‘ที่คีบบอกความสุก’ เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812346

‘ที่คีบบอกความสุก’  เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

‘ที่คีบบอกความสุก’ เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.23 น.

“อยากกินหมูกระทะด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต” คือความฝันของคนพิการทางสายตา ที่เรื่องง่ายๆ อย่างการกินหมูกระทะกลับเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าถึง นี่คือโจทย์ที่ทัชใจ นายกานต์รวีย์ แดงเพ็ง นางสาวปณาลีรติพัชรพงศ์ และ นางสาวมิ่งขวัญ หล่อตระกูล เด็กมัธยมจากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร่วมกันประดิษฐ์ “เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์สำหรับคนพิการทางสายตา” เพื่อให้คนตาบอดได้ทำตามฝันที่ตั้งไว้

นายกานต์รวีย์เล่าว่า งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการวมว. ที่โรงเรียนทำร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยโจทย์ที่สนใจเป็นเรื่องของคนพิการ โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการทางสายตา ซึ่งจากข้อมูลประเทศไทยมีคนพิการทางสายตาสูงถึง 184,197 คนหรือคิดเป็น 7.99% จากคนพิการในประเทศไทยทั้งหมด 2,304,068 คน และจากการที่พวกเราได้พูดคุยและเก็บข้อมูลจากคนพิการทางสายตาเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้ง 24 คนพบว่านอกจากปัญหาเรื่องการเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยการเลือกซื้อสิ่งของด้วยตนเองในร้านสะดวกซื้อต่างๆ แล้ว การทำอาหารกินเองหรือแม้แต่การไปกินในร้านปิ้งย่างที่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ก็เป็นสิ่งที่คนตาบอดอย่างเขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

“เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าอาหารที่ทำหรือเนื้อที่ปิ้งอยู่สุกหรือไม่ ทำให้หลายครั้งต้องกินของไม่สุกหรือไหม้เกินไป หรือจำเป็นต้องมีคนคอยช่วยเหลือตลอดเวลา เราจึงต้องการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อวัดอุณหภูมิอาหารเพื่อคนพิการทางสายตาให้สามารถประกอบอาหารและรับประทานอาหารประเภทต่างๆ ได้อย่างอิสระ พกพาง่าย ใช้งานสะดวก ทำความสะอาดไม่ยาก ที่สำคัญต้องสามารถแจ้งเตือนให้รู้เมื่ออาหารชิ้นนั้นสุก ซึ่งจะช่วยให้เขาลดการพึ่งพาคนอื่นและขอความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น ตามหลัก Independent Living หรือการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ซึ่งจะช่วยให้คนพิการทางสายตาเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองด้วย” นายกานต์รวีย์ กล่าว

เมื่อโจทย์และข้อมูลที่ต้องการชัดเจนการทำงานจริงก็เริ่มขึ้น ทีมงานจึงนำแนวคิดไปปรึกษากับอาจารย์จุฑารัตน์ สุ่นประเสริฐ ครูที่ปรึกษาในโรงเรียน และ ผศ.ดร.ธิติมาวงษ์ชีรี ที่ปรึกษาจากศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจธ.

“จากการหาข้อมูลเชิงลึกเราพบว่าอุปกรณ์สำหรับช่วยคนพิการทางสายตาในบ้านเรามีอยู่พอสมควรแต่เป็นการช่วยเหลือในการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน อย่างไม้เท้า หรือแอปช่วยเดินทางต่างๆ แต่อุปกรณ์ในบ้านสำหรับคนพิการทางสายตาแทบไม่มีเลย จึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งกับพวกเขาที่ต้องอยู่กับบ้านในช่วงโควิด ทำให้คนพิการทางสายตาส่วนใหญ่ต้องกินอาหารสำเร็จรูป อาหารเวฟ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก ไม่สามารถทำอาหารสดใหม่กินเองได้” นางสาวปณาลี กล่าว

จากโจทย์ว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้คนตาบอดรู้ว่าอาหารนั้นสุกแล้ว นำไปสู่ไอเดีย “การติดเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหารแบบเข็มไว้กับที่คีบอาหาร” โดยจะมีการเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมให้สามารถแจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิของเนื้อชิ้นนั้นสูงถึงระดับที่ตั้งไว้ ซึ่งบริเวณปลายที่คีบจะมีแท่งโลหะที่เป็นตัววัดอุณหภูมิ การใช้งานเพียงกดปลายที่คีบลงบนเนื้อชิ้น อุณหภูมิในเนื้อสัตว์ที่เซ็นเซอร์วัดได้ ก็จะถูกส่งเข้าโปรแกรมเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ใช้งานได้รู้หากเนื้อชิ้นนั้นสุก

