“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453182

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

 "ศรีสุวรรณ" จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

25 ธันวาคม 2563 – 10:37 น.

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

25 ธ.ค.63  นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เรือยอร์ชที่ชื่อ Silvretta เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ชึ่งจอดลอยลำอยู่ที่ท่าจอดเรืออ่าวปอแกรนด์ มารีน่า ต.อ่าวปอ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งสื่อมวลชนได้รายงานว่าเจ้าของเรือสำราญดังกล่าวมีรายชื่อเป็นเจ้าของร่วมอยู่ 4 คน 2 คนเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย เพราะเป็นของนักการเมืองและเศรษฐีชื่อดัง อักษรย่อ “ธ” อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไปแล้ว นอกจากนี้ยังรายงานด้วยว่าเรือนี้จดทะเบียนที่หมู่เกาะคุก ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเขตปลอดภาษี และเป็นเกาะที่ดังเรื่องการฟอกเงินด้วยนั้น

กรณีดังกล่าวเป็นที่สงสัยกันอย่างมากว่า นักการเมืองดังคนดังกล่าวไปจดทะเบียนเรือหรูดังกล่าวในหมู่เกาะดังกล่าวเพื่อหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ และทำไมจึงย้อนแย้งต่อสิ่งที่นักการเมืองคนดังกล่าวพยายามพูดกล่อมสาวกและสังคมไทยมาโดยตลอดว่าจะนักการเมืองจะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่กลับตนเองกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามได้หรืออย่างไร

นอกจากนั้น เมื่อตรวจสอบไปยังบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ที่นักการเมืองรายดังกล่าวได้ยื่นไว้ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. รวมคู่สมรสนั้นพบว่า นักการเมืองคนดังกล่าวได้ระบุชัดเจนว่า มีเรือยอร์ชอยู่ด้วย แต่มีข้อผิดสังเกตที่ช่องทะเบียน และจังหวัด ไม่มีการระบุอะไรไว้ทั้งสิ้น จะมีก็แต่เพียงวันที่ซื้อมา และแจ้งราคาไว้เพียง 10 ล้านบาท ส่วนรายละเอียดอื่นๆไม่ปรากฏแต่อย่างใด  

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความพร้อมหลักฐานไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนสอบสวนนักการเมืองคนดังกล่าวเพิ่มเติมว่ามีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองซึ่งควรต้องแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบและมีพฤติการณ์ อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ตาม พรป.ว่าด้วย ป.ป.ช. 2561 ม.28(3) ประกอบ ม.102 ม.111 วรรคสอง ม.114 หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเข้าข่ายให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพื่อวินิจฉัยเอาผิดตาม ม.167 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับต่อไป 

 "ศรีสุวรรณ" จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

โดยสมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 28 ธ.ค.63 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

‘เฉลิมชัย’ ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541034

‘เฉลิมชัย’ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” เน้นย้ำต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนต่อภาคการเกษตร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” ภาคเกษตรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เนื่องจากภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ โดยประชากรประมาณร้อยละ 40 ของประเทศอยู่ในภาคเกษตร และจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติที่รุนแรง การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามทางการค้าระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของไทย ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและภาคเกษตรของไทย โดยเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท อาทิ การส่งเสริมสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาสินค้าเกษตรจากฐานชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การจัดหาปัจจัยการผลิต รวมทั้งการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร

สำหรับการดำเนินการในปี 2564 ได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและทันต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนภาคเกษตรภายใต้หลักตลาดนำการผลิต ซึ่งจะให้ความสำคัญตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับการวางแผนการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาในทุกด้านจะยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ได้แก่

1) บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการน้ำอย่างมีคุณค่า 2) บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด 3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer 4) ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด 5) ส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up เป็นหน่วยธุรกิจให้บริการทางการเกษตร (Agricultural ServiceProviders: ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร 6) พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 7) พัฒนาช่องทางการตลาด โดยเพิ่มช่องทางตลาดให้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ 8) เกษตรพันธสัญญา(Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด 9) การประกันภัยพืชผลให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย 10)ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร 11) สร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 12) ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และ 14) ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล Big Data ในการเชื่อมโยงการทำการเกษตรร่วมกับหน่วยงานต่างๆ

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541035

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ให้ส่วนราชการทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้พิจารณาบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลการสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัวจนครบ 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ลงไปในพื้นที่ และให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในสัตว์น้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการตรวจพบโควิด-19 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 ในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ SAR CoV2 และ MERS ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน จึงขอให้ผู้บริโภคโปรดมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำ และกรมประมงยังมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมและตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำก่อนถึงมือผู้บริโภคเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด สำหรับสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยงจะต้องได้มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP ส่วนที่มาจากการทำประมงต้องผ่านการประเมินสุขอนามัยบนเรือประมง อีกทั้งยังมีการสุ่มตรวจสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่วางจำหน่ายในท้องตลาดโดยใช้ชุดทดสอบเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกรมปศุสัตว์ยังได้มีการปรับแผนในการเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานของโรงงานแปรรูปอาหารเพื่อส่งออก และฟารม์ต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงมีการตั้งด่านสุ่มตรวจตามจุดต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และสำหรับองค์การสะพานปลาได้มีการประกาศปิดการใช้ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงคราม รวมถึงได้คุมเข้ม 18 ท่าเรือทั่วประเทศ มาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 มีการทำความสะอาดท่าเรือและพ่นยาฆ่าเชื้อ และยังได้มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการสำหรับเรือที่ออกจากท่าก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2563 สามารถนำเรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงครามได้ แต่ต้องมีการแจ้งก่อนล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าไปรับฟังปัญหาและคอยช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541036

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างรุนแรงครอบคลุมไปทั่วทุกธุรกิจ

ยางพาราก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ราคายางมีแนวโน้ม ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดล่วงหน้าปรับตัวที่ปรับตัวลง เพราะมีความกังวลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบ ก็มีปัจจัยบวกหนุนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกยางพาราของไทย

ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคายางสังเคราะห์คู่แข่งสำคัญของยางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นตลาดก็จะหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำขาดแรงงานกรีดยาง เพราะในปัจจุนไทยใช้แรงงานจากประเทศพม่าในการกรีดยางเป็นหลัก

ปัจจัยเหล่านี้มีสำคัญที่จะช่วยพยุงราคายางให้อยู่ในระดับสูงกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ราคาประมูลเฉลี่ย ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 61.01 บาท/กก. ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 62.79 บาท/กก.

เมื่อเกิดสภาวะวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเช่นเดียวกัน

การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยมากขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ

ช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาท ต่อปี เมื่อมีการระบาดระลอกแรก ได้คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาท ต่อปี แต่เมื่อมีการระบาดระลอกที่ 2 การส่งออกถุงมือยางอาจจะเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นไปได้

ดังนั้นการระบาดของโควิด-19 ไม่ได้ปัจจัยลบสำหรับยางพาราเสียเลยทีเดียว แต่เป็นปัจจัยบวกที่จะหนุนราคายางให้มีเสถียรภาพด้วย เพราะทั่วโลกยังมีความต้องการใช้ถุงมือยางและหน้ากากอนามัยซึ่งใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลควรจะเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางและหน้ากากอนามัย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพแล้ว ยังจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติอีกด้วย

นิคมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรจะต้องเกิดขึ้น!!

โดยจะต้องพัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ คือการปลูกยางพาราที่ได้มาตรฐาน จนถึงกลางน้ำคือ การแปรรูปขั้นต้น และปลายน้ำคือ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะถุงมือยางที่มีแนวโน้มความต้องการสูงมาก รวมทั้งระบบขนส่งและกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด

อยู่ที่รัฐบาลว่า จะพลิกวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ให้เป็นโอกาส เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติของโลกหรือไม่?


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘กรมการพัฒนาชุมชน’ ดัน ‘OTOP’ พรีเมียม 135 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดตลาดสุขภาพความงามและของที่ระลึกสู่สากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541157

'กรมการพัฒนาชุมชน' ดัน 'OTOP' พรีเมียม 135 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดตลาดสุขภาพความงามและของที่ระลึกสู่สากล

‘กรมการพัฒนาชุมชน’ ดัน ‘OTOP’ พรีเมียม 135 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดตลาดสุขภาพความงามและของที่ระลึกสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.22 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอทอป พรีเมียม ประเภทสุขภาพและความงาม และประเภทของที่ระลึก 135 ผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ ระหว่างวันพุธที่ 16 ธันวาคม ถึง วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2563 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาซึ่งเป็นหนึ่งกิจกรรมในโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้า Premium ที่เป็นการคัดสรรผลิตภัณฑ์โอทอประดับ 4 ถึง 5 ดาวที่มีความพร้อม มาเข้าร่วมโครงการตลอดระยะเวลา 4 เดือน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และด้านการตลาด เพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เช่นเดียวกับสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และระบบขนส่งในปัจจุบัน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้า Premium เป็นโครงการที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์โอทอป ระดับ 4 – 5 ดาว จำนวน 135 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นประเภทสุขภาพและความงาม 85 ผลิตภัณฑ์ และประเภทของที่ระลึก 50 ผลิตภัณฑ์ โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ มาเข้าร่วมโครงการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด โดยตั้งโจทย์จากกลุ่มลูกค้าในแต่ละประเภท และบริบทการแข่งขันทางการตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ และระบบการขนส่งที่รวดเร็วในปัจจุบัน  โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาทั่วโลกพบกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจทุกระดับต้องปรับตัว เช่นเดียวกับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์โอทอป ที่ก็ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันในโลกเปลี่ยนไปได้ โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่จะผลักดันผู้ประกอบการโอทอป ที่มีความพร้อมมาพัฒนา ส่งเสริม เพื่อสามารถนำผลิตภัณฑ์ไทยที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดสากลได้มากยิ่งขึ้น

โดยโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้า Premium มีการพัฒนาหลายประเภทผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการจากผู้ประกอบการโอทอป ระดับ 4 – 5 ดาว ที่มีความพร้อมในด้านต่างๆ มาเข้าร่วมโครงการ ทั้งการเข้าคลาสออนไลน์อบรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยลงรายละเอียดจำแนกแต่ละประเภท การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เน้นให้ตอบโจทย์การขนส่งในปัจจุบัน รวมไปถึงการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัด Focus Group ร่วมกับภาคเอกชนระดับประเทศ ที่เป็นช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป พรีเมียม ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ก่อนจะนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอทอป พรีเมียม ประเภทสุขภาพและความงาม และประเภทของที่ระลึกในวันนี้นอกจากเป็นการเปิดตัวเพื่อทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์โอทอป พรีเมียม ที่พัฒนาใหม่แล้ว ยังเป็นการเปิดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการโอทอป โดยการสนับสนุนของกรมการพัฒนาชุมชนด้วยอีกทางหนึ่ง

โดยงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอทอป พรีเมียม ประเภทสุขภาพและความงาม และประเภทของที่ระลึก กำหนดจัดต่อเนื่องระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันพุธที่ 16 ธันวาคม ถึง วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2563 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ตั้งแต่เวลา 8:00 – 17:00 น. โดยมีกิจกรรมต่างๆ พร้อมลุ้นรางวัลพิเศษในแต่ละวันเพียงซื้อสินค้าภายในงาน สำหรับที่ผู้สนใจสามารถเลือกชมสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.facebook.com/otoppremiumthai.

‘แซง-โกแบ็ง’ เปิดตัว ‘Chief Operation Officer’ คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541156

'แซง-โกแบ็ง' เปิดตัว 'Chief Operation Officer' คนใหม่

‘แซง-โกแบ็ง’ เปิดตัว ‘Chief Operation Officer’ คนใหม่

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.20 น.

บริษัท แซงโกแบ็ง ประเทศไทย ในเครือบริษัทข้ามชาติของฝรั่งเศส เป็นผู้นำหลัก ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มวัสดุนวัตกรรม ได้แก่ วัสดุกระจกแผ่นเรียบและวัสดุประสิทธิภาพสูง และ กลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ เครือแซงโกแบ็ง มีศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดธุรกิจก่อสร้างอย่างเข้มแข็ง และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบแก่ผู้บริโภค  นับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับงานขัดครบวงจร ซึ่งรวมถึงพลาสติกประสิทธิภาพสูง แผ่นยิปซัมและปูนมอร์ตาร์สำหรับงานอุตสาหกรรม โดยมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยมากกว่า 1,300 คน และมีรายรับมากกว่า 200 ล้านยูโรในปี 2558

ในปี 2563 บริษัท แซงโกแบ็ง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำทางด้านกระจกที่เป็นธุรกิจแรกเริ่มของบริษัท มาบุกตลาดในประเทศไทย เสริมธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งธุรกิจยิปซั่ม ในเเบรนด์ Gyproc, กาวซีเมนต์ ยาเเนว และเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ในเเบรนด์ Weber, ฉนวน และท่อดักอากาศคุณภาพสูง ในเเบรนด์ Isover และ Climaver ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกรรมการผู้อํานวยการฝ่ายปฏิบัติการ (Chief Operation Officer) คนเก่ง คุณศิวารยา ศรีติรัตน์ ผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล และพร้อมเป็นผู้นำทางธุรกิจเพื่อความคุ้มค่าและปลอดภัยอย่างสูงสุดแก่ผู้บริโภค ในประเทศไทย

คุณศิวารยา ศรีติรัตน์ กรรมการผู้อํานวยการฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของบริษัท แซง-โกแบ็ง ประเทศไทย เปิดเผยความเป็นมาของบริษัทว่า แซง-โกแบ็ง  เป็นบริษัทเก่าแก่สัญชาติฝรั่งเศสมีอายุมากกว่า 350 ปี เป็นผู้นำด้านวัสดุก่อสร้าง โดยเริ่มต้นจากธุรกิจกระจกเป็นอย่างแรก ก่อนขยายธุรกิจหลากหลายไปทั่วโลก มีโรงงานอยู่ประมาณ 1,000 แห่งทั่วโลก และมีพนักงานกว่า 170,000 คน

สำหรับในประเทศไทย แซง-โกแบ็ง มีธุรกิจ 5 ประเภท เป็นธุรกิจผลิตภัณฑ์ปูนยิปซัม และแผ่นยิปซัม ธุรกิจผลิตปูนกาวและยาแนวปูกระเบื้อง รวมถึงเคมีภัณฑ์ก่อสร้างต่างๆ ธุรกิจกระจกรถยนต์ ธุรกิจพลาสติกที่เป็นชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องบิน และธุรกิจเครื่องเจียร  พร้อมโรงงาน 4 แห่งได้แก่ โรงงานผลิตยิปซัมที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี และที่บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โรงงานเวเบอร์ผลิตกาวซีเมนต์ ยาแนวที่จ.สระบุรีและโรงงานผลิตกาวซีเมนต์ของเวเบอร์อีกแห่งที่อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ขณะเดียวกันยังมีคลังสินค้า 4 แห่ง คลอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ

ส่วนธุรกิจกระจกที่จะบุกตลาดในประเทศไทยนั้น เป็นกระจกนำเข้า  จากโรงงานผลิตกระจกของแซงโกแบ็ง ในอินเดีย เป็นกระจกระดับพรีเมียม สำหรับใช้ภายในอาคารและนอกอาคาร ซึ่งจะมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะและแตกต่างไปจากกระจกในท้องตลาดเจ้าเดิม ๆ (Niche Market) ในประเทศ อาทิ  เป็นกระจกช่วยลดความร้อน  กระจกช่วยประหยัดพลังงาน  กระจกป้องกันเสียงจากข้างนอกเข้าไปข้างใน หรือป้องกันเสียงจากข้างในออกไปข้างนอก  กระจกกันระเบิด กระจกกันกระสุน และมีการออกแบบด้านเทคนิคเฉพาะเพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า โดยจะทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มสถาปนิก และเน้นกลยุทธ์ให้ความรู้แก่ทีมงาน ช่างเทคนิคต่าง ๆ และลูกค้า อีกทั้งมีการรับรองคุณภาพเพื่อความเชื่อมั่นในสินค้า

ทั้งนี้บริษัทมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในทุกกลุ่ม ที่มีความต้องการในเรื่องประสิทธิภาพหรือการประหยัดพลังงาน ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาบ้านและคอนโดหรู  โรงพยาบาล  โรงแรม และยังมุ่งตอบสนองลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง เพื่อทำให้การอยู่อาศัยในอาคารหรือในบ้านแล้วรู้สึกสบาย

เราต้องการเสนอความแตกต่างให้กับลูกค้าในไทย ทำให้เห็นว่า กระจกไม่ใช่แค่ ใช้ประดับตกแต่ง แต่สามารถทำหน้าที่พิเศษได้ด้วย ”

คุณศิวารยา กล่าวต่อว่า แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ แต่ก็มีผลทำให้ผู้บริโภคทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มขึ้นเมื่อคิดวางแผนทำอะไร การคำนึงถึงความคุ้มค่าการใช้จ่าย เรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ตรงนี้จึงเป็นโอกาสเสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของลูกค้าได้

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นเรือธงในธุรกิจกระจกได้แก่ กลุ่มกระจกกันความร้อน ประหยัดพลังงานในสัดส่วน 30%  กลุ่มกระจกภายใน 30%  และกลุ่มกระจกผนัง 40% ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนากระจกที่สามารถทำหน้าที่คล้ายมอนิเตอร์ รองรับการเชื่อมต่อข้อมูล  โดยตัวอย่างอาคารที่ใช้กระจกของ แบรนด์แซง-โกแบ็ง เช่น อาคารรัฐสภาใหม่ และจุดชมวิวบนอาคารสูงหลายแห่งที่ทุกคนเชื่อมั่นในความแข็งแกร่ง

ทั้งนี้แซง-โกแบ็ง คาดหวังส่วนแบ่งตลาดเพียง 5-10% ในส่วนของตลาดกระจกพรีเมียมในไทยเท่านั้น  โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 100 ล้านบาทภายใน 1 ปี นอกจากนี้ยังมีการส่งออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน เช่น กัมพูชา ลาวและเมียนมา​ เป็นต้น

สุดท้ายคุณศิวารยา ได้กล่าวถึงแนวทางที่ตนยึดมั่นในการทำธุรกิจในไทยภายใต้หน้าที่ใหม่ว่า “ แซงโกแบ็ง   เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในระดับโลก สิ่งหนึ่งที่เรามีความมั่นใจคือ ในเรื่องของนวัตกรรมและความยั่งยืน ซึ่งเราเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกองค์กรธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย

แซงโกแบ็ง  จะเน้นมากเรื่องความยั่งยืน  สินค้าและผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของเราจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม  และสุดท้ายจะใช้ดิจิตอลมาช่วยในการทำงาน  กล่าวได้ว่า แซงโกแบ็ง จะเน้นใน 3 เรื่องคือ Innovation นวัตกรรม Sustainable ความยั่งยืน และ Digitalization การใช้ดิจิตอล และจะเป็นแนวทางในการทำธุรกิจที่เหมือนกันทั่วโลกของเครือแซงโกแบ็ง 

เช่นเดียวกับสโลแกนการทำงานที่ว่า  Making the world a better home.”   ทำให้โลกเป็นบ้านที่ดีขึ้นกว่าเดิม ของแซงโกแบ็งทั่วโลก

แนวหน้า Forum #3 ‘ก้าวข้ามวิกฤติ COVID -19 กับแม่ทัพใหญ่กระทรวงเศรษฐกิจ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541004

แนวหน้า Forum #3  ‘ก้าวข้ามวิกฤติ COVID -19 กับแม่ทัพใหญ่กระทรวงเศรษฐกิจ’

แนวหน้า Forum #3 ‘ก้าวข้ามวิกฤติ COVID -19 กับแม่ทัพใหญ่กระทรวงเศรษฐกิจ’

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพลังงาน, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง, กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม,ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมถ่ายภาพร่วมกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธาน บจ.หนังสือพิมพ์แนวหน้า,ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กก.ผจก., ปริญญา ช้างเสวก บก.การเมือง และ อนันตเดช พงษ์พันธุ์ บก.โลกธุรกิจ พร้อมทั้งผู้สนับสนุน อาทิอัศวิน อิงคะกุล ประธาน กก.บห.มิราเคิล กรุ๊ป, ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธาน กก.บห. และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, สุเวทย์ ธีรวชิรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กก.ผอ.บมจ.เอ็ม บี เค และ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม.

เปิดฉากอย่างสวยงามกับบรรยากาศงานดินเนอร์ทอล์ก NAEWNA FORUM ครั้งที่ 3 ที่ทาง บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด โดย ผรณเดช พูนศิริวงศ์ประธานกรรมการ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวข้ามวิกฤติ COVID-19 กับแม่ทัพใหญ่กระทรวงเศรษฐกิจ”เพื่อพาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปพร้อมๆ กันอย่างเข้มแข็ง โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ สุพัฒนพงษ์พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมด้วย ฯพณฯ อาคม เติมพิทยาไพสิฐรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, กฤษฎาจีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง,บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ธเนศวร์ เพชรสุวรรณรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมปาฐกถาพิเศษและร่วมเสวนา รวมถึงผู้สนับสนุนงานเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นเมื่อค่ำวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมาผรณเดช พูนศิริวงศ์ กก.ผจก.บจ.หนังสือพิมพ์แนวหน้า กล่าวต้อนรับผรณเดช พูนศิริวงศ์ กก.ผจก.บจ.หนังสือพิมพ์แนวหน้า กล่าวต้อนรับสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ปาฐกถาในหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ภายใต้โควิด-19”สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ปาฐกถาในหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ภายใต้โควิด-19”อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ปาฐกถาในหัวข้อ “พาเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤติโควิด-19”อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ปาฐกถาในหัวข้อ “พาเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤติโควิด-19”กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลังกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลังบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.เริ่มการเสวนา นำโดย กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. มี สันติสุข มะโรงศรี เป็นพิธีกรดำเนินรายการเริ่มการเสวนา นำโดย กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. มี สันติสุข มะโรงศรี เป็นพิธีกรดำเนินรายการกันตพร หาญพาณิชย์ กก.บห. และรองกก.ผจก.ฝ่ายการตลาด บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กก.ผจก.บจ. หนังสือพิมพ์แนวหน้า, ปริญญา ช้างเสวก บก.การเมือง, ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ประธาน กก.บห. และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธาน บจ.หนังสือพิมพ์แนวหน้า, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน, กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ธเนศวร์ เพชรสุวรรณรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท., อนันตเดช พงษ์พันธุ์ บก.โลกธุรกิจ, สันติสุข มะโรงศรี และ เฉลิมชัย ยอดมาลัย บก.กันตพร หาญพาณิชย์ กก.บห. และรองกก.ผจก.ฝ่ายการตลาด บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กก.ผจก.บจ. หนังสือพิมพ์แนวหน้า, ปริญญา ช้างเสวก บก.การเมือง, ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ประธาน กก.บห. และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล, ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธาน บจ.หนังสือพิมพ์แนวหน้า, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน, กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ธเนศวร์ เพชรสุวรรณรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท., อนันตเดช พงษ์พันธุ์ บก.โลกธุรกิจ, สันติสุข มะโรงศรี และ เฉลิมชัย ยอดมาลัย บก.ผาณิต พูนศิริวงศ์, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง และ กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุลผาณิต พูนศิริวงศ์, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง และ กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุลผาณิต พูนศิริวงศ์, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และ ณัฐวัชต์-วิรัตน์ สุพรรณธะริดาผาณิต พูนศิริวงศ์, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และ ณัฐวัชต์-วิรัตน์ สุพรรณธะริดาปริญญา ช้างเสวก, อนันตเดช พงษ์พันธุ์, กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, สันติสุข มะโรงศรี และ ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ปริญญา ช้างเสวก, อนันตเดช พงษ์พันธุ์, กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, สันติสุข มะโรงศรี และ ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ปริญญา ช้างเสวก, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร และอนันตเดช พงษ์พันธุ์ปริญญา ช้างเสวก, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร และอนันตเดช พงษ์พันธุ์เครือ บ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ พร้อมลูกชาย กันตพร หาญพาณิชย์ และ รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร นำคณะร่วมถ่ายภาพร่วมกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์เครือ บ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ พร้อมลูกชาย กันตพร หาญพาณิชย์ และ รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร นำคณะร่วมถ่ายภาพร่วมกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ผาณิต พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ สุเวทย์ ธีรวชิรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กก.ผอ.บ.เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และคณะ อาทิ ยุพาพรรณ์ ปริตานันท์, อภิชาติ กมลธรรมผาณิต พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ สุเวทย์ ธีรวชิรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กก.ผอ.บ.เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และคณะ อาทิ ยุพาพรรณ์ ปริตานันท์, อภิชาติ กมลธรรมผรณเดช พูนศิริวงศ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธาน กสม. และ ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กก.กสม.ผรณเดช พูนศิริวงศ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธาน กสม. และ ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กก.กสม.ภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มี ผรณเดช พูนศิริวงศ์ และ ปริญญา ช้างเสวก ต้อนรับภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มี ผรณเดช พูนศิริวงศ์ และ ปริญญา ช้างเสวก ต้อนรับสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพลังงานรับมอบของที่ระลึก จาก ผาณิต พูนศิริวงศ์สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพลังงานรับมอบของที่ระลึก จาก ผาณิต พูนศิริวงศ์อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง รับมอบของที่ระลึก จากผาณิต พูนศิริวงศ์อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง รับมอบของที่ระลึก จากผาณิต พูนศิริวงศ์ประพันธ์ สุขทะใจ, สรกฤช วรรณลักษณ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์ประพันธ์ สุขทะใจ, สรกฤช วรรณลักษณ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์จรัสพงศ์ ล่ำซำ ผอ.ฝ่ายองค์กรและชุมชนสัมพันธ์ บมจ.ล็อกซเล่ย์และคณะจรัสพงศ์ ล่ำซำ ผอ.ฝ่ายองค์กรและชุมชนสัมพันธ์ บมจ.ล็อกซเล่ย์และคณะผาณิต พูนศิริวงศ์ และ พัชรา มาดล ต้อนรับ กรรมการสภาสังคมสงเคราะห์ อาทิ ศิริรัตน์ ธำรงธีระกุล เหรัญญิก, พล.ต.หญิง พูลศรี เปารัตน์ กก.อำนวยการและ คณะผาณิต พูนศิริวงศ์ และ พัชรา มาดล ต้อนรับ กรรมการสภาสังคมสงเคราะห์ อาทิ ศิริรัตน์ ธำรงธีระกุล เหรัญญิก, พล.ต.หญิง พูลศรี เปารัตน์ กก.อำนวยการและ คณะอ.สุวิมล-ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ สันติสุข มะโรงศรีอ.สุวิมล-ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ สันติสุข มะโรงศรีพีระ ประยุกต์วงศ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, กุล ศรีมิ่งมงคลกุล และ ฉัตรพรรณ์ รัตนะฉายทองพีระ ประยุกต์วงศ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, กุล ศรีมิ่งมงคลกุล และ ฉัตรพรรณ์ รัตนะฉายทองผรณเดช พูนศิริวงศ์ และ บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ผรณเดช พูนศิริวงศ์ และ บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, วิรัตน์ สุพรรณธะริดากฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, วิรัตน์ สุพรรณธะริดาผาณิต พูนศิริวงศ์ ร่วมถ่ายภาพกับ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผาณิต พูนศิริวงศ์ ร่วมถ่ายภาพกับ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผรณเดช พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ ผศ.ดร.ทรงยศินทร์ ชนปทาธิป และ วีรนันท์ ศรัณยวัฒน์สินผรณเดช พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ ผศ.ดร.ทรงยศินทร์ ชนปทาธิป และ วีรนันท์ ศรัณยวัฒน์สินปริญญา ช้างเสวก, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ อนันตเดช พงษ์พันธุ์ปริญญา ช้างเสวก, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ อนันตเดช พงษ์พันธุ์กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ตัวแทนสภาทนายความ และ อ.เฉลิมชัย ยอดมาลัยกฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ตัวแทนสภาทนายความ และ อ.เฉลิมชัย ยอดมาลัยอนันตเดช พงษ์พันธุ์ ต้อนรับ คณะผู้แทนจาก CPG เรวดี พงศ์ไชยยง, หนึ่งฤทัย นิวัตยะกุล, อัมภาพันธุ์ พยัคฆ์แสง และภากร ฉัตรเจริญสุข
อนันตเดช พงษ์พันธุ์ ต้อนรับ คณะผู้แทนจาก CPG เรวดี พงศ์ไชยยง, หนึ่งฤทัย นิวัตยะกุล, อัมภาพันธุ์ พยัคฆ์แสง และภากร ฉัตรเจริญสุขอัศวิน อิงคะกุล กับ ผาณิต พูนศิริวงศ์

อัศวิน อิงคะกุล กับ ผาณิต พูนศิริวงศ์

2 พิธีกร อ.เฉลิมชัย ยอดมาลัย และสันติสุข มะโรงศรี2 พิธีกร อ.เฉลิมชัย ยอดมาลัย และสันติสุข มะโรงศรีผรณเดช พูนศิริวงศ์, ธนเดช อิงคภัทรางกูร, เจ้าหน้าที่ และนักข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าผรณเดช พูนศิริวงศ์, ธนเดช อิงคภัทรางกูร, เจ้าหน้าที่ และนักข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ชวนร่วมบุญถวายหนังสือพระภิกษุสามเณร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/540999

ชวนร่วมบุญถวายหนังสือพระภิกษุสามเณร

ชวนร่วมบุญถวายหนังสือพระภิกษุสามเณร

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โครงการปันบุญ ปันธรรม หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ชวนทำบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดย #ร่วมสมทบทำบุญถวายพระภิกษุในโครงการปันบุญ ปันธรรม เพื่อถวายแด่พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ สำหรับนำไปศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติ และเผยแผ่พระพุทธศาสนา จำนวน 999 รูป 999 ชุด โดยหนังสือที่มีคุณค่ามากนี้ได้คัดสรรจากแบบสอบถามพระภิกษุสามเณรในโครงการกว่า 100 รูป ได้แก่ พุทธธรรมฉบับเดิม : สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต), พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน : อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ, พุทธประวัติ จากพระโอษฐ์ : พุทธทาสภิกขุ นอกจากนี้ ยังมีรายนามพระภิกษุ สามเณร แม่ชีที่ลงชื่อเพื่อรับชุดหนังสือนี้ไปศึกษาเข้ามาอีก ซึ่งหากพระภิกษุ สามเณร แม่ชี สนใจ ติดต่อรับสื่อธรรมในโครงการ ได้ที่ https://lin.ee/itqxIET ส่วนผู้ที่สนใจทำบุญ #ร่วมสมทบทุนถวายพระภิกษุในโครงการปันบุญ ปันธรรม ชุดละ 999 บาท หรือตามกำลัง ได้ที่ https://www.bia.or.th/donation/index.php โปรดกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โครงการปันบุญ ปันธรรม หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ โทร.095-7078375

มอบรางวัล ‘คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste’ ปี 3 กระตุ้นความตระหนักรู้ลดความสูญเปล่าของอาหารให้โลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541002

มอบรางวัล ‘คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste’ ปี 3  กระตุ้นความตระหนักรู้ลดความสูญเปล่าของอาหารให้โลก

มอบรางวัล ‘คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste’ ปี 3 กระตุ้นความตระหนักรู้ลดความสูญเปล่าของอาหารให้โลก

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ซีพีแรม ประกาศผลและมอบรางวัลเวทีประกวดคลิปวีดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” โดยจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 นับเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับภาคการศึกษาคือ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กับสาขามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการดำเนินโครงการจัดการประกวดคลิปวีดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องลดความสูญเปล่าทางอาหารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในการลดความสูญเปล่าของอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม โดยการแชร์ไอเดียสร้างพลังผ่านวีดีโอคลิปความยาว3 นาที ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนนักศึกษา เป็นอย่างมากโดยในปีนี้มีน้องๆ นักเรียน นักศึกษาส่งผลงานเข้าร่วมโครงการกว่า 840 ผลงาน

ในปี 2563 โรงเรียนที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ ทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมไก่ฟ้า จากโรงเรียนเซนต์ดอมินิกผลงาน “Food Waste Break Heart” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมทำไมไม่สนใจ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยกับผลงาน “ทำไมไม่สนใจ” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม 4 A.M. โรงเรียนวารีเชียงใหม่ ผลงาน “Life Chage Earth Change” รางวัลชมเชย 1ทีมตำน้ำพริกไม่ละลายแม่น้ำ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย กับผลงาน “เมื่อขยะอาหารมีมากกว่าที่ทานเหลือ”รางวัลชมเชย 2 ทีม Duckdan Productionจากโรงเรียนเลยพิทยาคม ผลงาน “FoodWaste Monster”

รางวัลชนะเลิศระดับอุดมศึกษา ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม RESET PRODUCTION มหาวิทยาลัยรังสิตกับผลงาน “ทิ้งได้ไงหัวใจอยู่ในกล่อง” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมป้าลดข้าวหน่อย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับผลงาน “ป้าๆ ลดข้าวหน่อย” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีมใต้ตาดำมหาวิทยาลัยนเรศวร ผลงาน “กินเหลือกลัวโดนปรับ” รางวัลชมเชย 1 ทีม ภสค. เฮ้าส์ จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับผลงาน“กิน (ไม่)เหลือ รวย!!!” รางวัลชมเชย 2 ทีมปุ๊กปิ๊กมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลงาน “เราไม่ได้ทิ้งมันแต่เรากำลังรับมัน” ทั้งนี้สามารถชมผลงานของน้องย้อนหลังได้ทาง www.facebook.com/foodwasteclipcontest

วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู

ภายในงานประกาศรางวัลการประกวดคลิปวีดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” ปีที่ 2 ขึ้น จัดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่าน ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โดยมี นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท ซีพีแรม จำกัด พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ ประธานสาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมด้วย นางสาวเบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สถานการณ์ Food Waste วิกฤตโลก?” อีกด้วย อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจาก 2 ผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของประเทศไทย ประกอบด้วย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ และ กิตติภัค ทองอ่วม เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินโครงการฯ ครั้งนี้

ด้าน นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการ ดังกล่าว ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องความสูญเปล่าทางอาหารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญ ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง และลดความสูญเปล่าทางอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมปัญหาความสูญเปล่าทางอาหาร หรือ Food Wasteส่งผลกระทบต่อทุกคนในวงกว้างทั้งในมิติเศรษฐกิจมิติสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารของโลกซีพีแรมให้ความสำคัญและขอร่วมเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องพร้อมสร้างความตระหนักถึงผลเสียที่ก่อเกิดจากอาหารที่ถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า รวมถึงยังมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้

สำหรับจุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าว เกิดจากการตั้งคำถามจากสิ่งที่เราเห็นจากอาหารในจานที่เราทานไม่หมดกองอยู่ตรงหน้า ที่มีแต่เศษอาหารเหลือจากการทาน หรือแม้แต่ผักและผลไม้ที่เน่าเสียอยู่ในตู้เย็น ประกอบกับการพูดถึงของคนทั่วโลก รวมถึงองค์กรยูนิเซฟถึงความยากจน การโหยหาอาหาร ความหิวโหยของเด็กน้อยในแอฟริกา หรือประเทศที่อยู่ในสภาวะสงครามที่ทำให้ขาดแคลนอาหาร รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ แม้แต่ในประเทศไทยเองที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย แต่ก็ยังมีในหลายพื้นที่ห่างไกล ที่ยังขาดแคลนอาหาร อาหารไม่เพียงพอ เข้าถึงอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ ซึ่งมีให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องความสูญเปล่าทางอาหารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และลดความสูญเปล่าทางอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างความตระหนักให้กับสังคมไทยถึงความสำคัญของการลด Food Waste แม้วันนี้เรายังไม่เห็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่เด่นชัดนัก แต่เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราจะเห็นคนไทยบริโภคอาหารได้หมดจดไม่เหลือไว้โดยสูญเปล่าเพิ่มขึ้น คนไทยเลือกซื้อหรือเลือกตักรับประทานอาหารแต่พอเหมาะไม่กินทิ้งกินขว้างเพิ่มขึ้นนั้นแสดงให้เห็นถึงการ “รักอาหาร” และ “รักสิ่งแวดล้อม”มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิด “ความยั่งยืนของอาหาร” นั้นขึ้นเอง

นอกจากนี้ ซีพีแรมยังได้เปิดเพจ Facebookที่ชื่อว่า “สังคมไทย ไร้ Food Waste” พร้อมกันนี้ยังได้เปิดกลุ่ม ที่ชื่อว่า “กินหมดจด ไร้ Food Waste” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและแชร์ไอเดีย ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการลดความสูญเปล่าทางอาหาร หรือ Food Waste ซึ่งเป็นการขยายผลสู่ทุกกลุ่มคนในสังคม โดยจะมีการให้ความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงจัดแคมเปญในการร่วมแบ่งปันไอเดียและมีการมอบรางวัลให้ผู้โชคดีที่มาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจได้ที่ Facebook :“สังคมไทย ไร้ Food Waste”

เผยผลสำเร็จโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ซีซั่น 4 ภูมิคุ้มกันสุขภาพการเงินพ่อค้าแม่ค้าช่วงโควิด-19 ระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541000

เผยผลสำเร็จโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ซีซั่น 4 ภูมิคุ้มกันสุขภาพการเงินพ่อค้าแม่ค้าช่วงโควิด-19 ระบาด

เผยผลสำเร็จโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ซีซั่น 4 ภูมิคุ้มกันสุขภาพการเงินพ่อค้าแม่ค้าช่วงโควิด-19 ระบาด

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อยจำกัด (มหาชน) ฮีโร่ที่อยู่เคียงข้างเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในวันที่ยากลำบาก จับมือพ่อค้าแม่ค้าพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสแห่งการค้าขาย ท่ามกลางสมรภูมิการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของเชื้อไวรัสโควิด-19 ผ่าน โครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ซีซั่น 4 โดยตลอดทั้งปีมีพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าอบรมทั่วไทยร่วม 30,000 คน สร้างโอกาส สร้างรายได้ ให้ธุรกิจยืนหยัดท่ามกลางวิกฤติ ด้วยเนื้อหาการอบรมที่เข้มข้น ลงลึกทั้งในเรื่องการวางแผนทางการเงิน เทคนิคการขาย และรูปแบบการใช้จ่ายไร้เงินสด เพื่อรองรับยุคนิว นอร์มอล

นายรอย ออกุสตินัส กุนารา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยเครดิตฯ เผยว่า จากการจุดประกายความคิด ให้องค์ความรู้ และเปิดโอกาส ทำให้ผู้เข้าอบรมในโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ซีซั่น 4 ได้มีภูมิคุ้มกันสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างดี สามารถสร้างรายได้ และยืนหยัดสู้วิกฤติจนถึงวันนี้ จากผลสำรวจกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจำนวน 45,075 ตัวอย่างทั่วประเทศเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายหดลง 70.3% และ 83.6% ไม่มีช่องทางขายผ่านออนไลน์ ซึ่งจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หนี้ครัวเรือนของคนไทย พุ่งสูงถึง83.8% แตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี และคนไทยมีความรู้ด้านการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 48.6% โดย1 ใน 3 ของคนไทยมีเงินออมต่ำกว่ามาตรฐาน

ธนาคารไทยเครดิตฯ ในฐานะเป็นสถาบันที่มีองค์ความรู้ด้านการเงิน เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมและเติมเต็มศักยภาพให้แก่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า เพื่อกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจปากท้องของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจประเทศ และเป็นลูกค้าหลักของธนาคาร ผ่านการอบรมโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ซีซั่น 4 เพื่อช่วยพลิกฟื้นธุรกิจของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าให้ดีขึ้น ด้วยเนื้อหาการอบรมที่อัดแน่นทั้งในเรื่องการวางแผนทางการเงิน เทคนิคการขายที่เข้าถึง จูงใจ กลุ่มลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆรวมถึงรูปแบบการชำระสินค้าผ่านการ รับ โอน จ่าย ด้วยการสแกน QR Code และการใช้แอพพลิเคชั่นe-Wallet ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายเงินของกลุ่มคนในยุคนิว นอร์มอล จากการจัดอบรมตลอดปี 2563 ได้รับผลตอบรับที่ดี มีพ่อค้าแม่ค้าทั่วทุกภูมิภาคเข้าอบรมร่วม 30,000 คน เพิ่มจากซีซั่นที่แล้ว 3.75 เท่า โดยโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียรซีซั่น 4 สามารถส่งเสริมให้ผู้เข้าอบรมมีวินัยในการชำระหนี้และสามารถสร้างเครดิตที่ดีได้มากถึง 95%ของจำนวนผู้เข้าอบรมทั้งหมด และยังสามารถชี้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อสร้างวินัยในการชำระหนี้และมีเครดิตที่ดีได้ถึง 53%

“จากวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเกี่ยวกับความรู้ทางการเงิน การขาย เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้มีความรู้และวินัยทางการเงิน เพื่อติดอาวุธให้พร้อมรับทุกวิกฤติที่จะเกิดขึ้น โดยซีซั่นใหม่ของโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร จะเปิดสอนทั้งระบบออนกราวนด์ และออนไลน์ เน้นความเข้มข้น เชิงลึก สอดคล้องกับสถานการณ์ และได้มาตรฐานสากล โดยหลักสูตรที่ปรับใหม่จะได้รับการรับรองจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้เข้าอบรม และเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้แกร่งยิ่งขึ้นจากฐานราก เพราะทุกคนคือคนสำคัญ”นายรอย กล่าว

ด้านพ่อค้าแม่ค้าที่ผ่านการอบรมในโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ได้นำความรู้มาปรับต่อยอด สร้างโอกาส สร้างรายได้ ให้ธุรกิจยืนหยัดสู้วิกฤติในขณะนี้ อย่าง นฤมล จันทร์อ่วม เจ้าของร้านกาแฟ จ.ระยอง เผยว่า “ใช้จ่ายเงินด้วยการสแกน QR Code ปลอดโรค ลดข้อผิดพลาด คือสิ่งที่โครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียรให้ความรู้ และเห็นได้ชัดเจนเมื่อเกิดโควิด-19 ระบาด ที่ลูกค้าเองก็ไม่อยากรับแบงก์หรือเหรียญจากแม่ค้า ร้านค้าจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และยังเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขาย เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า และยังตัดปัญหาเรื่องการทอนเงินผิด รวมถึงแบงก์ปลอม”

นฤมล โกศลเสรฐ แม่ค้าขายรองเท้า กรุงเทพฯ เผยว่า “รู้จักเก็บ รู้จักออม ด้วยบัญชีรายรับรายจ่าย คือสิ่งที่โครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียรเน้นย้ำ จะมีเงินเก็บได้ถ้ารู้จักลงบัญชีให้ถูกหลัก และถูกต้อง ยิ่งลงได้ลึก ละเอียดมากเท่าไรยิ่งทำให้รู้การเคลื่อนไหวเงินในกระเป๋าสตางค์ของเราได้ทุกวัน โดยไม่ต้องรอดูตอนสิ้นเดือน ยิ่งในช่วงโควิดระบาด บัญชีรายรับรายจ่ายเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากจริงๆ”

มัฑธนา อินทกลัด แม่ค้าอาหารตามสั่ง จ.สุราษฎร์ธานี เผยว่า “ฟู้ดเดลิเวอรี่เส้นทางสร้างรายได้เพิ่ม ที่โครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียรแนะนำให้ทำ ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาสั่งถึงที่ร้าน แต่เราพร้อมเสิร์ฟอาหารถึงหน้าบ้าน บริการที่คนยุคใหม่นิยมใช้บริการในช่วงโควิด-19 กลับสร้างรายได้ สร้างยอดขายให้เห็นทันตา”

ภูษนิพรรณ รำเพยพล เจ้าของธุรกิจคาร์แคร์ จ.บึงกาฬ เผยว่า “การบริการที่เข้าถึงใจลูกค้า คือ คีย์เวิร์ดสำคัญที่ได้จากการอบรมโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร จึงได้คิดโปรโมชั่นบริการรับส่งรถมาล้างที่ร้าน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่มีเวลา ไม่สะดวกจะนำรถมาล้างซึ่งได้รับความสนใจ และสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 30-40% ในช่วงโควิด-19”

ชุติมณฑน์ มะกล่ำขาว เจ้าของธุรกิจร้านถ่ายเอกสาร จ.เชียงใหม่ เผยว่า “โซเชียลมีเดีย สร้างงาน สร้างรายได้ คือสิ่งที่ได้รับจากการอบรมในโครงการพ่อค้าแม่ค้าพากเพียร ในช่วงโควิดจึงลองเปลี่ยนวิธีจากเดิมที่ต้องรอลูกค้ามาหาที่ร้าน เป็นร้านที่เข้าหาลูกค้าเอง ด้วยการโปรโมตร้านผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมการบริการที่ยินดีรับส่งงานเอกสาร สร้างรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นที่รู้จักของหน่วยงานราชการ โรงเรียนในละแวกนี้”

หากพ่อค้าแม่ค้าตลาดสดใดสนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tcrbank.com, http://www.facebook.com/TCRBankหรือโทรศัพท์สอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์02-6975454