‘เฉลิมชัย’ชูไทยส่งออกข้าวเบอร์2โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693942

‘เฉลิมชัย’ชูไทยส่งออกข้าวเบอร์2โลก

‘เฉลิมชัย’ชูไทยส่งออกข้าวเบอร์2โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ แสดงความพอใจต่อการพัฒนาศักยภาพของชาวนาไทยและการส่งออกข้าวภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563-2567 และยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ตั้งเป้า ไทยเป็นผู้นำในด้านการผลิต การตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลกเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคาโดย 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2565) ประเทศไทยส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้ทั้งสิ้น 5.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 39.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าส่งออก 2,796.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ถึง 95,233 ล้านบาท

สำหรับราคาส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ตันละ 510.8 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ที่ราคาตันละ 500.5 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ 7-8 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกในปีนี้อย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดงานประชุมข้าวโลก (World Rice Conference)ครั้งที่ 14 (14th World Rice Conference) โดย The Rice Trader วารสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา และจะมีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกคือรางวัล The World’s Best Rice Award ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ข้าวไทยได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลก 2 ปี ซ้อนซึ่งสะท้อนถึงผลจากการทำงานอย่างทุ่มเทของรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนภาคเกษตรกรและทุกภาคส่วนที่บูรณาการทำงานเชิงรุกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

‘เฉลิมชัย’เปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693856

'เฉลิมชัย'เปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45

‘เฉลิมชัย’เปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.46 น.

“เฉลิมชัย”เปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45 เดินหน้านำงานวิจัยสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการปศุสัตว์ของไทย

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45 (The International Conference on Veterinary Science 2022 : The ICVS 2022) ที่จัดขึ้นโดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 23 – 25 พฤศจิกายน 2565 ภายใต้หัวข้อ “One Health for the New Era” โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค (อิมแพ็คฟอรั่ม) เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่าภายใต้หัวข้อ “One Health for the New Era” ได้มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการควบคุมป้องกันโรคระบาดสัตว์โดยใช้หลักแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ซึ่งเป็นแนวคิดการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่รวมสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสุขภาพสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการพัฒนาสุขภาพที่ดีอย่างเป็นองค์รวม และเน้นการประยุกต์ใช้หลัก One Health ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องการควบคุมโรคระบาดสัตว์โดยอาศัยหลักสุขภาพหนึ่งเดียวเป็นอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เลี้ยงชีพที่มั่นคง เพื่อการพัฒนาระบบรากฐานของประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

โดยคาดว่าการประชุมดังกล่าว จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตสัตว์เชิงอุตสาหกรรมและการควบคุมโรคระบาดสัตว์ในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ และเป็นเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ทางวิชาชีพสัตวแพทย์ รวมถึงการมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือกันขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ในการเพิ่มขีดความสามารถของวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

“ปัญหาเรื่องโรคระบาดสัตว์ถือเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งส่งผลทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวม โดยการติดต่อระหว่างสัตว์กับคน เช่น ไข้หวัดนก โรคพิษสุนัขบ้า ฝีดาษลิง หรือโควิด-19 ที่มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ เป็นต้นนั้น สามารถใช้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ที่จะทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักถึงการควบคุมโรคระบาด และการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดีขึ้นและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไป สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยกันในการสร้างความพร้อมรับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการปศุสัตว์ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการเปิดกว้างในการทำงานวิจัยร่วมกับองค์กรต่างๆ ระหว่างประเทศ และหวังว่าผู้เข้าร่วมงานในวันนี้จะนำงานวิจัยต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะสนับสนุนเพื่อมาพัฒนาประเทศต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย ผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในสายวิชาชีพสัตวแพทย์ เช่น สัตวบาล นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนักวิจัย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากกว่า 400 คน ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสัมมนาและบรรยายเชิงวิชาการ การแสดงนิทรรศการสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำปี 2565 และการจัดบูธผู้สนับสนุนการประชุม เป็นต้น โดยการประชุมในครั้งนี้ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณบดีและบุคลากรทางการศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นคณะกรรมการจัดการประชุม รวมทั้งได้รับการสนับสนุนการจัดประชุมจากบริษัทชั้นนำและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในด้านสัตวแพทย์ของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย Edinburgh (The University of Edinburgh) แห่งราชอาณาจักรสกอตแลนด์ และผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาต่างๆ มาเป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมครั้งนี้อีกด้วย

– 006

‘ประภัตร’ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 เรื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693840

‘ประภัตร’ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 เรื่อง

‘ประภัตร’ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 เรื่อง

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.17 น.

‘รมช.ประภัตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างความเชื่อมั่นก้าวสู่ตลาดโลก

23 พฤศจิกายน 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2565 โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร 
พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประภัตร กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 4) พ.ศ. …. โดยได้ดำเนินการจัดทำร่างค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับ GAP และ Organic สำหรับสินค้าเกษตร จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภทพืชอาหาร พืชสมุนไพร ไม้ผล หม่อน ไม้ดอก เห็ด ชา และกาแฟ 2) ประเภทพืชไฮโดรโพนิกส์ 3) ประเภทข้าว พืชไร่ พืชเกษตรอุตสาหกรรม ยางพารา และพืชอาหารสัตว์ และการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ การรวบรวม การคัดบรรจุ แปรรูป และจัดจำหน่ายพืชอินทรีย์ (Organic) สำหรับสินค้าเกษตร จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภทพืชอาหาร พืชสมุนไพร ไม้ผล หม่อน เห็ด ชา และกาแฟ 2) ประเภทข้าว พืชไร่ พืชเกษตรอุตสาหกรรม ยางพารา และพืชอาหารสัตว์

นอกจากนี้ ยังได้มีการพิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง เพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ เนื่องจากมีข้อมูลว่าในช่วงต้นฤดูจะมีการตัดทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ออกสู่ตลาดเพื่อเร่งจำหน่าย ซึ่งเป็นการทำลายตลาดทุเรียนในภาพรวม ส่งผลกระทบทำให้ราคาทุเรียนทั้งตลาดภายในและต่างประเทศมีราคาตกต่ำ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนไทย จึงได้มีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดี สำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุทุเรียนเป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อควบคุมกำกับดูแลปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) และช่วยสนับสนุนการจำหน่ายผลทุเรียนที่แก่ มีคุณภาพตามมาตรฐาน สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและเวทีการค้า ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพของทุเรียน ไทยเพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก

มาตรฐานองุ่น ซึ่งในปี 2564 ประเทศไทยมีการนำเข้าองุ่นสด ปริมาณ 1.02 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 5,683 ล้านบาท และองุ่นเป็นไม้ผลที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกกันมาก มีพื้นที่ปลูกองุ่น รวมทั้งสิ้น 5,517.10 ไร่ ผลผลิตรวม 4,189.40 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,809.48 กิโลกรัม นอกจากจะจำหน่ายในประเทศแล้วยังสามารถส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เช่น ลาว เป็นต้น ทั้งนี้จึงควรจัดทำมาตรฐานองุ่นของประเทศ เพื่อเป็นเกณฑ์ทางการค้า และสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพของผลิตผล โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ จะครอบคลุมข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับองุ่น (table grapes) ที่มีการจัดเตรียม และบรรจุหีบห่อ ไม่รวมองุ่นที่ใช้แปรรูปอุตสาหกรรม

มาตรฐานเห็ดหูหนูขาวแห้ง เป็นเห็ดเศรษฐกิจที่มีการซื้อขายมากติดอันดับโลก คนไทยนิยมบริโภคเห็ดหูหนูขาวแบบแห้ง เนื่องจากเก็บรักษาไว้ได้นาน เห็ดหูหนูขาวแห้งที่จำหน่ายในประเทศต้องนำเข้าเป็นมูลค่าสูงมาก โดยในปี 2563 นำเข้าเห็ดหูหนูขาวแห้ง มูลค่า 488 ล้านบาท แม้ว่าเห็ดหูหนูขาวแห้งจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแต่ก็มีความเสี่ยง ที่จะปนเปื้อนอันตรายแฝงมา เพื่อให้มีเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานที่ชัดเจน จึงเห็นควรจัดทำมาตรฐานเห็ดหูหนูขาวแห้งของไทย เพื่อใช้ตรวจสอบรับรองคุณภาพเห็ดหูหนูขาวแห้งที่มีจำหน่ายในประเทศ รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงทางการค้า โดยใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร กับเห็ดหูหนูขาวแห้ง (dried white jelly mushroom) ตามนิยามผลิตภัณฑ์ที่บรรจุเพื่อจำหน่าย สำหรับนำไปปรุงอาหารหรือแปรรูปเป็นอาหาร

มาตรบรอกโคลี เป็นผักที่จัดอยู่ในกลุ่มของผักตระกูลกะหล่ำที่มีการนำเข้าและมีการขยายพื้นที่ปลูกในประเทศมากขึ้น โดยในปี 2564 มีพื้นที่ปลูกบรอกโคลี 175.5 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 181.35 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,495.67 กิโลกรัม ทั้งนี้ มีการนำเข้าบรอกโคลี 21,475.19 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 459 ล้านบาท ในปี 2559 คณะทำงานจัดทำมาตรฐานอาเซียนสำหรับผลิตผลพืชสวนและพืชอาหารอื่น ๆ ได้ประกาศมาตรฐานอาเซียน เรื่อง บรอกโคลี ดังนั้นไทยจึงควรมีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง บรอกโคลี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน สำหรับใช้ส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับประเทศ โดยใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร ใช้กับหัว (ส่วนที่เป็นกลุ่มช่อดอกและลำต้น) ของบรอกโคลีประเภทหัว (heading type) / พันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้า เพื่อจำหน่ายในรูปผลิตผลสดแก่ผู้บริโภค ไม่รวมบรอกโคลีที่ใช้แปรรูปในอุตสาหกรรม

มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับลานเททะลายปาล์มน้ำมัน มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับลานเททะลายปาล์มน้ำมัน (มกษ. 9037-2555) มีการประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2555 สำหรับนำไปใช้ควบคุมกระบวนการจัดการของลานเททะลายปาล์มน้ำมันให้มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน และเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นควรให้มีการทบทวนมาตรฐานฉบับดังกล่าว เพื่อให้การปฏิบัติของลานเททะลายปาล์มน้ำมันสอดคล้องกับการปฏิบัติในปัจจุบัน และปรับปรุงข้อกำหนดให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

มาตรฐานการชันสูตรโรคนิวคาสเซิล เป็นโรคระบาดสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และเป็นโรคที่อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคระบาดสัตว์บกขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health; WOAH) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกของประเทศ ตลอดจนเกิดปัญหาการส่งออก ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยมาตรฐานสินค้านี้ กำหนดการชันสูตรโรคนิวคาสเซิล ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บตัวอย่าง การรักษาตัวอย่าง เพื่อการชันสูตร การตรวจหาและจำแนกเชื้อ รวมถึงการตรวจการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันด้วย

‘อลงกรณ์’ดึง‘อตก.’ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693798

‘อลงกรณ์’ดึง‘อตก.’ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ

‘อลงกรณ์’ดึง‘อตก.’ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.19 น.

‘อลงกรณ์’ดึง‘อ.ต.ก.’จับมือกทม.-การเคหะ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง

23 พฤศจิกายน 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมฯ ครั้งที่ 5/2565 ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ว่าที่ประชุมได้มีการเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องโดยความคืบหน้าล่าสุดพบว่าโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน กทม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาชน ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ กทม. แล้ว 177,246 ต้น โดยมีเป้าหมายปลูกให้ครบ 1 ล้านต้น ภายใน 4 ปี ในพื้นที่ทั้ง 50 เขต รวมทั้งพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตสวนสาธารณะของ กทม.ด้วย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดพื้นที่กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการกรรมการโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank)รวมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานอื่นๆเช่นคณะทำงานโรงเรียน-วิทยาลัยสีเขียว(Green  School-Green College) คณะทำงานมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) เป็นต้นร่วมสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ในกรุงเทพมหานครและอาจเพิ่มโครงการเป็น2ล้านต้นตามข้อเสนอของผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการปลูกผักสวนครัวเกษตรพอเพียงในสวนสาธารณะนำร่อง 5 แห่ง ได้แก่ 1) สวนจตุจักร เขตจตุจักร มีการทำศูนย์เรียนรู้ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร และเลี้ยงไก่ 2) สวนเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา (ฝั่งพระนคร) เขตบางคอแหลม มีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ผัก และให้ความรู้ แก่ผู้ที่สนใจ 3) สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง ศูนย์เรียนรู้ปลูกพืชผักสวนครัว 4) สวนสราญรมย์ เขตพระนคร เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้และศึกษาดูงานแก่ประชาชนและผู้ที่สนใจ 5) สวนสันติภาพ เขตราชเทวี เป็นแหล่งเรียนรู้และเปิดรับแลกขยะรีไซเคิล

ขณะเดียวกันยังมีขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต (Farmer Market )ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการขยายตลาดในรูปแบบตลาดเกษตรกรให้ครอบคลุม 50 เขต ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอผู้ว่าราชการฯ ซึ่งมอบหมายสำนักงานสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต 50 เขต ให้พิจารณาสถานที่ที่เหมาะสม และโครงการปลูกพืชผักเกษตรปลอดสารพิษ 200 แปลง อีกทั้ง กิจกรรม Bangkok Green Market ตลาดสุขใจ “Green Clean Craft” มียอดจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคม – 20 พฤศจิกายน รวม 250,961 บาท ร้านค้าผู้ประกอบการ 185 ร้าน และผู้ใช้บริการฝึกอาชีพจำนวน 1,560 คนด้วย

ทั้งนี้ ในที่ประชุมผู้แทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ประชาสัมพันธ์และเชิญร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งมีการจัดแสดงสินค้าผลผลิตเกษตร และมอบกระเช้าของขวัญแก่ผู้บริหาร และผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นผลผลิตจากการดำเนินโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและในที่ประชุมตัวแทนการเคหะแห่งชาติแจ้งว่าการเคหะพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งตลาดเกษตรกรในโครงการการเคหะดินแดงซึ่งมีผู้อยู่อาศัย 6,000 ยูนิต รวมทั้งโครงการอื่นด้วยขณะที่ในหน่วยงานขิงกระทรวงเกษตรโดยเฉพาะองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)ก็พร้อมให้การสนับสนุนโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต(Farmer Market) 50 เขตในกรุงเทพมหานครรวมทั้งการร่วมพัฒนาโครงการตลาดน้ำของอตก.ในคลองบางซื่อเป็นตลาดเกษตรกรประเภทตลาดน้ำซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯด้วย

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ได้มอบกมายให้ฝ่ายเลขาประสานงานการลงพื้นที่พร้อมกับผู้ว่ากทม.และผู้ว่าการเคหะฯ.สำรวจพื้นที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. และโครงการเคหะดินแดงพร้อมทั้งเสนอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมขับเคลื่อนงานกับคณะทำงานโครงการวัดสีเขียว( Green Temple )เพื่อสำรวจวัดที่พร้อมจะดำเนินงานโครงการฯ เพิ่มเติม ตามแนวทาง “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน หลังจากนำร่องโครงการไปแล้วที่วัดพระยาสุเรนท์และวัดพระรามเก้ารวมทั้งให้ประสานานกับคณะอนุกรรมการเกษตรอินทรีย์และสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยเพื่อสนับสนุนโครงการเคหะดินแดงซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่การเคหะพร้อมเปิดตลาดเกษตรปลอดภัยเกษตรอินทรีย์กับคณะอนุกรรมการเกษตรอินทรีย์และสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงการทำงานในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา ‘การขับเคลื่อนแพลตฟอร์มเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลสถิติการออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาของประชาชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694075

ประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา 'การขับเคลื่อนแพลตฟอร์มเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลสถิติการออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาของประชาชน'

ประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา ‘การขับเคลื่อนแพลตฟอร์มเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลสถิติการออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาของประชาชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.37 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับ  เทศบาลนครยะลา และคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา จัดเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลาเพื่อการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลสถิติการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชน (Calories Credit Challenge: CCC) ภายใต้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา เพื่อการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลสถิติการออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาของประชาชน (Calories Credit Challenge: CCC) ภายใต้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model)โดยมีนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นางบงกชรัตน์ โมลี ผู้อำนวยการกองนโยบายการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะทำงาน นายรัฐ จิโรจน์วณิชชากร นายทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์  ดร.สัจจวัฒน์ จารึกศิลป์ และรองศาสตราจารย์ ดร.วรรณชลี โนริยา เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

สาระสำคัญของการขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Calories Credit Challenge: CCC ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เป็นเศรษฐกิจใหม่กับแนวคิด BCG Model โดยนำข้อมูลสถิติการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และกิจกรรมทางกายของชาวจังหวัดยะลา บนแพลตฟอร์มCCC ที่เป็นสินทรัพย์สำคัญมาสร้างคุณค่าเพื่อยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืนไปพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดี ชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในที่ประชุมมีมติการขับเคลื่อน 4 ประเด็น

  1. จัดโมเดลพื้นที่นำร่องเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและรูปธรรมการขับเคลื่อนกิจกรรมการออกกำลังกายภายใต้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ CCC x BCG ทั้งในเชิงบุคคลและเชิงพื้นที่
  2. ส่งเสริมและผลักดันให้หน่วยงานและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการในการสร้างมาตรฐานของข้อมูลในแพลตฟอร์มและนวตกรรมเทคโนโลยีที่จัดเก็บข้อมูลกลาง เพื่อสนับสนุนให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และมีการเชื่อมโยงข้อมูลสถิติการออกกำลังกายและเล่นกีฬาตามแนวการพัฒนาประเทศภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจใหม่
  3. ส่งเสริมและผลักดันให้หน่วยงานและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการในการสร้างวิถีของการออกกำลังกาย หรือจัดให้มีการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ โดยกำหนดให้มีการจัดอาหารรองรับจากเครือข่ายเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตามแนวทาง BCG Economy ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
  4. สนับสนุนการออกกำลังกาย การท่องเที่ยวเชิงกีฬา และการจัดแข่งขันกีฬา ทั้งในพื้นที่เขตเมืองและชุมชน ที่เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก โดยการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ชุมชนและท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายและรูปธรรมในการขับเคลื่อนจากเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา จะถูกรวบรวมและเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 15 พ.ศ.2565 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ธันวาคม 2565 ณ โรงแรมเซ็นทารา แจ้งวัฒนะ นนทบุรี เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนระดับนโยบายและสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องระยะต่อไป

สำนักงานประกันสังคมแนะลูกจ้างผู้ประกันตนว่างงานจากเหตุสุดวิสัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694073

สำนักงานประกันสังคมแนะลูกจ้างผู้ประกันตนว่างงานจากเหตุสุดวิสัย

สำนักงานประกันสังคมแนะลูกจ้างผู้ประกันตนว่างงานจากเหตุสุดวิสัย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.35 น.

สำนักงานประกันสังคม แนะลูกจ้าง ผู้ประกันตน ว่างงานจากเหตุสุดวิสัย  “เหตุสุดวิสัย”หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย หรือธรณีพิบัติภัย ตลอดจนภัยอื่นๆ ที่เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชนและถึงขนาด ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ไม่สามารถทำงานได้ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน  แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 180 วันทั้งนี้ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ต้องนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา15 เดือน ก่อนการว่างงาน ลูกจ้าง ผู้ประกันตน สามารถขอรับประโยชน์ทดแทนได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่เกิดเหตุ โดยติดต่อขอรับประโยชน์ทดแทนได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-12 สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา หรือยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนทางไปรษณีย์ได้ ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.sso.go.th หรือ Line : @ssothai หรือโทร 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง https://youtu.be/KCohYnCqJiw

รฟท. จับมือ มรภ.ลำปาง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวบนยุคสมัยแห่งล้านนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694069

รฟท. จับมือ มรภ.ลำปาง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวบนยุคสมัยแห่งล้านนา

รฟท. จับมือ มรภ.ลำปาง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวบนยุคสมัยแห่งล้านนา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.32 น.

การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถนำเที่ยวพิเศษเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนเส้นทางยุคสมัยแห่งล้านนา“Lanna Modernization Railroad Travel”ท่องเที่ยวย่านเมืองเก่า ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ สักการะจอมเจดีย์แห่งล้านนา ซึ่งเป็นทริปนำร่องที่จัดขึ้นจากการบูรณาการความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ภายใต้งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราชผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.เปิดเผยว่า ทีมวิจัยโครงการนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ ที่ได้นำวัฒนธรรมล้านนาอันทรงคุณค่ารวมทั้งวัฒนธรรมด้านอาหารจาก 7 ลุ่มน้ำ มาประยุกต์เพื่อที่จะนำเสนอและรังสรรค์เป็นเมนูอาหารเช้าให้กับผู้โดยสารบนรถไฟ โดยในระยะแรกได้มีการทดสอบเส้นทาง ด้วยการจัดขบวนพิเศษจาก จ.เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ซึ่งเป็นทริปที่มีทั้งสื่อมวลชนและผู้ประกอบการต่างๆ รวมถึงทางด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากนั้นทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นว่าเส้นทางนี้มีศักยภาพเหมาะสมที่จะประชาสัมพันธ์และแนะนำให้เป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวของการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงเป็นที่มาของทริปเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ บนเส้นทางยุคสมัยแห่งล้านนาในครั้งนี้

นอกจากนี้“ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญการท่องเที่ยวในลักษณะแบบนี้ มีความสนใจที่จะเพิ่มเส้นทางในภาคใต้เน้นเดินทางแบบเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน ถือเป็นหลักการสำคัญที่ทาง บพข.กำลังเน้นหนัก พร้อมทั้งเชิญชวนจัดรูปแบบการเดินทางที่ช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีการชดเชยด้วยในอนาคตรวมถึงศักยภาพของการทำงานในลักษณะของเครือข่าย จะเป็นการท่องเที่ยวที่มีนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเข้ามาอธิบายเล่ารายละเอียดในแต่ละจุด รฟท.จึงขอให้ทาง บพข. ช่วยให้การสนับสนุนการวิจัยโดยให้มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ดำเนินการศึกษาในเรื่องของการเชื่อมเส้นทางระหว่างสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ไปยังชุมทางทุ่งสง และสิ้นสุดที่สถานีกันตัง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ของการท่องเที่ยวของการรถไฟภาคเหนือและการรถไฟภาคใต้ พร้อมทั้งขอเชิญชวนทุกท่านที่มีโอกาส โดยเชื่อว่าทางการรถไฟก็เตรียมเสนอเส้นทางดีๆ เหล่านี้ โดยใช้ฐานการวิจัยจากกองทุน ววน.”ผศ.สุภาวดีกล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย “นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์”กล่าวว่าความร่วมมือในกิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อต้องการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ กระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานล่าง ตลอดจนสนับสนุนให้คนไทยลดการใช้รถส่วนบุคคลและหันมาเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ ตามนโยบายการรณรงค์ลดใช้พลังงานของรัฐบาล โดยได้นำจุดเด่นของทั้งสองหน่วยงานมาสร้างสรรค์เป็นการท่องเที่ยวที่แตกต่าง และยังไม่เคยเกิดขึ้นในเส้นทางใดมาก่อนในภาคเหนือ ที่มีทิวทัศน์สองข้างรถไฟที่มีความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานบริการแบบ Luxury เสิร์ฟอาหารสุดหรูบนขบวนรถตู้โดยสารพิเศษแบบ VIP Gourmet Car ด้วยเมนูอาหารเช้าสไตล์อังกฤษ เช่น สลัดผักออร์แกนิคกับน้ำสลัดวินิแกรต ขนมปังนานาชนิด ซุปผักสไตล์ผู้ดีอังกฤษ ไข่แบบเบเนดิกต์เสิร์ฟพร้อมผักย่างและเบคอนกรอบ ฯลฯ นอกจากนี้ วันสุดท้ายของการเดินทางเที่ยวกลับจากเชียงใหม่ ยังมีบริการอาหารเย็นแบบ VIP Gourmet Car ด้วยเมนูย้อนอดีตสมัยเส้นทางการค้าอังกฤษ – อินเดีย – ล้านนา อาทิ แกงฮังเลเสิร์ฟพร้อมโรตีและเครื่องเคียงสไตล์อินเดีย กล้วยเชื่อมล้านนาราดซอสเกลือคาราเมล เสิร์ฟพร้อมไอศกรีม

