‘ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700981

'ตรีนุช' สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง 'พล.อ.เปรม'

‘ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.32 น.

วันที่ 27 ธันวาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เฝ้าระวังเรื่องการเผยแพร่ความคิดที่เป็นอันตรายในสถานศึกษา และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกกรณี ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติ ผู้อำนวยการ ผู้รับผิดชอบเขตพื้นที่ โดยรายงานให้ทราบเป็นระยะ นั้น 

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีครูรายหนึ่ง ซึ่งผู้ปกครองได้ส่งคลิปวิดีโอการสอนเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ในวิชาสังคมศึกษาระดับชั้น ม.4 โดยพาดพิง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและอดีตประธานองคมนตรี ซึ่งทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และสรุปลงความเห็นว่ามีมูลกรณีความผิดชัดแจ้งสมควรพิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัย  และขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.2 กทม.)ได้ออกคำสั่งให้ ครูรายนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.2 กทม.โดยไม่ให้ปฏิบัติการสอนจนกว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้ว ซึ่งตนได้กำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยที่เกิดขึ้นตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง  เพื่อตรวจสอบว่าทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีที่มีครู หรือ บุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสถานศึกษาหรือไม่และดำเนินการอย่างไร ทั้งในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 ด้วย

‘บิ๊กป้อม’นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700980

'บิ๊กป้อม'นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่'พระองค์ภา'

‘บิ๊กป้อม’นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.32 น.

“บิ๊กป้อม”นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 27 ธันวาคม 2565 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค คณะผู้บริหาร ส.ส.และสมาชิกพรรค ร่วมพิธีฯ อย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารรัชดา วัน ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ

โดยอันเชิญบทสวดบูชาพระรัตนตรัย, บทชุมนุมเทวดา, บทพระไตรสรณคมน์, บทนะโมการะอัฏฐกะคาถา, บทระตะนะสูตร, บทอังคุลิมาละปริตร, บทโพชฌังคะปริตร, บทอภยปริตร, บทอาฏานาฏิยะปริตร, บทสวดมงคลจักรงาฬใหญ่, บทเทวะตาอุยโยชะนะคาถา, บทพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง) และบทถวายพระพรชัยมงคล โดยร่วมอธิษฐานจิตถวายพระพร ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

กิจกรรมครั้งนี้ได้นิมนต์พระราชพิพัฒนาภรณ์ (นิพนธ์ เขมโก ป.ธ.๗) ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าอาวาสวัดหลักสี่ พระอารามหลวง พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ รวมทั้งสิ้น 10 รูป เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายประชวรโดยเร็ววัน ให้พระองค์มีพระพลานามัยที่แข็งแรง เพื่อทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมถวายสังฆทาน และปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

– 006

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700942

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.18 น.

เปิดตัว “โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล เพื่อตอบสนองเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ”

หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Center of Excellence for Eco-Energy: CEEE) ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้ดำเนินการเปิดตัว “โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากลเพื่อตอบสนองเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ” เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Eternity Ballroom โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

โดยในพิธีเปิดตัวโครงการฯ นี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) มาเป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการฯ คือ เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านการประเมินการรายงานก๊าซเรือนกระจก​ พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกให้มีคุณสมบัติพร้อมเป็นผู้ทวนสอบได้และเพิ่มขีดความสามารถให้หน่วยงานในประเทศไทยสามารถรับรองระบบเพื่อรับรองรายงานก๊าซเรือนกระจก​ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือ เทียบเท่าได้ การดำเนินการโครงการฯ ประกอบไปด้วยการอบรมหลักสูตรทั้งหมด 4 หลักสูตร ได้แก่

1.หลักสูตร 1: อบรมหลักสูตรพื้นฐาน​

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากภาคอุตสาหกรรม และองค์กรที่มีความประสงค์ในการอนุเคราะห์กรณีศึกษา (Case Study) เพื่อประเมินก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)

2.หลักสูตร 1: อบรมหลักสูตรพื้นฐาน ร่วมกับ หลักสูตร 2: อบรมผู้ทวนสอบ

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กรที่มีความประสงค์ในการพัฒนาเป็นที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบ เช่น บุคลากรที่มาจากหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน หน่วยงานอุดมศึกษา หน่วยงานอิสระ เป็นต้น​

3.หลักสูตร 3: พัฒนาผู้ทวนสอบให้มีองค์ความรู้พร้อมสำหรับการรับรองระบบงาน

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กร/หน่วยงานที่ต้องการพัฒนาเป็นหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ​(Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการรับรองระบบงาน และมีความรู้เทียบเท่าหลักสูตร 1 และหลักสูตร 2​

4.หลักสูตร 4: หลักสูตรขยายขอบเขตการตรวจรับรองมาตรฐานสากล

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กร/หน่วยงานที่อยู่ในหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ (VVB) ที่ได้รับรองระบบงาน ISO 14065 แล้ว และมีความรู้เทียบเท่าหลักสูตร 1 และหลักสูตร 2​

การดำเนินงานภายใต้โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่นองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน (อาร์อี 100) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการสื่อสารพัฒนาที่ยั่งยืน (สทสย.) หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานเอกชน

ในวันงานเปิดตัวโครงการฯ มีการบรรยายจากวิทยากรหลายภาคส่วน ได้แก่ การบรรยายในหัวข้อ “ความสำคัญของการรายงานก๊าซเรือนกระจก และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง” โดย คุณธาดา วรุณโชติกุล อบกฯ การบรรยายในหัวข้อ “การรับรองระบบงานของมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก” โดย คุณรัฏฐา ศรีเจริญ นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ สมอฯ และแนะนำรายละเอียดของโครงการฯ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช อุศุภรัตน์ รองหัวหน้าศูนย์ CEEE โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 100 ท่านสำหรับบุคลากรที่ผ่านโครงการนี้ จะมีทักษะด้านการประเมินการรายงานก๊าซเรือนกระจก​ ทักษะด้านการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกและมีความสามารถเป็นหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ​(Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการรับรองระบบงาน เพื่อรับรองรายงานก๊าซเรือนกระจก​ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือ เทียบเท่าได้

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700901

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.05 น.

ผู้แทนหน่วยงาน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

27 ธ.ค.65 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี,  นางอาร์มิดา  ซัลเซียะฮ์ อามิสจะฮ์บานา เลขาธิการบริหาร คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(ESCAP), กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ, กรมการอุตสาหกรรมทหาร, วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนสารสาสน์ สมุทรปราการ, บริษัทเจบีพี จำกัด, สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2, นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองกะดี จ.สมุทรปราการ, สมาคมโรงเรียนนานาชาติ แห่งประเทศไทย, กรมกำลังพลทหารอากาศ, สหภาพแรงงานธนาคารกรุงไทย, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค), บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), โรงเรียนกง ลี้ จง ซัน กรุงเทพฯ, องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลี จ.สมุทรปราการ, คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านขอนขว้าง และคณะกรรมการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วัชรพล กรุงเทพฯ, วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ งามวงศ์วาน กรุงเทพฯ, สโมสรโรตารีนิรมิตงามราชพฤกษ์, สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า แห่งประเทศไทย เป็นต้น

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จิตอาสาพระราชทาน นำอาหารพระราชทานมื้อกลางวัน ซึ่งในวันนี้เป็นเมนู “ข้าวเหนียวไก่ทอด” พร้อมน้ำดื่ม และอาหารว่างมื้อบ่าย มามอบให้กับประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร และมารับบริการภายในโรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.เป็นต้นไป ที่ชั้น 1 หน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เวลา 08.00 – 18.00 น. สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2565 จะเปิดให้ลงนามถวายพระพร เวลา 09.30 – 18.00 น.

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง  เปิดให้ลงนามถวายพระพร  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร  มหาวัชรราชธิดา  ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น1  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  เวลา 08.00 – 18.00 น.  สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2565  จะเปิดให้ลงนามถวายพระพร  เวลา 09.30 -18.00 น.   

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2587343

"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565

27 ธ.ค. 2565 05:02 น.

  • อินทรีเหล็ก

“ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล” รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…ฉบับประจำวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2565

  • โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นพวรรณ หัวใจมั่น เตือนการบิดเบือนข้อมูลอันเนื่องมาจากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมีการให้ข้อมูลข่าวเกี่ยวกับพระอาการประชวร สมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในโซเชียลมีเดีย โดยพบว่ามีความบิดเบือนหรือเป็นข้อความเท็จ ที่อาจจะมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ขอเตือนพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อ อย่าแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จ ขอให้ประชาชนติดตามแถลงการณ์สำนักพระราชวังเท่านั้น…นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร โดย ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงถึงแนวทางในการจัดงาน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566…ระบุทั้ง 50 เขต สามารถจัดงานได้ปกติ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม
"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565
มีจรรยาบรรณ – สาระ ลํ่าซำ ซีอีโอเมืองไทยประกันชีวิต รับรางวัลประกาศเกียรติคุณจรรยาบรรณดีเด่น หอการค้าไทย ประจำปี 2565 ในฐานะองค์กรมีการบริหารงานอย่างมีจรรยาบรรณยึดหลักบรรษัทภิบาล โดยมี ดร.สุธี โมกขะเวส มาร่วมปลื้มด้วย ที่เมืองไทยประกันชีวิต สนง.ใหญ่ วันก่อน.
  • ขณะที่ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เซ็นทรัลเวิลด์ ไอคอนสยาม เอเชียทีค และสยามพารากอน…กทม. ได้มีการพูดคุยกับทาง ผู้บริหารเจ้าของสถานที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงมาตรการความปลอดภัย…โดยเฉพาะบริเวณ หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะมีการปิดถนน…ที่คาดว่าจะมี นักท่องเที่ยวเข้าร่วมเคาต์ดาวน์ ประมาณ 100,000 คน…หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เตรียมการรับมือ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข บช.น. สำนักงานเขต และ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ประจำจุดต่างๆ…ในการจำกัดคนป้องกันความแออัด…รวมทั้งผับบาร์และสถานบันเทิงที่ กทม. ได้เข้าไปตรวจสอบล่วงหน้าแล้ว…เพื่อ ป้องกันเหตุโศกนาฏกรรม ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว…กันไว้ดีกว่าแก้
"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565
ตามไปกิน – เอเดรียน ดีบายเออร์ และ แดเนียล ดีบายเออร์ เปิดร้าน “สลัดสต็อป!” ร้านสลัดชื่อดังจากสิงคโปร์ เพื่อคนรักสุขภาพ โดยมี พิชัย จิราธิวัฒน์, รวิศรา จิราธิวัฒน์, สเตฟาน จูเบิร์ท, รพีพร จิราธิวัฒน์ และ ฟรานทส์ บราฮา มาร่วมงานด้วย ที่ห้างเซ็นทรัล ชิดลม วันก่อน.
  • และเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจาก โควิด–19…ศูนย์ฉีดวัคซีน กทม. ที่ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชน กทม. ไทย–ญี่ปุ่น…ได้ขยายเวลาการฉีดวัคซีนไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค.2566…นอกจากนี้ โรงพยาบาล และ ศูนย์บริการสาธารณสุข ที่ให้บริการฉีดวัคซีน อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนัดหมาย หรือ วอล์กอินเข้ารับวัคซีนได้แล้ว…รวมทั้งที่ Terminal 21 เปิดบริการฉีดวัคซีนโควิดทุกเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. และที่ เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 27-29 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00-20.00 น. …ท่องเที่ยวเทศกาลปีใหม่ด้วยความมั่นใจ…ไหนๆก็ไหนๆ การระบาดของโควิด–19 ในช่วงฤดูกาลนี้ถึงจะไม่รุนแรง…แต่ก็ประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 6 ประเภท…เนื่องจากยังมีอัตราการเสียชีวิตในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวัง…ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศท่องเที่ยวยอดนิยม….มีผู้ติดเชื้อโควิด วันละหลายแสนราย… ว้าเหว่
"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565
ท็อปทรี – ณัฐ วงศ์พานิช เปิด “ราเมน คาเกทสึ อาราชิ” ร้านราเมนระดับท็อป 3 จากประเทศญี่ปุ่น เมนูหลากหลายประทับใจทั้งรสชาติและคุณภาพ โดยมี โยชิฮิโร ทสึรูมิ, ธีรวัฒน์ เลิศถิรพันธุ์, อรวรรณ โกมลพันธ์พร และ ชิเกะโอะ ซูมิดะ มาร่วมงานด้วย ที่สยามสแควร์วัน วันก่อน.
  • การเมืองร้อนๆ…พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกฯ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ…เตรียมเปิดตัวสมาชิกพรรคและจัดการโครงสร้างการบริหารพรรค เพื่อต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคและแคนดิเดตนายกฯของพรรค อย่างเป็นทางการ…หลังจากวันที่ 27 ธันวาคม เปิดตัว ไตรรงค์ สุวรรณคีรี และ ชัชวาลล์ คงอุดม อย่างเป็นทางการแล้ว…วันที่ 28 ธ.ค. นัดประชุมแกนนำพรรค เพื่อวางโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค ที่คาดว่าจะมี สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และ ธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ…เข้าร่วมหารือด้วย…ในเบื้องต้น ตำแหน่ง หัวหน้าพรรค ยังเป็น พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ เลขาธิการพรรค ก็ยังเป็น เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตามเดิม…ที่ยังอุบไต๋ตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ ในรวมไทยสร้างชาติ…คำนวณจาก จำนวน ส.ส.ที่ย้ายตาม พล.อ.ประยุทธ์ เข้า รวมไทยสร้างชาติ….อย่างน้อยน่าจะได้ ส.ส.เข้าพรรคเกิน 25 เสียง…ให้จับตาเซอร์ไพรส์ตอนจบ
  • อ้า จับตาการกลับเข้ามาเป็น แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาธิการพรรค…ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กำกับการเลือกตั้งใน 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน …ได้ นักการเมืองนามสกุลดัง ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพลังประชารัฐ เพียบ…ที่ไปไหนไปด้วย ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร นำทีม ส.ส.ภาคเหนือตอนบน เตรียมเปิดตัวเข้า พลังประชารัฐ อย่างเป็นทางการ ในต้นเดือน ก.พ. …ส่วนจะไปชนกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่เป็นอีกเรื่อง
"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565
สนุกจังเลย – ภิรมย์ ชุมนุม เปิดกิจกรรม “STUDENT FUN FAIR เปิดประสบการณ์ความสนุกส่งต่อความสุขนอกห้องเรียน” เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน โดยมี กมลทิพย์ สรวยสุวรรณ และ สเตฟาน จูเบิร์ท มาร่วมงานด้วย ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ วันก่อน.
"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565
เจ๋งจริง – คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ซีอีโอบริษัทนํ้าตาลและอ้อยตะวันออก รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565 รวม 4 รางวัล จากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี สุขกาญจน์ วัธนเวคิน และ ประกอบ คณูวัฒนา มาร่วมปลื้มด้วย ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แจ้งวัฒนะ วันก่อน.
  • เศรษฐกิจจานร้อน…ความหวังของมนุษย์เงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำดับวูบ เมื่อ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ออกมาปฏิเสธที่จะต่ออายุ โครงการคนละครึ่ง เฟส 6 …ยอมรับว่าโครงการนี้ไม่มีอีกแล้ว …เหลือแต่ ช้อปดีมีคืน ที่จะนำค่าใช้จ่ายการซื้อสินค้าและบริการไปลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง วงเงินสูงสุดไม่เกิน 40,000 บาทต่อคน…เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค.–15 ก.พ.2566…ที่รัฐคาดว่าจะทำให้ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 42,000 ล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ ประมาณ 1.4 ล้านคน ทำให้ จีดีพี เพิ่มขึ้น 0.12…ส่วนที่ภาคเอกชนจะขอเป็นของขวัญรัฐบาล…คือ การยกเลิกการเก็บภาษีการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และ ชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้า…นำโดย สนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. …ตามรัฐ มีแนวทางในการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ เอฟที สำหรับ ผู้ใช้ไฟบ้านที่อยู่อาศัย ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย และ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ค่าไฟจะอยู่ที่ 5.69 บาทต่อหน่วยซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค.2566…โดยอ้างว่า จะทำให้มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20%…ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจาก อัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 อยู่แล้ว…ส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้ นักลงทุนเตรียมย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า
  • วารสารการเงินธนาคาร เผยผลการจัดอันดับ เศรษฐีหุ้นไทยปี 2565 “500 เศรษฐีหุ้นไทยปี 2564” สารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้บริหารกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ครองแชมป์ รวย 2.19 แสนล้านบาท
"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565
ให้เลือด – มธุวลี สถิตยุทธการ, รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ และ ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน เปิดโครงการ “แบรนด์…พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2566” เพื่อรณรงค์เชิญชวนคนรุ่นใหม่ร่วมบริจาคโลหิต โดยมี ปิยนันท์ คุ้มครอง มาร่วมงานด้วย ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ วันก่อน.
"ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" รับรางวัลโรงงานนํ้าตาลดีเด่น ประจำปี 2563-2565
ใส่สบาย – ชาลี ลิ้ม ประธานบริษัทบาโอจิ มอบรองเท้าผ้าใบ บาโอจิ มูลค่า 4,000,000 บาท ให้ ดร.วิชิต ลอลือเลิศ ประธานสมาคมครูจีน เพื่อนำไปมอบให้ครูจีนทั่วประเทศไทย โดยมี ศ.เจิงโหย่ว ฟู่, ฮั้นเจิน เซื่ย และ ดร.เสี่ยวฮุย กั๊วะ มารับมอบด้วย ที่อาคารหลงไทยทาวเวอร์ วันก่อน.

“อินทรีเหล็ก”

ชาวจีนวางแผนเที่ยวต่างประเทศหลังประกาศเปิดประเทศ 8 ม.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2588220

ชาวจีนวางแผนเที่ยวต่างประเทศหลังประกาศเปิดประเทศ 8 ม.ค.

27 ธ.ค. 2565 12:39 น.

ชาวจีนวางแผนเที่ยวต่างประเทศหลังประกาศเปิดประเทศ 8 ม.ค.

ชาวจีนที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมาตั้งแต่ต้นปี 2563 เพราะมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ที่เข้มงวด ต่างพากันเข้าเว็บไซต์หาข้อมูลการท่องเที่ยวนอกประเทศก่อนการเปิดพรมแดนอีกครั้งในวันที่ 8 มกราคม 2566 แม้ว่าการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ระบบสาธารณสุขตึงเครียดและทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ หนึ่งในนั้นคือไทย 

มาตรการโควิดเป็นศูนย์ ตั้งแต่การปิดพรมแดนไปจนถึงประกาศการปิดเมืองบ่อยครั้ง ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่สร้างกระแสความไม่พอใจครั้งใหญ่ที่สุดของจีน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขึ้นครองอำนาจในปี 2555 เมื่อเดือนที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การประกาศผ่อนคลายนโยบายดังกล่าว ทำให้ในขณะนี้ไวรัสกำลังแพร่กระจายอย่างไร้การควบคุมทั่วประเทศจีนที่มีประชากร 1.4 พันล้านคน

ซีทริป (Ctrip) แพลตฟอร์มท่องเที่ยวของจีนเผยว่า ในช่วง 30 นาทีหลังจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติประกาศเมื่อค่ำวันจันทร์เรื่องจะยกเลิกมาตรการกักตัวผู้เดินทางเข้าจีนตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 เป็นต้นไป มีการสืบค้นข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมนอกจีนเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า สถานที่ที่มีการสืบค้นมากที่สุดได้แก่ มาเก๊า ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไทย และเกาหลีใต้

ส่วนชวี่หนา (Qunar) แพลตฟอร์มท่องเที่ยวอีกแห่งเผยว่า ในช่วง 15 นาทีหลังจากทางการแจ้งข่าว มีการสืบค้นเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า โดยมีไทย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นจุดหมายที่มีการสืบค้นมากที่สุด

ทั้งนี้ สถิติอย่างเป็นทางการระบุว่าไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายใหม่ในช่วง 6 วันจนถึงวันอาทิตย์ ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและผู้อยู่อาศัยเกี่ยวกับข้อมูลของรัฐบาล

แพทย์กล่าวว่าโรงพยาบาลมีผู้ป่วยมากกว่าปกติถึง 5-6 เท่า โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศประเมินว่าจีนมีผู้ติดเชื้อหลายล้านคนต่อวัน และคาดการณ์ว่าจีนจะมีผู้เสียชีวิตจากโควิดอย่างน้อยหนึ่งล้านคนในปีหน้า

หน่วยงานด้านสุขภาพของจีนระบุว่า การจัดการโรคโควิด-19 ของจีนยังจะถูกลดระดับเป็นประเภท B ที่มีความเข้มงวดน้อยลง จากระดับ A ในปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.  เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวมีความรุนแรงน้อยลง การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่าทางการจะไม่บังคับให้กักกันผู้ป่วยและผู้สัมผัสใกล้ชิด และสั่งปิดพื้นที่อีกต่อไป

ด้วยความตื่นเต้นของผู้คนที่จะค่อยๆ กลับสู่วิถีชีวิตปกติก่อนโควิด ก่อให้เกิดแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อระบบการรักษาพยาบาลของจีน โดยแพทย์กล่าวว่าโรงพยาบาลหลายแห่งมีผู้ป่วยจำนวนมาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของสถานรับจัดงานศพกล่าวว่า ความต้องการใช้บริการของพวกเขาพุ่งสูงขึ้น

สื่อของรัฐรายงานว่า มีการขอให้พยาบาลและแพทย์ทำงานในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ป่วยและเกษียณแล้วในชุมชนชนบทถูกจ้างมาช่วยเหลือ บางเมืองประสบปัญหาในการจัดหายารักษา

นักเศรษฐศาสตร์ของฮั่งเส็งแบงก์ไชน่ามองว่า การยกเลิกมาตรการจำกัดการเดินทางเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจ 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 588 ล้านบาท คาดว่าการเดินทางระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะกลับไปถึงระดับก่อนโควิดระบาด พร้อมกับเตือนว่าโควิดที่ยังคงระบาดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของจีนกระทบต่อตารางการทำงานตามปกติอย่างมาก ส่งผลให้จีนสูญเสียความสามารถในการผลิตอย่างสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในช่วงหลายเดือนข้างหน้าอาจรุนแรง เพราะความต้องการสินค้าจะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันโดยที่ปริมาณสินค้าที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ.

คิม จองอึน เปิดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2588130

คิม จองอึน เปิดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ

27 ธ.ค. 2565 12:26 น.

คิม จองอึน เปิดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ

คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เปิดการประชุมใหญ่พรรคแรงงาน เพื่อประกาศการตัดสินใจเรื่องนโยบายสำคัญในช่วงสิ้นปี

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือรายงานวันนี้ว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานแห่งเกาหลี ชุดที่ 8 เปิดฉากเมื่อวันจันทร์และจะดำเนินไปหลายวัน ที่ประชุมได้เห็นชอบวาระใหญ่ 5 เรื่อง เช่น รายงานทบทวนการปฏิบัติตามนโยบายหลักและงบประมาณปี 2565 แผนการดำเนินงานและร่างงบประมาณปี 2566

ความตึงเครียดระลอกใหม่ปะทุขึ้นเมื่อวันจันทร์ โดยเกาหลีใต้ส่งเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์โจมตีจำนวนหนึ่งขึ้นบินสกัดและยิงเตือน หลังจากอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน จำนวน 5 ลำของเกาหลีเหนือล่วงล้ำน่านฟ้า

ผู้นำเกาหลีเหนือยังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการคว่ำบาตรจากนานาชาติเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ผลพวงจากการปิดประเทศเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนา และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ในที่ประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมได้อนุมัติวาระใหญ่ 5 วาระ ได้แก่ การทบทวนการดำเนินการตามนโยบายหลักและงบประมาณปี 2565 แผนงานและร่างงบประมาณปี 2566

เคซีเอ็นเอ รายงานว่า ผู้นำเกาหลีเหนือได้นำเสนอรายงานแจกแจงเรื่องอำนาจของเกาหลีเหนือที่เพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญในทุกด้านทั้งการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าของเกาหลีเหนือในการทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ผ่านการต่อสู้ที่ยากลำบากและดุเดือดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในปีนี้

นายคิม ย้ำว่า เกาหลีเหนือจำเป็นต้องกำหนดนโยบายการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจและไว้ใจได้ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากความก้าวหน้าในการปฏิบัติ รายงานของผู้นำเกาหลีเหนือยังได้กำหนดเป้าหมายหลักในปี 2566 สำหรับภาคเศรษฐกิจสำคัญอย่างโลหะ เคมี ไฟฟ้า ก่อสร้าง การเกษตร และอุตสาหกรรมเบาด้วย

ทั้งนี้ที่ผ่านมาสื่อทางการเกาหลีเหนือมักรายงานสุนทรพจน์ของผู้นำในวันขึ้นปีใหม่ แต่ช่วงหลายปีมานี้ นายคิม จองอึน มักจัดการปะชุมใหญ่พรรคในช่วงสิ้นปีเพื่อประกาศนโยบายสำคัญ.

ช็อก เกาหลีใต้พบผู้เสียชีวิตจากเชื้ออะมีบากินสมองรายแรก หลังกลับจากไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2588108

ช็อก เกาหลีใต้พบผู้เสียชีวิตจากเชื้ออะมีบากินสมองรายแรก หลังกลับจากไทย

27 ธ.ค. 2565 11:40 น.

ช็อก เกาหลีใต้พบผู้เสียชีวิตจากเชื้ออะมีบากินสมองรายแรก หลังกลับจากไทย

เกาหลีใต้ ยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากเชื้ออะมีบากินสมองรายแรกของประเทศ เป็นชายวัย 50 ปี ที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศไทย

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KDCA) แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ (26 ธ.ค.) ว่า เกาหลีใต้ พบผู้เสียชีวิตรายแรกจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา หรืออะมีบากินสมอง โดยผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุประมาณ 50 ปี มีประวัติเดินทางกลับจากไทยเมื่อ 10 ธ.ค. 65 ที่ผ่านมา หลังพำนักในไทยประมาณ 4 เดือน โดยเขาถูกนำส่งโรงพยาบาล และตรวจพบเชื้อเมื่อ 11 ธ.ค. 65 และเสียชีวิตเมื่อ 21 ธ.ค. 65

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ ระบุว่า มีการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของชายคนดังกล่าวแล้ว โดยพบว่า 99.6 เปอร์เซ็นต์ ตรงกับเชื้ออะมีบากินสมองที่พบในต่างประเทศ นับว่านี่เป็นผู้เสียชีวิตจากเชื้ออะมีบากินสมองรายแรกที่พบในเกาหลีใต้ หลังจากที่พบผู้ป่วยรายแรกในโลกที่รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2480

สำหรับอาการทั่วไปของผู้ติดเชื้อนี้จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ เวียนหัว และอาเจียน ปวดศีรษะ ซึ่งจะรุนแรงขึ้นตามลำดับ โดยจะแสดงอาการตั้งแต่ 3-15 วัน แต่ยังไม่พบการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ โดยพบว่าเชื้ออะมีบาส่วนใหญ่จะอยู่ในดิน หรือแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความอุ่น โดยเฉพาะจากการลงเล่นน้ำในบ่อน้ำร้อน ทะเลสาบ และแม่น้ำ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้าไปทางจมูก ก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่สมอง แต่จะไม่ติดเชื้อผ่านการดื่มน้ำปนเปื้อน

โดยประเทศที่พบการแพร่ระบาด ได้แก่ อินเดีย ไทย สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2560 มีผู้ติดเชื้อดังกล่าวทั่วโลก 381 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อในสหรัฐอเมริกา 154 คน และมีอัตราเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 97 โดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 4 คนเท่านั้น.

