ปมบ่อขยะปราจีนบุรี หลักฐานสาวไปไม่ถึง ‘ผู้ช่วย สส.เบญจา’ ทุจริตหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563918

22 พ.ย. 2566

ปมบ่อขยะปราจีนบุรี หลักฐานสาวไปไม่ถึง ‘ผู้ช่วย สส.เบญจา’ ทุจริตหรือไม่

ก้าวไกล เข้าแจง กมธ.อุตสาหกรรม ปม สส.แจ้ ถูกขับออกจากพรรค ปูด ‘ผู้ช่วย สส.เบญจา’ เรียกรับผลประโยชน์จากการขายที่ดินให้บริษัทกำจัดขยะ ยัน ไม่มีการกลั่นแกล้งเพื่อกลบเกลื่อน

ที่รัฐสภา นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล แถลงภายหลังการประชุมกรรมาธิการ(กมธ.)อุตสาหกรรม กรณีโรงงานกำจัดขยะพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ว่า ตนในฐานะกรรมการสอบเรื่อง ที่นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี ร้องเรียน ผู้ช่วยของน.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล มีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จากการขายที่ดินให้กับบริษัทกำจัดขยะ ว่า ทางกมธ.ได้เชิญ นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ น.ส.เบญจา มาให้ข้อมูล ซึ่งทางกมธ.ตั้งข้อสงสัยว่า ที่มีการพิจารณาเรื่องการคุกคามทางเพศมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ทางพรรคก้าวไกลมองว่าเป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว ต้องตัดสินทั้ง 2 เรื่องโดยกรรมการคนละชุด

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล

ส่วนเรื่องของผู้ช่วยสส.เรียกรับผลประโยชน์จริงหรือไม่ ขณะนี้กำลังพิจารณา สอบสวนกันอยู่ เป็นการตรวจสอบภายในจากข้อมูลหลักฐานยังไม่ใช่ความผิดที่จะเอาผิดทางกฎหมายได้ ซึ่งข้ออ้างของนายวุฒิพงศ์ คือทางผู้ช่วยสส.ไปเรียกค่าที่ดินของตัวเองให้สูงขึ้นกว่าปกติ จากบริษัทบ่อขยะ หากจะผิดจริงก็ผิดในเรื่องจริยธรรมตามที่พรรคได้ระบุไว้ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป 

ส่วนที่นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวก่อน จะมีปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศ อาจจะเป็นการกลั่นแกล้งจนทำให้ถูกขับออกจากพรรคนั้นไม่เป็นความจริง เราอยากให้ความมั่นใจกับนายวุฒิพงศ์ว่า เราไม่มีการกลั่นแกล้งแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่ทางพรรคจะปกป้องผู้ช่วยสส. ด้วยการขับสส.ออกจากพรรค

“หากนส.เบญจา จะกลั่นแกล้ง นายวุฒิพงศ์ในเรื่องของการคุกคามทางเพศ เพื่อกลบเรื่องบ่อขยะ น.ส.เบญจาต้องรู้เรื่องการคุกคามทางเพศก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ อยากให้สบายใจว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้” นายจิรัฏฐ์กล่าว

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ทางกมธ. มีการสอบในเรื่องของกฎหมายต่อ กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เรายินดีให้ความร่วมมือ และอยากฝากถึงกมธ.ว่า ให้ทำเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุด เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนจริง และเราจะใช้พื้นที่กมธ.ในงานไปฟังผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง เนื่องจากเราไม่มีอำนาจในการเรียกหน่วยงานต่างๆ

‘กรมข้าว’จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้’ชาวนา​’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770702

'กรมข้าว'จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้'ชาวนา​'

‘กรมข้าว’จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้’ชาวนา​’

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.03 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 กรมการข้าว​ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ​ (MOU) เรื่อง​ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว​ ระหว่าง​ ​บริษัท ปุริ จำกัด​ และบริษัทไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ (TSI)​ ​โดยมี​ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ เป็นผู้แทนลงนามบันทึกข้อตกลงในส่วนของกรมการข้าว​ นายอานนท์ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​​​ ​เป็นพยาน​ และมีนายวรวิทย์​ ศิริพากย์​ กรรมการบริหาร​ บริษัท​ ปุริ จำกั​ด​ ​เป็นผู้แทน​ลงนาม​ในส่วนของ​บริษัท​ ปุริ จำกั​ด รวมไปถึง​ นายกณพ​ ปราถนาดี​ กรรมการบริหาร​ บริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ เป็นผู้แทนลงนามในส่วนของบริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ ณ​ ห้องประชุม​รวงข้าว​ ชั้น​ 2​ อาคารกรมการข้าว​

อธิบดีกรมการข้าว​​ เปิดเผยถึง​วัตถุประสงค์การลงนามบันทึกข้อตกลงของทั้ง​ 2 บริษัทว่า​ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้จัดขึ้น​เพื่อสร้างความร่วมมือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวและจากวัสดุเหลือใช้จากการผลิตและการแปรรูปข้าว ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ และพัฒนาการเกษตรของไทยอย่างยั่งยืน​ อีกทั้งยังถือเป็นการร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวและจากวัสดุเหลือใช้จากการผลิตและการแปรรูปข้าว ทั้งในส่วนของการเป็นแหล่งวัตถุดิบ เทคโนโลยีทางการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูล ให้ได้แนวทางเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว ตลอดจนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงให้กับกรมการข้าว เพื่อส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

อธิบดีกรมการข้าว​ กล่าวต่อไปว่า​ กรมการข้าวได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปต่อยอดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้พี่น้องชาวนา​ โดยทางบริษัท​ ปุริ​ จำกัด​ มีชื่อเสียงในด้านการผลิตเครื่อง​หอม​ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า​ ที่เป็นออร์แกนิค​ 100​% ซึ่ง​ ทางกรมการข้าวมีแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์​​ 2​ รูปแบบ​ คือ​ Scented Rice​ (การสกัดกลิ่นจากข้าว) เพื่อนำไปผลิตเป็นเครื่องหอม​ เทียนหอม​ ก้านหอม​ และ​ Rice​ Microbiome สารสกัดเพื่อบำรุง​ (sensitive skin) เพื่อผลิตเป็นเครื่องสำอางค์

นอกจากนั้น ในส่วนของทางบริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ (TSI)​ จำกัดนั้น​ กรมการข้าวมีความเห็นร่วมกันในการต่อยอดงานวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากข้าวให้สามารถยกระดับสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคต

‘ธรรมนัส’เพิ่งตื่น!! สั่งตั้ง’ทีม ฉก.พญานาคราช’ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770674

'ธรรมนัส'เพิ่งตื่น!! สั่งตั้ง'ทีม ฉก.พญานาคราช'ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน

‘ธรรมนัส’เพิ่งตื่น!! สั่งตั้ง’ทีม ฉก.พญานาคราช’ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.14 น.

“ธรรมนัส”เพิ่งตื่น สั่งตั้ง “ทีม ฉก.พญานาคราช” ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนพร้อมเร่งขึ้นทะเบียนห้องเย็นทั่วประเทศ หลังนายกฯ สั่งเขิอด ขบวนการหมูเถื่อน

21 พ.ย.66 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายภายหลังมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานแก่เจ้าหน้าที่“ทีมฉก.พญานาคราช” จำนวนกว่า 50 คน โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง พร้อมด้วย พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พันเอก ธนชาติ เหมะจันทร ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมไชยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ทีม ฉก. พญานาคราช” คือ ชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษป้องกันและปราบปรามสินค้าปศุสัตว์ และสินค้าประมงผิดกฎหมาย ที่แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมปฏิบัติการและสนับสนุนเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ สารวัตรประมงและสารวัตรเกษตรในการเร่งรัดตรวจสอบ ติดตาม และจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรแบบผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการร่วมกับ ปปง. ในการเข้ายึดทรัพย์ และสำนักงานอัยการสูงสุดในการดำเนินคดีทางกฎหมาย เพื่อตัดตอนขบวนการดังกล่าวให้สิ้นซาก โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และกรมประมง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานอัยการสูงสุด ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจจากการถูกแทรกแซงกลไกราคาตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

“วันนี้ได้มอบนโยบายแก่ ทีม ฉก. พญานาคราช ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการฯ สนับสนุนการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ที่ขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข็มแข็งและเอาจริงเอาจัง เพื่อกำจัดขบวนการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายให้สิ้นซาก นอกจากนี้ ภายหลังการประชุมนัดแรก ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมวิชาการเกษตร ประสานความร่วมมือกับทุกจังหวัดเพื่อจัดประชุมร่วมกับผู้ประกอบการในการเร่งขึ้นทะเบียนห้องเย็นทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่จะ Set Zero ระบบการตรวจสอบขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง และให้มีการรายงานให้ทราบก่อนการประชุมครั้งต่อไป โดยจะติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานทุก ๆ 15 วัน อีกด้วย” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ‘BSA Building Safety Award 2023’ ต้นแบบอาคารปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770748

พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ‘BSA Building Safety Award 2023’ ต้นแบบอาคารปลอดภัย

พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ‘BSA Building Safety Award 2023’ ต้นแบบอาคารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.39 น.

22 พฤศจิกายน 2566 นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ โครงการประกวดอาคารโดดเด่นด้านความปลอดภัย ประจำปี 2566 “BSA Building Safety Award 2023” จัดโดยสมาคมผู้ตรวจสอบอาคารร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ณ ห้องประชุมนริศรานุสรณ์ ชั้น 11 กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระราม 6 

นายพงษ์นรา เปิดเผยว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองให้ความสำคัญกับการดูแลมาตรฐานอาคารและสิ่งก่อสร้างให้มีความปลอดภัย เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยป้องกันความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินแก่เจ้าของอาคารและผู้ใช้อาคาร โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และกฎกระทรวงที่เกี่ยวเนื่อง แต่ยังมีอาคารที่มิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขณะเดียวกัน ก็มีอาคารอีกจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยในเกณฑ์ที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ดี

“การเข้าร่วมประกวดอาคารโดดเด่นด้านความปลอดภัย ถือเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงค์ของเจ้าของอาคารที่จะทำให้อาคารมีความปลอดภัย ซึ่งในการประกวดจะต้องมีการตรวจสอบระบบด้านความปลอดภัยต่าง ๆ ให้มีคุณภาพพร้อมใช้งาน มีความมั่นคง แข็งแรง มีระบบป้องกันภัยต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐยินดีให้การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และขอแสดงความยินดีกับทุกอาคารที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นขวัญกำลังใจให้ทุกอาคารที่ได้รางวัลดำรงรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานอาคารปลอดภัย พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้อาคารอื่นดำเนินการตามแบบอย่างที่ดีต่อไปในอนาคต” นายพงศ์รัตน์กล่าว

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ กนอ. ได้นำอาคารสำนักงานใหญ่ (วิภาวดี) ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดโครงการ “BSA Building Safety Award 2023” และได้รับรางวัลประเภทอาคารสูงและขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลระดับ Platinum สำหรับอาคารเอ และรางวัลระดับ Gold สำหรับอาคารบี ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อาคารสำนักงานใหญ่ (วิภาวดี) ดังกล่าว มีการออกแบบและก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคาร    มีการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ประกอบอาคารที่ทันสมัย การได้รับรางวัล BSA Awards ที่มีคณะกรรมการหลากหลายวิชาชีพด้านการบริหารอาคารในการตรวจสอบและประเมินอาคารชั้นนำของประเทศนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ กนอ.จะยังคงมุ่งมั่นดูแลรักษามาตรฐานอาคารที่ดีไว้รวมทั้งพัฒนาเพื่อให้ได้อาคารที่มีความปลอดภัยและได้รับรางวัล BSA Awards ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

ด้าน นายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร (BSA) เปิดเผยว่า โครงการประกวดอาคารโดดเด่นด้านความปลอดภัย ประจำปี 2566 หรือ “BSA Building Safety Awards 2023” นับเป็นปีที่ 8 ที่สมาคมฯ ได้ดำเนินการต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรวิชาชีพ และสถาบันการศึกษา และบริษัทเอกชนผู้สนับสนุนหลักประจำปี 2566 ในปีนี้ ยังได้มีการจัดสัมมนาเกณฑ์การให้คะแนน BSA Building Safety Awards 2023 และเกณฑ์พิเศษงานติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยสมาคมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไทย และเกณฑ์พิเศษอาคารที่มีการบริหารงาน เพื่อความยั่งยืน โดยสมาคมวิชาชีพการบริหารทรัพยากรอาคาร และหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้พิจารณากันอย่างเข้มข้น จนได้อาคารต้นแบบด้านความปลอดภัยที่ได้รับรางวัลในปีนี้ รวมทั้งสิ้น 49 อาคาร โดยแบ่งตามประเภทอาคาร ดังนี้

ประเภทอาคารสูง และขนาดใหญ่พิเศษ

– รางวัลระดับ Platinum จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อาคาร เอ ,ที-วัน, ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา, สปริง ทาวเวอร์, เอ็มไพร์ ทาวเวอร์, อินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา, เสริมมิตร ทาวเวอร์

– รางวัลระดับ Gold จำนวน 10 รางวัล ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ) อาคาร บี,ซันทาวเวอร์ส, ไอคอนสยาม, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์, ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ, อีสท์วอเตอร์, เดอะมอลล์ โคราช, 208 แบงค็อก, เคพีไอ ทาวเวอร์, และแอทธินี ทาวเวอร์

– รางวัลระดับ Silver จำนวน 15 รางวัล ได้แก่ สิงห์ คอมเพล็กซ์, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, ตะวันนา บางกะปิ, ดิ เอ็มควอเทียร์,ศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย,ทิปโก้ ทาวเวอร์,ทิสโก้ ทาวเวอร์, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อาคารพลาซ่า เวสท์, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อาคารพลาซ่า อีสต์, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อาคารสำนักงานใหญ่, สยามเซ็นเตอร์,สยามพารากอน, สยามพิวรรธน์ทาวเวอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่, และเอ็กเชน ทาวเวอร์

– รางวัลระดับ Bronze จำนวน 7 รางวัล ได้แก่  ดิ เอ็มโพเรียม,เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค, เดอะมอลล์ รามคำแหง,พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า แอต งามวงศ์วาน,ศูนย์การค้า พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และวิริยะพันธุ์ โฮลดิ้งส์

ประเภทอาคารอยู่อาศัยรวม เกิน 10,000 ตรม.

– รางวัลระดับ Silver จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ เดอะ พาโน

ประเภทโรงแรม ระดับ 5 หรือ 6 ดาว

– รางวัลระดับ Platinum จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ เลอเมอริเดียน กรุงเทพ

– รางวัลระดับ Gold จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์

– รางวัลระดับ Bronze จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ ปาร์ค ,ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร

ประเภทโรงแรม ไม่เกิน 4 ดาว

– รางวัลระดับ Silver จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพ สาทร

– รางวัลระดับ Bronze จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท

ประเภทอาคารทั่วไป ขนาด 2,000 – 10,000 ตรม.

– รางวัลระดับ Bronze จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นีโอ และศูนย์การค้า ลาซาล อเวนิว

พร้อมกันนี้ นายธวัช มีชัย นายกสมาคมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไทย (GENTHAI) กล่าวว่า สำหรับอาคารที่ได้รับรางวัลเกณฑ์พิเศษงานติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (GENTHAI Awards) ประจำปี 2566 มีจำนวน 9 รางวัล ได้แก่

– รางวัลระดับ Gold จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา

– รางวัลระดับ Bronze จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ ไอคอนสยาม, ดิ เอ็มควอเทียร์, ดิ เอ็มโพเรียม, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค, เดอะมอลล์ โคราช, นีโอ

นายปิติ อนนตพันธ์ นายกสมาคมวิชาชีพการบริหารทรัพยากรอาคาร (TFMA) กล่าวว่า อาคารที่ได้รับรางวัลเกณฑ์พิเศษอาคารที่มีการบริหารงานเพื่อความยั่งยืน (TFMA Awards) จำนวน 16 รางวัล ได้แก่

– รางวัลระดับ FM Diamond  จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ สิงห์ คอมเพล็กซ์, ซันทาวเวอร์ส

– รางวัลระดับ FM Gold จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์, ไอคอนสยาม, อีสท์วอเตอร์, ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน, ตะวันนา บางกะปิ

– รางวัลระดับ FM Silver จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ เดอะมอลล์ โคราช, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค, เดอะมอลล์ รามคำแหง 3, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า แอต งามวงศ์วาน, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, ศูนย์การค้า พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่

สปส.เปิด 2 ช่องทางตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770742

สปส.เปิด 2 ช่องทางตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ด

สปส.เปิด 2 ช่องทางตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ด

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.18 น.

ตามที่สำนักงานประกันสังคม ได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. เป็นวันเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2566) เป็นต้นไป สำนักงานประกันสังคมได้เปิดให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ นายจ้าง ผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 จำนวนกว่า 9 แสนคน ที่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการประกันสังคม โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากช่องทางต่าง ๆ ได้ดังนี้

1. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่เลือกตั้ง ได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

2. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด ที่ได้ลงทะเบียนไว้

ทั้งนี้ หากไม่พบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถยื่นขอแจ้งเพิ่มชื่อ หรือถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน – 14 ธันวาคม 2566 ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด

ทุกวันในเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ศอ.กต.นจ.ผปต.) โทร. 02-956-2222 ทุกวันในเวลาราชการ             

-(016)

อาลัยสตรีอันเป็นที่รัก ครอบครัว’ปันยารชุน’ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักสู้ ‘อานันท์ ปันยารชุน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770736

อาลัยสตรีอันเป็นที่รัก ครอบครัว'ปันยารชุน' ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักสู้ 'อานันท์ ปันยารชุน'

อาลัยสตรีอันเป็นที่รัก ครอบครัว’ปันยารชุน’ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักสู้ ‘อานันท์ ปันยารชุน’

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.45 น.

อาลัยสตรีอันเป็นที่รักครอบครัว “ปันยารชุน” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ นักสู้ “อานันท์ ปันยารชุน”

หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน ภริยาอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว 

เรื่องราวความสำเร็จในชีวิต และหน้าที่การงานของ “อานันท์ ปันยารชุน” ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว และพ่อของลูกสาว 2 คน “นางนัดดา ไกรฤกษ์” และ “นางดารณี เจริญรัชต์ภาคย์” มีแรงผลักดันสำคัญอยู่เบื้องหลัง นับตั้งแต่ ร่วมชีวิตคู่ สร้างครอบครัว และในวาระสุดท้าย

หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบในวัย 87 ปี 4 เดือน หลังจากติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิต เมื่อวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 8.20 น. ที่โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท ได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางการโอบกอดด้วยความรัก และความอบอุ่นของทุกคนในครอบครัว “ปันยารชุน”

นายอานันท์ ปันยารชุน กล่าวถึง หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน ภริยาอันเป็นที่รัก

“ผมแต่งงานกับภรรยามา 66 ปีแล้ว ชีวิตคู่มีขึ้นมีลง ดีกัน ทะเลาะกัน มีความเห็นใจซึ่งกันและกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา พออายุมากขึ้น ยิ่งทำให้ผมเห็นชีวิตคนเรา มีภรรยาที่ดี มีลูกที่ดี เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด” และ “ความทรงจำที่ไม่มีวันลืมเลือน คือความสัมพันธ์ในครอบครัว”

ประวัติโดยย่อ หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน

หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน เป็นลื่อในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระปนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีกรมพระจักรพรรดิพงษ์ และเป็นพระนัดดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์

ชื่อเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สดศรีสุริยา จักรพันธุ์ ธิดาของพลโทหม่อมเจ้าคัสตาวัส จักรพันธุ์ (พระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ กับหม่อมหวน จักรพันธุ์ ณ อยุธยา) กับหม่อมเจ้าทิตยาทรงกลด รพีพัฒน์ (พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ กับหม่อมอ่อน รพีพัฒน์ ณ อยุธยา) เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม พ.ศ. 2479 มีพี่น้อง ร่วมบิดามารดา คือ หม่อมราชวงศ์กทลี สุนทรสิงคาล และ หม่อมราชวงศ์ตราจักร จักรพันธุ์

หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน สมรสกับ นายอานันท์ ปันยารชุน มีบุตรี 2 คน คือ

นางนัดดา ไกรฤกษ์ สมรสกับ นายไกรทิพย์ ไกรฤกษ์ (บุตรนายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการสำนักพระราชวัง กับ ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์)นางดารณี เจริญรัชต์ภาคย์ สมรสกับ ดร.ชัชวิน เจริญรัชต์ภาคย์ (บุตรศาสตราจารย์ นาวาเอก ดร.เจริญ เจริญรัชต์ภาคย์ ร.น. อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กับ ท่านผู้หญิงสดศรี เจริญรัชต์ภาคย์)

หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน เป็นกุลสตรีที่เพรียบพร้อมด้วยความงามทั้งกายและใจ ทั้งกิริยามารยาท ที่นุ่มนวล มีเสน่ห์ ได้มีโอกาสเห็นโลกกว้างตั้งแต่เยาว์วัย โดยได้ติดตาม เมื่อท่านพ่อทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ที่ประเทศฝรั่งเศส นั้น จึงได้เรียนและพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็ก ทำให้มีความชำนิชำนาญในภาษานั้น อันเป็นคุณสมบัติติดตัวและเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตในฐานะภริยานักการทูตและผู้นำของประเทศ

ด้านการศึกษา หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียน มาแตร์ เดอี ณ กรุงเทพฯ , โรงเรียนอเมริกัน ณ กรุงปารีส และช่วยวัยรุ่นช่วงเวลาศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ในวิชาเลขานุการที่วิทยาลัยควีนส์ คอลเลจ ในกรุงลอนดอน ได้พบรักกับ นายอานันท์ ปันยารชุน หนุ่มนักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และได้สมรสปี พ.ศ. ๒๔๙๙ นับแต่นั้นมา

ชีวิตสมรส ผู้อยู่เบื้องหลังนายกรัฐมนตรี คนที่ 18

หลังจากเข้าพิธีสมรสกับ นายอานันท์ ปันยารชุน ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประมาณ 8 ปี หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน ได้ติดตามสามีทำหน้าภริยาของเอกอัครราชทูตไทยประจำหลายสถานที่ อาทิ ประจำสหประชาชาติ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมรี และ ทำหน้าที่ภริยาปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ต่อมา ได้ทำหน้าที่ภริยานายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน สองสมัย (นายกฯ คนที่ 18 ของประเทศไทย)

นอกจากภรรยาอันเป็นที่รักของสามี และแม่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกสาวทั้งสองคนแล้ว หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน เป็นที่ประจักษ์ในผลงานและได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 (ภ.ป.ร.) ปี 2510 , ตติยจุลจอมเกล้า (ต.จ.) ปี 2534 , ประถมมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) ปี 2534  และ มหาวิชรมงกุฏ (ม.ว.ม.) ในปี 2535

กำหนดการ พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีสวดพระอภิธรรม

กำหนดการ พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีสวดพระอภิธรรม บำเพ็ญกุศล หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน ม.ว.ม., ป.ช., ต.จ., ภ.ป.ร.๔ ณ ศาลาร้อยปีฯ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ในวันที่ ๒๒-๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖

โดย วันพุธที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๕.๓๐ น. มีพิธีรดน้ำศพ จากนั้น  ๑๗.๐๐ น. พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และ พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ในเวลา ๑๘.๐๐ น.

กำหนดการ วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ – วันศุกร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ในเวลา ๑๘.๓๐ น. และตั้งแต่วันที่ ๒๕-๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๖, วันที่ ๓, ๑๐, ๑๗, ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๖ สวดพระอภิธรรม ในเวลา  ๑๘.๓๐ น.

แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’ เสียงเตือนจากโลกถึงไทย ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770576

แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’  เสียงเตือนจากโลกถึงไทย  ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’ เสียงเตือนจากโลกถึงไทย ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ดิจิทัล วอลเล็ต” หรือโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ด้านหนึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มีข้อถกเถียงถึงความคุ้มค่า รวมถึงสุ่มเสี่ยงกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง แต่อีกด้านหนึ่งในทางการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมถอยเพราะพรรคการเมืองจำเป็นต้องทำให้ได้ตามที่เคยหาเสียงกับประชาชนไว้

รายการ “แนวหน้า Talk” หลายตอนที่ผ่านมาแขกรับเชิญหลายท่านได้กล่าวถึงประเด็นการแจกเงินดิจิทัล รวมถึง เกียรติ สิทธีอมร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในตอนที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2566 โดย เกียรติ มองว่า มีประเด็นทางกฎหมายในเรื่องสิ่งที่หาเสียงไว้กับสิ่งที่กำลังจะทำว่าเป็นคนละเรื่อง ซึ่งที่จะทำขณะนี้ไม่ใช่งบประมาณปกติ ไม่ใช่รายได้เพิ่ม

จึงมีคำถามว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะว่าอย่างไร ผิดหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยชี้แจงไว้กับ กกต. นั้นรวมถึงการกู้เงินด้วย เพราะบอกว่าใช้งบประมาณ ซึ่งหากงบประมาณขาดดุลก็ต้องกู้เงิน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการบอกว่าเป็นงบเฉพาะกิจพิเศษ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 53 ที่ระบุว่า ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนและ
ต่อเนื่องเพื่อแก้วิกฤต

แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่อยู่ในวิกฤต โดยตัวอย่างของสถานการณ์ที่เรียกว่าวิกฤต เช่น ต้มยำกุ้ง ในปี 2540 อัตราแลกเปลี่ยนเละเทะ คนหยุดลงทุนและแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันจึงยังไม่เข้าข่ายวิกฤตรวมถึงกฎหมายวินัยการคลังยังระบุด้วยว่า ต้องไม่สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน ซึ่งวันนี้งบประมาณปี 2567 ยังไม่นำเข้าสู่การพิจารณาแต่อย่างใด

ขณะที่ในมาตรา 56 ระบุว่า การกู้เงินให้กระทำได้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน ต้องดำเนินการโดยไม่อาจใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายได้ ซึ่งจริงๆ สามารถจัดทำใส่เข้าไปในงบประมาณประจำปีที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ อีกทั้งมาตรา 57 ยังกล่าวถึงการกู้เงินตามมาตรา 53 และ 56 ให้กระทำได้เฉพาะการใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าหากทำแล้วจะคุ้มค่าอย่างไร มีแต่คำว่าพายุหมุนเพียงอย่างเดียว จึงมีคำถามว่า คิดนโยบายอื่นที่ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือ

“ไปดูในโลกนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่สนใจ ผมก็ไปดูว่าทุกครั้งที่เลือกตั้ง ประเทศไหนเขาใช้นโยบายอะไร? อย่างไร? วิธีคิดนี้ถามว่าเราเคยเห็นไหมในโลกที่เขาทำ?เคยนะ! มี 2 แบบ แบบหนึ่งเขาเจอวิกฤตจริงๆ ไปช่วย ตอนนั้นยุค Depression (ถดถอย) อย่างนั้นโอเค ทำครั้งเดียวให้คนรอดตาย เราเจออีกประเภทหนึ่ง พูดง่ายๆ ประเทศเจ๊งไปแล้ว ที่ทำวิธีนี้ ประชานิยมแบบนี้ เอาเงินแจกแบบนี้ ขึ้นค่าแรงแบบนี้ อาร์เจนตินาก็เป็นแล้ว เวเนซุเอลาก็เคยเจอมาแล้ว ตัวอย่างก็เห็นหมดแล้ว ทำไมเรายังต้องไปเดินถนนเส้นนี้ที่สร้างความเสี่ยงให้ประเทศ” เกียรติ กล่าว

เกียรติ กล่าวต่อไปว่า เรื่องใครๆ ก็อยากได้เงินนั้นถูกจริตคนทั้งโลก อยู่ดีๆ มีคนบอกจะเอาเงินมาให้ไม่มีใครที่จะไม่เอา แต่ไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไร ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของนักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ใช่จะพาประเทศไปอย่างไรก็ได้ อย่างตนเองนั้นเห็นว่าหากมีงบประมาณ 5 แสนล้านบาท เอาไปทำอะไรที่ดีกว่านี้ได้มากมาย เช่น เรื่องพลังงาน เรื่องดอกเบี้ย เรื่องการเงิน แก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบ ฯลฯ ซึ่งก็
ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่ได้ผลทางเศรษฐกิจมากกว่า 5 แสนล้านบาท

ส่วนที่พรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยตั้งใจให้นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ไปสะดุดในขั้นตอนต่างๆ เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ตนเองมองว่าอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบเพราะรับปากแล้วไม่ทำ ประชาชนก็ต้องเห็น แต่ก็อาจเป็นข้ออ้างที่จะใช้ในการไม่เดินบนถนนเส้นนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองเคยเสนอว่า ถ้าหาคนสัก 10 ล้านคน ที่รายได้น้อยจริงๆ แล้วให้เงินคนกลุ่มนี้คนละ 2 หมื่นบาท ก็ไม่ติดใจเพราะช่วยเขาได้มาก ตนเองเคยถูกเชิญไปพูดเรื่องพลังงานในต่างประเทศ ก็มีคำถามจากที่นั่นว่าประเทศไทยรวยขนาดนั้นเลยหรือ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลยหรือ

“มันมีอีกคำถามหนึ่ง เขาบอกคนในรัฐบาลมีผลประโยชน์กับคนค้าปลีกหรือเปล่า จะเจ้าสัวหรือไม่เจ้าสัวแต่อันนั้นคนก็มองเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่เขาได้ ผมไม่ได้บอกว่าเขาไม่ควรได้รับประโยชน์จากการค้าปลีก แต่นายกฯ เคยพูดเองตอนช่วงหาเสียงเลือกตั้ง บอกผมได้บอกแล้ว ห้างสรรพสินค้าให้เตรียมของไว้ ในที่สุดแล้วไม่รู้จะเชื่ออะไร รวมทั้งที่เพิ่งแถลงครั้งที่แล้วด้วย เราเชื่ออะไรได้บ้าง แล้วการเป็นนักการเมือง เป็นพรรคการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ ถ้าเชื่อไม่ได้มันหมดนะ” เกียรติ กล่าว

ส่วนความคาดหวังจากโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทที่จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างมากในระยะเวลา 6 เดือน เรื่องนี้ เกียรติ บอกว่า ไม่กล้าจินตนาการเพราะเชื่อว่าจะมีอุปสรรคจำนวนมาก เช่น การที่คนทำมาหาค้าขายสุจริตต้องไปลงทะเบียนดิจิทัล ถามว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นของบริษัทใคร ซึ่งที่ผ่านมา “มีคนในบางประเทศ คิดง่ายๆ ว่าเงินดิจิทัลเปรียบเหมือนการไม่ต้องพึ่งงบประมาณ” โดยสร้างสกุลเงิน (Currency) ใหม่ขึ้นมาให้นำไปใช้กัน แล้วกว่าจะกลับมาขึ้นเงินจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน แล้วค่อยไปว่ากันต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป

และที่รัฐบาลบอกว่าต้องไปกู้เงินมาทำโครงการ เพราะในที่สุดแล้วการทำเงินดิจิทัลนั้นผิดกฎหมาย ซึ่ง “ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในขั้นทดลองสกุลเงินดิจิทัล” เป็นหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่เป็นเจ้าภาพ บุคคลอื่นใดรวมถึงรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปทำในส่วนนี้ได้ “อย่างไรก็ตาม แม้กรณีของไทยจะยังไม่ได้ข้อพิสูจน์ แต่ในกระแสโลกก็เริ่มถอยห่างจากเงินดิจิทัลกันแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง” เต็มไปด้วยการฉ้อโกงและการฟอกเงิน อย่างในเมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีธนาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย

อีกทั้งต้องบอกว่า “ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม” ไม่ใช่ว่าทุกคนรู้เรื่องเงินดิจิทัลกันหมดแล้ว จริงอยู่ว่าเรื่องนี้ทันสมัย แต่ทั้งโลกก็ค้นพบว่ามันมีปัญหาเพราะกลายเป็นเงินตราอีกสกุลหนึ่ง แต่เป็นสกุลเงินที่ไม่มีกฎหมายรองรับ “ลองคิดง่ายๆ ว่ามีคน 5 ล้านคนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แจกคนกลุ่มนี้คนละ 1 หมื่นบาทก็ใช้งบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท”คำถามคือเงินที่แจกไปปลายทางจะไปอยู่ที่ใครเพราะไม่สามารถตรวจสอบได้

ดังนั้นโดยสรุปเกี่ยวกับดิจิทัล วอลเล็ต 1.กกต. ต้องออกมาแสดงท่าที ว่าตอนที่หาเสียงกับที่กำลังจะทำนั้นเป็นคนละเรื่องกัน 2.ไม่เชื่อว่าจะออกเงินกู้พิเศษได้ เพราะปัจจุบันไม่ได้มีสถานการณ์ที่เป็นวิกฤต แต่เรื่องนี้อาจเป็นหน้าที่ของกฤษฎีกา หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความ และ 3.เราเสียเวลากันมามากพอแล้ว เพราะจริงๆ ยังมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว นอกจากนั้น องค์กรระดับโลกที่ประเมินสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจก็ยังส่งสัญญาณเตือนถึงประเทศไทย

“S&P (Standard & Poor), Fitch Ratings ที่เป็นคนทำประเมินทั้งหมด เขาก็ส่งสัญญาณชัดแล้วนะ เขาบอกถ้าประเทศไทยไปในแนวนี้ก็ต้องทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะกำลังในการชำระหนี้เป็นตัวใช้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ ทีนี้โอกาสเท่าที่ผมฟังดู เท่าที่อ่านทุกบทความของพวกประเมินทั้งหลาย เขาบอกถ้าไปในแนวนี้แล้วไปกู้เพิ่มก็เพิ่มเพดานหนี้ที่ต้องใช้ แล้วถ้ามันไม่ใช่พายุหมุน ซึ่งโอกาสเป็นพายุหมุนแทบไม่มี

มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่ากำลังการชำระหนี้ของเราจะลดลงเพราะหนี้เราเพิ่มขึ้น ก็ลดความน่าเชื่อถือ พอทรุดลงเกิดอะไรขึ้น? ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นทันที มันก็เป็นลูกโซ่ ฉะนั้นเกมนี้ไม่ใช่เรื่องในประเทศอย่างเดียว เป็นเรื่องที่จะกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกด้านเศรษฐกิจชัดเจนมาก ผมคิดว่าถ้าผมพูดได้ กรุณาอย่าดื้อเถอะครับ เพราะดื้อไปความเสี่ยงสูงมาก” เกียรติ กล่าว

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า “อย่าไปคิดว่านโยบายไหนเป็นของพรรคใด แต่ให้คิดว่านโยบายใดดีกับประเทศที่สุดก็ทำนโยบายนั้น” อย่างตนเองเคยพูดเรื่องนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ นโยบายเกี่ยวกับยาง-ปาล์ม หากรัฐบาลจะทำก็ไม่หวง “แต่นายกฯ จะกล้าทำหรือไม่ เพราะหากทำแล้วอาจเสียเพื่อนที่เป็นขาใหญ่” แต่ก็อยากให้ทำเพราะ “ประเทศชาติต้องมาก่อนพรรค-พรรคต้องมาก่อนคน” ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นวิถีที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ยึดถือ

ซึ่งนโยบายแจกเงินดิจิทัล หากอธิบายง่ายๆ ให้ชาวบ้านฟัง ที่บอกว่าการกู้หนี้ก็เพื่อให้มีรายได้เพิ่ม คำถามคือนโยบายนี้จะสร้างรายได้เพิ่มได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องเพียงชั่ววูบ และจากนั้นไปอีก 4-5 ปี ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้ หากเป็นการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดน่าจะอยู่ที่1.5-2 หมื่นล้านบาทต่อปี ยังไม่ต้องนับเรื่องที่บอกว่าจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ขึ้นมา แต่เงินจำนวนนี้สามารถนำไปก่อสร้างถนนใหม่ได้หลายเส้นทางส่วนที่บอกว่าเป็นการดูแลคนจน ก็ไม่แน่ใจว่านโยบายนี้จะใช้ทฤษฎีใดมาอธิบายแล้วประชาชนสบายใจ

สุดท้ายกับความเห็นที่ว่า “ให้รัฐบาลเขาทำไปก่อนอย่าเพิ่งไปด้อยค่า ถ้ามันจะเป็นอย่างไรไว้อีก 4 ปีข้างหน้าเลือกตั้งค่อยว่ากันใหม่” เกียรติ ให้มุมมองว่า “อย่าไปด้อยค่าคนที่ออกมาเตือน เพราะเขาก็ห่วงใยประเทศเหมือนกัน และในความห่วงใยนั้นก็อยู่บนหลักทฤษฎี” ในขณะที่ฝ่ายผลักดันนโยบายไม่ได้มีทฤษฎีใดๆ มายืนยันว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นดีกับประเทศจริงหรือ

และเอาเข้าจริง “คนในรัฐบาลมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าคนวิพากษ์วิจารณ์” หาก 4 ปี ทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่รับปากไว้ คำถามคือจะทำอย่างไรต่อไป เอาเงินมาคืนได้หรือไม่ หรือแค่บอกว่าก็ไม่ต้องเลือกคนเดิม-พรรคเดิมเข้ามาอีก “การทำนโยบายทุกเรื่องต้องประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้ชัด” แต่ปัจจุบันยังไม่มีการประเมิน ไม่มีการอธิบายด้วยหลักเหตุและผล และในเชิงวิชาการว่าทำแล้วดี
กับประเทศอย่างไร เรื่องนี้ในประเทศไทยก็มีกฎหมายกำหนด และการไม่ทำก็เท่ากับไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“มันไม่ใช่ว่าผมเป็นนักการเมืองแล้วผมจะทำอะไรกับงบประมาณก็ได้ แล้วผมไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าผมโกง แต่จริงๆ แค่นโยบายที่อาจจะสร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างมากกับประเทศทั้งประเทศ นี่คือเหตุผลที่คนออกมาพูด เพราะเขาห่วง แล้วทำไมคุณไม่ปรับ
ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นในเมื่อคนท้วงติงมากมายพอสมควรจากทุกแวดวง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งข้าราชการที่นั่งอยู่ในกระทรวงการคลังด้วย เพราะผมทราบว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง เขาชัดเจนว่าอันนี้มันเป็นปัญหานะ ถ้ายังดันทุรังกันไป ผมคิดว่าก็ชอบที่ประชาชน
คนไทยทุกคนต้องเรียกร้องความรับผิดชอบกับคนที่ตั้งใจจะทำมากกว่าแค่การเลือกตั้ง” เกียรติ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770580

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนื้อสัตว์ที่เรานิยมรับประทานมีสารอาหารที่แตกต่างกัน บางชนิดอาจจะมีปริมาณไขมันสูงบางชนิดอาจจะมีโปรตีนสูง ซึ่งร่างกายของแต่ละคนก็มีความต้องการสารอาหารที่ไม่เหมือนกัน จึงควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ และเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ การที่ผู้บริโภคจะมีสุขภาพดีได้ ยังต้องคำนึงถึงการบริโภคอาหารชนิดต่างๆ ในปริมาณที่เหมาะสมตามเพศ วัย และกิจกรรม นอกจากนี้ผู้บริโภคควรต้องพิจารณาในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารและควรใส่ใจในเรื่องของการเลือกซื้อหรือวิธีการปรุงประกอบที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสารต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้าโครงการอาหารไทย หัวใจดี ของ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า เนื้อสัตว์ชนิดเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื้อสัตว์มีหลายชนิด ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อสัตว์ปีก มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อแดง (lean meat) มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 75% เนื้อของสัตว์ที่มีอายุน้อยกว่า เช่น เนื้อลูกวัว (veal) มีปริมาณน้ำสูงกว่าเนื้อสัตว์ที่มีอายุมากขึ้น โปรตีน เป็น สารอาหารที่ให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนเป็นโครงสร้างหลักของเนื้อสัตว์ โปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง คือ มีกรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid) ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายมนุษย์ กรดอะมิโนที่พบมากในโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อ เป็นประเภท branched-chain amino acid ได้แก่ leucineisoleucine และ valine ในเนื้อสัตว์มีไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) เป็นส่วนประกอบหลัก มีฟอสโฟลิพิด (phospholipid) คอเลสเตอรอล (cholesterol) และมีวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน กรดไขมันส่วนใหญ่จะเป็นกรดไขมัน อิ่มตัว (saturated fatty acid) เช่น กรดปาลมิติก (palmitic acid) กรดสเทียริก (stearic acid) และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) เช่น กรดโอลิอิก (oleic acid) ในปริมาณน้อย ในเนื้อสัตว์มีคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 1% โดยอยู่ในรูปของไกลโคเจน เนื้อสัตว์เป็นแหล่งของวิตามินบีรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และไนอะซิน สารสำคัญที่ทำให้เกิดสีของเนื้อสัตว์ คือ ไมโอโกลบิน (myoglobin) เนื้อวัวยังมีวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และสังกะสีด้วย

จากธงโภชนาการของประเทศไทยจะเห็นว่าเนื้อสัตว์นั้นอยู่บนด้านปลายธง มีข้อแนะนำให้บริโภควันละ 6-12 ช้อนกินข้าว ดังนี้

l เนื้อสัตว์ 6 ช้อนกินข้าวต่อวัน (มื้อละ 2 ช้อนกินข้าว) สำหรับเด็กอายุ 6 ขวบ ถึง  13 ปี,ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

l เนื้อสัตว์  9 ช้อนกินข้าวต่อวัน (มื้อละ3 ช้อนกินข้าว) สำหรับวัยรุ่นหญิง-ชาย อายุ 14-25 ปีและชายวัยทำงาน อายุ 25-60 ปี

l เนื้อสัตว์ 12 ช้อนกินข้าวต่อวัน(มื้อละ 4 ช้อนกินข้าว) สำหรับหญิงและชายที่ใช้พลังงานมากๆ เช่น นักกีฬา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน

เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและมีประโยชน์ควรรับประทานให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 0.8-1 กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวันสำหรับเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว 30 กรัม จะมีโปรตีนประมาณ 7 กรัม ทั้งนี้ ควรเลือกประเภทของเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไม่ติดหนัง เน้นรับประทานเนื้อปลาและเนื้อไก่สลับกับเนื้อหมูและเนื้อวัว เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดีย่อยง่าย เหมาะสมเป็นอาหารของเด็กและผู้สูงอายุปลาส่วนใหญ่มีไขมันต่ำ ไขมันในปลาประกอบด้วยกรดไขมันที่ให้ประโยชน์ที่ดี 2 ชนิด คือ EPA(Eicosapentaenoic acid) ให้คุณประโยชน์ในด้านการลดระดับของไขมันในเลือด และ DHA (Docosahexaenoic acid) ให้คุณประโยชน์ในการเป็นส่วนประกอบของเซลล์สมอง การรับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่นเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด และหากเลือกรับประทานปลาเล็กปลาน้อยหรือปลากระป๋องจะได้แคลเซียม ซึ่งช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง แต่การบริโภคปลาก็ยังต้องคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน ไม่ได้มีข้อยกเว้นว่า จะบริโภคได้มากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ สำหรับเนื้อแดง (เนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด เช่น หมู วัว แกะ แพะ) แนะนำให้บริโภคไม่เกิน 5 ช้อนกินข้าวต่อวัน หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อสัปดาห์ คือน้ำหนักเนื้อสัตว์สุกไม่เกิน 350-500 กรัม หรือน้ำหนักเนื้อดิบ 700-750 กรัม

ควรเลือกวิธีการปรุงประกอบอาหารด้วยวิธีต้ม นึ่ง ตุ๋น มากกว่าการย่าง ผัด หรือทอด เนื่องจากการปรุงประกอบโดยใช้ความร้อนสูง (การย่างหรือการทอด) ที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง อาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง เช่น PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) และ HAC(Heterocyclic Aromatic Amines) ได้ สาร PAH จะเกิดได้มากกับเนื้อสัตว์ที่มีส่วนของไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย อาหารที่จะพบสาร PAH ได้มาก ได้แก่ หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนที่มีมัน เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันจะหยดลงไปบนเตาไฟแล้วเกิดการเผาไหม้จนเกิดควันและเขม่าซึ่งจะลอยขึ้นมาเกาะติดกับชิ้นของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือมีไขมันน้อย เช่น ปลาย่าง เนื้อย่าง หากมีการหมักโดยการเติมน้ำตาลลงไปด้วยก็จะส่งเสริมการเกิดสาร HAC เพิ่มขึ้น ซึ่งสารชนิดนี้ทำให้อาหารมีสีน้ำตาล นอกจากนี้ ความร้อนจากการปิ้งย่างจะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้เป็นไนโตรเจนออกไซด์ แล้วจึงทำปฏิกิริยากับเอมีน (amine) ที่ระเหยจากเนื้อสัตว์พร้อมกันได้เป็นสารกลุ่มไนโตรซามีนและตกลงมาเกาะที่ผิวของอาหารปิ้งย่างเหล่านั้น

ในส่วนของเนื้อสัตว์ที่มีการแปรรูปโดยและเพิ่มอายุการเก็บรักษาโดยการเติมดินปะสิว หรือ สารไนเตรตและสารไนไตรต์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum และช่วยทำให้เนื้อสัตว์มีสีชมพูที่เสถียร และมีรสชาติดีผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่จะมีการใช้สารไนเตรตหรือไนไตรต์ ได้แก่ เนื้อกระป๋อง แหนม กุนเชียง หมูแฮม เบคอน ไส้กรอก เป็นต้น สารไนเตรตหรือไนไตรต์ และเกลือของไนเตรตหรือไนไตรต์ เป็นสารที่อยู่ในการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเนื่องจากสารไนเตรตจะถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรต์ และสารก่อมะเร็งชนิดไนโตรซามีน (nitrosamine) ได้เมื่อทำปฏิกิริยากับสารเอมีนที่อยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จึงต้องใช้ตามปริมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดเพื่อให้มีปริมาณไนไตรต์ตกค้างในผลิตภัณฑ์น้อยที่สุด เมื่อนำเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการเติมสารไนเตรตหรือไนไตรต์มาปรุงให้สุกด้วยความร้อนที่สูงหรือความร้อนต่ำแต่เวลานานก็อาจทำให้มีปริมาณของไนโตรซามีนเพิ่มมากขึ้น แต่ในปัจจุบันการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการเติมสารไนเตรตหรือไนไตรต์จะสามารถลดการเกิดสารประกอบไนโตรซามีนในผลิตภัณฑ์ได้ โดยการเติมสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี (ascorbicacid) กรดอิริทรอบิก (erythorbic acid) และ วิตามินอี (alpha-tocopherol) ในผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ การปรุงประกอบที่ใช้น้ำมันในปริมาณมาก (การผัดหรือการทอด) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคอ้วน และโรคไขมันในเลือดสูง

เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมักเกลือ การบ่ม การรมควัน หรือกระบวนการอื่นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหรือการปรับปรุงการเก็บรักษา ดังนั้น การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักถึง 18% และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคไขมันในเลือดสูง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีปริมาณไขมันและโซเดียมสูง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่รายงานว่า การรับประทานเนื้อแดงมีผลในการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักถึง 17%

สำหรับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดีถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ สามารถมองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่บรรจุภัณฑ์

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

GC Upcycling Upstyling ปีที่ 4 ผนึกพลังพันธมิตร GEN S คอลแลบส์ 8 พาร์ตเนอร์อัปเกรดดีกรีแฟชั่น Eco

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770598

GC Upcycling Upstyling ปีที่ 4 ผนึกพลังพันธมิตร GEN S คอลแลบส์ 8 พาร์ตเนอร์อัปเกรดดีกรีแฟชั่น Eco

GC Upcycling Upstyling ปีที่ 4 ผนึกพลังพันธมิตร GEN S คอลแลบส์ 8 พาร์ตเนอร์อัปเกรดดีกรีแฟชั่น Eco

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCเดินหน้าเพิ่มมูลค่าให้พลาสติกใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง จัดโครงการ GC Upcycling Upstyling ปีที่ 4 ผนึกพลังพันธมิตร GEN S ประกอบด้วย 8 พาร์ตเนอร์ธุรกิจชั้นนำ ที่มุ่งมั่นจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่างเป็นระบบร่วมกับ GC YOU เทิร์น และ 12 แฟชั่นแบรนด์และดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย สร้างสรรค์สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากพลาสติกใช้แล้วอัปเกรดดีกรีแฟชั่น Eco ภายใต้ธีม “Design for Sustainable Living” จุดบรรจบของงานดีไซน์ x ความยั่งยืน ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

ดร.ชญาน์ จันทวสุ

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า “เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน การลดการใช้ทรัพยากรใหม่และการหมุนเวียนใช้ซ้ำเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ Sustainable Living ทาง GC ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาบริหารพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจรผ่าน GC YOU เทิร์น แพลตฟอร์ม ตั้งแต่จุดรับ จนถึงปลายทางและกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการออกแบบในดีไซน์ต่างๆ โครงการ GC Upcycling Upstyling จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อนำแนวคิดด้านการออกแบบมาผสานกับนวัตกรรม สู่การสร้างสรรค์สินค้า Upcycling ชุบชีวิตพลาสติกใช้แล้ว ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มมูลค่า สามารถใช้งานได้จริงพร้อมทั้งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิตในปัจจุบัน”

โครงการ GC Upcycling Upstyling จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยในปีนี้ GC ได้ร่วมมือกับแฟชั่นแบรนด์และดีไซเนอร์ไทยชั้นนำ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ นำพลาสติกใช้แล้วมาเพิ่มมูลค่าผ่านการออกแบบรักษ์โลกอย่างยั่งยืน Eco-Design สร้างสรรค์เป็นผลงานต้นแบบ รวม 15 คอลเลคชั่น จากพลาสติกใช้แล้ว จากขวดน้ำดื่ม (PET Bottle) จำนวน 992 ขวด สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 17.4 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยจะนำไปพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เพื่อต่อยอดธุรกิจ เพิ่มช่องทางการตลาดและการจำหน่ายให้กับธุรกิจ Upcycling ของ GC ต่อไป

สำหรับผลงานดีไซน์ต้นแบบทั้ง 15 คอลเลคชั่น จากการ Collaboration 2 ประเภท ได้แก่

GC Partners X Fashion Brands รวม 8 คอลเลคชั่น อาทิ Café Amazon x VICKTEERUT ออกแบบผลงาน “VICKTEERUT for Café Amazon” รวมไอเทมของใช้ในชีวิตประจำวัน เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในสังคมเมือง Pataya Food Group x VICKTEERUT
ออกแบบชุดกีฬาสำหรับเด็ก KBank x DISAYA ออกแบบผลงาน “Blooming” ประกอบด้วยกระเป๋าผ้ากระเป๋าใส่บัตรที่สามารถสะพายหรือถอดออกเป็นกระเป๋าใส่เหรียญได้ฯลฯ สภากาชาดไทย x DISAYA ออกแบบผลงาน “Thank You Letter”ประกอบด้วย หมอนผ้าห่ม และร่มไอเทมที่มีครบทั้ง Fashion และ Function ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน สวยงาม Siam Piwat x Leisure Projects ออกแบบคอลเลคชั่น“Leisure ECO holiday” ประกอบด้วยกางเกง และหมวกที่สวมใส่ได้ทั้ง 2 ด้าน L’Occitane x Shakaออกแบบผลงาน “Mademoiselle Dans Le Jardin” ประกอบด้วยเสื้อแจ๊กเกต เสื้อกล้าม กางเกง หมวก และกระเป๋า AIS x AKKARA BANGKOK ออกแบบผลงาน “โชคดีกับอุ่นใจ” ของใช้ในชีวิตประจำวัน และสะดวกในการพกพา โดยใช้วัสดุผ้า Upcycling จากขวดพลาสติกใช้แล้ว 100% SANSIRI x Fah Chakออกแบบผลงาน “The Mirage”ประกอบด้วยเก้าอี้นอน หมอน และร่มริมสระน้ำ

UPTOYOU X Fashion Brands รวม 7 คอลเลคชั่น

UPTOYOU แบรนด์สินค้าแฟชั่นรักษ์โลกทำจากพลาสติกใช้แล้ว จับมือกับ 7 ดีไซเนอร์แฟชั่นแบรนด์ชื่อดังของไทย ร่วมกันออกแบบสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ โดยใช้นวัตกรรมและเส้นใยยั่งยืน Revife Fiber by GC Upcycling ได้แก่ TAKTAI : ผลงาน “Craft it well” ผลิตภัณฑ์ที่มีความหวังดีต่อโลกนี้ ด้วยผืนผ้าที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิลและนำมาสร้างสรรค์งาน Craft ในแบบที่ทักทายถนัด ด้วยงานพับและถักขอบเสื้อเพื่อแสดงถึงความเป็นงานฝีมือ  iCONiC : ผลงาน “Ecowith friend” ของใช้ในชีวิตประจำวัน ถ่ายทอดแนวความคิด “ความรักและความใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก” PAINKILLER Atelier : ผลงาน “Come Rain Come Shine”ดึงคุณสมบัติเด่นของผ้าร่มกันน้ำและผ้าแคนวาส ออกแบบเป็นเสื้อกันฝนและถุงผ้า ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตอิสระ Q DESIGN AND PLAY : ผลงาน “Go Wild” เสื้อแจ๊กเกต ลายพิมพ์ camo ที่ซ่อนรูปผืนป่าเอาไว้ ในสไตล์ Streetwear สวมใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน และยังสามารถปรับเป็นกระเป๋าได้ TA.THA.TA : ผลงาน“Be Right Bag” กระเป๋าผ้า Upcyclingจากขวดพลาสติกใช้แล้ว เหมาะกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน รองรับทุกการเปลี่ยนแปลง มอบความสนุกในการใช้งาน Hamburger Studio : ผลงาน“Veganburger” กระเป๋าผ้าแคนวาส จากไอเดียการออกแบบที่ต้องการเปลี่ยนกระเป๋าผ้าธรรมดาๆ ให้สามารถใช้ซ้ำได้และมีฟังก์ชั่นมากขึ้น Leisure Projects : ผลงาน “Leisure Projects x UPTOYOU” ได้รับเเรงบันดาลใจจากคนรุ่นใหม่ เสื้อผ้ารูปเเบบที่เรียบง่าย แต่มีดีเทลเเละรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถ mix & match กับไอเทมต่างๆ ได้

ทั้งนี้ คอลเลคชั่นที่ได้รับรางวัล Popular Vote Awards จากการโหวตของผู้ร่วมงานคัดเลือกผลงานต้นแบบที่ได้รับความชื่นชอบสูงสุด ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงาม และการใช้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ในประเภท GC Partners X Fashion Brands คือ Pataya Food Group x VICKTEERUT ที่ออกแบบชุดกีฬาสำหรับเด็ก เน้นการใช้งานได้จริงแต่ยังคงถ่ายทอดความสนุก และสีสันของกีฬาสีในวัยเด็ก ซึ่งจะนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนวัดคลองครุ จังหวัดสมุทรสาครเพื่อให้นักเรียนใส่ในกิจกรรมกีฬาสี และประเภท UPTOYOU X Fashion Brands คือ TA.THA.TA

สินค้าคอลเลคชั่นใหม่ของ UPTOYOU วางจำหน่ายแล้วที่ GC Circular Living Shop ดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ UPTOYOU

ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่ให้คนหัวใจสีเขียว กับโซนใหม่ ‘ECOTOPIA’ เมืองแห่งคนรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770602

ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่ให้คนหัวใจสีเขียว  กับโซนใหม่ ‘ECOTOPIA’ เมืองแห่งคนรักษ์โลก

ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่ให้คนหัวใจสีเขียว กับโซนใหม่ ‘ECOTOPIA’ เมืองแห่งคนรักษ์โลก

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์คระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขับเคลื่อนกลยุทธ์เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ยึดมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการรวมกันรังสรรค์และสร้างคุณค่าที่มีประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ซึ่งเป็นหลักการในการพัฒนาทุกโครงการที่ผ่านมาของบริษัทในเครือสยามพิวรรธน์ โดยนำเสนอระบบนิเวศของธุรกิจค้าปลีก (Retail Ecosystem) ที่สร้างความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืนและสร้างความสุขให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านค้าหรือกลุ่มผู้ค้ารายย่อย ชุมชนสังคมและประเทศ ทั้งนี้ พร้อมส่งมอบเรื่องราวดีๆ เปิดพื้นที่เมืองแห่งคนรักษ์โลก“ECOTOPIA” ณ ชั้น 5 ไอคอนสยาม ให้ทุกคนที่มีความเชื่อเหมือนกันว่า “เราสร้างโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยกัน”(Together, We Co-Create a Better World) มาแชร์ประสบการณ์การร่วมกัน ในคอมมูนิตี้คนหัวใจสีเขียว เป็นพื้นที่สร้างสรรค์จากกลุ่มคนรักษ์โลกตัวจริงและคนรุ่นใหม่ที่มารวมพลังสร้างประสบการณ์ใหม่ของคำว่าอีโค่ที่เข้าถึงง่าย และเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์รักษ์โลกกว่า 5,000 สินค้า มาให้คุณได้เลือกช้อปกัน

“ECOTOPIA” เมืองแห่งคนรักษ์โลก ที่เป็นอีโค่คอมมูนิตี้ที่ชวนให้ทุกคนมาเริ่มเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและสร้างปรากฏการณ์รักษ์โลกไปด้วยกัน เป็นพื้นที่สร้างสรรค์จากกลุ่มคนรักษ์โลกตัวจริงเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ของคำว่า Eco ที่สามารถมาร่วมค้นพบวิธีเริ่มชีวิตรักษ์โลกที่ง่าย โดยรังสรรค์พื้นที่ ECOTOPIA ชั้น 5 ไอคอนสยาม ด้วย 3 โซนสุดพิเศษขึ้นมา ได้แก่

โซน ZERO WASTE LIVING & HOME SOLUTION พบกับสินค้าหมวด Innovative (One-stop shop of Food Composter, Food waste and Home solution) แหล่งรวมเครื่องย่อยเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อลดขยะเศษอาหารในครัวเรือนให้หมดไปได้อย่างง่ายดาย และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, หมวด Hygienic (One-stop shop for Hygienic home and Zero waste living)รวบรวมสินค้าทำความสะอาดและของใช้ในบ้าน รวมถึงสินค้า Reuse ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ปลอดภัยต่อคนและสัตว์เลี้ยง โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างหลังจากการใช้และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โซน NATURAL BEAUTY & WELLNESS พบกับสินค้าหมวด Beauty (Best selective clean beauty and Natural skincare) รวบรวมสินค้า Skincare, Personal care และ Cosmetics ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ Organic ที่ดีและปลอดภัยต่อผิวพรรณ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ได้มีการทดลองในสัตว์, หมวด Wellness (Best selective Thai aromatherapy and Wellness products) รวบรวมสินค้าจากสมุนไพรไทย สินค้าสปา และหมอนเพื่อสุขภาพ เพื่อช่วยในการผ่อนคลาย สร้างสุขภาพกายและใจที่ดีในทุกวันให้แก่ตัวคุณและคนที่คุณรัก

โซน CONSCIOUS FASHION & LIFESTYLE พบกับสินค้าหมวด Upcycled (One-stop shop for Upcycling and Eco Lifestyle) รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการนำขยะเหลือทิ้งมารีไซเคิลใหม่ จนเกิดเป็นสินค้าที่มีความสวยงามและมีมูลค่าทั้งสินค้าแฟชั่น ของใช้และของแต่งบ้าน, หมวด Stylist (One-stop shop of Sustainable Fashion)รวมสินค้าแฟชั่นรักษ์โลก เสื้อผ้า รองเท้า รวมไปถึง Accessories ต่างๆ ที่ผลิตจากฝ้ายออร์แกนิคเศษด้ายหรือเศษผ้า และเส้นใยพลาสติกรีไซเคิลไปจนถึงโซนเสื้อผ้ามือสอง และยังมี Exclusivecollection พิเศษจากแบรนด์ต่างๆ ยกมาไว้ในที่เดียว

และพิเศษ Exclusive New Brand only at ICONSIAM กับ 3 แบรนด์ใหม่ ที่ร่วมรักษ์โลกไปด้วยกัน ได้แก่ แบรนด์ “BANGKOK OK T-SHIRT” (Fashion : Thai style T-shirt Exclusive Collection) แบรนด์เสื้อยืดที่สะท้อนความเป็นไทยด้วยการใช้ Magic Color แป้งพิมพ์ผ้าจากสีธรรมชาติ ทดแทนสีจากสารเคมี จนกลายเป็นสินค้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยว, แบรนด์ “KNIT CIRCLE” (Fashion : Sustainable Knitwear) แบรนด์ที่ผลิตเสื้อผ้าด้วยการถักทออย่างประณีตและสวยงาม จากกระบวนการรีไซเคิลวัตถุดิบธรรมชาติ และแบรนด์ “HERB CARE” (Pop Up Space) สินค้า Skincare & Aroma ที่ผสมผสานสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาของคนในชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เรียกได้ว่าเป็นสินค้ายอดนิยมในใจนักท่องเที่ยว

ฉลองการเปิดโซน ECOTOPIA สาขาใหม่ล่าสุดที่ไอคอนสยาม กับแคมเปญสุดพิเศษ “GREEN REWARDS!” รางวัลของคนรักษ์โลก เฉพาะสมาชิก VIZ ที่มี ONESIAM SuperApp แลกรับส่วนลด 5% ทันที เมื่อช้อปครบ 800 บาทขึ้นไป เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ

มาสนุกกับการเลือกช้อปสินค้าสำหรับชาวกรีนกันได้ที่ Ecotopia เมืองแห่งคนรักษ์โลก ชั้น 5ไอคอนสยาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างโลกที่ดีไปด้วยกัน “Together, WE co-create a better world” สอบถามเพิ่มเติมโทร.1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/EcotopiaTH