สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สุดห่วง วิกฤต "น้ำท่วมภาคใต้" แห่ถามหา "ผบ.เหตุการณ์" เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

25 พ.ย. 2568 10:47 น.

สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โซเชียลสุดห่วง วิกฤติ “น้ำท่วมหาดใหญ่” รวมถึงหลายจังหวัดในภาคใต้ แห่ถามใครคือ “ผบ.เหตุการณ์” วอนเร่งกำหนดวิธีจัดการปัญหา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมหนักในจังหวัดสงขลา เกือบทุกพื้นที่ยังคงวิกฤตหนัก รวมไปถึงอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ ทั้งนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง โดยเจ้าหน้าที่และกู้ภัยก็พยายามเร่งทำงานเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะที่ในโซเชียลพบว่ามีการโพสต์ภาพ คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม แชร์พิกัดจุดต่างๆ เพื่อขอรับการช่วยเหลือ และรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นภาพความช่วยเหลือที่คนไทยต่างร่วมแชร์ข้อมูล และพิกัดผู้ประสบภัย รวมถึงบริจาคสิ่งของจำเป็น และเงินสนับสนุนเพื่อช่วยผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

นอกจากนี้ หลายคนก็ยังได้แสดงความรู้สึกเห็นใจ และสะเทือนใจกับภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ และตั้งคำถามถึง “ผบ.เหตุการณ์” หรือ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander: IC) ในครั้งนี้ว่าเป็นใคร ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาเหตุน้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ในภาคใต้ เพื่อเร่งให้สถานการณ์คืนกลับสู่ภาวะปกติ และประชาชนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

25 พ.ย. 2568 09:32 น.

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

งานวิจัยอินเดียเผยดนตรี มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้น ช่วยลดปริมาณยาสลบ และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตัวไวกว่าเดิม

งานวิจัยชิ้นใหม่จาก วิทยาลัยแพทยศาสตร์ Maulana Azad Medical College (MAMC) ในกรุงเดลี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Music and Medicine ชี้ว่าการฟังดนตรีระหว่างการวางยาสลบ สามารถช่วยลดปริมาณยาสลบที่ต้องใช้ และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและชัดเจนขึ้น โดยอธิบายว่าแม้ยาสลบจะทำให้ผู้ป่วยหมดสติอย่างสมบูรณ์ แต่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยินยังคงทำงานบางส่วนอยู่ ทีมวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เปิดเพลงจากหูฟังระหว่างผ่าตัดมีผลทำให้ใช้ยา propofol น้อยลง, ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ เช่น fentanyl น้อยลง, สัญญาณชีพ เช่น ความดันและอัตราการเต้นหัวใจ นิ่งกว่า, ระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ลดลง และฟื้นตัวหลังผ่าตัด ไวกว่าและชัดเจนกว่า

ดร.ฟาราห์ ฮูเซน แพทย์วิสัญญีและนักบำบัดดนตรีของทีมวิจัย กล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว สดชื่น และเจ็บปวดน้อยที่สุด ซึ่งดนตรีช่วยลดความเครียดในร่างกายได้จริง แม้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวก็ตาม

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นผู้ป่วยที่เข้ารับการ ผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) ซึ่งใช้เวลาสั้นและต้องการให้ผู้ป่วยตื่นจากยาสลบอย่างรวดเร็วผู้ป่วยทั้งหมด 56 คนถูกสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกใส่หูฟัง แต่ไม่มีเสียง ส่วนอีกกลุ่มใส่หูฟังพร้อมเพลงบรรเลงคลายเครียด เช่น ฟลุตหรือเปียโน

ซึ่งผลปรากฎว่าผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้ป่วยที่ได้ฟังเพลง ใช้ยาน้อยกว่า และมีสัญญาณชีพระหว่างผ่าตัดที่ นิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะถึงแม้ผู้ป่วยจะหมดสติ แต่ร่างกายยังตอบสนองต่อขั้นตอนผ่าตัด เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ (intubation) การเปิดแผล และการดึงอวัยวะระหว่างผ่าตัด

