ที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยป่วน ก็คงไม่หนีไปจาก “ส.ส.เฮ้ง” ที่ได้รับความไว้วางใจจาก “บิ๊กป้อม” ให้มาดูแล ส.ส. และอดีตผู้สมัคร ส.ส. ที่พลาดเป้าไปแบบฉิวเฉียด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2562 ที่สำนักงานพรรคพลังประชารัฐ ชลบุรี ริมถนนพระยาสัจจา ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้มีการจัดงานทำบุญเลี้ยงพระในงานวันคล้ายวันเกิดย้อนหลังของ สุชาติ ชมกลิ่น” ซึ่งตรงกับวันที่ 15 สิงหาคม ของทุกปี และปีนี้มีอายุครบ 45 ปี

ส.ส.เฮ้งยังเคารพพี่แป๊ะ สนธยา คุณปลื้ม

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา และ “เสี่ยป๊อก” วิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี มาร่วมอวยพร ส.ส.เฮ้ง อันสะท้อนภาพความเป็นเอกภาพของพลังชลอีกครั้ง

เนื่องจากกรณีโควตารัฐมนตรี ทำให้ ส.ส.เฮ้งรู้สึกน้อยใจ “บ้านใหญ่แสนสุข” ส่งผลให้เกิด “กลุ่ม ส.ส.เฮ้ง” ในสนามการเมืองท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ ธานินทร์ เจริญผล เลขานุการนายก อบจ.ชลบุรี เป็นกาวใจให้ “ส.ส.เฮ้ง” ได้ปรับความเข้าใจกับ “นายกแป๊ะ” และ “นายกป๊อก” ที่โรงแรมเดอะไทด์รีสอร์ท เมื่อไม่นานมานี้

วิรัช รัตนเศรษฐ และ ส.ส.เฮ้ง

นอกจากนี้ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ คนสนิทของบิ๊กป้อมอีกคนหนึ่ง ก็มาอวยพรวันเกิดให้ ส.ส.เฮ้ง

แม้พลังประชารัฐ จะมากไปด้วยกลุ่มก๊วน แต่ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ก็โชคดีที่ได้ขุนพลหนุ่มอย่าง ส.ส.เฮ้งมาบริหารจัดการพื้นที่เลือกตั้ง

สวนป่าคอนสาร… เมื่อชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384453?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สวนป่าคอนสาร… เมื่อชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุก

21 สิงหาคม 2562 – 08:35 น.
สวนป่าครสาร,บุกรุก,คนอยู่กับป่า,ชุมชน
เปิดอ่าน 1,510 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  นัฏฐิกา โล่ห์วีระ

ปัญหาพิพาทระหว่างคนกับป่ามีตัวอย่างให้เห็นอีกครั้งที่ “สวนป่าคอนสาร” จ.ชัยภูมิ และผลที่ออกมาก็ซ้ำเดิม คือชาวบ้านเป็นฝ่ายผิดและถูกขับไล่ทั้งๆ ที่มีหลักฐานว่าอยู่มาก่อนป่า แต่ที่ “สวนป่าคอนสาร” มีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น

หากใครได้ลงพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ในวันนี้ จะได้เห็น “หมายบังคับคดี” ที่ทางการเพิ่งนำมาปิดในชุมชนแจ้งให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 27 สิงหาคมที่จะถึงนี้

เรื่องราวของชาวบ้านคอนสาร จ.ชัยภูมิ กลายเป็นตำนานการต่อสู้เพื่อรักษาที่ดินทำกินจากการรุกคืบของรัฐจนกลายเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวของนโยบาย “คนอยู่กับป่า” ที่เป็นแค่เพียงลมปาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2516 รัฐได้ประกาศให้พื้นที่แถบนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ต่อมาในปี 2521 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ ออป. ได้สัมปทานปลูกป่า เรียกว่า “สวนป่าคอนสาร” ใช้ระบบสมาชิกโครงการหมู่บ้านป่าไม้ เนื้อที่ 4,401 ไร่ นำมาสู่การผลักดัน ขับไล่ชาวบ้านดั้งเดิมออกจากที่ดินทำกิน

ขณะที่ชาวบ้านเองก็รวมตัวกันเคลื่อนไหวคัดค้านกระทั่งมีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีหัวหน้าสวนป่าคอนสารเป็นประธาน ร่วมกับผู้แทนชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คณะทำงานมีมติว่า “สวนป่าคอนสารได้ปลูกสร้างทับที่ทำกินของราษฎรจริง ให้ยกเลิกสวนป่า แล้วนำที่ดินมาจัดสรรให้ราษฎรผู้เดือดร้อน”

หลักฐานสำคัญที่คณะทำงานตรวจสอบพบก็คือชาวบ้านคอนสารเข้าถือครองทำประโยชน์ในที่ดินก่อนการทำสวนป่าของออป. โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภ.บท.11

ลุงนิด ต่อทุน จำเลยที่ 1 ในคดี ออป.ฟ้องขับไล่ชาวบ้าน เล่าว่า สวนป่าคอนสารนี้มีพี่น้องที่ประสบความเดือดร้อนเข้ามาอาศัยอยู่กลุ่มแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 จากนั้นก็มีลูกหลานทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปี 2501-2502-2503

ปากคำของชาวบ้านคือหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกหลายครั้ง กระทั่งมีมติและข้อตกลงทั้งจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในปี 2550 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเอง และมติประชาคมตำบลทุ่งพระ ปี 2552 ทั้งหมดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ…ให้รัฐยกเลิกสวนป่าคอนสาร

ทว่า…ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ซ้ำร้าย ออป.ยังได้ฟ้องขับไล่ชาวบ้านรวม 31 คน ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ กระบวนการต่อสู้ทางคดีดำเนินเรื่อยมา กระทั่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายืนตามศาลชั้นต้น เป็นที่มาของการปิดหมายบังคับคดี

ปราโมทย์ ผลภิญโญ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ตั้งข้อสังเกตว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันกระบวนการแก้ปัญหาเหลือเพียงการตัดสินใจเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการให้ “คนอยู่กับป่า” ซึ่งจะแก้ปัญหาให้แก่ทุกฝ่าย

“ขณะนี้โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมอินทรีย์บ้านบ่อแก้ว ภายใต้การบริหารจัดการที่ดิน ได้ทำมาแล้วส่วนหนึ่ง รอการตัดสินใจเชิงนโยบายที่จะมารับรองแผนนี้ มันตอบโจทย์ทางนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เรื่องความอยู่ดีมีสุขคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์เรื่องการกระจายอำนาจและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน และน่าจะเป็นทางออกที่สำคัญและทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ดังนั้นรัฐบาลควรทำความชัดเจนเรื่องนี้โดยเร็ว” สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าว

ผศ.ดร.อนุสรณ์ พัฒนศาสติ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ อธิบายว่า ปัญหาแบบเดียวกับสวนป่าคอนสารมีอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจากระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีอยู่แค่ 2 ประเภท คือกรรมสิทธิ์ของรัฐกับของเอกชน แต่การแก้ไขความขัดแย้งจำเป็นต้องมีระบบกรรมสิทธิ์ร่วม ประชาชนและรัฐมีกติการ่วมกันในการจัดการที่ดิน และต้องผลักดันให้เป็นกฎหมาย

“ระบบกรรมสิทธิ์ร่วมควรจะมีกฎหมายมารองรับได้แล้ว โดยต้องเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงสุด เช่น เทียบเท่าพระราชบัญญัติ มันถึงจะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจ มีกฎหมายรองรับ ออกโดยสภา เทียบเท่ากับพระราชบัญญัติฉบับอื่นๆ ชาวบ้านก็จะสามารถอยู่ร่วมในพื้นที่และแก้ไขปัญหาแบบที่เกิดขึ้นนี้ได้” ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

ถึงวันนี้…ความฝันของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วที่ต่อสู้เพื่อต้องการให้ยกเลิกสวนป่าคอนสารคงไม่มีทางเป็นจริงได้อีกแล้ว เหลือเพียงความกล้าหาญของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจทางนโยบายเท่านั้นที่จะหยุดยั้งวิกฤตินี้ ขณะที่เวลาของชาวบ้านก็เหลือน้อยลงทุกที

ผู้หญิงเฮ งานวิจัยมก.สู่สารยับยั้งมะเร็งปากมดลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407310?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผู้หญิงเฮ งานวิจัยมก.สู่สารยับยั้งมะเร็งปากมดลูก

28 ธันวาคม 2562 – 12:25 น.
รองศาสตราจารย์ ดร วีรชัย พุทธวงศ์,ผู้หญิงเฮ,สารยับยั้งมะเร็งปากมดลูก,ปปส,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

“อ.อ๊อด”มก. เผยผลทดสอบการต้านเซลล์มะเร็งปากมดลูก ของสารสกัดกัญชาจากของกลาง ป.ป.ส. มะเร็งหนาว เมื่อสารยับยั้งสามารถฆ่าเชลล์มะเร็งปากมดลูกชงัก!!

ข่าวดีต้อนรับเปิดศักราชใหม่ 2563  เมื่อเร็วๆ นี้   ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ห้องปฏิบัติการวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ซึ่งมีใบอนุญาตการผลิตสารสกัดจากกัญชา และใบอนุญาตครอบครองกัญชาจากกัญชาของกลาง ของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส. )

อ่านข่าว :  รู้ทัน ป้องกัน ‘มะเร็งปากมดลูก’

โดยหัวหน้าห้องปฏิบัติการ รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ ได้เปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดว่า  พบสารสกัดหยาบจากกัญชา ที่สกัดด้วยเทคนิคคาร์บอนไดออกไซด์เหลว มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้ดีมาก

ผลทดสอบการต้านเซลล์มะเร็งปากมดลูก (HeLa)


รศ.ดร.วีรชัย  อธิบายต่อว่า ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งปากมดลูก (HeLa, cervix carcinoma cell) ดังกล่าว มีสารสกัดที่ทำให้บริสุทธิ์ 99.9 % หลายตัวที่ออกฤทธิ์ โดยงานวิจัยได้ใช้วิธี MTT [3-(3,5-dimethylthiazol-2,5-diphenyltetrazolium bromide)] assay พบว่าสารสกัดกัญชาจากเทคนิคการสกัด

รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์

ม.รามฯดีเดย์1ม.ค.63งดใช้ถุงพลาสติก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.รามฯดีเดย์1ม.ค.63งดใช้ถุงพลาสติก

27 ธันวาคม 2562 – 19:35 น.
ผศวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์,ลดใช้พลาสติก,ดีเดย์ 1 มค 2563,‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

ม.รามคำแหง รณรงค์ “รวมพลังชาวรามฯ งดใช้ งดให้ งดรับถุงพลาสติก”เดินหน้าลดขยะ ดีเดย์1ม.ค.2563 พร้อมชวนใช้ถุงผ้าแทน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์   ลาภเจริญทรัพย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ “รวมพลังชาวรามฯ งดใช้ งดให้ งดรับถุงพลาสติก” โดยมี คณะผู้บริหาร บุคลากร นักศึกษา และผู้ประกอบการร้านค้า ร่วมกิจกรรม

 อ่านข่าว : ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ( ม.ร. ) กล่าวว่ามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการรณรงค์ “ชาวรามฯ รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมใจลดใช้พลาสติกและโฟม” โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านค้าใน ม.ร.และประชากรชาวรามคำแหง งดใช้ถุงพลาสติกทุกวันศุกร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างดียิ่ง ดังนั้น เพื่อขับเคลื่อนการลดปริมาณขยะจากพลาสติกภายในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนเลิกใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจึงจัดกิจกรรมรณรงค์“รวมพลังชาวรามฯ งดใช้ งดให้ งดรับถุงพลาสติก”ขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าภายใน ม.ร. และชาวรามคำแหง งดให้ งดรับถุงพลาสติกหูหิ้วทุกวัน ตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป และขอความร่วมมือบุคลากร นักศึกษาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกหรือนำภาชนะส่วนตัวมาใช้ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม

อธิการบดี ม.ร.กล่าวต่อไปว่า จากรายงานของGREENPEACEองค์กรรณรงค์อิสระระดับโลกระบุว่า ทั่วโลกผลิตขยะพลาสติกประมาณ6,300ล้านตัน และประเทศไทยอยู่ในอันดับ6ที่มีการทิ้งขยะพลาสติกมากที่สุดของโลก และเป็นอันดับ3ที่นำเข้าขยะพลาสติกมากที่สุดของอาเซียน

โดยแต่ละปีคนไทยทั้งประเทศทิ้งขยะรวมกันกว่า27ล้านตัน ซึ่งเป็นขยะพลาสติกและโฟมมากถึง2.7ล้านตัน หรือเฉลี่ย7,000ตันต่อวัน แบ่งเป็นขยะพลาสติกร้อยละ80หรือประมาณ5,300ตันต่อวัน หรือ2ล้านตันต่อปีส่วนที่เหลือเป็นขยะโฟมประมาณ700,000ตัน และในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยคนละ8ใบต่อวัน ทำให้มีขยะพลาสติกมากถึง80ล้านใบต่อวัน

“มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการร่วมลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว และพร้อมขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกและนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษ ขอเชิญชวนบุคลากรและนักศึกษานำถุงผ้าและภาชนะส่วนตัวมาใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น โดยระยะแรกอาจไม่สะดวกนัก แต่หากทำเป็นประจำก็จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เพราะทุกสิ่งที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเรา”

จากนั้นอธิการบดี ม.ร.นำผู้เข้าร่วมงานประกาศเจตนารมณ์งดใช้ถุงพลาสติกว่า“ข้าพเจ้าขอประกาศเจตนารมณ์ว่า จะร่วมกันพัฒนามหาวิทยาลัย ร่วมใจรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมงดรับ งดให้ งดใช้ถุงพลาสติก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”ต่อด้วย อธิการบดีนำคณะผู้บริหาร นักศึกษา และผู้เข้าร่วมงาน เดินรณรงค์แจกถุงผ้าให้กับนักศึกษา ประชาชน และผู้ประกอบการร้านค้า จากห้องอ่านหนังสืออาคารเวียงผาไปยังโรงอาหารอาคารนพมาศด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ณ บริเวณห้องอ่านหนังสืออาคารเวียงผา และโรงอาหารอาคารนพมาศ เพื่อรณรงค์และขอความร่วมมือจากประชากรทุกภาคส่วน ให้งดใช้ถุงพลาสติกและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ รวมทั้งแจกถุงผ้าแก่ผู้ร่วมกิจกรรรมด้วย

ลุยผลิต ครูสมรรถนะสูง พัฒนาผู้เรียน เชี่ยวเทคโนโลยี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ลุยผลิต ครูสมรรถนะสูง พัฒนาผู้เรียน เชี่ยวเทคโนโลยี

27 ธันวาคม 2562 – 15:20 น.
ครูสมรรถนะสูง
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

ลุยผลิต ครูสมรรถนะสูง พัฒนาผู้เรียน เชี่ยวเทคโนโลยี  ออกแบบห้องเรียน โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com 

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร หากพูดถึงคุณภาพของระบบการศึกษา คุณภาพของเด็ก ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ครู” ยังคงตกเป็นเหยื่อ ถูกมองว่าครูไม่มีคุณภาพ เด็กจึงไม่มีคุณภาพ เพราะด้วยบทบาทหน้าที่ของครูในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เด็ก

ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) สถาบันการผลิตครู เดินหน้ายกเครื่องระบบผลิตครูคุณภาพ โดยตั้งเป้าหมายหลักเพื่อต้องการครูคุณภาพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู และรับประกันการมีงานทำ กลับไปทำงานในท้องถิ่นบ้านเกิด หรือในพื้นที่ห่างไกล พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่/มืออาชีพ โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และโครงการเพชรในตม เป็นต้น

ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูอาชีวศึกษา รวม 113 สถาบัน และในปีการศึกษา 2562 มีบัณฑิตครูที่สำเร็จการศึกษา 55,783 คน แบ่งเป็น หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต(ค.บ.) 5 ปี 47,173 คน และหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 8,610 คน นอกจากนั้นมีจำนวนบัณฑิตที่คุรุสภาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้รวม 1,270,383 คน

ดิเรก พรสีมา

ดิเรก พรสีมา ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า ในปี 2562 มีหน่วยงานที่ใช้ครู หรือที่เป็นครูประจำการ ประมาณ 660,609 คน และมีครูเกษียณอายุราชการ 28,246 คน ซึ่งหากพิจารณาในแง่ปริมาณนั้น ต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดครู เพราะถ้าคิดสัดส่วนครูต่อนักเรียนของไทยจะอยู่ที่ 1:18 คน ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น 1:23 ประเทศสิงคโปร์ 1:25 เกาหลีใต้ 1:28 ดังนั้น สิ่งที่ขาดคือ คุณภาพของครู และคุณภาพการเรียนการสอน

“การผลิตครูไม่ใช่ให้ได้ปริมาณตรงตามที่ความต้องการ แต่ต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ สถาบันการผลิตครูรุ่นใหม่ จึงต้องมุ่งสร้างความเป็นเลิศให้แก่ครู ครูต้องมีสมรรถนะสูงในการพัฒนาผู้เรียน สามารถสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง เป็นนวัตกรและมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะไม่ว่าอย่างไรการศึกษาไทยถ้าครูไม่เก่ง ก็จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพเด็กไม่ได้ และเปลี่ยนประเทศไม่ได้ ต้องปรับปรุงการผลิตครูให้มีคุณภาพสูงให้ได้โดยเร็วโดยความร่วมมือของสถาบันผลิตครูทั้งหมด” นายดิเรก กล่าว

ศธ.ต้องการครูรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถตรงกับวิชาที่สอน ก่อนเข้าสู่ระบบ ศธ.จะเทรนนิ่งครู เพื่อให้ได้ครูที่ตรงกับความต้องการที่จะมาผลิตผู้เรียน ขณะที่ อว.ได้ให้โจทย์กับมหาวิทยาลัยเตรียมครูในศตวรรษที่ 21 ต้องตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ เพราะครูเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคน และจำนวนการผลิตและความต้องการ การแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องมองเชิงระบบ ซึ่งการผลิตครูในระบบปิดก็เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา

เรืองเดช วงศ์หล้า

เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (มรภ.ทปอ.) กล่าวว่า ทปอ.มรภ.ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์การผลิตครูที่ให้เป็นไปตามความต้องการของประเทศ และเน้นสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โดยยึดการผลิตครูคุณภาพสูงอิงสมรรถนะ เพื่อให้นิสิตนักศึกษาครูมีทักษะศตวรรษที่ 21 ภายใต้หลัก 3 ประเด็น คือ 1.การผลิตครูตามราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการผลิตครูที่มีเจตคติที่ดีและถูกต้อง มีรากฐานทางครอบครัวพื้นฐาน มีอาชีพที่มั่นคง และเป็นพลเมืองที่ดี

2.ผลิตครูตามมาตรฐานวิชาชีพครูที่ครุสภากำหนด เป็นครูที่มีทั้งจรรยาบรรณ จิตวิญญาณความเป็นครู เก่งด้านวิชาการ ด้านการสอน และสามารถทำงานกับชุมชนได้ และ 3.มีคุณลักษณะ มีความรู้และทักษะศตวรรษ 21 อาทิ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ STAM ศึกษา Coding และสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทางปฏิบัติได้

“ครูยุคใหม่ต้องเท่าทันและใช้เทคโนโลยีในการผลิตสื่อการเรียนการสอนได้ ต้องเข้าใจวิทยาการคำนวณ จัดกิจกรรมออกแบบห้องเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของเด็ก ให้เด็กได้รู้จักการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล เพราะอนาคตเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขึ้นเรื่อยๆ หลักสูตรต้องปรับจัดการเรียนการสอนให้ครูมีทักษะศตวรรษที่ 21 ก่อน เมื่อครูจบออกไปจะได้สอนเด็กได้ และการเรียนการสอนครู ไม่ใช่เพียงจบแล้วครูสามารถประกอบอาชีพครูได้อย่างเดียว เนื่องจากสังคมเปลี่ยนไป เรียนวิชาชีพครูนอกจากมีจิตวิญญาณความเป็นครู สอนเด็กให้คิดเป็น ทำงานเป็นแล้ว ครูต้องมีอาวุธ มีองค์ความรู้อื่นๆ ที่จะนำไปสร้างอาชีพอื่นให้แก่ตัวเองได้ด้วย” เรืองเดช กล่าว

เรืองเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า การผลิตครูที่ผ่านมาเป็นต่างคนต่างผลิต จนทำให้จำนวนบัณฑิตที่ออกมาเกิน แต่หลังจากนี้สถาบันฝ่ายผลิตที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่แค่ มรภ.ต้องมาคุยกันให้ชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยใดจะผลิตสาขาไหน จำนวนเท่าไร รวมถึงต้องดูการมีงานทำ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถสอบบรรจุเป็นครูได้ ต้องส่งเสริมให้มีความรู้และความสามารถที่จะไปประกอบวิชาชีพอื่นได้ด้วย โดยมีวิชาครูเป็นพื้นฐาน ซึ่งปี 2563 คาดว่าจำนวนการผลิตจะลดลง และมีจะมีความชัดเจนภายใน 2 ปี มีการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ครู 1 คน สามารถไปสั่งสอนลูกศิษย์ได้อีกเป็น 1,000 คน  “การพัฒนาระบบการศึกษา” ส่วนหนึ่งต้องเริ่มจากการ “พัฒนาครูคุณภาพ” ซึ่งคำว่าคุณภาพในที่นี้ไม่ใช่เพียงสอนได้ แต่ต้องสอนให้เด็กเข้าใจ เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก  รู้จักนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ให้เกิดองค์ความรู้ กิจกรรมในห้องเรียน อันนำไปสู่การเรียนรู้ของเด็กตามบริบทของแต่ละคน และสอดคล้องกับทักษะศตวรรษที่ 21 โลกในอนาคต

ปิดฉาก แข่งขันศิลปหัตถกรรม กับเสียงสะท้อนต้องเรียนรู้ร่วมกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407126?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ปิดฉาก แข่งขันศิลปหัตถกรรม กับเสียงสะท้อนต้องเรียนรู้ร่วมกัน

27 ธันวาคม 2562 – 13:21 น.
แข่งขันศิลปหัตกรรม,การศึกษา,เยาวชน
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ปิดฉาก แข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน  เสียงสะท้อนจากเวที

27 ธันวาคม 2562 ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานอย่างแท้จริง สำหรับการจัดการแข่งขัน ศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 69 ประจำปีการศึกษา 2562 ของภูมิภาค ภาคกลางและภาคตะวันออก  ภายใต้แนวคิด  “ศิลปหัตถกรรมล้ำค่า ภูมิปัญญาล้ำสมัย เทคโนโลยีก้าวไกล นำชาติไทยสู่สากล”   

โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 เป็นหัวเรือใหญ่ดำเนินการจัดการแข่งขัน ซึ่งมี  60 เขตพื้นที่การศึกษา และ 26 ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด จาก 26 จังหวัด  ในภาคกลางและภาคตะวันออก ที่เข้าร่วมแข่งขันกันอย่างคึกคัก และเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนมากที่สุด  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 ในฐานะหน่วยงานหลักในการประสานงาน ก็ได้  รวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้องในการจัดงาน เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาปรับปรุงการจัดกิจกรรมในปีต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

เริ่มจาก ดร. รุ่งสุรีย์ สิงหราช ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหญ่ ซึ่งรับผิดชอบ ศูนย์การแข่งขันกิจกรรมในกลุ่มการงานอาชีพ งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระบุว่า “ในยุค 4.0 นี้ เด็กๆ สามารถออกแบบมาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในโครงงานอาชีพ อาทิเช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ การแกะสลัก ทำอาหารคาวหวาน นักเรียนได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนมาในการแข่งขัน ทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการงานอาชีพทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เด็กมีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง ได้สร้างมูลค่าจากสิ่งของเหลือใช้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และสามารถทำเป็นอาชีพในสังคม โดยต่อยอดจากกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เพื่อฝึกฝนทักษะที่ตนเองสนใจในชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนการสอน”

สอดคล้องกับ นางรัชดาวัลย์ ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดแค สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต สะท้อนภาพพัฒนาการของการจัดการแข่งขันที่ผ่านมาในแต่ละยุค “เป็นเวทีแห่งชาติ ที่เด็กๆ จะได้เห็นผลงานของเพื่อนต่างโรงเรียน เห็นการทำงานของทีมอื่น ๆ แต่ละทีมได้เรียนรู้ว่าทำไมงานชิ้นนั้นถึงได้รางวัล  เน้น Active Learning เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ เป็นการฝึกทักษะไปในการเรียนรู้ของเขา การทำงานแบบนี้มาจากใจรัก มาจากทักษะ และจิตวิญญาณ สามารถนำไปต่อยอดในอาชีพอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโรงแรม ด้านอาหาร การท่องเที่ยวต่างๆ หรือแม้กระทั่งธุรกิจส่วนตัวเน้นเรื่องความเป็นไทยมาก”

นายสุนทร สุวงศ์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองกระทิง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรรมการตัดสินการ์ตูนเรื่องสั้น (Comic Strip) กล่าวว่า “งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่เสริมขึ้นมาตามความสนใจของนักเรียน จากอดีตโปรแกรมในการแข่งขันจะจำกัด แต่ปัจจุบันจะใช้โปรแกรมที่หลากหลายขึ้น พัฒนาขึ้น เด็กสนใจขวนขวายศึกษาเพิ่ม ซึ่งทำให้มีทักษะการสร้างสรรค์ลายเส้นที่สวยงามขึ้น จากฝีมือและผลงานของเขา เรามองเห็นว่าเขามีอนาคต เพราะตลาดอาชีพด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ก็ยังต้องการคนอยู่มาก อย่างที่เราได้เห็นแล้วเด็กเราทำได้ ที่ต่างประเทศ ที่ฮอลลีวู้ดก็ยังมีคนไทยสิ่งเหล่านี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้”

ว่าที่ร้อยโท ชวลิต ชมพู ครูผู้ฝึกสอน โรงเรียนเด็กพิเศษของมูลนิธิคุณพ่อเรย์ จังหวัดชลบุรี ให้ทัศนะว่า “การที่จะผลักดันให้เด็กพิเศษ มีความรู้ความสามารถเท่ากับเด็กปกติทั่วไป การฝึกซ้อมเด็กต้องทำให้เขามีใจ เราก็ต้องรักในการสอนเขา ต้องทำให้เด็กมีสติมีสมาธิในการทำงาน ฝึกฝนให้เขามีทักษะในการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน สามารถนำทักษะที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันและสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้  กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญเพื่อจะผลักดันเขาไปถึงเป้าหมายได้”

เช่นเดียวกับที่ ครูยุทธนา  อังคะคำมูล โรงเรียนบ้านซำฆ้อ สพป. ระยองเขต 2 ครูผู้ฝึกสอน ที่ได้เน้นย้ำบทบาทของครูในยุค 4.0 ว่าเด็กสมัยใหม่ใกล้ชิดเทคโนโลยีมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องให้การชี้แนะที่เหมาะสมและไม่เป็นการปิดกั้นเด็ก “ต้องยอมรับเลยว่า บางครั้งเราอาจจะตามเด็กไม่ทันด้วยซ้ำ เพราะเด็กสามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย เราก็พยายามแนะนำ ตักเตือนเขาให้รู้เท่าทัน พรบ.คอมพิวเตอร์ ไม่ให้เขากระทำความผิด เพราะไม่อยากปิดกั้นเขา แต่เราก็ต้องส่งเสริมให้ถูกทางถูกต้องด้วย”

นางสาวมัณฑนา ทัพโพธิ์ ครูผู้ฝึกสอน ทีมเด็กประกวดภาพยนตร์สั้น สะท้อนการเชื่อมโยงเด็กให้เรียนรู้วิถีชุมชนและการเรียนการสอนว่า “การผลักดันนักเรียนไปให้ถึงฝันให้ได้ ต้องใช้ทั้งคำหวาน คำดุและกำลังใจ ทุกครั้งที่เราร่วมงานกัน ทำงานกัน วางแผนกัน  ก็จะกระตุ้นให้เขาจุดไฟในตัวเองตลอดเวลา ยิ่งในเรื่องของภาพยนตร์สั้นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างเรื่อง ผูกเรื่อง โดยชุมชนของเรามีวัฒนธรรมไทยดำซึ่งเป็นจุดเด่นอยู่แล้ว ก็พยายามให้เขาได้เห็นอัตลักษณ์ชุมชนและอนุรักษ์ไว้… ถ้าเขามีโอกาสก็ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำต่อไป”

นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนจากทีมงานนักเรียนที่เป็นฝ่ายอำนวยการด้วย ทั้ง ด.ช. มารุต ศรีสังข์ ที่รับหน้าที่ด้านการจราจรและการโบกรถ ด.ญ. กุลมียา ใบกุล หัวหน้าฝ่ายสุขาภิบาลเก็บขยะรอบอาคาร ด.ญ. ภัทรวาดี ชุ่มเชื้อ ดูแลห้องน้ำ เก็บขยะและยกของ ทีมงานจากโรงเรียนวัดราษฎร์บูรณะ ที่ประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน “ทีมพวกเรามี 30 คน แบ่งเป็นฝ่ายระเบียบ สุขาภิบาล โภชนาการ จราจร แต่ก็ร่วมมือช่วยกันทั้งหมด อย่างการจราจร จะเริ่มจากการจัดระเบียบรถที่มา ว่าต้องการขนของหรือไม่ ถ้าต้องการก็จะให้ไปจอดบริเวณสถานที่แข่งขันก่อน เมื่อเสร็จแล้วจะให้ไปจอดด้านหลัง ใช้เวลานานเหมือนกันนะ เพราะเป็นปีแรกที่เป็นเจ้าภาพ อาจารย์ก็ให้คำแนะนำว่าส่วนงานนี้ต้องทำอะไรบ้าง เราก็ไปคิดต่อไปคุยกันในทีม เพราะตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด”

สำหรับ นางสาวปิยธิดา แนงแหยม จากโรงเรียน วัดสุทธาวาส  หนึ่ง ในผู้เข้าแข่งขันหุ่นยนต์ระดับพื้นฐาน 3 ชั้น ม.1-ม.3 สื่อความรู้สึกออกมาว่า “ที่สิ่งได้จากการแข่งรายการนี้ก็คือ เราได้แก้ปัญหา ได้สู้กับปัญหา … ตอนแรกที่บ้านไม่เข้าใจ เป็นผู้หญิงทำไมกลับบ้านดึก มันไม่เหมาะสม ก็เกือบจะถอดใจ แต่เราก็แอบทำเพราะเราชอบ จนที่บ้านยอมและทุกวันนี้ก็สนับสนุนเต็มที่ ยิ่งรู้ว่าได้มาแข่งที่นี่เขาก็ยินดี ดีใจกับเรา เราอยากทำโมเดลหุ่นยนต์ให้รุ่นน้องรุ่นต่อไป”

ปิดท้ายที่ ปิยวะดี พุมพวง ผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ติดตามมาให้กำลังใจทีมในการแข่งขันกิจกรรมแกะสลักผลไม้ได้สะท้อนบทสรุปของการจัดการแข่งขันไว้ว่า “การแกะสลักจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ซึ่งศิลปะการแกะลายไทยไม่ใช่เรื่องง่าย และการแข่งขันในแต่ละรอบลงทุนเยอะ แต่ละครั้งที่ต้องซื้อผักผลไม้ ซึ่งโรงเรียนก็ไม่ค่อยมีทุนทรัพย์ อะไรที่เราพอช่วยเหลือได้ก็จะช่วยกันเน้นสนับสนุนทุนทรัพย์ และเราก็จะติดตามไปให้กำลังใจ ซึ่งคิดว่า ประสบการณ์ที่เขาได้กิจกรรมนี้มันจะติดตัวเขาไปตลอด มันเป็นงานฝีมือที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ ถ้าเราไม่สนับสนุนงานลักษณะนี้ ก็จะไม่มีงานที่มีเอกลักษณ์ไทยลงเหลืออยู่”

นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจาก จัดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 69 ปีการศึกษา 2562 ของภูมิภาค ภาคกลางและภาคตะวันออก ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้เรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

แนวโน้ม(ทิศทาง)ไม้ประดับรับปี…หนู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406982?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แนวโน้ม(ทิศทาง)ไม้ประดับรับปี…หนู

28 ธันวาคม 2562 – 04:35 น.
ไม้ประดับ
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทย

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาหลายคนคงมีความสุขสนุกกับการค้าหรือสะสมไม้ประดับหลากหลายชนิดที่ได้อานิสงส์ต่อเนื่องราวกับกระแสที่ยังคงไม่หยุดนิ่ง ติดพันต่อเนื่องราวสองถึงสามปีที่ผ่านมา จะด้วยจากการฟื้นตัวหลังภาวะหลับใหล หรือเศรษฐกิจในและต่างประเทศเริ่มมีทิศทางที่ดูจะสดใส ก็อาจเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง

           อุดม ฐิตวัฒนะสกุล อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทย

แต่จากที่ได้สัมผัสและได้ฟังคำกล่าวหลายๆ เรื่องราว คงมีประเด็นที่น่าสนใจให้รู้ถึงการขยับตัวของการหาเก็บและขยายไปสู่การใช้อย่างแรงๆ ก็เพราะการปรับตัวทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่ต่างไม่ต้องแวะเวียนไปตลาด หรือเข้างานอีเวนต์ทุกครั้งไป ด้วยความล้ำพร้อมกับการย่างก้าวเข้าสู่ระบบเกษตรดิจิทัลที่มีสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายสังคม ช่วยนำเสนอประเด็นเรื่องราวและสิ่งต่างๆ ที่แม้จะอยู่ยังที่ห่างไกลออกไป ไม่ว่าแห่งหนใดก็สามารถเชื่อมต่อความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้คนที่เห็นโอกาสทางการค้านี้ก่อนใครสามารถปรับตัวได้ดี

ชนิดไม้ที่มีการผลิต จากอดีตสู่ปัจจุบันนั้นดูแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย และหากมีก็คงเป็นเพียงแค่การทำไม้ชนิดเก่าที่มีอยู่ หรือบางอย่างก็แทบจะไม่ค่อยพบเจอในระบบมาทำการผลิตใหม่ หรือจะมีในบางส่วนที่ได้จากการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ก็คงเป็นได้ส่วนน้อย เมื่อเทียบกันกับทั้งระบบ โดยจากกรณีนี้หากได้พันธุ์ดีหรือได้ชนิดพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ก็คงยังต้องปลูกทดสอบ รอคอยวันที่จะเติบโต และยังต้องตรวจวัดความต้องการก่อนถึงจะทำการขยายจำนวนอีกที ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกมิใช่น้อย

ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนจากสิ่งที่ขาดความพร้อม ที่ทำได้และทำได้เลยคือการขยายจากชนิดของไม้ที่ได้รับความนิยมโดยเป็นการขยายให้เกิดปริมาณตามความต้องการ พร้อมกำหนดการทำขนาดและคุณภาพตามมักถูกระบุควบคู่กันไปอยู่เสมอแล้ว

ไม้ที่เคยขายครองตลาด อาจมิได้อยู่ครองใจตามกระแสการขายแบบทอดเวลายาวนานที่ถึงขั้นเรียกว่าไม้อมตะได้สักชนิด จะมียาวนานบ้างก็นับว่าเป็นความโชคดี เพราะอาจจะเป็นการสามารถทำให้เข้ากับวิถีของคนทำไม้ที่สร้างคุณค่าไว้ให้เป็นที่น่าจดจำ หรือมีสิ่งบ่งชี้บางประเด็นให้เป็นที่น่าสังเกต เช่นว่าพืชชนิดนั้นๆ มีความสวยงามคงทน ใช้งานคุ้มค่า สมราคา คงสภาพรูปลักษณ์อยู่ยาวนานหรือในเรื่องการปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ อาจจะต้องมีปัจจัยบางอย่างที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัวเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เกิดความต่างจากแบบทั่วไปถึงขั้นเป็นข้อจำกัดทางการผลิตไปเลยก็มี

หรือแม้เทคนิคการปลูกเลี้ยงพร้อมดูแลรักษาเพื่อให้มีความสวยตามแบบเฉพาะตัวให้ดูโดดเด่นกว่าการปลูกเลี้ยงแบบทั่วไปที่ขาดความเข้าใจในเชิงลึกผสานกับการปฏิบัติ และประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือการกลายที่แก้ปัญหาจุดด้อย แม้จะมีโอกาสที่น้อยและเป็นไปได้ยากมากก็ตาม ซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสริมให้ได้ไม้ที่อยู่ครองใจยาวนานเพิ่มขึ้นทุกยุคสมัย แม้เวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไรก็ตาม

ไม้ดังกล่าวนี้มักมีจำนวนจำกัด จากที่มีลักษณะเฉพาะตัว จนบางครั้งอาจจะบอกได้ว่ามีเพียงต้นเดียวเท่านั้นก็ว่าได้ ซึ่งไม้ประเภทนี้มักจะได้รับความนิยมแต่ด้วยจำนวนที่จำกัดจึงไม่มีโอกาสจะกระจายในระบบเลย แต่หากจะมองหาไม้ในกระแสที่พอมีจำนวนและได้รับความนิยม ดูแล้วก็คงมีความยากอยู่มิใช่น้อย เพราะตามทัศนะของแต่ละคน ย่อมมีความแตกต่างตามโอกาสและแนวคิด ซึ่งบางครั้งอาจสอดคล้องหรือบางทีก็มักมีความพร้อมและที่มาของความคิดให้เกิดความต่างจากสิ่งที่มีอยู่หลากหลายให้คิดชอบต่างกันออกไป

แต่สิ่งที่พออนุมานได้จากการถามหาไม้จากลูกค้าจนมีคำสั่งซื้อหรือทำการจองเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ที่มีทิศทางทางการตลาดอยู่แล้ว ซึ่งไม้ทุกชนิดอาจมีวิถีทางการผลิตที่แตกต่างกันออกไป บางอย่างก็อาจเป็นไม้ที่เคยดังท่วมท้น ทอดเวลาจนเลยหลุดกระแสความนิยมมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตามวัฏจักรที่มีให้เห็นเป็นปกติ จนด้วยการใช้ที่ไม่มีแต่เพียงแค่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น ซึ่งจากผลพวงของการใช้ในตลาดต่างแดนกลับส่งผลให้ไม้บางชนิดที่เคยซบเซา หรือประเภทไม้บางอย่างที่มีการผลิตแบบปกติธรรมดาและมีความพอดีกับการใช้หมุนเวียนต้องพร่องลงไปในบางช่วงเวลาให้ผลเป็นโดยตรงต่อไม้ในสายตาที่ต่างมองหาและเก็บกัน อันเป็นผลมาจากปัจจัยรอบด้านหลายประเด็น รวมถึงการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลดีโดยผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบโซเชียลมีเดียซึ่งมีผลอย่างกว้างไกลแบบไร้พรมแดนให้นับเป็นผลดีด้วยเช่นกันต่อการเข้าถึงและเป็นตัวกำหนดทิศทางได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทิศทางของการซื้อขายไม้ประดับก็ต้องมีการปรับตัวให้สอดรับ โดยต่างต้องเรียนรู้เพื่อการปรับตัวจากสิ่งที่เกิดอยู่รอบข้าง ถึงระบบการค้าอย่างมีทิศทางโดยถอดบทเรียนเรื่องราวจากในอดีตอันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรค่าต่อการจดจำและนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานของการเรียนรู้ในปัจจุบัน อันจะประมวลไปสู่การคาดคะเนได้ในระดับหนึ่งในทิศทางที่ยังมาไม่ถึงที่เรียกว่าความน่าจะเป็นแล้ว จึงกำหนดการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามศักยภาพโดยมีโอกาสสำคัญรอคอยอยู่ข้างหน้า

ที่ต่างฝ่ายต้องเข้าใจตัวเองในความรู้ ความสามารถ และความถนัด เพื่อจะผลิตไม้ให้พร้อมขายหรือพร้อมเพื่อการใช้งาน ซึ่งจะเป็นไม้ชนิดใดบ้าง เพื่อจะได้เน้นการผลิตในพืชแต่ละชนิดเป็นพิเศษ ซึ่งจะติดตามกันได้จากคมชัดลึก คอลัมน์ไม้ใบทำเงินทุกเช้าวันเสาร์หรือเปิดอ่านได้จากอินเทอร์เน็ตชื่อคอลัมน์เดียวกัน จากคมชัดลึกออนไลน์ได้ทุกโอกาสที่ต้องการในทุกตอนตามเนื้อหาที่เขียนไว้ กระผมได้นำเรื่องราวและสาระดีๆ ไม่ตกกระแสมาใส่ไว้แทบทั้งสิ้น

และในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้กระผมขออำนวยอวยพรถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอจงประสบแต่ความสุขความสำเร็จโชคดีมีเงินใช้ สุขภาพพลานามัยแข็งแรงทุกท่านนะครับ

สุนัขท้องผูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

28 ธันวาคม 2562 – 03:29 น.
สุนัขท้องผูก
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญ หรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2562 เป็นสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ที่เราจะได้มาช่วยกันดูแลและแบ่งปันความรักและความรู้ให้แก่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา

เรามาร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยกันนะครับ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจแข็งแกร่ง มีความสุขมากๆ ฉลองปีใหม่กันให้เต็มที่บนความไม่ประมาท แล้วกลับมาพบกันในปี 2563 นะครับ

วันนี้หมอขอฝากเรื่องท้องผูกในสุนัขให้กันสักหน่อย หลายท่านไม่ทราบว่าสุนัขก็ท้องผูกได้เหมือนคนเลยครับ เวลาที่เราท้องผูกจะรู้สึกอึดอัด ถ้าท้องผูกมากๆ ก็ทำให้ไม่เจริญอาหาร สุขภาพไม่ดี และอาจจะทำให้เป็นอย่างอื่นตามมา เช่น อาหารไม่ย่อย อาเจียนได้ในบางราย ถ้าเป็นเด็กๆ อาจทำให้เป็นไข้ ต้องนอนโรงพยาบาลก็มี ถ้าคลำจะพบอุจจาระแพ็กเป็นลำแข็ง การรักษาถ้าไม่เรื้อรังก็ปรับอาหารการกิน ดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ ให้มีเส้นใยเพียงพอและอ่อนนุ่ม

ในสุนัขก็เช่นเดียวกันกับคนครับ คนเลี้ยงหลายท่านไม่ทราบเลยว่า การที่เราให้สุนัขกินกระดูกแข็งๆ แม้ว่าเราจะบดแล้วหรือสุนัขค่อยๆ แทะเป็นชิ้นเล็กก็ตาม นั่นคือสิ่งที่เป็นอันตรายเพราะไม่สามารถย่อยได้ ทำให้เกิดภาวะท้องผูก หรือในสุนัขที่ชอบกินอิฐ หิน ดิน ทราย พลาสติกหรือไม้ โลหะต่างๆ และสิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ทั้งหลาย ก็จะทำให้เกิดอาการท้องผูกและลำไส้อุดตัน

การสังเกตง่ายๆ คือดูว่าสุนัขของเราไม่ถ่ายมาหลายวันหรือเปล่า หรือทำท่าเบ่งแต่ไม่มีอุจจาระ ถ้าหาก 3-4 วัน สุนัขไม่ถ่ายและมีอาการปวดท้องเบ่ง นั่นคืออาการท้องผูก สิ่งที่ควรลงมือดูแลอาการสุนัขท้องผูกคือ ห้ามให้สุนัขกินกระดูกแข็ง และดูแลไม่ให้สุนัขเก็บกินอิฐ หิน ดิน ทราย พลาสติกหรือไม้ โลหะต่างๆ และสิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ทั้งหลาย และเพิ่มปริมาณน้ำให้มากเพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มสะดวกแก่การขับถ่าย

แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้นสามารถใช้น้ำ น้ำสบู่ สวนทวารให้สุนัขได้ หรืออาจจะให้อาหารสำหรับช่วยแก้ปัญหาท้องผูก แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ เพราะอาการท้องผูกหากเป็นเรื้อรังนานๆ อาจจะทำให้เป็นโรคร้ายแรงในระบบทางเดินอาหารได้ครับ และบางครั้งการท้องผูกอาจมาจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การมีเนื้องอกในช่องท้อง เป็นต้น

ฝากเรื่องสุขภาพสุนัขที่ไม่ค่อยได้คุยกันไปแล้ว ปีหน้าเรามาร่วมแบ่งปันความรักความห่วงใยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักกันต่อนะครับ พบกันใหม่เสาร์หน้า 4 มกราคม 2563 ครับ สวัสดีปีหนูครับ

เปิดโผทิศทางเกษตรปี 63 ดัน 7 เป้าหมายรายได้พุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดโผทิศทางเกษตรปี 63 ดัน 7 เป้าหมายรายได้พุ่ง

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,ปาล์มน้ำมัน
เปิดอ่าน 221 ครั้ง

เฉลิมชัย เปิดโผทิศทางเกษตรปี 63 ผลักดันนโยบาย 7 เป้าหมายเกษตรกรมีรายได้พุ่ง ฟุ้งดันราคายางาพารา 65 บาท ปาล์ม 6 บาท เป็นของขวัญเกษตรกร ท้วงธรรมนัส” แจกหมอนยางพ

28 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงทิศทางนโยบายภาคเกษตรปี 2563 ว่าได้จัดทำนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้นำไปต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

โดยจะแถลงรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 3 ม.ค. จะเชิญผู้บริหารทุกหน่วยงานมาตอบข้อซักถามและชี้แจงแผนงานของแต่กรม ซึ่งเป้าหมายเบื้องต้นคือ

1.นโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบการเพิ่มแหล่งน้ำ ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ซึ่งได้ทำการสำรวจในพื้นที่สามารถสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ โดยเฉพาะแก้มลิง ในแนวลุ่มน้ำต่างๆ ทำแผนที่สำรวจไว้แล้ว เพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ และมาตรการผันน้ำจากซีกตะวันตก ที่มีปริมาณน้ำมาก จะเพิ่มกำลังส่งน้ำ มาช่วยลุ่มเจ้าพระยา ที่มีน้ำต้นทุนในเกณฑ์น้อย จะเพิ่มส่งจากปีละ800ล้านลบ.ม. เป็น2 พันล้านลบ.ม. มาช่วยเกษตรกร และรักษาระบบนิเวศ

2. ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ นำศาสตร์พระราชา โดยเกษตรทฤษฏีใหม่ มาเป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อน ลด ละ เลิก ใช้สารเคมี ในพื้นที่ใดที่พร้อมเลิก ขอไม่ให้ใช้สารเคมี เพื่อไปสู่เป้าหมาย เลิกใช้สาร และเร่ง พัฒนาหาสารชีวภัณฑ์ เครื่องจักร มาทดแทนแรงงาน

3. ใช้ระบบการตลาดนำการผลิต แก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพิ่มช่องทางการขาย ทั้งสหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรรุ่นใหม่ วางขายในระบบออนไลน์ คิกออฟ เดือนม.ค. จากนั้นไปทั่วทุกภาค

4.ลดต้นทุนการผลิตเพิ่มคุณภาพให้กับสินค้าเกษตร การปรับปรุงคุณภาพของปุ๋ย เช่น ปุ๋ยสั่งตัด ใช้เพิ่มคุณภาพดิน จะลดต้นทุนค่าปุ๋ยลง30% ถ้าเกษตรกรมีความพร้อมใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ภาครัฐส่งเสริมให้ความรู้ นำเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์ ให้ผลผลิตดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายขนส่งทุกประเภท เจรจาคอรรี่และไปรษณีย์ไทย

5. บริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์  ขึ้นทะเบียนไปแล้วกว่า5หมื่นลำ ดำเนินการส่งเสริมรักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ให้พี่ร้องชาวประมงทำกินได้ตลอดทั้งปี หลังจากควบคุมมา3ปี กรมประมงมีของขวัญปีใหม่เพิ่มวันทำประมง30วัน เรืออวนลาก ซึ่งทุกเงื่อนไขทำภายใต้ไอยูยู

6.เพิ่มรายได้พี่เกษตรกร มีมาตรการเสริมรายได้บรรเทาช่วงหน้าแล้ง การจ้างงานของกรมชล ตั้งงบไว้แล้วเพื่อมีรายได้เลี้ยงครอบครัว และเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำทั่วประเทศ ปล่อยปลา กุ้ง 550ล้านตัว ใช้เวลา4-6เดือน สามารถจับไปขายหรือบริโภคได้

7. ขณะนี้ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งเกษตรกรจะเข้าถึงได้ทุกในการทำเกษตร  ตั้งขึ้น 77จังหวัด เชื่อมโยงข้อมูลทำ10หน่วยงานหลักด้วยระบบบิ๊กดาต้า เกษตรกร เข้ามาตรวจสอบ สภาพพื้นที่ เหมาะสมทำอะไร ลดต้นทุนได้ ใช้ปุ๋ยตัวไหน ปลูกพืชอะไร ไปสู่การโซนนิ่งภาคเกษตร

นายเฉลิมชัย กล่าวว่ามาตรการประกันราคาสินค้าเกษตร ทำได้ผลจากราคายางพารา 38 บาท วันนี้ขึ้นมา 43 บาทต่อกก.และสินค้าเกษตรราคา ขึ้นเกือบทุกตัว พร้อมมีกลไกจากภาครัฐเพิ่มรายได้ ช่วยเกษตรกร ในการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าแปรรูปผลผลิตการเกษตร ในวันที่ 8-9 ม.ค.63 นำงบสู่สภาวาระสองสาม ซึ่งสามารถนำมาใช้โครงการเพิ่มการใช้ยางภาครัฐ จะดำเนินการทันที อีกทั้งดำเนินการขายตรงกับต่างประเทศ ช่วยระบายสินค้า ตนเชื่อมั่น ราคายางขยับขึ้นส่วนจะได้ราคา 65 บาท หรือไม่ถึงเวลาจะได้เห็น

“รัฐบาลนี้มาบริหารประเทศ5-6เดือน ยังไม่ใช่งบสักบาท  ส่วนในอดีตเป็นอย่างไร ขอให้ลืมบ้าง มาช่วยกันเดินหน้าต่อไป อย่าเอาอดีต มาหลอกหลอนตลอดไม่ได้ ท่านนายกฯ กำชับทุกหน่วยงานรัฐ ให้มาช่วยดูแล ผลผลิตของคนไทย ไม่ใช่ยางเท่านั้น ตัวอื่นด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯทำเอมโอยู กับหน่วยงานต่างๆ รับบัญชาจากท่านนายกฯ ใช้ยางในประเทศเพิ่ม100%”นายเฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน โดยเป็นโครงการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯได้มาหารือกันหรือยังรมว.เกษตรฯกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่มาหารือกับตน  แต่ว่าเราผลิตขายอยู่แล้ว ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ไปขายต่างประเทศได้ 20 ล้านใบ

“ต้องไปถามคนรับผิดชอบเรื่องแจกหมอนยางพาราประชารัฐ ว่าเขาพูดเองหรือไม่ที่จะขับเคลื่อนปี63 ผมกำชับไว้ตรงนี้  ไม่ให้มีการทุจริตคอรรัปชั่น ขอย้ำไม่ว่าอะไรจะต้องไม่เรื่องการทุจริต”นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯกล่าวอีกว่าสำหรับราคาปาล์มน้ำมันได้ปรับ ขึ้น 6 บาทต่อกก. ขยับดีขึ้น เพราะมีมาตรการรองรับด้วย คาดว่าอีกสองปียืนราคาได้ดี เกษตรกรเขาก็พอใจ เพราะยั่งยืนมากกว่าประกันราคาเป็นมารตการฉาบฉวย

อานิสงส์จีนอหิวาต์หมูระบาดไทยส่งออกเพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อานิสงส์จีนอหิวาต์หมูระบาดไทยส่งออกเพิ่ม

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,สศก,ส่งออก,สุกร
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

นาทีทองยอดส่งออกหมู-ไก่ไทยไปจีนเพิ่มขึ้น หลังเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเป็นวงกว้าง กรมปศุสัตว์คุมเข้มป้องกันโรคเข้าไทย ย้ำยังป้องกันได้

27 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การคาดการณ์ผลผลิตเนื้อสุกรทั่วโลกในปี 2563 จะลดลง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดว่า จะอยู่ที่  95.22 ล้านตัน ลดลงจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 106.13 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 10.28

ทั้งนี้เนื่องจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้รับความเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โดยเฉพาะจีนนั้นปริมาณการผลิตสุกรลดลงร้อยละ 25.27  ดังนั้นประเทศที่จะกลายมาเป็นผู้ส่งออกสำคัญในปี 2563 คาดว่า ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และสหภาพยุโรป ซึ่งมีปริมาณส่งออกรวมทั้ง 4 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ  92.10 ของโลก ปริมาณทั้งสิ้น 10.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับปี 2562

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสุกรและสินค้าทดแทนได้มากขึ้นซึ่งในช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาไทยส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นหรือแช่แข็งและผลิตภัณฑ์รวม 10,107 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึง 8,736 ตัน คิดเป็นร้อยละ 15.68 จากการที่ปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งตลาดในและต่างประเทศ

ผู้บริโภคจึงบริโภคสินค้าทดแทนมากขึ้น ไทยยังส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูปได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  ช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562  รวม 744,119 ตัน มูลค่า 87,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการส่งออก ปริมาณ 698,229 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6.57 มูลค่า 82,975 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.15

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

สำหรับการส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 3.7 เท่า โดยจีนนำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทยในช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ปริมาณ 55,401 ตัน มูลค่า 5,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 11,795 ตัน มูลค่า 1,166 ล้านบาท ขณะที่เกาหลีใต้นำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทย ปริมาณ 34,696 ตัน มูลค่า 4,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 23,795 ตัน มูลค่า 2,976 ล้านบาทหรือร้อยละ 46

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ยังไม่พบการระบาดของโรค ASF ในไทย ส่วนสถานการณ์การระบาดทั่วโลกนั้น พบการระบาดทั้งหมด 30 ประเทศประกอบด้วย ทวีปแอฟริกา 6 ประเทศ ทวีปยุโรป 12 ประเทศ และ ทวีปเอเซีย 12 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต ฮ่องกง และอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ แม้ไทยยังไม่พบการระบาดของโรค ASF แต่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อธุรกิจปศุสัตว์ภายในประเทศ กรมปศุสัตว์จึงพร้อมเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากากรระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ดำเนินมาตรการป้องกัน โดยประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค  บูรณาการกับทุกภาคส่วนป้องกันการลักลอบนำสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร และจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เอกซเรย์แบบเคาะประตูบ้าน เฝ้าระวัง ให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรค ASF และการป้องกัน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์

พร้อมกันนี้กรมปศุสัตว์ ได้เสนอของบกลางเพื่อป้องกันโรค ASF เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 950 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง