‘THE SOCIAL WARRIOR’ เดือดต่อเนื่อง’เจนนี่ ปาหนัน’ – ‘รัศมีแข’เสริมทัพความปังเหล่าWARRIOR

https://www.naewna.com/entertain/843937

'THE SOCIAL WARRIOR' เดือดต่อเนื่อง'เจนนี่ ปาหนัน' - 'รัศมีแข'เสริมทัพความปังเหล่าWARRIOR

‘THE SOCIAL WARRIOR’ เดือดต่อเนื่อง’เจนนี่ ปาหนัน’ – ‘รัศมีแข’เสริมทัพความปังเหล่าWARRIOR

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.35 น.

ใกล้ถึงโค้งสุดท้ายเข้ามาทุกที สำหรับรายการเรียลลิตีครบรส THE SOCIAL WARRIOR สมรภูมิโซเชียล ไม่มีอีพีไหนแผ่ว ซัดกันมันตั้งแต่ออกสตาร์ท จนล่าสุดเดินทางมาถึง EP.9 พร้อมเสิร์ฟความเข้มข้นแบบเหนือความคาดหมาย เปิดรายการโดย 2 พิธีกร มะตูม-ต้นหอม ที่เปิดตัวด้วยชุดแดงแรงฤทธิ์ และไม่รอช้ารวมพลเหล่า WARRIOR รับโจทย์เวิร์คช็อปจากแขกรับเชิญประจำสัปดาห์ เจนนี่ ปาหนัน ที่เรียกเสียงฮือฮาสุด ๆ บอกเลยว่าดีกรีไม่ธรรมดา อดีตครีเอทีฟตัวท็อปนะจ๊ะ งานขายของ-ขายไอเดีย ต้องยกให้เจนนี่!สำหรับเวิร์คช็อปที่ทุกทีมต้องเจอ เป็นคอนเทนต์ชิค ๆ พรีเซ็นต์สายการบิน ความครีเอทต้องชนะเลิศ ในขณะเดียวกันเนื้อหาและข้อมูลที่นำเสนอต้องครบถ้วนและสื่อสารให้เข้าใจง่าย คงต้องมาลุ้นกันว่านักเล่าเรื่องแต่ละทีมจะร้อนวิชาและทำผลงานได้ดีขนาดไหน

เครื่องร้อนพร้อมวัดฝีมือต่อเนื่อง งานนี้ผู้ชมเตรียมรับความสนุกแบบนอนสต็อป เพราะว่าแขกรับเชิญที่จะมาลุยมิชชันประจำสัปดาห์คือ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น อีกหนึ่งตัวแม่ที่เก่งครบเครื่อง ทั้งงานในวงการบันเทิงรวมถึงบทบาทการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ งานนี้ตรงจุดสุด ๆ โดยคอนเทนต์ที่ทุกทีมต้องทำ ยังคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสายการบิน ดังนั้นต้องนำความรู้ที่ได้รับจากการทำเวิร์คช็อปมาต่อยอด บอกเลยว่ายิ่งแขกรับเชิญประสบการณ์สูง มาสเตอร์และลูกทีมยิ่งต้องทำงานหนัก ว่าแต่ทีมไหนจะคว้าชัยชนะมาครองจะตรงกับใจคุณหรือไม่ เสาร์นี้ร่วมหาคำตอบไปด้วยกันเกาะขอบจอรอลุ้นและเชียร์ทีมโปรดของคุณได้ในรายการ THE SOCIAL WARRIOR สมรภูมิโซเชียล” วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เวลา 17.00 น. ทาง ช่อง 7HD เตรียมลุ้นและเชียร์กันสด ๆ ว่าใครจะเป็นผู้ชนะสุดยอดครีเอเตอร์ในเกมนี้!ปักหมุดตามติดความเคลื่อนไหวของเหล่ามาสเตอร์และลูกทีมผ่านโซเชียลมีเดียของรายการได้ทุกช่องทาง Facebook / IG / TikTok / Youtube : The Social Warrior Official และ  X : @TheSocialWarriorแฟน ๆ สามารถย้อนชมความสนุกของรายการ THE SOCIAL WARRIOR สมรภูมิโซเชียล” Episode 8 เต็มอิ่มจุใจแบบ UNCUT ได้ทาง Youtube : The Social Warrior Official รับชมพร้อมกัน วันพุธที่ 27 พฤศจิกายนนี้

‘เบสท์ คำสิงห์’ ฝึกเลี้ยง ‘คากิ’ 1 วัน เผยตอนนี้ยังไม่เจอคนที่ใช่!

https://www.naewna.com/entertain/843935

'เบสท์ คำสิงห์' ฝึกเลี้ยง 'คากิ' 1 วัน  เผยตอนนี้ยังไม่เจอคนที่ใช่!

‘เบสท์ คำสิงห์’ ฝึกเลี้ยง ‘คากิ’ 1 วัน เผยตอนนี้ยังไม่เจอคนที่ใช่!

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.28 น.

รายการ Oh! Baby สัปดาห์นี้ เป็นวันเกิดของคุณแม่ใบหม่อนพอดี ครบรอบ 25 ปี คุณแม่เลยพา “น้องคากิ” ไปทำบุญเลี้ยงอาหารที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ แล้ววันนี้ ป๊ะป๋าแจ็ค ก็มีนัดกับน้องสาวคนสวย “เบสท์ คําสิงห์” ไว้ด้วย ซึ่งจะพา คากิ ไปเที่ยวสวนสัตว์ด้วยกัน งานนี้สาวเบสโดนแซวว่าฝึกเลี้ยงลูกไว้ก่อน พ่อค่อยหาเอาทีหลัง เพราะยังไม่เจอคนที่ใช่

ทำไมถึงมาทำบุญที่นี่ ?

แจ็ค แฟนฉัน : ต้องบอกว่าภรรยาเป็นคนเลือกสถานที่แห่งนี้ เพราะว่าใบหม่อนมีความเซนซิทีฟเรื่องเกี่ยวกับเด็ก เขาไม่ชอบความรุนแรง ครอบครัวที่ไม่มีความสุข

ใบหม่อน : ใช่ค่ะ ตั้งแต่มีลูก บางบ้านใช้ความรุนแรงเด็กเขาก็จะจำ

เวลาที่แจ็คโมโหมีวิธีจัดการยังไง ?

แจ็ค แฟนฉัน : ท้ายที่สุดแล้วใบหม่อนกับผมก็เห็นตรงกันว่า มีอะไรก็มองหน้าลูกเยอะๆ เวลาจะทำอะไรไม่ดีนึกถึงหน้าลูก สุดท้ายเดี๋ยวเราก็ใจเย็นเอง

ตอนนี้ครอบครัวเป็นไงบ้างค่ะ ?

แจ็ค แฟนฉัน : ตอนนี้นะเวลามีลูกจะใจเย็น ไม่กล้าทำอะไรไม่ดี

ใบหม่อนยังหวงเหมือนเดิมไหม ?

ใบหม่อน : ก็เป็นห่วงเหมือนเดิมแหล่ะ แต่ก็ไม่ค่อยได้ตามได้อะไรเขาแล้ว ซึ่งแต่ก่อนตาม แล้วก็จะบอกว่าทำไมต้องนั่งใกล้คนนี้ด้วย ทำไมต้องกดไลค์คนนี้ด้วย

แจ็ค แฟนฉัน : ใบหม่อนเขาชมเบสด้วยนะ ว่าเป็นผู้หญิงที่มีวินัยแล้วก็ทำงานเก่ง

ใบหม่อน : เจอครั้งแรกที่ ม.รังสิต ยังพูดกับเพื่อนเลยว่าคนนี้หน้าสวยเนอะ

เบสท์ คำสิงห์ : ใบหม่อนนี้ดาวมหาวิทยาลัยนะ เห็นพี่แจ็คแบบนี้มีเครียดด้วยนะคะ มีการวางแผนการเงินและการใช้ชีวิตของลูก เครียดมากในช่วงที่ท้องอยู่

แจ็ค แฟนฉัน : ต้องวางแผนดีๆ แต่พอออกมาแล้ว ลูกดังกว่าพ่อ (หัวเราะ) ลูกงานเยอะ โชคดีไป

เจอคนที่ใช่หรือยัง ?

เบสท์ คำสิงห์ : ยังค่ะ แค่ใช่ยังพิสูจน์ไม่ได้

สามารถติดตามOh Babyได้ที่ช่องทางFacebook: Woody, Youtube: Woody

คลิกชมย้อนหลัง :https://www.youtube.com/watch?v=seq9cVWLuAg&ab_channel=WOODY

สามารถติดตามและอัปเดตข่าวสาร รายการ WOODYINTERVIEW

Facebook: Woody – Instagram: Woodytalk – YouTube: Woody – Twitter: @Woodytalk

TikTok: woodywoody- LINE: @woodytalk

‘หมอเพชร’แชร์ความรู้เรื่องการทำหัตถการพลาดเสี่ยงเบ้าหน้าพิการตลอดชีวิตเส้นเลือดอุดตันถึงตายได้จริงไหม?

https://www.naewna.com/entertain/843934

'หมอเพชร'แชร์ความรู้เรื่องการทำหัตถการพลาดเสี่ยงเบ้าหน้าพิการตลอดชีวิตเส้นเลือดอุดตันถึงตายได้จริงไหม?

‘หมอเพชร’แชร์ความรู้เรื่องการทำหัตถการพลาดเสี่ยงเบ้าหน้าพิการตลอดชีวิตเส้นเลือดอุดตันถึงตายได้จริงไหม?

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.27 น.

รายการ On the way with Chom” สัปดาห์นี้พิธีกรคนเก่ง “ชมพู่ – อารยา เอ ฮาร์เก็ต” พาไปพบกับหมอเพชร นพ.ชัยรัตน์ เสริมศิลป์อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามระดับนานาชาติ ที่จะมาให้ความรู้เรื่องหัตถการความงามในปัจจุบัน ถ้าทำหัตถการพลาด เบ้าหน้าพิการตลอดชีวิตเสี่ยงเส้นเลือดอุดตันถึงตายได้จริงไหมอยากสวยแต่ไม่อยากเสี่ยงต้องทำอย่างไร?

หัตถการความงามทุกวันนี้มีเยอะมากจะได้ยินข่าวที่รู้สึกว่ามีอันตราย ไม่ได้มาตราฐานและที่ได้ยินกันบ่อยที่สุดเลยก็คือ ฟิลเลอร์ คือมีรุนแรงถึงขั้นตาบอด จริง ๆ แล้วหลักการของฟิลเลอร์คืออะไร แล้วผลข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้จากเบาที่สุดไปจนถึงแรงที่สุด ?

หมอเพชร: ฟิลเลอร์ เป็นสารเติมเต็ม ปัจจุบันฟิลเลอร์ที่เราใช้ก็จะเป็นประเภท Hyaluronic acid สารเติมเต็มประเภทนี้ เป็นมิตรกับผิวหนังเรานะครับ คือเติมเต็มในส่วนที่มันพร่องหายไป หรืออาจจะเสริมในส่วนที่เราต้องการ เช่น อายุที่เริ่มเยอะแล้ว ขมับ ใต้ตา ร่องแก้ม หายไป อันนี้ก็เสริมในส่วนที่หายไป ต้องการเพิ่มเติมคือส่วนไหน เช่น บริเวณริมฝีปาก บริเวณคาง แล้วก็เป็นส่วนที่เพิ่มเติมครับ ดังนั้น สารเติมเต็มประเภทฟิลเลอร์เป็นที่นิยมกันมาก ก็จะเจอของดีบ้าง จะเจอผลข้างเคียงบ้างครับ ผลข้างเคียงก็จะแยกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ เลย อันดับเล็ก ๆ อาจจะพบได้ในลักษณะ เข่น มีการบวมของฟิลเลอร์ในบริเวณที่เราฉีดไป

หมายถึงว่าแม้แต่ตัวที่ถูกต้อง ที่ถูกกฎหมายที่ อย.รับรอง ?

หมอเพชร : ใช่ ไม่ได้เรียกว่าผลข้างเคียงรุนแรงครับ อาจจะมีอาการบวม ๆ ยุบ ๆ ได้บ้าง แต่สักพักหนึ่งอาการพวกนี้จะดีขึ้น

เกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะใช้ของจริง อาการปานกลาง ก็จะเช่น ในกรณีที่เราฉีดไป เกิดอาการติดเชื้อ พวกนี้อาจจะเป็นลักษณะ อาจจะใช้เวลาเป็นเดือน บางคนเป็น 6 เดือน บางคนเป็นปี ถึงจะแสดงอาการพวกนี้ออกมา

การติดเชื้อเกิดจากอะไร ?

หมอเพชร: อาจจะเป็นการปนเปื้อนขณะทำหัตถการครับ ไม่ว่าจะเป็น การทำความสะอาดผิว เพราะว่าเวลาเราฉีดเราต้องทำความสะอาดผิวก่อนใช่ไหมครับ อันที่สองเลยคือเทคนิคปราศจากเชื้อ หรือแม้กระทั่งตอนฉีด มือคุณหมอโดนหรือเปล่า เข็มสะอาดหรือเปล่า อาจจะนำพาเชื้อเข้าไปสู่ในบริเวณที่เราฉีด อันนี้ระยะเวลาในการเกิดตอบไม่ได้ อาจจะเป็นระยะเวลาเป็นเดือน ถึง 6 เดือน บางคนเป็นปี ถึงแสดงอาการพวกนี้ออกมา กรณีรุนแรงที่สุดก็จะเป็นเกี่ยวกับพวกเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นการกดเบียดเส้นเลือด การเข้าไปในท่อเส้นเลือด พวกนี้จะเป็นอาการรุนแรงอันตราย และมักจะพบในข่าวครับ 

ที่ว่าตาบอด นี่คือมันเกิดขึ้นได้ยังไง ?

หมอเพชร : พบได้ครับ เรียกว่าเป็น Case Report (รายงานผู้ป่วย) พวกเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ส่วนมากมักจะไม่มีวิจัยทำออกมาว่า คือเป็นอุบัติเหตุ ในการทำหัตถการแล้วเกิดขึ้น เวลาเราฉีดฟิลเลอร์เข้าไป ใบหน้าเรามีเส้นเลือดถูกไหมครับ กรณีเส้นเลือดที่เปราะบาง หรือบางครั้งเราฉีดเข้าไปโดนเส้นเลือดพอดี แล้วตัวโมเลกุลของฟิลเลอร์ สามารถวิ่งเข้าไปในท่อเส้นเลือดได้ ก็จะไปอุดตามตำแหน่งต่าง ๆ โดยเฉพาะพวกท่อเส้นเล็ก ๆ ที่พบเจอได้บ่อย แล้วก็เป็นข่าวดัง เช่น ในบริเวณเส้นเลือดของดวงตา เพราะว่าเส้นเลือดดวงตามันเล็กอยู่แล้ว ฉีดไปปุ๊ปภาพจอดับไปเลย ดวงตามองมองไม่เห็นเลยครับ ก็จะเป็น Case Report ออกมา หรือกรณ๊ที่เป็นรุนแรง เส้นเลือดอีกเส้นหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย ก็คือ เส้นเลือดในสมอง พอฉีดไปสักพักหนึ่ง เป็นคล้าย ๆ ลักษณะของสโตรก เกิดการอัมพาตเลยทันทีครับ

มีรุนแรงกว่านี้ไหมคะ ?

หมอเพชร : ถ้าสมมติว่ากรณีเป็นสโตรกแต่ไปอุดในตำแหน่งที่อันตรายของสมอง สมองมีหลายส่วนใช่ไหมครับ บางส่วนไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่สำคัญน้อย บางส่วนสำคัญมาก ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมการหายใจ การควบคุมการสั่งการของระบบประสาทของร่างกาย ถ้าไปอุดตรงนั้นก็ถึงแก่ชีวิต อันตรายมากเลย ในต่างประเทศก็มี Case Report ในลักษณะของประสบการณ์ที่ไม่ดีของฟิลเลอร์เช่นกัน แต่ทำเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ก็เป็น Case Report ว่าเกิดเหตุอะไรบ้าง ในประมาณ 3,000 กว่าเคส พบว่าประมาณ 0.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นสโตรก ก็คือไปอุดตันเส้นเลือดได้ อีกประมาณ 0.1 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน มีอาการเสียชีวิตได้ ก็เลยคิดว่าอาจจะสอดคล้องกับสโตรกด้วยเช่นกัน ที่บอกว่าไปอุดในตำแหน่งสำคัญมาก ๆ ของบริเวณสมอง ทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ครับ

ฟิลเลอร์ที่ฉีดแล้วมันไหลมากองรวมกัน กระจุกเป็นก้อนเกิดจากอะไร?

หมอเพชร : เราน่าจะเคยเห็นในอดีต บางคนฉีดฟิลเลอร์ บอกว่าฉันไปฉีดหน้ามา ปรากฏว่าผ่านไป 1 ปี 5 ปี 10 ปี ฟิลเลอร์จากด้านบน มากองอยู่ด้านล่าง ซึ่งพวกนี้ผมคาดเดาว่าจะเป็นพวกซิลิโคนฟิลเลอร์  เหมือนที่ผมเกริ่นไปว่าตัวฟิลเลอร์ที่เราใช้จะเป็น Hyaluronic Acid Filler ตัวนี้จะเป็นมิตรกับผิวหนัง เข้ากับผิวหนังได้ดี พวกนี้จะไม่ไหล แต่หากเป็นพวกซิลิโคนฟิลเลอร์ พวกนี้มันไม่เข้ากับผิวเรา ฉีดด้านบนสักพักหนึ่ง พอมันไม่เข้า ร่างกายเรากก็จะปล่อยลงมาเรื่อย ๆ ก็ตกมาบริเวณขอบกรอบหน้า หรือบางครั้งก็เกิดการอักเสบ เป็นตุ่ม เป็นคลื่นอย่างนี้ครับ หรือเป็นลักษณะ ขออนุญาตใช้คำว่า บางทีอาจจะเป็นหมอกระเป๋า หรือว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้เป็นแพทย์เอาไปฉีด ก็เลยไม่รู้ว่าสารนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับผิว ไม่ได้ปลอดภัยในการใช้ฉีดครับ

ถ้าเราเดินไปที่คลินิกต่างๆ จะรู้ไหมว่าเขาใข้ฟิลเลอร์ที่เป็นของแท้ได้มาตราฐาน ยังมีโอกาสไหมที่เราจะไปเจอฟิลเลอร์สมัยก่อนที่เป็นซิลิโคน Hyaluronic Acid Filler?

หมอเพชร: ปัจจุบันผมมั่นใจว่ายังมีอยู่บ้างครับ เขาเรียกว่ายาปลอม แต่ว่าในปัจจุบันบริษัทยา เขาก็จะพยายามทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองตรวจสอบได้ ว่ากล่องนี้คือยาแท้ มีความแตกต่างจากกล่องยาปลอม แต่ตัวยาปลอมเขาก็พัฒนาตัวเองพยายามเลียนแบบยาแท้ให้ได้เหมือนกัน จะมีQR code ให้สแกน รวมถึงอาจจะมีลักษณะเป็นกิมมิคต่าง ๆ เพื่อให้สแกนเป็น double check ว่าเป็นของแท้แน่นอน แกะกล่องต่อหน้า QR code ตรง ระหว่างกล่องกับตัวหลอดฉีด อันนี้ก็จะเป็นการเช็กกันเรื่อย ๆ เพื่อที่ว่าผู้ที่ได้รับหรือคนไข้ ต้องได้รับยาแท้

เราจะรู้ได้ยังไงว่าแท้ ของปลอมก็มีให้สแกนแล้วนะ ?

หมอเพชร : บางครั้งเขาเรียกว่าการสวม โดยส่วนมากยาปลอมเขาจะทำแบบนี้ไม่ได้เป๊ะ ๆ แต่เขาทำยังไง บางทีข้างนอกกล่อง มี QR code ของแท้ ในกล่องของปลอม อะไรอย่างนี้ก็มีครับ ดังนั้นต้องตรวจเช็กตั้งแต่เริ่มต้นด้วย เลือกคลินิกเลย คลินิกที่ได้มาตราฐาน ผ่านการรับรองทาง อย. ผ่านการรับรองทางสาธารณสุขว่า คลินิกนี้เป็นคลินิกเวชกรรมมาตรฐาน

มีอีกเคสหนึ่งที่เป็นข่าวค่อนข้างดังก็คือ ฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่เยอะมาก ๆ แล้วก็ทำให้หน้ามันบิดเบี้ยวผิดรูป คือ CC มันเยอะไปหรือว่ายังไง ?

หมอเพชร : คำว่าจำนวน CC ในการฉีดต่อครั้ง ไม่มีถูกไม่มีผิดเลย ไม่ได้หมายความว่าการฉีด 1 ครั้ง 30 ซีซี คือผิด การฉีด 1 ครั้ง 1 ซีซี คือถูก อยู่ที่ว่าความพึงพอใจของลูกค้า แล้วก็การวางแผนในการฉีดของหมอด้วย ผมสามารถวางแผนการฉีดว่าคนนี้สามารถใช้ 30 ซีซี ได้ แต่ว่าเราต้องประเมินกับคนไข้ไปด้วย เพราะว่าฟิลเลอร์เวลาเราเติม เห็นผลทันที เราสามารถประเมินแล้วก็พูดคุยกับคนไข้ได้ว่า หมอเติมไปแล้วนะ ประมาณนี้ ตอนนี้ 25 ซีซี สมมติเราตั้งใจว่า 30 ซีซีนะครับ ฉันเติม 25 ซีซีแล้วนะ โอเคไหม ถ้าคนไข้บอกว่า มันยังเหลือนิดหน่อย งั้นเพิ่มไหม อีกสัก 5 ซีซีที่บอกไป จะได้เป็นไปตามเป้าหมายที่เรากำหนดกันไว้ เราวางแผนกันไว้แบบนี้ครับ

กรณีอุดตันเส้นเลือดจนเนื้อตายจะเป็นยังไง ?

หมอเพชร : เนื้อเยื่อเราเนี่ยมันต้องมีเลือดเข้าไปเลี้ยงตลอดเวลาใช่ไหมครับ ดังนั้นถ้าสมมติว่าตัวฟิลเลอร์โมเลกุลเข้าไปอุดตัวเส้นเลือดจะเป็นสีคล้ำ ๆ สีดำ ๆ ไม่ว่าจะเป็น กรณีอุดหรือกรณีที่ไปกดเบียดทำให้ท่อเส้นเลือด เลือดไม่ไหลไปตรงตำแหน่งนั้น ผลลัพธ์ก็คือ ภายในวันเราจะรู้เลยว่าอุดตันหรือไม่อุดตัน อาจจะเห็นเป็นลักษณะของเส้นเลือดเป็นแผง ๆ ก่อน เพราะว่าตัวเส้นเลือด ไม่สามารถไหลกลับได้ เพราะเส้นเลือดมันต้องไปแดง ไปดำ ให้มันครบใช่ไหมครับ แล้วก็เวียนกลับไปเรื่อย ๆ สมมติเราอุดปุ๊ปวงจรเนี่ยโดนขัดแล้ว เส้นเลือดตรงนั้นจะคั่ง เลือดตัวนี้มันจะออกมาเป็นเส้นเลือดเล็ก ๆ ตามบริเวณผิวหนัง ผ่านไปประมาณ 2-3 วัน อาจจะมีตุ่มคล้าย ๆ เป็นสิวผดบริเวณตรงนั้นได้ บ่งบอกได้ถึงว่า บริเวณนั้นเริ่มมีการอุดตันของเส้นเลือดแล้วนะ ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

ฟิลเลอร์สลายจริงไหม ?

หมอเพชร : ฟิลเลอร์สลายจริงครับ ประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ได้ อีก 1 เปอร์เซ็นต์พอเขาสลายเสร็จก็จะมีส่วนที่เข้ากับเนื้อเราได้ ตรงตำแหน่งนั้นก็จะเป็นมิตรกับร่างกายเรา ไม่ได้ทำให้เกิดการตกค้างใดๆครับ

ฉีดฟิลเลอร์บ่อย ๆ ถ้าหยุดฉีดแล้วหน้าจะแก่ไหม ?

หมอเพชร :เรียกว่าคนที่ฉีดฟิลเลอร์มาต่อเนื่อง โดยส่วนมากเขามักจะชอบใบหน้าลักษณะแบบนั้น เลยทำให้เขาฉีดมาต่อเนื่องเรื่อย ๆ แต่ถ้าเกิดว่าช่วงทุนทรัพย์ลดลงเขาอาจจะต้องเลิกหรือว่าจะต้องเว้นระยะห่างไป โดยส่วนมากใครที่ฉีดฟิลเลอร์มาอย่างต่อเนื่องครับ ใบหน้าเขาจะโดนประคอง ไม่ให้ใบหน้านั้นเสื่อมหรือแก่ลงเยอะ นั่นหมายความว่า ถ้าสมมติว่าใบหน้าเดียวกัน แล้วเราฉีดข้างหนึ่ง ไม่ฉีดข้างหนึ่ง แล้วสมมติว่าผ่านไป 10 ปี ข้างที่ฉีดแล้วหยุดฉีด ผมมั่นใจว่าข้างที่ฉีดมาต่อเนื่องใบหน้าจะดูเด็กกว่าอีกข้างหนึ่ง เป็นการประคองใบหน้าไม่ให้ทรุดลงเกินไป เส้นเอ็นอยู่ตรงตำแหน่งนี้ ใบหน้า ชั้นไขมันตรงนี้ไม่ต้องลดลงเยอะเกินไปก็ทำให้ใบหน้าดูเด็ก หรือดูคงสภาพแบบนั้นได้นานกว่า

อีกหนึ่งอย่างที่ฮอตไม่แพ้กัน โบทูลินัมท็อกชิน นอกเหนือจากเรื่องความงามแล้ว จริง ๆ แล้วเขาก็ยังมีประโยชน์ด้านอื่นในเรื่องของการรักษาโรคด้วย ?

หมอเพชร : โบทูลินัมท็อกซิน ถูกค้นพบในด้านความงาม เป็นความบังเอิญ จริง ๆ แล้วเขาใช้ในการรักษากล้ามเนื้อกระตุกผิดปกติบนใบหน้าครับ ในคนไข้ของระบบประสาท แต่เผอิญว่าคุณหมอ เขาฉีดในบริเวฯใกล้ดวงตา เขาตรวจสอบว่าข้างที่เขาใช้ฉีดเนี่ย ริ้วรอยดูดดีกว่าอีกข้างหนึ่ง ก็เลยเป็นที่มาในการดูว่า ลายกล้ามเนื้ออยู่ตรงไหน ลองใช้ฉีดตรงตำแหน่งนี้ซิ มันสามารถเสริมความงามได้หรือเปล่า เป็นที่มาว่า ค้นพบโดยบังเอิญ

ใช้รักษา อาการเครียด ซึมเศร้า ได้ด้วย ?

หมอเพชร : ส่วนมากจะเป็นลักษณะ การเครียด ก็คือเป็นพวกกล้ามเนื้อ บางทีฉีดลดไมเกรน คอ บ่า ไหล่ หรือบริเวณขมับก็สามารถใช้โบทูลินัมท็อกชินฉีดลดพวกนี้ได้ หรือแม้กระทั่งพวกออฟฟิศซินโดรม ความเครียดลดลง อาการปวดลดลง พวกซึมเศร้าพวกนี้อาจจะดีขึ้นด้วย

อีกหนึ่งหัตถการ ร้อยไหมค่ะคุณหมอ หลักการของการร้อยไหมคืออะไร ?

หมอเพชร : เป็นการร้อยเพื่อดึงในตำแหน่งของเนื้อเรา ใช้คำว่าเนื้อเลยแล้วกัน เพื่อโดยตำแหย่งนั้นไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่ง เหมือนรั้งไว้ ดึงรั้งไว้ ไม่ให้มันห้อย ไม่ให้มันคล้อยลงมา เพราะสิ่งที่เรากังวลที่สุดของใบหน้าก็คือ ฉันไม่อยากให้หน้าฉันคล้อยลง ฉันไม่อยากให้หน้าเป็นแก้มยุ้ย ๆ อยากให้หน้าดูวี ดูเรียวตลอดเวลา ดังนั้นการร้อยไหมก็จะเป็นที่นิยมครับ หึตถการนี้เห็นผลเร็วครับ ร้อยเลยเห็นผลทันที อาจจะมีผลข้างเคียงได้บ้าง อาจจะเป็นลักษณะของการติดเชื้อได้บ้างที่พบบ่อย หรือแม้กระทั่งกการร้อยไหมไปแล้ว เกิดเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดอาการฟกช้ำ

ผลข้างเคียงเยอะไหมคะคุณหมอ การร้อยไหม ?

หมอเพชร :ติดเชื้อ บวมช้ำ หรือบางคนอาจจะเป็นลักษณะ เหมือนเคสที่กำลังดัง ทำให้ตัวปากกระตุกเวลายิ้ม อาจจะเป็นลักษณะว่าการร้อยไหมแล้ว ไปโดนเส้นประสาทหรือตัดเส้นประสาทให้เกิดการขาดออก ซึ่งพบได้น้อยนะครับ ถ้าพลาดในกรณีมันดึงรั้งเยอะไป เราสามารถผ่าตัดแล้วดึงออกได้ แต่กรณีที่เป็นพวกตัดเส้นประสาทพวกนี้ต้องรอเส้นประสาทฟื้น ถ้าเรารู้ถึงกายวิภาคของเราเส้นประสาทเราจะเติบโตได้ประมาณแค่ 0.1 มิลลิเมตรต่อเดือน ถ้าสมมติว่าเขาโดนตัดไป 1 เซนติเมตร แสดงว่าต้องรอการฟื้นฟูมากกว่า 10  เดือน หรือบางครั้งเส้นประสาทต้นกับปลายเขาฟื้นฟูมา มันไม่เชื่อมกัน คนนี้อาจจะไม่มีโอกาสกลับมาปกติได้ครับ แต่ว่าที่พูดมา พบน้อยครับ แต่พบได้

พวกเครื่องยกกระชับ การทำเลเซอร์ ดูเหมือนจะปลอดภัยกว่าไหมนอกจากความเจ็บปวดรวดร้าวแล้ว มันมีผลข้างเคียงอะไรที่เราต้องระวังไหมคะ ?

หมอเพชร :ข้อดีของพวกเครื่องยกกระชับ ไม่ต้องฉีดอะไรเข้าใบหน้า อันนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็จะมีผลข้างเคียงหรือข้อจำกัดบางอย่าง บางตำแหน่งเราก็ไม่สามารถใช้เครื่องกระตุ้นได้ บางตำแหน่งก็ไม่สามารถทำได้เลย เพราะว่าบางทีอาจจะมีความเจ็บมากเกินไป หรือบางครั้งตำแหน่งนั้นจะมีพวกเส้นประสาทเยอะอยู่ อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้ออัมพฤกษ์อัมพาตได้ หรือบางทีคนที่ใช้เครื่องเขาจะรู้สึกเลยว่ามันมีความเจ็บรูปแบบหนึ่งที่เขาทนไม่ไหว สู้ฉันฉีดดีกว่า ฉันทนไหว แต่ว่าผลลัพธ์ทั้งสองอันไม่ว่าจะเป็นแบบฉีดหรือการใช้เครื่อง เขาออกแบบมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน 

อยากสวยแต่ไม่อยากเสี่ยง เราควรจะต้องทำยังไงบ้าง ?

หมอเพชร : เราก็ต้องเช็กครับ ข้อ 1 คือ คลินิกแท้ ข้อ 2 หมอแท้ ข้อ 3 คือยาแท้ เข้าไปที่คลินิกทุกคลินิกจะมีใบสี่เหลี่ยมแปะอยู่ ตัวใบนี้เขาจะเรียกว่า ใบเช็กจากสาธารณสสุขจังหวัด คลินิกนี้ได้รับการตรวจ ได้รับมาตราฐาน มีวันที่ มีตราปั๊ม อันที่ 2  หมอแท้ เว็บไซต์แพทยสภา สามารถเอาชื่อหมอเข้าไปเสิร์ชได้ว่า คุณหมอท่านนี้ หมอแท้หรือเปล่า แต่สำคัญชื่อนามสกุลต้องตรง สะกดให้ถูกก็จะขึ้นชื่อคุณหมอคนนั้น อันที่ 3 คือยาแท้ ยาแท้เช็กได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของกล่อง ลักษณะของฟอยล์ ของสติ๊กเกออร์ QR code รวมถึงอาจจะมีใบยืนยันจากบริษัทออกมาเพื่อลิงก์เข้าสู่เว็บไซต์ จะเป็นการคอนเฟิร์ม double check อีกครั้งหนึ่งครับ

สามารถติดตาม  “On the way with Chom” ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot  วันจันทร์ (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) เวลา 18.00 น.

‘The Restaurant War’ เดือดเกินพิกัด..ทิ้งทวน ผู้เข้าแข่งขันใส่สุดพลัง!! แย่งพื้นที่ยืนรอบรองชนะเลิศ

https://www.naewna.com/entertain/843933

'The Restaurant War' เดือดเกินพิกัด..ทิ้งทวน ผู้เข้าแข่งขันใส่สุดพลัง!! แย่งพื้นที่ยืนรอบรองชนะเลิศ

‘The Restaurant War’ เดือดเกินพิกัด..ทิ้งทวน ผู้เข้าแข่งขันใส่สุดพลัง!! แย่งพื้นที่ยืนรอบรองชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.26 น.

 The Restaurant War Thailandศึกพ่อค้าซ่า แม่ค้าแซ่บ รายการเรียลลิตี้การแข่งขันทำอาหารมิติใหม่ของบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัดที่จับเอาบรรดาพ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ดมาแข่งขันกัน ภายใต้การควบคุมของครูใหญ่ เชฟวิลแมน ลีออง และ  3  เฮดเชฟเทรนเนอร์   เชฟอาร์ต ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์,เชฟแพม พิชญา สุนทรญาณกิจ, เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร   เพื่อชิงเงินรางวัล 1,000,000 บาท โดยมี เชฟกอล์ฟ สัญญา ธาดาธนวงศ์ รับหน้าที่พิธีกร

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการแข่งขัน The Restaurant War Thailandกันแล้วโดยเฉพาะสัปดาห์นี้ถือว่าสำคัญกับผู้เข้าแข่งขันทั้ง 3 ทีมอย่างมากเพราะจะเป็นการเปิดครัวแข่งขันกันเป็นครั้งสุดท้ายของพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บเพื่อค้นหาพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บแต่ละทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเลยทำให้บรรยากาศการแข่งขันวันนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดผู้เข้าแข่งขันทุกคนรู้สึกกดดันเพราะทุกคนรู้ดีว่าการพลาดในวันนี้หมายถึงจุดจบเส้นทางการแข่งขันและความฝันทันที ดังนั้นทุกคนและทุกทีมจึงเดินหน้าลุยใส่กันแบบสุดๆเรียกว่ามีพลังมีความคิดสร้างสรรค์เท่าไหร่ก็เทออกมาสู้กันหมดหน้าตัก โดยเฉพาะ 3 เฮดเชฟเทรนเนอร์ดูจะเคร่งเครียดกว่าลูกทีมหลายเท่าเพราะจะต้องวางแผนการทำงานของลูกทีมอย่างดีเพื่อให้เกิดความผิดพลาดเกิดปัญหาน้อยที่สุดโดยตลอดการแข่งขันทั้ง 3 ทีมจึงมุ่งมั่นและจริงจังกันจนแทบจะลืมคำว่าเหนื่อยล้า ส่วน  3 เฮดเชฟเทรนเนอร์ก็นั่งแทบไม่ติดกับเก้าอี้บัญชาการพยายามลุกมาตะโกนสั่งและกระตุ้นลูกทีมตัวเองตลอดเรียกว่าถ้าวิ่งเข้าไปช่วยลูกทีมทำได้คงวิ่งเข้ามาช่วยแล้ว แต่สุดท้ายสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แล้วใครจะได้ก้าวเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศ ติดตามชมความสนุกสนานความมันส์ของรายการ The Restaurant War Thailand ศึกพ่อค้าซ่า แม่ค้าแซ่บ ได้วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 18.00 น.ทางช่อง 7HD   

GISTDA ยกระดับสู้โลกร้อน เปิดตัวนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอน

https://www.naewna.com/local/844029

GISTDA ยกระดับสู้โลกร้อน  เปิดตัวนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอน

GISTDA ยกระดับสู้โลกร้อน เปิดตัวนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดงานสัมมนา “Carbon Atlas 2024” ภายใต้แนวคิด “Satellite – Powered Carbon MRV for Climate Action” นวัตกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และรายงาน (Monitoring, Reporting, Verification : MRV) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ณ CDC Ballroom, ถนนประดิษฐ์มนูธรรม กรุงเทพฯ

ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รองผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า ปัจจุบัน GISTDA กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการสำรวจคาร์บอนเครดิตในรูปแบบของการวัดและสำรวจคาร์บอนโดยการใช้คน หรือ Monitoring, Reporting , Verification : MRV ไปสู่การสำรวจในรูปแบบใหม่โดยจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีชื่อว่า Digital Monitoring, Reporting, Verification : DMRV เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เครื่อง 3D Scanner, LiBackpack และโดรน LiDAR เป็นต้น โดย
ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา รวมถึงภาคเอกชน ในการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกป่า ป้องกันไฟป่า และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน รวมถึงยังมีความร่วมมือกันในการพัฒนาแบบจำลองการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ร่วมกันในอนาคตให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้รวดเร็วอีกด้วย นอกจากนี้ GISTDA ยังร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพัฒนาแนวทางและวิธีการที่เหมาะสมสำหรับป่าชุมชนเพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน T-VER และ Premium T-VER

โดย GISTDA ตั้งเป้าที่จะสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อการจัดทำรายงานแห่งชาติ (National Communication : NC) และรายงานความก้าวหน้ารายสองปี (Biennial Update Report : BUR) สำหรับการดำเนินการด้านการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและนานาชาติสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO

“ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนงาน Carbon Atlas 2024 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับประชาชนไทย และร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างยั่งยืน” รองผู้อำนวยการ GISTDAระบุ

ก.ค.ศ.เดินหน้าออกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาศึกษานิเทศก์ก่อนแต่งตั้ง

https://www.naewna.com/local/844031

ก.ค.ศ.เดินหน้าออกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาศึกษานิเทศก์ก่อนแต่งตั้ง

ก.ค.ศ.เดินหน้าออกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาศึกษานิเทศก์ก่อนแต่งตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานการประชุมสัมมนาจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ณ โรงแรมเบลล่า บีบางกรวย จ.นนทบุรี โดยการประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฉบับใหม่ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ศธ 0206.4/ว 19 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งสายงานนิเทศการศึกษาต้องมีใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะศึกษานิเทศก์และต้องได้รับการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ประกอบกับมติ ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2567 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ได้พิจารณาแนวทางการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูฯ ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ได้ศึกษานิเทศก์ที่มีความรู้ความสามารถและศักยภาพในการแนะนำ ชี้แนะแนวทางให้กับครูและผู้บริหารสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ โดยที่ประชุมร่วมกันพิจารณาใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดสมรรถนะและประสบการณ์ของตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 2. (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ 3. (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ซึ่งทั้ง3 เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกันในการพัฒนาการบริหารงานบุคคลฯ สำหรับตำแหน่งศึกษานิเทศก์

“การพัฒนาศึกษานิเทศก์ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะการพัฒนาระบบคัดกรองศึกษานิเทศก์แบบใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต้องผ่านการพัฒนาสมรรถนะผ่านระบบ e-Learning ก่อนเข้ารับการคัดเลือก และเมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วจะต้องเข้ารับการพัฒนาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง” ดร.พิเชฐร์กล่าว

รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ยังเน้นย้ำถึงการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ โดยกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต้องมีใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะศึกษานิเทศก์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของศึกษานิเทศก์และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมีกรอบแนวคิดในการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ โดยผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ตามมาตรา 50 สามารถยื่นขอมีวิทยฐานะชำนาญการผ่านระบบ DPA โดยใช้ PA ร่วมกับ Project-based Development ในการประเมิน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจน

“เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาศึกษานิเทศก์คือการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยมุ่งให้ศึกษานิเทศก์มีความรู้ความสามารถในการแนะนำและชี้แนะแนวทางให้กับครูและผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศในภาพรวม” ดร.พิเชฐร์ กล่าวทิ้งท้าย

ศธ. คว้า 2 รางวัล‘นวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ’

https://www.naewna.com/local/844027

ศธ. คว้า 2 รางวัล‘นวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ’

ศธ. คว้า 2 รางวัล‘นวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา และรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นำทีมผู้บริหาร สำนักงาน ก.ค.ศ. เข้ารับรางวัลในโครงการ Thailand HR Innovation Award 2024 ในงานวันนักบริหารงานบุคคล (Thailand HR Day 2024) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า จากนโยบาย “ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” และ“ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น” (โยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง) สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้แปลงนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” สู่การปฏิบัติ โดยการพัฒนาระบบเพื่อรองรับการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล ทั้งในส่วนของระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal : DPA) และระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการบริหารงานบุคคลให้มีความทันสมัย ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“นับเป็นความภาคภูมิใจที่สำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้เริ่มต้นนำเอานวัตกรรมด้านการบริหารงานบุคคลเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ และยังเป็นปีแรกที่เราได้ส่งนวัตกรรม” ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประกวดในโครงการ Thailand HR Innovation Award 2024 และได้รับรางวัลในระดับ SILVER AWARD จากโครงการระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System: TMS) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณครูที่ต้องการขอย้ายสับเปลี่ยนเพื่อกลับไปสอนในภูมิลำเนาของตัวเองผ่านระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษาเพื่อยื่นคำร้องข้อย้ายเป็นเอกสาร” รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวและว่า การได้รับรางวัลในระดับ GOLD AWARD จากโครงการระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal : DPA) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยลดความยุ่งยาก ซับซ้อนในการประเมินวิทยฐานะ ประหยัดเวลาในการดำเนินการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายทางงบประมาณให้กับประเทศ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกโฉมระบบการประเมินวิทยฐานะ ที่มุ่งเน้นไปที่การสอนและการพัฒนา สร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพครูด้วยระบบดิจิทัล

“ทั้ง 2 รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของ สำนักงาน ก.ค.ศ. และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนากระบวนการดำเนินงานโดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนในการปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและอนาคตของประเทศ” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

สำหรับโครงการรางวัลนวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี พ.ศ. 2567 (THAILAND HR INNOVATION AWARD 2024) จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (FTPI) คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (HROD-NIDA) สถาบันพัฒนาวิชาชีพทรัพยากรบุคคล (IHPD) และสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) เพื่อเฟ้นหาหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่แสวงหาแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การบริหารขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่งในปีนี้ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 86 โครงการ ผ่านเกณฑ์การประกวดและได้รับรางวัล 13 โครงการ แบ่งเป็น รางวัล SILVER AWARD จำนวน 9 รางวัล และ GOLD AWARD จำนวน 4 รางวัล ทั้งนี้ ผู้จัดโครงการมุ่งหวังให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันพัฒนาการดำเนินงานในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นการร่วมกันพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘สพฐ.’เร่งทำพอร์ตฟอลิโอ-บัตรสุขภาพเด็กออนไลน์ เข้าสู่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความปลอดภัย

https://www.naewna.com/local/844028

‘สพฐ.’เร่งทำพอร์ตฟอลิโอ-บัตรสุขภาพเด็กออนไลน์  เข้าสู่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความปลอดภัย

‘สพฐ.’เร่งทำพอร์ตฟอลิโอ-บัตรสุขภาพเด็กออนไลน์ เข้าสู่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้งที่ 47/2567 ณ ห้องประชุมสพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรม Zoom ว่า ที่ประชุมได้ประชุมติดตามขับเคลื่อนนโยบาย จากกรณีที่มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้างของ สพฐ.ประมาณ 7 หมื่นกว่าคน ที่ได้มาชุมนุมเรียกร้องไม่เอาการจ้างแบบเหมาบริการ ซึ่ง สพฐ.ก็ได้รับความเดือดร้อนความต้องการของลูกจ้าง และได้เสนอเรื่องไปที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง แล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคคำตอบกลับมา ในขณะที่เวลาล่วงเลยมาแล้ว 2 เดือน ลูกจ้างได้รับผลกระทบและเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับค่าจ้าง ดังนั้น เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ทาง สพฐ.จึงได้ออกหนังสือไปยัง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้ ผอ.สพท.แจ้งไปยังโรงเรียนในสังกัดที่ได้รับอัตราจ้าง ให้ทำสัญญาจ้าง และให้จ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 2567 นี้ ดังนั้น ภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ลูกจ้างของ สพฐ. 7 หมื่นกว่าคน ก็จะได้รับเงินค่าจ้าง เพื่อลดความเดือดร้อนของลูกจ้าง แต่หลักการ ให้จ้างตามงบประมาณที่ได้รับในลักษณะจ้างเหมาบริการไปก่อน หาก สำนักงาน กพ.หรือหน่วยงานที่ สพฐ.หารือไป ตกลงว่าให้เปลี่ยนการจ้างได้ สพฐ.ก็จะของบประมาณมาเพิ่มเพื่อมาจ่ายเป็นเงินสมทบค่าประกันสังคมให้ แต่ตอนนี้ต้องจ่ายตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางคือจ่ายในลักษณะจ้างเหมาบริการ จ่ายตามระเบียบพัสดุไปก่อน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา สพฐ.ได้คลิกออฟ โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง” หรือ “OBEC Zero Dropout” ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าจนถึงวันนี้ สพฐ. พบว่ามีเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา จำนวน 1.2 แสนคนแล้ว ถือว่าเราทำงานเรื่องนี้กันอย่างจริงจังส่วนตัวเลขรวมเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาของ ศธ.พบว่ามีจำนวน 4 แสนกว่าคนแล้วเช่นกัน

“เมื่อวานนี้ผมได้เปิดงาน “Kick off กรุงเทพเป็นหนึ่ง “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง” (OBEC Zero Dropout) ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร และมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)” กับ 8 หน่วยงาน ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรุงเทพฯก็ทำกันอย่างจริงจัง เป้าหมายก็คือต้องไม่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา สพฐ.ก็ได้ติดตาม ค้นหา พาน้องกลับมาเรียน และพาการเรียนไปให้น้อง ซึ่งตอนนี้ได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ติดตาม ค้นหา ซึ่งส่วนหนึ่งเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษา ส่วนที่ไม่กลับมา เราก็พาการศึกษาไปให้ ส่วนกลุ่มเด็กที่ป่วยอยู่โรงพยาบาล หรือที่บ้าน สพฐ.ก็ให้จัดสื่อ จัดครูเข้าไปให้บริการ ทุกคนต้องได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมอบให้ผอ.สำนักต่างๆ ทุกสำนักเตรียมจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและสอดคร้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และสอดคล้องกับจุดเน้นของ สพฐ. ซึ่งปีนี้ ตนได้ฝากเน้นย้ำให้ทุกสำนักรองจัดทำงบประมาณแนวใหม่ ที่เป็นโครงการใหม่ๆ นโยบายใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียน ตอบโจทย์การพัฒนาครู การพัฒนาสื่อและเป็นไปตามนโยบายใหม่ๆ เช่น นโยบาย Anyway Anytime นโยบายลดภาระครู นโยบายพอร์ตฟอลิโอออนไลน์ ซึ่งในอนาคตเราอยากเห็นเด็กของเราไปสมัครเรียนต่อ ที่ไหนไม่ต้องถือแฟ้มสะสมผลงานไปแล้ว เพียงมีแฟลชไดร์ฟก็ได้แล้ว

โดยในปี 2569 สพฐ.จะเน้นนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น รวมทั้งจะดูแลสุขภาพเด็ก ในปี 2569 สพฐ.จะทำบัตรสุขภาพเด็กผ่านระบบออนไลน์เช่นกัน โดยเด็กแต่ละคนจะมีข้อมูลว่าป่วยเป็นโรคอะไร หรือมีปัญหาสุขภาพอะไร นำหนัก ส่วนสูง มีปัญหาอะไรในชีวิตเพื่อให้มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุกคน จะได้มีความปลอดภัย มีความสุขตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

‘ชูศักดิ์’สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา

https://www.naewna.com/local/843915

‘ชูศักดิ์’สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา

‘ชูศักดิ์’สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.08 น.

“ชูศักดิ์”สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา หาแนวทางป้องทำผิดกม.ในวัด ดำเนินการเด็ดขาดพวกแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ เกาะติดบิดเบือนคำสอน คัดกรองคนมีคดีก่อนบวช ลั่นจากนี้เลิกอยู่ในที่ตั้ง ต้องทำงานเชิงรุก เร่งตั้งกก.ระดับชาติแก้ปัญหาที่ดินวัด-สำนักสงฆ์

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อม นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.พศ.ร่วมกันแถลงถึงนโยบายป้องกันและคุ้มครองพระพุทธศาสนา

โดย นายชูศักดิ์ แถลงว่า ได้มีข้อสั่งการ 8 ข้อ ไปยัง พศ.ดังนี้ 1.ขอให้มีมาตรการกำหนดแนวทางป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การเสพยาเสพติด การเล่นการพนันในบริเวณวัด 2.ป้องกันการกระทำผิดพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะการเสพเมถุน รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์ 3.ติดตามเรื่องการนำคำสอนของพระพุทธศาสนาไปบิดเบือน ไม่ให้ศาสนิกชนหลงผิดในคำสอนของพระพุทธศาสนา หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของพระสงฆ์ 4.ดำเนินการกับผู้ที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์เด็ดขาด

5.ออกมาตรการคุ้มครองดูแลพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการใด 6.กำหนดมาตรการร่วมกับผู้ปกครองคณะสงฆ์ โดยใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคัดกรองกับผู้ที่จะอุปสมบท ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องคดี ผู้ติดยาเสพติด อาศัยวัดเป็นเครื่องมือเพื่อหลบหลีกความผิด 7.ขอให้ พศ.จัดตั้งและปรับปรุงศูนย์ร้องเรียนเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที และ 8.หาแนวทางให้ศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 8 ข้อ เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐบาลออกมาตรการป้องกันการทำลายพระพุทธศาสนา ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสอดส่องดูแล ที่ผ่านมา พศ.อาจอยู่ในที่ตั้ง แต่ต่อไปนี้จะทำงานเชิงรุก คอยดูพฤติกรรมที่คิดว่าไม่ถูกต้อง

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนอีกเรื่องที่กำลังดำเนินการอยู่ คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินของวัดและสำนักสงฆ์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เช่น ที่ดินที่ทับซ้อนกับที่ดินของรัฐจนเกิดเป็นปัญหาข้อพิพาท เมื่อถามถึงแนวทางการปรับปรุง พศ. นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในนโยบายอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ได้ทำงานได้ง่าย เพราะ พศ.เป็นระบบราชการ ดังนั้น ต้องคำนึงถึงระบบภาพรวม

หนิง ปณิตา เจอกล่าวหาดักตบผู้ปกครองที่โรงเรียนลูก จิน ยืนยันไม่ใช่อดีตภรรยา

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2827931

หนิง ปณิตา เจอกล่าวหาดักตบผู้ปกครองที่โรงเรียนลูก จิน ยืนยันไม่ใช่อดีตภรรยา

27 พ.ย. 2567 16:10 น.

หนิง ปณิตา เจอกล่าวหาดักตบผู้ปกครองที่โรงเรียนลูก จิน ยืนยันไม่ใช่อดีตภรรยา

อยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาซะงั้น สำหรับ หนิง ปณิตา หลังมีคนได้มาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียล บอกว่า “โรงเรียน Top Tier ค่าเทอมปีละเกือบล้าน ผู้ปกครองดักตบกันกลางที่จอดรถในโรงเรียน เลือดตกยางออก!! เพิ่งย้ายมาเรียนเจออะไรแบบนี้ตกใจ อยากให้โรงเรียนมีมาตรการเชิญออกทั้งคู่ ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของทั้งเด็กๆ และสังคม kindness ที่โรงเรียนพูดไว้เลย”

ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ปกครองได้ดักตบกันที่ลานจอดรถในโรงเรียนนานาชาติ จนเลือดตกยางออก และได้มีคนเข้าไปคอมเมนต์ว่าเป็น หนิง ปณิตา จากเหตุการณ์นี้ทำให้ หนิง ต้องรีบออกมาชี้แจงทันที เพื่อเป็นการปกป้องตัวเอง ว่าไม่ใช่ หนิง ปณิตา แน่นอน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ถ้าหากใครทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จะดำเนินคดีทางกฎหมายทันที

“จากข่าวนี้ ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจงนะคะ มีผู้ปกครองส่งคอมเมนต์มาให้ดูถึงข่าวนี้ที่วันนี้ค่อนข้างมีกระแสในกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ มีคนไปเขียนว่าเป็นหนิง ขอยืนยันว่าไม่ใช่หนิงนะคะ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ (หากมีใครที่ทำให้หนิงเสื่อมเสียชื่อเสียง หนิงขออนุญาตให้ทนายความของหนิงติดต่อเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายนะคะ) …….. #กล้องวงจรปิด โรงเรียนมี และเหตุการณ์เมื่อวาน หนิงยืนยันตัวตนสถานที่ที่หนิงอยู่ได้ค่ะในเวลานั้น

ช่วงบ่ายสาม หนิงไปรับดอกไม้ที่ร้าน Gettava และไปงานวันเกิดพี่ญ่าที่ Fc จัดให้แถวนวลจันทร์ #strongไว้นะปณิตา”

จากเรื่องนี้ อดีตสามี จิน จรินทร์ ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ช่วยยืนยันอีกเสียงว่า ไม่ใช่อดีตภรรยาแน่นอน เพราะอยู่ในเหตุการณ์ และหนิงไปงานวันเกิดของพี่ธัญญ่าจริงๆ

“ขอพูดนะ ผมเห็นในบางส่วนของเหตุการณ์ ซึ่งเห็นตอนจบแล้ว ผมพาณิรินขึ้นรถทันที ยืนยันว่าไม่ใช่หนิงครับ เพราะหนิงไปงานวันเกิดพี่ธัญญ่า ผมไปรับลูกให้ครับ”