แม่นไม่แม่น! หลังหมอดูทัก’เบลล่า ราณี’คนนี้แต่งแน่ ยอมรับคุยกับ’วิล ชวิณ’เรื่องอนาคต

https://www.naewna.com/entertain/839672

แม่นไม่แม่น! หลังหมอดูทัก'เบลล่า ราณี'คนนี้แต่งแน่ ยอมรับคุยกับ'วิล ชวิณ'เรื่องอนาคต

แม่นไม่แม่น! หลังหมอดูทัก’เบลล่า ราณี’คนนี้แต่งแน่ ยอมรับคุยกับ’วิล ชวิณ’เรื่องอนาคต

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.40 น.

6 พฤศจิกายน 2567 หลังจากเปิดตัวก็สาดความน่ารักไม่พัก สำหรับคู่ของนางเอกฮอต ‘เบลล่า’ ราณี แคมเปน กับหวานใจไฮโซ ‘วิล’ ชวิณ เจียรวนนท์ หลังจากที่สาวเบลล่าได้มีหมอดูออกมาทักว่ากับคนนี้แต่งแน่นอน

‘เบลล่า ราณี’ ได้มาร่วมงาน KUMA 7th Anniversary A Journey to Tangible Premium ณ ลานกิจกรรมโซน B เซ็นทรัลลาดพร้าว พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวดังกล่าว โดยผู้สื่อข่าวได้ถามว่า ช่วงนี้ลงรูปคู่บ่อยขึ้น? “ลงงานเยอะไง ทีนี้ก็หาอะไรมาลงคั่นด้วย แต่เอาจริงๆ ก็ลงตามธรรมชาติ ไม่ได้ลงด้วยแบบเหตุใด”

แต่พอถามเรื่องที่มีหมอดูออกมาทำนายว่าแต่งแน่นอนกับคนนี้แน่นอน สาวเบลล่า ตอบว่า อันนี้ก็ต้องรอดูค่ะว่าแม่นไม่แม่น มีคุยเรื่องอนาคตกันบ้างไหม? เป็นการคุยกันในแง่ที่ว่า เค้าเรียกว่าทำความเข้าใจซึ่งกันและกันว่าเรามองอะไรไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า แต่ไม่ได้คุยว่าจะเมื่อไหร่หรืออะไรยังไง อย่างนี้ไม่มี ความจริงไม่ใช่แค่กับคุณวิล แต่กับคุณแม่หรือพี่พลอยก็คุย เพราะมันอยู่ในช่วงอายุที่ต้องวางแผนอนาคตดีๆ แล้ว 

ผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่า กดดันไหมพอหมอดูทักแบบนี้ ไม่กดดันเพราะหมอดูก็คือดูดวงบ่อยอยู่แล้ว ดูดวงให้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร  เคยคิดไว้ไหมว่าสักอายุเท่าไหร่? ตอนเด็กๆ เคยคิด 28 เลยมาไกลเหมือนกัน แต่ว่าเอาจริงๆ เดี๋ยวนี้เรื่องตัวเลขไม่สำคัญเท่ากับความพร้อม และความพร้อมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน มันเป็นเรื่องของความสบายใจของคนสองคนมากกว่า ว่ามองเรื่องนี้ยังไง

ผู้สื่อข่าวถามต่ออีกว่า แล้วครอบครัวเบลว่ายังไง แม่อยากเห็นเรามีครอบครัวรึเปล่า? คือคุณแม่ก็อยากให้มีอยู่แล้ว คือเหมือนเค้าก็อยากมีหลาน เพราะว่าเพื่อนก็มีลูก และพอได้เล่นกับลูกคนอื่น เค้าก็อยากเห็นว่าถ้าเรามีลูก ลูกจะเป็นยังไง อยากมีหลานของตัวเองเหมือนกัน ชอบเด็กเหมือนกัน? ใช่ค่ะ เพื่อนก็มีลูกกันแล้วประมาณนึง กลัวไหมแต่งงานช้าจะมีน้องยาก ? ความจริงแล้วก็คือมีการวางแผนไปก่อนหน้านี้ ก็ฝากไข่ คือเผื่อเอาไว้ก่อน แต่อนาคตก็ยังไม่รู้

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

https://www.naewna.com/local/839737

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่นักเรียนที่ชนะการประกวดการนำเสนอผลงานในโครงการประกวดแนวคิดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีผลงานจากนักเรียนทั่วประเทศส่งมาทั้งหมด 206 ผลงาน จาก 115 โรงเรียน ณ ห้องแมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ดำเนินการจัดโครงการประกวดแนวคิดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนุพล นันทจิต ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการฯ เพื่อสร้างนักประดิษฐ์ นวัตกรรุ่นเยาว์ โดยส่งเสริมให้นักเรียนซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศในอนาคตได้พัฒนาทักษะความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่สามารถต่อยอดและนำไปพัฒนาได้จริง และเพื่อให้นักเรียนได้มีเวทีในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อตัวนักเรียน เป็นก้าวแรกสู่เวทีระดับชาติและระดับนานาชาติต่อไป

ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านนวัตกรรม เป็นกรรมการตัดสิน สรุปผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 6 ผลงาน จาก จำนวน 35 ผลงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อแผ่นฟิล์มบ่งชี้ระดับการติดเชื้อ Staphylococcus spp. ของบาดแผลกดทับด้วยอินดิเตอร์ธรรมชาติ ร่วมกับการยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากวัชพืชปืนนกไส้ จากโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี, 2.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อแผ่นเจลยางลดแผลกดทับบริเวณสะโพกสำหรับผู้สูงวัย จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดสตูล, 3.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อ เกมบนเว็บสำหรับฝึกสมองด้าน Executive Function จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย, 4.รางวัลชมเชย รางวัลละ 2,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ผลงานชื่อ InfecTide Bandage ผ้าพันแผลเปลี่ยนสีเมื่อติดเชื้อจากโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยพัทลุง, ผลงานชื่อ Aceto Breath เครื่องตรวจโรคเบาหวานการหายใจ จากโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ, ผลงานชื่อเครื่องวัดระดับปริมาณโดปามีนโดยขั้วไฟฟ้าด้วยวัสดุนาโนโลหะบนโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ และแกรฟีนออกไซด์เพื่อประเมินความเสี่ยงการทำงานของไตที่ผิดปกติแบบพกพา และแอปพลิเคชั่นมือถือ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรและของที่ระลึกให้แก่นักเรียนทุกคนที่เข้าร่วมการนำเสนอผลงาน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักเรียน

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

https://www.naewna.com/local/839739

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2567 ให้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เชิญไปทอดถวายผ้าพระกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาครบไตรมาส ณ วัดป่าวังเลิง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัยจังหวัดมหาสารคาม โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีทอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคามผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ตลอดจนพุทธศาสนิกชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มต้นด้วยการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานแห่ไปยังอุโบสถวัดป่าวังเลิงโดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำแห่ขบวนผ้ากฐินพระราชทาน จากนั้น รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประคองผ้าพระกฐินพระราชทาน เชิญไปยังพานแว่นฟ้าที่ตั้งอยู่หน้าพระสงฆ์รูปที่ 2 วางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้า ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น นายจีรพันธ์ ภูครองเพชรผู้อำนวยการกองกลาง อ่านหมายรับสั่ง พิธีกรรายงานจำนวนพระสงฆ์ สามเณรและแม่ชีจำพรรษาครบถ้วนไตรมาสประธานมอบผ้าห่มพระประธานแก่เจ้าหน้าที่ก่อนที่ประธานจะกล่าวคำถวายผ้าพระกฐินวางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้าแล้วยกประเคนพานและเทียนปาติโมกข์

พระสงฆ์ประกอบพิธีอุปโลกน์ตามพระธรรมวินัย และประธานถวายเครื่องบริวารกฐิน พิธีกรประกาศยอดปัจจัย จำนวน 1,433,159 บาท (หนึ่งล้าน
สี่แสนสามหมื่นสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าบาทถ้วน) ถวายแด่พระครูรัตนาภิรมย์เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดป่าวังเลิง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

https://www.naewna.com/local/839738

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับเอกชน ผุดหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) “การประยุกต์ใช้ AI และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านวิศวกรรมสำหรับงานติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุค 4.0 โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน เช่น การคำนวณ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประยุกต์ใช้ AI และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับต่างชาติ ผู้เข้าอบรมจะสามารถระบุแหล่งคาร์บอนฟุตพรินท์ของโครงการ สื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ และนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของหลักสูตรคือการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม และการเน้นทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบันซึ่งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนจาก บริษัท บี คอนซัลแตนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ทำให้หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานจริง และผู้เรียนมีโอกาสได้ทำงานจริงในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันผู้เรียนจะได้เรียนรู้และเข้าใจขั้นตอนการติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ใน 8 งานสำคัญคือ งานเขียนแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับโครงการ งานฐานราก งานโครงสร้างเหล็ก งานวางอุปกรณ์และเครื่องจักร งานระบบท่อและงานเชื่อมท่อระบบปรับอากาศ งานไฟฟ้าและเครื่องมือวัดพื้นฐาน รวมถึงงานการทดสอบการใช้งาน และได้กำหนดโมดูลการฝึกอบรมไว้ทั้งหมด12 โมดูล จำนวน 36 วัน

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวหลักสูตรนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และยังเป็นไปตามนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องการผลิตกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 50,000 คน ภายใน 5 ปีโดยเริ่มฝึกอบรมวันแรกที่ อาคาร 8 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้น 2 ห้อง 822 มทร.ธัญบุรี โดยมี นารีรัตน์ธนะเกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาศักยภาพและเผยแพร่องค์ความรู้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นวิทยากร

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

https://www.naewna.com/local/839736

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารในเรื่องคุณภาพชีวิต และน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยกระทรวง อว. มีนโยบายเน้นย้ำให้นำผลงานวิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมทั้งการพัฒนากำลังคนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตนได้มอบหมาย กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อนภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายฯ เพื่อให้บริการดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลที่มีปัญหาน้ำดื่ม น้ำใช้ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเด็กๆ จะได้มีน้ำดื่มที่สะอาดมีคุณภาพและปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่ม และตั้งเป้าหมายภายในปี พ.ศ.2569 ทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดและปลอดภัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล

กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบเพื่อการอุปโภค-บริโภค และมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้หน่วยงานเครือข่ายมากว่า 20 ปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาและติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงราคาถูกมาก สามารถผลิตได้เองในพื้นที่จนประสบความสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ โดยให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำและการบำรุงรักษาให้แก่ครู เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้นให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะปัญหาน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่ได้คุณภาพและความปลอดภัยในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ขณะนี้ กรมวิทย์บริการได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่่ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล อบต. เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า“ปัญหาเรื่องน้ำบริโภคที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ จะต้องหมดไปและได้รับการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ.2569” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการพัฒนาและจัดการองค์ความรู้ การบริหารจัดการน้ำอุปโภคและน้ำบริโภค การดูแลระบบ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำอุปโภคและบริโภคแก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ และพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ตนได้เน้นย้ำให้ถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรในพื้นที่เพื่อให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน พึ่งตนเองได้ นอกจากนี้ได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และมอบหมายให้ “สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน” จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบริโภคยั่งยืน” ให้แก่บุคลากรภายในหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเครื่องกรองน้ำ การติดตั้งและการบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำด้วยตนเอง

อธิบดีกรมวิทย์บริการ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการดำเนินการบรรลุเป้าหมายจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งยังมีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย และที่สำคัญด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่ได้ลงปฏิบัติงานจริงในพื้นที่จะไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาน้ำดื่มเท่านั้น แต่เมื่อพบปัญหาอื่นๆ ก็จะนำมาช่วยกันแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชน ด้วยหลักการ “เรานำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน” ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนพึ่งตนเองได้ ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

https://www.naewna.com/local/839711

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.31 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 38/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้ติดตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Zero Dropout พบว่า ขณะนี้มีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.3) หรืออายุ 6 – 18 ปี จำนวน 394,039 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2567) โดย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มีแนวทางการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบเพิ่มเติม ตั้งแต่ระดับตำบล ผ่านแพลตฟอร์ม LD รายงานต่อ สกร.ระดับอำเภอ เพื่อวางแผนและออกแบบการสำรวจและติดตามในพื้นที่อำเภอ และจังหวัด พร้อมประสานแลกเปลี่ยนกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลทิศทางเดียวกัน

ส่วน สพฐ.ได้ดำเนินการโครงการพาน้องกลับมา และพาการศึกษาไปหาน้อง (Zero Dropout) เรียนดี มีความสุข ใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา และในปี 2568 เตรียมขยายผลต่อเนื่อง

“ผมได้มอบหมายให้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักจัดทำฐานข้อมูล คำจำกัดความให้ตรงและเป็นข้อมูลเดียวกัน และมอบให้ สป.จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศรายบุคคลในภาพรวมของ ศธ.เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถมีส่วนร่วมในการอัพเดตข้อมูลในระบบได้ ทั้งนี้ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรง” รมว.ศธ.กล่าว

เช็กอิน “ป้าย” กูลิโกะ ยืนยัน “ถึงแล้ว” โอซากา

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2822125

เช็กอิน "ป้าย" กูลิโกะ ยืนยัน "ถึงแล้ว" โอซากา

27 ต.ค. 2567 05:35 น.

เช็กอิน “ป้าย” กูลิโกะ ยืนยัน “ถึงแล้ว” โอซากา

ในคู่มือท่องเที่ยวของบริษัททัวร์ทุกสำนักจะระบุเกือบเหมือนๆกันว่า 5 สถานที่ที่ควรไปเยือนเมื่อไปถึงโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่…

1.ปราสาทโอซากา หรือ Osaka Castle สัญลักษณ์ของเมืองอายุกว่า 440 ปี ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ปราสาทโด่งดังของญี่ปุ่น

2.สวนสนุกยูนิเวอร์แซล หรือยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน ซึ่งเป็นขวัญใจไม่เฉพาะเด็กญี่ปุ่นเท่านั้นยังเป็นขวัญใจเด็กเอเชียอีกด้วย

3.พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซากา (ไคยูคัง) หรือ Osaka Aquarium Kaiyukan

4.ตึกอูเมดะสกาย (Umeda Sky Building) ตึกสูงระฟ้าสูง 173 เมตร ที่เมื่อขึ้นไปแล้วจะเห็นตัวเมืองโอซากาทั้งเมือง

ส่วนอันดับ 5 นั้น จริงๆแล้วจะอยู่อันดับ 1 หรือ 2 ด้วยซ้ำ ได้แก่ แผ่นป้ายโฆษณาขนม “กูลิโกะ” ที่เป็นรูปนักกีฬากางแขนขณะวิ่งเข้าเส้นชัย ซึ่งประดับอยู่ ณ ย่านช็อปปิ้ง+อาหาร+ ท่องเที่ยว ที่เรียกว่า โดทงโบริ อันสว่างไสวและสนุกสนานครึกครื้นตลอดวันยันเที่ยงคืนนั่นเอง

ทีมงานซอกแซกจึงขอถือโอกาสที่จะเขียนถึงเป็นอันดับแรกเพื่อให้สมกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ว่า…เจ้าป้าย “กูลิโกะ” นี่แหละที่เป็นสัญลักษณ์ (แบบแอบแฝง) ตัวจริงเสียงจริงของโอซากา ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเยือนจะต้องมา “เช็กอิน” ถ่ายรูปไว้เป็นการยืนยันว่าฉันไปถึงโอซากาเรียบร้อยแล้ว

รวมทั้งทีมงานซอกแซกด้วย เพียงคืนแรกของวันที่ไปถึงเราก็ชวนกันขึ้นรถไฟฟ้าจากบ้านไปลงสถานีใต้ดินที่ใกล้ที่สุดแถวๆนั้นพร้อมกับไปยืนคารวะรายงานตัวพร้อมถ่ายรูปทันที

จริงๆแล้วโอซากาเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมผลิตสินค้าโด่งดังระดับโลกหลายๆ ยี่ห้อ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า “พานาโซนิค” และ “ชาร์ป” ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่เมืองนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวคนไหนไปเดินหาป้ายโฆษณาของ 2 ยี่ห้อนี้

ในทางตรงข้ามกลับแห่ไปที่ป้าย “กูลิโกะ ป๊อกกี้” แสดงว่าต้องมีอะไรดีๆที่ประทับใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแน่นอน

ตามประวัติที่มีการบันทึกไว้ ระบุว่าเมื่อ ค.ศ.1919 หรือ พ.ศ.2462 หรือเมื่อ 105 ปีที่แล้ว บุรุษญี่ปุ่นนามว่า ริอิจิ เอซากิ ได้ค้นพบสาร ไกล โคเจน ในน้ำต้มหอยนางรม และเชื่อกันว่ารักษาโรค บางโรคได้ โดยเฉพาะโรคไข้รากสาดที่ลูกเขาเคยป่วยแล้วให้รับประทานน้ำต้มสารดังกล่าวนี้

นายเอซากิจึงมีความคิดที่จะใช้น้ำผสมสาร ไกลโคเจน ไปเป็นส่วนสำคัญของการทำขนมขาย และได้ออกสินค้าตัวแรกชื่อ “กูลิโกะ คาราเมล” ที่เขาเรียกมันว่าขนมหรืออาหารสุขภาพ ใช้รูปวาดนักกีฬาชูมือ 2 มือวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นสัญลักษณ์พิมพ์ไว้ที่ข้างกล่องขนมตั้งแต่ ค.ศ.1921 หรือ พ.ศ.2464 หรือเมื่อ 103 ปีที่แล้วเป็นต้นมา

“กูลิโกะ” ก็แผลงมาจากสารไกลโคเจน (Glycogen) นั่นเอง…เขาตั้งชื่อให้อิงๆกับสารเพื่อสุขภาพอย่างตั้งใจว่างั้นเถอะ

เขาส่งสินค้าไปวางขายที่ห้าง “มิตสึโกชิ” ซึ่งเป็นห้างระดับหรูของโอซากา เพื่อเพิ่มระดับให้ดูสูงขึ้นควบคู่ไปกับการวางขายตามร้านทั่วๆไป พร้อมกับปรับปรุงสูตรไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ขายดีมากถึงขนาดไปตั้งสาขาที่ โตเกียว ได้ใน ค.ศ.1936 หรือ พ.ศ.2479 แล้วยังขยายไปถึงประเทศจีนอีก 1 โรงงาน

ทว่า…เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นมาหลังจากนั้นซึ่งญี่ปุ่นของเขาเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นต้นเหตุของสงคราม และพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายพันธมิตรดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว

โรงงานขนมของเขาถูกระเบิดเกลี้ยงหมด ไม่ว่าจะเป็นที่โอซากา, โตเกียว และที่ประเทศจีน ดังนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง นาย เอซากิ จึงเท่ากับเหลือ “ศูนย์” ไม่มีสมบัติพัสถานใดๆเลย นอกจากสูตรและความรู้ในการทำขนม “กูลิโกะ คาราเมล” ที่ยังอยู่ในสมองของเขาครบถ้วน

เมื่อสงครามสงบเขาก็กลับมาเปิดโรงงานใหม่ที่โอซากาอีกครั้งตามมาด้วยโรงงานที่โตเกียว ทั้งผลิตสินค้าตัวเองและรับผลิตขนมปังให้บริษัทอื่นๆจนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

มาประสบความสำเร็จสูงสุดที่ “กูลิโกะ ป๊อกกี้” เจ้าขนมปังแท่งเล็กๆชุบช็อกโกแลตนี่เอง ขายดีทั้งในญี่ปุ่น ในเอเชียไปจนถึงแคนาดา ฝรั่งเศส และอเมริกาในที่สุด

สำหรับในประเทศไทยมีโรงงานผลิตกูลิโกะ 2 แห่งด้วยกัน แห่งแรกอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมบางกะดี ปทุมธานี และแห่ง 2 อยู่ที่รังสิต ปทุมธานี เช่นกัน

ปี ค.ศ.1998 หรือ พ.ศ.2541 บริษัทกูลิโกะ ไปเปิดป้ายโฆษณารูปนักวิ่งรายนี้ที่ย่าน โดทงโบริ (Dotonbori) ริมฝั่งแม่น้ำสายเล็กๆชื่อเดียวกันนี้ข้างๆสะพาน อิบิซึบาชิ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น 1 ในสัญลักษณ์ของเมืองที่ใครๆ (ที่เคยกินกูลิโกะ ป๊อกกี้) จะต้องไปถ่ายรูปด้วย

นับมาถึงวันนี้มีการเปลี่ยนแผ่นป้ายไปแล้ว 6 ครั้ง, โดยป้ายปัจจุบันซึ่งเป็นป้ายที่ 6 นั้นจัดทำในระบบ LED อย่างเต็มตัว

เมื่อปี ค.ศ.1999 หรือ พ.ศ.2542 บริษัทกำหนดให้วันที่ 11 พฤศจิกายน เป็นวัน “ป๊อกกี้” ด้วยเหตุผลด้านการตลาด แต่ก็ได้รับการยอมรับจากแฟนๆสาวกกูลิโกะทั่วโลกอย่างเป็นเอกฉันท์ และในปี 2019 หรือ พ.ศ.2562 (ปีโควิดระบาดปลายๆปีนั่นแหละ) ยอดขายกูลิโกะทั่วโลกสูงสุดถึงเกือบ 590 ล้านดอลลาร์ คว้าแชมป์อันดับ 1 ประเภทบิสกิตของโลกไปครองอย่างขาดลอย

เคยมีการประมาณการว่าปีหนึ่งๆยอดขายกูลิโกะทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศจะอยู่ที่ 500 ล้านกล่องต่อปี ซึ่งเมื่อขายดีถึงขนาดนี้แล้ว ย่อมจะมีสาวกหรือแฟนคลับมากมายทั่วโลกหลายๆร้อยล้านคนอย่างแน่นอน

จึงไม่แปลกอะไรที่บรรดาสาวกเหล่านั้น จะพากันไปคารวะและถ่ายรูปเช็กอินไว้เมื่อไปถึงบ้านเกิดของกูลิโกะที่โอซากา (รวมทั้งทีมงานซอกแซกด้วย) ด้วยประการฉะนี้แล.

“ซูม”

“ภูทับเบิก” ที่เที่ยวสวยๆ ใกล้กรุงเทพฯ ชมทะเลหมอก ใกล้ชิดธรรมชาติ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2821177

"ภูทับเบิก" ที่เที่ยวสวยๆ ใกล้กรุงเทพฯ ชมทะเลหมอก ใกล้ชิดธรรมชาติ

26 ต.ค. 2567 13:02 น.

“ภูทับเบิก” ที่เที่ยวสวยๆ ใกล้กรุงเทพฯ ชมทะเลหมอก ใกล้ชิดธรรมชาติ

ภูทับเบิก (ภาษาอังกฤษ : Phu Thap Buek) สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว ซึ่งมีไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือ “ทะเลหมอก” ให้ได้สัมผัสความสวยงามอย่างใกล้ชิด ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุด ภูทับเบิกถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว 

ที่เที่ยวใกล้กรุงฯ “ภูทับเบิก” อยู่จังหวัดอะไร?

ภูทับเบิก ตั้งอยู่ในตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,768 เมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม เนื่องจากบนภูทับเบิกมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูฝน-ฤดูหนาว ก็ยังมีทะเลหมอกขาวโพลนเป็นจุดไฮไลต์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปชมความงดงามของธรรมชาติ

ประวัติภูทับเบิก ที่เที่ยวยอดฮิตในเพชรบูรณ์ ฉายา “ดาวบนดิน” 

ภูทับเบิก” เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง มีอาชีพทำเกษตรกรรม ทำให้มีพืชเพาะปลูกที่มีชื่อเสียงอย่างไร่กะหล่ำปลี ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของภูทับเบิก นอกจากนี้แล้วพื้นที่บริเวณนั้นยังมีต้นนางพญาเสือโคร่งสีชมพู ที่จะออกดอกบานสะพรั่งเพิ่มความสวยงามให้ภูทับเบิกมากยิ่งขึ้น

ภูทับเบิกยังมีฉายาว่า “ดาวบนดิน” เนื่องจากเมื่อขึ้นไปยังบนยอดภูทับเบิก แล้วมองลงมายังเบื้องล่างในยามค่ำคืน ก็จะเห็นบ้านเรือนประชาชนที่มีแสงไฟ ดูคล้ายแสงดาวระยิบระยับ เป็นภาพที่นักท่องเที่ยวต่างประทับใจ ส่วนในเวลากลางวันก็มีวิถีชีวิตชาวเขาให้ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด มีบ้านพักและจุดชมวิว รวมถึงจุดบริการนักท่องเที่ยว ร้านค้าและคาเฟ่ต่างๆ 

ที่เที่ยวในภูทับเบิก มีพิกัดไหนบ้างที่ไม่ควรพลาด?

  • จุดชมวิวผาหัวสิงห์ : เรียกได้ว่าเป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศาที่จะได้สัมผัสความสวยงามทางธรรมชาติ พร้อมชมทะเลหมอกขาวโพลน ท่ามกลางอากาศเย็นสบายๆ ใครมาเที่ยวภูทับเบิกต้องมาเช็กอินจุดนี้ให้ได้
  • จุดชมวิวดอกนางพญาเสือโคร่ง : ช่วงปลายปีถึงต้นปีคือช่วงที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความงดงามของดอกพญานางเสือโคร่งที่บานสะพรั่งทั่วทั้งภูทับเบิก ถือเป็นไฮไลต์จุดถ่ายรูปสวยๆ ที่ไม่ควรพลาด
  • สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ : เป็นที่ตั้งของแปลงทดลองของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสาธิตการปลูกพืชเมืองหนาว โดยเฉพาะกะหล่ำปลีดอกใหญ่ๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับชาวเขาบนภูทับเบิก 
  • วัดป่าภูทับเบิก : หากมาเที่ยวภูทับเบิก็สามารถมาสักการะพระมหาเจดีย์โพธิปักขิยธรรม ซึ่งเป็นเจดีย์เพชร 37 ยอด ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ นักท่องเที่ยวนิยมไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ที่พักภูทับเบิก : ปัจจุบันบริเวณใกล้ภูทับเบิกมีที่พักหลายแห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ส่วนที่พักของทางภูทับเบิกเองก็มีบ้านพักหลายประเภทให้นักท่องเที่ยวเลือกตามความสะดวก สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มการท่องเที่ยวทับเบิก ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเพชรบูรณ์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โทรศัพท์ 0-5681-0737

อากาศภูทับเบิก อุณหภูมิประมาณเท่าไร?

นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวภูทับเบิกในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อนและชมวิวความงดงามของทะเลหมอก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส

  • อุณหภูมิช่วงฤดูฝน : เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-เดือนตุลาคม มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15-20 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิช่วงฤดูหนาว : เริ่มตั้งแต่พฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 5-15 องศาเซลเซียส

ไปเที่ยวภูทับเบิก ใช้เส้นทางไหน?

เส้นทางขึ้นภูกระดึง แม้จะเป็นถนนลาดยางสะดวกต่อการขับขี่รถยนต์ แต่ถนนค่อนข้างคดเคี้ยวมีโค้งประมาณ 111 โค้ง จึงควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง

หากเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อมุ่งหน้าสู่ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ แนะนำให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 21 เพื่อผ่านเขตอำเภอหล่มเก่า เมื่อเห็นป้ายบอกทางไปภูทับเบิก ให้เลี้ยวไปตามเส้นทางหลวง 2372 และเส้นทางหลวง 2331 ขับตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงภูทับเบิก

ขอบคุณข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

กรุงเทพฯ จัดเทศกาลขนหัวลุก “ตลาดขนลุก” ส่งต่อกิจกรรมหลอน เนรมิตโรงงานมักกะสันรับฮาโลวีน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2821903

กรุงเทพฯ จัดเทศกาลขนหัวลุก "ตลาดขนลุก” ส่งต่อกิจกรรมหลอน เนรมิตโรงงานมักกะสันรับฮาโลวีน

25 ต.ค. 2567 11:55 น.

กรุงเทพฯ จัดเทศกาลขนหัวลุก “ตลาดขนลุก” ส่งต่อกิจกรรมหลอน เนรมิตโรงงานมักกะสันรับฮาโลวีน

จากขนหัวลุก เวียงพิงค์จากเชียงใหม่ กลับมาสู่ความหลอนใจกลางเมืองอีกครั้งกับงาน “เทศกาลขนหัวลุก ตลาดขนลุก” (Goosebumps Market) ที่จัดขึ้นที่โรงงานมักกะสัน การรถไฟแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพมหานคร

เทศกาลขนหัวลุก ตลาดขนลุก อีเวนต์ที่จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ได้กลับมาให้ชาวกรุงเทพฯ ได้สัมผัสประสบการณ์ขนหัวลุกอีกครั้ง และเป็นสีสันในช่วงเทศกาลฮาโลวีนที่กำลังจะเกิดขึ้น

เทศกาลขนหัวลุก ตลาดขนลุก เป็นหนึ่งในงานที่ผลักดันเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย โดยงานจะรวบรวมกิจกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทยมารวมตัวไว้ในที่เดียว

งานนี้ถือเป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา และประสบการณ์รูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในกลุ่มคนไทยและชาวต่างชาติ

ภายในงานมีบรรยากาศชวนขนหัวลุก และประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสายมู อาหารอันหลากหลาย ไหว้พระขอพร ดูดวง พยากรณ์ ปลุกเสก และการแสดงหนังกลางแปลง

8 กิจกรรมสุดหลอนที่น่าสนใจ ภายในงาน “เทศกาลขนหัวลุก ตลาดขนลุก”

  • กิจกรรมสายช้อป: เลือกซื้อสินค้าสายมูเสริมวาสนาดวงชะตา
  • กิจกรรมสายกิน: อิ่มอร่อยครบ ๕ หมู่ คุณวิเศษ
  • กิจกรรมสายสนุก: สนุกเพลิดเพลินกับงานวัดย้อนยุค
  • กิจกรรมสายไหว้: ไหว้ขอพร โชคลาภ การงาน
  • กิจกรรมสายเสน่ห์: เจิมหน้าผาก ฟังเสียงสังข์
  • กิจกรรมสายดวง: พยากรณ์โลกแห่งโชคชะตากับ ๕ หมอดูสุดแม่น
  • กิจกรรมสายสยอง: ชวนดูหนังกลางแปลงผีไทย
  • กิจกรรมสายย่อ: ดาร์กสุดกับการแสดงดนตรีบนเวที

งานเทศกาลขนหัวลุก ตลาดขนลุก จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 31 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 23.00 น. ณ โรงงานมักกะสัน รฟท. กรุงเทพมหานคร สามารถเข้าชมงานฟรี พร้อมลงทะเบียนหน้างานมีสิทธิ์รับ “สายสิญจน์มงคล” ปลุกเสกโดยหลวงปู่ศิลา สิริจันโท

“Thailand Winter Festivals 2024” ชวนคนไทย และเทศ เที่ยวเทศกาล และอีเวนต์ฉ่ำ ต้อนรับฤดูท่องเที่ยว

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2822806

"Thailand Winter Festivals 2024" ชวนคนไทย และเทศ เที่ยวเทศกาล และอีเวนต์ฉ่ำ ต้อนรับฤดูท่องเที่ยว

30 ต.ค. 2567 15:00 น.

“Thailand Winter Festivals 2024” ชวนคนไทย และเทศ เที่ยวเทศกาล และอีเวนต์ฉ่ำ ต้อนรับฤดูท่องเที่ยว

Thailand Winter Festivals 2024 ยกทัพเทศกาลและอีเวนต์รับฤดูท่องเที่ยว ชวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศเดินทาง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “7 Wonders of Thailand” ดันประเทศไทยสู่ World Class Event Hub

Thailand Winter Festivals 2024 ถือเป็นหนึ่งในงานเทศกาลช่วงไฮซีซั่นที่รวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยว อีเวนต์ และเทศกาลไฮไลต์ที่น่าสนใจมารวมตัวกันไว้อย่างหลากหลายหมวดหมู่

โดยงาน Thailand Winter Festivals 2024 จะจัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ซึ่งกิจกรรมอีเวนต์และเฟสติวัลอันหลากหลายและครอบคลุมในทุกมิติจากงาน Thailand Winter Festivals 2024 ในปีนี้ จะเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “7 Wonders of Thailand” คอนเซ็ปต์ที่มีเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยไปสู่ World Class Event Hub และจะตรงกับช่วงเวลาพิเศษของประเทศไทยที่เป็นไฮซีซั่นหรือฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคมนี้

เป้าหมายในการไปสู่ World Class Event Hub นี้ทางการท่องเที่ยวเล็งเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เพื่อให้สิ่งต่างๆ เกิดผล การผลักดันการท่องเที่ยวไทยไปสู่ตลาดโลกนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะ World’s Festival Destination

เทศกาล Thailand Winter Festivals ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นการส่งมอบประสบการณ์ความสุขช่วงปลายปี ตามแนวคิด “7 Wonders of Thailand” ที่น่าสนใจ และยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพื่อนำส่งประสบการณ์ความสุข และเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของกิจกรรมใน 7 หมวดหมู่ ดังนี้

1. เทศกาลลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงอันทรงคุณค่าสะท้อนความเป็นไทยอย่างสร้างสรรค์จากอัตลักษณ์ท้องถิ่นบนรากฐานทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจกรรม โดยมีการจัดงานทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย

  • งานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ณ คลองผดุงกรุงเกษม (ย่านหัวลำโพง) ในวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2567
  • งานลอยกระทงวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2567
  • ประเพณีเผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย วันที่ 8 – 18 พฤศจิกายน 2567 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
  • ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 14 – 17 พฤศจิกายน 2567 ทั่วจังหวัดเชียงใหม่
  • ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง จังหวัดตาก วันที่ 15 – 18 พฤศจิกายน 2567 ณ ริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมืองตาก
  • ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2567 ณ บริเวณสองฝั่งน้ำแม่กลอง ได้แก่ ฝั่งอุทยาน ร.2 และฝั่งวัดภุมรินทร์กุฎีทอง
  • ประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็ง เส็งประทีป จังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ 14 – 15 พฤศจิกายน 2567 ณ บึงพลาญชัย 

2. เทศกาล Countdown

ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองท้ายปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสสู่การส่งท้ายปีแบบยิ่งใหญ่ตระการตา ทั้งการจัดแสดงพลุ และแสงสีเสียงสื่อผสม การแสดงดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียง การแสดงทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขึ้นปีใหม่แบบไทยด้วยการสวดมนต์ข้ามปีและการทำบุญตักบาตร ประกอบไปด้วย

  • Amazing Thailand Countdown 2025 ในวันที่ 28 ธันวาคม 2567 – 1 มกราคม 2568 กรุงเทพมหานคร
  • งาน ICONSIAM Amazing Thailand Countdown 2025 วันที่ 29-31 ธันวาคม 2567
  • งาน CentralWorld Bangkok Countdown 2024 วันที่ 31 ธันวาคม 2567
  • Amazing Chiang Mai Countdown 2025 วันที่ 21-31 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่
  • HATYAI COUNTDOWN 2025 วันที่ 31 ธันวาคม 2567-1 มกราคม 2568 จังหวัดสงขลา
  • เทศกาลปีใหม่ Suphanburi Festival 2024 วันที่ 29-31 ธันวาคม 2567 จังหวัดสุพรรณบุรี

3. กิจกรรมเชิงกีฬา

หนึ่งในกิจกรรมเชิงกีฬาที่จะพาทุกคนไปสัมผัส เข้าถึงแก่นแท้ของสุขภาพ รวมทั้งยังมีหลากหลายกิจกรรมกีฬาให้ร่วมทำตามความสนใจ ประกอบด้วย

  • Amazing Thailand Marathon Bangkok ในวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณถนนพญาไท กรุงเทพฯ
  • งานวิ่งเทรลอินทนท์ Hoka Chiang Mai Thailand by UTMB วันที่ 5-8 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่
  • เชียงใหม่มาราธอน วันที่ 22 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่
  • Bangsaen 42 วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดชลบุรี
  • KORAT MARATHON 2024 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดนครราชสีมา
  • ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดภูเก็ต
  • Betong 21 International Half Marathon วันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดยะลา

4. กิจกรรมด้านวัฒนธรรม

กิจกรรมที่นำเสนออัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประจำท้องถิ่นของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ

  • มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ วันที่ 14-25 พฤศจิกายน 2567 จังหวัดสุรินทร์
  • งานใส่ไทย เฟสติวัล (Sai Thai Festival) จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2567 และจังหวัดสุรินทร์ ในวันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2567
  • งานประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส วันที่ 20-25 ธันวาคม 2567 จังหวัดสกลนคร

5. เทศกาลอาหาร

อาหารไทยเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่น่าสนใจอันหลากหลาย ซึ่งแต่ละภูมิภาคท้องถิ่นก็จะมีอาหารขึ้นชื่อ ร้านอาหารดัง เมนูสุดพิเศษแปลกตา ให้ตามกิน ตามเก็บกันอย่างไม่รู้จบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดทั้งคนไทยและต่างประเทศให้ออกเดินทาง โดยปลายปีนี้จะมีงานต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น

  • มหกรรมอาหาร ฟู้ด เฟสติเว่อร์ วันที่ 11-15 ธันวาคม 2567 กรุงเทพฯ
  • งานเทศกาลปลาร้าหมอลำ Isan To The World วันที่ 26-29 ธันวาคม 2567 จังหวัดขอนแก่น
  • NORTHERN COFFEE Gathering 2024 วันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2567 จังหวัดเชียงใหม่
  • Hidden Gem Food Festival วันที่ 11-15 ธันวาคม กรุงเทพฯ

6. เทศกาลดนตรี

เทศกาลดนตรีเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมอีเวนต์ที่สำคัญที่จัดเป็นประจำในช่วงท้ายปี โดยประเทศไทยก็ผ่านประสบการณ์ในการจัดอีเวนต์สำคัญๆ เทศกาลดนตรีดังๆ มาแล้วมากมาย ทำให้อีเวนต์ทางดนตรีนี้เป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่มีกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจและชัดเจน ที่ช่วยเพิ่มความคึกคักและเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล ซึ่งจะจัดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น

  • Wonderfruit วันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 จังหวัดชลบุรี
  • Rolling Loud Thailand 2024 วันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2567 ณ Legend Siam พัทยา
  • เชียงใหม่เฟสต์ จังหวัดเชียงใหม่
  • Big Mountain จังหวัดนครราชสีมา
  • เทศกาลดนตรีนานาชาติ Maho Rasop จังหวัดปทุมธานี

7. เทศกาลแสงสี (Lighting & Illumination)

ยิ่งใกล้ช่วงสิ้นปี อีเวนต์เทศกาลแสงสีเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ และมีการแสดงโชว์อยู่มากมายและหลากหลาย นักท่องเที่ยวสามารถพบกับมหาปรากฏการณ์แสดงแสง เสียง พลุ โดรนสุดยิ่งใหญ่จากงานเหล่านี้ ในชื่อ Vijit Chao Phraya 2024 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณสถานที่สำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตามสถานที่ต่างๆ ประกอบด้วย สะพานพระราม 8, อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา (กองทัพเรือ), ป้อมวิไชยประสิทธิ์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), อาคารสุนันทาลัย (โรงเรียนราชินี), ไอคอนสยาม, สะพานพระปกเกล้า, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์

นอกจากนี้ยังมีงานเทศกาลแสงสีอื่น ๆ ที่จะมาเติมสีสันอีกมากมาย อาทิ

  • Awakening Bangkok วันที่ 8-17 พฤศจิกายน 2567 ย่านเมืองเก่าพระนคร กรุงเทพฯ
  • Night at the Museum Festivals 2024 วันที่ 1-31 ธันวาคม 2567 ณ มิวเซียมสยาม และพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้กว่า 24 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
  • เทศกาลพลุนานาชาติ “Pattaya International Fireworks Festival 2024” วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2567 เลียบหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี

ทางผู้จัดงานเชื่อว่า Thailand Winter Festivals 2024 ส่งท้ายปีนี้ จะเป็นกิจกรรมอีเวนต์ที่สามารถสร้างบรรยากาศของการเดินทางท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่น ความสุข และความประทับใจให้กับชาวไทยและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2568 และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป