ฝนหลวงฯลุยต่อ! ‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ระดมช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้

ฝนหลวงฯลุยต่อ! 'อธิบดีกรมฝนหลวง'ระดมช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้

ฝนหลวงฯลุยต่อ! ‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ระดมช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.30 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นำทีมเจ้าหน้าที่ร่วมกันลำเลียงถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ชุด ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และมุ้งสี่เหลี่ยม จำนวน 500 หลัง จากมูลนิธิเทพธิดาพิทักษ์ พสบ.24 และชมรมไกลกันดาร ขึ้นเครื่องบินขนาดกลาง CASA จำนวน 3 ลำ ออกจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังสนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเวลา 09.25 น.เพื่อส่งต่อให้กับผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา และ จ.นราธิวาส

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าขายข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดญี่ปุ่น

'อธิบดีกรมการข้าว'จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าขายข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดญี่ปุ่น

‘อธิบดีกรมการข้าว’จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าขายข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.01 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานหารือร่วมกันกับ นางสาวโอซาวา ยูริเอะ เลขานุการเอกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และรองผู้แทนถาวรประจำคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ญี่ปุ่น ประจำสถานทูตประเทศญี่ปุ่น รับผิดชอบดูแลด้านอาหาร โดยมีคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว ภาคเอกชน และผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมหารือด้วย การหารือกันครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางการดำเนินการเรื่องการจำหน่ายข้าวคาร์บอนต่ำส่งไปตลาดญี่ปุ่น

การหารือร่วมกันในครั้งนี้ทำให้รับทราบว่าประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมในอนาคตอย่างมาก โดยได้กำหนดเป้าหมายในการลดการเกิดคาร์บอนทั่วโลกให้ได้ 100 ล้านตัน ในปี 2030 โดยได้มีความร่วมมือกับหลากหลายประเทศกว่า 30 ประเทศ สำหรับเรื่องข้าวคาร์บอนต่ำนั้น ประเทศญี่ปุ่นเร่งทำความเข้าใจกับผู้บริโภคข้าวภายในประเทศให้ตระหนักรู้และให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้และเข้าใจในเรื่องของข้าวคาร์บอนต่ำกับประชากรของญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในระดับโลก

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 60 ล้านไร่ทั่วประเทศ และจากนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน และในส่วนของการปลูกข้าวนั้น กรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ซึ่งเป็นการปลูกข้าวที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนในระดับต่ำ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการในเรื่องของการลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการเผาตอซัง และมีการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของไทย โดยการหารือกันครั้งนี้เป็นก้าวหนึ่งที่ไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการให้ความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในเรื่องสิ่งแวดล้อมและพร้อมที่จะเดินหน้าในเรื่องของการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ประเทศไทยหวังว่าจะเกิดการประสานงานกันทางด้านการตลาดในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเข้าข้าวพรีเมี่ยมของไทยไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นด้วย

อนึ่งจากการดำเนินการในเรื่องการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ที่ผ่านมา ไทยได้ดำเนินการแล้วประมาณ 10 ล้านไร่ โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนให้ได้ 2 ล้านตันในปี 2030 โดยในจำนวนนี้ประมาณ 1 ล้านตันเป็นการดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ องค์กรความร่วมระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และพันธมิตรที่ร่วมดำเนินการ ส่วนอีก 1 ล้านตันคาร์บอนนั้นกรมการข้าวมีนโยบายที่เร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตามพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนและประเทศญี่ปุ่นที่จะมาช่วยให้ไทยได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องข้าวคาร์บอนต่ำเพราะท้ายที่สุดแล้วเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของไทยจะได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิต

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล โดยจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ โดยลำดับแรกเป็นการจัดสรรเพื่อการอุปโภค บริโภค และการประปา  รองลงมาเป็นการจัดสรรเพื่อการรักษาระบบนิเวศทางน้ำ เช่น การผลักดันน้ำเค็ม การขับไล่น้ำเสีย บรรเทาสาธารณภัย จารีตประเพณี และคมนาคม เป็นต้น  อันดับถัดมาเป็นการสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งจะนำไปใช้สำหรับการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569  จากนั้นถึงจะเป็นการจัดสรรเพื่อการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวตามลำดับ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปีนี้ ณ วันที่ 1 พฤศิกายน 2568  มีปริมาณรวมกันถึง 67,568 ลบ.ม. คิดเป็น 88% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว  4,194 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศมีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณรวมกัน 23,941 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,253 ล้านลบ.ม.  

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า   ในปีนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  แล้วก็ตามแต่ก็ยังมีพายุโซนร้อนเกิดขึ้น คือ พายุ “คัลแมกี” (Kalmaegi) ได้เคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ส่งผลให้ในช่วงวันที่8-9 พ.ย.68 ประเทศไทยบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน  และภาคเหนือ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ล่าสุด ณ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันเพิ่มขึ้นเป็น 69,517 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว 5,932 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักเพิ่มขึ้นรวมกันเป็น 24,581 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,550 ล้านลบ.ม.   

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 นั้นได้วางแผนจัดสรรน้ำจากปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 47,516 ล้านลบ.ม. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในส่วนนี้จะสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 17,953 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นจะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆในช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 29,563 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 2,748 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 9% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 8,090 ล้าน ลบ.ม. คิด 27% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 18,247 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 478 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2% ของปริมาณน้ำต้นทุน

ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่ใช้การได้ในการจัดสรรช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 17,745 ล้าน ลบ.ม.(รวมปริมาณน้ำที่จะผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้านลบ.ม.)  และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาอีก 2,045 ล้านลบ.ม. โดยจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 6,100 ล้าน ลบ.ม. และใช้ในการระบายน้ำ 4,190 ล้านลบ.ม.  เหลือปริมาณน้ำจัดสรรเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆจำนวน 9,500  ล้าน ลบ.ม.  โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 13% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,305ล้าน ลบ.ม. คิด 14%  ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 6,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 135ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%  ของปริมาณน้ำต้นทุน

สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน ได้กำหนดเป้าหมายสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ในปีนี้กำหนดเป้าหมายทั่วประเทศไว้ที่ 10.73 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 10.05 ล้านไร่ และพืชไร่-พืชผัก 670,000 ไร่ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากำหนดเป้าหมายไว้ที่ 6.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 6.27 ล้านไร่  และพืชไร่-พืชผัก 8,000ไร่  

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ครอบคลุมพิื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ว่า ปริมาณในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 4 แห่ง และขนาดกลาง 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน ณ วันที่ 20 พ.ย.68 จำนวน 1,177 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.75% ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอที่จะใช้ในช่วงฤดูแล้งทั้งการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายน้ำ ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% คือ  294 ล้านลบ.ม. เช่นเดียวกับอ่างกับน้ำบางพระ จ.ชลบุรี  มีปริมาณน้ำถึง 116 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ

นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ   การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด – อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC  ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝน 2569 ปริมาณน้ำในพื้นที่ EEC จะเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

 “กรมชลประทานจะติดตามและควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล่้งปี 2568/69 ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งจะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2568/69 ที่ได้มาจากการถอดบทเรียนจากมาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2567/68 และการเปิดรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ 3.กำหนดแผนจัดสรรน้ำและปลูกพืชฤดูแล้ง 4.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน 5.เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ 6.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน-องค์กรผู้ใช้น้ำ 7.สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และ8.ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน”  ดร.ธเนศร์ กล่าว

ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ผนวกกับแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2569 อย่างแน่นอน

‘ตรีนุช’ เปิดปฏิบัติการ ‘คนไทยต้องมีงานทำ’ ตั้งทีม ‘JOB HUNTER’ แก้ปัญหาการไม่มีงานทำ

'ตรีนุช' เปิดปฏิบัติการ 'คนไทยต้องมีงานทำ' ตั้งทีม 'JOB HUNTER' แก้ปัญหาการไม่มีงานทำ

‘ตรีนุช’ เปิดปฏิบัติการ ‘คนไทยต้องมีงานทำ’ ตั้งทีม ‘JOB HUNTER’ แก้ปัญหาการไม่มีงานทำ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

ตรีนุชเปิดปฏิบัติการ ‘คนไทยต้องมีงานทำ’  ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ หางานให้คน+สร้างคนให้งาน พร้อมตั้งทีม JOB HUNTER หน่วย-ล่า-งาน จับมือเครือข่ายพันธมิตร ตั้งเป้าเพิ่มตำแหน่งงาน วันละ 1,000 อัตราและวางเป้าหมาย 150,000 อัตรา ใน 4 เดือน

กระทรวงแรงงาน  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดตัวนโยบายระดับชาติ “คนไทยต้องมีงานทำ” อย่างเป็นทางการ เดินหน้าปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาการไม่มีงานทำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญและกระทบต่อความมั่นคงของประชาชนไทยในทุกมิติ ตั้งเป้าหมาย จัดหาตำแหน่งงานให้ได้กว่า 150,000 อัตราภายใน 4 เดือน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และระบบการจัดหางานรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกจังหวัดของประเทศ

“ปัญหาตกงาน” คือรากของวิกฤตหลายด้าน ตรีนุชย้ำต้องแก้แบบ ‘จริงจัง–ทันที–ตรงจุด’

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัญหาคนไทย “ไม่มีงานทำ” คำ ๆ นี้ส่งผลมากกว่าแค่ไม่มีรายได้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญญาณความเปราะบางของสังคม เพราะ การตกงานคือการไร้รายได้ ขาดความมั่นคง และอาจนำไปสู่ปัญหาตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ปัญหาครอบครัว ความรุนแรงในสังคม ปัญหายาเสพติด กระทั่งการถูกล่อลวงโดยแก๊งสแกมเมอร์ที่กำลังเป็นภัยระดับโลก เมื่อขาดงาน ก็ขาดโอกาส ขาดความหวัง และอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้ง่าย สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่ตัวเลขการจ้างงาน แต่คือความมั่นคงในชีวิต กระทรวงแรงงานต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้

“คนไทยต้องมีงานทำ” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูที่พูดออกมาเท่ห์ ๆ แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราที่ต้องร่วมมือกันทำเพื่อคนไทยที่ต้องการทำงาน “คนไทยต้องมีงานทำ” ไม่ใช่การหา ‘ตำแหน่งงานว่าง’ มาเติมตัวเลข แต่คือการสร้างรากฐานใหม่ให้ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน “งาน” ยังต้องการคน “คน” ก็ต้องการงาน หน้าที่เราคือสร้างความลงตัวให้กับสมการในข้อนี้ นโยบายใหม่ต้องใช้พลังร่วมทั้งระบบ — รัฐ–เอกชน–การศึกษา เราตบมือข้างเดียวยังไงก็ไม่ดัง ต้องมีพันธมิตรที่มาร่วมตบมือและเดินไปด้วยกัน กลไกการขับเคลื่อนนโยบายนี้ต้องเกิดจากการ จับมือกันทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “อุปสงค์–อุปทาน” ของตลาดแรงงานไทย โดยมีกรมการจัดหางานเป็นแกนกลางเชื่อมโยงข้อมูลนายจ้าง ทักษะแรงงาน และความต้องการของประชาชน ภารกิจนี้จะขับเคลื่อนผ่านศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย

ด้วย 4 มิติเชิงรุก ได้แก่ 1) เร่งจัดหาตำแหน่งงานว่าง (Job Hunting) 2) จับคู่ทักษะกับงาน พร้อมอบรม Upskill–Reskill 3) ส่งเสริมการทำงานต่างประเทศในตลาดรายได้ดีและสวัสดิการมาตรฐาน 4) วัดผลด้วยคุณภาพงาน ความมั่นคงของอาชีพ และการเข้าถึงของทุกกลุ่ม รวมถึงบัณฑิตจบใหม่ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

ไฮไลต์สำคัญคือเปิดตัว “ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย” 87 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น กระทรวงแรงงานเปิดให้บริการ ศูนย์จัดหางานเพื่อคนไทย ทั้งหมด 87 แห่ง ดังนี้ ส่วนกลาง 11 แห่ง สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 จุดบริการภายในบริเวณกระทรวงแรงงาน 1 แห่ง ส่วนภูมิภาค 76 แห่ง ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี ตำแหน่งงานว่างพร้อมรองรับทันที จำนวน 61,399 อัตรา ทั้งภาคการผลิต ค้าปลีก โลจิสติกส์ ดิจิทัล ท่องเที่ยว และบริการ โดยตั้งเป้าหมายทั่วประเทศ 1,000 อัตรา ต่อวัน และกำหนดเป็นตัวชี้วัด KPI สำหรับจัดหางานจังหวัดทั้วประเทศด้วย

กรมการจัดหางานทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการส่งเสริมการมีงานทำแก่ประชาชน ทั้งการประสานนายจ้างเพื่อขอตำแหน่งงานว่าง สนับสนุนการประกอบอาชีพอิสระ ส่งเสริมการฝึกอบรม Upskill – Reskill ให้บริการข้อมูลตลาดแรงงาน และติดตามผลการบรรจุงาน จากนายจ้างและสถานประกอบการ โดยมีผลดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ได้สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำงานในประเทศบรรจุงานผ่านกรมการจัดหางาน แล้ว 42,000 คน คิดเป็นรายได้เฉลี่ย 7,560 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ได้จัดส่งแรงงานไทย ไปทำงานต่างประเทศแล้วกว่า 17,000 คน สร้างรายได้ 12,240 ล้านบาทต่อปี

เตรียมเปิดศึกมวย ‘RATCHABURI SUPER FIGHT 2025’ ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสานมรดกไทยครบทุกมิติ

เตรียมเปิดศึกมวย 'RATCHABURI SUPER FIGHT 2025' ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสานมรดกไทยครบทุกมิติ

เตรียมเปิดศึกมวย ‘RATCHABURI SUPER FIGHT 2025’ ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสานมรดกไทยครบทุกมิติ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.33 น.

