ออสเตรเลียประกาศ “รับซื้อคืนปืน” ทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียประกาศ "รับซื้อคืนปืน" ทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

19 ธ.ค. 2568 12:01 น.

ออสเตรเลียประกาศ “รับซื้อคืนปืน” ทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐบาลออสเตรเลียเดินหน้ามาตรการ “รับซื้ออาวุธปืนคืน” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ หลังเหตุก่อการร้ายกราดยิงที่หาดบอนได คร่า 15 ศพ นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เผยจำนวนปืนในประเทศพุ่งสูงกว่าปี 1996 เตรียมคุมเข้มใบอนุญาตและจำกัดจำนวนการครอบครองต่อบุคคล

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศมาตรการรับซื้ออาวุธปืนคืน ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบโต้เหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงที่หาดบอนได ซึ่งถือเป็นเหตุกราดยิงที่นองเลือดที่สุดในรอบหลายสิบปีของประเทศ โดยมาตรการครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบว่ามีความสำคัญใกล้เคียงกับเหตุสังหารหมู่ที่พอร์ตอาเธอร์ในปี 1996 ที่นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายปืนครั้งใหญ่ของโลก

เหตุการณ์สลดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) เกิดขึ้นระหว่างเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวยิวบริเวณชายหาดบอนได ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตำรวจระบุว่าเป็น “เหตุก่อการร้าย” ที่ได้รับแรงจูงใจจากอุดมการณ์กลุ่มรัฐอิสลาม 

ผู้ก่อเหตุคือ นายนาวีด อัคราม วัย 24 ปี ซึ่งถูกตั้งข้อหาหนักถึง 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 ศพ และการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย ส่วนนายซาจิด บิดาของผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ด้านนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันมีอาวุธปืนในออสเตรเลียมากกว่า 4 ล้านกระบอก ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าช่วงก่อนการปฏิรูปกฎหมายในปี 1996 เขากล่าวว่า “เราพบว่าหนึ่งในผู้ก่อการร้ายมีใบอนุญาตพกพาวุธปืนถูกต้อง และครอบครองปืนถึง 6 กระบอก ทั้งที่อาศัยอยู่ในย่านชานเมืองซิดนีย์ ซึ่งไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดๆ ที่คนในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นต้องมีอาวุธมากขนาดนี้” 

คณะรัฐมนตรีแห่งชาติได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยกระดับการควบคุมอาวุธปืน ด้วยโครงการรับซื้อคืน รับซื้อปืนส่วนเกิน ปืนที่เพิ่งถูกสั่งแบน และปืนผิดกฎหมาย เพื่อนำไปทำลายทิ้ง โดยรัฐบาลกลางและรัฐต่างๆ จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง

นอกจากนั้น ยังมีการจำกัดจำนวนปืนที่บุคคลหนึ่งจะครอบครองได้ ยกเลิกใบอนุญาตแบบไม่กำหนดวันหมดอายุ และกำหนดให้ผู้ถือใบอนุญาตปืนต้องมี “สัญชาติออสเตรเลีย” เท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีการเร่งจัดทำทะเบียนอาวุธปืนระดับประเทศ และให้หน่วยงานกำรดดูแลเข้าถึงข้อมูลอาชญากรรมได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนความคืบหน้า วันนี้ (19 ธ.ค.) ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ปล่อยตัวชาย 7 คนที่มีแนวคิดสุดโต่งซึ่งถูกจับกุมในย่านลิเวอร์พูลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่าแม้จะยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุกราดยิงที่หาดบอนได แต่กลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อเหตุความรุนแรง ซึ่งตำรวจจะยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป.

ที่มา BBC

ศรีลังกาจับ 3 ผู้ต้องสงสัยเผาช้างป่าเป็น ๆ จนล้ม จุดกระแสโกรธแค้นในสังคม

ศรีลังกาจับ 3 ผู้ต้องสงสัยเผาช้างป่าเป็น ๆ จนล้ม จุดกระแสโกรธแค้นในสังคม

19 ธ.ค. 2568 11:45 น.

ศรีลังกาจับ 3 ผู้ต้องสงสัยเผาช้างป่าเป็น ๆ จนล้ม จุดกระแสโกรธแค้นในสังคม

ตำรวจศรีลังกาจับกุมชาย 3 คน หลังมีคลิปเผยแพร่ว่ามีการจุดไฟเผาช้างป่าเป็น ๆ ขณะพยายามขับไล่ออกจากหมู่บ้านในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ จนจุดกระแสความโกรธแค้นและเสียงประณามอย่างหนักจากสังคม

กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลศรีลังกาอย่างหนัก หลังมีคลิปเผยแพร่เหตุการณ์ที่มีชาย 3 คน ใช้คบไฟจุดไฟ เผาช้างป่าเป็น ๆ ขณะพยายามขับไล่ออกจากหมู่บ้านในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ โดยรายงานท้องถิ่นระบุว่า แม้สัตวแพทย์จะเร่งให้การรักษาอย่างเต็มที่ แต่ช้างเพศผู้ตัวดังกล่าวได้ล้มในวันอังคารที่ผ่านมา หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากไฟไหม้ทั่วร่างกาย

มีรายงานว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 42–50 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมาย

ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ช้างป่าตัวนี้ถูกพบในสภาพ มีบาดแผลไฟไหม้อย่างรุนแรง และยังพบบาดแผลจาก กระสุนปืนที่ขาอีกด้วย นอกจากนี้ก่อนเกิดเหตุช้างตัวดังกล่าวเคยได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์มาแล้วหลายครั้งตลอดปีนี้

คดีดังกล่าวได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในหมู่นักอนุรักษ์สัตว์ นักสิทธิสัตว์ และผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่มองว่าเป็นการกระทำอันโหดร้ายเกินจะยอมรับได้

ล่าสุด มีการเปิดแคมเปญล่ารายชื่อออนไลน์ เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด และเรียกร้องมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงต่อสัตว์ป่าซ้ำอีก โดยภายในเวลาไม่นาน มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วมากกว่า 400 คน

ทั้งนี้ ช้างถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในศรีลังกา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ช้างบ้านมักถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ

องค์กร World Wildlife Fund (WWF) ระบุว่า การฆ่าช้างในศรีลังกาเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งอาจมีโทษถึงขั้น ประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับช้างป่ากลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคร่าชีวิตทั้งคนและสัตว์ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ มีช้างตายแล้วเกือบ 400 ตัว โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อ Daily Mirror ว่า การเสียชีวิตจำนวนมากเกิดจากฝีมือมนุษย์โดยตรง ทั้งการยิง การถูกรถไฟชน และการใช้ ระเบิดขากรรไกร ซึ่งเป็นเหยื่อล่อระเบิดที่เกษตรกรใช้เพื่อป้องกันพืชผล ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน มีประชาชนมากกว่า 100 คน เสียชีวิตจากการถูกช้างทำร้าย สะท้อนวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าที่กำลังเลวร้ายลงอย่างน่ากังวล.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ช้างป่า

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี แกนนำชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้ง

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี แกนนำชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้ง

19 ธ.ค. 2568 11:36 น.

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี แกนนำชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้ง

ทหารเมียนมาบุกรวบตัว “”เต็ต เมียต ออง” แกนนำประท้วงวัย 24 ปีที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในมัณฑะเลย์ หลังออกมานำม็อบต่อต้านการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 ธ.ค. นี้

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเต็ต เมียต ออง นักกิจกรรมหนุ่มชื่อดังวัย 24 ปี จากเมืองมัณฑะเลย์ ถูกกองทัพเมียนมาจับกุมและควบคุมตัวไว้โดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก สร้างความวิตกอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและชีวิตของเขา

โดยนายเต็ต เมียต ออง อดีตประธานสหภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยยาดานาบน  ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม หลังถูกออกหมายจับและตั้งค่าหัวจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหาร โดยเครือข่ายฝ่ายต่อต้านระบุว่ามีความเสี่ยงร้ายแรงและเร่งด่วนต่อชีวิตของเขา

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เขาเป็นหนึ่งในแกนนำนักกิจกรรมชื่อดังหลายคนที่ร่วมจัดการชุมนุมในเมืองมัณฑะเลย์ เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง คว่ำบาตรการเลือกตั้ง และยุติการเกณฑ์ทหารโดยใช้กำลัง และในวันเดียวกัน รัฐบาลทหารได้ตั้งข้อหาเขาและผู้ร่วมชุมนุมอีก 9 คน ภายใต้ กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง มาตรา 24  ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ถูกวิจารณ์ว่ากดขี่ประชาชน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5–10 ปี 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 318 คน รวมถึงบุคคลในวงการบันเทิงและภาพยนตร์หลายราย สะท้อนการปราบปรามที่ทวีความรุนแรง ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลทหารในการจัดการเลือกตั้งภายใต้เสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก. 

ที่มา Irrawaddy

TikTok รอดโดนแบน ByteDance บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กลุ่มทุนสหรัฐฯ-เอมิเรตส์

TikTok รอดโดนแบน ByteDance บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กลุ่มทุนสหรัฐฯ-เอมิเรตส์

19 ธ.ค. 2568 11:19 น.

TikTok รอดโดนแบน ByteDance บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กลุ่มทุนสหรัฐฯ-เอมิเรตส์

ไบต์แดนซ์ บริษัทจีนเจ้าของแพลตฟอร์ม TikTok ลงนามข้อตกลงผูกพันทางกฎหมายกับกลุ่มนักลงทุนสหรัฐและต่างชาติ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่ถือครองธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยนายโจว โช่วจือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TikTok แจ้งพนักงานว่า ดีลดังกล่าวจะแล้วเสร็จในวันที่ 22 มกราคมนี้

ตามบันทึกภายใน ระบุว่า กลุ่มนักลงทุนซึ่งรวมถึง Oracle, Silver Lake และ MGX บริษัทลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะถือหุ้นรวมกันครึ่งหนึ่งของบริษัทร่วมทุน ขณะที่ไบต์แดนซ์จะคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ที่ 19.9% ส่วนหุ้นอีก 30.1% จะอยู่กับเครือบริษัทของนักลงทุนเดิมของไบต์แดนซ์ โดย Oracle, Silver Lake และ MGX จะถือหุ้นรายละ 15%

ข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายยุติความพยายามยาวนานหลายปีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไบต์แดนซ์ขายกิจการ TikTok ในสหรัฐ จากความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และสอดคล้องกับกรอบข้อตกลงที่เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระงับการบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้แบนแอป หากไม่ขายกิจการ

TikTok ระบุว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้ชาวอเมริกันกว่า 170 ล้านคนสามารถใช้งานแพลตฟอร์มต่อไปได้ โดยทำเนียบขาวเคยระบุว่า Oracle จะได้รับสิทธิ์ในการให้ใบอนุญาตใช้อัลกอริทึมแนะนำคอนเทนต์ของ TikTok ภายใต้ดีลดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายน 2024 สภาคองเกรสสหรัฐผ่านกฎหมายสั่งแบน TikTok เว้นแต่จะมีการขายกิจการ โดยกำหนดให้มีผลในวันที่ 20 มกราคม 2025 แต่ถูกเลื่อนออกหลายครั้ง ระหว่างที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์เจรจาข้อตกลงโอนความเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ ทรัมป์เคยเปิดเผยว่าได้รับไฟเขียวจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนแล้ว แม้อนาคตของแพลตฟอร์มจะยังไม่ชัดเจนหลังการพบกันของผู้นำทั้งสองในเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังเผชิญเสียงวิจารณ์จากสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ โดยวุฒิสมาชิก รอน ไวเดน จากพรรคเดโมแครต ระบุว่า ดีลนี้ไม่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอเมริกัน และยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้อัลกอริทึมปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่ แม้ข้อตกลงกำหนดให้มีการฝึกอัลกอริทึมใหม่โดยใช้ข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก

ในฝั่งผู้ใช้งาน ผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วนแสดงความกังวล นาง ทิฟฟานี เซียนซี เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน ระบุว่า หวังให้นักลงทุนใหม่คงประสบการณ์ใช้งานเดิมและปกป้องผู้ประกอบการ โดย TikTok ระบุว่า มีธุรกิจขนาดเล็กกว่า 7 ล้านรายใช้แพลตฟอร์มทำการตลาดในสหรัฐฯ  และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รักษาแพลตฟอร์มนี้ไว้ต่อไป.

ที่มา BBC

ฮือฮา แจ็กพอตพาวเวอร์บอลสหรัฐฯ เงินรางวัลทบเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ หลังไร้ผู้ถูกรางวัลนานหลายเดือน

ฮือฮา แจ็กพอตพาวเวอร์บอลสหรัฐฯ เงินรางวัลทบเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ หลังไร้ผู้ถูกรางวัลนานหลายเดือน

19 ธ.ค. 2568 10:12 น.

ฮือฮา แจ็กพอตพาวเวอร์บอลสหรัฐฯ เงินรางวัลทบเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ หลังไร้ผู้ถูกรางวัลนานหลายเดือน

แจ็กพอตพาวเวอร์บอลสหรัฐฯ เงินรางวัลทบเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ หลังไร้ผู้ถูกรางวัลนานหลายเดือน ขณะที่โอกาสถูกรางวัลอยู่ที่ 1 ใน 292 ล้าน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บรรยากาศการเสี่ยงโชคในสหรัฐฯ กลับมาคึกคักอีกครั้งจากกระแสข่าวแจ็กพอตพาวเวอร์บอล ที่มีเงินรางวัลทบพุ่งสูงแตะระดับ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 54,000 ล้านบาท ในงวดวันที่ 18 ธันวาคม จากการที่ไม่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่ติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน

รายงานข่าวระบุว่า ป้ายบิลบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศ รวมถึงบนทางหลวงสายสำคัญในรัฐแคลิฟอร์เนีย แสดงตัวเลขรางวัลมหาศาล สร้างความตื่นเต้นให้กับนักเสี่ยงโชคทั่วสหรัฐ โดยรางวัลครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในแจ็กพอตที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกมพาวเวอร์บอล

โดยแจ็กพอตมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ ยังเป็นรองสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 2,040 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีผู้ถูกรางวัลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 และรางวัลมูลค่า 1,787 ล้านดอลลาร์ ที่มีผู้ถูกรางวัลร่วมกันในรัฐมิสซูรี และเทกซัส เมื่อวันที่ 6 กันยายน ปีเดียวกัน

ทั้งนี้ ลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลจำหน่ายใน 45 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เปอร์โตริโก และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐ ราคาสลากใบละ 2 ดอลลาร์ ขณะที่โอกาสถูกรางวัลแจ็กพอตอยู่ที่ 1 ใน 292.2 ล้าน. 

ที่มา AP

สื่อกัมพูชาตีข่าว ประชาชน 3 แสนเดินขบวนเพื่อสันติภาพ หนุนหยุดยิงไทย–กัมพูชา วอนเคารพข้อตกลงสันติ

สื่อกัมพูชาตีข่าว ประชาชน 3 แสนเดินขบวนเพื่อสันติภาพ หนุนหยุดยิงไทย–กัมพูชา วอนเคารพข้อตกลงสันติ

19 ธ.ค. 2568 09:47 น.

สื่อกัมพูชาตีข่าว ประชาชน 3 แสนเดินขบวนเพื่อสันติภาพ หนุนหยุดยิงไทย–กัมพูชา วอนเคารพข้อตกลงสันติ

สื่อกัมพูชาตีข่าว ประชาชนกว่า 3 แสนคน ร่วมเดินขบวนกลางกรุงพนมเปญ แสดงพลังเรียกร้องสันติภาพ เคารพข้อตกลงหยุดยิง ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวของกัมพูชา รายงานว่า ประชาชนชาวกัมพูชากว่า 300,000 คน รวมถึงเยาวชน พระสงฆ์ และตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ออกมาร่วมกิจกรรม “เดินขบวนเพื่อสันติภาพ” (March for Peace) เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 18 ธันวาคม ที่กรุงพนมเปญ เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนสันติภาพ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิงและแนวทางสันติระหว่างกัมพูชาและไทย

รายงานข่าวระบุว่า กิจกรรมนี้จัดโดยสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา (Union of Youth Federations of Cambodia – UYFC) ซึ่งปัจจุบันมีนายฮุน มานี รองนายกรัฐมนตรี และบุตรชายของสมเด็จฮุนเซนดำรงตำแหน่งประธาน โดยการเดินขบวนเริ่มต้นจากบริเวณตลาดกลางคืนริมแม่น้ำ ก่อนเคลื่อนขบวนไปตามถนนคนเดิน และสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์เอกราช โดยมีรายงานว่ามีผู้เข้าร่วมมากกว่า 300,000 คน ถือเป็นการชุมนุมเพื่อสันติภาพครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดชายแดนรอบล่าสุด

บรรยากาศการเดินขบวนเต็มไปด้วยธงชาติกัมพูชา ป้ายข้อความเรียกร้องสันติภาพ และผู้เข้าร่วมในชุดสีสันหลากหลาย ผู้ร่วมกิจกรรมประกอบด้วยพระสงฆ์ ผู้สูงอายุ ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา นักธุรกิจ ศิลปิน นักกีฬา และผู้พิการ ขณะที่เด็กๆ โบกธงชาติขนาดเล็ก สร้างภาพสะท้อนความหวังและความต่อเนื่องของสังคม

ทั้งนี้ การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน มีประชาชนกว่า 150,000 คน ออกมาแสดงพลังสนับสนุนแนวทางสันติของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดน แต่การรวมตัวล่าสุดมีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด หลังมีรายงานว่ากองทัพไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ชายแดนหลายจังหวัดของกัมพูชาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งฝ่ายกัมพูชาระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม

ที่มา Khmer times

นทท.สะพรึง แห่ชมปรากฎการณ์ธรรมชาติชายหาดสีเลือดในอิหร่าน

นทท.สะพรึง แห่ชมปรากฎการณ์ธรรมชาติชายหาดสีเลือดในอิหร่าน

19 ธ.ค. 2568 09:45 น.

นทท.สะพรึง แห่ชมปรากฎการณ์ธรรมชาติชายหาดสีเลือดในอิหร่าน

โลกออนไลน์สะพรึงกันอีกรอบ หลังฝนที่ตกลงมาในสัปดาห์นี้ เปลี่ยนแนวชายฝั่งของชายหาดชื่อดัง เรดบีช ให้กลายเป็นสีเลือด โดยน้ำฝนพัดพาดินสีแดงเข้มไหลสู่ทะเล จนผืนน้ำบริเวณชายฝั่งกลายเป็นสีแดงเข้ม

ชายหาด เรดบีช บนเกาะฮอร์มุซแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่อง ทรายและหน้าผาสีแดงสดอยู่แล้ว เนื่องจากดินมีปริมาณ เหล็กออกไซด์ สูงผิดปกติ แต่เมื่อฝนเริ่มตกตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา กระแสน้ำได้พัดพาดินสีแดงจำนวนมากลงสู่ทะเล สร้างภาพสวยงามด้วยสีตัดกันระหว่าง น้ำทะเลสีน้ำเงินของอ่าวเปอร์เซีย กับกระแสดินแดงฉานที่ไหลบ่าลงมา

ภาพดังกล่าวแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว ช่างภาพ และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งถ้าใครได้เห็นเป็นครั้งแรกต่างก็ตั้งคำถามว่า นี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติจริง หรือฉากจากภาพยนตร์ไซไฟ

นอกจากความน่าตื่นตาทางสายตาแล้ว ดินสีแดงของเกาะฮอร์มุซ ซึ่งชาวท้องถิ่นเรียกว่า “เกลัก” (Gelak) ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยถูกส่งออกในปริมาณจำกัด เพื่อนำไปใช้ผลิต เครื่องสำอาง เม็ดสี และผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมบางชนิดด้วย

เกาะฮอร์มุซตั้งอยู่ใน ช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน ห่างจากกรุงเตหะรานราว 1,080 กิโลเมตร โดยปกติเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ฝนตกค่อนข้างน้อย และมักเกิดขึ้นเฉพาะช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น

ทุกครั้งที่ฝนตก เกาะแห่งนี้จะเผยโฉมธรรมชาติสุดแปลกตา จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่หลงใหล ภูมิประเทศประหลาดและสีสันเหนือจริง ราวกับอยู่นอกโลก.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

บังกลาเทศประท้วงเดือด บุกผาสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง

บังกลาเทศประท้วงเดือด บุกผาสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง

19 ธ.ค. 2568 09:19 น.

บังกลาเทศประท้วงเดือด บุกผาสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง

สถานการณ์การเมืองบังกลาเทศตึงเครียดหนัก ผู้ประท้วงบุกสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง จุดไฟเผาอาคาร หลังนักกิจกรรมขบวนการลุกฮือปี 2567 เสียชีวิตจากเหตุถูกยิง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุประท้วงรุนแรงในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปยังสำนักงานของหนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ หนังสือพิมพ์ภาษาท้องถิ่น “Prothom Alo” และหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ “Daily Star” หลังมีรายงานข่าวการเสียชีวิตของนายชารีฟ ออสมาน ฮาดี นักกิจกรรมทางการเมืองคนสำคัญจากเหตุถูกยิง

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคาร ในขณะที่ทหารและกองกำลังรักษาชายแดนถูกส่งมาประจำการโดยรอบ แต่ยังไม่เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที 

โดยนายฮาดี ซึ่งเป็นโฆษกกลุ่มวัฒนธรรม “Inqilab Moncho”  เป็นนักวิจารณ์รัฐบาลอินเดียและอดีตนายกรัฐมนตรี เชค ฮาซินา อย่างรุนแรง และมีแผนลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครอิสระในการเลือกตั้งทั่วไปที่รัฐบาลเฉพาะกาลประกาศจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ล่าสุดเขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์ เมื่อคืนวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุถูกคนร้ายยิงขณะนั่งรถสามล้อกลางกรุงธากา เมื่อสัปดาห์ก่อน  โดยคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบและยิงก่อนหลบหนี

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล  แถลงให้คำมั่นว่าจะนำตัวผู้ก่อเหตุยิงฮาดีมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมประกาศให้วันเสาร์เป็นวันไว้อาลัยทั่วประเทศ และเรียกร้องให้ประชาชนยับยั้งความรุนแรง ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดทางการเมืองอาจลุกลามบานปลายอีกครั้ง.

ที่มา BBC 

ตำรวจชี้ตัวผู้ต้องสงสัยกราดยิงม.บราวน์ เร่งสอบเอี่ยวคดีฆ่าอาจารย์ MIT ด้วยหรือไม่

ตำรวจชี้ตัวผู้ต้องสงสัยกราดยิงม.บราวน์ เร่งสอบเอี่ยวคดีฆ่าอาจารย์ MIT ด้วยหรือไม่

19 ธ.ค. 2568 09:12 น.

ตำรวจชี้ตัวผู้ต้องสงสัยกราดยิงม.บราวน์ เร่งสอบเอี่ยวคดีฆ่าอาจารย์ MIT ด้วยหรือไม่

ตำรวจสหรัฐฯ ระบุตัวผู้ต้องสงสัยเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ ม.บราวน์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว พร้อมเดินหน้าสอบว่าเชื่อมโยงกับคดีสังหารศาสตราจารย์ของMIT ในสองวันถัดมาด้วยหรือไม่

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดการสอบสวนเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุกราดยิงภายในมหาวิทยาลัยบราวน์ได้แล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยกำลังเดินหน้าสอบสวนถึงความเป็นไปได้ ว่าคนร้ายอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีสังหารศาสตราจารย์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ที่เกิดขึ้น 2 วันถัดมาด้วยหรือไม่

โดยเหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ภายในอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยบราวน์ เมืองพรอวิเดนซ์ รัฐโรดไอแลนด์ ส่งผลให้มีนักศึกษาเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 8 ราย ทำให้เมืองหลวงของรัฐตกอยู่ในความหวาดผวา และนำไปสู่การล่าตัวผู้ก่อเหตุครั้งใหญ่

และเพียงสองวันหลังเหตุกราดยิง ศาสตราจารย์ นูโน ลูเรย์โร วัย 47 ปี อาจารย์ประจำภาควิชานิวเคลียร์ ฟิสิกส์ และศูนย์วิจัยพลาสมาและฟิวชันของ MIT ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักที่เมืองบรูคลิน รัฐแมสซาชูเซตส์ เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม

เมืองบรูคลินอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยบราวน์ราว 79 กิโลเมตร ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ของความเชื่อมโยงระหว่างสองคดี แม้ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ FBI จะระบุว่ายังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าทั้งสองเหตุการณ์เกี่ยวข้องกัน

ตำรวจเมืองพรอวิเดนซ์ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยในคดีกราดยิงมหาวิทยาลัยบราวน์หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุด้วยการเดินเท้าเข้าสู่ย่านที่พักอาศัยใกล้เคียง ทำให้การติดตามตัวต้องพึ่งพาภาพจากกล้องวงจรปิดตามบ้านเรือนประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากอาคารเรียนและพื้นที่รอบข้างแทบไม่มีกล้องเฝ้าระวัง

เจ้าหน้าที่ได้เผยแพร่ภาพและวิดีโอของชายสวมหน้ากากซึ่งเชื่อว่าเป็นมือปืน โดยอ้างอิงจากคำให้การของผู้รอดชีวิต ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นชายคนดังกล่าวเดินอยู่ในละแวกใกล้มหาวิทยาลัย ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ รวมถึงช่วงเวลาที่รถตำรวจมาถึงพร้อมสัญญาณไฟฉุกเฉิน

ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองพรอวิเดนซ์ เบรตต์ สมายลีย์ กล่าวว่า ชาวเมืองและนักศึกษาต่างเริ่มรู้สึก กระวนกระวายและกดดัน เมื่อการล่าตัวผู้ต้องสงสัยยืดเยื้อมาหลายวันโดยยังไม่มีการจับกุม

นอกจากนี้ตำรวจยังเผยแพร่ภาพชายอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ โดยระบุว่าเป็นพยานสำคัญที่อาจมีข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เคยประกาศว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวแล้ว แต่ภายหลังได้ปล่อยตัวออกมา หลังพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายการเข้าถึงกัญชา เพิ่มขอบเขตการวิจัย

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายการเข้าถึงกัญชา เพิ่มขอบเขตการวิจัย

19 ธ.ค. 2568 06:12 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายการเข้าถึงกัญชา เพิ่มขอบเขตการวิจัย

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ขยายการเข้าถึงกัญชา ปรับเป็นยาเสพติดประเภทที่ 3 เพิ่มขอบเขตการศึกษาวิจัยประโยชน์ของกัญชา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงกัญชา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่หลายฝ่ายคาดการณ์มานานแล้ว และนี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในนโยบายยาเสพติดของสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ

คำสั่งดังกล่าวสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปรับประเภทกัญชาจาก “ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1” (Schedule I) มาเป็น “ยาเสพติดประเภทที่ 3” (Schedule III) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาไทเลนอลที่มีส่วนผสมของโคเดอีน

ถึงแม้ว่า กัญชาจะยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในระดับรัฐบาลกลาง แต่การจัดประเภทให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 3 จะช่วยให้สามารถขยายขอบเขตการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ที่กัญชาอาจจะมีได้มากขึ้น

แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนออกมาเตือนเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยบางส่วนให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้การใช้กัญชากลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคม

สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ระบุว่า ยาเสพติดประเภทที่ 3 (ซึ่งรวมถึงเคตามีนและสเตียรอยด์ด้วย) มีความเสี่ยงต่อ “การเสพติดทางร่างกายและจิตใจในระดับปานกลางถึงต่ำ” เท่านั้น

ในระหว่างพิธีลงนาม ณ ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่ามีผู้คนมากมายที่ “อ้อนวอน” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับ “ความเจ็บปวดอย่างรุนแรง” จากอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ รวมถึง “ความเจ็บปวดที่รักษาไม่หาย” ทั้ง โรคมะเร็ง โรคลมชัก และกลุ่มทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

นายทรัมป์เปรียบเทียบกัญชากับยาแก้ปวดที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ ซึ่งมีการนำมาใช้ในทางที่ถูกต้อง “แต่ก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้เช่นกัน”

การจัดประเภทใหม่นี้ยังมีผลผูกพันทางภาษีต่อสถานจำหน่ายกัญชาที่ได้รับอนุญาตจากรัฐ เนื่องจากกฎระเบียบในปัจจุบันสั่งห้ามไม่ให้ร้านค้าเหล่านี้หักลดหย่อนภาษีบางรายการหากพวกเขาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มประเภทที่ 1

นอกจากการปรับเปลี่ยนประเภทกัญชาแล้ว ทรัมป์ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวประสานงานกับรัฐสภาเพื่ออนุญาตให้ชาวอเมริกันบางกลุ่มสามารถเข้าถึงสารแคนนาบิไดออล หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ CBD ได้

เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขยังได้รับมอบหมายให้พัฒนา “วิธีการและรูปแบบ” เพื่อตรวจสอบคุณประโยชน์และความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการใช้ CBD ในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่บางคนมองว่า คำสั่งนี้เป็น “การดำเนินการที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจและศึกษาวิจัย” กัญชาและ CBD ได้ดียิ่งขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ และเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด (24 รัฐ) ได้อนุญาตให้มีการใช้เพื่อสันทนาการอย่างถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมา กัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มาตลอด ซึ่งหมายความว่าเป็นสารที่ไม่มีการยอมรับให้นำมาใช้ทางการแพทย์ และมีโอกาสสูงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของโจ ไบเดน ได้เคยเสนอให้มีการปรับประเภทในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และในเดือนเมษายน 2567 สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) ก็ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ แต่กลับประสบปัญหาล่าช้าจากขั้นตอนทางปกครองและประเด็นทางกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc