BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

14 พ.ย. 2568 05:15 น.

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

สำนักข่าว BBC ขอโทษโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีตัดต่อสุนทรพจน์จนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่พวกเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 สำนักข่าว BBC ของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ ต่อกรณีส่วนหนึ่งของสารคดีในรายการ Panorama มีการตัดต่อคำพูดส่วนต่างๆ ของนายทรัมป์มารวมกันจนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่ BBC ปฏิเสธข้อเรียกร้องขอค่าชดเชยของเขา

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่ผ่านหน้า “การแก้ไขและการชี้แจง” บนเว็บไซต์ของ BBC โดยระบุว่า “เรายอมรับว่า การตัดต่อของเราทำให้เกิดความรู้สึกว่า เรากำลังเผยแพร่สุนทรพจน์ที่ต่อเนื่องกัน แต่ที่จะเป็นข้อความที่ถูกตัดมาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่ความตั้งใจของเรา”

“และการตัดต่อดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องโดยตรงให้มีการใช้ความรุนแรง” แถลงการณ์ระบุ โดยสื่อถึงเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค. 2564 และว่าพวกเขาจะไม่นำสารคดีเรื่อง Trump: A Second Chance? มาออกอากาศอีกในทุกช่องทางของ BBC

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ BBC เกิดขึ้นหลังจาก ทนายความของนายทรัมป์ส่งจดหมายถึงพวกเขา และขู่ว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก BBC เป็นเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เว้นแต่ BBC จะมีการถอนคำพูด, ขอโทษ และชดเชยค่าเสียหายอย่างเหมาะสมให้แก่นายทรัมป์ โดยขีดเส้นตายให้ BBC ตอบกลับภายในวันศุกร์นี้

ด้านโฆษกของ BBC ระบุว่า ทนายความได้ทำหนังสือตอบกลับไปยังทีมทนายความของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อตอบสนองต่อจดหมายที่ได้รับเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว

โฆษกบอกอีกว่า “นายซามีร์ ชาห์ ประธานบีบีซี ได้ส่งจดหมายส่วนตัวแยกอีกฉบับไปยังทำเนียบขาว เพื่อแจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ทราบอย่างชัดเจนว่า ตัวเขาและองค์กรขออภัยสำหรับการตัดต่อคลิปวิดีโอสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564 ซึ่งถูกนำเสนอในรายการ”

“แต่ถึงแม้ว่า BBC จะเสียใจอย่างยิ่งต่อวิธีการตัดต่อคลิปวิดีโอดังกล่าว แต่เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีมูลเหตุสำหรับการฟ้องร้องหมิ่นประมาท”

ทั้งนี้ ในสุนทรพจน์ของนายทรัมป์เมื่อ 6 ม.ค. 2564 เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะส่งเสียงเชียร์วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายหญิงผู้กล้าหาญของเรา” หลังจากนั้น สุนทรพจน์ก็ดำเนินต่อไปนานร่วม 50 นาทีก่อนที่นายทรัมป์จะพูดประโยคว่า “และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต”

แต่ในรายการ Panorama ที่ออกอากาศเมื่อปี 2567 ในสารคดีแสดงให้เห็นนายทรัมป์พูดว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะอยู่ตรงนั้นกับพวกคุณ และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต” อย่างต่อเนื่องกัน

นายทรัมป์โจมตีเรื่องนี้อย่างหนัก และกล่าวขณะให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ว่า สุนทรพจน์ของเขาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 ถูกตัดต่อ และวิธีการที่มันถูกนำเสนอก็เป็นการหลอกลวงผู้ชม

ผลพวงจากเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวทำให้นาย ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่บีบีซี และ น.ส.เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายข่าว ต้องลาออกจากตำแหน่ง

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ BBC ออกมาขอโทษล่าสุด สำนักข่าว เดลี เทเลกราฟ เพิ่งแฉว่ามีคลิปที่ถูกตัดต่อในลักษณะใกล้เคียงกันอีกคลิป ถูกเผยแพร่ผ่านรายการ Newsnight เมื่อปี 2565 ขณะที่ BBC ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

14 พ.ย. 2568 03:49 น.