สำหรับ ขบวนรถนำเที่ยวดังกล่าว เดินทางด้วยขบวนรถไฟด่วนที่ 51 กรุงเทพ – ลำปาง วันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ออกจากกรุงเทพเวลา 22.00 น. ถึงสถานีศิลาอาสน์ รับประทานอาหารเช้าแบบ Chef’s Table 5 คอร์สแบบอังกฤษ นำผู้โดยสารลงสถานีลำปาง เที่ยวมิวเซียมลำปาง รถม้าชมเมือง ชิมอาหารท้องถิ่น ชอปปิ้งเซรามิค สักการะ 3 จอมเจดีย์ลำปาง – ลำพูน พักค้างคืนจังหวัดเชียงใหม่ บูชา 2 จอมเจดีย์เชียงใหม่ ชอปปิ้งของฝาก อาหารเย็นบนรถแบบ Chef’s Table 5 คอร์ส แบบยุโรป อินเดีย ล้านนา เช้าวันใหม่ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ทั้งนี้ โครงการวิจัยดังกล่าว เกิดขึ้นภายใต้งานวิจัยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยรถไฟ บนเส้นทางยุคสมัยแห่งล้านนา โดย ผศ. ดร.ณัฐนันท์ ฐิติยาปราโมทย์ และดร.ปัณณฑัต กัลยา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง สนับสนุนทุนวิจัยโดย บพข. งบประมาณจากกองทุน ววน. มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางรถไฟและย่านเมืองเก่า ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ของประเทศไทย

‘บรีส เบบี้’ตอกย้ำความอ่อนโยนจากธรรมชาติผ่านรางวัลการันตีจากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694066

'บรีส เบบี้'ตอกย้ำความอ่อนโยนจากธรรมชาติผ่านรางวัลการันตีจากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2022

‘บรีส เบบี้’ตอกย้ำความอ่อนโยนจากธรรมชาติผ่านรางวัลการันตีจากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2022

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.27 น.

“บรีส เบบี้” ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่ได้รับรางวัลการันตีด้านความปลอดภัยและความอ่อนโยนจากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2022 ในสาขา Best Natural & Organic Baby Laundry Detergent“บรีส เบบี้” ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่อ่อนโยน ปลอดภัย สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดคุณบีม – กวี พร้อมด้วยคุณแม่ออยและลูกชายฝาแฝด พี่ธีร์ – น้องพีร์ ร่วมแชร์ความรู้สึกหลังจากใช้งานผลิตภัณฑ์จริง ในฐานะพรีเซนเตอร์คนล่าสุดของแบรนด์บรีส

หลังจากที่บรีส (Breeze) ผลิตภัณฑ์ซักผ้าอันดับหนึ่งภายใต้ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ได้เดินหน้าเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ด้วยสูตรใหม่ “บรีส เบบี้” ที่จะมาเป็นตัวช่วยของเหล่าคุณพ่อ คุณแม่ เปลี่ยนการซักผ้าแบบเดิมให้สะอาดมากขึ้น พร้อมตอกย้ำถึงความอ่อนโยนต่อผ้าของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด ผ่านรางวัลการันตีจากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2022 ในสาขา Best Natural & Organic Baby Laundry Detergent ที่ได้รับเลือกจากความเห็นของบรรณาธิการ 

บรีส (Breeze) ผลิตภัณฑ์ซักผ้าอันดับหนึ่งภายใต้ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานในด้านผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้การซักผ้าของทุกคนเป็นเรื่องง่าย สะอาด อ่อนโยน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคุณวรพักตร์ บรรเลงจิต รองประธานกรรมการบริหารการตลาด-ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้เผยว่า “การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจาก Amarin Baby & Kids Awards 2022 นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์เป็นอย่างยิ่ง และถือว่าเป็นการตอกย้ำปณิธานของแบรนด์บรีสที่มุ่งเน้นพัฒนา และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่สามารถขจัดคราบได้อย่างง่ายดาย ทั้งอ่อนโยน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งความพิเศษสำหรับบรีส เบบี้ ได้คำนึงถึงความสำคัญของเหล่าคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด จึงได้มีการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้มีความอ่อนโยนมากที่สุด แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดในการขจัดคราบสิ่งสกปรกนั่นเอง และบรีสจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่คำนึงถึงประสิทธิภาพในการซักผ้า ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภคต่อไป”

ครั้งนี้พ่อบีมนำทัพสองแฝดและคุณแม่ออย มาร่วมแชร์จากประสบการณ์จริง ที่ต้องเผชิญกับคราบหนักของลูกๆ เช่น คราบนม, คราบอาหาร, คราบซอส หรือคราบของเสียต่างๆ ซึ่งเป็นคราบฝังลึกติดแน่น แต่เมื่อใช้ “บรีส เบบี้” ก็ช่วยขจัดคราบหนักบนผ้าของลูกน้อยได้อย่างง่ายดาย สะอาด โดยที่ไม่ต้องแช่ผ้า พร้อมด้วยเอ็นไซม์สกัดจากธรรมชาติและสารทำความสะอาดที่มีต้นกำเนิดจากธรรมชาติ 100%

“ปกติที่บ้านเราใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าบรีสอยู่แล้วครับ เพราะเขาขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ครั้งนี้เราได้เป็นพรีเซนเตอร์ ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่าง ‘บรีส เบบี้’ ก็ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเขาได้คิดค้นมาอย่างละเอียดแล้วว่าเหมาะกับเด็กๆ และอ่อนโยนมาก ไม่ระคายเคืองต่อผิวของเด็กๆ” – บีม กวี ตันจรารักษ์ 

สูตรใหม่นี้ได้คิดค้นเพื่อลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดโดยเฉพาะ โดยผ่านการคิดค้นและพัฒนาจนมั่นใจว่าอ่อนโยนเต็มที่เพราะผ่านการทดสอบการระคายเคืองกับผิวแพ้ง่าย ไม่มีสารฟอกขาวและไม่มีสีสังเคราะห์ พร้อมเทคโนโลยีพิเศษ จากทั้ง 2 กลิ่นหอม เพื่อช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลายมากขึ้น “สีฟ้า กลิ่นบลูเฟรช กลิ่นเด็กหอมสะอาด สดชื่น” และ “สีชมพู กลิ่นพิงค์บลูม กลิ่นเด็กหอมละมุน อ่อนโยน”

ร่วมพิสูจน์ความอ่อนโยนไปกับ “บรีส เบบี้” ได้แล้ววันนี้ที่ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศติดตามกิจกรรมและข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/BreezeThailand/ หรือหาซื้อได้ที่ https://shp.ee/bbg9thz

คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2566’ มอบรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ เพิ่มอีก 5 ดวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694051

คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2566’ มอบรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ เพิ่มอีก 5 ดวง

คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2566’ มอบรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ เพิ่มอีก 5 ดวง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.10 น.

ในงานเปิดตัวคู่มือ มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ฉบับประจำปี 2566 (The MICHELIN Guide Thailand 2023) ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 6 ของประเทศไทย มิชลินได้ประกาศรายชื่อร้านอาหารที่คว้ารางวัล ‘ดาวมิชลิน’ (MICHELIN Star), รางวัล “ดาวมิชลินรักษ์โลก” (MICHELIN Green Star), รางวัล MICHELIN Young Chef Award และรางวัล MICHELIN Service Award พร้อมทั้งรางวัลพิเศษอีก 2 รางวัลที่มอบให้เป็นปีแรก ได้แก่ รางวัล MICHELIN Opening of the Year Award และรางวัล MICHELIN Sommelier Award

คู่มือฉบับล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง เป็นร้านที่ได้รับรางวัล
‘2 ดาวมิชลิน 6 ร้าน (ทุกร้านเป็นร้านที่รักษาสถานะ 2 ดาวมิชลินเอาไว้ได้), รางวัล 1 ดาวมิชลิน
29 ร้าน, รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ 189 ร้าน และร้านแนะนำอื่น ๆ อีก 217 ร้าน  โดยมีร้านใหม่คว้ารางวัล
1 ดาวมิชลิน’ เพิ่มขึ้น 5 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 4 ร้าน และเลื่อนระดับ 1 ร้าน) และรางวัล บิบ กูร์มองด์’ จำนวน 59 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 53 ร้าน และเลื่อนระดับ 6 ร้าน)  ทั้งยังมีร้านติดโผร้านแนะนำในคู่มือ มิชลิน ไกด์’ เป็นครั้งแรกอีกถึง 54 ร้าน  สรุปยอดรวมร้านใหม่ในคู่มือฯ ฉบับล่าสุดนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 111 ร้าน โดย 69 ร้านตั้งอยู่ใน นครราชสีมา, ขอนแก่นอุบลราชธานี และ อุดรธานี ซึ่งเป็น 4 เมืองตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ ภาคอีสาน” ที่ มิชลิน ไกด์’ ขยายขอบเขตเข้าดำเนินการสำรวจและจัดอันดับเป็นปีแรก

เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก เปิดเผยว่า “หลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มานานหลายปี ล่าสุดเริ่มเห็นการเปิดร้านอาหารหรือโรงแรมใหม่ ๆ ทั่วประเทศ โดยในภาคธุรกิจร้านอาหาร มีร้านอาหารประเภท
ไฟน์ไดน์นิ่งเปิดตัวใหม่เป็นจำนวนมาก ทั้งโดยเชฟท้องถิ่นที่หันมาให้ความสำคัญกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมด้านอาหารของตนเอง ส่งผลให้มีการนำเสนออาหารหลากหลาย ตั้งแต่อาหารไทยภาคเหนือ อาหารไทยภาคใต้ อาหารอีสาน อาหารไทยดั้งเดิม อาหารไทยแบบโมเดิร์น ฯลฯ  นอกจากนั้น ยังมีร้านอาหารที่เปิดโดยนักลงทุนรายใหญ่และเชฟชั้นนำระดับโลกด้วย  พัฒนาการเช่นนี้ส่งผลให้
ผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ รู้สึกตื่นเต้นไปกับบรรยากาศโดยรวมของภาคธุรกิจอาหารในไทยเป็นอย่างมาก”

จำนวนร้านอาหารที่เพิ่มขึ้นในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ ฉบับล่าสุด ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของร้านอาหารที่สามารถยืนหยัดฟันฝ่าความท้าทายในช่วงปีที่ผ่านมาได้ด้วยดี และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ ‘มิชลิน ไกด์’ ขยายขอบเขตเข้าดำเนินการสำรวจและจัดอันดับร้านอาหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ที่สุดของไทย ทั้งยัง
มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ประกอบกับลักษณะทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติที่งดงาม เราเชื่อว่าการขยายขอบเขตเข้าสู่ภูมิภาคนี้จะทำให้ผู้อ่านคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับล่าสุด ได้รับรู้และเข้าใจอาหารอีสานมากขึ้น รวมทั้งมีส่วนช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้น ตลอดจนมีส่วนส่งเสริมการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมอาหารและการบริการหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส
โควิด-19 ดีขึ้น
” มร.ปูลเล็นเนค กล่าว

รางวัล 1 ดาวมิชลิน’ มีร้านติดอันดับเพิ่มขึ้น 5 ร้าน

(ติดอันดับครั้งแรก 4 ร้าน และเลื่อนระดับ 1 ร้าน)

ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2566 รายชื่อร้านอาหารคว้ารางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ยังคงเดิมรวมทั้งสิ้น 6 ร้าน ได้แก่ Chef’s Table (เชฟส์เทเบิล), Le Normandie by Alain RouxMezzaluna (เมซซาลูน่า), R-HaanSorn (ศรณ์) และ Sühring  สำหรับรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ มีร้านอาหารติดอันดับเพิ่มขึ้น 5 ร้าน โดยทุกร้านอยู่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ บ้านเทพา ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่นำเสนออาหารชุดแบบ Tasting Menu ที่จัดแต่งมาอย่างสวยงาม โดยเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลที่ปลูกเอง และคัดสรรผักผลไม้จากเกษตรกรไทยหัวใจสีเขียวที่มุ่งรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม, Haoma ร้านอาหารอินเดียที่ปลูกผักเกือบ 40 ชนิดไว้ประกอบอาหารเอง มีระบบรองน้ำฝนไว้สำหรับรดน้ำผัก ทางร้านนำเสนออาหารอินเดียสมัยใหม่ที่ทุกจานปรุงรสและเผยเสน่ห์ของเครื่องเทศสไตล์อินเดียได้อย่างดีเยี่ยม โดยเน้นเรื่องความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อธรรมชาติ จึงไม่มีการทิ้งวัตถุดิบใด ๆ เลย มีให้เลือกทั้ง Tasting menu ตามฤดูกาล, เมนู À la carte และเมนูมังสวิรัติ, Maison Dunand ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูฝรั่งเศสร่วมสมัย นำเสนออาหารชุดแบบ Tasting Menu ที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจจากท้องถิ่นแถบเทือกเขาแอลป์อันเป็นบ้านเกิด ตลอดจนความทรงจำวัยเด็กในการไปเยือนแคว้น Brittany รวมถึงประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวในหลายประเทศ, โพทง ร้านอาหารไทย-จีนสมัยใหม่ที่นำเสนออาหารโดยเน้นการรับรู้ผ่านผัสสะทั้งห้า ตั้งแต่การมองเห็น ชิม ดม การหยิบจับ และฟังเรื่องราวที่แฝงอยู่ในแต่ละคอร์ส, Signature ร้านอาหารฝรั่งเศสที่ได้รับการเลื่อนระดับในปีนี้ โดยนำเสนอรสชาติอาหารสไตล์ครัวฝรั่งเศสคลาสสิก โดดเด่นด้วยการใช้สมุนไพรและดอกไม้นำเข้าเพื่อให้ได้กลิ่นอายของดินแดนฝรั่งเศสแท้ ๆ  เซ็ตเมนูที่แนะนำคือ Flower Bouquet ซึ่งมีการรังสรรค์ต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล

จำนวนร้านได้รับรางวัล MICHELIN Green Star หรือ ดาวมิชลินรักษ์โลก” เพิ่มขึ้นอีก 2 ร้าน รวมเป็น 3 ร้าน

นอกเหนือจาก PRU (พรุ) ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินในจังหวัดภูเก็ต ที่รักษารางวัลเอาไว้ได้ต่อเนื่องเป็น
ปีที่ 3 แล้ว ยังมีร้านอาหารอีก 2 ร้านร่วมคว้ารางวัล MICHELIN Green Star หรือ “ดาวมิชลินรักษ์โลก”
ที่มอบให้กับร้านอาหารที่ดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ได้แก่ Haoma ร้านอาหารอินเดียในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นปีแรก และคว้ารางวัล 1 ดาวมิชลิน ไปครอง ร้านอาหารแห่งนี้กักเก็บน้ำฝนตลอดปีไว้เพื่อใช้สำหรับฟาร์ม Aquaponics และนำไปผ่านระบบกรองน้ำ Nordaq เพื่อใช้เป็นน้ำดื่มสะอาดสำหรับลูกค้า นอกจากนี้ในช่วงโควิดยังได้เริ่มทำฟาร์มเลี้ยงไก่ แพะ และวัว สำหรับใช้ทำเมนูที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
และ จำปา ร้านอาหารในภูเก็ตที่ผ่านการคัดสรรเป็นร้านแนะนำโดยคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปีแรก
ร้านแห่งนี้มุ่งนำเสนออาหารที่อุดมคุณค่า โดยเน้นให้ลูกค้าตระหนักถึงคุณประโยชน์ของอาหารสดใหม่ในท้องถิ่น เสิร์ฟอาหารยุโรปร่วมสมัยซึ่งปรุงขึ้นจากพืชผักสมุนไพรที่ปลูกในฟาร์มออร์แกนิกของร้านเอง และวัตถุดิบจากทะเลที่เลือกเฟ้นมาจากชาวประมงบนเกาะ

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Thailand Young Chef Award ประจำปี 2566:

ดาวิเด การาวาเกลีย (Davide Garavaglia) จากร้าน Côte by Mauro Colagreco

เชฟดาวิเดสัญชาติอิตาเลียนได้นำทิศทางและมาตรฐานการทำอาหารของเชฟเมาโร โคลาเกรคโค (Mauro Colagreco) จากดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียนมาถ่ายทอดผ่านร้านอาหาร ณ โรงแรมหรู
ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับเชฟมาร์ค วาเซอร์ (Marc Vasseur) หลังสั่งสมประสบการณ์การทำงานที่ D’O ร้านระดับ ‘2 ดาวมิชลิน’ ของเชฟดาวิเด โอลดานี (Davide Oldani)
ในมิลาน และ Sketch ร้านระดับ ‘3 ดาวมิชลิน’ ของเชฟปีแยร์ กาแญร์ (Pierre Gagnaire) ในกรุงลอนดอน เชฟดาวิเดได้มาเริ่มงานกับเชฟเมาโร โคลาเกรโค ที่ร้าน Mirazur ในปี 2558 และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ร้านคว้ารางวัล ‘3 ดาวมิชลิน’ มาครองในที่สุด 

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Thailand Service Award ประจำปี 2566:

อุทิศ สองโท (Uthit Songtho) จากร้าน บ้านพระยา

คุณอุทิศ ผู้จัดการร้านบ้านพระยา ให้บริการอย่างอบอุ่นด้วยไมตรีจิตแบบไทยและมาตรฐานอันเป็นเลิศของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล  เปี่ยมทั้งความเป็นมิตร สุภาพ และจริงใจ โดยไม่เพียงรอต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างอบอุ่นทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเรือ แต่ขากลับยังรอส่งขึ้นเรือพร้อมกล่าวลาอย่างสุภาพ ระหว่างให้บริการ คุณอุทิศเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นมาของร้านอาหาร ประวัติเชฟ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับอาหารจานที่นำเสนอและอาหารไทยทั่วไป ทั้งยังใส่ใจสอบถามถึงความคิดเห็นของลูกค้าที่มีต่ออาหารจานต่าง ๆ ด้วย

…ครั้งแรกในไทยกับ 2 รางวัลพิเศษ

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Thailand Opening of the Year Award ประจำปี 2566:

เชฟ “แพม” พิชญา สุนทรญาณกิจ (Pichaya Soontornyanakij) จากร้าน โพทง

รางวัล MICHELIN Opening of the Year Award มอบให้กับเชฟ, เจ้าของ หรือผู้จัดการร้าน ซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดร้านอาหารใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีแนวคิดที่โดดเด่นในการนำเสนออาหารอย่างสร้างสรรค์ จนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากวงการอาหารในประเทศ

เชฟแพมคว้ารางวัลพิเศษนี้มาครองเป็นคนแรกในไทย เนื่องจากประสบความสำเร็จในการเปิดร้านอาหาร “โพทง” ขึ้นใจกลางย่านเยาวราช ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยนำตึกโบราณซึ่งเคยเป็นห้างขายยาเก่าแก่ของตระกูลมาปรับปรุง ร้านนี้ถือเป็นร้านอาหารแห่งแรกในไทยที่นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์แนว Innovative/Progressive Thai-Chinese โดยนำอาหาร
ไทย-จีน มาตีความในรูปแบบใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ โดดเด่นด้วยการรังสรรค์อาหารชุดแบบ Tasting Menu จำนวน 20 คอร์ส ที่ทุกจานปรุงขึ้นภายใต้ปรัชญาขององค์ประกอบ 5 อย่าง คือ เกลือ (Salt),
รสเปรี้ยว (Acid), เครื่องเทศ (Spice), เนื้อสัมผัส (Texture) และ “ปฏิกิริยาเมลลาร์ด” (Maillard Reaction) ซึ่งหมายถึงการนำอาหารมาผ่านความร้อนจนกลายเป็นสีน้ำตาลและมีกลิ่นหอมน่าทาน