ขั้นตอนเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ความดันขึ้น อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น และฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูง ซึ่งทีมวิจัยพบว่าดนตรีช่วยลดความตึงเครียดเหล่านี้ลงได้

ดร.โซเนีย วัดฮาวัน อาจารย์แพทย์ด้านวิสัญญี เปิดเผยว่าถึงผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัว แต่สมองยังรับรู้เสียงได้บางส่วน ดนตรีจึงสามารถปรับสภาวะภายในสมองและลดปฏิกิริยาความเครียดได้

การใช้ดนตรีเพื่อการบำบัดไม่ใช่เรื่องใหม่ แพทย์ใช้ดนตรีมานานในด้านจิตเวช การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต และการดูแลแบบประคับประคอง แต่การนำดนตรีเข้าสู่ห้องผ่าตัด ถือเป็นความก้าวหน้าใหม่ในวิสัญญีสมัยใหม่

ทีมแพทย์อินเดียกำลังเตรียมศึกษาขั้นต่อไปเกี่ยวกับการให้ดนตรีร่วมกับการให้ยาระงับความรู้สึกแบบไม่ต้องดมยา ซึ่งอาจเปลี่ยนแนวทางการผ่าตัดในอนาคตต่อไป.

ที่มา : อินเดีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดนตรี

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

25 พ.ย. 2568 09:09 น.

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

เกิดเหตุไม่คาดฝันขณะกองทัพอินโดฯ โชว์กระโดดร่ม เมื่อทหารพลร่มอินโดฯ รายหนึ่งร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นต่อหน้า รมว.กลาโหม เคราะห์ดีที่ยังรอดตาย

เกิดเหตุการณ์ระทึกขณะกองทัพอินโดนีเซียตั้งใจจัดโชว์ศักยภาพการฝึกกระโดดร่มต่อหน้าผู้บัญชาการระดับสูง เมื่อทหารพลร่มนายหนึ่ง ร่มชูชีพขัดข้องไม่ยอมกาง ทำให้เขาร่วงลงสู่พื้นด้วยความเร็ว ท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้ที่เห็นเหตุการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่สนามบิน IMIP Private Airport จังหวัดสุลาเวสีกลาง ขณะทหารกระโดดจากเครื่อง C-130 ต่อหน้า รัฐมนตรีกลาโหม ชาฟรี ชัมซุดดิน และผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อากุส สุเบียนโต

จากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียล จะเห็นทหารทยอยกระโดดออกจากท้ายเครื่องบิน และร่มกางอย่างสมบูรณ์ทุกนาย ยกเว้นเพียงหนึ่งคนที่ร่มยังคงแฟบ ทำให้ร่างของเขาร่วงตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภาคพื้นดินต่างรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันทีหลังเขาตกถึงพื้น ก่อนเร่งเคลื่อนย้ายเพื่อปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน

พลเรือโท เฟรดดี อาร์เดียนซาห์ ยืนยันว่า ทหารนายนี้ได้รับบาดเจ็บจากร่มชูชีพที่ไม่กาง โดยสาเหตุของความขัดข้องยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่อาการของเขากำลังดีขึ้น หลังได้รับการดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้กลายเป็นกระแสในอินโดนีเซีย สะท้อนความเสี่ยงของการฝึกกระโดดร่มทางทหาร และตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกซ้อม.

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กระโดดร่ม

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

25 พ.ย. 2568 06:39 น.

สหรัฐฯ จ่อยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวของชาวเมียนมาในอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับชาวเมียนมาในสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างว่า พวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัยแล้ว เพราะสถานการณ์กำลังดีขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กำลังจะยกเลิกสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับพลเมืองเมียนมาในสหรัฐอเมริกา โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดอย่างปลอดภัยได้แล้ว และอ้างว่าแผนจัดเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร เป็นหลักฐานว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในหมู่บุคคลที่อาจถูกบังคับให้เดินทางกลับไปยังเมียนมา ซึ่งอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมืองมาตลอดนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน จนเกิดการลุกฮือหยิบอาวุธขึ้นมาต่อต้านทั่วประเทศ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) กล่าวในแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้หารือกับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ และสรุปว่าสถานะการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) สำหรับเมียนมาไม่จำเป็นอีกต่อไป

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการคืนสถานะ TPS ให้กลับสู่สถานะเดิมที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์คือชั่วคราว” นางโนเอมระบุในแถลงการณ์

“สถานการณ์ในพม่าดีขึ้นเพียงพอที่พลเมืองชาวพม่าจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเราจึงยกเลิกสถานะการคุ้มครองชั่วคราว พม่าได้แสดงความคืบหน้าอย่างเด่นชัดในการปกครองและเสถียรภาพ รวมถึงการสิ้นสุดภาวะฉุกเฉิน, แผนการสำหรับการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม, ข้อตกลงหยุดยิงที่ประสบความสำเร็จ และการปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นที่ส่งผลให้การให้บริการสาธารณะและการปรองดองแห่งชาติดีขึ้น”

ในการแจ้งอย่างเป็นทางการของการตัดสินใจนี้ DHS ยังให้เครดิตแก่รัฐบาลทหารของเมียนมาที่มีส่วนร่วมในการเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าจีนกำลังมีบทบาทเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย และเปรียบเทียบการเจรจาต่างๆ ว่าเป็นเหมือนกับความพยายามเพื่อสันติภาพในอดีต

ทั้งนี้ DHS ระบุว่า สถานะคุ้มครองชั่วคราวสำหรับชาวเมียนมาประมาณ 4,000 คนในสหรัฐฯ จะหมดอายุในวันที่ 26 ม.ค. 2569 แม้ว่าหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) จะระบุว่า การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนไว้ในเดือนธันวาคมและมกราคมไม่สามารถเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรมได้ ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคยังคงถูกแบน และอดีตผู้นำอย่าง อองซาน ซูจี ยังคงถูกจองจำอยู่ในคุก

“การวิเคราะห์ข้อเท็จจริง (ของสหรัฐฯ) เป็นเรื่องเพ้อฝัน” จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนของ Human Rights Watch สาขาเอเชียกล่าว

“ตรงกันข้ามกับเนื้อหาในนั้น (เมียนมา) ไม่มีพัฒนาการใด ๆ ในด้านธรรมาภิบาลหรือเสถียรภาพ การยกเลิกภาวะฉุกเฉินไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ และการเลือกตั้งที่เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่ประกาศโดยกองทัพเป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นเพียงละคร ไม่ได้เป็นแม้แต่เรื่องตลกที่อย่างน้อยยังมีความขบขัน แต่มันเป็นการหลอกลวง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ DHS ยังดูแตกต่างจากท่าทีของสมาชิกพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์เอง ซึ่งสนับสนุนนโยบายที่แข็งกร้าวต่อรัฐบาลทหารของเมียนมามาอย่างยาวนาน

เมื่อสัปดาห์ก่อน น.ส.ยัง คิม ประธานหญิงของอนุกรรมการการต่างประเทศด้านเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำสภาผู้แทนราษฎร เพิ่งกล่าวในการไต่สวนเกี่ยวกับเมียนมา ว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่าเป็น “การหลอกลวง” ที่ “ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลวงตาของความชอบธรรม ขณะที่อนุญาตให้รัฐบาลทหารทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจีนและรัสเซียต่อไป”

นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังคงเตือนพลเมืองอเมริกันไม่ให้เดินทางไปยังเมียนมา โดยอ้างเหตุผลเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบ, การปะทะกันด้วยอาวุธ และการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นตามอำเภอใจ

รายงานด้านสิทธิมนุษยชนล่าสุดของกระทรวงฯ เกี่ยวกับเมียนมาที่ออกเมื่อเดือนสิงหาคมก็ระบุว่า มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมีนัยสำคัญในเมียนมา รวมถึงรายงานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการสังหารตามอำเภอใจ, การหายตัวไป, การทรมาน, การเข่นฆ่านักข่าว และการจำกัดเสรีภาพทางศาสนา ไม่รวมการละเมิดอื่นๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

25 พ.ย. 2568 04:15 น.

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

เซเลนสกี ผู้นำยูเครนกล่าวยินดีกับความคืบหน้าในการเจรจาแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน แต่ย้ำว่า ปัญหาหลักยังคงเป็นเรื่องดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีต่อ “ความคืบหน้าสำคัญ” ที่เกิดขึ้นระหว่างการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา แต่เตือนด้วยว่า ปัญหาหลักยังคงเป็นข้อเรียกร้องของวลาดิมีร์ ปูติน ที่ต้องการให้รับรองทางกฎหมายต่อดินแดนทางตะวันออกที่รัสเซียยึดไปจากยูเครน

หลังจากที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนประชุมกันที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติสงครามกับรัสเซีย เจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝ่ายรายงานว่ามี “ความคืบหน้า” และตั้งใจที่จะทำงานร่วมกันต่อไป

แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า แต่ละฝ่ายเชื่อมความเห็นที่แตกแยกระหว่างรัสเซียกับยูเครนในเรื่องดินแดนกับการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนอย่างไร ท่ามกลางความคาดหมายว่า นายเซเลนสกีจะพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นที่เป็นข้อพิพาท แต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าการพบกันจะเกิดขึ้นเมื่อใด

คำถามเรื่องบูรณาภาพแห่งดินแดนเป็นประเด็นสำคัญที่รัสเซียกับยูเครนแตกแยกกันมากเป็นพิเศษ โดยนายเซเลนสกีกล่าวย้ำมาตลอดว่า รัสเซียไม่ควรได้รับดินแดนที่ยึดมาด้วยกำลังเป็นรางวัลจากการรุกราน เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างกรณีตัวอย่างที่อันตรายขึ้นมา

ทั้งนี้ หลังจากการเจรจาที่เจนีวาสิ้นสุดลง นายทรัมป์บอกใบ้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “บางสิ่งที่ดีงามอาจกำลังจะเกิดขึ้น” แต่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าคุณจะได้เห็นเอง”

ตัวแทนของรัสเซียไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ และรัฐบาลเครมลินก็ระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือ แต่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า พวกเขาทราบว่ามีการ “ปรับเปลี่ยน” แผนที่เดิมที่นายปูตินเคยให้การยอมรับ

อนึ่ง สื่อหลายสำนักระบุว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อที่กำลังมีการเจรจาอยู่ตอนนี้นั้น ร่างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนตุลาคม และถูกนำเสนอต่อยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยที่องค์ประกอบหลายอย่างของแผนดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่ฝ่ายมอสโกเรียกร้องมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความกังวลในยูเครนและยุโรป

ในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับยูเครนต่างระบุว่ามีความคืบหน้าในเรื่องแผนการสันติภาพ แต่ผู้นำยุโรประมัดระวังท่าทีมากกว่านั้น โดยนาย โดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้นหรือไม่” ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าการหารือจะเป็น “กระบวนการที่ยืดเยื้อและยาวนาน”

มีรายงานว่า สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และ เยอรมนีได้ร่างแผนสันติภาพในยูเครนตอบโต้กับแผนของสหรัฐฯ ซึ่งตัดเรื่องการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดไป ขณะที่เพิ่มขนาดกองทัพที่ยูเครนได้รับอนุญาตให้มีได้ และเปิดทางให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ได้

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแผนดังกล่าว ส่วนนาย ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเครมลินก็ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่า เป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

แผนสันติภาพ 28 ข้อยังกำหนดให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ โดยจะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนปลอดทหารที่เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย

ข้อกำหนดเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับได้ยากเช่นกัน โดยเคียฟกับพันธมิตรยุโรปต่างระมัดระวังไม่ให้การยุติข้อพิพาทใดๆ เป็นอันตรายต่อหลักการของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย นอกจากนั้นนายเซเลนสกีได้เตือนย้ำหลายครั้งว่าการยอมยกดอนบาสจะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกรัสเซียโจมตีในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

25 พ.ย. 2568 03:06 น.

ภูเขาไฟในเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบ 12,000 ปี หวั่นกระทบเที่ยวบิน

ภูเขาไฟทางตอนเหนือของประเทศเอธิโอเปีย ปะทุครั้งแรกในรอบกว่า 12,000 ปี พ่นเถ้าถ่านปกคลุมหลายหมู่บ้าน ขณะที่หลายประเทศกำลังเตรียมรับมือผลกระทบต่อเที่ยวบินต่างๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟ “เฮย์ลี กุบบี” (Hayli Gubbi) ในภูมิภาค “อาฟาร์” (Afar) ทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย ปะทุเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ทำให้หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงถูกปกคลุมด้วยเถ้าภูเขาไฟ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์

นาย โมฮัมเหม็ด เซอิด ผู้บริหารท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AP ว่า “แม้จะยังไม่มีการสูญเสียชีวิตมนุษย์และปศุสัตว์ แต่หมู่บ้านหลายแห่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน และเป็นผลให้สัตว์ของพวกเขามีอาหารเหลือน้อยที่จะกิน”

ภูเขาไฟลูกนี้ปะทุอีกครั้งในช่วงเย็นวันจันทร์ (24 พ.ย.) ก่อนจะสงบลง โดยมันพ่นเถ้าถ่านและควันขนาดใหญ่เหนือประเทศเอธิโอเปีย และลอยข้ามทะเลแดงไปยังคาบสมุทรอาหรับ นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมากด้วย

ศูนย์เตือนภัยเถ้าภูเขาไฟ (Volcanic Ash Advisory Center) ในเมืองตูลูส ของฝรั่งเศส ออกประกาศเตือนไปยังเครื่องบินที่บินในภูมิภาคนี้ โดยระบุว่าเถ้าถ่านได้ลอยขึ้นไปถึงระดับความสูง 49,000 ฟุต

ด้านเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงในประเทศที่อยู่ไกลออกไปอย่างอินเดีย กำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่เที่ยวบินจะหยุดชะงัก อันเป็นผลมาจากเถ้าถ่านที่ล่องลอยปกคลุมน่านฟ้า

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Volcano Discovery ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟที่ยังคงมีพลังอยู่ทั่วโลก ระบุว่า ไม่เคยมีบันทึกการปะทุของภูเขาไฟ เฮย์ลี กุบบี มาก่อนในช่วง 12,000 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การบันทึกสถิติการปะทุของภูเขาไฟในพื้นที่แถบนี้ของเอธิโอเปียมีอย่างจำกัด เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews , apnews

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

25 พ.ย. 2568 01:32 น.

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์ โดยหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องยูเครนและไต้หวัน ซึ่งฝ่ายจีนย้ำว่า ไต้หวันควรกลับคืนสู่จีน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นฝ่ายโทร ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการคุยครั้งนี้

“ผมเพิ่งมีการคุยโทรศัพท์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ของจีน เราหารือกันในหลายประเด็นรวมถึง เรื่องยูเครน/รัสเซีย, เฟนทานิล, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เราได้มีการทำข้อตกลงที่ดีและสำคัญมากสำหรับเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะดีขึ้นอีก” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนนั้นเข้มแข็งอย่างยิ่ง การโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นการติดตามผลจากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเราที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ข้อตกลงของเราเป็นปัจจุบันและถูกต้อง”

“ตอนนี้เราสามารถตั้งเป้าไปที่ภาพรวมใหญ่ได้ เพื่อจุดประสงค์นั้น ประธานาธิบดีสีได้เชิญผมไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ตอบรับ และผมได้เชิญเขามาเป็นแขกของผมสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เราตกลงกันว่าการที่เราสื่อสารกันบ่อยครั้งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมตั้งตาคอยที่จะทำเช่นนั้น”

ด้านสำนักข่าว ซินหัว ของจีน รายงานว่า ระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “การกลับคืนสู่จีนของไต้หวัน เป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

“จีนและสหรัฐฯ เคยต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิแสนยานุภาพนิยม และในตอนนี้ก็ควรทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายสีกล่าว ตามรายงานของ ซินหัว

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมไต้หวัน แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนและระบุว่า มีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการทูตกับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากจีนโจมตีไต้หวันจนทำให้การดำรงอยู่ของญี่ปุ่นถูกคุกคาม ญี่ปุ่นก็อาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร

นายสีกับนายทรัมป์พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินมานานหลายเดือนซึ่งเกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ หลังจากนั้น จีนก็กลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และระงับมาตรการขยายขอบเขตการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดภาษีสินค้าจากจีนลง 10%

ผู้นำจีนบอกกับผู้นำสหรัฐฯ ในการสนทนาครั้งล่าสุดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ มีเสถียรภาพและดีขึ้นนับตั้งแต่การประชุมที่เกาหลีใต้ “ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในขณะที่การเผชิญหน้าจะทำลายทั้งสองฝ่าย” พร้อมกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศรักษาแรงผลักดันเชิงบวกและขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยนายสียืนยันอีกครั้งว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดช่องว่างความแตกต่างของกันและกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ปธน.เกาหลีใต้เตือน มีความเสี่ยงปะทะกับเกาหลีเหนือโดยไม่ได้ตั้งใจ

ปธน.เกาหลีใต้เตือน มีความเสี่ยงปะทะกับเกาหลีเหนือโดยไม่ได้ตั้งใจ

24 พ.ย. 2568 23:53 น.

ปธน.เกาหลีใต้เตือน มีความเสี่ยงปะทะกับเกาหลีเหนือโดยไม่ได้ตั้งใจ

อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ออกมาเตือนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือในตอนนี้ ย่ำแย่ลงถึงขั้นที่มีความเสี่ยงเกิดการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ว่า อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือนับตั้งแต่เขารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน และเขาได้ยื่นข้อเสนอที่จะเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า แตกต่างจากสมัยของนาย ยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีคนก่อนอย่างสิ้นเชิง

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกลับไม่ดีขึ้น โดยนายอีบอกกับผู้สื่อข่าวขณะโดยสารเครื่องบินจากแอฟริกาใต้ไปยังตุรกีว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ได้กลายเป็นปรปักษ์และเผชิญหน้ากันอย่างน่าเสียใจอย่างยิ่ง”

“แม้แต่ความเชื่อมั่นในระดับพื้นฐานที่สุดก็ไม่มีเหลืออยู่แล้ว และเกาหลีเหนือยังออกแถลงการณ์ที่สุดโต่งอย่างยิ่งและดำเนินการสุดโต่งอย่างยิ่งหลายต่อหลายครั้ง” นายอีกล่าว พร้อมยกตัวอย่างกรณีล่าสุดที่เกาหลีเหนือติดตั้งรั้วลวดหนามสามชั้นตามแนวชายแดน

นายอีกล่าวอีกว่า “ตอนนี้เรามาถึงสถานการณ์ที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจขึ้นเมื่อใด” “ช่องทางการเชื่อมต่อทั้งหมดถูกตัดขาด พวกเขากำลังปฏิเสธการเจรจาและการติดต่อทุกรูปแบบ นี่เป็นสภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตาม นายอีกล่าวว่า เกาหลีใต้จะยังคงแสวงหาช่องทางการสื่อสารกับเกาหลีเหนือต่อไป โดยย้ำว่า เกาหลีใต้เปิดกว้างเสมอ “ทำไมเราถึงแลกเปลี่ยนและพูดคุยกับประเทศอื่น ๆ ทุกประเทศ แต่กลับไม่ทำเช่นนั้นกับเกาหลีเหนือ? เรามาพูดคุยกันเถิด และเราสนับสนุนการทำให้ความสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติ”

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน เกาหลีใต้เสนอจัดการเจรจาทางทหารกับรัฐบาลเปียงยาง เพื่อป้องกันการปะทะตามแนวชายแดน นับเป็นการเสนอจัดการเจรจาทางทหารครั้งแรกในรอบเจ็ดปี

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือออกมาประณามข้อตกลงสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ โดยระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบแบบ “โดมิโนนิวเคลียร์” อันเป็นผลจาก “เจตนาในการเผชิญหน้า” ของทั้งสองประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“จิมมี คลิฟฟ์” ตำนานผู้บุกเบิกวงการเรกเก้ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 81 ปี

“จิมมี คลิฟฟ์” ตำนานผู้บุกเบิกวงการเรกเก้ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 81 ปี

24 พ.ย. 2568 22:20 น.

“จิมมี คลิฟฟ์” ตำนานผู้บุกเบิกวงการเรกเก้ เสียชีวิตแล้ว ในวัย 81 ปี

จิมมี คลิฟฟ์ ตำนานนักร้องชาวจาเมกา หนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีแนวเรกเก้ให้เป็นที่รู้จัก เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 81 ปี หลังจากมีปัญหาด้านสุขภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จิมมี คลิฟฟ์ นักร้องเสียงนุ่มชาวจาเมกา หนึ่งในผู้บุกเบิกดนตรีแนวเรกเก้ให้เป็นที่นิยม และมีเพลงฮิตมากมายรวมถึง “I Can See Clearly Now” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 81 ปี

นางลาติฟา ชามเบอร์ส ภรรยาของ จิมมี คลิฟฟ์ เปิดเผยข่าวร้ายดังกล่าวผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 “ฉันต้องแจ้งให้ทราบด้วยความเสียใจอย่างที่สุดว่าสามีของฉัน จิมมี คลิฟฟ์ จากไปอย่างสงบแล้ว เนื่องจากอาการชักตามด้วยอาการปอดบวม”

“ฉันรู้สึกขอบคุณครอบครัว เพื่อน ศิลปินร่วมวงการ และเพื่อนร่วมงานของเขา ที่เคยได้ร่วมเดินทางไปกับเขา สำหรับแฟนๆ ของเขาทั่วโลก โปรดรู้ว่าการสนับสนุนของพวกคุณคือพลังของเขาตลอดอาชีพการงาน เขาซาบซึ้งใจอย่างยิ่งในความรักจากแฟนเพลงทุกคน”

คลิฟฟ์ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกด้วยเพลงฮิตอย่าง “You Can Get It If You Really Want”, “The Harder They Come” และ “Wonderful World, Beautiful People” และได้รับคัดเลือกเข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรลในปี 2553 ทำให้เขาเป็นชาวจาเมกาคนที่ 2 เท่านั้นที่ได้รับเกียรตินี้ต่อจาก บ็อบ มาร์เลย์

นอกจากผลงานเพลงแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักจากบทบาทนำในภาพยนตร์เรื่อง “The Harder They Come” ปี 2515 ซึ่งเขารับบทเป็น อิวาน มาร์ติน ชายหนุ่มที่ย้ายไปคิงส์ตัน เมืองหลวงของจาเมกา เพื่อเข้าสู่วงการเพลง แต่สุดท้ายกลับหันไปก่ออาชญากรรมแทน

คลิฟฟ์แต่งเพลงหลายเพลงให้แก่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ดนตรีเรกเก้เป็นที่นิยมในสหรัฐ และทำให้ตัวคลิฟฟ์กลายเป็นดาราดัง

เรื่องราวชีวิตของคลิฟฟ์เองก็มีความคล้ายคลึงกับมาร์ตินอยู่บ้าง เขาเกิดในชื่อ เจมส์ แชมเบอร์ส ในปี 2491 ที่เซนต์เจมส์ แพริช ทางตะวันตกของจาเมกา ท่ามกลางพายุเฮอริเคนซึ่งทำให้บ้านของครอบครัวของเขาถูกทำลาย โดยเขาเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 8 คน และเติบโตมาท่ามกลางความยากจน, ร้องเพลงในโบสถ์ ก่อนจะใช้ชื่อในวงการว่า จิมมี คลิฟฟ์

คลิฟฟ์ย้ายไปอยู่คิงส์ตันในปี 2504 ก่อนที่ซิงเกิล “Hurricane Hattie” ของเขาจะติดอันดับสูงสุดของชาร์ตเพลงจาเมกา ทำให้เขามีเพลงที่ประสบความสำเร็จเพลงแรกตอนอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน คลิฟฟ์ก็ตัดสินใจเดินทางไปยังกรุงลอนดอน เพื่อพัฒนาอาชีพการงานของตัวเอง

ที่ลอนดอน คลิฟฟ์บันทึกเสียงอัลบั้มแรกโดยผสมผสานองค์ประกอบของเพลง R&B ก่อนจะเดินทางกลับจาเมกา โดยผลงานของเขาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2513 เขาก็มีซิงเกิลเพลงติดชาร์ตในสหราชอาณาจักรถึง 3 เพลง ได้แก่ “Wonderful World, Beautiful People”, “Vietnam” และ “Wild World” เพลงคัฟเวอร์ของแคท สตีเวนส์

บ็อบ ดีแลน ยกย่องเพลง “Vietnam” ว่าเป็นเพลงประท้วงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการแต่งมา

ต่อมา คลิฟฟ์ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น เดอะ โรลลิง สโตนส์, เอลวิส คอสเตลโล, แอนนี เลนน็อกซ์ และ พอล ไซมอน และขับร้องเพลง “I Can See Clearly Now” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Cool Runnings” ในปี 2536

นายกรัฐมนตรี แอนดรูว์ โฮลเนส แห่งจาเมกา เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของคลิฟฟ์ โดยเขาโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า จิมมี คลิฟฟ์ คือยักษ์ใหญ่ทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง และดนตรีของเขาได้นำพาหัวใจของจาเมกาไปสู่โลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

‘กรมปศุสัตว์’เร่งส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้

'กรมปศุสัตว์'เร่งส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้

‘กรมปศุสัตว์’เร่งส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.37 น.

กรมปศุสัตว์ระดมช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ โดยระยะเร่งด่วน ช่วยอพยพสัตว์ จัดส่งหญ้าอาหารสัตว์ พร้อมดูแลสุขภาพสัตว์ หลังน้ำลด จะเข้าสำรวจความเสียหายทันทีเพื่อชดเชยตามระเบียบราชการ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา ตรัง และนราธิวาส ครอบคลุม 72 อำเภอ 388 ตำบล 2,305 หมู่บ้าน เกษตรกร 106,280 ราย มีสัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม จำนวน 6,525,056 ตัว เป็นโค 193,652 ตัว กระบือ 2,909 ตัว สุกร 236,315 ตัว แพะ/แกะ 55,636 ตัว และสัตว์ปีก 6,036,544 ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ 7,213.40 ไร่

ในระยะเผชิญเหตุ กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการแจกจ่ายเสบียงหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 156,740 กิโลกรัม อพยพสัตว์ จำนวน 27,512 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ/ยาปฏิชีวนะ/วิตามิน) จำนวน 459 ชุด รวมถึงถุงยังชีพสัตว์ พร้อมส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลรักษาสัตว์ในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ส่วนความเสียหายที่สัตว์ตายและสูญหาย มีจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี และสตูล รวม 583 ตัว เป็นโค 23 ตัว แพะ 3 ตัว แกะ 1 ตัว และไก่พื้นเมือง 556 ตัว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญต่อมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ รวมถึงการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู เมื่อประสบเหตุภัยพิบัติ

สำหรับเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อกลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315 หรือขอรับความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006