“เราทำระบบแจ้งเตือนไว้ให้เลือกทั้งเตือนแบบเสียง และเตือนแบบสั่น เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานทั้งภายในบ้านและนอกสถานที่ โดยได้นำตัวต้นแบบไปทดลองการทำอาหารประเภทย่างและผัด โดยใช้วัตถุดิบเป็นเนื้อไก่ เนื้อหมู ที่มีขนาดความหนา 2, 6 และ 10 มิลลิเมตร ตามลำดับ ในเนื้อสัตว์ 1 ชิ้น ทำการวัดอุณหภูมิ 2 จุด และทดลองซ้ำขนาดละ 3 ชิ้น โดยเก็บค่าทุก 15 วินาที ผลจากการทดลอง ทำให้เราได้นำไปใช้เขียนโค้ดให้อุปกรณ์แจ้งเตือน เมื่ออุณหภูมิของเนื้อสัตว์อยู่ที่ 85-90 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เราทดลองแล้วว่าทำให้เนื้อสัตว์ที่นำมาย่างหรือผัดสุกทั่วทั้งชิ้น”นางสาวมิ่งขวัญ กล่าว

สำหรับการนำไปทดลองใช้จริงนั้น นางสาวปณาลี กล่าวว่า จากการนำไปให้คนพิการทางสายตาได้ทดลองใช้ พบว่าได้รับความพึงพอใจในระดับมาก รวมถึงได้รับข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์ในอนาคตว่า ควรปรับด้ามจับให้เป็นสีเข้มเพื่อให้คนสายตาเลือนรางสามารถสังเกตได้ ปรับขนาดให้เล็กลงและน้ำหนักให้เบาขึ้น และสามารถบอกอุณหภูมิเป็นเสียงพูดได้ ซึ่งต้นทุนในการทำอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่เกิน 600 บาท

แต่ไม่ว่า เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์สำหรับคนพิการทางสายตา ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ โรงเรียน วมว.ทั่วประเทศ รวมถึงรางวัลบทความวิชาการดีเด่น ด้านการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อและส่งเสริมอาชีพให้คนพิการ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะได้รับการสนับสนุนหรือต่อยอดไปสู่ผลิตจริงหรือไม่

สิ่งที่น้องๆ ทั้ง 3 คน ได้รับจากการทำงานครั้งนี้ คือการเปิดประสบการณ์และสร้างทักษะในหลายๆ ด้าน ทั้งการทำงานเป็นทีม การทำงานจากโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดังที่ นางสาวมิ่งขวัญ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคืองานนี้ช่วยปรับทัศนคติของพวกเราต่อคนพิการทางสายตาให้เปลี่ยนไป เราพบว่าพวกเขามีปัญหาในการใช้ชีวิตมากกว่าแค่การเดินทางเหมือนที่หลายคนคิด เรื่องอาหารก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน โดยสิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุดคือ เครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถช่วยตัวเองได้มากที่สุด

ผศ.ดร.ธิติมา ในฐานะที่อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้อาจจะยังไม่ได้รับการผลิตจริงออกสู่ท้องตลาดในตอนนี้ แต่ข้อค้นพบและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่จะช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนตาบอดในประเทศไทยในอนาคต

“ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ช่วยเหลือคนพิการในประเทศไทยมีอยู่น้อยมาก จำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง คนพิการทางสายตาหลายคนอาจเข้าไม่ถึง แต่การเริ่มต้นคิดค้นอุปกรณ์สนับสนุนการใช้ชีวิตของคนพิการด้วยคนไทยเอง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มี ผลิตขึ้นในประเทศ จะเป็นการช่วยเพิ่มตัวช่วยในการใช้ชีวิตให้คนพิการ ทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ของไทยไปพร้อมกัน” ผศ.ดร.ธิติมา กล่าว

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812347

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดใหญ่ “อว.แฟร์ SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” พร้อมโชว์ศักยภาพของไทยในการพัฒนา เศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ภายในงานพบกับนิทรรศการ 6 โซน ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ โซน Inspiration by Science ปลุกจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วยคาราวานวิทยาศาสตร์พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำน่าตื่นเต้นไปกับ AR / VR และโดม Immersive Artโซน Science for Lifelong Learning นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตร ที่รวมเอาหลักสูตรสมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยานไร้คนขับ การพัฒนาอุตสาหกรรม oleochemical ให้สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค

โซน Startup Launchpad นิทรรศการแสดงสินค้านวัตกรรมจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่สาย deep tech เปิดตลาดเป็นผู้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โซน Science for Exponential Growth รวบรวมบริการและกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยแพลตฟอร์มอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. โซน Science for All Well-being แสดงสินค้าและบริการนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และโซน Science for Future Thailand ที่รวมเอาเทคโนโลยี ผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเป็นนวัตกรรมล้ำค่าในอนาคต

โดยประเดิมที่แรก ภาคอีสานระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย.2567 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา และจะมีกำหนดจัดอีก 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ วันที่ 27-29 มิ.ย.2567 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4-6 ก.ค.2567 ณ อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11-13 ก.ค.2567 ณ หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี และพบกับการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่“อว.แฟร์” ส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 22-28ก.ค.2567 เวลา 09.00-20.00 น.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812354

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ  พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า ตามที่ จัดประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2567 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในพื้นที่ 3 จังหวัด เมืองแห่งศิลปะ ได้แก่ จ.กระบี่ เชียงราย และนครราชสีมา เพื่อนำโครงการมาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละเมืองมาสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัด และประเทศอย่างยั่งยืน

โดยขณะนี้ ได้มีการพิจารณาตัดสินโครงการที่ได้รับรางวัลแล้ว จำนวน 18 โครงการ ดังนี้ จ.กระบี่ รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการศาสตร์ศิลป์โนรา มรดกทางภูมิปัญญา จากงาน Local สู่เลอค่า ร่วมสมัย โดย นายวิทวัส ค้าของ รางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้แก่ 1.โครงการนิทรรศการจิตรกรรม ตำนาน สืบสานเรือหัวโทง โดย นางอมรรัตน์ ลอเนอร์ 2.โครงการศิลปะเพื่อมวลชน โดย นายคีตการ แก้วเล็ก 3.โครงการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยริมเขื่อนหน้าเมืองกระบี่ : 3ART in Krabi โดย นายธรรมดิวิชย์ ศรีรุ้ง

4.โครงการกระบี่อาร์ตวีค 2 : ศิลปะเพื่อโลก โดย นายพัฒนศิลป์ ชูทอง และ 5.โครงการทะเลนิยมโดย นายกฤษฎา กันณรงค์ จ.เชียงราย รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการทุกที่คือ แกลลอรี่ พัฒนาสถานประกอบการในจ.เชียงรายให้เป็นพื้นที่ทางเลือกสำหรับจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก กิจกรรมเวิร์กช็อปด้านศิลปะและที่พำนักศิลปินอย่างยั่งยืน โดย น.ส.กีรติ วุฒิสกุลชัย

รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแม่ลาว 6.3 โดยกลุ่มศิลปินแม่ลาว 2.โครงการบ่ม เบลนด์ ฟื้นฟูพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ สโมสรสำนักงานยาสูบเมืองเก่าเชียงราย โดยกลุ่ม Blend 3.โครงการออกแบบเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “กาดก้อมเมืองแก้วในม่านหมอก(ควัน)” โดยกลุ่ม Chiangrai Creative Common 4.โครงการสุดยอดบ้านศิลปินถิ่นเชียงราย .. สู่เมืองแห่งศิลปะยั่งยืน โดย สมาคมขัวศิลปะ และ 5.โครงการเชียงรายฟิล์มแลป โดย นางนภกานต์ บุญฑริก

จ.นครราชสีมา รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการ ศิลป์ ดิน สร้างสรรค์มูลค่า ผลผลิตทางวัฒนธรรม โดย นายนิมิต พิพิธกุล รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแรงบันดาลใจจากภาษาโคราชสู่การออกแบบคาแร็กเตอร์อาร์ตทอยด้วยวัสดุหัตถกรรมงานหล่อหินทรายจากภูมิปัญญาหนองโสน จ.นครราชสีมา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สำหรับครูสอนศิลปะ โดย ผศ.เกรียงไกร ดวงขจร 2.โครงการการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย “ศิลป์อีสาน” ครั้งที่ 2 หัวข้อ ภาพลักษณ์โคราช ภาพลักษณ์อีสาน” โดย ผศ.ชยารัฐ จุลสุคนธ์

3.โครงการการแปรสีธรรมชาติจากขยะดอกไม้สู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเพื่อต่อยอดทักษะทางอาชีพและส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมใน จ.นครราชสีมา โดย น.ส.สิรินภา มิ่งขวัญ 4.โครงการอะซะจั๋นพิมาย : กำเนิดผู้สร้าง สร้างผู้เสพ โดย ภาคีอนุรักษ์เมืองพิมาย และ 5.โครงการนิทรรศการเล่าเรื่องแมวโคราชด้วยไฟดิจิทัล 3D Mapping Projection & Lighing โดย นางอิญชญา คำภาหล้า

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812450

'ศุภมาส'เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.50 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 เตรียมจับมือนำงานวิจัยและนวัตกรรมลดปัญหาอาชญากรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบังคับใช้กฎหมายในสังคมดิจิทัล” โดยมี พล.ต.ท.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้บริหารโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ณ ห้องประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมโลกสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้พรมแดน ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้การดำรงชีวิตได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมา ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ต้องรับผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ ส่วนหนึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่มีรูปแบบที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น ทำให้ยากต่อการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อบุคคล เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ

ดังนั้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรม รวมทั้ง ภาคประชาชนที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันถึงวิธีการบังคับใช้กฎหมาย การวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรม การบริหารองค์กร ตลอดจนการจัดสรรเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความพร้อมต่อการดำเนินงาน เพื่อควบคุมปัญหาอาชญากรรมให้มีอัตราการเกิดน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาวิทยาการด้านการอำนวยความยุติธรรมให้ทันสมัย มีการผลักดันการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกับงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการสร้างมาตรการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การจัดการประชุมวิชาการระดับชาติฯ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจครั้งนี้ นับว่าเป็นเวทีสำคัญ สำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมและอื่นๆ ได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการสู่สาธารณชน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ซึ่งกระทรวง อว.พร้อมร่วมมือกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องมาร่วมต่อยอดและพัฒนาการดำเนินการเพื่อลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ กิจกรรมในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ประกอบไปด้วย การปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ อาชญากรรมในยุคสังคมดิจิทัล โดย ดร.ปริญญา หอมเอนก การเสวนาในหัวข้อ การเฝ้าระวังภัยในยุคสังคมดิจิทัล จากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล รองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย มหาวิทยาลัยรังสิต, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และ ร.ต.อ.ดร.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยและผลงานวิชาการสาขาสังคมศาสตร์ อาชญาวิทยา และการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมาย และนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีนักวิชาการสนใจเข้าร่วมนำเสนอเป็นจำนวนมาก บริเวณงานมีการ จัดแสดงนิทรรศการและแสดงบูธผลงาน อาทิ บูธชมรมไซเบอร์ บูธ กสทช. บูธสำนักงานกิจการยุติธรรมฐานข้อมูลงานวิจัยในกระบวนการยุติธรรม บูธโครงการวิจัย และบูธหลักสูตรคณะต่างๆ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นต้น

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812427

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.55 น.

“ศธ.” สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ในสังคม

วันที่ 24 มิถุนายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  เป็นประธานเปิดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการ สู่การเปลี่ยนผ่าน (ปฐมนิเทศนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2567) และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา โดยมี นายยศพล เวณุโกศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงายการดำเนินงาน พร้อมกันนี้มี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน จำนวน 481 คน เข้าร่วม และ Online ทางเพจ Facebook ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี 

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความมุ่นมั่น ตั้งใจในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกคน ยกระดับการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยเชื่อมั่นว่าผู้เรียนทุกคนจะมีความสุข ถ้าได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคกัน จึงได้กำหนดนโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ให้สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรีมีงานทำ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  มุ่งสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผู้เรียน และประชาชนได้เรียนตามความสนใจและความถนัดของตนเอง โดยเฉพาะผู้พิการที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเข้าถึงทางการศึกษาและการฝึกทักษะวิชาชีพ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตในสังคม และเกิดความมั่นคงของชีวิตได้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของสังคม 

ด้านนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นำนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา 8 วาระงานพัฒนาอาชีวะ โดยวาระงานที่ 1 “ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)”  ขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษา (Vocational for All) โดย สอศ. ได้จัดจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค จำนวน 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด 

จากการดำเนินงานดังกล่าว สอศ. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่าน และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนพิการในมิติต่างๆ โดยภายในงานจัดให้มีนิทรรศการการดำเนินงานศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษ (ศพอ.) นิทรรศการ 5 เมืองอาชีพ ได้แก่

เมืองผ้าและผลิตภัณฑ์ เมืองศิลปะ เมืองอาหาร เมืองสุขภาพ และเมืองอุตสาหกรรม นิทรรศการนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อคนพิการและนิทรรศการสถานศึกษาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.) สุรินทร์ เฉพาะทางความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย และทางสติปัญญา, วช.เชียงใหม่ เฉพาะทางทางความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างการ และทางสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งมีกลุ่มคนพิการทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ พิการทางการเห็น พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย พิการจิตใจหรือพฤติกรรม พิการทางสติปัญญา พิการทางการเรียนรู้ และพิการทางออทิสติก ร่วมแสดงผลงานและสาธิตอาชีพด้วย 

“ในปีการศึกษา 2567 มีคนพิการจำนวน 1,853 คน ได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 % จากปีการศึกษา 2566 เพื่อให้คนพิการและประชาชนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการ (Up Skill, Re Skill) มีหลักสูตร 86 หลักสูตร มีคนพิการผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 2,000 คน สอศ. ให้ความสำคัญกับคนพิการที่เป็นประชาชนกลุ่มเปราะบางในสังคม เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และยังเป็นกลุ่มเป้าหมายต่อพัฒนาการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเชื่อมั่นว่าหากกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาให้มีศักยภาพเพียงพอแล้ว จะสามารถเป็นกำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการสู่สังคม และช่วยสร้างโอกาส ความเสมอภาคสำหรับคนพิการให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาสายอาชีพมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค ศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด สถานศึกษาเฉพาะทางความพิการ สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนคนพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านคนพิการ 
 

บุคคลในข่าว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2795584

"พญ.เจรียง จันทรกมล" มอบเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์

25 มิ.ย. 2567 04:58 น.

“พญ.เจรียง จันทรกมล” มอบเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์

@พญ.เจรียง จันทรกมล มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้ รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ รศ.พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ โดยมี บุษบา สังขวิภา มาร่วมในพิธีด้วย ที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ วันก่อน.@

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…ฉบับประจำวันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2567

  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย สมัยหนึ่งกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรกเป็นวันเริ่มต้นสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง …และเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2566 กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก ให้ถือเป็นวันเริ่มประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2566…สมควรที่จะให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งสำหรับปี พ.ศ.2567 ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2567 ตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย… อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2567 เป็นต้นไป
ร่วมมือ – บุญญาดา กฤติยะโชติกุล, ดร.มีชัย เถาเจริญ และ ดร.ดนัย ธนามี ลงนามความร่วมมือพัฒนาหลักสูตร Master Class กับ BRICS Alliance Thailand และคณะเศรษฐศาสตร์ มศว ด้านการลงทุนในทุกมิติ โดยมี พินิจ จารุสมบัติ มาร่วมในพิธีด้วย ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ วันก่อน.
อุปกรณ์แพทย์ – พญ.เจรียง จันทรกมล มอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้ รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ รศ.พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ โดยมี บุษบา สังขวิภา มาร่วมในพิธีด้วย ที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ วันก่อน.
  • รายการ คุยกับเศรษฐา ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยนัดแรก…เปิดใจทุกข้อครหา ทัวร์นอก ทัวร์ใน… อ้าง เพื่อปูพื้นฐานประเทศไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า… ประเทศไทยมีศักยภาพสูง แต่เหมือนรถที่ยังวิ่งไม่เต็มสูบ เหมือน Ferrari 12 สูบแต่วิ่งแค่ 6–7 สูบเท่านั้น…มีหลายเรื่องที่ ไม่ใช่ทำคนเดียวได้หรือตัดสินใจคนเดียวได้ มีทั้ง พรรคร่วมรัฐบาล มีฝ่ายตรวจสอบ มีรัฐสภา มีข้าราชการ มีเอ็นจีโอ…การแก้ปัญหาต้องฟังเสียงประชาชน ต้องทำประชามติ…ทุกคนบ่นค่าไฟแพง ค่าไฟถูกที่สุดคือพลังงานนิวเคลียร์ ทุกคนบอกว่าอยากได้ แต่ว่าอย่ามาอยู่บ้านฉัน ไปอยู่บ้านคนอื่น…ผมก็เริ่มต้นค้นคว้าให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับประชาชน (หมายถึงในอนาคตจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์)….เรื่อง Entertainment Complex เป็นธุรกิจสีเทาดำ อยู่ใต้ดินเป็นล้านๆ เราจะยอมให้มีธุรกิจแบบนี้อยู่ต่อไป หรือเราจะยกมาบนดิน แล้วเก็บภาษีให้ถูกต้อง…ผมคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยต้องยอมรับเรื่องพวกนี้ (มีบ่อนพนันถูกกฎหมาย)…นานาทัศนะ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปจัดมหกรรมนโยบายก้าวไกล Policy Fest ที่ จ.อุดรธานี เมืองหลวงคนเสื้อแดง…ระบุภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ งบประมาณไม่ตอบโจทย์ กฎหมายมีปัญหา…โดยเฉพาะ ปัญหาที่ดิน ร้อยละ 75 คนไทยยังไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง…มี ระบบชลประทาน เพียงร้อยละ 24 เกษตรกรยังเข้าไม่ถึงระบบชลประทาน…“เมื่อไม่นานมานี้นายกฯบอกว่าประเทศไทยเป็นเหมือนเฟอร์รารี่ ต้องอย่าลืมว่าเฟอร์รารี่ราคาคันละ 30 ล้านบาท นั่งได้ 2 คน…ผมและพรรคก้าวไกลขอเป็นรถเมล์ไฟฟ้า ที่มีนโยบายจะตั้งอุตสาหกรรมผลิตรถเมล์ไฟฟ้าในภาคอีสาน…รถเมล์ไฟฟ้าคันละ 7 ล้านบาท นั่งได้ 20 คน ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม”…โชว์วิสัยทัศน์กันแบบจ้วดๆ
มีแล้วยัง – ซองฮัน จอง เปิดตัว “LG SIGNATURE OLED M4” ขนาด 97 นิ้ว ทีวี OLED ไร้สายครั้งแรกของโลกเพื่อเปลี่ยนนิยามการเข้าถึงประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้านได้อย่างอิสระ โดยมี อำนาจ สิงหจันทร์ และ ซังกยุน คิม มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท วันก่อน.
ดีใจด้วย – สุริยน ศรีอรทัยกุล จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีให้ ทศพล สุมานนท์ ในโอกาสได้เป็นอัครราชทูตที่ปรึกษา สำนักงานแรงงาน กรุงมะนิลา โดยมี จรินทร์ สุมานนท์, ละออ ตั้งคารวคุณ และ ดร.สุมาลี ศรีสุภรวาณิชย์ มาร่วมปลื้มด้วย ที่บิวตี้เจมส์ เซ็นทรัล ชิดลม วันก่อน.
  • ฉายหนังตัวอย่าง นายกฯเศรษฐา ทวีสิน ประสานไปที่ทางการของรัฐบาล ยูเออี ให้ช่วยจับตัว ชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตผู้บริหาร สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK…ที่ ดีเอสไอ ในฐานะเจ้าภาพ คดีการทุจริตใน STARK เดินทางไปรับตัวมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…เนื่องจาก คดีนี้มีผู้เสียหาย ถึง 4 พันกว่าราย มูลค่าความเสียหาย กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ตามข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานฟอกเงิน…ที่รัฐบาลต้องการฟื้นภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในตลาดหุ้นไทยที่ดิ่งลงทุกวันอยู่แล้ว
ดื่มเพลิน – ชาริตา ลีลายุทธ จัดงาน TEMPTECH MASTERCLASS FEATURED SUPER TUSCAN WINES พาลูกค้าคนพิเศษของห้างเซ็นทรัลและกรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง ลิ้มรสสุดยอดไวน์ Super Tuscan โดยมี สุมนัส มนตรีโชค และ สันต์เทพ กัมบีร์ มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมพาร์ค ไฮแอท วันก่อน.
  • ไหนๆ ก็ไหนๆ นายกฯเศรษฐา ในฐานะ ประธาน ก.ตร. จะเข้าประชุม ก.ตร. ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้…มีวาระที่น่าสนใจคือ กรณี สตช. มีคำสั่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจ และมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน…เรื่องให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ออกจากราชการไว้ก่อนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่…บนทางสองแพร่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับเข้ารับราชการทันที…หรือยืนยันคำสั่งเดิมแต่กระทำการให้ถูกต้อง …ยังเป็นหนังม้วนยาวใน สตช. ที่ นายกฯเศรษฐา ต้องติดกระดุมให้ถูกเม็ด
วิศวกรหญิง – อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย มอบรางวัลวิศวกรหญิงดีเด่น ปี 2567 ในโอกาสวันวิศวกรหญิงสากล ให้ ศ.พูลพร แสงบางปลา, ดร.วนิดา แก่นอากาศ และ ธิษณา ธิติศักดิ์สกุล โดยมี พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล และ กมลวัทน์ สุขสุเมฆ มาร่วมปลื้มด้วย ที่โรงแรมสยาม แอท สยาม วันก่อน.
  • ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยตำรวจ ที่มี พล.ต.อ.วินัย ทองสอง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธาน มีมติให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ลงนามโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการ แทน ผบ.ตร. …ถ้าการประชุม ก.ตร. นัดนี้เห็นชอบเท่ากับคำสั่งของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ มีผลแล้ว…ถ้า ก.ตร.เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง…คนที่จะแก้ไขคำสั่งคือ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. …ว้าวุ่นเลยทีนี้
อาหารสัตว์ – นิติพงศ์ เลาหวิศิษฏ์ และ จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์ จัดงานฉลองก้าวสู่ปีที่ 4 ผลิตภัณฑ์อาหารแมวและสุนัข “คานิว่า” พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ ณัชพล ชีวะปัญญาโรจน์ และ กฤษภาฑร ชวัลวัชรากร โดยมี รตาภา อาวะจินดา มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว วันก่อน.
  • ปัญหาจาก การนำเข้ากุ้ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบถึงระดับราคากุ้งในประเทศ ทำให้ราคากุ้งไทยตกต่ำ ไม่มีโรงงานรับซื้อ เนื่องจากมีการนำเข้ากุ้งที่ราคาถูกกว่า…ดังนั้น การที่ กรมประมง ชี้แจงว่า มีการนำเข้าจริง แต่ไม่มากและไม่กระทบนั้น จึงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และสร้างความกังวลให้กับ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อย่างมาก บทบาทของ กรมประมง ควรอยู่ข้างเกษตรกร และเร่งหาแนวทางแก้ปัญหา ปกป้องผลประโยชน์เพื่อเกษตรกรไทย เช่นเดียวกับในหลายประเทศที่มีมาตรการปกป้องเกษตรกรของตัวเอง เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไม่ใช่สุกเอาเผากินเหมือนบ้านเรา พับผ่า…ข่าวประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) เปิดรับสมัครพนักงานชั่วคราวตำแหน่งพยาบาล 1 อัตรา สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี หรือเทียบในระดับเดียวกัน สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ตำแหน่งพนักงานบริการ 2 อัตรา สำเร็จการศึกษามัธยมต้น ติดต่อที่ 0-2258-4242 ต่อ 2253 วันที่ 21 มิ.ย.-15 ก.ค. …วันนี้ 09.00 น. นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองปลัดสาธารณสุข เปิดการสัมมนาวันต่อต้านยาเสพติดโลก ที่ห้องอัศวิน แกรนด์ซี โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น…18.30 น. เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา เอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย และ มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ ร่วมจัดนิทรรศการภาพถ่าย คาปักญัน เส้นทางอินคาอันยิ่งใหญ่ ระหว่าง 25 มิ.ย.-21 ก.ค. ที่ชั้น 5 สยามดิสคัฟเวอรี่