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Thailand Sommelier Award ประจำปี 2566:

กียม เปอร์ดิเกส (Guillaume Perdigues) จากร้าน Mezzaluna

รางวัล MICHELIN Sommelier Award มอบให้กับ “ซอมเมอลิเยร์” (Sommelier) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น โดยให้บริการอย่างมืออาชีพ และมีความชำนาญในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ชนิดต่าง ๆ  รวมถึงการจับคู่ไวน์กับเมนูอาหาร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ด้านอรรถรสสูงสุด

มร.เปอร์ดิเกส ซอมเมอลิเยร์ผู้คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นรายแรกในไทย ไม่เพียงหลงใหลและมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับไวน์อย่างลึกซึ้ง แต่ยังมีทักษะที่ละเอียดอ่อนในการเสิร์ฟไวน์ ให้บริการลูกค้าอย่างมืออาชีพ ทั้งยังมีความสุขในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับไวน์ให้เข้าใจได้ง่ายอย่างมีชั้นเชิง ตลอดจนสามารถแนะนำการเลือกและจับคู่ไวน์กับอาหารได้เหมาะกับความต้องการและรสนิยมของลูกค้าแต่ละราย

รายชื่อร้านอาหารทั้งหมดที่ได้รับคัดสรรและจัดอันดับอยู่ในคู่มือ มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2566 มีให้คลิกเข้าดูได้ทางเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของ ‘มิชลิน ไกด์’ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ  นอกจากนี้ ช่องทางดังกล่าวยังบรรจุรายชื่อโรงแรมที่พักทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งได้รับการคัดสรรโดย ‘มิชลิน ไกด์’ ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น เอาไว้ด้วย

โรงแรมที่พักทุกแห่งในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ซึ่งครอบคลุมทางเลือกสำหรับทุกระดับงบประมาณ ล้วนผ่านกระบวนการคัดสรรโดยพิจารณาจากอัตลักษณ์เฉพาะตัว บริการ และสไตล์ที่โดดเด่น  ผู้สนใจสามารถสำรองโรงแรมที่พักผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของ ‘มิชลิน ไกด์’ ได้โดยตรง  สำหรับรายชื่อโรงแรม
ที่พักในประเทศไทยที่ผ่านการคัดสรรและตีพิมพ์ไว้ในคู่มือฉบับล่าสุด ได้แก่ โรงแรมสไตล์บูติกสุดหรูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่น อาทิ อมันปุรี (Amanpuri), โรงแรมที่บุกเบิกแนวคิดเรื่องการพัฒนา
อย่างยั่งยืน อาทิ รายาวดี (Rayavadee), โรงแรมที่พักเหนือระดับในกลุ่ม Plus Collection อาทิ
เดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร (The Standard, Bangkok Mahanakhon) และที่พักพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวสไตล์พูลวิลล่าที่โอบล้อมด้วยป่าเขียวขจี อาทิ กีมาลา (Keemala)

คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ไม่เพียงได้รับยกย่องว่าเป็นบรรทัดฐานของวงการอาหาร แต่ยังมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจโรงแรมที่พัก  คลิกดูรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรร หรือสำรองโรงแรมที่พักผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นสำหรับระบบ iOS และ Android ของ ‘มิชลิน ไกด์’ ที่มีให้ดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจ

สรุปจำนวนร้านอาหารที่ได้รับรางวัลจากคู่มือ มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2566’ ดังนี้ ร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน จำนวน 6 ร้าน  , ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลิน จำนวน 29 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 4 ร้าน และเลื่อนระดับ 1 ร้าน) , ร้านอาหาร ดาวมิชลินรักษ์โลก จำนวน 3 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 2 ร้าน) และร้านอาหารรางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จำนวน 189 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 53 ร้าน และเลื่อนระดับ 6 ร้าน)

-(016)

Grand Opening! ‘Ma De’ Phu Wiang-มา เด้อ ภูเวียง’ แลนด์มาร์คใหม่ภูเวียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694028

Grand Opening! ‘Ma De' Phu Wiang-มา เด้อ ภูเวียง’ แลนด์มาร์คใหม่ภูเวียง

Grand Opening! ‘Ma De’ Phu Wiang-มา เด้อ ภูเวียง’ แลนด์มาร์คใหม่ภูเวียง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.43 น.

ได้ฤกษ์ Grand Opening สุดยิ่งใหญ่อลังการสมชื่อ ในวันที่ 21 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา สำหรับคาเฟ่ที่กำลังถูกกล่าวถึงในตอนนี้  “Ma De’ Phu Wiang-มา เด้อ ภูเวียง” จ.ขอนแก่น สถานที่เที่ยวแห่งใหม่ที่ถูกเนรมิต โดย  “มีมี่ – ผอ.ณิชาภา เจริญภาคินรัตน” กรรมการผู้จัดการ/ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไลฟ์ กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสกับความสวยงามอลังการด้วยตัวคุณเอง เรียกว่าเป็นจุดแลนด์มาร์คอีกแห่งที่ห้ามพลาด!

สำหรับ Ma De’ Phu Wiang เป็นคาเฟ่ที่ออกแบบมาเพื่อดินแดนมาเด้อโดยเฉพาะ โดยเนรมิตสวนขึ้นมาให้ร่มรื่นมีธารน้ำไหลทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะกับการพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของตัวอาคาร เป็นส่วนที่ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ ขณะที่คฤหาสน์สุดหรูได้ถูกตกแต่งแบบ Contemporary ให้ความรู้สึกหรูหรา ประหนึ่งว่าฉันเป็นมหาเศรษฐี กับมุมถ่ายรูปมากมายหลายห้อง ที่จะทำให้ทุกคนสนุกและเพลิดเพลินได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ

และถ้าพูดถึงภูเวียงสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ไดโนเสาร์ อีกหนึ่งจุดถ่ายรูปที่ห้ามพลาดเด็ดขาด! ไดโนเสาร์คู่แม่ลูกที่ตั้งใจออกแบบและผลิตแบบที่ไม่เหมือนใคร มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีมุมเช็คอินที่ห้ามพลาด  flower wall เป็นอีกมุมที่ต้องมาถ่ายรูป รับรองว่า ปัง!

 Ma De’ Phu Wiang จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 – 19.00 น. โทร 093 246 9392

-(016)