‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

14 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ภายในพิธี ผู้เข้าร่วมพิธีได้พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ ห้องประชุม 7 ชั้น 5 กรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความจงรักภักดี ความเสียสละ และพระปรีชาสามารถ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ทรงมุ่งมั่นฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรม ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน  พระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ ได้แผ่ไพศาลเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศและเป็นแรงบันดาลใจ ให้กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริ ในการพัฒนาเกษตรกรรมไทย ให้มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้

-(016)

‘ธรรมนัส’ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

'ธรรมนัส'ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

‘ธรรมนัส’ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

“ธรรมนัส”ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เพิ่มมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีและอธิบดี ว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน – จีน ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 11 – 14 พฤศจิกายน 2568 โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้ลงนามพิธีสารด้านความปลอดภัยอาหาร ด้านการสัตวแพทย์ และการปกป้องพืช เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน

การลงนามครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีและเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เป็นผู้ลงนามฝ่ายจีน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเกษตรระหว่างสองประเทศ โดยเป็นผลสำเร็จจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกำหนดเงื่อนไขการค้า การกำกับดูแลคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า

พิธีสารฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของจีนต่อคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากประเทศไทย โดยจากเดิมไทยสามารถส่งออกเฉพาะ “น้ำผึ้ง” ไปยังจีนเท่านั้น ภายหลังการลงนามครั้งนี้ จะสามารถขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์ “นมผึ้ง” และ “เกสรผึ้ง” ได้เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในทุกภูมิภาคของประเทศ

ทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งปริมาณ 7,311.88 ตัน มูลค่า 621.43 ล้านบาท โดยตลาดจีนมีปริมาณส่งออก 542.43 ตัน มูลค่า 78.36 ล้านบาท คาดว่าหลังจากการลงนามพิธีสารฉบับนี้ จะสามารถผลักดันให้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งของไทยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 800 – 1,000 ล้านบาทต่อปี

“การลงนามในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันระดับนานาชาติ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร และขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ

'อธิบดีกรมการข้าว'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.01 น.

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสันติ ไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รักษาการผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะให้กำลังใจผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

ในการนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน ทั้งด้านการผลิตและบริหารเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ โครงสร้างการบริหารจัดการ รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้เยี่ยมชมโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว ห้องเพาะและตรวจสอบความงอกเมล็ดพันธุ์ข้าว ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก

– 006

อว.จับมือ GC เปิดโครงการ ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

อว.จับมือ GC เปิดโครงการ 'จากครัว...สู่เครื่อง' ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

อว.จับมือ GC เปิดโครงการ ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.19 น.

อว. เดินหน้านโยบาย Quick Win “มหาวิทยาลัยสีเขียว” จับมือ GC เปิดตัวโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” นำร่อง 20 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตั้งจุดรับน้ำมันพืชใช้แล้วมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงเครื่องบินยั่งยืน ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero

14 พฤศจิกายน 68 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดโครงการความร่วมมือนโยบาย Quick Win “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University)” ภายใต้โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” การจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ระหว่างกระทรวง อว. ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดยมี นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายนิคม ปัญญาทวีกิจไพศาล รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงาน สถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วมพิธีพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และรับฟังบรรยายเกี่ยวกับโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” โดย คุณศุภฤกษ์ สุเสงี่ยม ผู้จัดการส่วนหน่วยงานเทคนิคโรงกลั่นน้ำมัน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ คุณสุจิตรา เตรยาวรรณ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอนไรส์ ไบโอ ซัพพลาย จำกัด ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (ถนนพระรามที่ 6)

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ผนึกกำลังกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) ริเริ่มโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” เพื่อรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากครัวเรือนมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะดำเนินงานภายใต้นโยบาย “มหาวิทยาลัยสีเขียว” โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญและเป็นต้นแบบในการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะแรก กระทรวง อว. จะสนับสนุนการตั้งจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในมหาวิทยาลัยนำร่องกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

“ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดการของเสีย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ (Learning by Doing) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและชุมชนได้สร้างสรรค์นวัตกรรมสีเขียว ต่อยอดสู่การสร้างรายได้ และผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน” ปลัดกระทรวง กล่าว

ด้าน นายณะรงค์ศักดิ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการนำร่องในจังหวัดระยอง ซึ่ง GC และพันธมิตรสามารถรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ได้กว่า 7 ตัน นำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงเครื่องบินยั่งยืน (SAF) สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 2 แสนบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ GC จึงนำศักยภาพในการแปรรูปน้ำมันใช้แล้วมาผสานกับเครือข่ายของกระทรวง อว. เพื่อขยายผลสู่สถาบันการศึกษาและคนรุ่นใหม่ โดยจะร่วมกันจัดตั้งจุดรวบรวมน้ำมันในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนในกลุ่มเยาวชน เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของภูมิภาคอาเซียน

โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ของ GC ที่สามารถผลิตได้ทั้ง SAF เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Biochemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืน

-(016)

NSM จับมือ CSTM จัดนิทรรศการ ‘Science Space’ สื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช.

NSM จับมือ CSTM จัดนิทรรศการ 'Science Space' สื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช.

NSM จับมือ CSTM จัดนิทรรศการ ‘Science Space’ สื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช.

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

NSM จับมือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดทำนิทรรศการ Science Space สื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะสตรีทรัชดาพร้อมนำไปจัดแสดงร่วมกับคาราวานวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันหารือผู้บริหาร  CAST จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เยาวชนกว่า 30 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม

14 พฤศจิกายน 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ NSM ให้การต้อนรับ ดร. หนี่ จื้อ อวี๋ (Dr. Ni Zhuyu) ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการเผยแพร่วิทยาศาสตร์ และคณะผู้บริหารจากสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Association for Science and Technology: CAST) ในการเยี่ยมชมการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า และ FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ที่ NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือด้านการสื่อสารและการศึกษาวิทยาศาสตร์ระหว่างไทย–จีน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และนวัตกรรมของเยาวชน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนพัฒนากิจกรรมและพื้นที่เรียนรู้วิทยาศาสตร์ร่วมกันในอนาคต ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารจาก CAST ยังได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อีกด้วย

หลังการหารือ นายสุวรงค์ เปิดเผยว่า CAST เป็นองค์กรระดับชาติที่ทำหน้าที่ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในสังคมจีน มีเครือข่ายของสมาคมวิชาชีพและองค์กรวิทยาศาสตร์กว่า 200 แห่งทั่วประเทศจีน  มีบทบาทเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงประชาชน สนับสนุนเยาวชนและครูผ่านกิจกรรมโครงการต่างๆ และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา การที่ CAST เดินทางมาร่วมหารือกับ NSM ในครั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันในประเด็นหลักๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรม Belt and Road Teenager Maker Camp & Teacher Workshop ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างเวทีให้เยาวชนและครูจากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในเครือข่าย “Belt and Road Initiative (BRI)” ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และแรงบันดาลใจด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีเยาวชนจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ ทั้งจากเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ซึ่งเดิมกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในจังหวัดใหญ่ๆ ของจีน แต่ในปีต่อไปจีนมีแนวคิดที่จะนำกิจกรรมไปจัดยังประเทศต่างๆ และไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย โดยให้ NSM เป็นเจ้าภาพ เนื่องจากเห็นว่าเรามีความเชี่ยวชาญและศักยภาพในการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้

รก.ผอ.NSM กล่าวต่อว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการทำวิจัยเกี่ยวกับความตระหนักรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) สำหรับพลเมือง เพื่อทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ ซึ่งไม่ได้หมายความถึงแค่ประชาชนที่อยู่ในระบบการศึกษา แต่เป็นการทำให้ประชาชนในทุกช่วงวัยมีความตระหนักในด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งทาง CAST จะสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจความตระหนักรู้ จากสถาบันสถาบันวิจัยและเผยแพร่ทางวิทยาศาสตร์ (China Research Institute for Science Popularization (CRISP) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ CAST มาถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์และแชร์วิธีการสำรวจกับ NSM เช่น การเก็บข้อมูล สูตรคำนวนต่างๆ ซึ่งทาง CRISP ทำชุดสำรวจไว้ 3 หมวดใหญ่ๆ คือ ภาคประชาชน ภาคเยาวชน และชุดสำรวจด้านความรู้ดิจิทัล เพื่อให้เรานำผลการวิจัยไปกำหนดนโยบายและแผนของประเทศต่อไป

“นอกจากนี้ NSM ได้ตกลงความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Science and Technology Museum :CSTM)  ในการจัดทำนิทรรศการ Science Space เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้กับนิทรรศการเชิงปฏิสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์ เป็นเหมือนพื้นที่สื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการศึกษาวิทยาศาสตร์และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศ โดยใช้พื้นที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะสตรีทรัชดา ในการจัดแสดง พร้อมนำไปจัดเป็นนิทรรศการเคลื่อนที่ร่วมเดินทางไปจัดแสดงทั่วประเทศกับคาราวานวิทยาศาสตร์อีกด้วย” นายสุวรงค์ กล่าว

-(016)

‘เจาะสัญญาณ 2569’ เศรษฐกิจไทยบนทางแยกใหม่ รัฐ-เอกชนเร่งปรับตัวสู่อนาคตยั่งยืน

‘เจาะสัญญาณ 2569’ เศรษฐกิจไทยบนทางแยกใหม่ รัฐ-เอกชนเร่งปรับตัวสู่อนาคตยั่งยืน

‘เจาะสัญญาณ 2569’ เศรษฐกิจไทยบนทางแยกใหม่ รัฐ-เอกชนเร่งปรับตัวสู่อนาคตยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.09 น.

iBusiness จัดเวทีสัมมนาใหญ่ “iBusiness Forum: Thailand Future Signal 2026 – จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” เพื่อถอดสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจโลก–ไทย ปี 2569 ระดมความเห็นจากผู้นำภาครัฐ เอกชน และนักวิเคราะห์ชั้นนำของประเทศ เพื่อปรับกลยุทธ์รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 พร้อมผลักดันธุรกิจให้ก้าวสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง ภายหลังสถานการณ์ครึ่งแรกของปี 2568 ทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินจากประเทศมหาอำนาจ มาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและเทคโนโลยี โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาพิเศษ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันก่อน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สัญญาณแรกที่เห็น ภายหลังจากที่ได้เข้ามาบริหารงานภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  คือ ชีพจรเศรษฐกิจไทยเต้นแผ่วมาก เป็นสภาวะที่เหมือนกำลังดิ่งเหว เพราะจากตัวเลขของสภาอุตสาหกรรม GDP เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 เติบโต 1.7% ส่วนไตรมาสที่ 4 เหลือ 0.3% ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำและแผ่วมากที่สุด

แต่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการร่วมมือกับภาคเอกชน  จนเริ่มเห็นว่าสัญญาณเศรษฐกิจไทยถูกกระตุ้นฟื้นตัวขึ้นมาใหม่อย่างมาก ผ่านนโยบายมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยด้วยแนวคิด “Quick Big Win” หรือ “5 เสาหลัก” ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้เห็นผลลัพธ์ใน 4 เดือน ควบคู่ไปกับการสร้างผลลัพธ์ระยะยาว ได้แก่ เสาหลักที่ 1 โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งกรุงเทพฯ ขณะนี้มีการใช้จ่ายผ่าน Digital  Wallet  อยู่ที่ 14 % ของงบประมาณโครงการนี้ 20,000 กว่าล้านบาท  ที่เหลือกระจายไปทั่วประเทศ โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มอีกเดือนละ 850 บาท เป็นเวลา 2 เดือน (พฤศจิกายน – ธันวาคม 2568) รวมเป็น 1,700 บาทต่อคน และโครงการเที่ยวดีมีคืน รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธันวาคม 2568

ดร.เอกนิติ  กล่าวต่อไปว่า เสาหลักที่ 2 ลดภาระหนี้สินภาคประชาชน จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหนี้ของประชาชนมาปรับปรุงโครงสร้าง ลดภาระดอกเบี้ย เสาหลักที่ 3 เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ใช้กลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ เสาหลักที่ 4  เพิ่มการออมของประชาชน ผ่านวิธีนำเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อสลากในแต่ละงวด ไปจัดสรรเป็นเงินออมให้กับประชาชน นอกจากนี้จะเพิ่มโอกาสให้รายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ และผู้สูงอายุที่ออมเงินจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น  สุดท้าย เสาหลักที่ 5 การลงทุนเพื่ออนาคตและเพิ่มทักษะแรงงาน โดยร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกับสถาบันการศึกษา ในการผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วในช่วงปี 2566-2567 แต่ต้องยอมรับว่ายังมีเม็ดเงินเรื่องสาธารณูปโภคและแรงงาน ที่ขอรับการลงทุนค้างอยู่ถึง 4.7 แสนล้านบาท ผ่านนโยบาย Fast Pass เพื่อเร่งรัดปลดล็อคให้เงินลงทุนกลับเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น  

นอกจากนี้ ภายในงานเหล่าผู้นำองค์กรชั้นนำจากหลากหลายภาคเศรษฐกิจของประเทศ ยังได้ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ “สัญญาณเศรษฐกิจโลก–ไทย: อ่านเกมวิกฤตการเมือง พลิกโอกาสอนาคตเศรษฐกิจไทย”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น หลังจากรัฐบาลออกนโยบายการคลังผ่านโครงการต่างๆ มาขับเคลื่อนช่วยเหลืออย่างจริงจังและรวดเร็ว แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่สำคัญ คือ ปัจจุบันมีการแตกขั้วอำนาจออกไปมากขึ้น จากเดิมมีอยู่แค่ 2 ขั้วอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกา และจีน รวมถึงผลกระทบจากปัญหาภาษีทรัมป์ (TRUMP’S Tariff) ทำให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ และเศรษฐกิจใหม่เพื่อจะสามารถตอบโจทย์ภาษีทรัมป์ ได้ ส่งผลให้อาเซียนและประเทศไทย กลายเป็นพื้นที่ที่ต่างชาติให้ความสนใจอย่างมากในเรื่องของการค้า และการลงทุน สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ คือ วางตัวไม่ให้มีความขัดแย้งกับขั้วใด ๆ เพื่อเดินหน้าต่อไปในการขยายการค้าและการลงทุน

นอกจากนี้ หอการค้าฯ มองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับ 4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ภาครัฐ และเอกชนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1. Geopolitical Change ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค 2. Technology Change ปัจจุบัน AI Technology เข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศทุกมิติ ไทยจำเป็นต้องให้ความจริงจังกับเรื่อง Digital Transformation โดยนำ Digital Technology มาใช้ทำงานแทนรูปแบบเดิม ๆ ที่มีขั้นตอนเยอะ 3. Population Change จากแนวโน้มจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง อนาคตจะส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ รัฐบาลควรมีนโยบาย Upskill Reskill พัฒนาประชากรที่มีอยู่ให้มีคุณภาพ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ ได้ 4. Climate Change ปัญหาเรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง พร้อมกับการที่รัฐบาลประกาศแนวทางเรื่อง Net Zero Carbon ภาคเอกชนพร้อมช่วยผู้ประกอบการปรับตัว เพื่อเข้าสู่การค้ารูปแบบใหม่ Green Economy ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

ดังนั้นรัฐบาลไทยควรส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุน ระหว่างนักลงทุนต่างประเทศ กับภาคเอกชนไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ในประเทศและสร้างอัตลักษณ์ของสินค้าไทยขึ้นมา

ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึง แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน (Uncertainty) จากปัจจัยสำคัญ อาทิ ส่งออกไทยมีแนวโน้มชะลอตัว จากผลกระทบจากสงครามการค้า และความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้า ของประเทศมหาอำนาจ จึงจำเป็นต้องเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพราะเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดและการส่งเสริมการค้าในปี 2569

ขณะที่ ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาลักลอบ ขนสินค้าข้ามแดน สินค้าราคาถูกทุ่มทำตลาดอย่างมาก รวมถึง SME เผชิญกับปัญหาหนี้เสีย และสภาพคล่อง ทำให้กระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงชะลอตัวอยู่ จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ส.อ.ท ได้เสนอมาตรการ ผ่านเวที iBuisness Forum เพื่อส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมไทย เช่น Next-Gen Industry : ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม Regulatory Reform : ปฏิรูปกฎหมาย ด้วยการลดกฎระเบียบและข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น BCG Model : ปฏิรูปกฎหมายส่งเสริมสินค้าและห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (BCG Model) Free Trade Area (FTA): เร่งรัดเปิดการค้า และการเจรจาขยายความตกลงการค้าเสรี เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและการส่งออก และ Infrastructure : พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์และการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ส่วน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) กล่าวถึง ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในอนาคตประเทศไทย ในระยะยาว 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า มองว่า จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในปั่นป่วนเพราะขาดแรงงาน รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองระดับโลก และการแข่งขันสู้รบกันระหว่าง 2 ประเทศขั้วอำนาจ จากเดิมเน้นเรื่องอำนาจทางทหาร ความมั่นคง และการควบคุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ (Geopolitics) ไปสู่การใช้ เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองและยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น การจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ การควบคุมทรัพยากรที่สำคัญ (Critical Minerals) และการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ต่างๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่า อำนาจทางเศรษฐกิจ ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวดในการกำหนดสถานะและอิทธิพลของประเทศบนเวทีโลกควบคู่ไปกับอำนาจทางทหาร

ก่อนปิดท้ายในช่วงการเสวนาหัวข้อ “Green Business 2026: พลังงานใหม่ – ท่องเที่ยวยั่งยืน – นวัตกรรมสีเขียว เจาะกลยุทธ์เชิงรุก คว้าโอกาสใหม่ขับเคลื่อนธุรกิจไทย เจาะลึกโอกาสและกลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ เหล่าผู้นำจากภาคเอกชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดนวัตกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสร้างสมดุลด้านพลังงานในสามมิติหลัก ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การจัดหาพลังงานในราคาที่เหมาะสมควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขับเคลื่อนความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในการดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าว ปตท.ได้วางกลยุทธ์สำคัญภายใต้แนวทาง C3 ได้แก่  1. Climate-Resilience Business การปรับพอร์ตการลงทุนไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ 2. Carbon Conscious Asset การปรับปรุงสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และ 3. Coalition, Co-creation & Collective Efforts for All การร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆเพื่อผลักดันการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

ด้าน นายพนาสันต์ สุจริตพานิช ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานกลาง  บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีบทบาทในการดำเนินงานของกลุ่มโรงพยาบาล และเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้บริหารที่ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจ “กรีนบิสซิเนส” ของกลุ่ม BDMS ผ่านการดำเนินงานที่มุ่งเน้นความยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจ Health Care มีความท้าทายอย่างมากในเรื่องของการก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรค NCD ซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมในการดูแลที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่ผ่านมา BDMS ได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายมิติของการรักษา ทั้งในกระบวนการวินิจฉัยและการดูแลผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคล (Precision Medicine) เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาให้ รวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะซับซ้อน ทั้งนี้ยังช่วยลดเวลาการพักฟื้นของผู้ป่วย และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล

ขณะที่ธุรกิจบริการขนส่ง นางสาวเมธิณี อนวัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย ผู้นำแพลตฟอร์มการเดินทางที่คนไทยคุ้นเคย กล่าวว่า ที่ผ่านมา แกร็บได้ส่งเสริมและผลักดันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การรณรงค์ให้คนขับเปลี่ยนจากรถสันดาป มาใช้เป็น รถ EV เพื่อให้บริการ การพัฒนาฟีเจอร์งดรับช้อนส้อมพลาสติกสำหรับบริการฟู้ดเดลิเวอรี และการพัฒนาฟีเจอร์ชดเชยคาร์บอนเพื่อให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมนอกจากนี้ในแง่ขององค์กรก็มีการนำระบบ Google  Map มาใช้เพื่อให้เกิดความแม่นยำระหว่างผู้ใช้บริการ กับคนขับ จะไม่ได้เกิดข้อผิดพลาด และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์หาเส้นทางที่ดีที่สุด ย่นระยะเวลาการเดินทาง และช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย ทั้งหมดคือต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่อการที่เราจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Green Business

ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานของ แกร็บ ก็มีนโยบายที่จะส่งเสริมในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการทำธุรกิจที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการ Grab EV  ที่มุ่งส่งเสริมให้คนขับ-ผู้จัดส่งอาหาร หันมาใช้รถ EV มากขึ้น

-(016)

เปิดฉาก! ‘Asian Actuarial Conference 2025’ ฉลองวาระครบรอบ 50 ปี SOAT พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่

เปิดฉาก! ‘Asian Actuarial Conference 2025’ ฉลองวาระครบรอบ 50 ปี SOAT พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่

เปิดฉาก! ‘Asian Actuarial Conference 2025’ ฉลองวาระครบรอบ 50 ปี SOAT พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

การประชุม Asian Actuarial Conference 2025 (AAC 2025) เปิดฉากอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 630 คน และวิทยากร 85 ท่าน จากทั่วเอเชียและนานาประเทศ รวมตัวกันที่ไอคอนสยาม ฮอลล์ (ICONSIAM Hall) กรุงเทพมหานคร 

สมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย (SOAT) ในฐานะสมาชิกของสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งเอเชีย (AsAA) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปีนี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ อีกทั้งยังตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีของ SOAT อีกด้วย 

พิธีเปิดงานในวันนี้ได้รับเกียรติจาก นายนิติพงษ์ ปรัชญานิมิต นายกสมาคม SOAT และ นายธนกฤต อิงครัตน์ ประธานจัดการประชุม AAC 2025 ขึ้นกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมสะท้อนความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ภายใต้ธีม: “Generative Actuarial Intelligence: Insights, Innovation, and Sustainable Value for Tomorrow”

นาย นิติพงษ์ กล่าวว่า “นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2518 สมาคม SOAT ได้เติบโตจากกลุ่มผู้บุกเบิกขนาดเล็ก สู่การเป็นองค์กรวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ด้วยความมุ่งมั่นด้านมาตรฐานวิชาชีพ ความซื่อสัตย์ และความร่วมมือ ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของสมาคมฯ การประชุมปีนี้สะท้อนพันธกิจของเราในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจและสังคม”

ด้านนาย ธนกฤต กล่าวถึงความผูกพันของประเทศไทยกับ AAC ว่า “ปีนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ AAC เป็นครั้งที่ 3 หลังจากปี 1997 และ 2015 ภายใต้ธีม ‘Generative Actuarial Intelligence’ ที่สะท้อนเนื้อหาเข้มข้น ครอบคลุมทั้ง AI, บทบาทนักคณิตศาสตร์ประกันภัย, ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ, สุขภาพ, การรายงานทางการเงิน, เงินกองทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย”

การประชุมยังได้รับเกียรติจากผู้นำองค์กรด้านประกันภัยและกำกับดูแลของไทยขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของวิชาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในการสร้างเสถียรภาพและพัฒนาระบบประกันภัยไทย ได้แก่ 

– นาง วสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานกำกับดูแลในการพัฒนาศักยภาพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยไทย 

– นาง นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) เน้นย้ำบทบาทของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความยั่งยืนของอุตสาหกรรม 

– ดร. พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) กล่าวถึงความจำเป็นของวิชาชีพนี้ในการรับมือความเสี่ยงใหม่ ๆ และสนับสนุนการเติบโตของตลาดประกันวินาศภัย การประชุมวันแรกสะท้อนพลังของชุมชนนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในภูมิภาคเอเชีย โดยมีผู้แทนจากสมาคมสมาชิกทั้ง 12 ประเทศ ของ AsAA เข้าร่วม และมีโปรแกรมหลากหลาย อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้นำระดับภูมิภาคและระดับโลก เวทีเสวนาเกี่ยวกับ AI การรายงานทางการเงิน เงินกองทุน และความยั่งยืน เซสชันเชิงเทคนิคด้านความเสี่ยง เทคโนโลยี และพัฒนาการของวิชาชีพ กิจกรรมสร้างเครือข่ายและสัมผัสวัฒนธรรมไทย

การประชุม AAC 2025 ในปีนี้จัดขึ้นด้วยความร่วมมือจาก ผู้สนับสนุนกว่า 20 ราย สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของภูมิภาคเอเชียในการผลักดันความเป็นเลิศของวิชาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัย 

การประชุมจะจัดต่อเนื่องจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พร้อมพิธีปิดและกิจกรรมเยี่ยมชมวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสทั้งองค์ความรู้และเสน่ห์อันอบอุ่นของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาพิเศษนี้

-(016)

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังแห่งปี HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังแห่งปี HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังแห่งปี HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด คว้ารางวัล HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025 สุดยอดแบรนด์ทรงพลังทั้งด้านคุณภาพของสินค้าและบริการที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จากเวที HOWE AWARDS 2025 ครั้งที่ 13 ผ่านการตัดสินจากคณะกรรมการ ที่ปรึกษา และกองบรรณาธิการของ HOWE Magazine ที่พิจารณาจากขนาดของประเภทธุรกิจร้านกาแฟ การสร้างแบรนด์ กลยุทธ์การตลาด เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และเป็นแบรนด์ไทยที่สามารถแข่งขันกับอินเตอร์แบรนด์ได้อย่างมีศักยภาพ พิธีมอบรางวัลฯ จัดขึ้น ณ ห้องแกรนด์ ฮอลล์ ไบเทค บางนา

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “รางวัลนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญ ให้พันธุ์ไทยไม่หยุดพัฒนาและเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค พันธุ์ไทยเติบโตมาถึงจุดนี้ได้ เพราะมีทีมงานที่แข็ง แกร่ง มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าอย่างอบอุ่น ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงพันธุ์ไทยยังคงเดินหน้ารักษามาตรฐานและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนความไว้วางใจของทุกคนต่อไป”

รางวัล HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025 คือรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้แก่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในตลาด เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์อย่างแม่นยำ พร้อมความสามารถในการปรับตัวเพื่อเติบโตท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน อีกทั้งเป็นแบรนด์ที่เข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถตอบสนองได้อย่างตรงจุด

อลังการ! นางรำ 2 คณะ รำถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมสิริมงคลและถวายความขอบคุณหลังพรที่ขอสัมฤทธิ์ผล

อลังการ! นางรำ 2 คณะ รำถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมสิริมงคลและถวายความขอบคุณหลังพรที่ขอสัมฤทธิ์ผล

อลังการ! นางรำ 2 คณะ รำถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมสิริมงคลและถวายความขอบคุณหลังพรที่ขอสัมฤทธิ์ผล

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

วิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ต้อนรับคณะนางรำจิตศรัทธา 2 ชุด รำถวายอย่างยิ่งใหญ่ด้วยพลังความศรัทธาและแสดงเพื่อถวายความขอบคุณหลังจากที่คำขอพรสัมฤทธิ์ผลสมดังปรารถนา

นางรำชุดแรกจาก กลุ่มสตรีพัฒนาตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายสุขภาพดี ด้วยลีลาศและไลแดนซ์จำนวน 70 คน โดยการนำของนายธนกร สุริยธนาธร กำนันตำบลนนทรี จัดเต็มรำถวายองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นการแสดงด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าต่อองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล สำหรับนางรำชุดที่สองจาก ชมรมคนรักสุขภาพบ้านทุ่งสามัค คี หมู่ 3 ตำบลสัมพันธ์ตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยนางรำทั้ง 9 คนนี้ ตั้งใจมารำถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อแสดงความขอบคุณหลังจากสม ปรารถนาจากที่ขอพรไป

การรำถวายของกลุ่มนางรำทั้งสองคณะในครั้งนี้ เป็นเสมือนเครื่องยืนยันถึงความศรัทธาอันแรงกล้าต่อองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม เทพผู้ทรงเปี่ยมด้วยพลังแห่งความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นที่พึ่งทางใจของเหล่าศาสนิกชน สัญลักษณ์แห่งความรัก ความเมตตา ที่โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ และเป็นที่พึ่งทางใจของผู้ที่ตั้งมั่นในการทำความดี อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จนสามารถผ่านพ้นทุกข์ภัยทั้งหลายไปได้ในที่สุด

ศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาต่อองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม สามารถเข้าสักการะขอพรเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ให้ชีวิตราบรื่น มีโชคลาภตลอดปีนี้และต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ณ วิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เปิดให้สักการะได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. (โถงชั้นใต้ดินเปิด-ปิดเวลา 06.00-18.00 น.) ติดตามข่าวสารกิจกรรมต่างของวิหารฯ ได้ทาง Line OA: @Yitongtiantai เฟซบุ๊กวิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ https://www.facebook.com/yitongtiantai IG: guanyinpavillion และเว็บไซต์ Yitongtiantai.com   

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Thailand Franchise Award 2025 ชู 10 แฟรนไชส์ไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Thailand Franchise Award 2025  ชู 10 แฟรนไชส์ไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Thailand Franchise Award 2025 ชู 10 แฟรนไชส์ไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.18 น.

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยประจำปี 2568 “Thailand Franchise Award 2025 : TFA 2025” ซึ่ง กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  จัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล และเป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวแสดงความยินดีต่อผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่ได้รับรางวัล

ในการนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่ได้รับรางวัลว่า งานมอบรางวัล Thailand Franchise Award ถือเป็นเวทีสำคัญในการค้นหาและยกย่องธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน เพื่อส่งเสริมการตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและผู้สนใจลงทุน อีกทั้งยังเป็นการเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15–20% ต่อปี โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์สามารถสร้างอาชีพได้แม้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์เป็นระบบที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้จริงและประสบความสำเร็จ

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Franchise of the Year ชนะเลิศได้แก่ กาแฟพันธุ์ไทย พร้อมด้วย วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์  ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมแสดงความยินดี

“ขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ถือเป็นโครงการที่ช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้ประกอบธุรกิจไม่เฉพาะ SME แต่รวมไปถึง MSME ด้วย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ช่วยผลักดันให้สามารถขยายไปยังต่างประเทศได้ด้วย ปัจจุบันแฟรนไชส์ไทยขยายสาขาไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”

Dezpax ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร รับรางวัลชนะเลิศประเภท Best Retail Franchise

รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยประจำปี 2568 “Thailand Franchise Award 2025 : TFA 2025” มีธุรกิจแฟรนไชส์สมัครเข้าร่วมประกวดรวม 39 แบรนด์ โดยผ่านเกณฑ์คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 23 แบรนด์ และได้รับการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จนได้ผู้ชนะเลิศรวม 10 แบรนด์ ที่ได้รับโล่รางวัลอันทรงเกียรติและประกาศเกียรติคุณในฐานะต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทย โดยการมอบรางวัลแบ่งออกเป็น 5 ประเภท รวม 13 รางวัล ประกอบด้วย 1. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมตามขนาด จำนวน 3 รางวัล ได้แก่  รางวัล Best Small Franchise ชนะเลิศได้แก่ SenseMath รางวัล Best Medium Franchise ชนะเลิศได้แก่ English Corner รางวัล Best Large Franchise ชนะเลิศได้แก่ Tummour (ตำมั่ว)

สถาบันคณิตศาสตร์ SenseMath รับรางวัลชนะเลิศประเภท Best Small Franchise

 2. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมรายอุตสาหกรรม จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ รางวัล  Best Food Franchise  ชนะเลิศได้แก่ Tummour (ตำมั่ว) รางวัล Best Beverage Franchise ชนะเลิศได้แก่ กาแฟพันธุ์ไทย รางวัล Best Service Franchise ชนะเลิศได้แก่  Trendy Wash รางวัล Best Retail Franchise ชนะเลิศได้แก่ Dezpax รางวัล Best Education Franchise ชนะเลิศได้แก่ Math Talent by Dr.Ying 3. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน จำนวน 2 รางวัล ได้แก่  รางวัล Best Export Franchise ชนะเลิศได้แก่ FIVE STAR รางวัล Best Innovation Franchise ชนะเลิศได้แก่ Trendy Wash

รมว.พาณิชย์ ร่วมยินดีกับ 24WASH แฟรนไชส์ร้านซักผ้าได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Best Service Franchise และ Franchise Rising Star

4. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศ (Best Overseas Franchise) 1 รางวัล ชนะเลิศได้แก่ Swensen’s (สเวนเซ่นส์) และ 5.รางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Franchise Rising Star ชนะเลิศได้แก่ GAGA – กาก้า และ รางวัล Franchise of the Year ชนะเลิศได้แก่ กาแฟพันธุ์ไทย

 “ขอแสดงความยินดีและชื่นชมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ทุกแบรนด์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ รางวัลที่ได้รับถือเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานพันธมิตร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ของตนให้มีมาตรฐานและความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น” รมว.พาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://franchise.dbd.go.th และสอบถามข้อมูลได้ที่กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์หมายเลข 02-547-5953 และสายด่วน 1570