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

(นาย เฉิน ป๋อ-หยวน [ซ้าย] กับนาย ปา ฉง)

ตำรวจจีนออกประกาศจับอินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ในข้อหาแบ่งแยกดินแดน พร้อมตั้งรางวัลนำจับมูลค่านับล้านบาท ด้านไต้หวันระบุว่าจีนพยายามสร้างความหวาดกลัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ว่า ตำรวจจีนออกประกาศจับ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ที่พวกเขากล่าวหาว่า “แบ่งแยกดินแดน” พร้อมเสนอเงินรางวัล 250,000 หยวน (ราว 1.1 ล้านบาท) ให้กับใครก็ตามที่มีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการตามจับกุม 2 คนนี้

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนตั้งข้อกล่าวหาเรื่องการ “แบ่งแยกดินแดน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ในไต้หวันแล้วหลายสิบคน ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งรัฐบาลไทเประบุว่า นี่เป็นความพยายามของจีนเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวไต้หวัน

ตำรวจในเมืองเฉวียนโจว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไต้หวันโดยมีช่องแคบไต้หวันคั่นกลาง ระบุในแถลงการณ์ว่า อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คนได้แก่นาย ปา ฉง (Pa Chiung) และ เฉิน ป๋อ-หยวน (Chen Po-yuan) หรือชื่อในวงการว่า แมนนัม พีวายซี (Mannam PYC) เป็นกลุ่มแร็ปเปอร์ที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่และปลุกปั่นความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเวลานาน

ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ใดก็ตามที่มีส่วนสำคัญในการช่วยจับกุมบุคคลทั้งสองจะได้รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 250,000 หยวน

ด้านนาย เฉิน กับนาย ปา ฉง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากการวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างเปิดเผย ออกแถลงการณ์คนละฉบับ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของตำรวจจีนผ่านบัญชี Threads ของพวกเขา

ข้อความของนาย เฉิน ระบุว่า “ผมจะยืนหยัดเพื่อตัวเอง ลมยิ่งแรง ผมก็จะยิ่งมั่นคง” ส่วนนาย ปา ฉง กล่าวว่า เขาเพิ่งเห็นข่าวหลังจากตื่นนอนเท่านั้น และ “ดูเหมือนว่าผมได้กลายเป็น พูม่า เสิน ไปแล้ว” โดยอ้างถึงชื่อของ สส.ไต้หวันที่ถูกจีนเริ่มทำการสอบสวนเมื่อเดือนก่อน หลังถูกกล่าวหาว่าทำกิจกรรมหนุนการแบ่งแยกดินแดน

ขณะที่รัฐบาลไต้หวันออกมาระบุว่า จีนกำลังพยายามนำ “ความหวาดกลัวสีแดง” ซึ่งเป็นสีของพรรคคอมมิวนิสต์ เข้ามาในไต้หวัน ด้วยการพยายามใช้อำนาจศาลข้ามพรมแดน และกล่าวหาชาวไต้หวันว่าพยายามแบ่งแยกดินแดน และจีนกำลังพยายามปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศ ด้วยการเล่นงานอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้

“ประกาศจับเหล่านี้เป็นเพียงการจัดฉากเท่านั้น” นาย เหลียง เหวิน-เจี๋ย โฆษกรัฐสภาฝ่ายกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

14 พ.ย. 2568 01:42 น.

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเผย ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) รายงานว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบไม่ใช่ของใหม่ พร้อมขอให้ไทยกับกัมพูชาใจเย็นลง แล้วกลับไปสานต่อการเจรจา

สำนักข่าว เบอร์นามา ของมาเลเซียรายงานเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ว่า ดาโต๊ะ เสรี โมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียพร้อมจะจัดการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อรักษาสันติภาพและข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้ หลังความขัดแย้งที่แนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้ง

นายโมฮาหมัดคาดว่าการเจรจาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลังจากได้หารือกับ ดาโต๊ะ เสรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี โดยมาเลเซียพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพื่อสันติภาพ

“หากเป็นไปได้ (การเจรจา) จะจัดขึ้นที่มาเลเซีย เพราะระหว่างสองประเทศนั้น พวกเขาได้สูญเสียเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อกันไปแล้ว” นายโมฮาหมัดกล่าว “พวกเขาได้ติดต่อเรามาแล้ว กัมพูชาได้ร้องขอให้จัดการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ คล้ายกับไทยที่ขอให้เราสานต่อความพยายามในการรักษาสันติภาพและการหยุดยิง เราเสียใจและเศร้าใจกับเรื่องนี้”

“เพราะว่า หลังจากการลงนามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์โดยผู้นำกัมพูชาและไทย ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ทั้งสองฝ่ายดูมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้กลับมีความขัดแย้งบางอย่างที่ชายแดน”

นายโมฮาหมัดบอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า ประเทศไทยได้ระงับข้อตกลงหยุดยิง หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารหลายนายที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดนได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่ไทยอ้างว่ากัมพูชาวางไว้

“แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่า ทุ่นระเบิดเหล่านั้นไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่วางใหม่… ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ความหวังของผมคือขอให้ทั้งสองฝ่ายสงบลงและสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อไป” นายโมฮาหมัดกล่าว

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียรายนี้บอกอีกว่า ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนไม่ได้ประจำการอยู่ตามแนวชายแดน แต่พวกเขาก็กำลังสังเกตการณ์และรายงานพัฒนาการในพื้นที่ไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bernama

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

13 พ.ย. 2568 23:57 น.

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

รถบรรทุกขนาดเล็กพุ่งใส่ตลาดกลางแจ้งของเกาหลีใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย ขณะที่คนขับรถอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถบรรทุกขนาดเล็กพุ่งเข้าใส่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองบูชอน ซึ่งห่างจากกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้เพียง 20 กม. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 โดยรถวิ่งไถไปตามทางเดินเป็นระยะทางถึง 150 ม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า ผู้คนกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ในตลาดกลางแจ้ง ก่อนที่รถบรรทุกสีน้ำเงินจะเร่งความเร็วไถไปตามทางเดินที่มีแผงลอยเรียงรายอยู่ และพุ่งชนร้านค้าแห่งหนึ่ง

ตามรายงานของสำนักข่าว ยอนฮัป ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 2 รายเกิดอาการหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) ก่อนจะได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินระบุว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวดูเหมือนจะวิ่งถอยหลังเป็นระยะทางประมาณ 28 ม. ก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งเข้าไปในตลาดกลางแจ้ง โดยคนขับ ซึ่งไม่ได้อยู่ในอาการมึนเมาแต่อย่างใด อ้างกับตำรวจว่า จู่ๆ รถก็เร่งความเร็วขึ้นมาเองอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่ตั้งใจ

คนขับรถรายนี้มีอายุอยู่ในช่วง 60 ปี โดยเขาถูกตำรวจควบคุมตัวแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ส่วนรถคันที่เกิดเหตุจะถูกส่งให้แก่เจ้าหน้าที่สืบสวน เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

13 พ.ย. 2568 22:54 น.

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

อันวาร์เผย ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาแล้ว และทั้งคู่ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างสันติ ขณะที่มาเลเซียพร้อมจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้ง

เมื่อคืนวันที่ 13 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา เรื่องเหตุการณ์ยิงตอบโต้ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้ว โดยทุกฝ่ายยังย้ำจุดยืนในการแก้ปัญหาอย่างสันติต่อไป

โพสต์ของนายอันวาร์ระบุว่า “ผมได้พูดคุยกับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในความพยายามเพื่อสันติภาพ ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ตามแนวชายแดนร่วมกันของทั้งสองประเทศ”

“ผู้นำทั้งสองท่านได้ให้การตอบรับในเชิงบวกและยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งเป็นไปตามความเข้าใจที่ได้ตกลงกันภายใต้ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์”

“ผมขอย้ำจุดยืนของมาเลเซียอีกครั้งว่า มิตรภาพและการหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศจะต้องได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นตามข้อตกลงที่ได้สรุปไว้ที่กัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากนี้ ผมยังได้แสดงความพร้อมของมาเลเซียที่จะสานต่อบทบาทของเราในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยในการกำหนดเส้นทางสู่สันติภาพนี้”

“นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้แสดงความซาบซึ้งต่อจุดยืนของมาเลเซียและความรับผิดชอบที่เราแบกรับไว้ ไม่เพียงในฐานะประธานอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นในฐานะมิตรประเทศและเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มุ่งมั่นต่อสันติภาพในภูมิภาคด้วย”

“ขอให้ทั้งสองประเทศยังคงแสดงความมุ่งมั่นและกล้าหาญที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเสถียรภาพตลอดแนวชายแดน เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคและความปลอดภัยของประชาชนของพวกเขาต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook/anwaribrahimofficial

‘เลขาธิการ มกอช.’เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

'เลขาธิการ มกอช.'เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

‘เลขาธิการ มกอช.’เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.25 น.

“เลขาธิการ มกอช.”เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร ไทยเตรียมต่อยอดพัฒนาระบบใบรับรอง SPS อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับจีน

นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมระดับอธิบดีว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การประชุมครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการความร่วมมือที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบความปลอดภัยอาหารและอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาค

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าจากจีนในการพัฒนา เว็บไซต์ China-ASEAN SPS Cooperation Information Platform (www.chinaaseansps.com) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลกฎหมาย มาตรฐาน และมาตรการด้านสินค้าเกษตรกว่า 40,000 รายการ พร้อมจัดตั้งฐานข้อมูลสารจำกัดและสารปนเปื้อนกว่า 200,000 รายการ โดยเพิ่มฟังก์ชัน AI Assistant “เสี่ยวไห่” (Xiaohai) เพื่อช่วยสืบค้น วิเคราะห์ และตอบคำถามด้าน SPS ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบ Market Access Inquiry Platform ที่เปิดให้ประเทศสมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะการเข้าถึงตลาดของสินค้าเกษตรและอาหารได้แบบออนไลน์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาช่วยพัฒนาความโปร่งใสและการบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อาหาร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือประเด็นการจัดตั้งกลไกร่วมป้องกันและควบคุมโรคพืชและสัตว์ข้ามพรมแดน (Invasive Alien Species) ซึ่งจีนได้เสนอให้ขยายความร่วมมือเชิงเทคนิคและการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังและการตอบสนองอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาค โดยไทยเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยชีวภาพ (Biosecurity) และความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอาเซียน-จีนได้อย่างยั่งยืน

เลขาธิการ มกอช.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทย มกอช.จะได้ใช้เวทีนี้ในการหารือแนวทาง ต่อยอดพัฒนา “ระบบใบรับรอง SPS อิเล็กทรอนิกส์ (e-SPS)” ระหว่างไทยและจีน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการรับรองด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับ และส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ โดย มกอช.อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อเตรียมระบบและโครงสร้างข้อมูลให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบของจีนได้ในอนาคต

“ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลภายใต้กรอบ SPS ระหว่างอาเซียนและจีน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบข้อมูลร่วมที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ ซึ่งไม่เพียงช่วยสนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรระหว่างภูมิภาค แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสุขภาพของประชาชน พืช และสัตว์อย่างยั่งยืน มกอช.พร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาค” นายชัยวัฒน์ กล่าว

– 006

‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’

'กรมฝนหลวงและการบินเกษตร'จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง'

‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” 14 พฤศจิกายน ประจำปี 2568 พร้อมเปิดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา”

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ที่ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศโดยได้รับเกียรติจาก นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการ และอาสาสมัครฝนหลวง เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศภายในพิธี ประธานได้วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกล่าวรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการคิดหาวิธีในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นเม็ดฝน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชั้นบรรยากาศของประเทศมาตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 5 รางวัล เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบิดาแห่งฝนหลวง นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพัฒนาการของเทคโนโลยีฝนหลวงที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้พัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวย้ำว่า  ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา โครงการพระราชดำริฝนหลวงไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนให้กรมฝนหลวงฯ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงให้มีความก้าวหน้าและปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางน้ำของประเทศไทยต่อไป”

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าในโอกาสครบรอบ 70 ปี กรมฝนหลวงฯ ได้วางแผนพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็น Smart Weather Modification Center พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อให้ฝนหลวงไทยเป็นต้นแบบของภูมิภาคอาเซียน

สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความภาคภูมิใจของผู้เข้าร่วมพิธี ที่ต่างได้มีโอกาสร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ “สายฝนแห่งความหวัง” ยังคงโปรยปรายสู่ผืนดินไทยตราบจนทุกวันนี้

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมชมนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ระหว่างวันที่ 14 – 16 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเรียนรู้ศาสตร์แห่งฝนหลวง มรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของแผ่นดินไทย

– 006

‘สุชาติ’เตรียมหารือทูตศรีลังกา นำ’พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์’คืนสู่ประเทศไทย

'สุชาติ'เตรียมหารือทูตศรีลังกา นำ'พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์'คืนสู่ประเทศไทย

‘สุชาติ’เตรียมหารือทูตศรีลังกา นำ’พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์’คืนสู่ประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.33 น.

“สุชาติ ชมกลิ่น” เตรียมหารือทูตศรีลังกา เดินหน้าประสานนำ “พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์” คืนสู่ประเทศไทย ย้ำยึดหลักมิตรภาพและสวัสดิภาพช้างไทยเป็นอันดับแรก

14 พฤศจิกายน 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับการประสานนำ “พลายประตูผา” และ “พลายศรีณรงค์” กลับประเทศไทย โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงสวัสดิภาพของช้างไทยทั้งสองเชือกเป็นสำคัญ

“นายสุชาติบอกว่า ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการผลักดันภารกิจสำคัญครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำว่าทีมงานทุกฝ่ายยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดพักแม้แต่วันเดียว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและเกิดความมั่นใจทั้งในด้านความถูกต้องของขั้นตอน และมิตรภาพอันดีระหว่างไทย–ศรีลังกา”นางสาวลลิดา กล่าว

นอกจากนี้ นายสุชาติมีกำหนดเข้าพบหารือเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการดูแลช้างไทยทั้งสองเชือกตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับศรีลังกา และสวัสดิภาพของช้างเป็นหลัก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า คณะทำงานไทยได้ประชุมเตรียมการในประเด็นเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ และจะเร่งประสานรายละเอียดร่วมกับฝ่ายศรีลังกาต่อไป ทั้งนี้ รัฐมนตรีสุชาติ ได้ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าอย่างจริงใจ รอบคอบ และให้ความสำคัญสูงสุดกับสวัสดิภาพของพ่อพลายทั้งสองเชือก เพื่อให้กลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและสมพระเกียรติ

ส.ป.ก.ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

ส.ป.ก.ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด 'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568' น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

ส.ป.ก.ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ส.ป.ก. ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ภายใต้แนวคิด “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา”

14 พฤศจิกายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นางสาวสุนิสา เอกธิการ ผอ.กองประสานงานโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ (กปร.) และคณะเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568 โดยมี นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน คณะผู้บริหารจากกรมต่างๆเข้าร่วม ณ Jewel Hall ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด ‘70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา’ ซึ่งจะพาผู้ชมย้อนรอยประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดโครงการพระราชดำริฝนหลวง และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการน้ำและป่าไม้ของประเทศ

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงนิทรรศการภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในรูปแบบเครื่องบินจำลอง เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนขึ้นบินไปปฏิบัติภารกิจจริง ประกอบด้วย 4 โซน ได้แก่

1. ภารกิจฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ นำเสนอการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้งเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อน อ่างเก็บน้ำ บรรเทาปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

2. การตรวจสภาพอากาศฝนหลวง แสดงเครื่องมือเรดาร์และระบบตรวจวัดแบบเรียลไทม์

3. นักบินและอากาศยานของกรมฝนหลวงฯ เปิดให้ทดลองขับเครื่องบินเสมือนจริงผ่าน Flight Simulator

4. ฝนหลวงกับความยั่งยืน นำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมนิทรรศการ “อาสาสมัครฝนหลวง” ที่สะท้อนบทบาทของภาคประชาชนในการประสานข้อมูลความต้องการน้ำในพื้นที่ และภายในงานยังมีจุดถ่ายภาพ “Landmark สายธารแห่งพระเมตตา” ให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะพระบิดาแห่งฝนหลวง พร้อมทั้งมีการมอบรางวัล “อาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับภูมิภาค” เพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินภารกิจฝนหลวง

โดยงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 14–16 พฤศจิกายนนี้ ที่สยามพารากอน เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

-(016)

‘โฆษก ก.เกษตร’ แจงราคาข้าวไม่ตกต่ำตามข่าวลือ พร้อมชู 2 มาตรการ แก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาด

'โฆษก ก.เกษตร' แจงราคาข้าวไม่ตกต่ำตามข่าวลือ พร้อมชู 2 มาตรการ แก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาด

‘โฆษก ก.เกษตร’ แจงราคาข้าวไม่ตกต่ำตามข่าวลือ พร้อมชู 2 มาตรการ แก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยถึงจากกระแสข่าวราคาเปลือกตกต่ำ จนเหลือเพียงตันละ 5000-6000 บาทนั้น ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทราบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ประกอบกับที่ได้รับทราบข้อมูลในแต่ละพื้นที่ก็ยังพบว่า ผู้ประกอบการโรงสีข้าวมีการรับซื้อข้าวเปลือกที่ความชื้นร้อยละ 15 ที่ราคาตันละ 12,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมองว่าราคาข้าวไม่ได้ตกต่ำตามข่าวลือ

โดยในช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร และคาดว่าจะมีปริมาณข้าวออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีมาตรการในการรักษาเสถียรภาพข้าวในฤดูกาลผลิตนี้ ด้วยโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ที่จะให้สหกรณ์รับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพื่อเก็บรวบรวมในราคาตันละ 13,000 บาท สำหรับข้าวหอมมะลิ และ ในราคาตันละ 10,000 บาท สำหรับข้าวเหนียว

และยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โดยสนับสนุนเงินให้เกษตรกรสำหรับเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางเป็นเวลา 3 เดือนในราคาตันละ 1,500 บาท หากกรณีเกษตรกรไม่มียุ้งฉางในการเก็บรวบรวมข้าวก็สามารถดำเนินการร่วมกับสหกรณ์โดยรัฐบาลจะ ในสหกรณ์ในการเก็บรักษาเก้าในอัตราตันละ 1000 บาทและเกษตรกรแซงกันละหนึ่ง 500 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรจำหน่ายข้าวในช่วงที่สถานการณ์ราคาปรับตัวดีขึ้น มั่นใจว่า มาตรการต่างๆที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาในช่วงผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดในระยะสั้นได้อย่างประสิทธิภาพ

ทัังนี้ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งคาดว่า จะมีการหยิบยกประเด็นหารือสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินสถานการณ์ข้าวในตลาดโลก รวมถึงราคาข้าวที่ตกต่ำลง เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารจัดการข้าวอย่างครบวงจร ตลอดจนพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร อีกด้วย