ที่มา : สเตรทไทมส์

สธ.จีนทำงานเชิงรุก เคาะประตูบ้านชวนผู้สูงอายุรับวัคซีนโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2588080

สธ.จีนทำงานเชิงรุก เคาะประตูบ้านชวนผู้สูงอายุรับวัคซีนโควิด

27 ธ.ค. 2565 11:05 น.

สธ.จีนทำงานเชิงรุก เคาะประตูบ้านชวนผู้สูงอายุรับวัคซีนโควิด

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจีน เดินหน้าทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุไปรับวัคซีนโควิด-19

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในจีนยังคงน่าเป็นห่วง และยากที่จะตรวจสอบตัวเลขการติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกมาตรการคุมโควิดให้เป็นศูนย์ ส่งผลให้หน่วยงานสาธารณสุขจีนต้องทำงานอย่างหนักในการควบคุมการระบาดของโรค โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกรุงปักกิ่งต้องลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปออกไปรับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น หวังจะช่วยบรรเทาวิกฤติของผู้ป่วยหนักที่ต้องการการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังคงลังเลที่จะรับวัคซีนกระตุ้นเพิ่ม เนื่องจากกลัวผลข้างเคียง

สธ.จีนทำงานเชิงรุก เคาะประตูบ้านชวนผู้สูงอายุรับวัคซีนโควิด

นายหลี่ เหลียนเซิง วัย 64 ปี ซึ่งรับวัคซีนโควิดมาแล้ว 3 เข็ม ระบุว่า ตัวเขาเองลังเลที่จะรับวัคซีนเข็มที่ 4 เนื่องจากเพื่อนของเขาไปรับวัคซีนแล้วมีไข้ และยังเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน นอกจากนี้เขายังไม่แน่ใจว่าวัคซีนที่เขาจะได้รับจะยังมีประสิทธิภาพรับมือกับการกลายพันธุ์ของไวรัสในปัจจุบันได้หรือไม่ โดยตัวเขาเองเคยติดโควิดมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากรับวัคซีนมาแล้ว 3 เข็ม โดยมีอาการป่วยเล็กน้อยเหมือนเป็นหวัดเท่านั้น

ทั้งนี้ จีนเพิ่งตัดสินใจคลายมาตรการคุมเข้มโควิดเมื่อไม่นานมานี้ ตามหลังประเทศอื่นๆ ที่ผ่อนคลายมาตรการ และพยายามใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 โดยทันทีที่มีการยกเลิกนโยบายคุมโควิดเป็นศูนย์ จำนวนผู้ป่วยในจีนก็พุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล และยารักษาโรคขาดแคลน

โดยล่าสุดทางการจีนรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพียง 6 ศพในเดือนนี้ ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั้งประเทศอยู่ที่ 5,241 ศพ โดยทางการจะนับว่าเป็นการเสียชีวิตจากโควิด เฉพาะในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวม หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเท่านั้น ไม่นับรวมผู้ป่วยเรื้อรังอื่นๆ ทำให้ยอดรวมต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่ตัวเลขของชาวจีนที่รับวัคซีนแล้วมีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากร โดยในจำนวนนี้คิดเป็นจำนวนเพียง 2 ใน 3 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ลังเลที่จะรับวัคซีน เพราะกลัวว่าจะส่งผลต่อโรคประจำตัวของตัวเอง.

ที่มา : เอพี

อินเดีย vs จีน: การเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นประโยชน์หรือคำสาป?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2587423

อินเดีย vs จีน: การเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นประโยชน์หรือคำสาป?

27 ธ.ค. 2565 10:00 น.

อินเดีย vs จีน: การเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นประโยชน์หรือคำสาป?

  • จีนและอินเดียมีประชากรในแต่ละประเทศมากกว่า 1.4 พันล้านคน และตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ประชากรจีนและอินเดียคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งโลก คาดว่าในช่วงกลางเดือนเมษายนปีหน้า อินเดียจะมีจำนวนประชากรแซงหน้าจีน
  • นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า 1 ใน 5 ของประชากรโลกที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ในโลกนี้ มาจากอินเดีย และ 47% ของชาวอินเดียมีอายุต่ำกว่า 25 ปี คนอินเดียรุ่นใหม่จะเป็นแหล่งแรงงานและผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจ และชาวอินเดียจะเป็นแหล่งรวมคนที่มีความสามารถระดับโลกมากที่สุด
  • นักประชากรศาสตร์กล่าวว่า อินเดียยังจำเป็นต้องยับยั้งความเชื่อเรื่องการแต่งงานในวัยเด็ก ป้องกันการแต่งงานเร็ว และลงทะเบียนการเกิดและการตายอย่างเหมาะสม ขณะที่ปัญหาอัตราส่วนเพศเมื่อแรกเกิดที่บิดเบือน ที่ทำให้มีเด็กชายเกิดมากกว่าเด็กหญิง ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวล

ในช่วงกลางเดือนเมษายนปีหน้า คาดว่าอินเดียจะมีจำนวนประชากรแซงหน้าจีน และกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก

ทั้งจีนและอินเดียมีประชากรในแต่ละประเทศมากกว่า 1.4 พันล้านคน และตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ประชากรจีนและอินเดียคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งโลก

ประชากรจีนมีแนวโน้มที่จะลดลงในปีหน้า ปีที่จีนมีคนเกิดใหม่ 10.6 ล้านคน มากกว่าจำนวนคนตายเพียงเล็กน้อย เนื่องจากอัตราเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์ของอินเดียลดลงอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากเดิมที่ผู้หญิง 1 คนให้กำเนิดลูก 5.7 คนในปี 1950 ลดลงมาอยู่ที่ 2 คนในปัจจุบัน แต่อัตราการลดลงได้ช้าลง

การที่อินเดียมีจำนวนประชากรแซงหน้าจีนเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก มีความหมายอย่างไร

จีนมีจำนวนประชากรลดลงเร็วกว่าอินเดีย


จีนลดอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรลงได้ราวครึ่งหนึ่งจาก 2% ในปี 1973 มาอยู่ที่ 1.1% ในปี 1983

นักประชากรศาสตร์ระบุว่า นั่นเป็นเพราะจีนไม่คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนจากการรณรงค์ 2 เรื่องที่ส่งเสริมให้มีลูกเพียงคนเดียวและต่อมาคือการส่งเสริมให้แต่งงานช้าลง มีลูกทิ้งช่วงกันนานขึ้นและมีลูกน้อยลง ในขณะที่พื้นที่ชนบทมีคนยากจนและไร้การศึกษาจำนวนมาก

อินเดียมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็วเกือบ 2% ต่อปี ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัตราการตายลดต่ำลง อายุคาดเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และรายได้สูงขึ้น คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ เข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและระบบระบายน้ำเสียที่ทันสมัยมากขึ้น 

อินเดียได้เริ่มโครงการวางแผนครอบครัวในปี 1952 และออกนโยบายประชากรแห่งชาติเป็นครั้งแรกในปี 1976 เท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่จีนกำลังพยายามลดอัตราการเกิดลง

อย่างไรก็ตาม การบังคับคนยากจนหลายล้านคนให้ทำหมันในโครงการวางแผนครอบครัว ในช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินในอินเดียในปี 1975 ซึ่งมีการระงับสิทธิเสรีภาพของพลเมืองหลายอย่าง ได้นำไปสู่การต่อต้านการวางแผนครอบครัว

ทิม ไดสัน นักประชากรศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน กล่าวว่า “แนวโน้มการลดลงของการเจริญพันธุ์จะเร็วกว่านี้ในอินเดีย หากไม่มีการประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน และนักการเมืองทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้รัฐบาลในเวลาต่อๆ มา ระมัดระวังมากขึ้นในเรื่องการวางแผนครอบครัว” 

ประเทศและดินแดนในเอเชียตะวันออกหลายชาติอย่าง เกาหลี, มาเลเซีย, ไต้หวัน และไทย ซึ่งได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับประชากรที่ช้ากว่าอินเดีย กลับประสบความสำเร็จในการลดระดับการเจริญพันธุ์, ลดอัตราการตายของแม่และทารก, เพิ่มรายได้ และการพัฒนามนุษย์ได้เร็วกว่าอินเดีย 

อินเดีย vs จีน: การเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นประโยชน์หรือคำสาป?

อินเดียก็ยังไม่เคยเผชิญกับการระเบิดทางประชากร


อินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 พันล้านคน นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 1947 และคาดว่า ประชากรของอินเดียจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปอีก 40 ปี แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรค่อยๆ ลดลงมานานหลายสิบปีแล้ว และอินเดียก็พยายามที่จะเลี่ยงการเผชิญกับ “ภัยพิบัติทางประชากรศาสตร์” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

นักประชากรศาสตร์ กล่าวว่า การที่อินเดียมีประชากรมากกว่าจีน จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป

รายได้ที่เพิ่มขึ้น การเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงอินเดียมีลูกน้อยลงกว่าเมื่อก่อน อัตราเจริญพันธุ์ได้ลดต่ำกว่าระดับทดแทน ตัวอย่างเช่น การให้กำเนิดทารก 2 คนต่อผู้หญิง 1 คน ใน 17 รัฐและดินแดนที่รัฐบาลกลางบริหารจากทั้งหมด 22 แห่ง ทั้งนี้ ระดับทดแทนคือระดับที่การเกิดใหม่เพียงพอในการรักษาจำนวนประชากรให้คงที่

อัตราการเกิดที่ลดลงในพื้นที่ทางตอนใต้ของอินเดียเร็วกว่าทางตอนเหนือซึ่งมีประชากรมากกว่า ศาสตราจารย์ไดสัน กล่าวว่า “น่าเสียดายที่อินเดียส่วนมากไม่เหมือนกับทางใต้ การเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่ทางเหนือของอินเดียได้ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ลดต่ำลง”

การแซงหน้าจีนอาจมีความสำคัญ

การมีประชากรมากกว่าจีนอาจจะทำให้ข้อกล่าวอ้างของอินเดียในการเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีสมาชิกถาวร 5 ชาติ ที่รวมถึงจีน มีน้ำหนักมากขึ้น

อินเดียเป็นสมาชิกก่อตั้งของสหประชาชาติ และยืนยันมาโดยตลอดว่า การที่อินเดียได้ที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นเรื่องยุติธรรม 

เคเอส เจมส์ จากสถาบันระหว่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์ประชากร ในนครมุมไบ กล่าวว่า รูปแบบการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ของอินเดียมีความสำคัญเช่นกัน

เจมส์ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีข้อด้อยหลายอย่าง อินเดียสมควรได้รับการยกย่องในการจัดการ “การเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์อย่างมีคุณภาพ” ด้วยการใช้การวางแผนครอบครัวในประเทศประชาธิปไตยที่มีทั้งคนยากจนและไร้การศึกษา “ประเทศส่วนใหญ่ทำเช่นนี้หลังจากที่พัฒนาการอ่านออกเขียนได้และมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว”

ข่าวดีมากกว่านั้นคือ 1 ใน 5 ของประชากรโลกที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ในโลกนี้ มาจากอินเดีย และ 47% ของชาวอินเดียมีอายุต่ำกว่า 25 ปี โดย 2 ใน 3 ของชาวอินเดีย เกิดหลังจากอินเดียเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในช่วงต้นทศวรรษ 1990 “ศรุต ราชาโกพาลัน” นักเศรษฐศาสตร์ระบุในรายงานชิ้นใหม่ว่า คนอินเดียรุ่นใหม่กลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษบางอย่าง “คนอินเดียรุ่นใหม่ยุคนี้จะเป็นแหล่งแรงงานและผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจ และชาวอินเดียจะเป็นแหล่งรวมคนที่มีความสามารถระดับโลกมากที่สุด”

อินเดีย vs จีน: การเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นประโยชน์หรือคำสาป?

ยังมีความท้าทายหลายอย่างเช่นกัน


อินเดียจำเป็นต้องสร้างงานให้เพียงพอต่อประชากรวัยทำงานที่อายุน้อย แต่ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังเศรษฐกิจอินเดีย (CMIE) ระบุว่า มีประชากรวัยทำงานของอินเดียเพียง 40% เท่านั้นที่ต้องการทำงานหรืออยากจะทำงาน

ขณะที่ผู้หญิงต้องการทำงานมากขึ้น เนื่องจากพวกเธอใช้เวลาในช่วงวัยทำงานในการให้กำเนิดลูกและดูแลลูกน้อยลง แต่ข้อมูลจาก CMIE พบว่า เมื่อเดือนตุลาคมมีผู้หญิงวัยทำงานเพียง 10% เท่านั้นที่ได้อยู่ในตลาดแรงงาน ขณะที่จีนอยู่ที่ 69%

ส่วนชาวอินเดียราว 200 ล้านคน ได้อพยพย้ายถิ่นภายในประเทศระหว่างรัฐและเขตต่างๆ จำนวนผู้โยกย้ายถิ่นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานที่เดินทางออกจากหมู่บ้านเข้าไปอยู่ในเมืองเพื่อหางานทำ

เอส ไอรูดายา ราชัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพที่สถาบันโยกย้ายถิ่นฐานและการพัฒนาระหว่างประเทศในรัฐเกรละ กล่าวว่า “หลายเมืองจะขยายตัว ขณะที่การโยกย้ายถิ่นฐานจะสูงขึ้น เพราะการขาดแคลนงาน รวมถึงค่าจ้างที่ต่ำในชนบท แต่หากพวกเขาไม่สามารถสร้างมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สมเหตุสมผลแก่ผู้อพยพ เราก็จะลงเอยด้วยการมีสลัมและโรคภัยที่มากขึ้น”  

นักประชากรศาสตร์ กล่าวว่า อินเดียยังจำเป็นต้องยับยั้งความเชื่อเรื่องการแต่งงานในวัยเด็ก ป้องกันการแต่งงานเร็ว และลงทะเบียนการเกิดและการตายอย่างเหมาะสม อัตราส่วนเพศเมื่อแรกเกิดที่บิดเบือน ที่ทำให้มีเด็กชายเกิดมากกว่าเด็กหญิง ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวล การกล่าวโจมตีทางการเมืองเกี่ยวกับ “การควบคุมประชากร” ดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่ชาวมุสลิม ชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย แต่ในความเป็นจริง ศูนย์วิจัยพิว ระบุว่า ช่องว่างในการให้กำเนิดลูกระหว่างกลุ่มศาสนาต่างๆ ลดน้อยลงมากกว่าที่เคยเป็น

ประชากรสูงวัยของอินเดีย


บรรดานักประชากรศาสตร์ ระบุว่า แทบไม่มีคนใส่ใจเรื่องประชากรสูงวัยของอินเดีย

ในปี 1947 อายุมัธยฐานของอินเดียคือ 21 ปี หรือ 5% ของประชากรมีอายุมากกว่า 60 ปี ในปัจจุบันอายุมัธยฐานอยู่ที่มากกว่า 28 ปี และมีชาวอินเดียที่อายุเกิน 60 ปี มากกว่า 10% โดยรัฐทางใต้ของอินเดีย เช่น เกรละ และทมิฬนาฑู สามารถรักษาระดับทดแทนได้ตั้งแต่อย่างน้อย 20 ปีที่แล้ว

รูกมินิ เอส ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Whole Numbers and Half Truths: What Data Can and Cannot Tell Us About Modern India กล่าวว่า “ขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลง การสนับสนุนประชากรสูงอายุจะกลายเป็นภาระเพิ่มขึ้นต่อทรัพยากรของรัฐบาล โครงสร้างครอบครัวจะต้องมีการรื้อสร้างขึ้นใหม่ และผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวจะกลายเป็นปัญหาเพิ่มขึ้น.”