ชายผู้ได้รับปลูกถ่าย ‘ไตหมู’ คนแรกของโลก เสียชีวิตแล้ว หลังผ่าตัด 2 เดือน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2785095

ชายผู้ได้รับปลูกถ่าย ‘ไตหมู’ คนแรกของโลก เสียชีวิตแล้ว หลังผ่าตัด 2 เดือน

13 พ.ค. 2567 01:51 น.

ชายผู้ได้รับปลูกถ่าย ‘ไตหมู’ คนแรกของโลก เสียชีวิตแล้ว หลังผ่าตัด 2 เดือน

ชายคนแรกของโลก ผู้ได้รับการปลูกถ่ายไตจากหมู ซึ่งผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม เสียชีวิตแล้ว หลังผ่าตัดได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ริชาร์ด สเลย์แมน หรือ ริค ชาวอเมริกันวัย 62 ปี ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตจากหมู ซึ่งผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่คนแรกของโลกที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจากสัตว์ชนิดนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค. 2567 โรงพยาบาล แมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล (MGH) ซึ่งเป็นผู้ผ่าตัดปลูกถ่ายไตให้ริค ออกมาเผยข่าวร้ายว่า ริคเสียชีวิตแล้ว และพวกเขาเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปอย่างกะทันหันของริค พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเขาด้วย แต่ย้ำว่าพวกเขาไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าการเสียชีวิตของริคเป็นผลจากการผ่าตัด

นอกจากโรคไตแล้ว ริคยังป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 กับโรคความดันโลหิตสูงด้วย และเขาเคยได้รับการปลูกถ่ายไตจากมนุษย์มาแล้วในปี 2561 แต่ไตเริ่มล้มเหลวหลังจากผ่านไป 5 ปี

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการผ่าตัดไตหมูดัดแปลงพันธุกรรมให้แก่ริค ถูกยกย่องว่าเป็นหลักชัยสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่มอบความหวังให้แก่ผู้ป่วยโรคไตทั่วโลก ที่กำลังรอคอยอวัยวะบริจาค ซึ่งมีน้อยกว่าจำนวนผู้ป่วยอย่างเทียบไม่ติด โดยหลังการผ่าตัดเมื่อ 16 มี.ค. แพทย์ระบุว่าริคไม่จำเป็นต้องรับการฟอกไตแล้ว และไตใหม่ของเขาทำงานได้ดี

“นายสเลย์แมนจะเป็นดวงประทีปแห่งความหวังแก่คนไข้จำนวนนับไม่ถ้วนทั่วโลกที่กำลังรอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะตลอดไป และเราสำนึกขอบคุณอย่างที่สุดสำหรับความเชื่อใจและความเต็มใจของเขา ที่ทำเพื่อความก้าวหน้าในด้านการปลูกถ่ายอวัยวะจากสัตว์สู่คน” MGH ระบุในแถลงการณ์

อนึ่ง ก่อนหน้าริชาร์ด วงการแพทย์เคยพยายามผ่านตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูให้แก่มนุษย์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเป็นการปลูกถ่ายหัวใจหมู แต่คนไข้ทั้ง 2 รายเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น โดยระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้รายหนึ่ง ปฏิเสธอวัยวะใหม่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในการปลูกถ่ายอวัยวะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พายุสุริยะแรงสุดรอบ 20 ปี พุ่งถึง G4 ในวันอาทิตย์ คาดกระทบถึง 14 พ.ค.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2785100

พายุสุริยะแรงสุดรอบ 20 ปี พุ่งถึง G4 ในวันอาทิตย์ คาดกระทบถึง 14 พ.ค.

13 พ.ค. 2567 05:39 น.

พายุสุริยะแรงสุดรอบ 20 ปี พุ่งถึง G4 ในวันอาทิตย์ คาดกระทบถึง 14 พ.ค.

ดวงอาทิตย์ยังคงปลดปล่อยมวลออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดพายุสุริยะรุนแรงพุ่งเข้าหาโลกหลายระลอก โดยคาดกว่ากิจกรรมนี้จะเกิดขึ้นต่อไปจนถึงวันอังคารเป็นอย่างน้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกเผชิญพายุสุริยะเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันในวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค. 2567 หลังจากดวงอาทิตย์ยังคงปลดปล่อยมวล (CME) พุ่งสู่โลก โดย CME ความเร็วสูงสุด 1,200 ไมล์ต่อวินาที มาถึงชั้นบรรยากาศชั้นนอกของโลกในช่วงเย็นวันอาทิตย์

ตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีรายงานเบื้องต้นว่า พายุสุริยะทำให้ระบบพลังงานขัดข้องในบางพื้นที่, ทำให้คุณภาพของการสื่อสารความถี่สูงลดลง, สัญญาณจีพีเอสดับ และการโคจรของดาวเทียมมีปัญหา ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ แต่ผลกระทบเหล่านี้จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงวันอังคาร

จุด R3664 ซึ่งขยายตัวออกจนมีพื้นที่เกือบ 200,000 ตร.กม.แล้ว

พายุสุริยะดังกล่าว ถูกปล่อยออกมาจากจุดที่เรียกว่า ‘R3664’ บริเวณซีกใต้ของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลกประมาณ 15 เท่า โดยมันปลดปล่อยพายุสุริยะระดับ G5 หรือ ‘รุนแรงมาก’ (extreme) พุ่งเข้าสู่โลกเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่โลกเผชิญพายุสุริยะระดับนี้

กิจกรรมของดวงอาทิตย์จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับปานกลางถึงสูง ตั้งแต่วันที่ 12-14 พ.ค. โดยคาดว่าจะมีการลุกจ้า (solar flare) ปล่อยรังสีออกมาทั้งขนาดใหญ่ หรือ ‘X class’ และขนาดกลาง หรือ ‘M class’ ออกมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคลื่นวิทยุและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนโลก

ขณะที่สภาพแวดล้อมของลมสุริยะจะรุนแรงขึ้นเนื่องจากการปลดปล่อยมวลอย่างต่อเนื่องของดวงอาทิตย์ และจะเป็นแบบนี้ต่อไปในวันที่ 12-13 พ.ค. ก่อนจะเริ่มลดลงในวันที่ 14 พ.ค. เนื่องจากดวงอาทิตย์หมุนจนจุด R3664 หันไปจากโลกแล้ว

ส่วนระดับความรุนแรงของพายุสุริยะที่ดวงอาทิตย์ปล่อยออกมา สูงสุดที่ระดับ G4 ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจนถึงวันอาทิตย์ เนื่องจากกิจกรรม CME ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คาดว่าในวันที่ 13 พ.ค. พายุสุริยะจะมีความรุนแรงระดับ G1-G3 และเหลือเพียงระดับ G1 ในวันที่ 14 พ.ค.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : earth

รัสเซียจวกยูเครน โจมตีเบลโกรอด ตึก 10 ชั้นพังถล่ม ตายเจ็บอื้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2785089

รัสเซียจวกยูเครน โจมตีเบลโกรอด ตึก 10 ชั้นพังถล่ม ตายเจ็บอื้อ

13 พ.ค. 2567 00:12 น.

รัสเซียจวกยูเครน โจมตีเบลโกรอด ตึก 10 ชั้นพังถล่ม ตายเจ็บอื้อ

รัสเซียกล่าวหายูเครนว่ายิงปืนใหญ่โจมตีเมืองเบลโกรอดอีกครั้ง จนทำให้ตึกอพาร์ตเมนต์สูง 10 ชั้นพังถล่มลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองเบลโกรอดของรัสเซีย ซึ่งตั้งอยู่ติดชายแดนยูเครน ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค. 2567 ทำให้กลุ่มอาคารอพาร์ตเมนต์สูง 10 ชั้น พังถล่มลงมาบางส่วน

ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุแสดงให้เห็นการระเบิดขนาดใหญ่ ใกล้กับฐานของอาคาร ก่อนที่ตึกจะพังถล่มลงมา โดยนาย วียาเชสลาฟ คลาดคอฟ ผู้ว่าการแคว้นเบลโกรอด กล่าวหา กระสุนปืนใหญ่ของยูเครน คือต้นเหตุของการระเบิดดังกล่าว

ฝ่ายยูเครนไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่นายหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่า การระเบิดอาจเป็นผลจากระเบิดนำวิธีที่เครื่องบินรบรัสเซียทิ้งลงมาเพื่อโจมตียูเครน แต่ปีกร่อนอาจไม่กางก็เป็นได้

ทั้งนี้ ภาพจากจุดเกิดเหตุแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามขนย้ายซากปรักหักพังด้วยมือ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เจ้าหน้าที่ยังอพยพผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์ใกล้เคียง เนื่องจากกังวลว่า อาคารอาจพังถล่มลงมาเพิ่มอีก

นายกลาดคอฟระบุว่า จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่นำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากอาคารได้แล้ว 2 ศพ แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 19 ราย

Mash หนังสือพิมพ์ออนไลน์ยอดนิยมของรัสเซีย ซึ่งเผยแพร่ผ่านเทเลแกรม รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตในการโจมตีครั้งนี้อย่างน้อย 7 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 15 ราย แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการโจมตีเกิดจากอาวุธอะไร

ทั้งนี้ เมืองเบลโกรอดตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนแคว้นคาร์คิฟของยูเครน ที่รัสเซียเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยการต่อสู้ยังดำเนินอยู่ และฝ่ายรัสเซียกำลังกุมความได้เปรียบ พวกเขาอ้างว่าสามารถยึดหมู่บ้านในแคว้นดังกล่าวได้แล้วหลายแห่ง ส่วนฝ่ายยูเครนระบุว่า พวกเขากำลังโจมตีตอบโต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปิดตำนาน ‘วัคซีนแอสตราเซเนกา’ ช่วยโลกสู้โควิด กว่า 3 ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2784355

ปิดตำนาน 'วัคซีนแอสตราเซเนกา' ช่วยโลกสู้โควิด กว่า 3 ปี

12 พ.ค. 2567 16:48 น.

ปิดตำนาน ‘วัคซีนแอสตราเซเนกา’ ช่วยโลกสู้โควิด กว่า 3 ปี

  • บริษัทแอสตราเซเนกา ประกาศเรียกคืนวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากตลาดทั่วโลก ถือเป็นการปิดตำนานวัคซีนแอสตราฯ ที่เคยช่วยชาวโลกต่อสู้กับโรคระบาดอุบัติใหม่ โควิด-19 มานานกว่า 3 ปี
  • แอสตราฯ ระบุในแถลงการณ์ด้วยความภาคภูมิใจว่า จากการประมาณการณ์อย่างอิสระ วัคซีนแอสตราฯ สามารถช่วยชีวิตให้ผู้คนรอดตายจากโควิดได้มากกว่า 6.5 ล้านคน ในเวลาเพียงปีเดียว ขณะที่ได้จัดส่งมอบวัคซีนแอสตราฯ ให้แก่นานาประเทศกว่า 3 พันล้านโดส ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก
  • วัคซีนโควิดของแอสตราเซเนกา นับเป็นวัคซีนรุ่นที่สอง ต่อจากวัคซีนเชื้อตาย ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม จากจีน แต่สุดท้าย ไม่ได้ไปต่อ เมื่อมีวัคซีน mRNA ของบริษัทไฟเซอร์และโมเดอร์นา เข้ามาเป็นวัคซีนในรุ่นที่ 3 ต่อกรสู้กับโควิดที่พัฒนากลายพันธ์ุอย่างต่อเนื่อง

แล้วในที่สุด บริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) บริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของโลกสัญชาติสวีเดน-อังกฤษ ได้ประกาศ เมื่อ 8 พฤษภาคม 2567 เรียกคืนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ออกจากตลาดทั่วโลกแล้ว ซึ่งถือเป็นการปิดฉากวัคซีนโควิดของแอสตราเซเนกา ที่ชาวโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี 

ทำไมบริษัทแอสตราเซเนกา จึงตัดสินใจยุติการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 หลังจากได้พัฒนา และผ่านการอนุมัติฉุกเฉินจากองค์การอนามัยโลก และนานาประเทศทั่วโลกได้ใช้มานานกว่า 3 ปี?

ไทยรัฐออนไลน์ ขอไล่เลียงประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของวงการวัคซีนที่ถูกพัฒนา ผลิตออกอย่างเร่งด่วน ในการนำมาใช้ต่อสู้ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากโรคติดต่ออุบัติใหม่ซึ่งเราไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน อย่างโรคโควิด-19 

วัคซีนโควิด-19 รุ่นที่สอง 

ภายหลังโรคโควิด-19 เกิดการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ตั้งแต่ปลายปี 2562 ทำใหันักวิทย์และบริษัทเวชภัณฑ์ทั่วโลกเร่งผลิตวัคซีนเพื่อหวังนำมาต่อสู้บรรเทาความรุนแรงจากโรคติดต่อมรณะโควิด-19 ก่อให้เกิดอาการปอดอักเสบรุนแรง และอัตราการเสียชีวิตสูง 

สำหรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา นับเป็นวัคซีนในรุ่นที่สอง ที่ใช้เทคนิคในการผลิตวัคซีนที่เรียกว่า ‘ไวรัลเวกเตอร์’ (Viral Vector) ต่อจากวัคซีนโควิดที่ผลิตจากเชื้อตาย ทั้งซิโนแวคและซิโนฟาร์มของจีน ซึ่งเป็นการผลิตวัคซีนโดยใช้เทคนิคแบบดั้งเดิม  

บริษัทแอสตราเซเนกา ระบุว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตราเซนเนกา คิดค้นโดยทีมของศาสตราจารย์แอนดี้ พอลลาร์ด และศาสตราจารย์ซาราห์ กิลเบิร์ต ที่ศูนย์วัคซีนออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

วัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกา ถูกตั้งชื่อว่า ‘Vaxzevria’ (แวกเซฟเรีย) (แต่เราคุ้นในชื่อเรียกว่า วัคซีนแอสตราเซเนกา หรือคนไทยจะเรียกสั้นๆ ว่าวัคซีนแอสตราฯ มากกว่า) 

วัคซีนโควิดของแอสตราฯ หรือวัคซีน AZ พัฒนาโดยการนำส่วนของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการถอดรหัสการสร้างหนามโปรตีนที่ผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ใส่ในโครงของอะดีโนไวรัส ซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไปในลิงชิมแปนซีที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงและไม่สามารถแบ่งตัวได้

หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว เซลส์ในร่างกายมนุษย์จะตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเดียวกันกับหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 กรณีที่ได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในภายหลัง

เคย ‘ต่อกร’ สู้โควิดในยุคสายพันธุ์เบตา เดลตา

บริษัทแอสตราเซเนกา (ประเทศไทย) เคยออกแถลงการณ์ในเดือนสิงหาคม 2564 ไว้ว่า ผลการศึกษาจากเครือข่ายการวิจัยการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของแคนาดา (Canadian Immunization Research Network-CIRN) แสดงให้เห็นว่า Vaxzevria หรือวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา 1 โดส มีประสิทธิผลสูงถึง 82% ช่วยลดการเจ็บป่วยในระดับที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หรือการเสียชีวิตที่เกิดจากการติดโควิด-19 สายพันธุ์เบตา/แกมมา

นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันสายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2 หรือสายพันธุ์อินเดีย) และสายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7 หรือสายพันธุ์อังกฤษ) โดยช่วยลดอาการป่วยรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรืออัตราการเสียชีวิตได้ถึง 87% และ 90% ตามลำดับ

ประกาศปิดตำนานวัคซีนโควิด แอสตราฯ

ในช่วงที่โควิดกำลังระบาดรุนแรงในช่วงปี 2563-2565 วัคซีนแอสตราเซเนกา หรือวัคซีน AZ ถือเป็นวัคซีนราคาถูก และยังสามารถจัดเก็บและขนส่งง่าย ไม่ยุ่งยาก เมื่อเทียบกับวัคซีนโควิด ชนิด mRNA ที่ผลิตโดยบริษัทไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ที่ออกมาเป็นวัคซีนรุ่นที่ 3

ขณะที่ตามรายงานของเว็บไซต์ worldometer ซึ่งติดตามอัปเดตยอดผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 จนถึง 12 พ.ค.2567 ว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกแล้ว 7.01 ล้านศพ และป่วยเข้าโรงพยาบาล 704 ล้านราย

นายไบรอัน พิงเกอร์ ชายสูงอายุชาวอังกฤษ วัย 82 ปี ได้รับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา เป็นคนแรก

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นายไบรอัน พิงเกอร์ (Brian Pinker) ชายสูงอายุชาวอังกฤษ วัย 82 ปี ได้รับการบันทึกว่าเป็นบุคคลที่ตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีนแอสตราฯ เป็นคนแรกนั้น เมื่อเวลาผ่านมาเกือบ 3 ปีครึ่ง ทางบริษัทแอสตราเซเนกา ได้ออกแถลงการณ์เรียกคืนวัคซีน AZ จากตลาดทั่วโลก ยุติการผลิตวัคซีนแอสตราฯ อีกต่อไป ด้วยเหตุผลเชิงพาณิชย์

หลังจากหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า บริษัทแอสตราฯ ออกมายอมรับครั้งแรกในเอกสารของศาลฉบับหนึ่งว่า วัคซีนป้องกันโควิดของทางบริษัทอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่หาได้ยาก ซึ่งรวมถึงภาวะลิ่มเลือดด้วย

บริษัทแอสตราเซเนกา ได้ระบุในแถลงการณ์เรียกคืนวัคซีนโควิดของแอสตราฯ จากทั่วโลก ด้วยว่าทางบริษัทมีความภาคภูมิใจที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนในประเทศทั่วเอเชียและลาตินอเมริกาได้เป็นจำนวนมากกว่า 6.5 ล้านคนเฉพาะในปี 2564 เพียงปีเดียว ในขณะที่ประเทศร่ำรวยแล้วสามารถจัดหาวัคซีน mRNA ที่มีราคาแพงกว่า 

‘ตามการประมาณการณ์ที่เป็นอิสระ วัคซีนแอสตราฯ สามารถช่วยชีวิตผู้คนในปีแรกเพียงปีเดียว (2564) ได้กว่า  6.5 ล้านคน และได้มีการส่งมอบวัคซีนให้แก่นานาประเทศทั่วโลกกว่า 3 พันล้านโดส

ความพยายามของเราได้รับการยอมรับจากรัฐบาลทั่วโลกและได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยุติการระบาดของโรคโควิดทั่วโลก’ บริษัทแอสตราเซเนการะบุในแถลงการณ์เรียกคืนวัคซีนโควิด และยุติการผลิตวัคซีนโควิดของแอสตราฯ 

ถือเป็นการปิดตำนานการผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิดของบริษัทแอสตราฯ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชาวโลกจำนวนมากก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวโรคโควิด-19 กันอีกต่อไป ขณะที่รัฐบาลนานาประเทศพากันหันไปใช้วัคซีน mRNA ที่ต่อสู้กับเชื้อโควิดที่มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องได้ดีมากกว่า และอัตราการเสียชีวิตจากโควิดได้ลดต่ำลง เพราะชาวโลกส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดกันแล้ว

ผู้เขียน : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : metro ,TheGuardian, astrazeneca

‘สมศักดิ์’ พร้อมตรวจคุณภาพข้าว 10 ปี ห้ามแอบเก็บตัวอย่างจากที่อื่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574605

13 พ.ค. 2567

10:22 น.

‘สมศักดิ์’ พร้อมตรวจคุณภาพข้าว 10 ปี ห้ามแอบเก็บตัวอย่างจากที่อื่น

‘สมศักดิ์’ พร้อมตรวจคุณภาพข้าว 10 ปี ย้ำกระทรวงพาณิชย์ ถ้าส่งข้าวมาให้ตรวจ ต้องทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการ ห้ามแอบเก็บตัวอย่างจากที่อื่น

เสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้มีการพิสูจน์คุณภาพข้าวค้างในโกดังโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข บอกว่า กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ส่งตัวอย่างข้าวมา และจะต้องทำหนังสือส่งมาอย่างเป็นทางการ ไม่แอบเก็บตัวอย่างจากที่ต่างๆ มาโดยไม่มีหลักฐาน พร้อมยืนยันว่า กระบวนการทางราชการไม่มีใครสามารถโกหกผลแล็ปได้ เพราะจะกระทบต่อชื่อเสียง

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ จะต้องนำข้าวไปปรับปรุงคุณภาพ และคัดแยกเมล็ดที่หัก เสื่อมคุณภาพออก และเก็บไว้เพียงข้าวเมล็ดดี ก็จะทำให้ข้าวมีคุณภาพ ส่วนสารรมยานั้น จากประสบการณ์ในวัยเด็กแม่ตน ก็เป็นแม่ค้ารับซื้อพืชไร่ ก็มีการรมยาเป็นปกติ มิเช่นนั้น ก็จะมีมอด หรือแมลง และส่วนตัวเห็นว่า สารเคมีดังกล่าวก็จะไม่ติดอยู่นาน 

นายสมศักดิ์ ยังย้ำว่า ยังไม่ทราบว่า ขณะนี้มีการส่งข้าวมาให้แล็บตรวจสอบคุณภาพข้าวแล้วหรือยัง เนื่องจากตนเอง ไม่ได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่หากกระทรวงพาณิชย์ ร้องขอมาก็พร้อมตรวจสอบให้

ยกธงขาว ‘ชัยธวัช-ธนาธร’ ไม่พร้อมชน ‘บ้านใหญ่’ ผงาด 3 อบจ.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574587

12 พ.ค. 2567

18:37 น.

ยกธงขาว ‘ชัยธวัช-ธนาธร’ ไม่พร้อมชน ‘บ้านใหญ่’ ผงาด 3 อบจ.

ค่ายส้มถอย ชัยธวัช-ธนาธร หลบแชมป์เก่า พล.ต.อ.สมศักดิ์ และสุรเชษ นอนมา เหลือแต่คำรณวิทย์ เจอบ้านใหญ่รวมพลหนุนลุงชาญ

พล.ต.อ.สมศักดิ์ นอนมา เมื่อก้าวไกลไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.พล.ต.อ.สมศักดิ์ นอนมา เมื่อก้าวไกลไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.

ศึก 3 อบจ.ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชัยธวัช-ธนาธร ไม่พร้อมชนบ้านใหญ่ นครสวรรค์-อ่างทอง ยกธงขาว โฟกัสปทุมธานี ส้มหนุนบิ๊กแจ๊ส

แชมป์เก่า พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ และสุรเชษ นิ่มกุล นอนมา เหลือแต่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เจอบ้านใหญ่รวมพลหนุนลุงชาญ ในที่สุด ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแกนนำสีส้ม

ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ เพราะความไม่พร้อม ซึ่งอนุมานว่า อบจ.อ่างทอง และ อบจ.ปทุมธานี ก็ไม่น่าจะส่งผู้สมัครนายก อบจ.เช่นกัน

ส่วนคณะก้าวหน้า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังมุ่งมั่นกับอีเวนท์ปลุกประชาชนไปลงสมัคร สว. จึงไม่สนใจเรื่องการเลือกตั้งนายก อบจ. 3 จังหวัด

กรณีพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า ไม่ส่งผู้สมัคร อบจ. 3 แห่งก็เท่ากับกลยุทธ์ชิงลาออกกะทันหันของ ‘คำรณวิทย์-สมศักดิ์-สุรเชษ’ ได้ผล เพราะคู่แข่งตั้งตัวไม่ทัน ไม่พร้อมลงสนาม

สำหรับ กกต.ได้กำหนดวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง นายก.อบจ.นครสวรรค์ ,อ่างทองและ ปทุมธานี ในวันที่ 13-17 พ.ค.2567

ส่วนวันเลือกตั้ง เฉพาะ อบจ.นครสวรรค์ และ อบจ.อ่างทองคือ วันอาทิตย์ที่ 23 มิ.ย.2567 ส่วน อบจ.ปทุมธานี ขยับเป็นวันอาทิตย์ที่ 30 มิ.ย.2567


ส้มหมอบ-บ้านใหญ่นอนมา

แม้ว่า สส.ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี สส.นครสวรรค์ เขต 1 พรรคก้าวไกล จะประกาศว่า ก้าวไกลพร้อมปักธง อบจ.นครสวรรค์ แต่สุดท้าย ค่ายสีส้มก็ไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

ล่าสุด สส.ป๊อบ ชี้แจงผ่านสื่อท้องถิ่นว่า “มติพรรคไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ผมขออภัยที่เตรียมทีมไม่ดีพอ แต่ขอเชิญเพื่อนร่วมอุดมการณ์ลงแข่งได้โดยเสรีชน ครับ”

ส่วน ทนายฮั๊ว-ศรัญ ฤกษ์อัตถการ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ คณะก้าวหน้า สมัยที่แล้ว ได้โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความผิดหวังที่พรรคก้าวไกลไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.

“ยืนยันอย่างหนึ่งว่า คณะทำงานของจังหวัด รวมถึงตัวผมเองในปีนี้ ดีขึ้นกว่าสามปีที่แล้ว เราพูดถึงนโยบายได้ชัดเจนขึ้น เราส่งเสียงโชว์อุดมการณ์ได้ดีขึ้น แต่พรรคมองว่า การลาออกของคู่แข่ง เราตั้งตัวไม่ทัน ส่วนตัวไม่เห็นด้วย แต่เคารพการตัดสินใจ”
 

กรณี สจ.เอ-วิทูร เจริญชัยฤทธิ์ เสนอตัวลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ในนามก้าวไกล แกนนำสีคงไม่เลือก เพราะ สจ.เอ เคยเป็น สจ.ในสังกัดกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา ของ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ฝั่งบ้านใหญ่อ่างทอง กำนันตี๋-สุรเชษ นิ่มกุล น่าจะทำสถิติเป็นนายก อบจ.อ่างทอง อีกสมัย เนื่องจากคู่แข่งก็มีแค่คนเพื่อไทย ส่วนก้าวไกล ไม่มีตัวผู้สมัคร

สีส้มผสมบ้านใหญ่

การเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ปี 2563 คณะก้าวหน้าของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ. เพราะไม่มีความพร้อม และทีมงานส้มปทุมธานี จับมือเป็นพันธมิตรกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์

การเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ในปีนี้ ส่อเค้าว่า จะซ้ำรอยเดิมคือ พรรคก้าวไกล ไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ. แต่หนุนบิ๊กแจ๊ส 

หลังเลือกตั้ง สส.ปี 2566 บิ๊กแจ๊ส ได้ประกาศนโยบายการทำงานร่วมกับ สส.ปทุมธานี ตามแนวทางปทุมธานีโมเดล แต่ดูเหมือนว่า บิ๊กแจ๊สจะมีความใกล้ชิดสนิทแน่นกับ สส.ก้าวไกล ทั้ง 6 คน

สส.สีส้มประกอบด้วย สรวีย์ ศุภปณิตา,เจษฎา ดนตรีเสนาะ,ชลธิชา แจ้งเร็ว,สกล สุนทรวาณิชย์กิจ, เชตวัน เตือประโคน และประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ 

อย่างที่รู้กันสิระพงษ์ สิริโพธินันท์ หรือโต นวนคร อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ปทุมธานี และมีความใกล้ชิดกับรังสิมันต์ โรม ก็ถูกบิ๊กแจ๊ส ดึงมาเป็น รองนายก อบจ.ปทุมธานี

นอกจากพลังสีส้ม บิ๊กแจ๊ส ยังมีกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ที่สังกัดเพื่อไทยและภูมิใจไทย ให้การสนับสนุนด้วย ตามแนวทางปทุมโมเดล หรือพวกมาก่อนพรรค

อย่างไรก็ตาม สนามเลือกตั้งนายก อบจ. 3 แห่งคือ นครสวรรค์ ,อ่างทอง และปทุมธานี ก็จะมีสมรภูมิเมืองปทุมฯ ที่มีการต่อสู้ที่ดุเดือด เพราะคู่ชิงของ บิ๊กแจ๊สคือ ชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.หลายสมัย

ไม่ว่าบิ๊กแจ๊สหรือชาญ ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ. ก็คือชัยชนะของบ้านใหญ่ และถือว่าเป็นบทเรียนค่ายสีส้ม ที่ต้องรู้ทันเหลี่ยมคูการเมือง

‘วิโรจน์’ วอน ‘สุทิน’ อย่าคุย ‘เรือดำน้ำ’ กับจีนแบบรับจบ หวั่นไทยเสียเปรียบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574577

12 พ.ค. 2567

15:01 น.

'วิโรจน์' วอน 'สุทิน' อย่าคุย 'เรือดำน้ำ' กับจีนแบบรับจบ หวั่นไทยเสียเปรียบ

‘วิโรจน์’ เผย กองทัพเรือไทยไม่ได้ผิดสัญญา ‘เรือดำน้ำ’ เตือน ‘สุทิน’ ยอมเจรจารับจบ ไทยจะเสียเปรียบ CSOC ควรจ่ายอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 200 ล้านบาทตามที่เสนอ .

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร กล่าวถึงกรณีที่ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” พร้อมเปรยว่า ทางการจีนจะส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่เดินทางมาไทยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเจรจาหาข้อยุติสุดท้าย

นายวิโรจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนกังวลมากคือ รมว.กลาโหมจะไปดำเนินการเจรจาในแบบที่ประเทศไทยถูกเอาเปรียบ เพราะถ้าหากจำกันได้ในการอภิปรายงบประมาณ 2567 วาระที่ 1 รมว.กลาโหมเคยกล่าวในสภาฯ ไว้ว่าทั้งกองทัพเรือและบริษัท China Shipbuilding & Offshore International (CSOC) ต่างฝ่ายต่างก็เคยผิดสัญญาซึ่งกันและกัน 

โดยกองทัพเรือก็เคยผิดสัญญาจ่ายเงินล่าช้าในช่วงโควิด-19 ซึ่งประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจากสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้วว่า กองทัพเรือจ่ายเงินให้กับ CSOC ตรงตามสัญญาตลอด ไม่เคยผิดสัญญา การที่ รมว.กลาโหมจะไปเจรจาโดยคิดไปเองว่า กองทัพเรือก็เคยผิดสัญญา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่เคยผิดสัญญาเลย ถือเป็นท่าทีที่ใช้ไม่ได้

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศรนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ถ้าจะมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นก็น่าจะเป็น CSOC ที่ผิดสัญญากับกองทัพเรือ เพราะสัญญาระบุเลขรุ่นเครื่องยนต์เอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องเป็นรุ่น 16V396SE84-GB31L เท่านั้น ซึ่งจะเป็นยี่ห้ออื่นไปไม่ได้ นอกจากเครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดพลังงานไฟฟ้า MTU396 โดยประเด็นนี้สำนักงบประมาณกลาโหมก็เคยมาชี้แจงยืนยันในกรรมาธิการการทหารเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 แล้ว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า CSOC จะอ้างการที่ตนจัดซื้อเครื่องยนต์ MTU396 ไม่ได้นั้น เป็นเหตุสุดวิสัย เป็นเหตุผลที่ยอมรับไม่ได้เลย เพราะ MTU396 เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางการทหาร (Dual Use) ดังนั้นก่อนที่ CSOC จะทำสัญญาต่อเรือดำน้ำขายให้กับกองทัพเรือประเทศไทย CSOC ควรต้องสอบถามจากทางเยอรมนีก่อนว่า จะขายเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้ได้หรือไม่ จะคิดไปเองว่า เคยซื้อเครื่องยนต์ MTU396 มาต่อเรือดำน้ำเพื่อใช้ในประเทศจีนเองแล้ว ถ้าจะซื้อมาต่อเรือดำน้ำขายให้กับประเทศอื่น เยอรมนีก็ต้องยอมขายให้ คิดแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่ผ่านมา CSOC ไม่เคยอ้างสัญญาหรือเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรใด ๆ ว่า ได้รับความยินยอมจากเยอรมนีว่าจะขายเครื่องยนต์ MTU396 ให้ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นความหละหลวมของ CSOC เองทั้งสิ้น จะอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้

ต่อมาเมื่อกองทัพเรือทราบว่า CSOC ไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ MTU396 ได้ จึงได้ทักท้วงไปว่าการจ่ายเงินในงวดที่ 2 ตามสัญญาที่กองทัพเรือได้จ่ายชำระไปแล้ว CSOC จะต้องระบุรายการสั่งซื้ออะไหล่อุปกรณ์ในการประกอบเรือดำน้ำ ซึ่งเครื่องยนต์ MTU396 ก็เป็นหนึ่งในรายการอะไหล่อุปกรณ์ที่ทาง CSOC จัดซื้อ กองทัพเรือจึงได้ทวงถาม CSOC ให้ส่งหลักฐานการสั่งซื้อเครื่องยนต์ MTU396 มาให้แก่กองทัพเรือ และ CSOC ได้ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 โดยแนบหลักฐานมาเพียงอีเมล 2 ฉบับ

อีเมลฉบับแรกเป็นรายละเอียดที่ CSOC ขอใบเสนอราคา (Quotation) เครื่องยนต์ MTU396 จากเยอรมนี โดยเป็นอีเมลลงวันที่ 24 ธันวาคม 2561 หลังจากที่กองทัพเรือได้ชำระเงินงวดที่ 2 ให้กับทาง CSOC ไปแล้ว 4 วัน และเป็นการขอใบเสนอราคาหลังจากที่กองทัพเรือลงนามในสัญญาสั่งซื้อเรือดำน้ำไปแล้วถึง 598 วัน จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า CSOC เรียกรับชำระเงินจากกองทัพเรือโดยที่ยังไม่ได้จัดซื้อเครื่องยนต์ MTU396 ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายการผิดสัญญา 

อีเมลฉบับที่ 2 เป็นการติดตามเรื่อง แต่ทางเยอรมนีแจ้งว่ายังไม่อนุมัติ จึงเป็นเหตุให้ CSOC ต้องเสนอเครื่องยนต์ CHD620 ที่ผลิตภายในประเทศจีนมาแทนเครื่องยนต์ MTU396 พร้อมเสนอค่าชดเชยให้กับกองทัพเรือเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท โดยเป็นส่วนลด 128 ล้านบาท และเป็นการฝึกอบรมเพิ่มเติมอีกประมาณ 70 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ นายวิโรจน์ ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยคุ้มเสี่ยงหรือไม่ ที่จะรับเอาเรือดำน้ำที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดพลังงานไฟฟ้า CHD620 ซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์ที่ใช้กับเรือผิวน้ำ และแม้แต่ประเทศจีนเองก็ยังไม่เคยใช้ เพราะใช้แต่เครื่องยนต์ MTU396 เข้าใจว่าปัจจุบันเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องยนต์ CHD620 น่าจะมีแค่ที่ประเทศปากีสถานเพียง 1 ลำเท่านั้น

แม้ว่าเครื่องยนต์ CHD620 จะผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการจากบริษัท Lloyds มาแล้ว แต่เข้าใจว่ากองทัพเรือก็ยังไม่เห็นการทดสอบการใช้งานเครื่องยนต์ CHD620 จริงในทะเล และปัจจุบันจำนวนชั่วโมงการใช้งานจริงของเครื่องยนต์ CHD620 ก็ยังถือว่าน้อยมาก ต่างจากเครื่องยนต์ MTU396 ที่มีการใช้งานจริงมาแล้วถึง 250 เครื่อง คิดเป็นชั่วโมงการทำงานกว่า 310,000 ชั่วโมง

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ากองทัพเรือเคยไปดูการทดสอบเครื่องยนต์ CHD620 มาแล้วครั้งหนึ่ง และเพื่อความโปร่งใส กองทัพเรือได้ประสานไปยัง CSOC เพื่อขอนำผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไปร่วมดูการทดสอบเครื่องยนต์ CHD620 ด้วยอีกครั้งหนึ่ง แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากทาง CSOC โดยมีการระบุข้อความที่สะท้อนการไม่ให้ความร่วมมือเลยว่า “เสียเวลา (waste of time)”

“เครื่องยนต์ตัวนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีหน้าที่ปั่นไฟเพื่อชาร์ตแบตเตอร์รี่ให้เรือดำน้ำทำงานได้ ถ้าเครื่องยนต์ทำงานผิดพลาดก็อาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรง และที่ผ่านมาก็เคยมีรายงานอุบัติเหตุที่น่าจะเชื่อมโยงถึงเครื่องยนต์เรือดำน้ำมาแล้ว โดยเกิดปัญหาขึ้นกับเรือดำน้ำชั้น Ming หมายเลข 361 เมื่อปี 2546 เครื่องยนต์ชาร์ตไฟเต็มแล้วไม่หยุดทำงาน ดูดออกซิเจนทั้งหมดออกจากเรือดำน้ำ จนลูกเรือหมดสติเฉียบพลัน มีลูกเรือเสียชีวิตทั้งสิ้น 70 นาย โดยเครื่องยนต์ที่ใช้ ณ ขณะนั้น คือเครื่องยนต์ Shaanxi 6E 390 ZC1 ที่ผลิตในจีน” วิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับค่าชดเชยที่คิดเป็นมูลค่าน้อยนิดเพียง 200 ล้านบาท คิดอย่างไร ก็เป็นค่าชดเชยที่เสียเปรียบมาก กองทัพเรือจ่ายชำระเงินค่าเรือดำน้ำไปแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท และมีการก่อสร้างท่าจอดเรือ ระบบสื่อสาร และโรงเก็บต่าง ๆ อีกราว 2,000 ล้านบาท รวมแล้ว 10,000 ล้านบาท จากเดิมที่กองทัพเรือจะต้องได้เรือดำน้ำลำแรกในปี 2566 แต่ขณะนี้จะต้องขยายเวลาไปอีกกว่า 1,200 วัน หรืออีก 4 ปี โดยจะได้รับในปี 2570 หากคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ซึ่งเป็นภาระทางงบประมาณของรัฐบาลไทย อย่างน้อยค่าชดเชยที่กองทัพเรือต้องได้รับจาก CSOC ควรจะต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 200 ล้านบาทตามที่ CSOC เสนอ 

นอกจากนี้ ปัจจุบันกองทัพเรือมีแนวคิดที่จะใช้ Link Y ซึ่งอ้างอิงมาตรฐาน Link 11 และ Link 22 ขององค์การ NATO เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลของกองทัพเรือเข้ากับนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถเชื่อมต่อการสื่อสารข้อมูลกับเรือดำน้ำจีนได้ ดังนั้น การสื่อสารกับเรือดำน้ำจะต้องสื่อสารด้วยเสียงผ่านวิทยุเท่านั้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือเอง และการปฏิบัติภารกิจร่วมระหว่างเหล่าทัพ

นายวิโรจน์ กล่าวสรุปว่า เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงประเด็นการผิดสัญญา ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ความคุ้มค่าของการชดเชย ประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางการทหาร ตลอดจนความจำเป็นของเรือดำน้ำ ตนจึงเสนอทางออกที่คิดว่าเป็นผลดีต่อประเทศที่สุด 2 ข้อ คือ

1) ควรยกเลิกสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำกับทาง CSOC โดยสำหรับเงินที่จ่ายไปแล้ว ถ้าคืนเป็นเงินไม่ได้ก็เจรจาให้คืนเป็นของ แต่ต้องกระทบกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้น้อยที่สุด เช่น ถ้าคืนเป็นเรือจะต้องไม่คืนเป็นเรือฟริเกต เพราะกองทัพเรือมีโครงการต่อเรือฟริเกตในประเทศอยู่แล้ว โดยอาจจะคืนเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) หรือเรือคอร์เว็ต หรือคืนเป็นเรือเปล่า แล้วให้กองทัพเรือเสนอของบประมาณเพื่อติดอาวุธเอง เพราะในปัจจุบันระบบอาวุธใหม่ของจีนไม่สามารถเข้ากับมาตรฐานอาวุธของกองทัพเรือ และตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จะจัดหาระบบอาวุธที่เข้ากันได้กับอาวุธที่มีอยู่ของกองทัพเรือ

2) สำหรับเรือดำน้ำ หากพิจารณาจากเหตุผลของกองทัพเรือที่ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่มีเรือดำน้ำประจำการ และแผนการใช้เรือดำน้ำก็เป็นแผนที่ถูกร่างมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็น ถ้ามองว่าจำเป็นเช่นนั้น ก็ให้กองทัพเรือเสนอคำของบประมาณเข้ามาใหม่ในปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีนโยบายชดเชย หรือ Offset Policy พ่วงมาด้วย เช่น การจ้างอู่ต่อเรือในประเทศร่วมผลิตเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมการต่อเรือที่ซบเซามาหลายปีจากการที่กองทัพเรือไม่ต่อเรือในประเทศไทย ซึ่ง Offset Policy นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ทำกันจนเป็นเรื่องปกติแล้ว

“สุดท้ายผมอยากจะย้ำกับคุณสุทินว่า กองทัพเรือไม่เคยทำผิดสัญญากับ CSOC ดังนั้นคุณสุทินในฐานะ รมว.กลาโหม ต้องห้ามคิดไปเองว่ากองทัพเรือของเราผิดสัญญา แล้วไปเจรจาให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ถ้าเรือดำน้ำจำเป็นก็ไม่ว่ากัน ก็ให้กองทัพเรือเสนองบประมาณเข้ามาใหม่ แล้วมี Offset Policy ที่เป็นประโยชนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศพ่วงมาด้วย ผมว่าประชาชนรับได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปแลกเรือดำน้ำแบบได้ไม่คุ้มเสียให้ได้ สิ่งที่ผมเสนอทั้งหมดครบถ้วนแล้ว และทำได้จริง หวังว่าคุณสุทินจะพิจารณา” นายวิโรจน์กล่าว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนวัดพระธาตุผาเงา’ ภูมิวิถีวัฒนธรรมชาวบ้านสบคำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804061

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนวัดพระธาตุผาเงา’ ภูมิวิถีวัฒนธรรมชาวบ้านสบคำ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนวัดพระธาตุผาเงา’ ภูมิวิถีวัฒนธรรมชาวบ้านสบคำ

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.09 น.

บ้านสบคำริมแม่น้ำโขง

อาทิตย์นี้ได้เดินทางไปเหนือสุดที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานพิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่วัดพระธาตุผาเงาบ้านสบคำ และลานวัฒนธรรมสร้างสุข โดยมีพระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัด

วัดพระธาตุผาเงา (บ้านสบคำ) แห่งนี้ได้รับรางวัล ๑๐ สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีพ.ศ.2566 จาก ๗๖ ชุมชนทั่วประเทศ ตามโครงการของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่จัดโครงการ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๔

พระสยามเทวาธิราช

ชุมชนบ้านสบคำนี้เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงทางด้านทิศตะวันตกของอ.เชียงแสน จ.เชียงราย วัดของชุมชนนี้คือ วัดพระธาตุผาเงา ที่มาจากเรื่องพระธาตุ ที่ตั้งอยู่บนยอดหินก้อนใหญ่มีลักษณะคล้ายรูปทรงเจดีย์ส่วนคำว่า “ผาเงา” นั้นก็คือ เงาของก้อนหินจึงตั้งชื่อว่า “พระธาตุผาเงา” ซึ่งเป็นบริเวณของพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันดีว่า เมืองเชียงแสนน้อย หรือเวียงปรึกษา เมื่อมีการขุดตรวจทางโบราณคดีได้ค้นพบ “พระพุทธรูปหลวงพ่อผาเงา” เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๙ คาดว่าโบราณวัตถุนี้มีอายุเก่าแก่ถึง ๑,๓๐๐ ปี ภายในวัดพระธาตุผาเงานั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนมาสักการะและท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ที่ยังรักษาวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้านสบคำ ซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสาย ไท-ลาว ไท-ยวน ไท-ลื้อ และจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากวัดพระธาตุผาเงา ไปยังสถานที่อีกหลายแห่ง ได้แก่ สกายวอล์กผาเงาสามแผ่นดิน ลานชมวิวที่สามารถมองเห็นแม่น้ำโขงและพื้นที่รอยต่อของ ๓ ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และ เมียนมา โดยเห็นบริเวณแม่น้ำโขงที่มีแม่น้ำสาขาตัดผ่าน ซึ่งเป็นจุดชมวิวชายแดนที่นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นมาสักการะพระเจดีย์และถ่ายรูป ด้วยมีซุ้มประตูที่ด้านบนเป็นยอดเจดีย์สีทองสวยงาม มีความคล้ายกับประตูบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซุ้มรูปหัวใจ เก้าอี้ และป้ายชื่อจุดชมวิว ในวัดพระธาตุผาเงานั้นยังมีหอพระไตรปิฎกเฉลิมพระเกียรติฯ หอพระบรมฉายามหาราชพุทธิรังสรรค์ หอวัฒนธรรมนิทัศน์และพิพิธภัณฑ์ผ้าทอล้านนาเชียงแสนจุดชมวิวสองฝั่งโขงบ้านสบคำ และวัดสบคำ เป็นต้นโดยเฉพาะการแสดงศิลปวัฒนธรรม เพื่อต้อนรับแขกเมือง มีชุด “ตีกลองหลวง” โดยกลุ่มตีกลองหลวงวัดพระธาตุผาเงา

การทอผ้าของไทลื้อ

ชุมชนต้นแบบที่ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมนั้นมีมาแล้วกว่า ๓๐ ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อน Soft Power ของไทยสู่นานาชาติ ด้วยการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน มาพัฒนาต่อยอด สร้างสรรค์สินค้าและบริการ โดยชุมชนนั้นได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีผู้นำ “พลังบวร” และเครือข่ายที่เข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขมีความรักสามัคคี มีการสืบสาน รักษา ต่อยอด ภูมิปัญญาของท้องถิ่น ซึ่งยืนยันได้ว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่มีศักยภาพมีคุณภาพ และมีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในทุกมิติ สามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกประเภทอย่างยั่งยืนสืบไป ที่ศึกษาเรียนรู้ อัตลักษณ์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของชุมชนมากยิ่งขึ้น อาหาร คือ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม และ ลาบปลาแม่น้ำโขง รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม คือ ผ้าทอล้านนาลายเชียงแสน และสมุนไพรวัดพระธาตุผาเงา เทศกาลประเพณีของชุมชนมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุผาเงา ในช่วง ๑๒-๒๐ เมษายนของทุกปี ประเพณีบุญข้าวประดับดินในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ของทุกปี และประเพณีไหลเรือไฟ ๑๒ ราศี เป็นต้น จึงเป็นชุมชนที่มีผู้คนมาเที่ยวมากมายนอกเหนือจากการชมเมืองโบราณสถานของเชียงแสนที่มีอยู่ตามเวียงต่างๆ ทั่วเมือง

ผู้บริหารวัฒนธรรม วัด และจังหวัดเชียงราย

ผู้บริหารวัฒนธรรม วัด และจังหวัดเชียงราย

ช่างสลักดุนพื้นบ้าน

ช่างสลักดุนพื้นบ้าน

สกายวอล์กชมวิวแม่น้ำโขง

สกายวอล์กชมวิวแม่น้ำโขง

วิวแม่น้ำโขง

วิวแม่น้ำโขง

พิธีเปิดชุมชนบ้านสบคำ

พิธีเปิดชุมชนบ้านสบคำ

พระพุทธรูปโบราณ

พระพุทธรูปโบราณ

พระธาตุผาเงา

พระธาตุผาเงา

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’ ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804077

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’  ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี  ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’ ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.15 น.

เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีเหนือเปิดตัวเพลงยกย่อง คิม จอง-อึน ผู้นำประเทศให้เป็น “บิดาผู้เป็นมิตร” โดยมีการออกอากาศมิวสิกวีดีโอประกอบเพลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของทางการ

มิวสิกวีดีโอเพลงชื่อ Friendly Father – บิดาผู้เป็นมิตร ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลีของเกาหลีเหนือ เป็นภาพของคิม จอง-อึน ปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชนห้อมล้อมตามสถานที่ต่างๆ มีตั้งแต่เด็กนักเรียน ทหาร ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ แทรกด้วยภาพนักร้องนักดนตรีที่ร้องและบรรเลงเพลงนี้ เนื้อเพลงบางท่อนยกย่อง คิม จอง-อึน ว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เป็นบิดาที่เป็นมิตร ด้วยจังหวะดนตรีป๊อป เร้าใจ ฟังสนุก แต่เนื้อเพลงยังคงกลิ่นอายเกาหลีเหนือ ที่ยังคงกระตุ้นคนในชาติให้ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และเชิดชูผู้นำสูงสุดอย่าง คิม จอง-อึน อย่างมีนัยซ่อนเร้น โดยเรียกว่า “บิดา” แทน “ผู้สืบทอด” จนเพลงนี้กำลังดังเป็นกระแสไวรัลในติ๊กต็อกเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังอาจเป็นสารที่ คิม จอง-อึน ใช้ขยับสถานะตัวเองให้ดูชัดเจนขึ้นต่อประชาชนในประเทศว่า เขาคือ “บิดาที่เป็นมิตร” ของทุกคน

ผู้สันทัดกรณีระบุว่า ในเพลงนี้ คิม จอง-อึน ถูกเรียกว่าเป็น “บิดา”และ “ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งก่อนหน้านี้ คำเหล่านี้จะใช้เรียกเฉพาะกับ คิม อิล ซุง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นปู่ของเขาเท่านั้น ขณะที่ คิม จอง-อึน ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่” มาตลอดตั้งแต่ตอนที่เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 หลังผ่านไปกว่า 1 ทศวรรษ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเขากำลังขยับภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

ดร.เอ็ดเวิร์ด โฮเวลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ BBC วิเคราะห์เนื้อหาที่ทำออกมามีความแตกต่างจากเพลงเก่า ตรงที่ไม่มีภาพของ คิม จอง-อึน ยืนมองการปล่อยจรวดขีปนาวุธ แสดงความน่าเกรงขามของเหล่ายุทโธปกรณ์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งมองเห็นนัยที่ซ่อนเร้นไว้ได้ 2 ประการ

ประการแรก ภาพมิวสิกวีดีโอเพลงปลุกใจคนในชาติตัวล่าสุดนี้ ถูกปรับโฉมให้ดูสบาย เข้าถึงง่าย และมีแต่รอยยิ้มของผู้นำเกาหลีเหนือที่มีต่อประชาชน ประชาชนชาวเกาหลีเหนือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งอาจจะดูย้อนแย้งกับมุมมองที่โลกมีต่อเกาหลีเหนือ มิวสิกวีดีโอเพลงนี้สื่อให้เห็นว่าเกาหลีเหนือก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วไป และคนในประเทศไม่ได้ถูกกดขี่ และสะท้อนภาพของคิม จอง-อึน ว่าไม่ได้เป็นเสมือนตัวแทนของพ่อและปู่ของเขา แต่เขาคือผู้นำเผด็จการที่อบอุ่นของทุกคน

เพลงโฆษณาชวนเชื่อล่าสุดเพลงนี้ ยังเป็นเพลงเร็ว มีจังหวะที่สดใส ฟังแล้วติดหูอย่างมาก มีกลิ่นอายของยุคโซเวียต ผู้ใช้งานติ๊กต็อก เจน Z บัญชีหนึ่งบอกว่า มันคือแนวเพลงแบบ ABBA วงดนตรีระดับตำนานของสวีเดน เสียงร้องอยู่ในระดับที่คนทั่วไปสามารถร้องได้ไม่เน้นคีย์สูงต่ำแบบนักร้องมืออาชีพ

อีกประการหนึ่ง นักวิเคราะห์เกาหลีเหนือพบว่า มีคำศัพท์หลายคำในเพลงนี้ที่ระบุชัดว่า คิม จอง-อึน ต้องการยืนยันภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นอกจากนั้น เขายังเปลี่ยนเนื้อเพลงในเพลงโฆษณาชวนเชื่ออีกเพลงหนึ่ง โดยเปลี่ยนท่อนที่เคยร้องว่า “บิดาของเรา คิม อิล-ซุง” เป็น “บิดาของเราคิม จอง-อึน” อีกด้วย ถือเป็นสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางใหม่ของ คิม จอง-อึน ในฐานะผู้นำที่มีโวหารก้าวร้าวและเป็นปรปักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ จากการให้คำมั่นว่าจะสร้างประเทศด้วยคลังแสงทางการทหาร

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ (South and North Development (SAND) Institute) ซึ่งเป็นสำนักวิจัยของเกาหลีใต้ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ออกมาเปิดเผยหลักฐานที่ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือออกมาประกาศเป็นครั้งแรก ให้ประชาชนชาวเกาหลีเหนือพร้อมใจกันปฏิญาณตน ว่าจะจงรักภักดีต่อ คิม จอง-อึน เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของผู้นำประเทศ เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 40 ปีของ คิม จอง-อึน ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีเหนือออกคำสั่งดังกล่าว นับตั้งแต่ คิม จอง-อึน ขึ้นสู่อำนาจในปี 2011

ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยว่า คิม จอง-อึน เกิดเมื่อใด แต่การขอความร่วมมือให้ประชาชนปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อผู้นำคิม ทำให้ประธานสถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ มองว่านี่เป็นความพยายามยกสถานะของคิม จอง-อึน ให้เป็นผู้นำสูงสุด อีกทั้งยังเชื่อว่า อาจเป็นความพยายามของ คิม จอง-อึน ที่ให้ดำเนินการดังกล่าวด้วยตนเอง

ประธานสถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ยังเชื่อว่า เกาหลีเหนืออาจเตรียมประกาศให้วันเกิดของ คิม จอง-อึน เป็นวันหยุดสำคัญของประเทศ อย่างเร็วที่สุดในปีหน้า
เนื่องจากในปีนี้ เป็นปีแรกที่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของ คิม อิล-ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ และเป็นปู่ของ คิม จอง-อึนไม่ได้ถูกเรียกว่าวันแห่งสุริยะ อันเป็นการยกย่องผู้ก่อตั้งประเทศ โดยเรียกแบบกลางๆ ว่า “วันหยุดเมษายน”

กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ให้ความเห็นปิดท้ายว่า การเปิดตัวเพลงยกย่อง คิม จอง-อึน เป็น “บิดาผู้เป็นมิตร” อีกทั้งการขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อ คิม จอง-อึน และการส่งสัญญาณลดบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของอดีตผู้นำ อาจเป็นความพยายามที่ทำให้เห็นว่า ผู้นำคนปัจจุบันแข็งแกร่งด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยใบบุญของผู้นำรุ่นบรรพบุรุษ

ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด“คิม จอง-อึน” สามารถยืนหยัดเป็นผู้นำประเทศที่แข็งแกร่งได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งวิญญาณ บิดาและปู่อีกต่อไป

โดย ดาโน โทนาลี

คุณแหน : 12 พฤษภาคม 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804079

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แถลงข่าวเปิดตัวเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี 2567 From Hands To Heart สองมือห่วงใย ดวงใจผูกพัน 17 พ.ค. 09.30 น.ณ โถงชั้น M อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ผู้พระราชทานกำเนิด“แพทย์จุฬาฯ”เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต9 มิถุนายน โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เป็นประธาน..

●● อนุโมทนาบุญกับ ดร.มนวิภาประชัญคดี พร้อมกัลยาณมิตร ถวายทองคำบริสุทธิ์โดยมี พระมหาธีรศักดิ์ ธีรปัญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ รับมอบเพื่อรวบรวมนำส่งให้กับกรมศิลปากร ในการดำเนินการบูรณะยอดพระบรมบรรพตภูเขาทอง วัดสระเกศ..

●● ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลังวัฒนา นำทีมกรรมการร่วมยินดีกับลานทิพย์ ทวาทศิน(เจน)เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และศศิธร วัฒนกุล(ลอร่า)เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียน..

●● ขอเชิญผู้ที่สนใจที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และมีอาการปวดเข่า1 ข้าง มานานกว่า 3 เดือน เข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่อง“การศึกษาประสิทธิผลของการรักษาด้วยเลเซอร์กำลังสูงต่อความปวดการอักเสบ การซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อและความสามารถในการทำกิจกรรมในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม”สถานที่วิจัย :ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ :https://forms.gle/kQzMJscF8HvL2qn68สอบถามเพิ่มเติม : ผศ.ดร.ภก.ทิพย์วดี บรรพระจันทร์ โทร.061-4691544ภก.ณัฏฐาภา อริยกิจสกุล โทร.080-6243041..

●● ดวงใจ-ธวัชชัย ตั้งสง่า มีหลานสาวน่ารักน่าชัง“ออดรีย์”คนล่าสุด มาเติมเต็มอีกหนึ่งจากครอบครัว ดีดี ตั้งสง่า..

●● จามรี วัฒนสุนทร เตรียมแพ็กกระเป๋าเดินทางไปส่งลูกสาวคนเล็กเรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบตกแต่งภายในที่ CSN College of Southern NEVADA Las Vegas สหรัฐอเมริกา ต้นเดือนส.ค. แล้วอยู่ต่ออีก 3 เดือน..

●● ดร.พรสิทธิ์ศรีอรทัยกุล ทำบุญเลี้ยงพระเพลอุทิศกุศลแก่ ดร.สุณี ศรีอรทัยกุลศรีภรรยา ทุกวันอาทิตย์ที่บ้านเลขที่ 39 เดอะรอยัลเจมส์กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับต.ศาลายา นครปฐม..●●

น้อง