ยกฟ้อง เนติวิทย์-ผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง 43 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406926?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ยกฟ้อง เนติวิทย์-ผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง 43 คน

26 ธันวาคม 2562 – 15:20 น.
ยกฟ้องเนติวิทย์
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ศาลแขวงดุสิต พิพากษายกฟ้อง “คนอยากเลือกตั้งชุด ARMY 57” พ้นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนชุมนุม ไล่ คสช. หน้ากองทัพบก

26 ธ.ค.2562-ศาลแขวงดุสิต พิพากษายกฟ้อง “คนอยากเลือกตั้งชุด ARMY 57” พ้นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนชุมนุม ไล่ คสช. หน้ากองทัพบก สั่งปรับ 1 พัน แค่ “ชลธิชา” ผู้จัดชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่ง เจ้าตัวเล็งอุทธรณ์สู้ชุมนุมถูกต้อง

ที่ห้องพิจารณาคดี 407 ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 1229/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีแขวง 3 (แขวงดุสิต) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” อายุ 23 ปี นักกิจกรรมทางสังคม นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , น.ส.ชลธิชา หรือลูกเกด แจ้งเร็ว อายุ 26 ปี และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุด ARMY57 เดินขบวนไปหน้ากองทัพบก เป็นจำเลยที่ 1- 44 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติลงวันที่ 1 เม.ย.58 ข้อ 12 , พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 6,5(2),(4),16(1),(8),18,28,30,31 , พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 108,114,148 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ,91

ตามฟ้องโจทก์ ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 24 มี.ค.61 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยร่วมกับพวกที่แยกสำนวนดำเนินคดีที่ศาลอาญา และพวกที่ยังไม่ได้นำตัวมาฟ้องอีกประมาณ 350 คนร่วมกันชุมนุมทางการเมือง มีวัตถุประสงค์ปราศรัยแสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้ยุบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนัดรวมตัวกันที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยไม่ได้รับอนุญาตและกีดขวางการจราจร ซึ่งมี น.ส.ชลธิชา จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ ดังกล่าว ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ เกิดการขัดขวางต่อประชาชนที่จะใช้ทางสาธารณะ

โดยวันนี้ “นายเนติวิทย์” , จำเลยทั้ง 44 คนและทนายความ เดินทางมาพร้อมฟังคำพิพากษา ซึ่งมีบุคคลใกล้ชิดหลายสิบคนมาให้กำลังใจด้วย

ภายหลังฟังคำพิพากษา “น.ส.ภาวิณี ชุมศรี” ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า วันนี้ศาลพิพากษายกฟ้องในส่วนที่เป็นผู้ชุมนุมทั้งหมด โดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีพยานมายืนยัน มีเหตุแห่งความสงสัยว่าแต่ละคนมาชุมนุมอยู่จุดไหนอย่างไร มีการเคลื่อนขบวนหรือไม่ มีการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างไร ซึ่งพยานโจทก์ไม่มีใครยืนยัน ดังนั้น ศาลเลยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย พิพากษายกฟ้องผู้ชุมนุมทั้งหมด

แต่ในส่วนของ น.ส.ชลธิชา ในฐานะที่เป็นผู้แจ้งการชุมนุมและเป็นผู้จัดการชุมนุม ศาลเห็นว่าเป็นผู้จัดมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลการชุมนุมให้เรียบร้อย และเลิกการชุมนุมตามกำหนดเวลา จึงพิพากษาลงโทษปรับ น.ส.ชลธิชา ในฐานะเป็นผู้จัดการการชุมนุม เป็นเงินจำนวน 1,000 บาท อย่างไรก็ตามทางผู้จัดได้มีการดูแลผู้ชุมนุมแล้ว แต่เกิดจากปัจจัยที่เจ้าหน้าที่มารบกวนการชุมนุม จึงทำให้เกิดความล่าช้าไปบ้าง

ขณะที่ “น.ส.ชลธิชา” จำเลยที่ 2 กล่าวยืนยันว่าการชุมนุมเราทำขบวนการทางกฎหมายเรียบร้อยและเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า ซึ่งตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 19 กำหนดหน้าที่ของตำรวจไว้ว่าในกรณีที่มีการเดินบนเส้นทางการจราจรบนถนน ตำรวจมีหน้าที่จัดการจราจร และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ดังนั้น ข้อหาที่เราถูกกล่าวหาว่าไม่ดูแลการจราจร หรือทำให้เกิดผลกระทบกับคนอื่นจึงเป็นหนึ่งในกระบวนการที่เราต่อสู้ได้ อีกทั้งมาตรา 20 ระบุว่า ตำรวจต้องช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องของการชุมนุมทั้งก่อน-ระหว่างชุมนุม-หลังชุมนุม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้อื่น เราในฐานะผู้จัดการชุมนุมเราทำตามกฎหมาย แต่ก็สู้กันต่อว่าในระหว่างการชุมนุม การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจชอบด้วยกฎหมายมากน้อยเพียงใด โดยหลังจากนี้อาจจะต้องขอคุยกับทนายความเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อ

ธนาธร ขอเลื่อนนัดหมายเรียก คดีแฟลชม็อบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406924?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

26 ธันวาคม 2562 – 15:09 น.
ธนาธร,ขอเลื่อนนัดตามหมายเรียก,คดีแฟลชม็อบ
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

ธนาธร โพสต์เฟซบุ๊ก เตรียมมอบทนายขอเลื่อนนัดตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน คดีนัดรวมตัวที่ สกายวอล์ค

 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ความว่า

พรุ่งนี้ผมจะมอบหมายทนายความไป สน.ปทุมวัน – เลื่อนนัดตามหมายเรียก
ดังที่มีหมายเรียกผู้ต้องหาจาก สน.ปทุมวัน ส่งมาถึงผม เพื่อให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาอันเกี่ยวเนื่องกับการนัดรวมตัวแสดงออก #ไม่ถอยไม่ทน ที่สกายวอล์คในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยแจ้งให้ผมไป สน.ปทุมวันในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม 2562)

ผมจึงขอเรียนให้พ่อแม่พี่น้องทราบว่า ในวันพรุ่งนี้ผมติดภารกิจไม่สามารถไปตามหมายเรียกได้ เนื่องจากต้องไปร่วมงานปีใหม่ “ม้ง” ที่ จ.ตาก ซึ่งกำหนดนัดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ผมจึงต้องขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวออกไปก่อน
.
ส่วนจะเป็นวันใดนั้น จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งเมื่อมีความชัดเจนแล้ว
.
ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมยืนหยัดเคียงข้างต่อสู้กันมา
แล้วเจอกันเร็วๆ นี้ครับ
.
#ไม่ถอยไม่ทน

คุก 2 ปี เบญจา คนใกล้ชิดหญิงอ้อ เลี่ยงภาษี โอ๊ค-เอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

คุก 2 ปี เบญจา คนใกล้ชิดหญิงอ้อ เลี่ยงภาษี โอ๊ค-เอม

26 ธันวาคม 2562 – 13:27 น.
คุก 2 ปี เบญจา,โอ๊คเอมเลี่ยงภาษีซื้อหุ้นชินฯ,ศาลฎีกา
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

ฎีกาพิพากษายืนลงโทษถ้วนหน้าพร้อมลูกน้อง-คนใกล้ชิดเลขาฯ หญิงอ้อ 5 คนคนละ 2 ปีคุกจริงไม่รอลงอาญา ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง

26 ธ.ค.2562- ฎีกาพิพากษายืนลงโทษถ้วนหน้าพร้อมลูกน้อง-คนใกล้ชิดเลขาฯ หญิงอ้อ 5 คนคนละ 2 ปีคุกจริงไม่รอลงอาญา ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ระดับมันสมองสรรพากร วินิจฉัยเปิดช่องช่วย ญาติกอดให้กำลังใจก่อนเข้าเรือนจำรับโทษ

ที่ห้องพิจารณาคดี 703 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อเวลา 10.30 น. ศาลนัดอ่านฎีกา คดีหมายเลขดำ อท.43/2558 ที่คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร , น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย , น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผอ.สำนักกฎหมาย , นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157

ตามฟ้องเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.58 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากร ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้นายพานทองแท้ บุตรชายคนโต และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวคนที่ 2 ของนายทักษิณ ต้องเสียภาษีอากรหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร โดยชอบด้วยกฎหมาย จากการที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท ซึ่งการกระทำนั้นทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และราชการเสียหาย จำเลยทั้งหมดสู้คดี ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ค.59 พิพากษาว่า นางเบญจา อดีต รมช.คลังและอะีต รอง อธ.สรรพากร , น.ส.จำรัส , น.ส.โมรีรัตน์ และนายกริช อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย จำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตาม ป.อ.มาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ส่วน น.ส.ปราณี คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตาม ป.อ.มาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมดแล้ว ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ต่อมาจำเลยที่ 1-5 ยื่นอุทธรณ์คดี และได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ซึ่งศาลตีราคาประกันคนละ 300,000 บาทโดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ขณะที่คดีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เมื่อวันที่ 19 ต.ค.60 ซึ่งเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนั้นชอบแล้ว โดยสภาพความผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายและความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บภาษีอากรของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ส่วนที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าเรื่องนี้ในที่สุดแล้วก็ไม่ได้เกิดความเสียหายแก่รัฐโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว และศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีของกรมสรรพากรไปแล้วนั้นจะนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ศาลรอการลงโทษไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าที่ไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์ฯ เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 3 ปี และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา
ต่อมา จำเลยทั้งหมดยื่นฎีกาสู้คดี พร้อมขอให้พิจารณาลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญา โดยระหว่างฎีกาจำเลยทั้งหมด ได้ประกันตัวคนละ 500,000 บาท โดยศาลฎีกากำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้งหมดเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และยังให้จำเลยทั้งหมดนำหนังสือเดินทางมามอบต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ แจ้งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)ให้ทราบด้วย

ซึ่งวันนี้ทั้งหมดเดินทางมาพร้อมฟังคำพิพากษาฎีกา โดยมีครอบครัวและญาติสนิท มาร่วมให้กำลังใจกว่า 30 คน

โดย “ศาลฎีกา” ตรวจสำนวน และประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการ ตอบข้อหารือประเมินภาษี การซื้อขายหุ้น ชินคอร์ปฯ ระหว่างแอมเพิลลิส กับนายพานทองแท้ และนส.พินทองทา ให้กับจำเลยที่ 5 รับทราบนั้นแอบแฝงเจตนา ที่จะช่วยให้ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ไม่ต้องแจ้งรายได้ที่เป็นส่วนต่างการซื้อขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งมีมูลค่า 15,883,900,000 บาท ซึ่งแนวการตอบข้อหารือนั้นก็ไม่ตรงกับข้อหารือที่กรมสรรพากร

เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นบางประการไว้ อีกทั้งยังฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 5 มีหนังสือแจ้งถามข้อหารือมายังกรมสรรพากรก็เป็นการวางแผนที่เตรียมไว้ในการขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปฯ ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงค์โปร์ ที่ศาลฏีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเคยวินิจฉัยว่า เจ้าของหุ้นที่แท้จริง คือนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ระดับสูง เคยวินิจฉัย ข้อกฎหมายต่าง ๆ มา และถือเป็นมันสมองของกรมสรรพากร ขณะที่จำเลยที่ 5 ก็เคย ทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีและตรวจสอบการประเมินภาษี

จึงย่อมรู้ดีว่าการมีหนังสือถามข้อหารือดังกล่าว นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการยื่นแบบรายได้ประเมินภาษีได้ และหากมีคดีความเกิดขึ้น ทั้งอาญาหรือแพ่งก็สามารถนำหนังสือตอบข้อหารือนี้ไปใช้อ้างเพื่อเป็นประโยชน์ได้ ขณะที่ข้อสงสัยในการประเมินภาษี ลักษณะดังกล่าวยังไม่เคยมีแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดนั้น ศาลฏีกา เห็นพ้องด้วยในผลส่วนที่จำเลยทั้ง 5 ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญานั้น ศาลฏีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 5 คน ตามที่วินิจฉัยมาถือว่ามีพฤติการณ์ร้ายแรง จึงไม่สมควร ให้รอการลงโทษแต่ เมื่อพิเคราะห์จากคำให้การของตำเลยที่ 1-4 แล้ว เห็นว่า ยังมีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงเหลือ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก จำเลยที่ 1-4 คนละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 คงจำคุกไว้ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหลังศาลฎีกา พิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ว่า จำเลยทั้งหมดมีสีหน้าเคร่งขรึม และเสียใจ โดยญาติได้รีบเข้าไปโอบกอดให้กำลังใจ จำเลยบางคนพยายามกลั้นน้ำตาและกล่าวขอบคุณเสียงเครือ

ขณะที่จำเลยที่ 5 ที่มีอายุมากและมีอาการป่วย ญาติก็แสดงความกังวลใจเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งได้มีการนำยารักษาโรคประจำตัวมาให้ด้วย ก่อนเตรียมส่งตัวเข้าเรือนจำ ซึ่งในส่วนของจำเลยผู้ชาย จะถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วรจำเลยผู้หญิง จะเข้าทัณฑสถานหญิงกลาง

ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มญาติก็ได้มีการพูดคุยกับจำเลย โดยแสดงห่วงใย พร้อมกับบอกว่าจะติดตามไปเยี่ยมถึงเรือนจำด้วย

สิระ มอบกระเช้าปีใหม่ให้ เสรีพิศุทธ์ ขออภัยที่เคยล่วงเกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สิระ มอบกระเช้าปีใหม่ให้ เสรีพิศุทธ์ ขออภัยที่เคยล่วงเกิน

26 ธันวาคม 2562 – 12:26 น.
สิระมอบกระเช้าปีใหม่เสรีพิศุทธ์,ขออภัยที่เคยล่วงเกิน
เปิดอ่าน 846 ครั้ง

“สิระ-ไพบูลย์” มอบกระเช้าปีใหม่ให้ “เสรีพิศุทธ์” ขออภัยที่เคยล่วงเกิน บอก ต่อไปก็ขอให้เรามาตั้งใจทำงานกัน

26 ธ.ค.2562-ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการประชุมกมธ.ปราบโกง ที่สัปดาห์นี้มีการประชุม 2 ครั้ง ก่อนเข้าวาระประชุมตามปกตินายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.​พรรคพลังประชารัฐ ฐานะกมธ.ฯ

นำกระเช้าของขวัญมอบให้กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พร้อมกล่าวระหว่างมอบกระเช้าว่า  “อะไรที่เคยล่วงเกินที่ผ่านมา ต้องขออภัยด้วยครับ” ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวตอบว่า “ต่อไปก็ขอให้เรามาตั้งใจทำงานกัน” จากนั้นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ามาร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ก่อนเริ่มการประชุม กมธ.ตามวาระ.

จากนั้นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ได้เข้ามาร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ก่อนเริ่มการประชุม กมธ.

สื่อทำเนียบฯ อวยพร นายกฯรับหงุดหงิดบ้างขออโหสิกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406852?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

26 ธันวาคม 2562 – 12:05 น.
บิ๊กตู่ขออโหสิกรรม,สื่อทำเนียบฯอวยพรนายกฯปีใหม่
เปิดอ่าน 169 ครั้ง

“สื่อทำเนียบฯ” อวยพร “นายกฯ” ให้มีกำลังใจทำงาน “บิ๊กตู่” วอน อย่าทำให้สติแตก รับ บางครั้งหงุดหงิดบ้าง ขออโหสิกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.62 เวลา 10.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เสร็จสิ้น

สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ได้นำมาลัยดอกมะลิ มอบให้กับพล.อ.ประยุทธ์ เนื่องในโอกาสเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ โดยตัวแทนสื่อ กล่าวอวยพรนายกฯว่า ขอให้มีกำลังใจในการทำงาน และการทำหน้าที่ และขอให้นายกฯมีสติในการทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์มากขึ้น  ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบอย่างทีเล่นทีจริงว่า”นึกว่าเราไม่มีสติเหรอ สติๆๆ เรามีตลอด แต่อย่าทำให้ฉันสติแตก ถ้าอยากให้เราใจเย็นก็ต้องหาวิธีการช่วยเราด้วย เพราะมีเรื่องเข้ามาเต็มหัวทุกวัน” โดยนายกฯชี้มือไปที่ นายสมดิค จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง พร้อมกล่าวว่า

“ทั้งรองนายกฯและรัฐมนตรี ก็เหนื่อยกันทุกคน ให้กำลังใจนายกฯ คนเดียวไม่พอ ต้องให้ทั้งครม.และให้กำลังใจคนไทย ให้ทำเพื่อประเทศชาติ นั่นคือสิ่งที่เราคาดหวังจากสื่อมวลชนเท่านั้นเอง บางครั้งผมหงุดหงิดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ขออโหสิกรรมก็แล้วกัน และต่างคนก็ต่างไปทบทวนว่าต้องทำอย่างไร ปรับตัวกันอย่างไร เพราะเราต้องการความสงบ และความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้าเอาเรื่องอะไรต่างๆ มาตีกันตรงนี้ มันจบหมด แก้อะไรก็ไม่ได้”

นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อสักครู่ตนประชุมงบประมาณปี 64 ถือเป็นเรื่องสำคัญ มันมีเรื่องสำคัญมาตลอด อยากให้ทุกคนเข้าใจ อะไรที่มีความสนใจก็ถามมา แล้วก็จะมีคำตอบ อย่าไปวิจารณ์กันเอง โดยไม่มีพื้นฐาน และตนขอขอบคุณสื่อทุกคน และขอส่งต่อพวงมาลัยนี้ให้นายสมคิด และให้นายสมคิดส่งต่อให้นายอุตตม เพื่อให้ไปไหว้พระ และขอให้ทุกคนมีความสุข เดินทางปลอดภัย คิดอะไรก็ขอให้สมปราถนาทุกประการ ร่างกายแข็งแรง ใครยังไม่มีครอบครัวก็ขอให้มี ใครที่ครอบครัวยังไม่เรียบร้อยก็ขอให้เป็นคนดี และเย็นวันนี้ตนจะไปส่งประชาชนกลับภูมิลำเนา ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หมอชิต ขอฝากให้ทุกคนมีสติในการเดินทาง ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเอง ทั้งรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนัก เขาต้องใช้กฎหมาย ก็มีแค่นั้น เพราะไม่ได้นั่งรถไปด้วย ตัวเองจึงต้องรู้ตัวเองในการเดินทาง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในเรื่องนี้ ขอให้ทำถวายพระองค์ท่าน ให้ทุกคนปลอดภัย พระองค์ทรงหวังแค่นั้น

นายกฯ กล่าวต่อว่า มีอีกหลายอย่างที่ต้องทำในปีหน้า ขณะนี้ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น ไม่มีอะไรที่จะดีไปทั้งหมด หรือเลวไปทั้งหมด ทำอย่างไรให้ดีขึ้นมากกว่าที่ไม่ดี คือสิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข

กมธ.ปราบโกง ปีหน้าประเดิมสอบ ถวายสัตย์ต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กมธ.ปราบโกง ปีหน้าประเดิมสอบ ถวายสัตย์ต่อ

26 ธันวาคม 2562 – 11:32 น.
กมธปราบโกง,สอบที่ดินปารีณา,ประเดิมสอบถวายสัตย์ต่อ
เปิดอ่าน 115 ครั้ง

กมธ.ปราบโกง ลุยสอบที่ดินปารีณา-ปีหน้าประเดิมสอบถวายสัตย์ต่อ “เสรีพิศุทธ์” ลั่นหาข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจ “สิระ” มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่ พร้อมขออภัยทีเคยล่วงเกิน

รัฐสภา – 26 ธันวาคม 2562-พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร  กล่าวยืนยันต่อการเดินหน้าตรวจสอบการถือครองที่ดิน จ.ราชบุรี ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ และกมธ.ปราบทุจริตฯ​ แม้จะมีกมธ.ฯ เสนอแนวทางให้ยุติเรื่องเพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการประชุม กมธ.ฯ

ครั้งต่อไป จะเชิญเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามตนตอบไม่ได้ว่าการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวจะใช้เวลานานเท่าใด เนื่องจากมีเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของกมธ.ฯ กว่า 100 เรื่อง ดังนั้นกมธ.ฯ ต้องพิจารณาเรื่องในประเด็นต่างๆ ด้วย โดยไม่เจาะจงทำประเด็นประเด็นหนึ่ง

“การคาเรื่องเอาไว้แบบนี้ก็ดี เจ้าหน้าที่ป่าไม้และ เจ้าหน้าที่ส.ป.ก.จะไม่กล้าเบี้ยวมาชี้แจง เพราะหากเบี้ยวมาชี้แจงเมื่อไร ผมจะฟันเจ้าหน้าที่ไปด้วย หากใครทะลึ่งเข้ามาแทรกแซงการสอบสวนคดีนี้ ก็ถือว่าผิดจะต้องโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขอให้ใจเย็นๆ ผมมีเทคนิคและวิธีการ เพราะผมเคยเป็นผบ.ตร.มาแล้ว ไม่ใช่เป็น ส.ส.สมัยเเรกอย่างที่เขาคิด” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนประเด็นการตรวจสอบการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกฯ​ที่ไม่ครบถ้วน ได้นัดประชุมวันที่ 8 มกราคม 2563 โดยเชิญเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาชี้แจง ต่อประเด็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว รวมถึงจะสอบถามว่ามีบุคคลใดที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง โดยไม่ยอมให้ตนอภิปรายในวันที่มีการประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ยืนยันว่าจะนำประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณบรรจุเป็นประเด็นที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการประชุมกมธ.ปราบโกง ที่สัปดาห์นี้มีการประชุม 2 ครั้ง ก่อนเข้าวาระประชุมตามปกตินายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.​พรรคพลังประชารัฐ ฐานะกมธ.ฯ นำกระเช้าของขวัญมอบให้กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พร้อมกล่าวระหว่างมอบกระเช้าว่า  “อะไรที่เคยล่วงเกินที่ผ่านมา ต้องขออภัยด้วยครับ” ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวตอบว่า “ต่อไปก็ขอให้เรามาตั้งใจทำงานกัน” จากนั้นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ามาร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ก่อนเริ่มการประชุม กมธ.ตามวาระ

คลิปที่ 3

สุวัจน์ บอก ตั้งฉายารัฐบาลสีสันการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สุวัจน์ บอก ตั้งฉายารัฐบาลสีสันการเมือง

26 ธันวาคม 2562 – 10:33 น.
สุวัจน์,ฉายารัฐบาล,สีสันการเมือง
เปิดอ่าน 139 ครั้ง

“สุวัจน์” เผยเคยร่วมรัฐบาลโดนตั้งฉายามาแล้ว ชี้ ฉายารัฐบาลเชียงกงสะท้อนภาพมีทั้งเก่า-ใหม่จริง เปรียบเหมือนรถถึงเก่าวิ่งได้ 4 รอบก็นับความสำเร็จ

26 ธ.ค.62 -นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี สื่อมวลชนตั้งฉายารัฐบาล รัฐเชียงกง ว่า ถือว่าเป็นสีสันทางการเมืองที่ในแต่ละปีนักข่าวจะตั้ง และพอหลังปีใหม่ไปแล้วก็เตรียมตั้งปีถัดไป มองว่าเป็นสีสันสิ้นปีเท่านั้น

“ผมเองก็เคยโดนไป2ครั้ง ครั้งหนึ่ง หอกข้างแคร่ ที่บอกว่าไปอยู่กับใคร ใครก็เดือดร้อน อีกครั้งหนึ่ง สุวัจน์ 25 ชั่วโมง  ผมโดนแล้วก็คิดว่าเราเพื่อนกันหยอกล้อกัน เป็นเรื่องปกติและเป็นเสียงสะท้อนของสื่อในลักษณะทีเล่นทีจริงหยอกเย้า”

เมื่อถามว่า มองชื่อ รัฐเชียงกง เป็นแหล่งรวมของ นักการเมืองรุ่นเก่า อย่างนั้นหรือไม่  “นายสุวัจน์” กล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริงของสภาพการเมืองไทย ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ได้เก่าล้วนๆ และไม่ได้ใหม่ล้วนๆ มีหลายเจนเนอเรชั่นที่รวมกันอยู่ ดังนั้นเป็นองค์ประกอบทางการเมืองที่ต้องมีทั้งคนเก่าคนใหม่ มีทั้ง อะไหล่เก่าอะไหล่ใหม่  มีทั้งรถเก่ามีทั้งรถใหม่ เป็นธรรมชาติของการเป็นรัฐบาลผสมที่มีเสียงปริ่มน้ำ จึงมีขีดจำกัดทางการเมืองอย่างมาก ถ้าจะให้มีแต่อะไหล่ใหม่ๆ ก็บริหารจัดการไม่ง่ายนัก เป็นข้อเท็จจริงของสภาพผลของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น คงไม่ต้องไปซีเรียสอะไรจะเป็นของใหม่หรือของเก่าให้รถยนต์วิ่งได้ก็แล้วกัน ถ้ารถยนต์คันนี้วิ่ง ครบ 4 รอบ วิ่งถึงฝั่ง นั่นถือเป็นความสำเร็จ

แล้งอีกยาว!! กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง วอนประคองใช้น้ำประหยัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462830

news_default

แล้งอีกยาว!! กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง วอนประคองใช้น้ำประหยัด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 20.23 น.

กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง ยังแล้งอีกยาวกว่า4เดือน ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยเหลือประชาชนประสบภัยทันท่วงที วอนประคองใช้น้ำประหยัด

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจะจัดแถลงข่าวจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี 2562/63 และปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ท่วงที ในวันศุกร์ ที่ 27 ธ.ค.62 เวลา 13.30 น.กรมชลประทาน สามเสน

“ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้อย อีกทั้ง ช่วงฤดูแล้งยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 4 เดือน กรมชลประทาน จึงต้องจัดสรรน้ำตามแผนฯอย่างเคร่งครัดและจริงจัง เพราะหากไม่ดำเนินการตามแผนฯอาจทำให้เสี่ยงปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอต่อกิจกรรมการใช้น้ำที่จำเป็นได้ โดยขอให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามและใช้น้ำอย่างประหยัด” นายทองเปลว กล่าว

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน (26 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 47,458 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 23,612 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 11,187 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 4,491 ล้าน ลบ.ม.วางแผนส่งน้ำเฉพาะสนับสนุนการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้น เท่านั้น

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ระหว่างร้อยละ 31 – 50 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก, เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนบางพระ จังหวัดชลบุรี, เขื่อนหนองปลาไหล จังหวัดระยอง และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยอง สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เท่านั้น

ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวง-อุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 60 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำ 45 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 8 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 502 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ , เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำ 241 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 38 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 37 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 61 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำ 110 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 80 ล้าน ลบ.ม. ทั้งหมดสามารถสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่อยู่ในเกณฑ์น้อยดังกล่าวข้างต้น กรมชลประทาน จำเป็นต้องตามแผนการจัดสรรน้ำอย่างเข้มงวด พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่แต่ละโครงการชลประทานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ลงพื้นที่ไปสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ให้กับประชาชนให้มากที่สุด จึงขอทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำตามแผนอย่างเคร่งครัดและอย่างประหยัดมากที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

‘ธรรมนัส’เล็งออกสลากพิเศษ ซื้อ’หมอนยางพาราประชารัฐ’แจกปชช.20ล้านใบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462742

news_default

‘ธรรมนัส’เล็งออกสลากพิเศษ ซื้อ’หมอนยางพาราประชารัฐ’แจกปชช.20ล้านใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.23 น.

“ธรรมนัส”ผุดไอเดีย!! ให้”อตก.”ผลิต”หมอนยางพาราประชารัฐ”20ล้านใบมอบให้ประชาชน โดยร่วมกับกยท.รับซื้อน้ำยางจากกลุ่มเกษตรกรในราคานำตลาด สนองนโยบายนายกฯ เพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศเพื่อยกระดับราคายางพารา เล็งให้กองสลากฯออกสลากพิเศษจำหน่ายนำเงินมาดำเนินโครงการ ไม่ใช้งบประมาณรัฐ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กำลังเร่งดำเนินโครงการผลิต “หมอนยางพาราประชารัฐ” จำนวน 20 ล้านใบ มอบให้ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับราคายางพารา ด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้ได้ผลจริง ตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมามีเป้าหมายใช้ 200,000 ตัน ต่อไปเพื่อลดประมาณยางในระบบ แต่ทำได้เพียงร้อยละ 10 ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการดังกล่าว โดยให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ดำเนินการผลิตหมอนยางพารา

ทั้งนี้ หมอนใบหนึ่งใช้น้ำยางพารา 3 – 4 กิโลกรัม ซึ่งจะประสานการยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) กำหนดวิธีการรวบรวมวัตถุดิบจากสหกรณ์ชาวสวนยาง กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล อีกทั้งในระยะยาวจะสามารถยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้นได้ตามที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้หาเสียงไว้ว่า จะทำให้ราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่มายาวนาน ปรับสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 65 บาท ให้ได้

เดิมทีนั้นจะเสนอ ครม.อนุมัติให้ อตก.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จากนั้นให้ อตก.ประสานกับกองสลากแห่งประเทศไทยออกสลากพิเศษจำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อนำเงินมาผลิตหมอน มุ่งหวังให้เป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและประชาชน จากนั้นนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่ ธ.ก.ส.จนครบจำนวน ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ ​ต่อมาคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พบว่า อตก.ไม่สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ได้เนื่องจากผลประกอบการขาดทุนมา 5 ปี แต่ไม่ได้ล้มเลิกโครงการนี้แต่อย่างใด อยู่ระหว่างมอบหมายหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันหาแนวทางดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลให้สำเร็จ

ที่ผ่านมาได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงเชิญอธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้อํานวยการสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล​ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหารือการจัดทำรายละเอียดโครงการนี้ในเบื้องต้นแล้ว จากนั้นในวันที่ 8 มกราคม 2563 จะเชิญประชุมอีกครั้งเพื่อเร่งรัดดำเนินการ โดยการยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) จะเชิญผู้ประกอบการผลิตเครื่องนอนจากยางพาราชั้นนำมาหารือเพื่อขอความร่วมมือในการผลิตหมอนประชารัฐ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางที่จะนำเครื่องนอนที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในภาคการท่องเที่ยวด้วย โดยขอความร่วมมือสมาคมโรงแรมและรีสอร์ท​ นำเครื่องนอนยางพาราไปเปลี่ยนที่นอนเดิม เมื่อนักท่องเที่ยวไปพัก แล้วได้ทดลองนอนจะได้ทราบว่า เครื่องนอนจากยางพารามีคุณภาพ นอนสบาย และมีความคงทนซึ่งจะเป็นการขยายตลาดสินค้ายางพาราต่อไป โดยอยู่ระหว่างกำหนดมาตรการจูงใจแก่ผู้ประกอบการ​ที่ร่วมโครงการ

“จะเร่งเดินหน้าโครงการนี้หลังปีใหม่ทันที โดยนอกจากหมอนยางพาราแล้ว ได้สั่งการหาช่องทางการตลาดในการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยต่อไปอาจจำหน่ายบนเว็บไซต์ของ อตก.เพื่อให้ประชาชนสั่งซื้อได้ง่าย หากการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด จากปัจจุบันราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 42 – 43 บาท​ มุ่งหวัง​ให้​เพิ่มขึ้นถึง 65 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือ​เกษตรกรที่เดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำมายาวนาน มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามนโยบายรัฐบาล” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ประภัตร’เร่งยกระดับฟาร์มหมูรายย่อย สู่มาตรฐาน GAP ปลอดโรคอหิวาต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462674

news_default

‘ประภัตร’เร่งยกระดับฟาร์มหมูรายย่อย สู่มาตรฐาน GAP ปลอดโรคอหิวาต์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.05 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ (National Standardization Body: NSB) เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้มีการเพิ่มจำนวนมาตรฐานให้เพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยจะต้องเร่งสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด อาทิ ปศุสัตว์ และพืช เป็นต้น เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้า Q ที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อสุขภาพที่ดี

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีประเด็นพิจารณา 2 เรื่อง คือ 1. การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร ประเภทมาตรฐานทั่วไป จำนวน 7 เรื่อง ได้แก่  มาตรฐานเผือก  หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติ   การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดกระดุม   ระเบียบวิธีการวินิจฉัย Columnea latent viroid ในมะเขือเทศ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์และแนวปฏิบัติ   การชันสูตรโรคกล่องเสียงและท่อลมอักเสบติดเชื้อในสัตว์ปีกและแนวปฏิบัติ  และการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มกุ้งเครย์ฟิชเพื่อการบริโภคและแนวปฏิบัติ  และ 2. ข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับ พืชอาหาร ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งดำเนินการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ฟาร์มสุกร โดยปี 2562 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงสุกร จำนวน 184,717 แห่ง ซึ่งมีสุกรพ่อแม่พันธุ์และสุกรขุน จำนวน 11 ล้านตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร ตั้งแต่ปี 2558 ไปแล้ว ซึ่ง มกอช. เห็นควรปรับปรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้ฟาร์มสุกรมีระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และสอดคล้องกับแผนการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ของกรมปศุสัตว์ อีกทั้งให้มีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับฟาร์มสุกรขนาดเล็ก โดยจัดทำมาตรฐาน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices; GAP) (ทบทวน) และ 2. ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management; GFM) โดยมาตรฐานฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกร ส่งเสริมความปลอดภัยอาหารของสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากการลดปัญหายาสัตว์ตกค้าง ส่งเสริมสุขอนามัยในการเลี้ยงสัตว์ที่ดี เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และเพื่อเป็นอาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคอีกด้วย

ขณะที่  นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  กล่าวว่า  ผลการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ได้ออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ของทั้ง 6 มาตรฐาน รวมทั้งสิ้น 1,211 ฉบับ  และผลการดำเนินการอายัดสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีการยึดอายัดใน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานบังคับ เรื่อง ถั่วลิสง พบว่ามีการอายัดเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกนำเข้า จำนวนทั้งหมด 174 ครั้ง เนื่องจากมีผลการตรวจสอบปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดถั่วลิสง เป็นไปตามมาตรฐานบังคับ จำนวน 142 ครั้ง และไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับจำนวน 32 ครั้ง และได้มีคำสั่งดำเนินการกับเมล็ดถั่วลิสงซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับที่ถูกอายัดไว้ ดังนี้ ส่งสินค้ากลับคืนต่างประเทศ จำนวน  28 ครั้ง  ปรับปรุงสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน จำนวน  2 ครั้ง  และทำลายสินค้า จำนวน 2 ครั้ง