‘ธรรมนัส’เล็งใช้เงินกองสลาก เดินหน้าทำ’หมอนยางพาราประชารัฐ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462234

news_default

‘ธรรมนัส’เล็งใช้เงินกองสลาก เดินหน้าทำ’หมอนยางพาราประชารัฐ’

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.14 น.

24 ธ.ค.62 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์กรณีแนวคิดหารือกระทรวงการคลัง เพื่อจัดทำโครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ ว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่ว่าตอนนี้ได้ปรึกษา ฝ่ายกฎหมายว่าสามารถให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเข้ามาทำได้หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดิน ตนมองว่าควรจะใช้รายได้จากการจำหน่ายสลากการกุศล ซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทำอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นไปในแนวทางนี้ แต่ก็ต้องศึกษาข้อกฎหมายก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง กับกระทรวงเกษตรฯ ส่วนกรอบระยะเวลายังไม่แน่ชัด แต่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะบอร์ดการยางฯ จะหารือเรื่องนี้ต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นเรียนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ จะไม่ผ่านมือใคร แต่จะลงไปสู่พี่น้องชาวเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง เพราะฉะนั้นเรื่องการคอรัปชั่นไม่มีช่องทางให้ทำ

เมื่อถามว่า ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) มีการตั้งข้อสังเกตว่า หมอนยางพาราประชารัฐ กำหนดราคาที่ 600 บาท ไม่แตกต่างจากราคาที่มีการจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดในปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เข้าใจว่าท่านคงเข้าใจข้อมูลผิด เรื่องนี้ต้องดูต้นทุน ในการผลิตหมอนยางพารา 1 ใบ ไม่ใช่ว่าเราจะกำหนดว่าขายในราคา 600 บาท 700 บาท ต้องดูที่ต้นทุนการผลิตก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ถ้าเราไปซื้อชาวบ้านในราคาถูกมันก็ไม่เกิดประโยชน์ แล้วจะทำทำไม ซึ่งการซื้อในราคากิโลกรัมละ 65 บาท จำนวน 150,000 ตันนั้น อย่างน้อยก็กระตุ้นราคาให้สูงขึ้นได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทาง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ มองว่าเงินจำนวนนี้ถ้าหาได้ทำไมไม่เอาไปแจกให้กับเด็กจะได้ประโยชน์มากกว่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ที่เรากำลังจะทำนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เป้าหมายคือการทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น ดังนั้นถ้าเราไปทำเรื่องอื่น ก็ไม่ตรงกับที่กระทรวงเกษตรฯ กำกับดูแล ส่วนเรื่องเด็ก เรื่องผู้ด้อยโอกาสก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนที่ทวงติงว่าจะไม่เกิดประโยชน์เพราะมีการใช้น้ำยางพาราเพียงแค่ 1.5 แสนตัน นั้นก็เรียนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อย่างน้อยก็เป็นแนวทางที่จะทำให้ราคายางดีขึ้น ไม่ใช่ 6 กิโลฯ 100 บาท ส่วนจะมีการแจ้งความกับ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่นั้น ตนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ แต่สิ่งที่ตนจะทำคือการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านติงมา เป็นห่วงเป็นใยมา ก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะนำมาแก้ไข สิ่งสำคัญเรามองว่าการทำงานของฝ่ายค้าน เป็นกระจกเงาที่คอยเตือนพวกเราว่า อย่าทำอะไรนอกลู่นอกทาง หรือส่อไปในทางทุจริต

แนะเฝ้าระวังด้วงหนวดยาวบุกไร่อ้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462041

news_default

แนะเฝ้าระวังด้วงหนวดยาวบุกไร่อ้อย

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้อากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย ที่พบการเข้าทำลายได้ในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ถึงระยะแตกกอของอ้อยปลูกใหม่และอ้อยตอ เริ่มแรกจะพบการเข้าทำลายของหนอนด้วงเจาะไชเข้าไปกัดกินเนื้ออ้อยภายในท่อนพันธุ์ ตั้งแต่เริ่มปลูกอ้อย ทำให้ท่อนพันธุ์ไม่งอก หน่ออ้อยอายุ 1-3 เดือน จะถูกหนอนด้วงกัดกินตรงส่วนโคนที่ติดกับเหง้าให้ขาดออก ทำให้หน่ออ้อยแห้งตาย เมื่ออ้อยมีลำแล้วจะพบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อย ทำให้กาบใบและใบอ้อยแห้งตายทั้งต้นหรือทั้งกออ้อย หนอนขนาดเล็กจะกัดกินเหง้าอ้อย ทำให้ระบบส่งน้ำและอาหารจากรากไปสู่ลำต้นและใบน้อยลง เมื่อหนอนใหญ่ขึ้นจะเจาะไชโคนลำต้นขึ้นไปกินเนื้ออ้อย ทำให้ลำต้นเป็นโพรงเหลือแต่เปลือก ลำต้นหักล้มและแห้งตายในที่สุด

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยแบบผสมผสานคือ ใช้วิธีกล โดยให้เกษตรกรไถพรวนดินแล้วเดินเก็บตัวหนอนและดักแด้ตามรอยไถช่วงก่อนปลูกอ้อย และช่วงค่ำให้จับหรือเดินเก็บตัวเต็มวัยด้วงหนวดยาวในแปลงอ้อย ส่วนอ้อยระยะแตกกอ ถ้าพบกออ้อยมีหน่ออ้อยแห้งตายให้ขุดกออ้อยและเก็บตัวหนอนด้วงหนวดยาวอ้อยออกไปทำลาย การใช้ศัตรูธรรมชาติกำจัดศัตรูพืช อ้อยปลูก ให้โรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ อ้อยตอ ให้เปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมชิดกออ้อยแล้วกลบดินอัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่

กรณีระบาดรุนแรง ให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด แบบชนิดน้ำ อ้อยปลูก ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง  ฟิโพรนิล 5% เอสซีอัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน อ้อยตอ ให้เปิดร่องอ้อยแล้วพ่นชิดกออ้อยด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออัตรา 320 มิลลิลิตรต่อไร่ และให้กลบดิน แบบชนิดเม็ด อ้อยปลูก ให้โรยด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 0.3% จี อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยบนท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูกแล้วกลบดิน อ้อยตอ ให้เปิดร่องอ้อยแล้วโรยชิดกออ้อยด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 0.3% จี อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วให้กลบดิน หากมีความชื้นในดินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมและสารเคมีมากขึ้น

รักษ์เกษตร : รู้จัก แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน…ตัวสร้างสมดุลตามธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462044

news_default

รักษ์เกษตร : รู้จัก แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน…ตัวสร้างสมดุลตามธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากขอทราบความรู้เกี่ยวกับแมลงตัวห้ำ ตัวเบียนว่ามีลักษณะและประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สมชัย สุทธิวาทิน

อ.สวี จ.ชุมพร

คำตอบ

การทำเกษตรสมดุลตามธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ ก็จะสมดุลตามธรรมชาติไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยใส่ยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด แต่การทำการเกษตรที่ฝืนธรรมชาติทำการถางป่าจนหมดเพื่อทำไร่ไถนา การถอนหญ้าออกจากแปลงจนหมดเป็นเหตุให้แมลงศัตรูพืชเข้ามารบกวน ต้องพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืช และยาฆ่าแมลงก็ฆ่าแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน หญ้าเป็นแหล่งที่อยู่ของแมลงทั้งที่เป็นศัตรูพืช และแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น แมลงตัวห้ำ และแมลงตัวเบียน

แมลงตัวห้ำเป็นสัตว์ที่จะเข้าไปกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เช่น แมลงปอ ด้วงเต่า มวน แมลงช้าง แมลงหางหนีบ แมงมุม ไรและนก แมลงตัวห้ำ เป็นแมลงที่ปกติแล้ว หากินเหยื่อที่เป็นแมลงด้วยกันเป็นอาหาร บางชนิดเป็นแมลงตัวห้ำทั้งในระยะที่เป็นตัวอ่อนและตัวเต็มวัย บางชนิดเป็นตัวห้ำเฉพาะระยะตัวอ่อน บางชนิดก็เป็นตัวห้ำตอนเป็นตัวเต็มวัย จะออกหากินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อ หรือการดูดกินของเหลวในตัวเหยื่อ เกษตรกรจะใช้ประโยชน์จากแมลงตัวห้ำ โดยนำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูทางการเกษตร แมลงตัวห้ำจะมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเหยื่อที่ใช้เป็นอาหารส่วนมากกินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อ ทำให้เหยื่อตายทันที โดยจะกินเหยื่อได้ครั้งละหลายตัว จะอาศัยอยู่คนละที่กับแมลงที่เป็นเหยื่อ และเที่ยวออกหาอาหารในที่ต่างๆ กัน

แมลงตัวห้ำ แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ

1.ตัวห้ำพวกที่แบ่งตามลักษณะการออกหากิน มี 2 ประเภทคือ 1) ตัวห้ำพวกที่ออกล่าเหยื่อที่เคลื่อนที่ ปกติแล้วแมลงตัวห้ำในกลุ่มนี้ มีความว่องไวในการออกหาเหยื่อ จะมีอวัยวะที่ดัดแปลงไปเพื่อช่วยในการจับเหยื่อ
มีขายื่นยาวสำหรับจับเหยื่อ เช่น ตั๊กแตนตำข้าว ที่มีตาใหญ่เพื่อจะได้เห็นเหยื่อได้ชัดเจน เช่น แมลงปอ เป็นต้น 2) ตัวห้ำพวกที่กินเหยื่ออยู่กับที่ เช่น ด้วงเต่าลาย ชอบกินเพลี้ยอ่อน คอยดักกินเหยื่ออยู่นิ่งๆ

2. ตัวห้ำที่แบ่งโดยอาศัยประเภทของปากมี 2 ประเภทคือ 1) ตัวห้ำพวกที่มีปากแบบกัดกิน จะกัดเหยื่อเป็นชิ้นๆ  เช่น ด้วงเต่า ด้วงดิน แมลงปอ มด แมลงหางหนีบ และตั๊กแตนตำข้าว เป็นต้น 2) ตัวห้ำพวกที่มีปากแบบแทงดูด จะแทงปากเข้าไปดูดกินของเหลวในตัวแมลงจนหมด  เช่น มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต และตัวอ่อนแมลงช้าง เป็นต้น

แมลงตัวเบียน เป็นสัตว์ที่จะเข้าไปเกาะ เพื่อเข้าไปกัดกินแมลงศัตรูพืช หรือเข้าไปวางไข่ในตัวแมลงศัตรูพืชจนทำให้ศัตรูพืชอ่อนแอและตายไปในที่สุด เป็นแมลงที่มีช่วงระยะตัวอ่อน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการอาศัยและหากินอยู่ภายนอกหรือภายในตัวเหยื่อ เพื่อเจริญเติบโตอยู่จนครบวงจรชีวิตของพวกมัน ทำให้เหยื่ออ่อนแอและตายในที่สุดแมลงตัวเบียนตัวเมีย จะวางไข่อยู่บน หรือใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปใน ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ หรือตัวเหยื่อที่โตเต็มวัย ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวเบียนนั้นๆ  หลังจากนั้นเมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน เช่น เป็นตัวหนอน ซึ่งจะใช้ร่างกายของเหยื่อเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและเป็นอาหารไปพร้อมกัน เหยื่อของแมลงตัวเบียน มีทั้งที่เป็นแมลงด้วยกันเอง หรือ สัตว์ชนิดอื่นๆ ตัวเบียนมีความสำคัญในการควบคุมปริมาณศัตรูพืชเป็นโดยธรรมชาติ แมลงตัวเบียน จะอาศัยกินอยู่ภายนอกหรือภายในตัวเหยื่อ ตลอดวงจรชีวิต หรืออย่างน้อยก็ระยะหนึ่งของวงจรชีวิตตัวเบียน จะมีขนาดเล็กกว่าเหยื่อมาก ส่วนใหญ่เหยื่อหนึ่งตัวจะมีตัวเบียนอาศัยอยู่จำนวนมาก ตัวเบียนจะค่อยๆ ดูดกินอาหารจากเหยื่ออย่างช้าๆ และทำให้เหยื่อตายเมื่อตัวเบียนเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ก็ใช้เหยื่อเพียงตัวเดียวตลอดระยะการเจริญเติบโตของตัวเบียน

แมลงตัวเบียน อาจแบ่งโดยอาศัยระยะต่างๆของแมลงที่เป็นเหยื่อ ได้ดังนี้ 1) ตัวเบียนไข่ หมายถึง แมลงเบียนที่อาศัยหากินภายในไข่ของแมลงที่เป็นเหยื่อ และเข้าดักแด้อยู่ภายในไข่นั้น 2) ตัวเบียนหนอน หรือแมลงเบียนตัวอ่อน ซึ่งตัวเต็มวัยตัวเมียของแมลงเบียนจะวางไข่ไว้บนหรือในตัวหนอน แมลงตัวเบียน จะเข้าสู่ระยะดักแด้ ในขณะที่ตัวเหยื่อตายก่อนเข้าระยะดักแด้ 3) ตัวเบียนดักแด้ เป็นพวกที่อาศัยและหากินในตัวเหยื่อระยะดักแด้ 4) ตัวเบียนตัวเต็มวัย เป็นแมลงตัวเบียนที่ออกไข่ และตัวอ่อนอาศัยแมลงที่เป็นเหยื่อในระยะตัวเต็มวัย 5) ตัวเบียนหนอนดักแด้ จะอาศัยหากินอยู่กับตัวอ่อนของเหยื่อ และจะเจริญเติบโตครบวงจรชีวิตเข้าระยะดักแด้ไปพร้อมกับเหยื่อ และแมลงตัวเบียน เมื่อเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็จะออกจากดักแด้ของตัวเหยื่อโดยที่เหยื่อจะตายไป

สศก.คาดจีดีพีเกษตรปี’63ขยายตัว2-3% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462043

news_default

สศก.คาดจีดีพีเกษตรปี’63ขยายตัว2-3%

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2562 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ภาคเกษตรขยายตัวได้คือ สภาพอากาศเย็นช่วงปลายปี 2561 เอื้อให้ไม้ผลทั้งทุเรียน มังคุด และเงาะออกดอกติดผลให้ผลผลิตได้จำนวนมาก ไม้ยืนต้นมีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น และในส่วนการผลิตสินค้าปศุสัตว์มีระบบผลิตได้มาตรฐาน มีการวางแผนผลิตและเฝ้าระวังควบคุมโรคระบาดต่อเนื่อง  ประกอบกับ กระทรวงเกษตรฯมุ่งพัฒนาภาคเกษตร โดยเน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ดำเนินนโยบายสำคัญต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer และพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นเกษตรกรมืออาชีพ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรสอดคล้องความต้องการของตลาดและมีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวน ประกอบกับปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2561 ส่งผลต่อการเติบโตของข้าว อ้อย และสับปะรด นอกจากนี้ ฝนที่มาช้าและภาวะฝนทิ้งช่วงยังทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืช  รวมถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคม – กันยายน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ส่งผลพื้นที่เพาะปลูกพืชเสียหาย  รวมทั้งการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตเสียหาย อีกทั้ง การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ มีทิศทางลดลง จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ทั้งนี้ ทิศทางเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2563 คาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 2.0-3.0 ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรที่ต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การส่งเสริมการรวมกลุ่ม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การบริหารการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุน ทำให้เกษตรกร มีรายได้ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยโดยรวม และเศรษฐกิจโลก ในปี 2563 ยังมีแนวโน้มขยายตัว รวมทั้งการส่งเสริมการบริโภคและใช้สินค้าเกษตรในประเทศต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ภาคเกษตรในปี 2563 ขยายตัวได้ดี

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462046

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แก้ปัญหาภัยแล้ง ‘อีสานกลาง-อีสานเมืองกาญจน์ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นที่ทราบดีกว่า ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่อย่างน้อย 6 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ ต้องเฝ้าระวังควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด พร้อมให้งดทำนาปรัง

พื้นที่ “อีสานกลาง” และ พื้นที่ “อีสานแห่งกาญจนบุรี” แม้จะอยู่คนละภูมิภาคแต่ปีนี้ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นกัน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ ของพื้นที่ลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด“อีสานกลาง”คือ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 521 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.)หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้การได้ขณะนี้นำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ไปแล้วมากกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 9.37 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ดังนั้น เขื่อนทั้ง 2 แห่ง จะส่งน้ำสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น งดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด

ในขณะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,527 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,427 ล้าน ลบ.ม.สนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 13 แห่ง โดยอยู่ในเขตจ.ชัยภูมิ 5 แห่ง จ.ขอนแก่น 6 แห่ง และจ.ร้อยเอ็ด 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ
ดังนั้น กรมชลประทานต้องวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้น้ำที่มีจำกัดพอใช้เฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้น
ฤดูฝนปีหน้า ดังนี้

พื้นที่จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด มีเป้าหมายลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะส่งไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภคในอ.เมืองมหาสารคาม ด้วยการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำชี ที่ส่งมาจากเขื่อนลำปาวมาเติมหน้าเขื่อนวังยาง พร้อมควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ให้อยู่ที่ระดับ +131 ม.รทก. เพื่อให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนวังยางอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบย้อนกลับดังกล่าว 4 เครื่อง จะสูบน้ำได้ประมาณวันละ 170,000 ลบ.ม.สูบประมาณ 35 วัน เริ่มสูบกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป คาดว่าจะทำให้หน้าเขื่อนวังยางเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 6 ล้าน ลบ.ม. เพียงพออุปโภคบริโภคของประชาชนเมืองมหาสารคาม ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 จากแนวทางรดังกล่าว จะลดใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้วันละ 50,000 ลบ.ม. ทำให้เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคในเขตจ.ขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม หากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเมืองมหาสารคามยังไม่พอ ได้วางแผนระบายจากเขื่อนลำปาวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาวไม่ต้องการน้ำทำการเกษตรมาช่วยผ่านประตูระบายน้ำพนังชี มาเติมน้ำหน้าเขื่อนวังยางได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการตระหนักรู้ร่วมกันของประชาชนช่วยประหยัดน้ำให้มากที่สุด

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น กรมมีแผนพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุแก้มลิงที่กระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีให้เต็มศักยภาพ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่เพิ่มขึ้น กำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในจ.ชัยภูมิคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว เก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ และตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ
อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง มีความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่

ในอนาคตเมื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนที่กำหนดไว้แล้วเสร็จ ปัญหาขาดแคลนน้ำของ“อีสานกลาง” จะบรรเทาลง

ขณะเดียวกัน“อีสานแห่งกาญจนบุรี”หรือ“อีสานเมืองกาญจน์”พื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ในจ.กาญจนบุรี ได้แก่ อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือและอ.พนมทวน ก็ประสบปัญหาภัยแล้งเกิดขาดแคลนน้ำยาวนานถึงขั้นไม่มีน้ำเพื่ออุปโภค–บริโภค จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งสูงและซ้ำซาก เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ ที่อยู่บนสันเขาใกล้เส้นแบ่งสันปันน้ำ จึงไม่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้

การแก้ปัญหาปัจจุบันเป็นการแก้เฉพาะหน้าเร่งด่วน กรมชลประทานสูบน้ำจากคลองท่าล้อ-อู่ทอง ที่มีน้ำท่าสมบูรณ์ไปเติมสระเก็บน้ำ 3 แห่ง คือ สระเก็บน้ำหนองนาทะเลความจุ 2.5 ล้านลบ.ม. สระเก็บน้ำวัดทิพย์สุคนธารามความจุ 1.15 ล้านลบ.ม. และสระเก็บน้ำบ้านหนองมะสังข์ความจุ 400,000 ลบ.ม รวมทั้งยังเติบให้สระเก็บน้ำอื่นๆที่มีศักยภาพด้วย แต่จะสนับสนุนเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เท่านั้น

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาอีสานแห่งกาญจนบุรีระยะยาวนั้น ล่าสุดคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเร่งศึกษา โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้ง จ.กาญจนบุรี เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากใน 5 อำเภอดังกล่าวให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งกรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติที่จะร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ

โดยการศึกษาเบื้องต้น แนวทางที่เป็นไปได้คือ สร้างอุโมงค์ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ลอดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสลักพระไปยังอ่างเก็บน้ำลำอีซู ของกรมชลประทานระยะยาว 22 กม. พร้อมระบบท่อส่งน้ำ 14 กม. และคลองส่งน้ายาว 147 กม. หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ จะแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

กรมประมงนำร่องใช้ระบบดิจิทัล พัฒนาออกใบอนุญาตทางราชการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462042

news_default

กรมประมงนำร่องใช้ระบบดิจิทัล พัฒนาออกใบอนุญาตทางราชการ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมง เป็นหนึ่งในหน่วยงานนำร่องพัฒนาการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การออกใบอนุญาตของกรมประมงเป็นไปตามมาตรฐานงานบริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ระยะเวลาพิจารณาอนุญาต ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 โดยกรมนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาใช้ออกใบอนุญาต หลายกระบวนงาน อาทิ ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า / ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ /ใบอนุญาตให้นำเข้าให้ส่งออกหรือให้นำผ่าน ตามมาตรา 23 หรือ มาตรา 24 แห่งพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 /ใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งวัตถุอันตราย ซึ่งตัวอย่างที่ยกมาปัจจุบันกรมประมงพัฒนาเป็นระบบดิจิทัลครบถ้วนสมบูรณ์ดำเนินการได้เป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งระบบดิจิทัลช่วยอำนวยความสะดวกให้การดำเนินการติดต่อขอใบอนุญาตฯ ระหว่างกรมประมงและผู้ประกอบการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้รับบริการประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร ไม่ต้องใช้สำเนาเอกสาร ไม่ต้องเดินทางมาด้วยตนเอง ที่สำคัญการขอใบอนุญาตผ่านระบบดิจิทัล ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบขั้นตอน ความคืบหน้าการดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลได้ ดังนั้นการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัลช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทยได้

สุดประทับใจ! ฟาร์มโชคชัยฯ พานักวิ่งสัมผัสลมหนาว ตะลุยฟาร์มกับงาน ‘Farm Chokchai Run de Farm’ ครั้งที่2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/462656

สุดประทับใจ! ฟาร์มโชคชัยฯ พานักวิ่งสัมผัสลมหนาว ตะลุยฟาร์มกับงาน ‘Farm Chokchai Run de Farm’ ครั้งที่2

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.59 น.

ฟาร์มโชคชัย เอ้าท์ดอร์สปอร์ต พานักวิ่งสัมผัสลมหนาว ตะลุยฟาร์มโชคชัย ทะลุไร่สุวรรณ กับงาน Farm Chokchai Run de Farm ครั้งที่ 2

จบลงไปแล้วสำหรับงานวิ่งสัมผัสลมหนาว ตะลุยพื้นที่ฟาร์มโชคชัย ทะลุไร่สุวรรณ กับปีที่ 2 ของ ฟาร์มโชคชัย รัน เดอ ฟาร์ม งานนี้รวมนักวิ่งไว้กว่า 1,800 คน บนพื้นที่ฟาร์มโชคชัย 1 ถนนธนะรัชต์ กม.159 และพื้นที่ไร่สุวรรณ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.โชคชัย บูลกุล ประธานกรรมการบริษัท กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย และ รศ.สุตเขตต์ นาคะเสถียร คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มาร่วมเป็นประธานในพิธีปล่อยตัวนักกีฬา และยังได้รับเกียรติจากผู้สนับสนุนหลักที่เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีปล่อยตัว อย่างคุณพร้อมศักดิ์   จรัญญากรณ์ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และคุณเจนจิรา อัศวะธนกุลผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการบริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

ทางด้าน คุณชัย บูลกุลกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจภัตตาคารและอสังหาริมทรัพย์ หัวเรือหลักในการจัดงานในครั้งนี้ กล่าวว่าตนเองรู้สึกตื่นเต้นเสมอสำหรับการจัดงานวิ่ง Farm Chokchai Run de Farm ในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 2 โดยยังคงได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ร่วมการแข่งขัน สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมภาพลักษณ์งานกีฬารักษ์โลก ด้วยการชูแนวคิด #คนรักษ์โลก จนเกิดเป็นกระแสตอบรับจากคนในงานที่ร่วมกันจัดการกับขยะที่เกิดขึ้น ทั้งยังกล่าวถึงนักวิ่ง และผู้ประกอบการที่มีจิตสาธารณะช่วยกันรักษ์โลกโดยการเก็บขยะในพื้นที่ สร้างงานวิ่งที่สะอาดปราศจากขยะไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นงานนี้ยังเต็มไปด้วยผู้มีน้ำใจนักกีฬา ด้วยการสร้าง #Gentlemanaward ส่งเสริมนักวิ่งที่เป็นสุภาพบุรุษ แสดงน้ำใจนักกีฬา ให้ได้รับการยกย่องจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน อีกทั้งยังกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนทุกภาคส่วนที่มีส่วนช่วยทำให้งานนี้ได้เป็นที่รู้จัก และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเสมอมา

งานนี้นอกจากนักวิ่งได้ชมวิวสวยๆแล้ว ไฮไลท์อีกอย่างที่สำคัญก็คือ การค้นหา King of Run de Farm ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการแข่งขันในระยะ 15 และ 10 กิโลเมตร ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่เข้าเส้นชัยเป็น 3 อับดับแรกของกลุ่มอายุ

สำหรับใครที่ชื่นชอบกีฬาประเภท Outdoor และนักปั่นที่ไม่อยากพลาดงานจักรยานประจำปีอย่าง ‘Farm Chokchai Tour de Farm ครั้งที่ 8’ วันที่ 12 มกราคม 2563 ณ ฟาร์มโชคชัย 3 ถนนธนะรัชต์ กม.ที่ 12 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา สามารถสมัครและศึกษารายละเอียดเพิ่มได้ที่ www.farmchokchaisport.com หรือ สามารถติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Farm Chokchai Outdoor Sports และ Line Official: @farmchokchaisport   

มุทิตาจิต 80 ปี รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ สุภาพบุรุษนักวิทยาศาสตร์การกีฬา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/462471

มุทิตาจิต 80 ปี รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ สุภาพบุรุษนักวิทยาศาสตร์การกีฬา

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

LINE MAN จัดดินเนอร์หรูฉลองครบ ‘แสนร้าน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/462476

LINE MAN จัดดินเนอร์หรูฉลองครบ ‘แสนร้าน’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

LINE MAN ผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง ยืนหนึ่งแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ จัดดินเนอร์ “LINE MAN  ชวนคุณทานข้าว ฉลองครบแสนร้าน” ตอกย้ำการเป็นแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ที่มีพันธมิตรเครือข่ายร้านอาหารมากที่สุดของประเทศไทยกว่า 1 แสนร้าน ที่งานนี้ LINE MAN เนรมิต BAB BOX @ ONE BANGKOK แกลลอรี่สุดชิคกลางเมืองให้กลายเป็น LINE MAN RESTAURANT สุดป๊อป พร้อมชวนเหล่าพันธมิตรร้านอาหาร Wongnai – Burger King-คั่วกลิ้ง ผักสด-หมูตั่วเฮีย ร่วมฉลอง พร้อมด้วย 2 พิธีกรอารมณ์ดี เอกกี้ เอกชัย และ อ้น ศรีพรรณ ดำเนินรายการ ยกทัพสุดยอดเมนูเด็ดกว่า 20 เมนู ขึ้นชื่อจากร้านมิชลินไกด์ บีบบ์ กูมองด์ ปีล่าสุด, สตรีท ฟู้ดเจ้าดัง, ร้านขนมหวานสุดฮอต ไปจนถึงเมนูเด็ดจากร้านหายากมาเสิร์ฟกันในรูปแบบ Fine Dining กันแบบอลังการ  ซึ่งทั้งหมดสามารถสั่งผ่าน LINE MAN ได้แล้ววันนี้

งานนี้บอสสาว วรานันท์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาธุรกิจและการตลาด LINE MAN กล่าวว่า ​จากความมุ่งมั่นของ LINE MAN และพันธมิตรอย่าง Wongnai ได้ร่วมกันขยายเครือข่ายร้านอาหารบนแพลตฟอร์มจนครบ 1 แสนร้านในเดือนธันวาคม นี้ จนพูดได้ว่า LINE MAN เป็นแอปฯฟู้ดเดลิเวอรี่ที่มีร้านอาหารให้ผู้ใช้เลือกสั่งมากที่สุดและครอบคลุมที่สุดเลยก็ว่าได้ เป็นที่มาในการจัดงานดินเนอร์ฉลองครบแสนร้านในวันนี้เพื่อเป็นการประกาศก้าวสำคัญว่า LINE MAN     พร้อมสู้ไม่ถอย เพื่อมื้ออร่อยของคุณในครั้งนี้

สำหรับสุดยอดเมนูเด็ดจากสารพัดร้านบน LINE MAN ที่นำมาเสิร์ฟภายในงานกันในรูปแบบ Fine Dining มีตั้งแต่ สลัดผลไม้ ร้านโอ้กะจู๋, หมูสะเต๊ะ ร้านหมูสะเต๊ะสว่าง เจ้าเก่าสะพานเหลือง, ยำข้าวโพดกุ้งสุกไม่ใส่ปลาร้า ร้านยำ 3 แซ่บ, มาม่าโอ้โห ร้านเจ๊โอว, ข้าวปลาแซลมอนย่างซีอิ๊ว ร้าน Fuji Japanese Restaurant, ไก่แดดเดียวและข้าวเหนียว ร้าน Burger King, คั่วกลิ้งผักสด ร้านคั่วกลิ้ง ผักสด, ข้าวผัดปู ร้านเสน่ห์จันทน์, เกี๊ยวหมูเด้งต้มยำจำโบ้ ร้านหมูตั่วเฮีย, ทังหยวนชานมไต้หวัน จากร้าน Mimi Dessert Café, ขนมปังสังขยา ร้านออนล็อกหยุ่น และ Ice-cream ‘Chocolate Mousse Royale จากร้าน Baskin Robbins ซึ่งยังไม่รวมถึงเครื่องดื่มสุดฮิปอย่างชานมไข่มุกจากร้าน Seoulcial Club และอีกมากมาย

อีกทั้ง ยังได้เฉลิมฉลองความสำเร็จบนโลกออนไลน์ของ 2 หนังโฆษณาใหม่ของ LINE MAN จากแคมเปญ “สู้ไม่ถอย เพื่อมื้ออร่อยของคุณ​” ที่สามารถคว้ายอดวิวสูงสุดรวมกว่า 17 ล้านวิว พร้อมขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ฮิตบนยูทูป  เรื่องแรก “ความท้าทายครั้งใหญ่ที่พี่ #LINEMAN ต้องก้าวข้าม” โดยบอกเล่าเรื่องราวของการสู้ไม่ถอยของพนักงานขับ LINE MAN โดยเรื่องที่หนึ่งเป็นเรื่องของพนักงานขับที่ยืนกรานกับแม่ค้าส้มตำถึงความต้องการของลูกค้าที่ต้องการส้มตำไม่เผ็ดจากการระบุความต้องการผ่านแอปพลิเคชั่น สามารถคลิกชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=m7dKemIV0F8 ส่วนอีกเรื่อง “ตำนานคั่วไก่! นานแค่ไหนก็รอไหว ร้อนแค่ไหนก็ทนได้” นั้นได้นำเสนอความทุ่มเทของพนักงานขับ ในการรอคิวก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เจ้าดังเพื่อมื้ออร่อยของพ่อลูกคู่หนึ่ง สามารถคลิกชมได้ที่https://www.youtube.com/watch?v=kINVyZ8RaCw ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นการถ่ายทอดจากเหตุการณ์จริงของพนักงานขับและประสบการณ์ของผู้ใช้แอปพลิเคชัน LINE MAN

ภายในสิ้นปีนี้ LINE MAN ยังได้ส่งโปรโมชั่นสุดปัง ฉลองแสนร้าน ฉลองยกแก๊ง ด้วยการมอบเซ็ตอาหารสุดคุ้มพร้อมส่วนลด 40 % และค่าส่งเริ่มต้นเพียง 10 บาท จาก 33 ร้านดัง อาทิ Kouen GO, Texas Chicken, Dunkin Donut, Acai Story, Au Bon Pain, The Deli House, Zaap Classic, Evaime, Dairy Queen, คั่วกลิ้ง ผักสด, คำพูน, Baskin Robbins, Hongkong Noodle, Miss Mamon และอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 5 มกราคม 2563

มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ ระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ เปิดตัวของที่ระลึกการกุศลจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด‘เสือ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/462513

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ และเหล่าคนดัง อาทิ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี, ดร.สุพัตรา จิราธิวัฒน์, มาริษา สมบัติบูรณ์,
ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ฯลฯ ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจ “สุขแห่งการให้”

มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ ระดมทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ เปิดตัวของที่ระลึกการกุศลจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด‘เสือ’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ กล่าวถึงการดำเนินงานพันธกิจสำคัญ และกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ

มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯจัดกิจกรรมระดมทุนสานต่อพระปณิธานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในแคมเปญ “Heart of Giving สุขแห่งการให้สานหัวใจแห่งการแบ่งปัน” พร้อมเปิดตัวของที่ระลึกการกุศลจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ”ที่ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อนำมาจัดทำของที่ระลึกการกุศลสำหรับผู้ร่วมบริจาค มอบเป็นของขวัญในเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี รวมทั้งเปิดตัวภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์มูลนิธิฯ ภายใต้แนวคิด “ของขวัญเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” เพราะกำลังใจให้ผู้ป่วยคือพลังอันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง สานต่อพระปณิธานเพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และส่งกำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งมีพลังใจต่อสู้กับโรคร้ายต่อไป

ในงานดังกล่าว ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิมหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ ได้บอกเล่าถึงการดำเนินงาน พันธกิจสำคัญ และกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ พร้อมด้วยเหล่าคนดังร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจ “สุขแห่งการให้” ที่ได้จากน้ำพระราชหฤทัยของในหลวง รัชกาลที่ 9 นำโดย หม่อมหลวงปิยาภัสร์ภิรมย์ภักดี, ดร.สุพัตรา จิราธิวัฒน์, มาริษา สมบัติบูรณ์,ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, อลิสา อินทเสนี,กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา, ณิชา-ณัฏฐณิชาดังวัธนาวณิชย์, โม-มณชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ,โบว์-เมลดา สุศรี และ ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการเป็นพิธีกร ณ ลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ กล่าวว่าศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระดำริให้จัดตั้งมูลนิธิโดยพระราชทานนามว่า “มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์” ในพระอุปถัมภ์ อันสื่อความหมายเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่งและเป็นการถวายราชสดุดีในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติ โดยเป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 970 ตามประกาศกระทรวงการคลังมีวัตถุประสงค์ในการจัดหาทุนทรัพย์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา การค้นคว้าวิจัยในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ และการให้บริการรักษาพยาบาลของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

“การจัดตั้งมูลนิธิเพื่อเป็นศูนย์กลางให้ผู้มีจิตศรัทธาจากทุกภาคส่วน ได้ร่วมสานต่อแนวพระราชดำริในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐาน ผ่านการร่วมบริจาคทุนทรัพย์ เพื่อสนับสนุนการศึกษา และการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมองค์ความรู้ ให้มีความเจริญก้าวหน้า ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย และเพื่อช่วยเหลือทางการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยยากไร้โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งจัดเป็นโรคร้ายอันดับหนึ่งของประเทศไทยและทั่วโลก โดยยกระดับการรักษาให้ทัดเทียมนานาประเทศและบริบาลการรักษาพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ณ อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 60 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เพื่อสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธานองค์ประธานราช
วิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมีพระประสงค์จะช่วยเหลือประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยในท้องถิ่นทุรกันดารที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง จากการอุทิศพระวรกายเพื่อทรงนำความเจริญก้าวหน้ามายังโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ทั้งทางด้านวิทยาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อความก้าวหน้าด้านการตรวจวินิจฉัย การรักษาโรคมะเร็งและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริมการดูแลเชิงป้องกัน ทำให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั้งหลายในการเป็นโรงพยาบาลชั้นนำด้านการรักษาโรคมะเร็งอย่างครบวงจร เพื่อเป็นที่พึ่งทางสุขภาพให้กับประชาชนและให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม”

ทั้งนี้ ในโอกาสเทศกาลความสุขส่งท้ายปีนี้มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ จึงได้จัดกิจกรรมระดมทุนจัดหารายได้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ภายใต้แนวคิด “Heart of Giving สุขแห่งการให้ สานหัวใจแห่งการแบ่งปัน” ชวนร่วมส่งความสุขด้วยการ “ให้” ส่งท้ายปี ด้วยการร่วมสนับสนุนของที่ระลึกการกุศลจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ” ที่ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานให้ทางมูลนิธิฯ มาจัดทำของที่ระลึกการกุศล โดยสามารถมอบให้เป็นของขวัญในเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี และยังได้ร่วมเป็นหนึ่งพลังแห่งการแบ่งปันสานต่อพระปณิธานในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งอีกด้วย

ภายในงานนอกจากมีการเปิดตัวมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ แล้ว ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการพระกรณียกิจด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และจัดแสดงภาพวาดฝีพระหัตถ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พร้อมการออกร้านจำหน่ายของที่ระลึกจากลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อีกด้วย อาทิ เสื้อยืด ราคา 350 บาท,เสื้อโปโล ราคา 490 บาท และชุดบัตรอวยพร ราคา 90 บาท รวมทั้งร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ “Maithong Collection” สมทบทุนมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ จากบริษัท สยามกลิตเตอร์ 1957 จำกัด ที่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานที่จะส่งต่อความผูกพัน ความน่ารักสดใสของ “คุณไหมทอง” สุนัขทรงเลี้ยงสายพันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลพระหฤทัยให้ทรงสร้างสรรค์และถ่ายทอดเอกลักษณ์ของคุณไหมทอง ผ่านการทรงงานด้านศิลปะ

“สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างสวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย อาทิ กระเป๋า นาฬิกา หมวก เสื้อแก้วน้ำ และพวงกุญแจ เป็นต้น โดยสามารถมอบให้เป็นของขวัญในเทศกาลแห่งความสุขนี้ และบูธกิจกรรม Health and Heart for Cancer ให้บริการประเมินความเสี่ยง ปรึกษาป้องกันโรคมะเร็งจากบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยกับกิจกรรมArt for Cancer โดยศิลปินจิตอาสาวาดภาพที่ระลึกนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิฯ ร่วมเป็นหนึ่งพลังแห่งการแบ่งปัน สานต่อพระปณิธานในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ป่วยยากไร้ ให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน”

นอกจากนี้ สำหรับผู้บริจาคตั้งแต่ 50,000 บาท รับภาพพิมพ์จากภาพวาดฝีพระหัตถ์ที่ระลึกพร้อมกรอบ ขนาด 34.3 x 28.2 นิ้ว ประดับพระนามย่อและผู้บริจาค 200,000 บาท รับภาพพิมพ์จากภาพวาดฝีพระหัตถ์ “ไดอาน่า” พร้อมกรอบ ขนาด48 x 40.3 นิ้ว ประดับพระนามย่อ ร่วมส่งสุขแห่งการให้ สานหัวใจแห่งการแบ่งปัน

ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนกับมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 942-0-08989-9 หรือธนาคารทหารไทย เลขที่บัญชี 236-1-00491-0โดยสามารถติดต่อขอรับใบเสร็จเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีได้ หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ฯ ในพระอุปถัมภ์ฯ โทร.02-5766100ต่อ 8110 หรือทาง www.facebook.com/bhadramaharajanusorn

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ และเหล่าคนดัง อาทิ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี, ดร.สุพัตรา จิราธิวัฒน์, มาริษา สมบัติบูรณ์,
ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ฯลฯ ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจ “สุขแห่งการให้”

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ และเหล่าคนดัง อาทิ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี, ดร.สุพัตรา จิราธิวัฒน์, มาริษา สมบัติบูรณ์, ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ฯลฯ ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจ “สุขแห่งการให้”
พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ” เพื่อนำมาจัดทำของที่ระลึกการกุศล ในเทศกาลความสุขส่งท้ายปีนี้

พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ” เพื่อนำมาจัดทำของที่ระลึกการกุศล ในเทศกาลความสุขส่งท้ายปีนี้
พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ” เพื่อนำมาจัดทำของที่ระลึกการกุศล ในเทศกาลความสุขส่งท้ายปีนี้

พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ” เพื่อนำมาจัดทำของที่ระลึกการกุศล ในเทศกาลความสุขส่งท้ายปีนี้
พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ” เพื่อนำมาจัดทำของที่ระลึกการกุศล ในเทศกาลความสุขส่งท้ายปีนี้

พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ชุด “เสือ” เพื่อนำมาจัดทำของที่ระลึกการกุศล ในเทศกาลความสุขส่งท้ายปีนี้

ของที่ระลึกจากลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ รายได้เพื่อผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ของที่ระลึกจากลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ รายได้เพื่อผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์