เฟี้ยวฟ้าวแน่ “มิ่งขวัญ” เลือกปั้นป้อม รับดีลปรองดอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/538042

ขุนน้ำหมึก

05 ธ.ค. 2565

เฟี้ยวฟ้าวแน่ “มิ่งขวัญ” เลือกปั้นป้อม รับดีลปรองดอง

ตู่แยกวง “มิ่งขวัญ” ทิ้งพรรคเล็ก ซบ พล.อ.ประวิตร รับบทแม่ทัพเศรษฐกิจ ขอเลือกข้างผู้ชนะ จับตากลยุทธ์ลุงมิ่ง ปรับลุคลุงป้อมสุดเฟี้ยวฟ้าว เร้าใจรอรับดีลปรองดอง

หุ้น พปชร.ดีดขึ้น “มิ่งขวัญ” ทิ้งพรรคเล็ก ซบ พล.อ.ประวิตร รับบทแม่ทัพเศรษฐกิจ จับตาเซียนการตลาด ปรับลุคลุงป้อมให้ดูเฟี้ยวฟ้าว

“มิ่งขวัญ” นักการตลาดการเมือง สร้างผลงานช่วยทักษิณ ตั้งแต่ ทรท.จนถึง พท. เมื่อประยุทธ์แยกวง ลุงมิ่งก็เข้ามาอุ้มลุงป้อมทันที

ในที่สุด มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคโอกาสไทย และย้ายเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 6 ธ.ค.2565

ว่ากันว่า มิ่งขวัญ ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร อยู่หลายครั้ง ก่อนจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะมาเสริมทีมเศรษฐกิจให้กับพรรค พปชร. 

ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้แวดวงการเมืองพอควร เพราะเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2565 พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ มีมติเปลี่ยนชื่อพรรค เป็นพรรคโอกาสไทย และเลือกมิ่งขวัญ อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เป็นหัวหน้าพรรคแทนสุชิน เพียรทอง 

มิ่งขวัญ ประกาศความพร้อมที่จะเป็นผู้นำพรรคโอกาสไทย ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่หลังจากทราบข่าวเรื่องกติกาเลือกตั้ง เป็นหาร 100 และบัตร 2 ใบ มิ่งขวัญก็ถอดใจ ทิ้งพรรคเล็กไปหาพรรคใหญ่

‘เซียนการตลาด’

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “มิ่งขวัญ” ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยใช้กลยุทธ์การตลาดการเมือง หาเสียงผ่านสื่อออนไลน์ และสื่อกระแสหลัก ทำให้พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ ส.ส. 6 คน

หลังจากนั้น เส้นทางการเมืองของมิ่งขวัญหรือลุงมิ่ง ก็กระท่อนกระแท่น เพราะลูกพรรคเศรษฐกิจไทย แหกคอกไปหนุนรัฐบาลประยุทธ์ มิ่งขวัญจึงเป็นฝ่ายค้านอยู่ตามลำพัง

ก่อนที่มิ่งขวัญ จะหันมาเล่นการเมือง เขาเริ่มต้นด้วยอาชีพพนักงานฝ่ายขาย บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งไปแผนกการตลาด ประชาสัมพันธ์ โฆษณา และสื่อสารองค์กร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ 

สมัยรัฐบาลทักษิณ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แนะนำให้มิ่งขวัญมาช่วยงานรองนายกฯสมัยนั้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ โดยเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 

ผลงานของลุงมิ่งเข้าตาทักษิณ จึงมอบหมายให้นั่งเก้าอี้กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) อัพเกรดจากแดนสนธยา เข้าสู่ยุคโมเดิร์นไนน์ทีวี

สมัยพรรคพลังประชาชน ทักษิณมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และปั้นภาพลักษณ์พรรค และสมัคร สุนทรเวช จนชนะการเลือกตั้ง 

ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 ลุงมิ่ง วาดหวังว่าทักษิณ จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แต่สุดท้ายทักษิณปั้นน้องสาว-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

มิ่งขวัญลาออกจากพรรคเพื่อไทย แล้วก็หายไปจากแวดวงการเมือง กระทั่งการเลือกตั้งปี 2562 เขาก็กลับมาพร้อมกับพรรคเศรษฐกิจใหม่

 มิ่งขวัญ เข้าพรรค พปชร. จับตาลุคใหม่ลุงป้อม มิ่งขวัญ เข้าพรรค พปชร. จับตาลุคใหม่ลุงป้อม


‘ปรับลุคลุงป้อม’

เหตุปัจจัยที่ “มิ่งขวัญ” เลือกพรรค พปชร. น่าจะมาจากกรณี 2 ลุงแยกทางกัน โดยมิ่งขวัญประกาศชัดไม่เอาประยุทธ์ มาแต่แรก และอีกด้านหนึ่ง ลุงมิ่งมองว่าพรรคลุงป้อม ได้เข้าร่วมรัฐบาลสมัยหน้าแน่นอน

นอกเหนือจากการผลิตชุดนโยบายเศรษฐกิจให้พรรค พปชร. มิ่งขวัญคงต้องงัดกลยุทธ์การตลาดมาปรับลุคลุงป้อม ให้เป็นผู้นำที่มีใจบันดาลแรง และเป็นขวัญใจคนรากหญ้า

จริง ๆ แล้ว ทีมงานของ พล.อ.ประวิตร ก็พยายามจัดอีเวนท์การเมือง เสริมภาพลักษณ์ลุงป้อม ยกตัวอย่างงานแสดงแฟชั่นผ้าไหมมัดหมี่และผลิตภัณฑ์โอท็อป ที่ จ.มหาสารคาม โดยมีเป้าหมายจะให้ลุงป้อม เข้าไปอยู่หัวใจคนอีสาน แต่งานนั้น ลุงป้อมติดภารกิจส่วนตัว ยกเลิกการเดินทางไปร่วมงานกระทันหัน

ที่ผ่านมา ทีมงานอดีตนายทหารที่ใกล้ชิดลุงป้อม ก็ได้วางคิวให้ พล.อ.ประวิตร เดินสายไปตรวจราชการในต่างจังหวัด ผ่านโครงการน้ำ ซึ่งทุกจังหวัดที่ลุงป้อมลงไปก็จะมีคิวให้ชาวบ้านมาถือป้ายต้อนรับ

ภาพชาวบ้านรักลุงป้อม ยังเป็นลักษณะงานมวลชนแบบราชการ ดูจะเป็นการจัดฉากต้อนรับ ไม่เนียนตา ซึ่งนับจากนี้ไป ก็ต้องรอดูฝีมือลุงมิ่ง จะปั้นลุงป้อมให้เฟี้ยวฟ้าวได้มากน้อยแค่ไหน

คอลัมน์ …  ท่องยุทธภพ         โดย … ขุนน้ำหมึก

พท.ร้าวลึก “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” หักโจทก์เก่า เขย่าลูกกำนันเซี้ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/538020

ขุนน้ำหมึก

05 ธ.ค. 2565

พท.ร้าวลึก “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” หักโจทก์เก่า เขย่าลูกกำนันเซี้ย

ร้าวลึกแลนด์สไลด์ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” อดีตอธิบดีกรมน้ำบาดาล ปาดหน้าคู่แค้นเก่า ส.ส.เพื่อไทย สวมเสื้อสีแดง ลุยสังเวียน ส.ส.กาญจนบุรี ปะทะทายาทกำนันเซี้ย

มนต์รักแลนด์สไลด์ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล แหกโผซบค่ายคนแดนไกล ทั้งมีโจทก์เก่าเป็น ส.ส.เพื่อไทย 2 คน

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” คนแปดริ้ว ลุยสนาม ส.ส.เมืองกาญจน์ เจอกระดูกแข็งโป๊ก ผู้ใหญ่แหลม-ทายาทกำนันเซี้ย ที่ย้ายจาก พปชร.ไป ภท.

เหตุจากการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย โซนภาคกลาง กลายเป็นการสร้างปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค 

พลันที่ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ปรากฏตัวในฐานะผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 4 ในสีเสื้อเพื่อไทย จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. ก็ออกมาโวยวายว่า พรรคทำแบบนี้กับตัวเขาได้อย่างไร 

เนื่องจากก่อนหน้านี้ ส.ส.จิรายุ กับศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ มีเรื่องบาดหมางกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งเดินหน้าตรวจสอบ อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาแล้ว

มิหนำซ้ำ ปี 2564 ศักดิ์ดา สมัยเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เคยออกมาแฉว่า มีอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการบางคน ในคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ โทรมาเรียกเงิน 5 ล้านบาทแลกกับให้ผ่านงบฯ ของกรมทรัพยากรน้ำ 

จากกรณีดังกล่าว ทำให้เกิดคดีความ เมื่อศาลฎีกา รับคำร้อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ส.ส.รายหนึ่ง ในคดีฝ่าฝืนจริยธรรม

ในมุมของ ส.ส.จิรายุ ต่อการเข้ามาของศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อาจมองว่าขัดแย้งทางอุดมการณ์ แต่แกนนำเพื่อไทย คงประเมินโดยภาพรวมว่า ศักดิ์ดามีศักยภาพในการต่อสู้ที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ในสนามเลือกตั้งได้

‘อดีตมือปราบบ้านสามหลัง’

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เกิดที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา แต่มีเส้นทางราชการกว่าครึ่งชีวิตอยู่ใน จ.กาญจนบุรี สมัยที่เป็น ผอ.สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ได้จัดการผู้บุกรุกอุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ กรณีนักการเมืองปลูกบ้านริมเขื่อน 3 หลัง ซึ่งคดียืดเยื้อยาวนานถึง 15 ปี 

ตอนหลัง ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ขยับรับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีผลงานมากมาย โดยเฉพาะการปฏิวัติวงการน้ำบาดาล

ที่โด่งดังมากที่สุดคือ มีการค้นพบแหล่งน้ำพุโซดา ที่บ้านทุ่งคูณ ม.19 ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ซึ่งกระแสให้น้ำบาดาลเป็นที่กล่าวขานถึงทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ยังค้นพบแอ่งน้ำบาดาล ที่ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ถือว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจาก อ.เลาขวัญ เป็นพื้นที่หาน้ำยาก

ด้วยเหตุที่มีผลงานเรื่องแก้น้ำแล้ง และสร้างแหล่งน้ำบาดาลให้ชาวบ้านในเขต อ.บ่อพลอย, อ.เลาขวัญ และ อ.ห้วยกระเจา ศักดิ์ดา จึงเลือกสวมเสื้อเพื่อไทย ลงสนามที่เขต 4 เมืองกาญจน์

 ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ลุยหาเสียงแถวเมืองกาญจน์ มาได้พักใหญ่แล้วศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ลุยหาเสียงแถวเมืองกาญจน์ มาได้พักใหญ่แล้ว

‘ที่มั่นกำนันเซี้ย’

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เลือกสมรภูมิเขต 4 เพราะสร้างผลงานน้ำบาดาล แก้แล้งแก้จนให้คนรากหญ้า และเป็นพื้นที่เดิมของพรรคไทยรักไทย สมัยที่ กำนันหยุน-ไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร เป็น ส.ส.กาญจนบุรี ปี 2548

สมัยที่แล้ว ค่ายคนแดนไกล มอบให้พรรคไทยรักษาชาติ ส่งผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี และคัดเลือก สันติชัย จีระพัฒน์ ทนายความประจำตัวกำนันหยุน ลงสมัคร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 4

หลังพรรค ทษช.ถูกยุบ ทนายสันติชัย ก็ยังเดินพบปะชาวบ้านมาตลอด 3 ปี แต่ก็พูดไม่ออก เมื่อแกนนำพรรคส่ง ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ลงสนามแทนตัวเขา

สำหรับกาญจนบุรี เขต 4 ประกอบด้วย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือ และอ.บ่อพลอย ซึ่งสมัยที่แล้ว ผู้ใหญ่แหลม-ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ พรรคพลังประชารัฐ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขตนี้

นับแต่กำนันเซี้ย-ประชา โพธิพิพิธ มาสร้างอาณาจักรเขมประชาฟาร์ม ที่ ต.ช่องด่าน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กำนันเซี้ยก็ย้ายสนามจาก อ.ท่ามะกา มาสมัคร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 4 และเป็น ส.ส. 2 สมัยติดต่อกัน

เมื่อไร้เงากำนันเซี้ย ก็เป็นหน้าที่ผู้ใหญ่แหลม-ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ จะรักษาที่มั่นเขต 4 ในสีเสื้อตัวใหม่ พรรคภูมิใจไทย

ศึกบ่อพลอย-เลาขวัญ สมัยหน้า จึงดุเดือดแน่ เพราะคนหน้าใหม่อย่างศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้แต้มต่ออุ๊งอิ๊ง-แลนด์สไลด์ ส่วนลูกกำนันเซี้ย ก็แพ้ไม่ได้

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ         โดย … ขุนน้ำหมึก

9 ปี ข้าวอิ่ม มหาสารคาม ช่วยชาวนาปลดหนี้ทั้งหมู่บ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538028

05 ธ.ค. 2565

9 ปี ข้าวอิ่ม มหาสารคาม  ช่วยชาวนาปลดหนี้ทั้งหมู่บ้าน

9 ปี ข้าวอิ่ม มหาสารคาม “กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า” จุดประกายความคิด ช่วยชาวนาปลดหนี้ทั้งหมู่บ้าน

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวภายหลัง ลงพื้นที่เกี่ยวข้าวร่วมกับชาวนาบ้านหนองหิน จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นแปลงนาที่นายกรณ์ ได้ริเริ่มโครงการ “ข้าวอิ่ม” เมื่อ 9 ปีที่แล้ว 

9 ปี ข้าวอิ่ม มหาสารคาม  ช่วยชาวนาปลดหนี้ทั้งหมู่บ้าน

โดยนายกรณ์ กล่าวว่า “ข้าวอิ่ม” ซึ่งตนได้ริเริ่มตั้งแต่ปี 2556 ที่ หมู่บ้านหนองหิน จ.มหาสารคาม ด้วยการเปลี่ยนข้าวที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก มาเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ จนได้รางวัลพันธุ์ข้าวยอดเยี่ยมระดับประเทศ

เกิดการต่อยอดข้าวเป็นสินค้าพรีเมียมประจำจังหวัด ด้วยรสชาติของข้าวมหาสารคามที่อร่อยที่สุดในโลก และกำลังขยายผลเพิ่มมูลค่าสินค้าอีกหลายชนิด ทั้งข้าวพองธัญพืช รสชาติอร่อยมาก

9 ปี ข้าวอิ่ม มหาสารคาม  ช่วยชาวนาปลดหนี้ทั้งหมู่บ้าน

 รวมไปถึงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบำรุงผิว สบู่ ฯลฯ ช่วยให้เกษตรกรปลดหนี้ มีเงินเก็บ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายกรณ์ กล่าวว่า ดีใจมากที่ปีนี้ ข้าวอิ่ม ได้รับรางวัล ข้าวคุณภาพอันดับที่ 3 ของประเทศ ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดา จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่รวมตัวกันด้วยความกล้าหาญ เปลี่ยนวิถีการปลูกข้าว เริ่มต้นจาก 7 ครัว เรือนปัจจุบันเพิ่มเป็น 171 ครัวเรือน ในพื้นที่นา 1,783 ไร่ 

ทำให้เห็นถึงความตั้งใจ และอดทน จนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ และได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ทั้งรถเกี่ยวข้าว โรงสีชุมชน เครื่องบรรจุสุญญากาศ ฯลฯ 

นับเป็นโอกาสที่ดีที่เกษตรกรจะได้ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้น่าซื้อ มากยิ่งขึ้น

9 ปี ข้าวอิ่ม มหาสารคาม  ช่วยชาวนาปลดหนี้ทั้งหมู่บ้าน

นายกรณ์ เล่าถึงที่มาของโครงการข้าวอิ่ม ว่า เกิดจากที่ตนได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เคยรับสั่ง กับ “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เมื่อปี 2524 หรือราว 30 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงให้ข้อคิดว่า ข้าวแทนที่จะขายเป็นถุงหรือเป็นกระสอบ ความจริงน่าจะนำมาทำแพกเกจจิ้ง ทำเรื่องการตลาด ซึ่งจะทำให้ราคาสูงขึ้นได้ ขณะที่ช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้  

“หลังจากที่ได้อ่าน เลยตัดสินใจลงมือปฏิบัติตาม แม้จะช้าไปถึงเกือบ 30 แต่ก็ได้พยายามทำตามแนวพระราชดำรัสด้วยการทำ “ข้าวอิ่ม” กับชาวบ้านในจังหวัดมหาสารคามเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เพราะเห็นว่าราคาข้าวตกตํ่ามาก

 จึงชักชวนให้ชาวนาขายข้าวถุงโดยตรงผู้บริโภค แทนที่จะขายข้าวเปลือกให้กับโรงสี ด้วยสมมติฐานว่าจะเป็นการตัดขั้นตอนเพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น” นายกรณ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวต่อว่า ตอนนั้นตนบอกกับชาวนาว่า สามารถให้ราคาได้ 20,000 – 25,000 บาท แต้ต้องอยู่บนเงื่อนไขสำคัญคือ 1. คุณภาพสินค้าต้องดี เพราะผู้บริโภคมีสินค้าให้เลือกเยอะ 2. ทุนหมุนเวียนต้องมี เพราะการขายปลีกหมายถึงรายได้จะค่อยๆ เข้ามาตามที่ขายได้ ต่างกับการเหมาขายให้โรงสีที่จะมีเงินเข้ามาเป็นเงินก้อนทันที และ 3. ต้องเข้าถึงตลาดได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด 

ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่ง่าย และมีประเด็นที่ท้าทายมากมาย เช่น 1.ชาวนาต้องรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพและพร้อมที่จะเสี่ยง 2. การขายข้าวให้ได้ราคาต้องเป็นข้าวมีคุณภาพ ทั้งพันธุ์ข้าวและวิธีการปลูกที่ควรปลอดการใช้สารเคมี การโน้มน้าวให้ชาวนาเปลี่ยนกรรมวิธีการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ 3. เรื่องทุนสำคัญมาก เพราะชาวนารายเล็กจะยากจน เขารอรับเงินไม่ได้ และพร้อมขายเหมาถูกๆ เพื่อแลกกับการได้เงินเร็ว  

4. เราขาย “ข้าวอิ่ม” ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ชาวนาทุกคนมีช่องทางแบบนี้ 

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งก็ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะสุดท้ายชาวบ้านก็สามารถรวมตัวกันได้ เพียง 7 ครัวเรือน แต่สิ่งที่ชาวนา จ.มหาสารคามได้เปรียบคือ คุณภาพข้าวในพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งกุลา ถือเป็นข้าวเกรดเอของไทย ที่ชาวโลกนิยมว่าอร่อยที่สุดใน 

นอกจากนี้การจะขายสินค้าระดับ premium หรือสร้าง brand ขึ้นมาได้ 1.ของทุกคนต้องดี 2.ผู้บริโภคต้องมั่นใจว่า สินค้าที่ซื้อเป็นของแท้ 3.ต้องมี packaging มีเรื่องราวที่มาของสินค้า นั่นจึงเป็นที่มีของการทำ แพคเกจจิ้ง ที่ดูดี มีเรื่องราที่มีความเป็นอัตตลักษณ์ในท้องถิ่น เริ่มต้นจาก ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จากจังหวัดมหาสารคาม ปลูกแบบพรีเมียมอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 9 บรรจุแพคเกจ “กระจูดสาน” จากป่าพรุภาคใต้ และ “ถุงผ้าขาวม้าทอมือ” จากกลุ่มแม่บ้านชาวนาสารคาม 

ยิ่งไปกว่านั้น ปีนี้พิเศษกระเป๋ากระจูดผสมผสานผ้าบาติก เขียนมือทุกผืน อัตลักษณ์ดั่งเดิมกว่า 20 ปี จากบ้านบ่อแร่ จังหวัดภูเก็ต มาเพิ่มมูลค่าเป็นกระเป๋าบรรจุภัณฑ์ จึงรวมเป็นแพคเกจจิ้งที่มีเรื่องราว และความงดงาม เพิ่มมูลค่า ช่วยชาวบ้านเพิ่มรายได้ทั้ง 3 จังหวัด 2 ภูมิภาค น่าซื้อหามาเป็นของขวัญ ของฝาก ในโอกาสต่าง ๆ 

อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ กล่าวว่า เรื่องของผลผลิต มั่นใจว่าชาวบ้านทำได้ทุกอย่าง ขอให้รัฐบาลเข้าไปช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ให้คำชี้แนะ แต่สิ่งที่ชาวบ้านขาด และรัฐบาลเองก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรคือการหาตลาด เกษตรกรเขาต้องการพึ่งพาตรงนี้มากที่สุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ตลาดการค้าขายออนไลน์ บูมขึ้นมาก สามารถขยายผลสินค้าได้ในหลาย ๆ ช่องทางการให้ความรู้ ความเข้าใจและวิธีการเข้าถึงลูกค้า จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก 

ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้า ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยมีนโยบายเศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็กมาที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อยู่พรรคกล้า จนมาถึงพรรคชาติพัฒนากล้า ก็ยังคงเน้น และเดินสายให้ความรู้ กับ ชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ด้วยหวังจะเพิ่มโอกาสให้กับ เกษตรกร ในการขายผลผลิต ออกสู่ท้องตลาด ผลผลิตดี ถ้าขายไม่ได้ สุดท้ายชาวบ้านก็ต้องหันไปใช้วิธีการเดิม ที่ขายผลผลิตได้ แม้ในราคาที่ต่ำกว่าก็ตาม 

9 ปี ข้าวอิ่ม มหาสารคาม  ช่วยชาวนาปลดหนี้ทั้งหมู่บ้าน

ด้านนางจิราภรณ์ อินทะสร้อย ชาวนา บ้านหนองหิน ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสารคาม กล่าวถึงถึงเหตุผลของการตัดสินใจ เปลี่ยนวิถีปลูกข้าวแบบเดิม มาเป็นเกษตรอินทรีย์ จากคำแนะนำของ “กรณ์ จาติกวณิช” ว่า เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำเหลือเพียงเกวียนละ 8,000 กว่าบาท ชาวนามีหนี้สินสะสมเกือบทั้งหมู่บ้าน แต่ไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไร จึงต้องอยู่ในวังวนกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนปลูกข้าวไม่รู้จักจบสิ้น 

เพราะทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ราคาพุ่งสูงขึ้น ชาวนาบางรายได้รับผลพวงจากการสัมผัสสารเคมี เจ็บป่วย ล้มตายก็มีไม่น้อย คุณภาพชีวิตย่ำแย่ ดินเสื่อมจากปุ๋ยเคมี ผลผลิตตกต่ำ ข้าวไม่ได้น้ำหนัก และไม่ได้ราคา ทั้งที่ข้าว จ.มหาสารคาม ฝรั่งบอกว่าอร่อยที่สุดในโลก  

นางจิราภรณ์ เล่าต่อว่า เมื่อคุณกรณ์ ลงพื้นที่มาแนะนำกลุ่มชาวนา ให้ทำเกษตรอินทรีย์ ภายใต้ “โครงการเกษตรเข้มแข็ง” เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เราก็มาคุยกันในหมู่บ้าน นั่งฟังแล้วเกิดความคิดว่า ในเมื่ออยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เราน่าจะลองทำเกษตรวิถีใหม่ ตามที่คุณกรณ์แนะนำ จึงมีคนเห็นด้วยและพร้อมที่จะลุยกัน 7 ครอบครัว จึงได้จดจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวอินทรีย์บ้านหนองหิน และทำกันจริงจัง แบบหักดิบ 

“ตอนนั้น ก็มีคนหัวเราะเราว่า ข้าวไม่ใส่ปุ๋ยจะโตได้ยังไง เราก็ไม่ท้อนะ ลงนาพลิกฟื้นผืนดินใหม่ ทำปุ๋ยหมักจากขยะ ปีแรกขาดทุน แต่เราเข้าใจว่าเป็นช่วงปรับดิน แต่พอเข้าปี 2 เริ่มดีขึ้น พอปี 3 เราได้กำไรเลย ข้าวเริ่มดีมีน้ำหนัก ขายได้ราคาจากตันละ 8,000 เป็นตันละ 20,000 – 25,000 บาท เพิ่มขึ้นมา 3 เท่าตัว 

ชาวนาที่มีหนี้มีสิน เริ่มปลดหนี้ปลดสินกันได้ และปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 9 กลุ่มของเราได้รับรางวัลข้าวคุณภาพเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ ไม่ว่ารัฐจะมีโครงการอะไรเข้ามาเราก็สมัครเข้าร่วมหมดตอนนี้ เราเลยมีทั้งรถเกี่ยวข้าว โรงสีชุมชน เครื่องบรรจุสุญญากาศ ฯลฯ ทำให้เราพัฒนาการผลิตได้อย่างเต็มที่ 

อย่างพี่เองแต่ก่อนก็หนี้สินรวมราว ๆ 3 ล้าน จนเหลือไม่กี่แสนแล้ว นอกจากปลดหนี้ เราก็ยังมีเงินได้กิน ได้ใช้ และได้ส่งลูกเรียนจนจบ” นางจิราภรณ์ กล่าว 

สำหรับ “ข้าวอิ่ม” เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องปลอดสารฯ คัดพิเศษ ประกอบไปด้วย ข้าวกล้องพันธุ์พื้นเมืองจากทุ่งกุลาร้องไห้ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอม มะลิแดง และข้าวหอมนิล ผสมกันบรรจุอยู่ใน ถุงสุญญากาศอย่างดี โดยมีกลุ่มชาวนาเป็นผู้ดูแลขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ ปลูกเอง เกี่ยวเอง ดูแลการ สีข้าวเอง และแพ็กใส่ถุงเอง 

ทำให้ ผู้ซื้อยังมั่นใจได้ว่ามีส่วนร่วม โดยตรงในการช่วยเหลือให้วิถีชีวิตชาวนามี ความยั่งยืน และยังได้บริโภคข้าวที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษอีกด้วย

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 096-672-2093 , LINE :@immrice ( lin.ee/6e30PFp)

หรือ inbox เพจ https://www.facebook.com/immrice

ชูวิทย์ โพสต์ รำลึก’วันพ่อ’ ทำบุญบริจาครถห้องเย็นให้โรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537989

05 ธ.ค. 2565

ชูวิทย์ โพสต์ รำลึก'วันพ่อ' ทำบุญบริจาครถห้องเย็นให้โรงพยาบาล

ชีวิตใกล้ความตาย ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์’ โพสต์ให้กำลังใจคนเป็นพ่อทุกคน เนื่องในวันพ่อ ชวนทำความดีเมื่อยังมีโอกาส

ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์รำลึกวันพ่อมีเนื้อหาว่า  แด่พ่อทุกคน…5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ
เมื่อ 30 ปีก่อนเคยสร้าง ป้อมตำรวจไว้รวม 75 ป้อม ทั่วกรุงเทพฯ ในนาม มูลนิธิต้นตระกูล กมลวิศิษฎ์ถึงวันนี้ ได้จัดทํา รถเย็นขนย้ายศพ ให้กับโรงพยาบาลเพื่อความสะดวกเพราะหากไม่มีแอร์ จะมีกลิ่น และไม่เหมาะสมกรณีอาจมีรถฉุกเฉินไม่เพียงพอ หรือเป็นการขนเฉพาะผู้ตายในต่างจังหวัด จึงจำเป็น

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร ยิ่งใหญ่แค่ไหน รวยล้นฟ้า มีกิจการเป็นแสนล้าน กินอาหารมื้อละหมื่น กินไวน์ขวดละแสน นั่งรถโรลส์รอยซ์ อยู่บ้านราคาหลายร้อยล้านหรือเป็นยาจกเข็ญใจ เร่ร่อน เก็บคุ้ยเศษขยะหากินประทังท้องไปวันๆ

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์

ทุกคนล้วนต้องนั่งรถเย็นติดแอร์คันนี้เป็นครั้งสุดท้าย พระถึงบอก ที่ใกล้สุด ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหาย แต่คือความตาย
ก่อนร่างกายเน่าเปื่อยกลายเป็นผีจึงได้เริ่มสร้าง รถขนศพ ด้วยสาเหตุที่ขณะติดคุก ได้เป็นผู้ช่วยอยู่ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เก็บศพคนคุกป่วยไข้ตาย ไม่ว่า มะเร็ง เอดส์ หรือสารพันโรคต่างๆ อยู่เกือบปีเก็บศพคนคุกไปร่วม 80 ศพจนในคุกตั้งฉายาว่า ป๋าชูเก็บศพได้เห็นทุกขเวทนาของคนที่ ก่อนตายไร้ญาติขาดมิตร ถูกจองจำ ลืมตาโพลงตายไปทั้งที่มีตรวนล่ามขาอยู่


คิดในใจอยู่ตลอดว่า หากมีโอกาสจะทำรถติดแอร์ขนศพแบบนี้ให้ เพราะเก็บศพคนคุกแล้ว มารอรถปอเต็กตึ้ง หรือร่วมกตัญญู เข้ามารับต่อ กลิ่นออก เพราะไม่มีแอร์ไว้อยู่หลังรถกระบะแถมบางทีก็มีเพื่อนตายติดรถมาก่อนแล้วด้วยโดยหาก เป็นโรงพยาบาลที่มีรถแบบนี้อยู่แล้ว ก็ให้เป็นเงิน แต่เน้นที่ กายวิภาคศาสตร์
เพราะผู้ที่ตายยังอุตส่าห์ทำคุณประโยชน์ มอบร่างเป็น อาจารย์ใหญ่ ให้นักศึกษาแพทย์ไว้ศึกษาจริง 

ของฝรั่งใช้หุ่นทดลอง ไม่มีใครเขาบริจาคแบบไทย ถึงขนาดต้องมาดูงานเอาก็มี ตัวเองเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ตายเป็นผีก็มอบร่างไว้ที่ โรงพยาบาลศิริราช เช่นกัน โดยบริจาคอยู่ประจำให้กับ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ไปปีละ 2 ล้านบาท มา 2 ปีแล้ว รวม 4 ล้านบาทระยะหลังทำ รถห้องเย็นให้ เพราะอากาศร้อนหากไปรับอาจารย์ใหญ่ถึงต่างจังหวัดไกลๆ ใช้เวลานานจะเดือดร้อน เพราะกลิ่นมันแรงตอนตาย

จากประสบการณ์เก็บศพ  แล้วแต่คน บางคนตายไม่ถึง 2 ชั่วโมง กลิ่นโชยคลุ้งแล้ว คันแรก บริจาคให้โรงพยาบาลศิริราช
คันที่สอง บริจาคให้โรงพยาบาลธรรมศาสตร์คันนี้เป็นคันที่สาม บริจาคให้โรงพยาบาลตำรวจ ส่วนโรงพยาบาลใดต้องการ แจ้งความประสงค์ได้ ยินดีทําให้มูลค่ารถพร้อมห้องเย็น คันละประมาณ 1 ล้านบาท

ชูวิทย์บอกว่าเขามีเงินไม่มาก แต่ใช้เงินอย่างระมัดระวังเสมอ มีน้อยใช้น้อย มีมากเหลือเก็บไว้ทำบุญบ้างกุศลผลบุญในครั้งนี้ขอมอบให้กับพ่อทุกคน เพราะวันนี้เป็นวันพ่อแห่งชาติ มอบรถคันที่ 3 ให้ โรงพยาบาลตำรวจ แผนกนิติเวชดังนั้น ไม่ว่าเป็นพ่อที่ยากดีมีจน ขอให้สร้างคนปั้นลูกให้เป็นผู้รู้จักแบ่งแยกชั่วดีเลวความเป็นพ่อนั้น จึงเป็นภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่เหนือหน้าที่อื่นใด

ขอให้พ่อทุกคนมีกำลังใจเข้มแข็ง เพราะในสุภาษิตพจนานุกรมฉบับ ชูวิทย์ บอกไว้เสมอว่า ชีวิตกับสู้เป็นของคู่กัน ชีวิตที่ไม่สู้ ย่อมเป็นชีวิตที่ปราศจากรสชาติ ฝากเอาไว้ถึงพ่อทุกคน

“นายกฯ” นำ ครม. – ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537985

05 ธ.ค. 2565

"นายกฯ" นำ ครม. - ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”

“นายกรัฐมนตรี” คณะรัฐมนตรี พร้อมด้วย ประชาชน ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 189 รูป น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9 วันชาติ และ “วันพ่อแห่งชาติ” 5 ธ.ค. 2565

5 ธ.ค.2565  ที่บริเวณท้องสนามหลวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร 189 รูป เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค. 2565 

"นายกฯ" นำ ครม. - ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”“นายกฯ” นำ ครม. – ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”

โดยนิมนต์ สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และสามเณร รวม 189 รูป รับบาตร ซึ่งในพิธีมีคณะองคมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี หน่วยราชการในพระองค์ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ  ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียง

"นายกฯ" นำ ครม. - ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”“นายกฯ” นำ ครม. – ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”

"นายกฯ" นำ ครม. - ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”“นายกฯ” นำ ครม. – ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”

จากนั้นเวลา 8.30 น.   นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มและถวายบังคม เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2565 ณ

"นายกฯ" นำ ครม. - ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”“นายกฯ” นำ ครม. – ปชช. ทุกภาคส่วน ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 189 รูป “วันพ่อแห่งชาติ”

และในช่วงเย็นเวลา 17.00 น.   นายกรัฐมนตรีและภริยา เข้าร่วมในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

“อุตตม” เผยวิธี 5 สร้าง พัฒนาชีวิตชายแดนใต้ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537961

04 ธ.ค. 2565

"อุตตม" เผยวิธี 5 สร้าง พัฒนาชีวิตชายแดนใต้ดีขึ้น

“อุตตม” เผย ทรัพยากรธรรมชาติชายแดนใต้สมบูรณ์ แต่ปากท้องชาวบ้านยากจนสูง ชู 5 สร้าง พัฒนาชีวิตคนในพื้นที่ให้ดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เนื้อหาดังนี้

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะพรรคสร้างอนาคตไทยได้เดินทางไปพบปะพี่น้องชาวจังหวัดนราธิวาส เพื่อแนะนำตัวผู้แสดงเจตจำนงลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ในนามพรรคฯ พร้อมกับพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่น้อง ถึงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของชาวนราธิวาส รวมทั้งพื้นที่อื่นๆใน 3 จังหวัดชายแดนใต้  

ทั้งนี้เป็นที่รับรู้ว่าพื้นที่ชายแดนใต้มีต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมถึงต้นทุนทางวัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ที่ตั้งติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน สามารถสร้างประโยชน์จากการค้าขายชายแดนได้เป็นอย่างดี แต่กลับพบว่าประชาชนในพื้นที่มีปัญหาความยากจนสูง โดยเฉพาะนราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำที่สุดของประเทศ  
 

ผมได้นำเสนอต่อพี่น้องว่า พรรคฯมีนโยบาย “5 สร้าง” ที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้อย่างลงตัว โดยเราต้องเชื่อมโยงทุกมิติของการพัฒนา

-สร้างความเข้มแข็งในชุมชนฐานราก

-สร้างการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ

-สร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้สามารถดึงทรัพยากรในพื้นที่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และการดำเนินงานทั้งหมดนี้ต้องสอดรับกับบริบทและความเป็นอัตลักษณ์ที่แตกต่าง บนพื้นฐานของการให้ความเคารพในความเป็นพหุวัฒนธรรม และความมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ สนับสนุนสังคมเอื้ออาทร และการเมืองที่สร้างสรรค์

ยกตัวอย่างพื้นที่ชายแดนใต้มีความเหมาะสมต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาล แต่ที่ผ่านมายังมีข้อจำกัด ทั้งนี้เนื่องจากผู้ประกอบการฮาลาลในพื้นที่ร้อยละ 90 เป็นรายเล็กรายกลางหรือเอสเอ็มอี พรรคฯจึงเห็นว่าควรจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ขึ้นมาโดยตรงในพื้นที่ เพื่อมุ่งส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเหล่านั้นเข้มแข็งขึ้น พร้อมกับเชื่อมโยงแหล่งผลิตในชุมชน ดูแลครบวงจรทั้งการพัฒนา ส่งเสริมสิทธิประโยชน์ และการตลาด ซึ่งเป็นรูปแบบคล้ายๆกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาล ของประเทศมาเลเซียที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก 

-สนับสนุนให้เศรษฐกิจชุมชนมีความมีความเข้มเข็ง นอกเหนือจากยึดโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนแล้ว ยังต้องยกระดับสู่การเกษตรยุคใหม่ ส่งเสริมให้เกิดการผลิตชุมชนที่นอกจากตอบสนองอุตสาหกรรมฮาลาลแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้ชุมชนดึงศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ชายแดนใต้มีของดีมากมาย ยกตัวอย่างที่วันนี้รู้จักกันดี เช่น ปลากุเลาเค็ม ไก่เบตง ลองกองตันหยงมัส ส้มโชกุน และอื่นๆอีกมากมาย ที่ผ่านมาต้องรอลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าในพื้นที่ ทำไมเราไม่เอาของดีเหล่านั้นออกสู่ตลาดภายนอกให้มากขึ้น พรรคฯจึงเสนอที่จะจัดทำแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เพื่อให้เกษตรกรเอาของดีที่มีอยู่ขายผ่านออนไลน์ ส่งออกไปนอกพื้นที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  

ที่ผ่านมาคนไทยต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมที่สูงให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติ จึงเป็นการดีกว่าที่จะมีแพลตฟอร์มของไทยเอง เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร แต่มุ่งช่วยยกระดับความรู้คนไทยให้เข้าสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล 
 

-สร้างความพร้อมให้คนไทยและผู้ประกอบการไทย ก้าวไปขายบนแพลตฟอร์มระดับโลกต่อไป เท่านั้นยังไม่พอพรรคฯเสนอให้ทุกชุมชนในพื้นที่ต้องเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตอย่างทั่วถึง เพราะอินเตอร์เน็ตมีความจำเป็นทั้งด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ ถือเป็นสาธารณูปโภคที่คนไทยพึงมีอย่างเท่าเทียมเพื่อให้ก้าวทันโลก  

นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมยังต้องยึดโยงการพัฒนาคน ให้มีความรู้ความสามารถเป็นแรงงานที่ตอบสนองภาคอุตสาหกรรม เรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เราต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากความขัดสนด้านการเงิน ความขัดสนด้านความรู้ข้อมูล ซึ่งต้องเริ่มที่การศึกษา ยกตัวอย่าง หากจะทำให้การศึกษาในพื้นที่มีประสิทธิภาพ ต้องเข้าใจว่าเด็กๆในพื้นที่เติบโตขึ้นมากับภาษาถิ่นมาลายู เราจึงต้องสนับสนุนให้มีหลักสูตรทวิภาษา รวมทั้งต้องให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี

นอกจากนี้พรรคฯยังมีนโยบายสนับสนุนคนเก่งด้วยการตั้ง “กองทุนการศึกษาพัฒนาบ้านเกิดเต็มพื้นที่” ส่งเสริมคนเก่งให้ได้เรียนสูงสุดถึงปริญญาเอก มีเงื่อนไขเพียงแค่ต้องเป็นสาขาที่ตอบสนองการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิด 
ขณะเดียวกันการพัฒนาคน จำเป็นที่ต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ที่ผ่านมาจากสถิติในนราธิวาสพบดัชนีการอยู่รอดของทารกและแม่ที่ตั้งครรภ์ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดเราควรแก้ไขเรื่องนี้ พรรคฯมีนโยบายสวัสดิการ “ส่งเสริมสุขภาวะเด็กทั่วหน้า” เพื่อให้เด็กเติบใหญ่ขึ้นอย่างมีคุณภาพ โดยสนับสนุนงบประมาณตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่นช่วยเหลือการบำรุงครรภ์ ค่าคลอด และการดูแลทารก โดยส่งเงินถึงมือแม่ผ่านแอปพลิเคชั่น เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีนโยบายเพิ่มพูนทักษะให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อช่วยทำโครงการดูแลมารดาและทารกเต็มรูปแบบ ซึ่งที่ผ่านมาอสม.ได้รับการยกย่องว่าช่วยเหลือภารกิจรัฐได้อย่างดี การเพิ่มความรับผิดชอบนั้นก็ควรพิจารณาค่าตอบแทนที่สอดรับกับตัวชี้วัดความสำเร็จด้วยเช่นกัน 

แนวคิดทั้งหมดนี้ พรรคฯมองเห็นว่าจำเป็นต้องยึดโยงกับการกระจายอำนาจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ของท้องถิ่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา รวมทั้งสาธารณสุข ดังที่ผมกล่าวมาข้างต้นว่า การพัฒนาในพื้นที่ที่มีความเป็นอัตลักษณ์สูง ต้องอยู่บนพื้นฐานความเคารพในพหุวัฒนธรรม และความมีส่วนร่วมในพื้นที่ โดยพรรคฯพร้อมร่วมกับพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศขับเคลื่อนแนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทย มุ่งสู่การพัฒนาที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้อย่างแท้จริง

“ประชาธิปัตย์” ให้เวลา “อนุทิน” 7 วัน หาหลักฐาน ปมจัดฉากเด็กพี้กัญชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537951

04 ธ.ค. 2565

"ประชาธิปัตย์" ให้เวลา "อนุทิน" 7 วัน หาหลักฐาน ปมจัดฉากเด็กพี้กัญชา

“ประชาธิปัตย์” สวนแรง ไม่ปัญญาอ่อนจัดฉากเด็กพี้กัญชาริมชายหาด จ.ระยอง ให้เวลา “อนุทิน” หาหลักฐาน 7 วัน ไม่เช่นนั้นต้องรับผิดชอบ ซัดอย่าโยนขี้ขวางทาง แก้กฎ “กัญชาเสรี” ทั้งที่หลายฝ่ายักท้วง

กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวหา นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ว่า มีการจัดฉากให้ ให้คนมาถ่ายรูปเด็กกำลังพี้กัญชาที่ริมชายหาดพัทยา เพื่อต้องการให้มีประเด็นในทางการเมือง


ล่าสุดนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โต้กลับว่า คงไม่มีใครปัญญาอ่อนไปจัดฉาก ซื้อบ้องกัญชา มาให้เด็กพี้กัน เพื่อเอามาเป็นประเด็นห่ำหั่นกันในทางการเมือง นักการเมืองที่ดีที่มีจิตสำนึกไม่มีใครทำกันอย่างแน่นอน แค่คิดก็แย่มากแล้ว การกล่าวหาเช่นนี้ในทางการเมืองเสียหายมก ชัดเจนว่า เพื่อเป็นข้ออ้างข้อแก้ตัวให้กับนโยบาย “กัญชาเสรี” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวมที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ 

กรณีเด็กพี้กัญชา เริ่มต้นมาจากการนำเสนอข่าวมาจากสื่อมวลชน จากนั้นนพ.บัญญัติ ในฐานะ ส.ส. ติดตามเรื่องนี้และนำแถลงเพื่อหาทางในการแก้ปัญหา 

“พรรคภูมิใจไทยต้องหาหลักฐานมาว่า นพ.บัญญัติ จัดฉากอย่างไร ทำด้วยวิธีการไหน ให้เวลา 7 วัน ถ้าครบกำหนดยังหาหลักฐานไม่ได้ คนพูดก็ต้องแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้ ” นายราเมศกล่าว

นายราเมศ มองว่า นาทีที่ผ่านมาบอกจัดฉาก นาทีต่อมารับว่ามีปัญหา ถ้าอยากแก้ กลับโยนมาที่พรรคประชาธิปัตย์ให้โหวตผ่านร่าง ทั้งๆที่ มีหลายฝ่ายท้วงติง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พยายามบอกว่า ขอให้รอบคอบรัดกุม ครอบคลุมการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ถ้าปล่อยให้ร่างกฎหมายผ่านไปเยาวชนคนไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคต วันข้างหน้าเดินไปตรงไหนเห็นแต่เด็กสูบกัญชา กระทบการเรียน คนที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายจะละอายใจมาก ยกเว้นนักการเมืองที่ไม่มีจิตสำนึกก็จะหาข้ออ้างไปเรื่อย พร้อมย้ำ กัญชาเสรี นักการเมืองอย่านิ่งดูดายสังคม

ส่วนความสัมพันธ์ ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ในทางการเมืองต้องต่อสู้กันอยู่แล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่ควรมาท้าทาย แต่หลักการต่อสู้อยู่บนระบอบประชาธิปไตย ต่อสู้กันด้วยหลักสุจริต ต่อสู้กันด้วยนโยบายที่ดีเป็นประโยชน์ต่อสังคม ท้ายที่สุดเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ

‘ปลัดมท.’ชู5ธ.ค.วันดินโลก ตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน ‘คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696296

'ปลัดมท.'ชู5ธ.ค.วันดินโลก ตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน 'คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน'

‘ปลัดมท.’ชู5ธ.ค.วันดินโลก ตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน ‘คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน’

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.34 น.

‘ปลัดมท.’ ชู5ธ.ค.ทั้งประเทศ ประกาศเจตนารมณ์รณรงค์สร้างตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน เดินหน้า ‘คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน’ สร้างสรรค์ความสมดุลธรรมชาติ-ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ให้ ‘ไทย’เป็น ‘แผ่นดินทอง’

5 ธันวาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการจัดงานพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันพ่อแห่งชาติ” ซึ่งในทุกจังหวัด ทุกอำเภอได้มีการจัดกิจกรรมนำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งมีทั้งการประกอบพิธีทางศาสนา พิธีสวดพระพุทธมนต์ พิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พิธีร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง การบริจาคโลหิต ฯลฯ

นอกจากนี้ วันที่ 5ธ.ค. ยังเป็นวันสำคัญของประชาคมโลกอีกด้วย นั่นก็คือ วันดินโลก หรือ World Soil Day โดยในปี พ.ศ. 2565 (2022) นี้ มีการรณรงค์ให้คนทั่วทั้งโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของดิน ภายใต้หัวข้อ Soils, where food begins หรือ อาหารก่อกำเนิดเกิดจากดิน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มีการประกาศเจตนารมณ์ ว่าจะร่วมส่งเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้คนในชาติได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของดินเเละหันมาอนุรักษ์ทรัพยากรดิน รวมถึงฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ สร้างระบบนิเวศที่สมดุล ช่วยกันทำให้ดินแดนมาตุภูมิของพวกเรากลายเป็นผืนแผ่นดินทองดั่งที่โบราณว่าไว้ ว่าเราคือ อู่ข้าวอู่น้ำของโลก

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ปวงพสกนิกรชาวไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และจดจารึกไว้ในดวงใจอย่างมิเสื่อมคลายกว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ปวงประชาว่า ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรมทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ สร้างความผาสุกร่มเย็นให้แก่ชาติบ้านเมือง ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านผ่านการทุ่มเทพระวรกายสร้างสรรค์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 5,151 โครงการ พร้อมเเนวราชดำรัสอีกมากมาย เพื่อให้คนไทยได้ถอดรหัสนำมาประยุกต์ใช้จนกลายเป็นวิถีชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของพี่น้องประชาชนคนไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชปณิธานที่แน่วแน่ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด มุ่งสู่การทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานพระราชปณิธาน ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งนัยยะที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy :SEP) คือ ต้องรู้จัก ความพอดี พอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการมีความรู้เเละคุณธรรม

กล่าวโดยสรุปคือ เราต้องรู้จักตัวเอง และประมาณตนว่า ตัวเองมีฐานานุรูปอย่างไร มีเงินเดือนเท่าไร มีหน้าตาทางสังคมอย่างไร ก็ต้องใช้ชีวิตให้พอดีแก่ฐานานุรูปแห่งตนซึ่งสามารถก้าวหน้าได้ คือ การเติบโตในทุกด้าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งเเวดล้อมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ส่วนคำว่า มีเหตุมีผล ทุกท่านคงเข้าใจความหมายดีอยู่เเล้ว ว่าต้องอยู่ในหลักความพอดี หากมีความจำเป็นต้องซื้อทรัพย์สิน ก็อย่าให้เดือดร้นจนเกินตัว ต่อมาคือมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะต้องรู้เท่าทันโลกเเละรู้จักพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เช่นในปัจจุบันกระเเสพลวัตรก็เปลี่ยนเเปลงไปโลกของเราทุกอย่างคือความรวดเร็วเป็นยุคที่เรียกว่า Disruptive การขายสินค้าถ้าเราอยากจะเพิ่มรายได้ก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิต และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า หรือ แพลตฟอร์มที่มีสู่ระบบออนไลน์ หรือตลาด อื่น ๆ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าถ้าเราเข้าใจบริบทนี้ เราก็จะเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข คือ การมีความรู้ เเละการมีคุณธรรม อยู่บนพื้นฐานความถูกต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือเบียดเบียนผู้อื่น หากเราปฏิบัติเช่นนี้จนนำมาสู่วิถีชีวิต หรือ Way of life ได้ ก็จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมที่เป็นสุข สิ่งเเวดล้อมที่ดีชุมชน สังคมประเทศชาติของเราก็จะดีตามมา

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันดินโลก ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการฟื้นคืนชีพ คืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทย และชาวโลก ด้วยการพระราชทานแนวพระราชดำริต่าง ๆ จนเกิดผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาคมโลก จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (IUSS) ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดิน เพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist)” เป็นพระองค์แรกของโลก องค์การสหประชาชาติ และได้ประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ

โดยรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก และบรรจุในปฏิทินการปฏิบัติงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และประเทศสมาชิกทั่วโลกจะร่วมกันจัดกิจกรรมในวันสำคัญนี้ กระทรวงมหาดไทยมีความตั้งใจที่จะสร้างความตระหนักรู้ความสำคัญของดินที่ช่วยสร้างแหล่งอาหาร ทำให้พืชผลสามารเจริญงอกงามผลิดอกออกผลทั่วสารทิศ หล่อเลี้ยงทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งบนผืนแผ่นดิน ทำให้แนวคิดแผ่นดินทองสามารเกิดขึ้นได้จริง โดยผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอจึงร่วมกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น พี่น้องประชาชนจิตอาสา และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกัน ประกาศเจตนารมณ์เพื่อสืบสานรักษาความอุดมสมบูรณ์แห่งดิน และต่อยอดขยายผลกิจกรรมสร้างความมั่นคงทางอาหาร Change for Good เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ซึ่งมีข้อความการประกาศเจตนารมณ์ว่า “ข้าพเจ้า / จะสืบสานศาสตร์พระราชา / เพื่อพัฒนาดินอย่างยั่งยืน ข้าพเจ้า / จะรักษาความอุดมสมบูรณ์แห่งดิน / เพื่อเป็นแหล่งสร้างอาหารที่มีคุณภาพ ข้าพเจ้า / จะต่อยอด ขยายผล / ขับเคลื่อนเครือข่ายพลังแผ่นดิน / สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ วันนี้ยังได้รับรายงานข้อมูลความคืบหน้าแบบรายงาน add event ของอำเภอ/จังหวัด วันที่ 5 ธ.ค. 65 เมื่อประมาณ 13.30 น. จากทีมบริหารข้อมูลและประเมินผลโดยในขณะนี้ มีอำเภอ/จังหวัด ดำเนินการบันทึกข้อมูลแล้วทั้งสิ้น 891 พื้นที่ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจแล้วกว่า 30,000 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่พอใจมากถึงมากที่สุด ในส่วนการรับรู้ และความตระหนักในทรัพยากรดิน อยู่ในระดับมาก ไปจนถึงมากที่สุด ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี กิจกรรมงาน วันดินโลก ปี 2022 ของกระทรวงมหาดไทย ได้มีการกำหนดจัดกิจกรรมตั้งเเต่ วันที่ 2 ธ.ค. 65 ไปจนถึงวันที่ 8 ธ.ค. 65 เรียกว่าเป็นสัปดาห์แห่งการตระหนักรู้  “Awareness week” ซึ่งเป็นการสร้างการรับรู้ต่อเนื่องตลอด 7 วัน ภายใต้แนวคิด “Great food from good soil for better life awareness week” หรือ “ดินดี อาหารดี สุขภาพดี ชีวีมีสุข” ซึ่งจะขับเคลื่อนในพื้นที่ นำร่อง จ.อุบลราชธานี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุก และภาคส่วนรับรู้และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญทรัพยากรดินในการดูแลฟื้นฟูบำรุงดินที่เป็นแหล่งกำเนิดของอาหารและสิ่งมีชีวิตนานับประการ ซึ่งกิจกรรม Highlight ในวันสุดท้าย คือ วันที่ 8 ธค. 2565 จะจัดขึ้นที่ ศูนย์พุทธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดป่าดงใหญ่วังอ้อ อ.เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในรับความเมตตาจากพระพิพัฒน์วชิโรภาส มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่เป็นเจ้าภาพหลักที่ คือ กรมการปกครอง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมที่สำคัญและน่าสนใจมากในวันนั้น คือ กิจกรรมที่เป็นความร่วมมือภายใต้ MOU ระหว่าง (กระทรวงมหาดไทย + มหาเถรสมาคม และ สจล.) ที่วัดเกือบทุกวัด ในจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่อื่น ๆ ได้ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในวันดินโลก เพื่อประกาศเจตนารมย์ร่วมกัน มีประชาชนเข้าร่วมพื้นที่แต่ละวัดประมาณ 100 คน รวมทั้งสิ้นคาดว่า มีคนเข้าร่วม สร้างการรับรู้กว่า 60,000 คน ผ่านการทำงานสาธารณสงเคราะห์ หรือ หลัก “บวร” พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบ Zoom จากสถานีแม่ข่ายหลัก ที่วัดป่าดงใหญ่วังอ้อ อ.เขื่องใน ไปยังพื้นที่วัด หรือที่สาธารณะในชุมชนที่ทางอำเภอต่าง ๆจัดเตรียมไว้ กิจกรรมต่อมามีชื่อว่า “ถนนสายวัฒนธรรม” ทาน ศีล ภาวนา ทำจิตอาสาพัฒนาดิน พัฒนาพื้นที่ มีอาหารผลผลิตที่เกิดจากดิน มาใส่บาตร แบ่งปันกัน มีการทำกิจกรรมปลูกต้นไม้  ฟื้นฟูบำรุงดิน ห่มดิน ใส่ปุ๋ยจากวัตถุดิบธรรมชาติ ทำปุ๋ยหมัก-นำ้หมัก และอื่น ๆ ที่เป็นการร่วมกันเทิดพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดจนร่วมกันเสริมสร้างการตระหนักรู้ ในการดูแลทรัพยากรดิน ภายใต้ Theme หัวข้อประกวดของ FAO องค์การอาหารและเกษตรกรรม แห่งสหประชาชาติ ว่า Soils: where food begins (อาหารก่อกำเนิด เกิดจากดิน)

‘อ.อ๊อด’แนะวิธีสังเกตง่ายๆ’ผัก-เนื้อสัตว์-ผลไม้-อาหารทะเล’ที่แช่ฟอร์มาลิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696225

'อ.อ๊อด'แนะวิธีสังเกตง่ายๆ'ผัก-เนื้อสัตว์-ผลไม้-อาหารทะเล'ที่แช่ฟอร์มาลิน

‘อ.อ๊อด’แนะวิธีสังเกตง่ายๆ’ผัก-เนื้อสัตว์-ผลไม้-อาหารทะเล’ที่แช่ฟอร์มาลิน

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 11.17 น.

จากกรณีกรมปศุสัตว์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ชลบุรี บุกยึดของกลางชิ้นส่วนเนื้อและเครื่องในสุกรและโค จำนวนกว่า 25,000 กิโลกรัม แช่ในถังน้ำผสมฟอร์มาลินรายใหญ่ ส่งขายร้านหมูกระทะ และร้านอาหารอีสาน กว่า 66 แห่งในพื้นที่ใกล้เคียง ลค่ากว่า 5 ล้านบาท ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ตะลึง!อายัดเครื่องใน-เนื้อสัตว์ 25 ตัน แช่ถังฟอร์มาลิน ส่งร้านหมูกระทะ-อาหารอีสาน)

ล่าสุด รองศาสตรจารย์วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อ.อ๊อด ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า อาหารที่มักพบสารฟอร์มาลินปนเปื้อน ได้แก่อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักสด และผลไม้ ซึ่งวิธีสังเกตง่ายๆ คือ

ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ หากถูกแสงแดด หรือลมเป็นเวลานาน แล้วยังสดอยู่ก็ไม่ควรซื้อ

ถ้าเป็นอาหารทะเลที่เนื้อแข็งบางส่วน เปื่อยยุ่ยบางส่วน ไม่ควรซื้อ

ถ้าเป็นผัก ผลไม้ที่มีลักษณะแข็ง เขียว กรอบหรือสดผิดปกติ ให้ดมที่ใบ ผลหรือหักก้านดม ถ้ามีกลิ่นแสบจมูกแสดงว่ามีฟอร์มาลินปนเปื้อน

เมื่อซื้ออาหารมาแล้วควรแช่ด้วยสารละลายด่างทับทิมเจือจาง (ในอัตราส่วน ด่างทับทิมประมาณ 20 เกล็ด ผสมน้ำ 4 – 5 ลิตร) ประมาณ 5 – 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำ เพราะฟอร์มาลีนทำปฏิกิริยากับด่างทับทิมแล้วได้เกลือฟอร์เมตซึ่งละลายน้ำได้

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong

เกษตรฯจัดงานวันดินโลก บูรณาการเครือข่ายพัฒนาที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696176

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก World Soil Day” ประจำปี 2565 โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยจัดงานขึ้นที่สถานีพัฒนาที่ดินตาก ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร รวมทั้งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวันดินโลก และตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อการผลิตอาหาร

นายอลงกรณ์กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทย พระราชทานแนวพระราชดำริด้านการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร โดยผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ จนเป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถและยอมรับไปทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (IUSS) ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดิน เพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist)”เป็นพระองค์แรกของโลก ต่อมาองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ โดยรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก และบรรจุในปฏิทินการปฏิบัติงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และประเทศสมาชิกทั่วโลกจะร่วมกันจัดกิจกรรม

ทั้งนี้ วันที่ 5 ธันวาคม นอกจากเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันพ่อแห่งชาติ ยังเป็นวันดินโลก ซึ่งกลุ่มสมัชชาให้ความร่วมมือทรัพยากรดินโลก ได้กำหนดหัวข้อการจัดกิจกรรมวันดินโลกเป็นประจำทุกปี สำหรับปี 2565 กำหนดหัวข้อ Soils, where food begins

ด้าน นายปราโมทย์กล่าวว่า งานวันดินโลกประจำปี 2565 ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่สวยงาม ได้รับความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกิจกรรมที่มาพร้อมความสนุกสนานมากมายโดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก กรมพัฒนาที่ดิน, World Soil Dayวันดินโลก หรือ โทร.1760 นอกจากนี้ ได้กำหนดให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด บูรณาการกับเครือข่ายการพัฒนาที่ดินที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน เกษตรกร ประชาชนทั่วไป จัดงานวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคม 2565เพื่อทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนร่วมตระหนักรู้ และปกป้องรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ถ้าดินมีคุณภาพดี ย่อมผลิตพืชผลที่มีคุณค่าทางโภชนาการอันส่งผลถึงความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหารและสิ่งแวดล้อมที่ดี ตามเป้าหมายของการขจัดความอดอยากหิวโหย (Zero hunger) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