‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699947

‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.21 น.

‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

22 ธันวาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 (Kick Off Meeting) โดยมีผู้บริหารกรมการข้าว พร้อมด้วยพลอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ กรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร นายป๋วย จันทรานนท์ศิริ และคณะผู้สังเกตการณ์โครงการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวหลังการลงนามในสัญญาจัดซื้อและข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 กิจกรรมการปรับปรุงการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด – พันธุ์หลัก ว่า กรมการข้าวได้กำหนดแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกร ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 150,000 ตัน แต่ปัจจุบันสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เพียงปีละ 95,000 ตัน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของกรมการข้าว ได้แก่ เครื่องจักรอุปกรณ์ศูนย์วิจัยข้าว มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ชำรุดทรุดโทรมอายุการใช้งานยาวนาน ไม่รองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขาดนวัตกรรมสำหรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ขั้นพันธุ์คัดและพันธุ์หลักที่จะขยายไปสู่การผลิตเมล็ดพันธุ์ในลำดับถัดไป

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ดังนั้นกรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการการปรับปรุงระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลัก ซึ่งดำเนินโครงการในศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี ศูนย์วิจัยข้าวอุดรธานี ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อเป็นการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ปรับปรุงชั้นพันธุ์คัด-ชั้นพันธุ์หลัก และอาคารโรงคลุม อาทิ เครื่องทำความสะอาดขั้นต้น (Pre cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์แบบใช้ตะแกรงและลม (Air screen cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ตามความถ่วงจำเพาะ (Gravity separator) และชุดเครื่องชั่งบรรจุ เป็นต้น พร้อมระบบจัดเรียงแบบอัตโนมัติจำนวน 31 รายการ เป็นงบประมาณ 1,256 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์หลัก ให้มีเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น และสามารถมีปริมาณเพียงพอในการนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์จำหน่าย ที่กำลังขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ลดภาวะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี และให้สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699927

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.38 น.

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าการผลิตให้ได้ 150,000 ตัน/ปี 

วันที่ 22 ธันวาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 (Kick Off Meeting) โดยมีผู้บริหารกรมการข้าว พร้อมด้วยพลอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ กรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร นายป๋วย จันทรานนท์ศิริ และคณะผู้สังเกตการณ์โครงการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว 

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวหลังการลงนามในสัญญาจัดซื้อและข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 กิจกรรมการปรับปรุงการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด – พันธุ์หลัก ว่า กรมการข้าวได้กำหนดแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกร ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 150,000 ตัน แต่ปัจจุบันสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เพียงปีละ 95,000 ตัน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของกรมการข้าว ได้แก่ เครื่องจักรอุปกรณ์ศูนย์วิจัยข้าว มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ชำรุดทรุดโทรมอายุการใช้งานยาวนาน ไม่รองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขาดนวัตกรรมสำหรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ขั้นพันธุ์คัดและพันธุ์หลักที่จะขยายไปสู่การผลิตเมล็ดพันธุ์ในลำดับถัดไป 

ดังนั้นกรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการการปรับปรุงระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลัก ซึ่งดำเนินโครงการในศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี ศูนย์วิจัยข้าวอุดรธานี ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อเป็นการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ปรับปรุงชั้นพันธุ์คัด-ชั้นพันธุ์หลัก และอาคารโรงคลุม อาทิ เครื่องทำความสะอาดขั้นต้น (Pre cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์แบบใช้ตะแกรงและลม (Air screen cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ตามความถ่วงจำเพาะ (Gravity separator) และชุดเครื่องชั่งบรรจุ เป็นต้น พร้อมระบบจัดเรียงแบบอัตโนมัติจำนวน 31 รายการ เป็นงบประมาณ 1,256 ล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์หลัก ให้มีเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น และสามารถมีปริมาณเพียงพอในการนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์จำหน่าย ที่กำลังขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ลดภาวะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี และให้สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนต่อไป

การบินไทย เติมเต็มประสบการณ์ให้ทุกการพักผ่อนเป็นเรื่องง่าย เปิดตัวบริการ 3 แพลตฟอร์มใหม่ ครอบคลุมทุกมิติการท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699958

การบินไทย เติมเต็มประสบการณ์ให้ทุกการพักผ่อนเป็นเรื่องง่าย  เปิดตัวบริการ 3 แพลตฟอร์มใหม่ ครอบคลุมทุกมิติการท่องเที่ยว

การบินไทย เติมเต็มประสบการณ์ให้ทุกการพักผ่อนเป็นเรื่องง่าย เปิดตัวบริการ 3 แพลตฟอร์มใหม่ ครอบคลุมทุกมิติการท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

การบินไทย จัดงาน “Gateway to The Magical Journey” (เกตเวย์ ทู เดอะ เมจิคอล เจอร์นี่) เปิดตัวการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางออนไลน์กับ 3 แพลตฟอร์มใหม่ภายใต้การดูแลของการบินไทย SAWASDEE WEBSITE, ROYAL ORCHID HOLIDAYS WEBSITE และ THAI e-Library เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเดินทาง ให้ทุกการพักผ่อนเป็นเรื่องง่าย พร้อมเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านการบริการ สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าในยุคดิจิทัล ณ ห้อง Sakuntala Ballroom โรงแรม The Peninsula Bangkok

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่บริษัท การบินไทยฯ โดยสายการพาณิชย์ ได้ทำการเปิดตัวการให้บริการลูกค้าแบบใหม่ในช่องทางออนไลน์จำนวน 3 รายการอย่างเป็นทางการ ได้แก่ SAWASDEE WEBSITE, ROYAL ORCHID HOLIDAYS WEBSITE และแพลตฟอร์มบริการสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล THAI e-Library ซึ่งการบินไทยมีความภูมิใจที่จะนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งโลกดิจิทัล มุ่งเน้นการให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ครอบคลุมทุกมิติ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางให้กับทุกคนได้ จึงเป็นที่มาของ 3 บริการใหม่ในช่องทางออนไลน์จากการบินไทย ที่ได้เริ่มให้บริการไปเมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านการให้บริการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า เพื่อให้สายการบินไทยคงเป็นสายการบินแนวหน้าของภูมิภาคต่อไป

กรกฏ ชาตะสิงห์

ด้าน นายกรกฏ ชาตะสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการให้บริการต่างๆ ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องทางการขายสินค้าในรูปแบบออนไลน์ จึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ New Normal ได้อย่างสะดวกและง่ายดายที่สุด โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นบัตรโดยสาร แพ็กเกจทัวร์ และการให้บริการอื่นๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการคำนึงถึง Customer Centric เน้นความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการขายสินค้าและบริการทุกรูปแบบ ทั้งขายบนเว็บไซต์และดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ สร้างความสะดวกสบายและคุ้มค่าให้กับลูกค้า เน้นการสื่อสารเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการของการบินไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงได้จัดทำ 3 ช่องทางดิจิทัลใหม่ในการให้บริการแก่
ลูกค้าและผู้โดยสาร มุ่งเน้นการสื่อสารและนำเสนอข้อมูลเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ในยุคการเดินทางแบบ New Normal ผ่านช่องทางบนเว็บไซต์และดิจิทัลแพลตฟอร์ม

เริ่มจาก Sawasdee Website ศูนย์รวมแห่ง Lifestyle Hub นับเป็นการต่อยอดการให้บริการรูปแบบใหม่ ที่การบินไทยได้จัดเตรียมไว้ให้กับทุกท่าน เพื่อใช้ค้นหา Content ต่างๆ ในด้านการท่องเที่ยว เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ โดยหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง เพื่อสำรวจและค้นหา Destination ใหม่ๆในการออกไปเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร Sawasdee Website ยังนับเป็นมิติใหม่แห่งการกลับมาของ Sawasdee Magazine ที่หลายท่านคุ้นเคยในรูปแบบเล่มนิตยสารที่ให้บริการบนเครื่องบิน โดยถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัยดิจิทัลผ่านช่องทางออนไลน์ และอัดแน่นไปด้วยข้อมูลเดินทางท่องเที่ยว รวมถึง Sawasdee Pocket Guide ในรูปแบบ PDF ไฟล์ ที่สามารถดาวน์โหลดเพื่อติดตามได้ตลอดทุกเดือนผ่านเว็บไซต์ sawasdee.thaiairways.com

และหากจะกล่าวถึงการท่องเที่ยวแบบครบวงจร จะไม่พูดถึง Royal Orchid Holidays คงจะไม่ได้ เพราะ Royal Orchid Holidays Website เป็นการปรับรูปแบบใหม่ของ Royal Orchid Holidays Online ให้เป็นเว็บไซต์ที่แยกตัวออกมาเพื่อขายห้องพักโรงแรม แพ็กเกจทัวร์ กิจกรรมต่างๆ รวมถึงบริการรถเช่าผ่านเว็บไซต์ royalorchidholidays.com ซึ่งเราได้เพิ่มฟังก์ชั่นพิเศษให้ลูกค้า ในการสร้างสรรค์แพ็กเกจการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเองในทุกขั้นตอน เพื่อตอบโจทย์ความชอบของแต่ละบุคคลให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางแบบเดินทางคนเดียว

แพลตฟอร์มสุดท้าย THAI e-Library เป็นบริการสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ที่มีทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารจากไทยและต่างประเทศ มากกว่า 50 ฉบับ สำหรับผู้โดยสารและลูกค้าห้องรับรองพิเศษของการบินไทยและไทยสมายล์ รองรับการให้บริการหลายภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ จีน ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี โดยผู้โดยสารของการบินไทยและไทยสมายล์ทุกท่านที่ออกบัตรโดยสารแล้ว จะได้รับลิงก์สำหรับเข้าระบบ THAI e-Library และยังสามารถดาวน์โหลดเก็บไว้อ่านได้ในโอกาสอื่น ไม่ว่าจะขณะอยู่บนเครื่องหรือขณะ on ground จึงถือได้ว่า THAI e-Library เป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณกระดาษรีไซเคิลที่จะเกิดจากหนังสือหรือนิตยสารที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ยังสามารถช่วยลดน้ำหนักของเครื่องบินและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกด้วย

SAWASDEE Website

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนักเดินทางคนดังอย่าง โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล และ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้นมาร่วมพูดคุยพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการในรูปแบบ Interactive Exhibition ที่บอกเล่าตัวตนและความพิเศษของแพลตฟอร์มใหม่ทั้ง 3 บริการ SAWASDEE WEBSITE, ROYAL ORCHID HOLIDAYS WEBSITE และ THAI e-Library นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เพียงแต่มอบสิ่งดีๆเพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้โดยสารของการบินไทยเท่านั้น หากแต่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่มอบความสุขและสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนและถือเป็นประตูสู่การออกเดินทางไปยังทุกจุดหมายปลายทางแห่ง Magical Journey

Royal Orchid Holidays Website

Royal Orchid Holidays Website

THAI e-Library

THAI e-Library

เมซอง แบร์เช่ ปารีส เผยโฉมคอลเลคชั่นความหอมล่าสุด ผลงานคอลแลปกับสุดยอดนักออกแบบ Philippe Starck

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699952

เมซอง แบร์เช่ ปารีส เผยโฉมคอลเลคชั่นความหอมล่าสุด  ผลงานคอลแลปกับสุดยอดนักออกแบบ Philippe Starck

เมซอง แบร์เช่ ปารีส เผยโฉมคอลเลคชั่นความหอมล่าสุด ผลงานคอลแลปกับสุดยอดนักออกแบบ Philippe Starck

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สร้างความหอมและอากาศบริสุทธิ์ให้อบอวลไปทั่วบ้านในช่วงเทศกาลแห่งความสุข เมซอง แบร์เช่ ปารีส แนะนำคอลเลคชั่นล่าสุด Maison Berger Paris x Starck ผลงานคอลแลปครั้งสำคัญร่วมกับสุดยอดนักออกแบบของ ฟิลิปป์ สตาร์ค (Philippe Starck)

นับเป็นโอกาสที่ดีและสั่นสะเทือนวงการออกแบบอีกครั้งเมื่อ ฟิลิปป์ สตาร์ค ได้จับมือกับผู้นำนวัตกรรมเครื่องหอมสำหรับบ้านระดับโลกแบรนด์ เมซอง แบร์เช่ปารีส (Maison Berger Paris) ร่วมกันออกแบบเครื่องหอมบ้านหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงดีเอ็นเอจาก ฟิลิปป์ สตาร์ค แต่ยังจะช่วยสร้างสีสันและตอกย้ำคุณค่าความเป็นแบรนด์แห่งนวัตกรรมเครื่องหอมบ้านที่ไม่เคยหยุดนิ่งพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างความหอม สร้างความสุข และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คน

คอลเลคชั่น Maison Berger Paris x Starck ประกอบไปด้วย ตะเกียงน้ำหอม (Lamp) มาใน 3 สีที่เข้ากับ 3 กลิ่นน้ำหอม ได้แก่ สีชมพู (Peau de Soie) สีเทา (Peau de Pierre) และสีเขียว (Peau d’ Ailleurs) มีเอกลักษณ์และสง่างาม ฝาปิดโลหะตกแต่งด้วยลวดลายอิสระ เอกลักษณ์ของคอลเลคชั่น ตะเกียงพิมพ์โลโก้ Maison Berger Paris x Starck ในชุดประกอบด้วย ตะเกียงน้ำหอมคอลเลคชั่น Maison Berger Paris x Starck พร้อมน้ำหอม ขนาด 500 มิลลิลิตร กลิ่น Peau de Soie (พอ เดอ ซัว) Peau d’ Ailleurs (พอ เดอ อัลลัวส์) และ Peau de Pierre(พอ เดอ ปิแอร์) จำหน่ายในราคา 7,780 บาท

ก้านกระจายความหอม (Bouquet) มีฐานโดมแบบออริจินัล ให้ความรู้สึกเหมือน “แก้วภายในแก้ว” และความรู้สึกเบา รูปทรงเพรียวบางชวนให้นึกถึงขวดแก้วในห้องแล็บ วงแหวนโลหะลายออร์แกนิค สัญลักษณ์ของคอลเลคชั่น โดมแก้วด้านในพิมพ์โลโก้ Maison Berger Paris x Starck ในชุดประกอบด้วย ก้านกระจายความหอมคอลเลคชั่น Maison Berger Paris x Starck พร้อมน้ำหอม ขนาด 400 มิลลิลิตร กลิ่น Peau de Soie(พอ เดอ ซัว) Peau d’ Ailleurs (พอ เดอ อัลลัวส์) และ Peau de Pierre (พอ เดอ ปิแอร์)

เครื่องกระจายความหอมอัตโนมัติ (Electric Diffuser) รูปทรงเหนือกาลเวลา โดดเด่นด้วยชั้นขวดแก้วซ้อนกันสองชั้น ด้านนอกเคลือบเงาและด้านในเคลือบฝ้า ตกแต่งด้วยฝาปิดโลหะที่มีลวดลายสวยงาม แก้วด้านในพิมพ์โลโก้ Maison Berger Paris x Starck ในชุดประกอบด้วย เครื่องกระจายความหอมอัตโนมัติคอลเลคชั่น Maison Berger Paris x Starck พร้อมน้ำหอม ขนาด 475 มิลลิลิตร กลิ่น Peau de Soie (พอ เดอ ซัว) ปลุกเร้าความลึกลับของผู้หญิง ยั่วยวนใจจากกลิ่นเชอร์รี่และไวโอเล็ต ผสานกลิ่นอะโรมาติกที่ทันสมัยกลมกลืนไปกับเบสโน้ตกลิ่นไม้และชีเพรอ (Chypre) หอมสดชื่น, น้ำหอมกลิ่น Peau de Pierre (พอ เดอ ปิแอร์) เผยความอ่อนโยนของผู้ชาย ผสานกลิ่นฟลอรัลสไปซี่ที่หรูหรา กลิ่นไม้ที่เกือบจะเป็นกลิ่นควัน ผสานกับกลิ่นของแร่จากหิน ค่อยๆ อ่อนลงเข้าสู่กลิ่นวานิลลา อำพัน ไม้จันทน์ และมัสค์ และน้ำหอมกลิ่น Peau d’ Ailleurs (พอ เดอ อัลลัวส์) กลิ่นหอมที่ยากจะนิยาม พาคุณสำรวจตนเองผ่านความไม่คุ้นเคยและสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน มีกลิ่นหอมหลักของดอกไม้สีรุ้ง รายล้อมด้วยกลิ่นดินและแร่ธาตุ ตามด้วยกลิ่นมัสค์ และกลิ่นไม้

เมซอง แบร์เช่ ปารีส (Maison Berger Paris) ผู้นำเครื่องหอมสำหรับบ้านระดับพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส สร้างอากาศบริสุทธิ์ให้ทุกมุมในบ้าน ยังคงคุณสมบัติเด่นหัวตะเกียงน้ำหอมทำงานด้วยปฏิกิริยา Dual Action ระบบ Catalytic Burner สิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ฯ ซึ่งให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้ ทุกผลิตภัณฑ์จากเมซอง แบร์เช่ ปารีส ผ่านมาตรฐานการผลิตระดับ ISO 9001 ปี 2015 รวมทั้งตราสัญลักษณ์ EPV ของประเทศฝรั่งเศส

พบกับคอลเลคชั่น Maison Berger Paris x Starck ได้ในทุกช่องทางจำหน่ายออนไลน์ทั้ง  www.maisonbergerthailand.com Facebook: MaisonBergerThailand LINE: @maisonbergerthai IG: maisonbergerthailand และวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน เมซอง แบร์เช่ ปารีส เมกาบางนา ไอคอนสยาม เซ็นทรัลชิดลมและชิค รีพับบลิค สาขารามอินทรา เท่านั้น สอบถามรายละเอียดโปรโมชั่น และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความหอมที่พร้อมให้บริการถึง 10 สาย โทร.02-6722088

คลื่นหัวใจในความทรงจำ Rado Captain Cook x Marina Hoermanseder

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699965

คลื่นหัวใจในความทรงจำ Rado Captain Cook x Marina Hoermanseder

คลื่นหัวใจในความทรงจำ Rado Captain Cook x Marina Hoermanseder

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในความทรงจำของใครหลายคนมักมีความสนุกสนาน สีสัน และจังหวะชีวิตของยุค 90 คงอยู่เสมอ และมีสถานที่อยู่เพียงไม่กี่แห่งที่จะบอกเล่าเรื่องราวของช่วงเวลาเหล่านั้นได้ดี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เบอร์ลิน เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แล้วตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความมีชีวิตชีวาดังกล่าวก็สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้เหล่านักคิดนักสร้างสรรค์มามากมายเหลือเกิน อาทิ Marina Hoermanseder ดีไซเนอร์ที่แม้ไม่ได้เกิด ณ เยอรมนี แต่เธอก็เรียกเบอร์ลินว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก

ในวันนี้ Marina Hoermanseder ก็กลับมาร่วมงานกับ Rado เป็นครั้งที่สอง โดยนำแรงบันดาลใจและพลังสร้างสรรค์ที่เธอได้จากเมืองศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ มาสร้างสรรค์นาฬิกาออโตเมติกที่สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง Captain Cook รุ่นใหม่นี้จึงโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ Marina หยิบเอาจังหวะการเต้นรำอย่างมีความสุขมาถ่ายทอดลงไป พร้อมใส่อัญมณีล้ำค่าสีรุ้ง ใช้พื้นผิว PVD ที่ตัดกันตัวกรอบเป็นคริสตัลแซฟไฟร์อันโด่งดัง ปิดท้ายด้วยสายนาฬิกาตามแบบฉบับของ Marina Hoermansederส่วนใจกลางนาฬิการุ่นใหม่นี้เป็นเข็มวินาทีที่เดินนับเวลาอย่างมีสไตล์ด้วยลวดลายคลื่นหัวใจ ซึ่งเป็นลายเซ็นของ Marina นั่นเอง

Rado Captain Cook xMarina Hoermanseder Heartbeat เรือนนี้เป็นเหมือนคำเชิญชวนให้ทุกคนลุกขึ้นมาเฉลิมฉลองให้สิ่งที่ตนชื่นชอบ จังหวะของช่วงเวลานี้จะพาให้เรากับญาติพี่น้องที่อยู่ไกลกันกลับมาเชื่อมถึงกันได้อีกครั้ง ผ่านนาฬิกากลไกออโตเมติกแสนทันสมัยและเที่ยงตรงรุ่นล่าสุดประดับตกแต่งด้วยอัญมณีสีรุ้ง 8 เม็ดซึ่งทำหน้าที่เป็นดัชนีบอกเวลาในตัว ช่วยให้หน้าปัดดูสดใสและน่าหลงใหลยิ่งขึ้นโดยพื้นผิวหน้าปัดเข้ากับอินเสิร์ตเซรามิกสีขาวและขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ตัวเลข เครื่องหมายต่างๆ และสัญลักษณ์รูปสมอใช้เลเซอร์สลักเป็นสีทอง ลงตัวกับตัวเรือนและขอบหน้าปัดเคลือบ PVD สีทอง ส่วนโลโก้ Rado และ Captain Cook พิมพ์สีเทาเข้ม เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีเคลือบ Super-LumiNova®สีขาวมองเห็นชัดเจนแม้ในที่มืด ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้านเป็นอีกจุดเด่นที่สาวก Captain Cook ทุกรุ่นหลงรัก

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกจะสมบูรณ์แบบแล้ว ภายในตัวเรือนยังคงคุณภาพตามแบบฉบับนาฬิกาที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำเที่ยงตรง โดยใช้กลไกการเดินออโตเมติก Rado R763 แบบ 25 จีเวล บอกเวลาด้วยระบบสามเข็มนาฬิกาและช่องบอกวันที่ตรงตำแหน่ง 3 นาฬิกา ติดตั้งแฮร์สปริง NivachronTM เพื่อช่วยป้องกันสนามแม่เหล็ก ทำให้นาฬิกาสำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมงด้วย ด้านหลังตัวเรือนมีกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ช่วยให้ผู้ชื่นชอบนาฬิกาได้ตื่นตาตื่นใจกับการทำงานสุดล้ำของนาฬิการุ่น Captain Cook x Marina Hoermanseder ซึ่งกันน้ำได้ถึง 10 บาร์ (100 เมตร)นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมสายนาฬิกา 3 แบบ ได้แก่ สเตนเลสเคลือบ PVD สีเหลืองทองแบบเงา บานพับล็อกสามทบทำจากสเตนเลสขัดเงาเช่นกัน สายเสริมเส้นแรกเป็น NATO เส้นยาวทำจากหนังสีดำ(ปั๊มลายหนังจระเข้แบบนูน) หัวบักเคิ้ลสเตนเลสเคลือบ PVD สีทอง และสายนาฬิกาเส้นสุดท้ายก็เป็นสายหนังลักษณะเดียวกัน แต่ความยาวเป็นแบบมาตรฐาน นาฬิการุ่นพิเศษนี้บรรจุอยู่ในกล่องสีดำของแบรนด์ Marina Hoermanseder

Marina เริ่มต้นอาชีพดีไซเนอร์ด้วยการฝึกงานกับแบรนด์ดังอย่าง Alexander McQueen ซึ่งงานออกแบบของเธอใน Fashion Weeks ต่างๆ ได้รับการจับตามองมาตลอด และหลายชิ้นก็กลายเป็นงานโปรดของดาราฮอลลีวู้ด อาทิ Katy Perry, Lady Gaga, Kylie Jenner, Paris Hilton, Nicki Minaj ฯลฯ Marina มีทักษะในการแปลงความล้ำยุค ล้ำสมัยให้กลายมาเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทุกโอกาส ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของเธอเลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่าความสามารถนี้จะผลักดันให้งานอันวิจิตรงดงามของเธอก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งได้อีกหลายต่อหลายปี

M.A.C สานต่อเจตนารมณ์ผู้ก่อตั้ง เป็นปีที่ 28 ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV ผ่านแคมเปญ VIVA GLAM

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699956

M.A.C สานต่อเจตนารมณ์ผู้ก่อตั้ง เป็นปีที่ 28 ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV ผ่านแคมเปญ VIVA GLAM

M.A.C สานต่อเจตนารมณ์ผู้ก่อตั้ง เป็นปีที่ 28 ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV ผ่านแคมเปญ VIVA GLAM

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

M.A.C VIVA GLAM แคมเปญความงามที่สร้างมาตรฐานใหม่ของการทำเพื่อสังคมมาตั้งแต่ปี 1994 ยังคงสานต่อภารกิจที่จะช่วยเหลือ ยกระดับชีวิตของผู้ป่วยโรคเอดส์ ตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์เป็นปีที่ 28 ส่งลิปสติก 3 เฉดสีที่ทั้งสง่างาม มีเสน่ห์ และเข้าได้กับ Everyday Look ร่วมแคมเปญ สะท้อนให้เห็นว่าเพียงลิปสติกแค่แท่งเดียวก็ช่วยเหลือสังคมได้ โดยเงินจากยอดขายทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายได้ถูกส่งมอบให้สภากาชาดไทยและมูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย (TNAF) รวมทั้งสิ้น 1 ล้านบาทในวันเอดส์โลก ที่ผ่านมา

Frank Toskan และ Frank Angelo สองคู่หู ที่ร่วมปลุกปั้นแบรนด์เครื่องสำอาง M.A.C พวกเขาผ่านเหตุการณ์ในช่วงปี 1994 ที่เชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ได้สร้างหายนะใหญ่หลวงให้กับแวดวงแฟชั่นและความงาม พรากชีวิตเพื่อนในวงการไปมากมาย Toskan และ Angelo จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิ M.A.C Aids Funds รวมถึงเปิดตัวลิปสติก VIVA GLAM เป็นเครื่องมือในการระดมทุน โดยความพิเศษของแคมเปญนี้คือ รายได้100% จากยอดขายจะถูกส่งมอบให้กับมูลนิธิด้านโรคเอดส์และเอชไอวี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปช่วยเหลือผู้ป่วย หรือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคดังกล่าว และสำหรับการครบรอบปีที่ 28 ของมูลนิธิ M.A.C Aids และแคมเปญ VIVA GLAM เครื่องสำอาง M.A.C โดยได้ส่งลิปสติก 3 เฉดสีที่แมทช์ใช้ได้ทุกวัน เข้าได้กับทุกลุค ได้แก่ Deep Red สีแดงเข้ม, Pinked Mauve สีชมพูโทนม่วง และ Foxy Brown-Plum สีน้ำตาลพลัมเข้าร่วมแคมเปญเพื่อเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความเป็นอยู่ของผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงเชื่อมั่นว่าเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับชีวิตของพวกเขาได้ไม่ว่าจะวันใด

ในประเทศไทย แคมเปญ VIVA GLAM มีมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ซึ่งยอดรวมบริจาคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับเป็นจำนวนเงินราว 30 ล้านบาท โดยในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 M.A.C ร่วมด้วย Makeup Artist และ Influencer ได้จัดทัพเดินขบวนเพื่อตอกย้ำความสำคัญของการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่สยามพารากอน ไปจนถึงสยามสแควร์วัน และเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเชิญชวนแฟนๆ และบุคคลที่สนใจมาร่วมกิจกรรมนี้ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ของอินฟลูเอนเซอร์ไม่ว่าจะเป็น พีพี กฤษณ์, วาเลนไทน์,บุค ใบหยก, จอยจี้ และหมอเอิง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้นำเงินจากยอดขายลิปสติก VIVA GLAM ด้วยความร่วมมือจากห้างในเครือของเดอะมอลล์, เซ็นทรัล และอีฟแอนด์บอย ที่พร้อมสนับสนุนการจำหน่ายลิปสติกโดยไม่รับผลกำไรเพื่อมอบให้กับสภากาชาดไทยจำนวน 5 แสนบาท และมูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทยจำนวน 5 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาจากโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยอีกด้วย

ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ M.A.C VIVA GLAM เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยได้ตลอด ผ่านการซื้อลิปสติกที่เข้าร่วมแคมเปญได้ที่หน้าร้าน M.A.C ทุกสาขารวมทั้ง www.maccosmetics.co.th นอกจากนี้ทางแบรนด์ได้ร่วมมือกับศิลปินเพื่อออกแบบโปสต์การ์ดลายสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ทุกท่านสามารถเขียนโปสต์การ์ดให้กำลังใจผู้ป่วยได้ที่เคาน์เตอร์ M.A.C สาขาพารากอนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล@เซ็นทรัลเวิลด์ และ อีฟแอนด์บอยสาขาสยามสแควร์วัน

คุณแหน : 23 ธันวาคม 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699966

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ll “วิทยาศาสตร์เป็นส่วนที่ประคับประคองประเทศ ในระหว่างที่ในประเทศเดือดร้อน ศิลปะก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผสมผสานกันสองสาขา เพื่อนำมาสู่การช่วยเหลือราษฎรในยามที่ประชาชนลำบาก”…พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี อัญเชิญมาจากไดอารี่พระราชทาน 2566..

ll ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากสภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ณ สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย28 ธ.ค. เวลา 17.00 น. ..

ll เพื่อนๆ ร่วมยินดีกับ พิชิต สมบัติมาก ที่ได้เป็นว่าที่รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม..

ll ปลื้มใจแทน ดร.นุชนาถ วสุรัตน์โกษานันตชัย ที่งานแต่งงานลูกชายคนเดียวกฤศ โกษานันตชัย มีแขกมาร่วมแสดงความยินดีกันคับคั่งมาก เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ,ชวน หลีกภัย,พล.อ.วิชิต ยาทิพย์,ดร.สนั่น อังอุบลกุล,พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์,ประเสริฐ บุญสัมพันธ์,เสาวณีย์ เตชะวานิช,รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์,ดร.ฉวีรัตน์เกษตรสุนทร,ดร.ทิพย์นารี อมาตยกุล..

ll วันเกิดปีนี้ของ ดร.สมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ไปทำบุญไหว้พระ ณ วัดหลวงพ่อโสธร กับครอบครัวอย่างอบอุ่น..

ll ชาว LSP#2 มาร่วมสังสรรค์ปีใหม่พร้อมจับสลากแลกของขวัญและเลี้ยงวันเกิดให้ ไพฑูรย์ ไกรอมร งานนี้ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา,ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร,ชนะชัย ชุติมาวรพันธ์,อนันต์พิเชฐพงศา,วิกิต ขจรณรงค์วณิช,ช่อฟ้า ทิตาราม,หัสวรา แสงรุจิ,วารุณี ปรีดานนท์,วรรณาตันวงศ์วาล,รณดล นุ่มนนท์,วชิรา เตระยานนท์,บัลลังก์ ว่องธวัชชัย,ประเสริฐ ดีจงกิจ,สมเกียรติ กุลธรรมโยธิน ไม่พลาด..

ll แนวคิดที่น่าสนใจของ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.NIA เรื่องนวัตกรรมบนชายฝั่งอันดามัน ว่านวัตกรรมในภาคใต้มีน้อยมาก ปัญหาคือโครงสร้างพื้นฐานมีมากแต่ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า มีนวัตกรรมไม่พอ คนยังเข้าใจผิดว่า เทคโนโลยีต้องไฮเทคซึ่งไม่จริง แต่คือการรู้ว่าพื้นที่นั้นต้องการสร้างและเปลี่ยนแปลงอะไร ส่วนการสร้างนวัตกรรมทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อนมาก เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งคนที่จะบอกว่านวัตกรรมในธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่คือผู้ซื้อ คนที่ใช้ และนำไปแก้ปัญหาได้จริง..ll

คุณแหน

ดีไซเนอร์ชื่อก้องจากเปรู‘เมเซ่ โกเรอา’บินตรง ร่วมโชว์แบบเสื้อผ้าไหมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699961

ดีไซเนอร์ชื่อก้องจากเปรู‘เมเซ่ โกเรอา’บินตรง  ร่วมโชว์แบบเสื้อผ้าไหมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

ดีไซเนอร์ชื่อก้องจากเปรู‘เมเซ่ โกเรอา’บินตรง ร่วมโชว์แบบเสื้อผ้าไหมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมเซ่ โกเรอา ดีไซเนอร์ชื่อก้องจากประเทศเปรู หนึ่งในดีไซเนอร์ชั้นนำจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลกได้รับเกียรติให้ร่วมออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าชุดผ้าไหมร่วมสมัย โดยใช้ผ้าไหมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมแสดงในงานแฟชั่นวีคผ้าไหมไทยนานาชาติ ครั้งที่ 3 ปี 2565 นับเป็นการขยายความร่วมมือสัมพันธภาพมิตรไมตรีที่ดีทางการทูตระหว่างไทยและเปรูผ่านผ้าไหมไทย โดยมีนางแบบสาวสวยชาวไทยและต่างประเทศสวมใส่เสื้อผ้าชุดผ้าไหมร่วมสมัยจำนวน12 ชุด ผ่านการเดินแฟชั่นโชว์สุดอลังการ ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ เซซิเลีย กาลาเรตา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย, เอริค อาปอนเต หัวหน้าสำนักงานพาณิชย์เปรู ประจำประเทศไทย, ดร.สุมาลี อุทัยเฉลิม รองประธานกรรมการจัดงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เวทีโลก และ เอ็ดเวิร์ด กิตติ ผู้ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย มอบช่อดอกไม้และถ่ายรูปร่วมกันเพื่อเป็นการแสดงความยินดีนอกจากนี้ ยังมีนางเอกสาวสวย มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ให้เกียรติมาร่วมชมแฟชั่นโชว์และมอบช่อดอกไม้ร่วมยินดีกับคุณเมเซ่ โกเรอา เช่นกัน

เมเซ่ โกเรอา ดีไซเนอร์ชื่อดังจากประเทศเปรู เปิดเผยว่า เธอได้รับแรงบันดาลใจในการคิดและดีไชน์มาจากมรดกทางวัฒนธรรม ผลงานที่ผ่านมาได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับนานาชาติว่าเป็นสัญลักษณ์ของ “ความหรูหราที่ยั่งยืน” แสดงถึงปรัชญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ อนุรักษ์และดูแลโลกของเราโดยผลงานในแต่ละคอลเลคชั่นนั้นมีแรงบันดาลใจจากประเทศเปรู

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ชั้นนำจากกว่า60 ประเทศทั่วโลก ร่วมออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าชุดผ้าไหมร่วมสมัย มาโชว์ในงานแฟชั่นวีคผ้าไหมไทยนานาชาติ ครั้งที่ 3ปี 2565 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ซึ่งผลงานที่ได้ดีไซน์มาร่วมงานที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกกล้วยไม้ จินตนาการภาพประเทศไทยเป็นสวนดอกไม้เพราะว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศมีความโดดเด่นเรื่องของกล้วยไม้ที่สวยงามมาก และเปรูเองก็มีพันธุ์กล้วยไม้ที่สวยงามมากเช่นกัน”เมเซ่ กล่าว

สำหรับเสื้อผ้าชุดผ้าไหมร่วมสมัยที่ออกแบบและนำมาโชว์ในครั้งนี้มีจำนวน 12 ชุด โดยมีนางแบบสาวสวยชาวไทยและต่างประเทศได้สวมใส่ และเดินแฟชั่นโชว์ให้แขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าชมงานได้ให้เห็นถึงความสวยงดงามและความประณีตในการตัดเย็บเสื้อผ้าแต่ละชุด เพื่อเผยแพร่ความสวยงามและเพิ่มมูลค่าของผ้าไหมไทยสู่สายตาชาวโลก และเป็นการขยายความร่วมมือทางการทูตที่ดีของไทยและเปรูผ่านผ้าไหมไทยอีกด้วย

สามารถติดตามและชมผลงานการออกแบบของ เมเซ่ โกเรอา ได้ที่
Facebook : MecheCorreaPeru,IG : mechecorreaoficial และเว็บไซต์ https://www.mechecorrea.com

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จงานเทศกาลไหมไทย 2565 พระราชทานรางวัลผู้ชนะการประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699968

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จงานเทศกาลไหมไทย 2565  พระราชทานรางวัลผู้ชนะการประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จงานเทศกาลไหมไทย 2565 พระราชทานรางวัลผู้ชนะการประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารี รัตนราชกัญญา เสด็จพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” ในงาน เทศกาลไหมไทย 2565 (Thai Silk Festival 2022) ซึ่งจัดโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ผ้าไทยโดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทย, สุทธิพงษ์จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ,อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะกรรมการจัดงานเฝ้าฯ รับเสด็จ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ บริเวณหน้าเพลนารีฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์ผ้าไทย รวมทั้งโซนออกบูธร้านค้า OTOP Luxury ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกวดผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญาซึ่งได้รับเหรียญพระราชทานต่างๆ รวมทั้งร้านค้าของศิลปินโอท็อปที่มีชื่อเสียง และทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ผลงาน 10 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชื่อดังซึ่งรังสรรค์ผลงานสุดประณีตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนำผ้าไทยมาตัดเย็บเป็นชุดดีไซน์ทันสมัย

โดย 10 แบรนด์ไทย ได้แก่ SIRIVANNAVARI Couture, KAI, TIRAPAN, PICHITA, PISIT, THEATRE, ASAVA, ISSUE, VATIT ITTHI และ WISHARAWISH โดยนำผ้าไทยลายอัตลักษณ์ 4 ภาค มาตัดเย็บเป็นชุดที่มีดีไซน์ทันสมัย อาทิ ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมยกดอก ผ้าปักชาวเขา ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าบาติก ผ้าฝ้ายย้อมคราม ผ้าขาวม้า ผ้าหางกระรอก สะท้อนมุมมองของผ้าไทยในอีกมิติหนึ่ง และเห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาลายผ้าทอให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของความเป็นไทยไว้อย่างสมบูรณ์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงที่มาและแนวคิดการจัดงานเทศกาลไหมไทย 2565 ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชปณิธานในการ สืบสาน รักษาและต่อยอดงานด้านผ้าไทยของสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อให้พี่น้องคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยรูปธรรมที่ชัดเจน ประการที่ 1 คือ การเสด็จไปหัวเมืองต่างๆ ด้วยพระองค์เองครบทุกภูมิภาค เปิดโอกาสให้พี่น้องที่มีภูมิปัญญาเรื่องของงานหัตถศิลป์ งานผ้าไทย งานหัตถกรรม ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ และพระราชทานพระราชวินิจฉัยคำแนะนำในการพัฒนางานที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงริเริ่มและประกอบพระราชกรณียกิจมายาวนานกว่า 70 ปี อีกสิ่งที่เป็นเครื่องมือปลุกเร้าคือ “การจัดประกวด” โดยปีนี้จำลองลานคำหอม พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนครที่สมเด็จพระพันปีหลวงใช้เป็นพื้นที่ทอดพระเนตรชิ้นงานของพสกนิกรคนที่ผลงานดีเยี่ยมจะได้รับพระราชทานเหรียญทองคำและสร้อยคอทองคำ ปัจจุบันทุกคนยังคงหวงแหนและเก็บรักษาไว้ นอกจากทรงสืบสานงานการประกวดผ้าไทย ยังทรงต่อยอดฝ่าทะลวงปัญหาของผ้าไทย ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา

ประการที่ 2 ได้พระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าคนรุ่นใหม่คิดว่าผ้าไทยเหมาะสมกับคนสูงอายุ จึงพระราชทานโครงการฯรูปแบบแนวทางและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า มาแสดงโชว์ให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถตัดได้หลายรูปแบบ สามารถใช้ได้ทุกวัย ทุกโอกาส เพียงแต่รู้จักนำเอามาออกแบบตัดเย็บให้ถูกใจตัวเอง ประการที่ 3 พระองค์ท่านมาพร้อมวิทยากรสมัยใหม่ตามที่ทรงศึกษาเล่าเรียนด้านแฟชั่น เช่น การผลิตชิ้นงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีธรรมชาติ รู้จักการตลาดว่าอนาคตจะนิยมสีอะไร (Pantone) เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านสามารถมีรายได้จากการทอผ้าเพิ่มขึ้น สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม จากพระปณิธานแน่วแน่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จย่าของพระองค์ท่าน นับเป็นพระกรุณาธิคุณและเป็นที่มาที่พวกเราทุกคนจะช่วยกันเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ชุบชีวิตเส้นไหม เส้นฝ้าย ให้กลับมาโลดแล่นมีชีวิตรับใช้พี่น้องคนไทยให้มีรายได้เสริม มีคุณภาพชีวิตที่ดี”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้สนองงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ทุกปีมีการส่งประกวดผ้าและหัตถกรรมต่างๆ เป็นจำนวนมากขึ้น โดยปี 2565 มีชาวบ้านส่งผลงานผ้าทอมาถึง 2,946 ผืน จากทั่วประเทศ ผลงานหัตถกรรม 298 ชิ้นคณะกรรมการทำการตัดสินมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยคัดเลือกผลงานผ้าทอเหลือ 61 ชิ้น ผลงานหัตถกรรม 10 ชิ้น

และสำหรับผู้ชนะรางวัลพิเศษ 4 รางวัลในการประกวด “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรมระดับประเทศ ประกอบด้วย
รางวัล Best of The Best ได้แก่ นายวีรธรรม ตระกูลเงินไทยกลุ่มจันทร์โสมา จังหวัดสุรินทร์ ประเภทผ้ายก ยกเล็ก (ไหมยกดิ้น), รางวัลสีธรรมชาติยอดเยี่ยม ได้แก่ นายวิทวัส โสภารักษ์ กลุ่มแพรวาโสภารักษ์ ประเภทแพรวา, รางวัลลวดลายตามแบบพระราชทานยอดเยี่ยม ได้แก่ นายวันเฉลิม ศรีภุยเดช เฮือนไหมมนัสวรรณ ไหมแท้ที่แม่ทอ จังหวัดอุดรธานี ประเภทผ้าขิด และ รางวัล Young OTOP ได้แก่ นายศุภกิจ บุญมีเลี้ยง กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ผ้าไหมปูมโบราณบ้านโนนสง่า จังหวัดสุรินทร์ ประเภทผ้าไหมมัดหมี่ 3 ตะกอ และผู้ชนะเลิศรางวัลประเภทต่างๆ รวม 13 ประเภทด้วยกัน

UNFPA จับมือภาครัฐ-องค์กรภาคี รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง หนุนสร้างสังคมแห่งโอกาสและเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699962

UNFPA จับมือภาครัฐ-องค์กรภาคี รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง  หนุนสร้างสังคมแห่งโอกาสและเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

UNFPA จับมือภาครัฐ-องค์กรภาคี รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง หนุนสร้างสังคมแห่งโอกาสและเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

(ซ้าย) นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์, ภัทรพร เล้าวงค์, สิริลักษณ์ เชียงว่อง, ดร.โอซา ทอคิลส์สัน, จินตนา จันทร์บำรุง, นงลักษณ์ โงวิวัฒน์ชัย, คริสติน่า อากีล่าร์ และ สายสุนีย์ จ๊ะนะ

จากรายงาน UNFPA พบว่าร้อยละ 1 ใน 3 ของผู้หญิงทั่วโลก ถูกกระทำรุนแรงด้านร่างกายจากสามีของตน และปัจจุบันผู้หญิงไทยมีแนวโน้มถูกกระทำความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

สิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงาน UNFPA ประจำประเทศไทย กล่าวว่า กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) เป็นหน่วยงานด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งสหประชาชาติ มุ่งมั่นเดินหน้าทำงานร่วมกับองค์กรภาคี นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมสิทธิและทางเลือกทางด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ การวางแผนครอบครัวยุติความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ส่งเสริมศักยภาพสูงสุดให้วัยรุ่น แม่ตั้งครรภ์ได้รับความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์จนคลอดบุตรโดยเดินหน้ากรอบการทำงานในรอบที่ 12 (2565-2569) UNFPA มุ่งสนับสนุนการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และกรอบการพัฒนาตลอดช่วงชีวิตผลักดันนโยบายด้านประชากรและสังคม ส่งเสริมและสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ สุขภาวะทางเพศและพลังผู้หญิง เด็ก วัยรุ่นและผู้สูงวัยเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยนั้นเป็นสังคมแห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ดร.โอซา ทอคิลส์สัน

ดร.โอซา ทอคิลส์สัน (Dr.Asa Torkelsson) ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและผู้แทนประจำประเทศมาเลเซีย กองทุนประชากรแห่งสหประชาติ (UNFPA) หน่วยงานด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า UNFPA จัดงาน “Orange Night : Strategic Partnership for Rights and Choices for all” เพื่อขอบคุณและฉลองความสำเร็จต่อโครงการความร่วมมือต่างๆ ของ UNFPA และภาคีที่ผ่านมา รวมทั้งจุดประกายและเริ่มต้นความร่วมมือใหม่ๆ ในการทำงานเพื่อสิทธิและการมีทางเลือกของทุกคน และรวมพลังเป็นหนึ่งเสียงเนื่องในโอกาส 16 วัน รณรงค์ยุติความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ร่วมด้วยผู้สนับสนุนทั้งองค์กรภาคี ภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน นักเคลื่อนไหวจากทั่วเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งจากในประเทศไทยได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยพันธมิตรในประเทศไทย

“การให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศ สนับสนุนโครงสร้างครอบครัวที่หลากหลายรวมไปถึงการขยายและการพัฒนาการอนามัยมารดาและอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงทำงาน ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ สภาพการทำงานให้เอื้อต่อผู้หญิง และความเท่าเทียมทางเพศในครอบครัว รวมทั้งแบ่งความรับผิดชอบระหว่างหญิงและชาย และให้มีการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น” ดร.โอซา ทอคิลส์สัน กล่าว

ทั้งนี้ UNFPA ทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรเพื่อผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และหุ้นส่วนอื่นๆ ในการพัฒนามาตรฐานด้านบริการที่จำเป็นสำหรับเหยื่อจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ทั้งจิตสังคมบำบัด กฎหมาย ที่อยู่อาศัย และผลพวงเกี่ยวกับสุขภาพหลังเกิดเหตุรุนแรง เช่น การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งประเทศไทยมีกรอบทางกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 เพื่อส่งเสริมกลไกแบบบูรณาการระหว่างกระทรวงต่างๆ และร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย รวมทั้งคนหนุ่มสาว เพื่อให้มั่นใจถึงการให้บริการสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์แก่ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ทุกคนรวมทั้งเด็กหญิงและวัยรุ่น

งาน Orange Night จัดขึ้นโดยมีรายละเอียดสำคัญครอบคลุมมิติว่าด้วยสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน และความไม่เท่าเทียมทางเพศ ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการบทบาทของผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิผู้หญิง และ Inspirational Talkเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของผู้หญิงที่มุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายสู่ความสำเร็จและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งพูดได้ครอบคลุมประเด็นบริบทด้านสิทธิมนุษยชน และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบเหรียญทอง และ คริสติน่า อากีล่าร์ Queen of Dance เมืองไทย

สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบเหรียญทองพาราลิมปิกของประเทศไทย กล่าวว่า “ภายหลังประสบอุบัติเหตุ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง
ทั้งหมด แต่ด้วยความเข้มแข็งจึงสู้อีกครั้ง และมีหน่วยงานรัฐเข้ามาสนับสนุนได้เข้าฝึกอาชีพที่ศูนย์ฟื้นฟูผู้พิการจนได้โอกาสเป็นนักกีฬาอาชีพและคว้าเหรียญทองแรกให้กับประเทศไทย ต่อมามีครอบครัวและตั้งท้องแต่ก็ค่อนข้างเสี่ยงเนื่องจากอายุมากและร่างกายไม่แข็งแรง หลายคนกังวลและแนะนำให้เอาออก แต่เราอยากมีลูก จึงพร้อมยอมรับได้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นแต่ดูแลตัวเองอย่างดีจนในที่สุดก็คลอดลูกออกมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรงนั่นคือสิ่งที่วิเศษที่สุด อยากจะบอกทุกคนว่า ขอเป็นตัวแทนต่อสู้เพื่อความเป็นแม่ ทุกคนมีสิทธิ์สิทธิ์ที่จะเลือกได้ และสิทธิ์เข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกันทุกคน”

คริสติน่า อากีล่าร์ กล่าวว่า “การใช้ความรุนแรงยังส่งผลกระทบในระดับนโยบายของประเทศไทยและในระดับโลกด้วยเพราะเป็นการกระทำที่ขวางกั้นทำให้เราไม่สามารถบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goal เป้าหมายที่ 5 หรือ SDG 5 ที่มุ่งเน้นให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ ให้ยุติหรือขจัดความรุนแรงทุกรูปแบบต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง อีกทั้งขอให้กำลังใจ Survivors หรือผู้ข้ามผ่านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศทุกท่าน และขอยืนยันในจุดยืนว่า ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ในทุกกรณี ไม่ว่าจะต่อเพื่อนมนุษย์คนไหนก็ตาม” คุณคริสติน่า อากีล่าร์ กล่าว

สุดท้าย UNFPA ได้ประกาศมอบโล่ขอบคุณให้หน่วยงานภาคีที่ร่วมดำเนินโครงการสำคัญอย่างสำเร็จลุล่วงในปีนี้ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมกิจการผู้หญิงและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งประกาศความร่วมมือกับบริษัท Reckitt เพื่อมุ่งมั่นและผลักดันให้โลกปราศจากความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง และจะรณรงค์อย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าความรุนแรงจะหมดไป

สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ UNFPA ได้ที่ https://thailand.unfpa.org/