ราชบุรีเตรียมเปิดศึกมวยสุดยิ่งใหญ่“RATCHABURI SUPER FIGHT 2025” ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสารมรดกไทย ครบทุกมิติ

เตรียมระเบิดความยิ่งใหญ่ในศึกมวยแห่งปี กับงาน “RATCHABURI SUPER FIGHT 2025” ที่เกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของคณะผู้จัดงานนำโดย นายนพพล ภู่แย้ม อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 พรรคเพื่อไทย เป็นผู้สนับสนุนหลัก ร่วมด้วย นายสินาด รุ่งจรูญ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดราชบุรี และ นายกเทศมนตรีตำบลหลักเมือง และภาคีเครือข่าย ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 13 ธันวาคม 2568 โดยศึกมวยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่คือมหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสืบสารมรดกไทย อย่างครบมิติ ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก “เศรษฐกิจเฟื่องฟู คู่มวยไทยคงอยู่”

RATCHABURI SUPER FIGHT 2025 ส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพื่อเป็นแรงชับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดราชบุรี สร้างรายได้ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ สนับสนุนและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของคนในท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าต่อท้องถิ่น เป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมของกีฬาชกมวย เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ ให้คงอยู่และเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาชกมวย และพัฒนาตนเองเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพต่อไป

ความตั้งใจเต็มเปี่ยม เดินหน้าจัดงานเต็มพิกัด นายนพพล ภู่แย้ม ผู้สนับสนุนหลักในงานจัดงานครั้งนี้กล่าวว่า “งานนี้จัดขึ้นด้วยความรักบ้านเกิด และต้องการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ อยากกระตุ้นเยาวชนให้มาสนใจในเรื่องกีฬา โดยเชิญพี่มนัส บุญจำนงค์​ และนนท์ บุญจำนงค์ ขึ้นชกเป็นคู่พิเศษ​เพื่อให้เยาวชนได้ได้เป็นแรงบันบาลใจ ได้ใกล้ชิดนักกีฬาฮีโร่ของประเทศไทย และเป็นชาวราชบุรีบ้านเราด้วย เราต้องช่วยกันส่งเสริมเยาวชนเหล่านี้จะได้มีโอกาสสร้างอาชีพนักกีฬา นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย และราชบุรีของเรา อีกความตั้งใจนึงถือเป็นการคืนกำไรจากการทำธุรกิจให้ชาวบ้าน การจัดงานใหญ่แบบนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชาวราชบุรีด้วย อยากจะเชิญชวนมาร่วมงาน งานนี้เข้าชมฟรี”

คู่มวยสำคัญและถ้วยเกียรติยศ การแข่งขันครั้งนี้เต็มไปด้วยความเข้มข้น โดยมีการชิงถ้วยอันทรงเกียรติจากบุคคลสำคัญระดับชาติ ได้แก่ – ชิงถ้วยจาก อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้า พรรคเพื่อไทย – ชิงถ้วยจาก อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ ยังมีการชิงเข็มขัดแชมป์ 2 เส้น ได้แก่ – ชิงแซมป์ชมรมมวยสยามภาคกลางและภาคตะวันออก รุ่น 135 ปอนด์ ระหว่าง เบิกบาน กับ ภูชนะ – ชิงแชมป์ชมรมมวยสยามภาคกลางและภาคตะวันออก รุ่น 140 ปอนต์ ระหว่าง เพชรเหนือ กับ พร้อมรบ และ มวยคู่พิเศษ Highlight สำคัญ ศึกพี่น้องบุญจำนงค์ ระหว่าง นนท์ บุญจำนงค์​ ขึ้นชกปะทะ มนัส หน้า 4 จาก 4บุญจำนงค์ ฮีโร่เหรียญทอง  โอลิมปิก เกมส์ เอเธนส์ 2004 และ เหรียญเงิน  โอลิมปิกเกมส์  ปักกิ่ง 2008 นักมวยสองพี่น้องนักชกระดับตำนานขึ้นเวทีเดียวกันถือเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ต้องรอชม

คณะผู้จัดงานทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าการแข่งขัน"RATCHABURI SUPER FIGHT 2025" จะเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดราชบุรีในทุกมิติ

-(016)

‘ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน – น้องซิดนีย์ ลฎาภา’ คว้าอันดับที่ 5 ของโลก ในการแข่งขัน Euro Pop Contest 2025

‘ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน – น้องซิดนีย์ ลฎาภา’ คว้าอันดับที่ 5 ของโลก ในการแข่งขัน Euro Pop Contest 2025

‘ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน – น้องซิดนีย์ ลฎาภา’ คว้าอันดับที่ 5 ของโลก ในการแข่งขัน Euro Pop Contest 2025

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.22 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้มีการจัดการแข่งขันร้องเพลงนานาชาติ Euro Pop Contest 2025 ระหว่างวันที่ 20–24 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นเวทีรวมตัวเยาวชนจากทั่วโลกเพื่อประชันความสามารถด้านการร้องเพลง

ปีนี้ประเทศไทยสร้างชื่อเสียงได้อย่างโดดเด่น เมื่อ ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม ผู้อำนวยการ โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์ พร้อมด้วย ครูกระต่าย รัตติกาล โชควิทยานุกูล รองผู้อำนวยการโรงเรียนฯ เดินทางร่วมเป็นทีมผู้ดูแลและสนับสนุนนักร้องเยาวชนไทย น้องซิดนีย์ ลฎาภา ชาญจรูญจิต เข้าร่วมแข่งขันบนเวทีระดับโลก และสามารถคว้า ลำดับที่ 5 ของโลกได้สำเร็จ

ก่อนการแข่งขัน ทีมประเทศไทย นำโดยครูพิชและครูกระต่าย ได้นำน้องซิดนีย์เข้าพบ ท่านจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และภริยา รวมถึง ท่านกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต และภริยา เพื่อรับโอวาทและกำลังใจ ซึ่งท่านทูตได้กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและความสามารถของตัวแทนเยาวชนไทย พร้อมให้กำลังใจให้ทำผลงานให้ดีที่สุดบนเวทีโลก

ในการแข่งขันรอบ World Hit น้องซิดนีย์เลือกเพลง “Creep” ถ่ายทอดพลังเสียง อารมณ์ และเทคนิคการร้องได้อย่างโดดเด่น เป็นที่ประทับใจของคณะกรรมการและผู้ชมจำนวนมากขณะที่ในรอบ National Song น้องซิดนีย์ใช้บทเพลงไทย “ตัวร้ายที่รักเธอ” และได้รับคัดเลือกให้ขึ้นเวที Gala Concert ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของการแข่งขัน

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทย รวมถึงคุณภาพการฝึกสอนอย่างเป็นระบบของ โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์ ภายใต้การนำของครูพิชและครูกระต่าย ที่ร่วมเดินทางดูแลและสนับสนุนนักเรียนอย่างใกล้ชิดตลอดการแข่งขัน

ทั้งนี้ โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์เผยว่า ความสำเร็จของน้องซิดนีย์เป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับเยาวชนไทยที่มีความฝันด้านดนตรี และโรงเรียนจะเดินหน้าสนับสนุนผู้มีความสามารถรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกต่อไป โดยในปีหน้า โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์เตรียมเปิดการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยสำหรับรายการ Euro Pop Contest 2026 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้สนใจสอบถามข้อมูลการแข่งขันต่างประเทศ หรือทดลองเรียนฟรี! โทร. 086-351-7979 Line: @pitchasilapha (มี @ ด้านหน้า)

-(016)

มท.จัดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’ ดัน ‘ผ้าครามไทย’ สู่เวทีโลก

มท.จัดงาน 'Kraam International Symposium 2025' ดัน 'ผ้าครามไทย' สู่เวทีโลก

มท.จัดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’ ดัน ‘ผ้าครามไทย’ สู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.33 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดงาน “Kraam International Symposium 2025” เสวนาวิชาการระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้โครงการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ผ้าย้อมครามเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล 2568 บนแนวคิด “HANDS ACROSS CULTURE” ก้าวสำคัญในการยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ผ้าย้อมครามไทย” สู่เวทีแฟชั่นระดับโลก ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 19 – 22 พฤศจิกายน 2568 ณ เอ็มทาวเวอร์ เอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร ในการแถลงข่าวครั้งนั้น กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันผ้าไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “การจัดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’ ในครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับภูมิปัญญาผ้าไทยตามแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เราตั้งใจสร้างเวทีนี้ให้เป็นจุดเชื่อมโยงมรดกหัตถศิลป์ของไทยเข้ากับบริบทของโลกปัจจุบัน  โดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าครามไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ‘เมืองครามโลก’ (World Indigo City) ที่ยั่งยืน”

สำหรับงาน Kraam International Symposium 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ผ้าย้อมครามเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ปี 2568 ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก ซึ่งจากเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม กรมการพัฒนาชุมชนยืนยันความพร้อมที่จะกลับมาสานต่อความสำเร็จนี้อีกครั้งในปีหน้า เพื่อเดินหน้าผลักดันภูมิปัญญาผ้าครามและหัตถศิลป์ไทยให้เติบโตเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป โดยตลอดการจัดงานทั้ง 4 วัน มีผู้สนใจเข้าร่วมงานรวมกว่า 1,000 คน นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ผ้าย้อมครามไทย” ก้าวสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก

ติดตามภาพบรรยากาศและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  http://www.cdd.go.th Facebook: ผ้าไทยใส่ให้สนุก 

-(016)

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

จบลงไปอย่างชื่นมื่น สำหรับ การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15” ชิงถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และรางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Fight A-C รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีทีมเข้าแข่งขัน 26 ทีม ทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยมี ผรณเดช พูนศิริวงศ์ รองประธาน บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด เป็นประธานจัดการแข่งขัน และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะประเภทต่างๆ ณ สนามกรุงเทพกรีฑา เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568

รางวัลชนะเลิศประเภททีม ได้รับถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ได้แก่ ทีม Paskani (Mojo)

การแข่งขัน กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15 ใช้ระบบการแข่งขัน 36 System ผลปรากฏว่าทีมที่โชว์วงสวิงจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศประเภททีม ได้รับถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ได้แก่ ทีม Paskani (Mojo), รางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Flight A รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ เอกพันธ์ พรหมประพันธ์ จากทีม Paskani (Mojo), รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight A ได้แก่ ประพันธ์ สินธุพันธ์เดชา จากทีม Paskani (Mojo) และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight A ได้แก่ วีรวิทย์  วัฒนาสวัสดิ์ ทีม ปตท.

รางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Flight A รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้แก่ เอกพันธ์ พรหมประพันธ์ จากทีม Paskani (Mojo)

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight B รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ ธราพงศ์ รัตนะวิศ ทีม ปตท., รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ สัณหวัจน์ เดชาจุตินันท์ ทีมโปรกร โปรคิด, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ โชคชัย  คุณาวัฒน์ ทีม ธนาคารออมสิน, รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight C รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ ฉัตรชัย โดมินทร์ ทีม บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ อภิวิชญ์  เฉลยปราชญ์ ทีม อิสเทิร์นโพลีเมอร์กรุ๊ป  และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ ไชยพร เบ็ญมินทร์ ทีม ธนาคารออมสิน

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ ธราพงศ์ รัตนะวิศ ทีม ปตท.

ในช่วงค่ำเป็นงานเลี้ยงพร้อมพิธีมอบรางวัล รวมถึงการจับสลากรับรางวัลพิเศษมากมาย อาทิ บัตรกำนัลที่พักสุดหรู กระเป๋ากอล์ฟ และรางวัลใหญ่ Tablet และของที่ระลึกจากผลิตภัณฑ์ลองนา โดยวิสาหกิจแนวหน้าเพื่อสังคม  ให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีของรางวัลติดมือกลับบ้าน

ชาวแนวหน้าขอขอบคุณพันธมิตรทุกท่านที่สนับสนุนและเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้แล้วพบกันใหม่ในการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15” แล้วพบกันใหม่ในกอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 26 ประจำปี 2569

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ ฉัตรชัย โดมินทร์ ทีม บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น

ผรณเดช พูนศิริวงศ์ ประธานจัดการแข่งขันกล่าวเปิดงานพร้อมขอบคุณพันธมิตรที่ร่วมการแข่งขันและสนับสนุน กอล์ฟแนวหน้ามาตลอด 15 ปี

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.00 น.

Donation HUB สภากาชาดไทย ในฐานะศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากา ชาดไทย เผยถึงความตั้งใจในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริจาคในยุคดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทุน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมการกุศลเพื่อหารายได้ อาทิ งานกาชาดประจำปี งานออกร้านคณะภริยาทูต งานกาชาดคอนเสิร์ต งานวิ่งการกุศล รวมไปถึงกิจกรรมระดมทุนรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย ปี 2569 ตั้งเป้าระ ดมทุน 1,020 ล้านบาท ขับเคลื่อนทุกภารกิจการช่วยเหลือเต็มกำลัง

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “โลกปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งภัยธรรม ชาติที่รุนแรงขึ้น วิกฤตสาธารณสุข ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่มีความซับซ้อน ทำให้ความต้องการการช่วยเหลือจากองค์กรกุศลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2569 นี้ Donation HUB สภากาชาดไทย มีเป้าหมายในการระดมทุน จำนวน 1,020 ล้านบาท เพื่อเสริมการใช้งบประมาณให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย โดยเป้าหมายในการระดมทุนที่สูง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่มีสูงขึ้น ดังนั้น ในปีหน้านี้ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการดังกล่าว โดยยังยึดวิสัยทัศน์ Smart Fundraising ในการทำงาน มุ่งเน้นที่ความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิ ภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น การจัดกิจกรรมหารายได้รูปแบบต่าง ๆ การพัฒนาระบบหรือเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้ และเพื่อให้เข้าถึงผู้บริจาคได้มากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เพื่อรวมพลังความช่วยเหลือ ส่งต่อไปยังพี่น้องประชาชนที่ต้องการอย่างแท้จริง”

จากข้อมูลในปี 2568 พบว่า ยอดเงินบริจาคจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นร้อยละ 7.16 จากปีก่อนหน้า และจำนวนผู้บริจาคเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.25 เมื่อเทียบกับปี 2567 แสดงถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านมูลค่าและฐานของผู้สนับสนุนผ่านช่องทางการบริจาคออนไลน์ของ Donation HUB สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวถึง การพัฒนาก้าวสำคัญของ Donation HUB สภา กาชาดไทย เพื่อตอบรับทั้งพฤติกรรมของผู้บริจาค และตอบสนองต่อความต้องการความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทยมีการใช้บริการระบบดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางยอดนิยม และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริจาครุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ในการให้ความช่วยเหลือ Donation HUB สภากาชาดไทย จึงพัฒนาแพลตฟอร์มการบริจาคออนไลน์ http://www.donationhub.or.th โดยผู้บริจาคสามารถเข้าถึงโครงการบริจาคต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย พร้อมทั้งดูรายละเอียดโครงการ และความคืบหน้าของการดำเนินงาน สามารถติดตามและวางแผนการสนับ สนุนโครงการที่ตนสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แอปพลิเคชัน DONATIONHUB ส่งต่อทุกการให้ครบจบในแอปเดียว เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริจาคสามารถเลือกโครงการที่ต้อง การบริจาค ขอรับใบเสร็จรับเงินบริจาคในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของการเป็นผู้มีอุปการคุณสภากาชาดไทย รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ จากสภากาชาดไทย ปัจจุบันทั้ง 2 ช่องทางได้เปิดให้บริการมากว่า 2 ปีแล้ว นอกจากนี้ ปี 2568 เรายังได้พัฒนา http://www.iredcross.org เป็นแพลตฟอร์มการจัดหารายได้การกุศลทางดิจิทัลของสภากาชาดไทย เพื่อเสริมทัพการระดมทุนออนไลน์ในรูปแบบของแพลตฟอร์ม Donatainment ดูแลทุกการแบ่งปัน เชื่อมต่อผู้บริจาคกับกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย อาทิ งานกาชาดออน ไลน์ การจำหน่ายของที่ระลึก การระดมทุนร่วมกับศิลปินดารา โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคผ่านการเลือกซื้อสินค้าหรือเข้าร่วมกิจ กรรมการกุศลออนไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรม CSR รูปแบบใหม่ ๆ สำหรับภาคองค์กร โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีความโดดเด่นที่แตกต่าง แต่เสริมกันอย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการระดมทุนอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที”

เบื้องหลังของทุกยอดการบริจาคจากองค์กร หน่วยงาน และผู้มีจิตศรัทธาในปี 2568 คือชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การบริการโลหิต การส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตลอดจนการบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา Donation HUB สภากาชาดไทย ได้นำเงินบริจาคที่ได้รับส่งต่อไปยังพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อาทิ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จากการปฏิบัติหน้าที่ การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในช่วงวิกฤติ ตลอดจนการมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุ “วิภา – คาจิกิ – บัวลอย” ใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งร่วมมือกับเหล่ากาชาดจังหวัด ในการส่งมอบความช่วยเหลือ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการสนับสนุนภารกิจด้านการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย เป็นต้น

ทุกการบริจาคไม่ว่าจะน้อยหรือมาก ล้วนมีความหมายและสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งการให้ ผ่าน Donation HUB สภากาชาดไทย ด้วยการร่วมบริจาคออน ไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.donationhub.or.th และ http://www.iredcross.org หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Donation HUB” ได้ทั้งบนระบบ iOS และ Android

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

รู้หรือไม่ว่าน้ำใส ๆ ที่เราดื่มกันอยู่ทุกวัน แม้จะดูสะอาดมากพอ แต่อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ โดยข้อมูลจากกรมอนามัย ปี 2565 ระบุว่า น้ำบริโภคที่สุ่มตรวจทั่วประเทศกว่า 50% พบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย และอีกกว่า 30% พบเชื้อ E. coli ซึ่งล้วนเป็นสิ่งปนเปื้อนที่กระทบต่อสุขภาพ สะท้อนถึงปัญหาคุณภาพน้ำที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในแหล่งน้ำที่คนส่วนใหญ่ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นน้ำบ่อ น้ำฝน หรือน้ำประปาบางพื้นที่ ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือกรองอย่างเหมาะสมก่อนนำมาดื่ม ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ทั้งท้องร่วง อาเจียน หรืออาจสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายในระ ยะยาว เพื่อให้เข้าใจถึงความอันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด

พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พาไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้เราดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

น้ำดื่มที่ไม่สะอาดเป็นแบบไหน

น้ำดื่มไม่สะอาด คือ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบได้จากทุกแหล่งน้ำที่นิยมนำมาบริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำบรรจุขวด น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำประปา ไปจนถึงน้ำที่กรองด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ทำให้น้ำเหล่านี้อาจมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำและมองไม่เห็นด้วยตา นอกจากนี้ยังอาจปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก ซึ่งส่วนมากมักปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “หนึ่งในสิ่งที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำคือ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดว่าน้ำสะอาดหรือไม่ เพราะหากพบโคลิฟอร์มในน้ำ แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นอาจปนเปื้อนของเสียจากอุจจาระ และอาจนำมาพร้อมกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอันตราย”

อันตรายดื่มน้ำไม่สะอาด นานไปอาจก่อมะเร็ง

การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในระยะสั้นมักเกิดจากการได้รับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอีแบคที เรียอหิวา แบคทีเรียไทฟอยด์ แบคทีเรียบิดไม่มีตัว และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ หรือโปรโตซัวจำพวกอะมีบา ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวและตาเหลือง และมีไข้ ส่วนในระยะยาวมักเกิดจากการได้รับสารเคมีที่ตกค้างในน้ำ เช่น ตะกั่ว สารหนู และสารเค มีตลอดกาลในกลุ่ม PFAS ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง มะเร็งไต มะเร็งเต้านม และมะเร็งอัณฑะ “กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดีคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากร่างกายของกลุ่มเหล่านี้มักไม่สามารถต้านเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่ เด็กอาจสูญเสียน้ำจากอาการท้องเสียได้เร็ว ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ฟื้นตัวยากกว่า” พญ.สาวินี  อธิบาย

วิธีเตรียมน้ำดื่มให้สะอาด เพราะแค่ “ใส” อาจไม่ปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เริ่มต้นจากความเข้าใจ “น้ำใส” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย” เสมอไป เพราะอาจยังมีเชื้อโรคหรือสารเคมีที่มองไม่เห็นปนเปื้อนอยู่ โดยหากเลือกใช้น้ำจากแหล่งทั่วไป เช่น น้ำประปา น้ำบ่อ หรือน้ำฝน ต้องเลือกน้ำที่ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ และเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด จากนั้นควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เช่น ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที เพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หรือเลือกใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Reverse Osmosis (RO) หรือ ระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรคและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ.สาวินี แนะนำเพิ่มเติมว่า สำหรับน้ำดื่มบรรจุขวดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาแล้วก็ต้องเลือกให้ดีเช่นกัน โดยเช็กดูวันผลิต วันหมดอายุ และเลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากรับรองจาก อย. อย่างชัดเจน รวมถึงไม่ควรนำขวดพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง เพราะอาจเสื่อมสภาพและปล่อยสารเคมีออกมาปนเปื้อนในน้ำได้

“การเลือกน้ำดื่มที่สะอาดดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วคือรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเล็กน้อยในน้ำก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด และนำมาผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อให้ดีก่อนจะดื่มทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทุกแก้วที่เราดื่มนั้นปลอดภัยจริง ๆ” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสังสัยสามารถของรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ ได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0054 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

พญ.สาวินี จิริยะสิน

พญ.สาวินี จิริยะสิน