“อินทรีเหล็ก”

แฮกเกอร์โจมตีศูนย์ข้อมูลแห่งชาติอินโดฯ ยึดไฟล์ข้อมูลเป็นตัวประกัน แลกค่าไถ่ 8 ล้านดอลลาร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795850

แฮกเกอร์โจมตีศูนย์ข้อมูลแห่งชาติอินโดฯ ยึดไฟล์ข้อมูลเป็นตัวประกัน แลกค่าไถ่ 8 ล้านดอลลาร์

25 มิ.ย. 2567 09:42 น.

แฮกเกอร์โจมตีศูนย์ข้อมูลแห่งชาติอินโดฯ ยึดไฟล์ข้อมูลเป็นตัวประกัน แลกค่าไถ่ 8 ล้านดอลลาร์

ทางการอินโดนีเซียเผย อาชญากรทางไซเบอร์โจมตีศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ พร้อมล็อกไฟล์ข้อมูลไว้เป็นตัวประกันแลกกับค่าไถ่ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2567 นายบูดี อารี เซเทียดี รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ ของอินโดนีเซีย แถลงว่า ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของอินโดนีเซียถูกโจมตีโดยกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ หรือกลุ่มแฮกเกอร์ ที่เข้ายึดไฟล์ข้อมูลเป็นตัวประกัน แลกกับเงินค่าไถ่ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายเซเทียดี กล่าวว่า การโจมตีทางไซเบอร์ได้ขัดขวางการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 200 แห่ง ทั้งระดับชาติและระดับภูมิภาค นับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยกลุ่มแฮกเกอร์ได้เข้ายึดไฟล์ข้อมูลเป็นตัวประกัน และเสนอกุญแจสำหรับการเข้าถึงไฟล์ แลกกับค่าไถ่มูลค่า 8 ล้านดอลลาร์ แต่ล่าสุดพบว่าบางส่วนกลับมาให้บริการแล้ว โดยบริการตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินและที่อื่นๆ ใช้งานได้แล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่จ่ายเงินค่าไถ่ใดๆ ให้กับกลุ่มแฮกเกอร์

ขณะเดียวกัน ทางการอินโดนีเซียระบุว่า หน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กำลังสืบสวนและพยายามทำลายการเข้ารหัสที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้.

ระทึก เครื่องบินมาเลเซีย บินถึงน่านฟ้าไทยแต่ต้องยูเทิร์นกลับหลังระบบควบคุมความดันขัดข้อง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795848

ระทึก เครื่องบินมาเลเซีย บินถึงน่านฟ้าไทยแต่ต้องยูเทิร์นกลับหลังระบบควบคุมความดันขัดข้อง

25 มิ.ย. 2567 09:42 น.

ระทึก เครื่องบินมาเลเซีย บินถึงน่านฟ้าไทยแต่ต้องยูเทิร์นกลับหลังระบบควบคุมความดันขัดข้อง

เครื่องบินโดยสารมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ประสบเหตุฉุกเฉินเพียงไม่นานหลังจากบินเข้าสู่น่านฟ้าไทย นักบินตัดสินใจนำเครื่องวกกลับไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ หลังจากเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบความดันภายในเครื่องบิน

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2567 เครื่องบินโดยสารสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน “MH780” ที่มุ่งหน้าจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย มายังท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประสบเหตุฉุกเฉินเพียงไม่นานหลังจากบินเข้าสู่น่านฟ้าไทย โดยนักบินตัดสินใจนำเครื่องวกกลับไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ หลังจากเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบความดันภายในเครื่องบิน ซึ่งแม้ว่าจะมีการลดเพดานการบินฉุกเฉินแต่หน้ากากออกซิเจนสำหรับผู้โดยสารก็ไม่ตกลงมา

ทางด้านเว็บไซต์ “Flightradar24” ที่ติดตามเส้นทางการบินแบบเรียลไทม์ เปิดเผยว่า เครื่องบิน MH780 ได้แจ้งเหตุฉุกเฉิน โดยนักบินระบุว่า ขณะที่เครื่องบินลดระดับลงไปอยู่ที่ 10,000 ฟุตก็พบว่าเครื่องบินมีปัญหาเกี่ยวกับระบบควบคุมความดัน

โฆษกสายการบินระบุว่า เครื่องบินแอร์บัส A330-200 ลำนี้พร้อมผู้โดยสาร 164 คน และลูกเรือ 12 คน ได้บินกลับมาลงจอดที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์อย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 20.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลา 2 ชั่วโมงหลังจากเครื่องบินออกเดินทางไป ขณะที่ทางผู้เชี่ยวชาญด้านการบินกำลังสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.

Shein ยื่นเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหุ้นลอนดอน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795835

Shein ยื่นเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหุ้นลอนดอน

25 มิ.ย. 2567 07:40 น.

Shein ยื่นเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหุ้นลอนดอน

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.สถานีข่าวเศรษฐกิจการลงทุน CNBC รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่าบริษัทชีอิน (Shein) ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นจากประเทศจีน ที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ ได้ยื่นเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะในตลาดหุ้นลอนดอนของอังกฤษอย่างเป็นความลับ หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่าชีอินกำลังพิจารณาเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในตลาดหุ้น ลอนดอนแทนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากต้องเผชิญความยากลำบาก ทั้งจากข้อกล่าวหาเรื่อง การบังคับใช้แรงงานในห่วงโซ่อุปทาน และประเด็น การใช้ข้อยกเว้นกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีแนวโน้มไม่ประสบความสำเร็จสูง ขณะที่อาจหลีกเลี่ยงอุปสรรคบางประการในตลาดลอนดอนได้.

สหรัฐฯ มึน น้ำทะลักอ้อมเขื่อนในมินนิโซตา ต้องเตือนภัยน้ำท่วมหลายจุด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2795818

สหรัฐฯ มึน น้ำทะลักอ้อมเขื่อนในมินนิโซตา ต้องเตือนภัยน้ำท่วมหลายจุด

25 มิ.ย. 2567 06:37 น.

สหรัฐฯ มึน น้ำทะลักอ้อมเขื่อนในมินนิโซตา ต้องเตือนภัยน้ำท่วมหลายจุด

น้ำในแม่น้ำทะลักอ้อมเขื่อนเก่าแก่ในรัฐมินนิโซตา เมื่อวันจันทร์ ทำให้ทางการสหรัฐฯ ต้องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น้ำจากแม่น้ำ บลู เอิร์ธ (Blue Earth) กัดเซาะผิวดินกลายเป็นเส้นทางน้ำใหม่ อ้อมเขื่อน ‘แรปิดัน’ (Rapidan) ทางตอนใต้ของรัฐมินนิโซตา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 มิ.ย. 2567 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ต้องออกคำเตือนน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ปลายน้ำ จนถึงเวลา 22.30 น.

ชาวบ้านในเขต เลอ ซูร์ เคาน์ตี (Le Sueur) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำของลุ่มแม่น้ำมินนิโซตา (Minnesota River Valley) ได้รับคำเตือนจากสำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินท้องถิ่นว่า ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมเผื่อจำเป็นต้องมีการอพยพ หลังน้ำในแม่น้ำทะลักอ้อมเขื่อน

ด้านสำนักงานนายอำเภอเขต บลู เอิร์ธ เคาน์ตี ระบุว่า ซากปรักหักพังและท่อนไม้ต่างๆ เริ่มสะสมที่เขื่อนแรปิดัน ซึ่งมีอายุกว่า 114 ปี ตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์แล้ว ทำให้มันอยู่ในสภาวะใกล้ล้มเหลว

ก่อนที่วันวันจันทร์ เจ้าหน้าที่จะประกาศว่า เกิดความล้มเหลวที่ฐานยันเขื่อนฝั่งตะวันตก เมื่อน้ำกัดเซาะผิวดินจนทรุดตัว กลายเป็นเส้นทางน้ำใหม่ อ้อมเขื่อนไปลงสู่แม่น้ำสายหลักที่อยู่อีกฝั่ง โดยที่ตัวเขื่อนไม่ได้พังลงมาแต่อย่างใด

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ คาดว่า เหตุการณ์นี้จะทำให้แม่น้ำมินนิโซตาที่เมืองแมนคาโต ซึ่งอยู่ห่างจากเขื่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 10 ไมล์ เพิ่มขึ้นจนเกือบถึงระดับน้ำท่วมใหญ่ (major flood state) ในช่วงเช้าวันอังคาร และจะค่อยๆ ลดระดับลงในช่วงหลายวันหลังจากนั้น

ด้านนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังกระจายทรัพยากรไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยมีอย่างน้อย 40 เคาน์ตีแล้วที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และ 7 แห่งที่ยื่นขอความช่วยเหลือ และพวกเขาจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews