รมว.เกษตรฯรับฟัง กลุ่มสมัชชาคนจน ชงครม.หาแนวทาง แก้ปัญหาเร่งด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767876

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของกลุ่มสมัชชาคนจน ที่ชุมนุมปักหลักเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน อยู่ที่บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถนนลูกหลวง กทม.ภายหลังจากการรับฟังปัญหาข้อเรียกร้องของกลุ่มสมัชชาคนจน พบว่าข้อเรียกร้องของสมัชชาประเด็นหลักคือปัญหาที่ดิน ทั้งที่ดินสาธารณะ ปัญหาของป่าไม้ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ยืนยันว่าจะเร่งรัดนำปัญหาเร่งด่วนที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องไปสู่การแก้ไข และหาวิธีและแนวทางในการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับสมัชชาคนจนให้เร็วที่สุด

“จากข้อสรุปที่ได้เจรจากับแกนนำครั้งนี้ ได้รับข้อเสนอเป็นกรอบทั้งหมด 6 ข้อ ซึ่งบางเรื่องรัฐบาลชุดเก่าได้ดำเนินการไปเกือบเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องใดที่สามารถดำเนินการต่อได้ ก็จะเสียบปลั๊กเดินหน้าทำงานต่อทันที อย่างไรก็ดี เรื่องใดที่ยังไม่จบและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขร่วมกัน จะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน โดยจะนำกรอบทั้งหมด 6 ข้อ ที่ได้เจรจากัน รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบ เรื่องใดที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ ผมพร้อมจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องใดที่เกี่ยวกับกระทรวงอื่นๆ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จะเป็นผู้มอบหมายต่อไป ยืนยันจะทำงานให้เร็วที่สุด เพราะความเดือดร้อนของพี่น้องปล่อยรอไม่ได้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน” รมว.ธรรมนัส กล่าว

รองปลัดฯร่วมวงถก ด้านเกษตร-ป่าไม้อาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767879

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ ให้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง นายประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานภายใต้แผนความร่วมมืออาเซียนบวกสาม ปี ค.ศ.2016-2025 ในการสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคงอาหาร การบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน การลดผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพพืชและสัตว์ และการควบคุมโรค เพิ่มผลผลิต คุณภาพและการเข้าถึงตลาดของสินค้าเกษตร ซึ่งประเทศไทยผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามร่วมกันสนับสนุนการจัดตั้ง AFSIS ให้เป็นกลไกที่มีความยั่งยืน (Sustainable Mechanism) ในการให้ข้อมูลด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค

นอกจากนี้ ประเทศไทยขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่สนับสนุนอาเซียนในการดำเนินการด้านการประมงในหลายกิจกรรมผ่านกรอบความร่วมมือ ASEAN – SEAFDEC ด้วยดีเสมอมา และหวังว่าญี่ปุ่นจะยังคงสนับสนุนประเทศสมาชิก ASEAN – SEAFDEC ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อการประมงที่ยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

กรมชลฯสร้างการมีส่วนร่วม ตั้งเป้าเพิ่มผู้ใช้น้ำ6.3หมื่นกลุ่มปี’69

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767877

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการน้ำชลประทานระดับพื้นที่ ภายใต้ยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี พ.ศ.2561-2580 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 โดยสามารถจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานพื้นฐานแล้ว 52,678 กลุ่ม รับผิดชอบพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 20.3 ล้านไร่ และสามารถตั้งกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานได้แล้ว 2,995 กลุ่มรับผิดชอบพื้นที่ชลประทานรวม เป็น 16.1 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังสามารถจัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทานได้แล้ว 391 คณะ รับผิดชอบพื้นที่ชลประทาน16.0 ล้านไร่ทั่วประเทศ รวมทั้งยังสามารถแต่งตั้งอาสาสมัครชลประทานแล้ว 4,562 คน รับผิดชอบพื้นที่ชลประทานที่ปฏิบัติงานรวมเป็น 14.8 ล้านไร่

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2569 จะเพิ่มเครือข่ายการมีส่วนร่วมเพื่อให้สอดรับกับพื้นที่ชลประทานเป้าหมายของโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยจะเพิ่มกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานพื้นฐานให้ได้รวม 63,000 กลุ่ม เพิ่มกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานให้ได้ 6,868 กลุ่ม และเพิ่มจำนวนคณะกรรมการจัดการชลประทานให้ได้รวม 945คณะ และเพิ่มจำนวนอาสาสมัครชลประทานให้ได้ 8,931 คน โดยอาสาสมัครชลประทาน1 คนรับผิดชอบพื้นที่ชลประทาน 2,500 ไร่

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมดังกล่าว สำเร็จตามเป้าหมาย จึงได้มีการกำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานไว้ 3 กลยุทธ์ คือ 1.ดำเนินการพัฒนาและบูรณาการกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างกรมชลประทาน เครือข่ายหน่วยงานในระดับพื้นที่ต่างๆ และคณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยจะส่งเสริมการเชื่อมโยงแผนงาน สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีทิศทางจัดการน้ำร่วมกัน รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน 2.สร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการทำงานกับภาคประชาชน NGO ผู้ได้รับผลกระทบ และนักวิชาการในวงกว้าง เพื่อลดกระแสการต่อต้าน และช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนการพัฒนาโครงการ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกที่ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำและการสร้างแหล่งน้ำ รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นสร้างการมีส่วนร่วมในงานชลประทานและแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ และ 3.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานที่พัฒนาแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่จัดทำฐานข้อมูลให้ครอบคลุมตั้งคณะกรรมการและกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ยังขาดอยู่ ตลอดจนให้ความรู้และการพัฒนากลไกหรือแนวทางการทำงานร่วมกันกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมพัฒนาแหล่งน้ำ และบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

‘ศุภมาส’ นำ 5 ตัวแทนเยาวชนไทยร่วมกิจกรรมนานาชาติ ต่อยอดในการเป็นนวัตกรเพื่อสร้างนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767983

‘ศุภมาส’ นำ 5 ตัวแทนเยาวชนไทยร่วมกิจกรรมนานาชาติ ต่อยอดในการเป็นนวัตกรเพื่อสร้างนวัตกรรม

‘ศุภมาส’ นำ 5 ตัวแทนเยาวชนไทยร่วมกิจกรรมนานาชาติ ต่อยอดในการเป็นนวัตกรเพื่อสร้างนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.07 น.

‘ศุภมาส’ เผยประชุม BRST ครั้งที่ 1 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน 5 ตัวแทนเยาวชนไทยจาก NSM ได้ร่วมทำกิจกรรมกับเยาวชนนานาชาติกว่า 24 ประเทศ เพื่อพัฒนาต่อยอดในการเป็นนวัตกรเพื่อสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศ

8 พฤศจิกายน 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยในการเข้าร่วมการประชุม  Belt and Road Conference on Science and Technology Exchange( BRST) ครั้งที่ 1 ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะร่วมกันกำหนดกรอบความสำคัญในการแลกเปลี่ยนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างภาคประชาชนในระดับต่าง ๆ แล้ว ในงานยังได้จัดกิจกรรมสำหรับเยาวชน คือ 7th Belt and Road Teenager Maker Camp & Teacher Workshop ที่จัดโดย Children Youth and Science Center of CAST ภายใต้กรอบความร่วมมือของ Belt and Road International Science Education Coordination Committee  ซึ่ง กระทรวง อว. โดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) ได้คัดเลือกเยาวชนไทยที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย เพชรบุรี โดยมี ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM ร่วมนำคณะตัวแทนเยาวชนมาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

“กิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Curiosity and Imagination Inspires Exploration and Innovation” เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมทักษะในการเป็นนวัตกรให้แก่เยาวชน รวมถึงสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานในต่างประเทศ ซึ่งเยาวชนไทยต่างได้ร่วมทำกิจกรรมกับเยาวชนนานาชาติกว่า 24 ประเทศ รวมทั้งเข้าแข่งขัน ทดลอง และสร้างสิ่งประดิษฐ์เชิงวิศวกรรม พร้อมได้ศึกษาดูงานในหน่วยวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในเมืองฉงชิ่ง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะสามารถช่วยสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เยาวชนเพื่อพัฒนาต่อยอดในการเป็นนวัตกรเพื่อสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว

มช. เตรียมจัด ‘รับน้องขึ้นดอย’ ประจำปี 2566 รวมใจลูกช้างสู่เส้นทางแห่งสปิริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767980

มช. เตรียมจัด ‘รับน้องขึ้นดอย’ ประจำปี 2566 รวมใจลูกช้างสู่เส้นทางแห่งสปิริต

มช. เตรียมจัด ‘รับน้องขึ้นดอย’ ประจำปี 2566 รวมใจลูกช้างสู่เส้นทางแห่งสปิริต

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

ประเพณีการนำน้องใหม่ไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ “รับน้องขึ้นดอย”  เป็นประเพณีที่สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา  สำหรับปี 2566 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะร่วมใจกันเดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นระยะทางกว่า 12 กิโลเมตร นับว่าเป็นการรับน้องที่สร้างสรรค์ และได้รับความสนใจจากสาธารณชนทั่วประเทศที่ปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมาทุกปี 

ในปี 2566 นี้ สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้น้อมนำเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งของสังคมเมืองเชียงใหม่เมื่อราว 100 ปีที่ผ่านมาเป็นธีมของงาน จากความงดงามของประวัติศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาสำคัญของเมืองเชียงใหม่ สังคมแบบยุคจารีตกำลังก้าวผ่านสู่สังคมโลกสมัยใหม่ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการแผ่นดิน  การขยายตัวของโครงข่ายระบบคมนาคมและการสื่อสาร การปรับเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมการอนุรักษ์การถ่ายทอดภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อันเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านล้านนาสร้างสรรค์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

โดยขบวนงานประเพณีลูกช้างขึ้นดอย ผู้แทนนักศึกษาจากคณะต่างๆ จะร่วมกันอัญเชิญเครื่องสักการะพระธาตุ และต่อด้วยขบวนของนักศึกษาแต่ละคณะ ซึ่งพร้อมใจสวมชุดพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีอันงดงามของวัฒนธรรมล้านนา

พร้อมกันนี้ รับน้องขึ้นดอย 2566 ยังได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ในด้านการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นมหาวิยาลัยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral University) ภายใต้แคมเปญ “My Waste, My Responsibility ขยะใครสร้าง คนนั้นรับผิดชอบ” โดยได้กำหนดจุดพักกินข้าว อย่างเป็นกิจลักษณะ และจุดทิ้งขยะระหว่างทาง ถึง 11 จุด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถปฏิบัติตนตามวิธีการที่ถูกต้อง ในกิจกรรมขึ้นดอยปีนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีความตั้งใจอย่างยิ่งในการเลือกสรรและขอความร่วมมือผู้สนับสนุนของแจกที่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถส่งคืนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้หลังจากจบกิจกรรม ได้แก่ กระป๋องอลูมิเนียม ขวดแก้ว และขวดพลาสติก นอกจากนี้ยังรณรงค์ให้เลือกใช้กล่องบรรจุภัณฑ์อาหารจากวัสดุธรรมชาติเช่น กล่องชานอ้อยแทนกล่องกลาสติก ขยะที่ถูกแยกประเภทเหล่านั้นจะถูกจัดการตามกระบวนการต่ออย่างถูกต้อง โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยลดขยะไปฝังกลบสาเหตุหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขยะเศษอาหารที่คัดแยกแล้วจะถูกส่งไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า และก๊าซไบโอมีเทนเพื่อใช้กับยานพาหนะ ตลอดจนกิจกรรมนี้เน้นย้ำให้เป็นการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ จะไม่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขอความร่วมมือไปยังรุ่นพี่ศิษย์เก่าไม่นำเครื่องดื่มมึนเมาเข้ามาในกิจกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวจะมีนักศึกษาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จึงขอความกรุณาผู้สัญจรโปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปยังวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ตั้งแต่เวลา 03.00-18.00 น. และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ด้วย

ประเพณีรับน้องขึ้นดอยยังคงเป็นหนึ่งในกิจกรรมรับน้องที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลาย ๆ  คนได้ประทับตราไว้ในดวงใจว่าครั้งหนึ่งได้แสดงสปิริตของความเป็นลูกช้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทำให้พบมิตรภาพระหว่างทางที่พัฒนาไปเป็นเพื่อน พี่ น้อง ได้เรียนรู้ต่อคำว่าหน้าที่ ความรับผิดชอบ และต่อสู้กับความยากลำบากได้อย่างงดงาม

สำหรับกำหนดการประเพณีรับน้องขึ้นดอย 2566 ดังนี้

03:30 น. ขบวนเสลี่ยงช้างแก้วออกเดินทางจากมหาวิทยาลัย

04:00 น. 1.คณะวิศวกรรมศาสตร์

  2.คณะเกษตรศาสตร์

  3.คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

4.คณะอุตสาหกรรมเกษตร

  5.คณะแพทยศาสตร์

  6.คณะวิทยาศาสตร์

  7.คณะพยาบาลศาสตร์

  8.คณะเทคนิคการแพทย์

  9.คณะสัตวแพทยศาสตร์

  10.คณะบริหารธุรกิจ

  11.วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัส

07.00 น. พิธีเปิด

– คณะผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ พร้อมกันบริเวณปะรำพิธี (ด้านหน้ามหาวิทยาลัย)

– นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการเขียงใหม่กล่าวต้อนรับ

– ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิฒมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประธานในพิธี กล่าวเปิดงาน และลั่นฆ้องชัย

– กล่าวรายงาน โดยนายธีรวัฒน์ ทองนอก ตัวแทนสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

07.30 น. ขบวนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่บัณฑิตวิทยาลัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพออกจากมหาวิทยาลัย

  12.คณะศึกษาศาสตร์

  13.คณะเภสัชศาสตร์

  14.คณะมนุษยศาสตร์

  15.คณะสังคมศาสตร์

  16.คณะทันตแพทยศาสตร์

  17.วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี

  18. คณะเศรษฐศาสตร์

  19. คณะนิติศาสตร์

  20.คณะการสื่อสารมวลชน

  21.คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

  22. คณะวิจิตรศิลป์

-(016)

‘ดีป้า’ สานต่อภารกิจปั้นผู้นำยุคดิจิทัลกับหลักสูตร Digital CEO รุ่น 7

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767977

‘ดีป้า’ สานต่อภารกิจปั้นผู้นำยุคดิจิทัลกับหลักสูตร Digital CEO รุ่น 7

‘ดีป้า’ สานต่อภารกิจปั้นผู้นำยุคดิจิทัลกับหลักสูตร Digital CEO รุ่น 7

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.56 น.

‘ดีป้า’ สานต่อภารกิจปั้นผู้นำยุคดิจิทัลกับหลักสูตร Digital CEO รุ่น 7 อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคตยกระดับผู้บริหารภาครัฐ เอกชน

ดีป้า สานต่อภารกิจปั้นผู้นำยุคดิจิทัล กับการอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 7  ที่มีเนื้อหาคลอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนองค์กร การบริหารและการตลาด เนื้อหาความรู้ด้านกว้าง ทั้งเทรนด์และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต นโยบายที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เนื้อหาที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง จากประสบการณ์ของวิทยากร มากกว่า 70 ท่าน ทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด อีกทั้งยังมีการศึกษาดูงานจากหน่วยงานชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 องค์กร และต่างประเทศ ณ ประเทศเยอรมนี เผยผลิตและพัฒนาผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไปแล้วมากกว่า 500 คน ขอเชิญผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสมัครเข้าอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2566

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า กล่าวว่าเพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีการดำเนินโครงการหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) มาอย่างต่อเนื่อง และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจากหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้ง 6 รุ่นที่ผ่านมา ในการพัฒนาผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากกว่า 500 คน เปรียบเสมือนเป็นกำลังพลในการขับเคลื่อนของประเทศให้มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยในองค์ประกอบของระบบงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค (Globalization and Regionalization) ไว้ด้วยกัน รองรับการเปลี่ยนแปลงประชากรศาสตร์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้มีทักษะและหลักคิดในการวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารเพื่อเป็นเครือข่ายในการพัฒนาอนาคตของประเทศชาติ

“สำหรับหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 7 นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถและการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและอนาคต ขณะเดียวกันก็เข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบ เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในมิติต่างๆที่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการนโยบายและแผนของหน่วยงานเกี่ยวกับการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จนสามารถสังเคราะห์แนวทางในการเสริมสร้างองค์ความรู้ พลังปัญญาและสามารถนำไปใช้ในการจัดทำนโยบายและแผนของหน่วยงานในอนาคต โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน และความเป็นไปเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการจัดทำยุทธศาสตร์ พัฒนาวิสัยทัศน์  กำหนดนโยบาย เพื่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลที่สอดคล้องกับภาวะปัจจุบันและความต้องการของประเทศ จากกรณีศึกษาหน่วยงานต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญยังก่อให้เกิดการสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เรียน เกิดเครือข่ายระหว่างผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการบูรณาการความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาและการดูงานต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การสังคม และประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ โครงสร้างหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จะประกอบด้วย 5 ส่วนการเรียนรู้ มีขอบเขตเนื้อหาดังต่อไปนี้

1.           การพัฒนาทักษะความรู้ที่จำเป็นในอนาคตของผู้นำยุคดิจิทัล ด้านเทคโนโลยี  ด้านการเปลี่ยนแปลงองค์กร ด้านการบริหารจัดการองค์กรและการตลาด ในยุคดิจิทัล : Digital Technologies, Transformation, Management and Marketing Skills In Digital Era for CEOs

2.           การพัฒนาทักษะความรู้ในด้านกว้าง (Horizontal Knowledge) เทรนด์และโอกาสทางธุรกิจแห่งอนาคต (Future Trends and Opportunities) ที่สำคัญต่อการนำไปประยุกต์กับองค์กร

3.           การพัฒนาทักษะความรู้ จากประสบการณ์ ของผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ (Experience Sharing) ที่จะทำให้เห็นมุมมองในการบริหารจัดการ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด (Learning from Success & Failure)

4.           การศึกษาดูงานเพื่อการสร้างเครือข่ายและการถอดแบบเรียนรู้ในประเทศ

5.           การศึกษาดูงานเพื่อการสร้างเครือข่ายและการถอดแบบเรียนรู้ในต่างประเทศ

   โดยจะเปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมจำนวนจำกัด ไม่เกิน 80 ท่าน ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2566 และเริ่มอบรมวันที่ 25 มกราคม– 25 พฤษภาคม 2567 สัปดาห์ละ 1-2 วัน (ศุกร์-เสาร์) กิจกรรมศึกษาดูงานในประเทศกว่า 10 แห่ง และประเทศเยอรมนี โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลด ใบสมัคร รายละเอียดเพิ่มเติมและใบสมัคร ได้ที่ https://www.depa.or.th/th/digitalceo หรือติดต่อเบอร์โทร. 082 449 4598 , 092  963  9562

-(016)

ห้างสรรพสินค้ากลุ่มเดอะมอลล์ จัดหนักจัดเต็ม กับ’BLACK WEEKEND’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767976

ห้างสรรพสินค้ากลุ่มเดอะมอลล์ จัดหนักจัดเต็ม กับ'BLACK WEEKEND'

ห้างสรรพสินค้ากลุ่มเดอะมอลล์ จัดหนักจัดเต็ม กับ’BLACK WEEKEND’

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.56 น.

ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ และเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์มอบความพิเศษรับสุดสัปดาห์ ศุกร์, เสาร์ และอาทิตย์ ที่ 10 – 12 พ.ย. 66 และ 24 – 26 พ.ย.66กับ BLACK WEEKEND สินค้าเคาน์เตอร์ปกติลดสูงสุด 50%, สมาชิกบัตร M Card และบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รับส่วนลดเพิ่ม / เครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 40% เมื่อใช้คะแนนสะสมแลกเท่ากับหรือน้อยกว่ายอดซื้อ และรับคืนรวมสูงสุด 700  บาทจากM Card , บัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และ AIS

สมาชิกบัตร M Cardแลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20% (รวม Power Mall และ Gourmet Market) และบัตรเครดิตเอสซีบี เอ็ม วีซ่า, บัตรเครดิตเอสซีบี, บัตรเครดิตคาร์ดเอกซ์, บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตยูโอบี, บัตรเครดิตซิตี้, บัตรเครดิตเคทีซี, บัตรเครดิตกรุงศรี,  บัตรเครดิตทีทีบี, บัตรเครดิตธนาคารออมสิน  และบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส  แลกรับส่วนลดเพิ่ม / เครดิตเงินคืนสูงสุด 20% เมื่อใช้คะแนนสะสมแลกเท่ากับยอดซื้อ และเมื่อช้อปสะสมภายในห้างฯ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ พารากอน ครบ 5,000 บาทขึ้นไป / วัน รับ MCash Coupon รวมสูงสุด 500 บาท โดยสมาชิกบัตร M Card  รับ MCash Coupon 250 บาท และรับ MCash Coupon เพิ่มอีก 250 บาท จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (รวม Power Mall และ Gourmet Market) ลูกค้าเอไอเอส ใช้เอไอเอส พอยท์ 1 คะแนน แลกรับบัตรกำนัลห้างฯ มูลค่า 200 บาท เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายภายในห้างฯ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ พารากอนครบ 5,000 บาทขึ้นไป / วัน (รวม Power Mall และ Gourmet Market),ใช้เอไอเอส พอยท์ 1 คะแนนแลกรับบัตรกำนัลห้างฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายภายในห้างฯ เดอะมอลล์ และเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา (ยกเว้น เดอะมอลล์รามคำแหง)  ครบ 3,000 บาทขึ้นไป / วัน (รวม Power Mall และ Gourmet Marketและ เมื่อช้อปสะสมภายในห้างฯเดอะมอลล์ และเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา (ยกเว้น เดอะมอลล์รามคำแหง) ครบ 3,000 บาทขึ้นไป / วัน  รับ M Cash Coupon รวมสูงสุด 300บาท โดย สมาชิกบัตร M Card  รับ M Cash Coupon 150 บาท และรับ M Cash Coupon เพิ่มอีก 150 บาท จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (รวม Power Mall และ Gourmet Market)

พิเศษ 11.11 BLACK WEEKEND เทศกาลแห่งการช้อปเพียง 3 วัน เท่านั้น! ช้อปรับ Point เพิ่ม ระหว่างวันที่ 10 – 12 พ.ย. 66สมาชิกบัตร M Card รับเพิ่ม 1,100 M Point /บัตรเครดิตเอสซีบี เอ็มวีซ่า, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตยูโอบี, บัตรเครดิตซิตี้ และบัตรเครดิตธนาคารออมสิน รับเพิ่ม 1,100 คะแนน เมื่อช้อปภายในห้างฯครบ 1,100บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รวม Power Mall และ Gourmet Market (จำนวนจำกัด)

  • สมาชิกบัตร M Cardใช้11M Point แลกรับE-Coupon มูลค่า 100 บาท จาก Fuku Matcha / BoostJuice Bars ผ่าน M Card Applicationตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไปสำหรับใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าเฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ
  • สมาชิกบัตร M Cardใช้ 111M Pointแลกรับทริป Exclusive Surin Island (One Day Trip) กับทัวร์หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ทริปลับชาวเกาะ ล่องเรือหางยาว ตามรอยชาวมอแกนผ่าน M Card Application โดยสแกน QR Code  ณ จุด Inspector ที่กำหนด ที่พารากอน และ เอ็มโพเรียม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.themallgroup.comwww.themall.co.th

‘SCGJWD’ เปิดตัว Self Storage ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767963

‘SCGJWD’ เปิดตัว Self Storage ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

‘SCGJWD’ เปิดตัว Self Storage ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.37 น.

บริษัท มีสเปซ เซลฟ์ สโตเรจ จำกัด บริษัทในเครือ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการชั้นนำในอาเซียนด้านโลจิสติกส์ครบวงจรและบริหารจัดการซัพพลายเชน นำโดย ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย ดร. เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีสเปซ เซลฟ์ สโตเรจ จำกัด ประกาศเปิดตัวธุรกิจบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่านอกบ้าน MeSpace Self Storage (มี สเปซ เซลฟ์ สโตเรจ) ที่มีโซลูชันให้เลือกหลากหลายตามความต้องการมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ ห้องเก็บของส่วนตัวที่มีขนาดให้เลือกตามความต้องการ, ตู้นิรภัย, ห้องเก็บไวน์, บริการรับ-ส่ง-เก็บของผ่านแอปพลิเคชัน ฯลฯ ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่ประสบปัญหาพื้นที่ใช้สอยในที่พักมีจำกัด ตอกย้ำภาพผู้นำอันดับหนึ่งด้านบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่าในไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “More Space MeSpace ปลอดภัย ง่าย สะดวก”

ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจให้บริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 หรือ 9 ปีมาแล้วในชื่อ “JWD Store It” เพื่อเป็นการตอบรับเทรนด์การเติบโตของธุรกิจ Self Storage ในอนาคตและทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก “JWD Store It” ให้เป็น “MeSpace” โดยเราต้องการรีเฟรชภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความโดดเด่น เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมายและเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ปัจจุบัน MeSpace เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม B2C เจ้าของบ้านและคนทั่วไปที่อาศัยในบ้านหรือคอนโดแต่ต้องการพื้นที่เก็บของมากขึ้น และ กลุ่ม B2B ได้แก่ นักธุรกิจ แม่ค้าออนไลน์ หรือ เจ้าของบริษัทที่ต้องการเก็บสต๊อกสินค้า สินค้าคงคลัง อุปกรณ์ ตลอดจนเอกสารสำนักงานต่างๆ

โดยตลาดเอเชียถือได้ว่าเป็นปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม Self Storage เพราะมีการนำและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ คาดการณ์ว่าตลาด Self Storage ในเอเชียแปซิฟิกจะมีอัตราเติบโต (CAGR) ที่ 8.36% ในช่วงปี 2565-2570 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์การเติบโตของทั้งตลาดทั่วโลกเกือบเท่าตัว

สำหรับตลาดประเทศไทยในปี 2023 เป็นปีที่ธุรกิจ Self storage เติบโตได้ดี สังเกตได้จากการเปิดสาขาเพิ่มเติมของผู้ให้บริการแต่ละรายในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว รวมถึงอานิสงส์จากการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในเมืองที่พบว่าตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขนาดห้องเล็กลง เช่น คอนโดฯ 1 ห้องนอน เดิมมีขนาด 65 ตร.ม. ปัจจุบันเหลือพื้นที่เพียง 28 ตร.ม. ทำให้เกิดความต้องการพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น นอกจากนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการพื้นที่จัดเก็บของเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ มีสเปซ เซลฟ์ สโตเรจ บริษัทในเครือเอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี มั่นใจในศักยภาพสู่การเป็นผู้นำตลาดห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่าอันดับหนึ่งในไทย จากการเป็นผู้นำในธุรกิจ Logistics และ Supply Chain สามารถเชื่อมต่อบริการกับธุรกิจภายในเครือ ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น รวมถึงการมีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่าง CPN ผู้นำอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยในการจัดหาพื้นที่ให้บริการและการขยายตลาด และ STORHUB ผู้นำธุรกิจ Self Storage ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในการแชร์เทคโนโลยีและระบบการจัดการ สามารถตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ทางด้าน ดร. เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีสเปซ เซลฟ์ สโตเรจ จำกัด กล่าวถึง 5 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดความต้องการพื้นที่เก็บของนอกบ้าน ได้แก่ 1) การเติบโตของเมือง 2) การทำงานที่บ้าน 3) การสะสมสิ่งของ 4) การย้ายบ้านหรือปรับปรุงบ้าน 5) การเติบโตของธุรกิจขายของออนไลน์ โดยเป้าหมายของ MeSpace คือ เราต้องการทำให้การใช้ชีวิตในเมืองเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะเราเข้าใจในวิถีชีวิตคนเมืองที่มีพื้นที่ใช้สอยจำกัด เราจึงมีบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่านอกบ้าน ด้วย 3 จุดแข็งและกลยุทธ์หลักที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ MeSpace บริษัทผู้นำอันดับหนึ่งด้านบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่าในประเทศไทย ได้แก่

1) Convenience: สะดวกสบาย ใกล้บ้านด้วยจำนวนสาขาที่มากที่สุดในประเทศไทย (10 สาขา นับรวมสาขาที่จะเปิดใหม่ภายในต้นปี 2567) คิดเป็นพื้นที่ให้บริการ 28,000 ตร.ม. ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร และมีการขยายสาขาไปยังหัวเมืองต่างจังหวัด

2) Flexible Solutions: มีโซลูชันพื้นที่เก็บของที่หลากหลายให้เลือกได้ตามความต้องการและงบประมาณ ตั้งแต่ห้องเก็บของหลากหลายขนาด ตู้ล็อกเกอร์ ห้องเก็บไวน์ ห้องเก็บของนิรภัย และ ตู้รับฝากของอัตโนมัติ เริ่มต้นเพียง 499 บาท/เดือน (เช่าขั้นต่ำ 1 เดือน) พร้อมบริการรับ-ส่งของเพื่อนำมาเก็บในพื้นที่เก็บของ ผ่านแอปพลิเคชัน CloudRoom รวมถึงบริการเสริมอื่นๆ เช่น บริการขนย้ายพร้อมติดตั้งด้วยผู้เชี่ยวชาญ, บริการจัดเก็บ-แพ็ก-ขนส่ง สำหรับธุรกิจ SME เป็นต้น

3) Worry-free Care: มั่นใจด้วยการดูแลระดับพรีเมียมในพื้นที่จัดเก็บ ติดระบบปรับอากาศทุกสาขา ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และแพ็คเกจประกันภัยที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ รวมถึงการออกแบบห้องเก็บของที่คำนึงถึงความปลอดภัยตามมาตรฐานห้องเก็บของระดับสากล

ปัจจุบัน มีสเปซ เปิดให้บริการครอบคลุมทั้งใน กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และ พัทยา รวม 9 สาขา ล่าสุดได้เปิดสาขาบางซื่อ เป็นสาขาที่ 9 และภายในต้นปี 2567 มีแผนเปิดสาขารัชดา-พระราม 9 ซึ่งเป็นสาขาที่ 10 ถือเป็นผู้ให้บริการที่มีพื้นที่ให้บริการมากที่สุดอันดับหนึ่งในประเทศไทย คิดเป็นพื้นที่ให้บริการทั้งหมดประมาณ 28,000 ตร.ม. หรือ คิดเป็นการเติบโตของพื้นที่ให้บริการเพิ่มขึ้นประมาณ 78% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2023 กับปี 2022 โดยคาดการณ์รายได้ปี 2023 ประมาณ 70 ล้านบาท และรายได้ปี 2024 ประมาณ 108 ล้านบาท โดยอัตราการเติบโตของรายได้ในปี 2024 คิดเป็น 53% สำหรับแผนการเติบโตในปีถัดไปเรามีเป้าหมายที่จะทำให้ Self Storage เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองมากขึ้น โดยมุ่งปรับปรุงระบบการให้บริการเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและมีประสบการณ์ที่ดีและสะดวกสบายในการใช้บริการมากขึ้น พร้อมด้วยแผนงานขยายพื้นที่ให้บริการในอนาคต 

ปัจจุบันพื้นที่ให้บริการของ MeSpace คิดเป็นประมาณ 25-30% ของพื้นที่ให้บริการทั้งหมดภายในประเทศและมีการวางแผนขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่องผ่านทาง CPN โดย วุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ Head of Community Mall and International Business Development บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวเสริมว่า “ทาง ซีพีเอ็น ในฐานะผู้ถือหุ้นให้การสนับสนุนด้านการจัดหาพื้นที่ให้บริการใหม่ผ่าน Mixed Use Property ของ CPN รวมถึงการขยายฐานลูกค้าของ MeSpace ไปยัง Residential Property โดยเชื่อว่าจะช่วยเติมเต็มความต้องการให้กับลูกค้าบ้านและคอนโดในเครือ CPN ที่ต้องการพื้นที่เก็บของ หรือหาพื้นที่ระหว่างการเตรียมย้ายที่อยู่อาศัยใหม่อีกด้วย” 

พิเศษสุดกับโปรโมชันแรงสุดของปี เปิดตัว MeSpace สำหรับลูกค้าใหม่ ลดทันที 50% ทุกเดือน (สูงสุด 12 เดือน)ไม่กำหนดระยะเวลาเช่าขั้นต่ำ ระยะเวลา 8 พ.ย. 66 – 29 ธ.ค. 66 เงื่อนไขสำหรับการเช่ารายเดือนเท่านั้น, จ่ายล่วงหน้าเท่านั้น, นำของเข้าเก็บภายใน 29 ธ.ค.66, จำกัด 1 สิทธิ์ 1 ครั้ง, สามารถใช้ได้กับ MeSpace ทุกสาขา, ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรฯ อื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกันได้, ไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือคืนเป็นเงินสด, เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ลูกค้าที่สนใจติดต่อหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-710-4088 และ mespace-selfstorage.co.th

-(016)

‘โรงเรียนเซนดอมินิก’ ต้นเเบบโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดรับมอบเครื่องอุโมงค์ฆ่าเชื้อโรคอัตโนมัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767960

'โรงเรียนเซนดอมินิก' ต้นเเบบโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดรับมอบเครื่องอุโมงค์ฆ่าเชื้อโรคอัตโนมัติ

‘โรงเรียนเซนดอมินิก’ ต้นเเบบโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดรับมอบเครื่องอุโมงค์ฆ่าเชื้อโรคอัตโนมัติ

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

คุณพ่อเกรียงศักดิ์ ชัยพรแก้ว อธิการ รับมอบเครื่อง SMART HANDY : UV GERMICIDAL IRRADIATION MACHINE อุโมงค์ฆ่าเชื้อโรคอัตโนมัติ จากคุณจิรัฏฐ์ณิชชา กิติยาณัณท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอชเค แมเนจเมนท์ แอนด์ เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด  ในการนี้คุณพ่อยะรัตน์ ไชยรา จิตตาภิบาล มาสเตอร์ปิยทัย โกศินานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน และ มาสเตอร์พรสิทธิ์ จาระนัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอาคารสถานที่ ร่วมรับมอบด้วย จากนั้นคุณพ่ออธิการได้มอบของที่ระลึก บริเวณหน้าห้องเซนต์ดอมินิกพิพิธภัณฑาคาร และนำชมการทำงานของเครื่อง SMART HANDY ซึ่งติดตั้งที่โรงอาหารอาคารซาวีโอ โรงเรียนเซนต์ดอมินิก

SMART HANDY : UV GERMICIDAL IRRADIATION MACHINE อุโมงค์ฆ่าเชื้อโรคอัตโนมัติ เป็นจุดคัดกรองที่จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทุกชนิด ผลิตจากวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง ทนทาน ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล หลอด UVC ฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา และแบคทีเรีย ที่ปนเปื้อนบนสิ่งของ วัสดุ อุปกรณ์ ภาชนะทุกชนิดได้สูงถึง 99.99% ภายในเวลา 18 วินาที ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ดวงตา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งของ นอกจากนี้ยังมีระบบ Smart Gate System สองชั้น สำหรับป้องกันการส่องผ่านของแสง UVC การันตีความปลอดภัยด้วยผลงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลในทุกกระบวนการผลิต จึงมันใจได้ว่าเครื่องสมาร์เเฮนดี้อุโมงค์ฆ่าเชื้อจะทำให้อุปกรณ์ต่างของเด็กนักเรียนเช่นถาดอาหารอาหารจานชามจะถูกฆ่าเชื้อ ลดปัญหาการติดเชื้อทั้งไวรัส เเละเเบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดท้องเสียเเละโรคติดต่อ ทั้งยังสามารถฆ่าเชื่อสิ่งของสัมภาระที่อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ เพิ่มความสะอาดมั่นใจ

ซึ่งทางโรงเรียนเซนดอมินิกได้เห็นความสำคัญของสุขภาพอนามัยของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดการเรียนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเเละเพื่อช่วยลดปห.การติดเชื้อเป็นการป้องกันเชื้อโรคที่อาจอุบัติใหม่ในอนาคตSmart handy อุโมงค์ฆ่าเชื้อระบบสายพานลำเลียงเป็นวัตกรรมการฆ่าเชื่อซึ่งเป็นกระบวนการPreventiveที่เราต่างต้องหันมาสนใจเเละให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

-(016)

Life & Health : รู้ทันโรคร้าย ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767791

Life & Health : รู้ทันโรคร้าย ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

Life & Health : รู้ทันโรคร้าย ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

หลายคนอาจไม่เคยมีอาการเจ็บป่วย จนมองข้ามการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเห็นว่าไม่มีความสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นความเสี่ยงต่อการเป็นโรคก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งความผิดปกติในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งเกิดอาการในระยะลุกลามและยากต่อการรักษา

ข้อมูลจาก นายแพทย์วิรุณ เกียรติคุณรัตน์ แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ Wellness Center โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่างๆ ที่ช่วยให้รู้ทันสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น

การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยรายการตรวจจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เพศ และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของแต่ละบุคคล โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ดังนี้

l วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ

l วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต การวัดชีพจร การวัดอัตราการหายใจ วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนักการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับไต ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น

l กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตราซาวนด์หัวใจ มีความสำคัญมาก และอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและมีญาติเป็นโรคหัวใจ การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา

l สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

สำหรับการเตรียมตัวตรวจสุขภาพควรปฏิบัติตัว ดังนี้

l นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

l งดดื่มน้ำและอาหารอย่างน้อย8-12 ชั่วโมง แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้

l งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

l ไม่ต้องหยุดยาที่รับประทานเป็นประจำ แต่ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ยกเว้นยาโรคเบาหวานที่ต้องงดก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ

l ผู้หญิงไม่ควรตรวจสุขภาพช่วงก่อนและหลังมีประจำเดือน 1 สัปดาห์ เพราะจะมีเลือดปนในปัสสาวะและทำให้การแปลผลคลาดเคลื่อน

l การเอกซเรย์ ต้องไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือเสี่ยงตั้งครรภ์ หากมีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบล่วงหน้า

l การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ต้องไม่อยู่ในช่วงที่มีประจำเดือน หรือก่อนมีประจำเดือน 7 วัน

สำหรับศูนย์ตรวจสุขภาพ Wellness Center โรงพยาบาลเวชธานี มีการให้บริการแบบ One Stop Service มีโปรแกรมการตรวจสุขภาพหลากหลายโปรแกรม ที่ได้รับการออกแบบโดยทีมแพทย์มากประสบการณ์กว่า 30 ท่าน เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพศ อายุ ปัจจัยเสี่ยงการทำงาน พฤติกรรมการใช้ชีวิต และพันธุกรรม ภายใต้เครื่องมือมาตรฐาน และทันสมัย โดยเน้นการตรวจค้นหาความเสี่ยงด้านสุขภาพ ทั้งโรคพื้นฐานและโรคร้ายแรงที่ต้องใช้การตรวจเฉพาะทาง เพื่อให้สามารถควบคุม และป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ก่อนที่จะเกิดความเจ็บป่วยขึ้น โดยผู้เข้ารับบริการจะได้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง วินิจฉัย และแนะนำแนวทางการป้องกัน ทั้งเรื่องอาหาร การออกกําลังกาย และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทางศูนย์ฯจะจัดเตรียมอาหารว่าง เครื่องดื่ม และบริการนวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ และฝ่าเท้า เพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย

ทั้งนี้ การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะระยะเริ่มต้นของโรคร้ายอาจแฝงตัวอยู่กับผู้ที่มีสุขภาพดีได้โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้รู้ทันโรคร้าย และสามารถรักษาป้องกันได้ ก่อนที่จะสายเกินไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งรูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษารวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี“กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/