นายกฯ อินเดียสั่งตามล่า ผู้อยู่เบื้องหลังระเบิดนิวเดลี ลั่นจะไม่ได้รับการละเว้น

นายกฯ อินเดียสั่งตามล่า ผู้อยู่เบื้องหลังระเบิดนิวเดลี ลั่นจะไม่ได้รับการละเว้น

12 พ.ย. 2568 05:35 น.

นายกฯ อินเดียสั่งตามล่า ผู้อยู่เบื้องหลังระเบิดนิวเดลี ลั่นจะไม่ได้รับการละเว้น

นายกรัฐมนตรีอินเดียสั่งเจ้าหน้าที่สืบสวนหาผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดรถยนต์ในกรุงนิวเดลี ลั่นจะไม่มีการละเว้น ขณะที่มีการเฝ้าระวังในระดับสูงที่นครมุมไบ และรัฐอุตตรประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ออกแถลงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังจากเกิดเหตุระเบิดรถยนต์ใกล้กับ “ป้อมแดง” หนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ในกรุงนิวเดลีเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย

นายโมดีกล่าวว่า เขาได้ติดต่อกับหน่วยงานที่กำลังสอบสวนคดีนี้แล้ว และกล่าวว่าพวกเขาจะสืบสาวไปให้ถึงต้นตอของแผนสมคบคิดนี้ และผู้ที่รับผิดชอบเหตุระเบิด “จะไม่ได้รับการละเว้น”

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า สำนักงานสืบสวนกลางของอินเดีย (NIA) เข้ามารับช่วงต่อการสืบสวนคดีนี้ภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายแล้ว โดยที่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยเหตุผลในการดำเนินการดังกล่าว

อีกด้านหนึ่ง นายอมิต ชาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอินเดียเป็นประธานการประชุมทบทวนด้านความมั่นคงระดับสูงร่วมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสเมื่อวันอังคาร โดยนายชาห์โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนสาเหตุของการระเบิดและ “กำลังสำรวจทุกความเป็นไปได้”

นายชาห์บอกอีกว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตามล่าอาชญากรทุกคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ให้ได้

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ ทางการอินเดียส่งปิดพื้นที่ป้อมแดงเป็นเวลา 3 วัน เพื่อเปิดทางให้กับการสืบสวน ขณะที่นครมุมไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของอินเดีย กำลังอยู่ในภาวะเฝ้าระวังในระดับสูง เช่นเดียวกับที่รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งมีพรมแดนติดกับนิวเดลี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคนาดาเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” แล้ว หลังเชื้อระบาดต่อเนื่อง

แคนาดาเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” แล้ว หลังเชื้อระบาดต่อเนื่อง

12 พ.ย. 2568 03:01 น.

แคนาดาเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” แล้ว หลังเชื้อระบาดต่อเนื่อง

แคนาดาสูญเสียสถานะประเทศปลอดโรคหัดแล้ว หลังจากมีการแพร่กระจายของเชื้อต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 5,000 คน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศกล่าวเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย. 2568) ว่า ประเทศแคนาดาสูญเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” หลังเกิดการระบาดอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับอัตราการฉีดวัคซีนในเด็กก็กำลังลดลง ในขณะที่ไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายนี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือและใต้

การสูญเสียสถานะปลอดโรคหัดของแคนาดาเกิดขึ้นราว 1 ปีหลังจากแดนเมเปิล เริ่มพบการแพร่กระจายของโรคหัด โดยในปีนี้พวกเขาพบผู้ติดเชื้อหัด 5,138 ราย และมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ เป็นเด็กทารกที่ได้รับเชื้อไวรัสในขณะอยู่ในครรภ์และคลอดก่อนกำหนดทั้งคู่

อนึ่ง สถานะปลอดโรคหัด แม้จะมีความหมายเพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบากในการต่อสู้กับโรคชนิดนี้ โดยประเทศหนึ่งจะได้รับสถานะนี้ก็ต่อเมื่อ พวกเขาแสดงให้เห็นว่าสามารถหยุดการแพร่กระจายของไวรัสภายในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะยังมีผู้ป่วยประปรายที่มาจากการเดินทางก็ตาม

โรคหัดมักเริ่มต้นด้วยไข้สูงและยังทำให้เกิดผื่นบนใบหน้าและลำคอ แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อหัดจะหายเป็นปกติได้เอง แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในกลุ่มเด็กเล็ก โดยมีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง รวมถึงอาการตาบอดและสมองบวม ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็กและผู้ใหญ่อายุเกิน 30 ปี

ทั้งนี้ แคนาดากำจัดโรคหัดได้ในปี 2541 ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาในอีก 2 ปีต่อมา หลังการรณรงค์ฉีดวัคซีนประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนที่ทวีปอเมริกาจะกลายเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่ปลอดโรคหัดในปี 2559 โดยมีการประเมินว่า วัคซีนป้องกันโรคหัดช่วยป้องกันการเสียชีวิตของประชาชนถึง 6.2 ล้านคนในทวีปอเมริกา ระหว่างปี 2543-2566

แต่หลังจากนั้น อัตราการฉีดวัคซีนได้ลดลงทั่วทวีปอเมริกา โดยต่ำกว่าอัตราการครอบคลุม 95% ที่จำเป็นต่อการหยุดการระบาด โดยเกิดการระบาดครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาและบราซิลในปี 2561 และ 2562 ทำให้ภูมิภาคนี้สูญเสียสถานะการกำจัดโรคไป สถานะนี้ถูกกู้คืนมาได้ในปี 2567 แต่ก็ต้องสิ้นสุดลงอีกครั้งจากการสูญเสียสถานะของแคนาดา

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยแพนอเมริกัน ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสุขภาพอิสระ เป็นผู้ตัดสินใจถอดสถานะปลอดโรคหัดของแคนาดา หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลการระบาดแล้วพบว่าไวรัสได้แพร่กระจายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว

และประเทศต่อไปที่อาจสูญเสียสถานะนี้คือ สหรัฐอเมริกา แม้ว่าการระบาดครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไป 3 รายและล้มป่วยเกือบ 900 รายทั่วรัฐเท็กซัส, นิวเม็กซิโก และโอกลาโฮมาจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม แต่ยังคงพบผู้ติดเชื้อประปรายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงที่รัฐเซาท์แคโรไลนา และที่เมืองตามชายแดนรัฐแอริโซนากับยูทาห์

ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ในปีนี้ สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อโรคหัด 1,681 ราย และมีการระบาดปะทุขึ้น 44 ครั้งทั่วประเทศ โดยมีเพียง 9 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐที่ไม่มีรายงานพบผู้ป่วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

12 พ.ย. 2568 00:52 น.

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

สหราชอาณาจักรระงับการส่งข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดให้สหรัฐฯ ชั่วคราว หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยหลายครั้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ

สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนว่า สหราชอาณาจักร (UK) หยุดการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับสหรัฐฯ เรื่องเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียนแล้ว เนื่องจากไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งจมเรือต้องสงสัยแล้วหลายลำในช่วงที่ผ่านมา โดย UK เชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวผิดกฎหมาย

การตัดสินใจของสหราชอาณาจักรถูกมองว่าเป็นการแตกหักครั้งสำคัญกับหนึ่งในชาติพันธมิตรผู้ประสานงานข่าวกรองที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขา และยิ่งเป็นการเน้นย้ำข้อสงสัยที่ว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแถบลาตินอเมริกานั้น ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

แหล่งข่าวระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหราชอาณาจักร ซึ่งมีดินแดนในปกครองหลายแห่งในทะเลแคริบเบียน และมีการตั้งฐานของหน่วยข่าวกรองเอาไว้ ได้คอยช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการค้นหาเรือที่ต้องสงสัยว่าขนยาเสพติดมาตลอด เพื่อให้หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ สามารถสกัดกั้นเรือเหล่านั้นได้

การสกัดกั้นดังกล่าวหมายถึง การสั่งหยุดเรือ, ให้เจ้าหน้าที่ขึ้นเรือ, ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และยึดยาเสพติด

ตามปกติแล้ว ข่าวกรองจะถูกส่งไปยัง “กองกำลังเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานภาคใต้” (Joint Interagency Task Force South – JIATF South) ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ประจำการอยู่ในรัฐฟลอริดา ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศพันธมิตรจำนวนหนึ่ง และทำงานเพื่อลดการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือต้องสงสัยจนทำให้มีผู้เสียชีวิตในช่วงเดือนกันยายน สหราชอาณาจักรก็เกิดความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจใช้ข่าวกรองที่พวกเขาหามาให้ในการเลือกเป้าหมาย และเจ้าหน้าที่อังกฤษเชื่อว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งจนถึงตอนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 76 ศพ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ UK จึงเริ่มระงับการส่งข้อมูลข่าวกรองเมื่อกว่า 1 เดือนก่อน

ด้านนาย โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวในเดือนตุลาคมว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแหล่งข่าวบอกกับ CNN ว่า สหราชอาณาจักรเห็นด้วยกับการประเมินนี้

อย่างไรก็ตาม CNN ระบุว่า สถานทูตอังกฤษในวอชิงตันและทำเนียบขาวไม่ตอบคำถามของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาจะไม่พูดถึงเรื่องข้อมูลข่าวกรอง

ในขณะเดียวกัน แคนาดา อีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญที่คอยช่วยเหลือหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียนมาเกือบสองทศวรรษ ก็เริ่มเว้นระยะห่างจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เช่นกัน โดยแจ้งกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนว่า แคนาดาไม่ต้องการให้ข่าวกรองของพวกเขาถูกนำไปใช้เพื่อช่วยในการชี้เป้าหมายสำหรับการโจมตี

เมื่อเดือนตุลาคม โฆษกของกระทรวงกลาโหมแคนาดาบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ปฏิบัติการความร่วมมือทางทหารระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน หรือที่เรียกว่า “ปฏิบัติการแคริบเบียน” (Operation Caribbean) ไม่เกี่ยวข้องและแตกต่างจากการโจมตีเรือต้องสงสัยของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พายุ “ฟงวอง” จ่อเข้าไต้หวัน หลังถล่มฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 25 ศพ

พายุ “ฟงวอง” จ่อเข้าไต้หวัน หลังถล่มฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 25 ศพ

11 พ.ย. 2568 22:57 น.

พายุ “ฟงวอง” จ่อเข้าไต้หวัน หลังถล่มฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 25 ศพ

พายุฟงวองกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไต้หวันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่หน่วยกู้ภัยของฟิลิปปินส์พบผู้เสียชีวิตจากพายุลูกนี้เพิ่มขึ้นเป็น 25 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศฟิลิปปินส์กำลังใช้ทั้งรถแบ็กโฮและเลื่อยยนต์ขุดค้นซากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ซึ่งพัดผ่านประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ ขณะที่ระดับน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ เริ่มลดลงแล้ว

สำนักงานป้องกันพลเรือนของฟิลิปปินส์ บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า อิทธิพลของพายุฟงวองทำให้ประชาชนกว่า 1.4 ล้านคนต้องพลัดถิ่น โดยจังหวัดอิซาเบลาซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล และมีประชากรราว 6,000 คน ยังคงถูกตัดขาดจากความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนูเอบา วิซคายา ที่อยู่ใกล้เคียง

นายราฟาเอลลิโต อเลฮานโดร รองผู้บริหารสำนักงานป้องกันพลเรือนฟิลิปปินส์เปิดเผยในวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตจากอิทธิพลของพายุฟงวองเพิ่มขึ้นเป็น 25 ศพแล้ว โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตในเหตุดินถล่ม รวมถึงเด็กชายวัยเพียง 10 ขวบที่จังหวัดนูเอบา วิซคายา

นายอเลฮานโดรบอกอีกว่า แม้แต่ความพยายามในการฟื้นฟูเบื้องต้น ก็อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ “ความท้าทายใหญ่หลวงที่สุดของเราตอนนี้คือ การฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเคลียร์ถนน และการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและการสื่อสาร ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่”

เขาบอกด้วยว่า เกาะคาตันดัวเนสเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุมากที่สุด และกำลังเผชิญปัญหาเรื่องการประปาซึ่งอาจต้องใช้เวลาแก้ไขนานถึง 20 วัน

ทั้งนี้ ฟงวองเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 2 ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ต่อจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ซึ่งพัดถล่มพื้นที่หมู่เกาะตอนกลางของประเทศ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 232 ศพ

ปัจจุบัน พายุฟงวองเคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์ไปแล้ว โดยมันอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและกำลังมุ่งหน้าสู่เกาะไต้หวัน ซึ่งคาดกันว่ามันจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในวันพุธนี้ (12 พ.ย.)

อย่างไรก็ตาม แม้จะอ่อนกำลังลง แต่อิทธิพลของฟงวองก็เริ่มทำให้เกิดฝนตกหนักในไต้หวันแล้ว โรงเรียนกับสำนักงานต่างๆ ในหลายเขตถูกสั่งปิดเพื่อรอรับมือพายุ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นพยากรณ์ว่า จะมีฝนตกปริมาณน้ำฝนสูงถึง 400 มม. ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิง-เต๋อ ของไต้หวัน ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ภูเขา, ชายหาด และสถานที่อันตรายอื่นๆ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระเบิดพลีชีพกลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับแล้ว 12 ศพ เจ็บหลายสิบคน

ระเบิดพลีชีพกลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับแล้ว 12 ศพ เจ็บหลายสิบคน

11 พ.ย. 2568 21:08 น.

ระเบิดพลีชีพกลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับแล้ว 12 ศพ เจ็บหลายสิบคน

เกิดเหตุระเบิดพลีชีพหน้าศาลในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยกลุ่มตาลีบันปากีสถานออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

นายโมห์ซิน นัคคาวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศปากีสถาน เปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่นอกอาคารศาลแขวงในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เมื่อวันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 27 คน

เหตุระเบิดเกิดขึ้นใกล้กับทางเข้าศาลแขวงอิสลามาบัด ซึ่งมักจะเนืองแน่นไปด้วยคู่ความ โดยนายนัคคาวีบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มือระเบิดพยายามเดินเท้าเข้าไปในอาคารศาล แต่ตัดสินใจจุดชนวนระเบิดที่ด้านนอกใกล้กับรถตำรวจ หลังจากรออยู่ที่นั่นเป็นเวลา 10 ถึง 15 นาที

“เรากำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้จากหลายมุมมอง นี่ไม่ใช่แค่เหตุระเบิดธรรมดา แต่มันเกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัดเลย” นายนัคคาวีกล่าว และเสริมว่า “เรากำลังพยายามระบุตัวว่า (ผู้โจมตี) เป็นใครและมาจากที่ใด”

นี่นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ที่เกิดการโจมตีลักษณะนี้ขึ้นในกรุงอิสลามาบัด โดยกลุ่มติดอาวุธตาลีบันปากีสถาน ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ โดยระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขามุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ตุลาการ

“นักรบของเราได้โจมตีคณะกรรมการตุลาการในกรุงอิสลามาบัด ผู้พิพากษา, ทนายความ และเจ้าหน้าที่ที่ออกคำตัดสินภายใต้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลามของปากีสถานล้วนตกเป็นเป้าหมาย” แถลงการณ์ของกลุ่มตาลีบันปากีสถานระบุ พร้อมขู่จะโจมตีอีกจนกว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามชารีอะห์ในปากีสถาน

ทั้งนี้ กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของปากีสถาน ก็เพิ่งถูกโจมตีด้วยระเบิดรถยนต์ (คาร์บอมบ์) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบราย โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ตำรวจกำลังสืบสวนในฐานะคดีก่อการร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

‘กรมปศุสัตว์’ ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

'กรมปศุสัตว์' ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

‘กรมปศุสัตว์’ ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

กรมปศุสัตว์สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราชเข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ พบจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ มูลค่ารวมกว่า 135,000 บาท ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.​ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000–60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป​./

-(016)

‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

'กรมการข้าว'ห่วง'ข้าววัชพืช'ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

กรมการข้าว ห่วง “ข้าววัชพืช” ระบาดหนักภาคอีสาน และ ภาคกลาง แนะ 10 วิธี ป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

ข้าววัชพืช คือ ข้าวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามระหว่างข้าวป่าที่พบทั่วไปในธรรมชาติกับข้าวปลูก

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ชาวนาไม่ต้องการ คือ ปลายเมล็ดมีหางยาว ออกดอกเร็วกว่าข้าวปลูก เมล็ดสุกแก่ก่อน และร่วงเกือบหมดก่อนเวลาเก็บเกี่ยว โดยจะสังเกตได้จากสีของข้าวเปลือกและสีของเยื่อหุ้มเมล็ด ที่จะมีสีแดงน้ำตาล สีแดง และอาจมีสีขาวได้ ข้าววัชพืช สามารถจำแนกตามลักษณะภายนอกของข้าววัชพืชได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ข้าวหางหรือข้าวนก ข้าวแดงหรือข้าวลาย และข้าวดีดหรือข้าวเด้ง

ในช่วงระยะเวลา 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ข้าววัชพืชได้มีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการระบาดขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น โดยในปัจจุบัน ข้าววัชพืชได้ระบาดรุนแรงเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวของพี่น้องชาวนาเป็นอย่างมาก กรมการข้าวหน่วยงานที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับข้าวและชาวนา จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ให้แก่ชาวนาถึงวิธีป้องกันและกำจัดข้าววัชพืช โดยพี่น้องชาวนาสามารถดำเนินการตามคำแนะนำของกรมการข้าวได้ ดังนี้

1. เลื่อนเวลาปลูกไปเป็นช่วง กลางเดือน ก.ค. – ส.ค. ที่ช่วยลดจำนวนข้าววัชพืชได้มาก

2. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีคุณภาพเทียบเท่าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว

ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเมล็ดพันธุ์มีมาตรฐาน ไม่มีพันธุ์ปน ความงอกสูง แข็งแรงสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

3. ล่อให้งอกแล้วไถกลบ โดยการเตรียมดิน – ปล่อยให้งอก แล้วไถกลบ 1–3 ครั้ง จะสามารถลดข้าววัชพืชได้มากกว่า 50% นอกจากนี้ให้ปลูกปอเทืองร่วมด้วย จะช่วยปรับดินและกำจัดวัชพืชไปพร้อมกัน

4. เตรียมดินให้ดี โดยการไถ พรวน ตีดิน 1 รอบ แล้วคราดทำเทือกให้เรียบ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนปลูก

5. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม โดยการ ปักดำ : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 7 – 10 กก./ไร่

ส่วนนาหว่าน : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 18 – 24 กก./ไร่ ซึ่งการใช้อัตราที่เหมาะสมจะช่วยให้ข้าวโตเร็ว แข่งกับวัชพืชได้

6. เปลี่ยนวิธีปลูกจาก “นาหว่าน” ให้เปลี่ยนเป็น “ปักดำ” หรือ “โยนกล้า” แทน

7. ใช้สารกำจัดวัชพืชให้ถูกวิธี โดยนาหว่านแห้ง : ไม่ควรใช้สารเคมี ควรใช้วิธีล่อให้งอกแล้วไถกลบแทน ส่วนนาหว่านน้ำตม : ให้ใช้สาร ออกซาไดอะซอน หลังหว่าน 3 วัน อัตรา 500 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลังหว่าน 8 –10 วัน และนาปักดำ : ใช้ ไดเมธทีนามิด หลังปักดำ 3 วัน ในอัตรา 100 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลัง 10 วัน

8. ลูบรวงข้าววัชพืชด้วยสารเคมีเฉพาะจุด โดยใช้ กลูโฟซิเนต – แอมโมเนียม อัตรา 100 – 200 มล./น้ำ 1 ลิตรลูบช่วงข้าววัชพืชเริ่มออกรวง และตากเกสรไม่เกิน 3 วัน

9. ถอนหรือตัดข้าววัชพืชเป็นระยะ โดยถอนหรือใช้เครื่องตัดหญ้า 3 ครั้ง ในระยะต้นกล้า แตกกอ และตั้งท้องที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากกว่า 80%

10. จัดการน้ำในนาอย่างเหมาะสม โดยหากขังน้ำในนาไว้ประมาณ 1 เดือน จะช่วยลดเมล็ดข้าววัชพืชในดินได้ราว 30%

สำหรับขั้นตอนกระบวนการทั้ง 10 ข้อนี้ จะสามารถป้องกันและกำจัดข้าววัชพืชได้ โดยกรมการข้าว จะนำเสนอและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเหล่านี้ให้พี่น้องชาวนาได้รับทราบต่อไป โดยเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานกรมการข้าวใกล้บ้านท่าน

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบโดย : โครงการเทคโนโลยีการจัดการข้าววัชพืชแบบบูรณาการ กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

#กรมการข้าว #ข้าววัชพืช

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

‘อธิบดีฝนหลวง’ ร่วมทำบุญตักบาตรฯ ส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป ณ หน้าเสาธง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม กรมฝนหลวงและการบินเกตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมคุณธรรมตามหลักศาสนา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามอย่างเป็นระบบของหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมให้บุคลากรกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

-(016)

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

ชป.ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรง คลื่นลมแรงทำ‘น้ำกระฉอก’ไม่ใช่ล้นเขื่อน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.35 น.

‘กรมชลประทาน’ยืนยัน‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’แข็งแรงปลอดภัย คลื่นลมแรงทำให้‘น้ำกระฉอก’ ไม่ใช่น้ำล้นเขื่อน

12 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล ชี้แจงว่า ตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ Tiktok ระบุว่า “น้ำล้นเขื่อนขุนด่านปราการชล” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เขื่อนขุนด่านปราการชลมีระดับน้ำอยู่ที่ +109.53 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ปริมาณน้ำในเขื่อน ประมาณ 220 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 98 % ของความจุเก็บกักปกติ (224 ล้านลูกบาศก์เมตร) ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 3.95 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อมาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พื้นที่บริเวณน้ำตกเหวนรก (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) มีฝนตกสะสม ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 4.21 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนฯ อยู่ที่ +110.35 ม.รทก. หรือเต็มความจุฯอ่างพอดี ซึ่งเขื่อนขุนด่านปราการชลได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับน้ำได้ถึงระดับเก็บกักสูงสุด (Maximum Capacity) ที่ 226 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงยังมีความปลอดภัยและมั่นคงแข็งแรง ภาพหรือคลิปที่เห็นว่าน้ำล้นเขื่อนนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากแรงลมและคลื่นภายในอ่างเก็บน้ำ ทำให้น้ำกระฉอกออกมาทางช่องระบายน้ำล้น (Spillway) เล็กน้อย นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบได้ในเขื่อนขนาดใหญ่เมื่อระดับน้ำเต็มอ่างฯ

ปัจจุบัน (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568) เขื่อนขุนด่านปราการชลมีระดับน้ำอยู่ที่ +109.67 ม.รทก. ปริมาณน้ำในเขื่อนฯ 220.74 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 98 % ของความจุเก็บกักปกติ ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 3.24 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ และไม่มีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่เหนือเขื่อน

กรมชลประทานขอยืนยันว่า เขื่อนขุนด่านปราการชลยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยทุกด้าน โดยที่ผ่านมากรมชลประทานได้มีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานและเฝ้าระวังระดับน้ำตลอดทั้งปี จึงขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.31 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กองพัฒนาเกษตรกร และกองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ประชุมร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ณ อาคาร CP ALL Academy และอาคารเดอะธารา

การประชุมครั้งนี้ มีคณบดีคณะเกษตรนวัตและการจัดการ (อาจารย์มนตรี คงตระกูลเทียน) พร้อมด้วยทีมฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิจัย ร่วมกันแนะนำสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ แนะนำคณะเกษตรนวัตและการจัดการ นำเยี่ยมชม 7-Eleven Demonstration Store และชมห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการจัดการเกษตร ซึ่ง PIM มีการเรียนการสอนแบบ Work-based Education ที่เน้นประสบการณ์จริง เป็นแนวทางที่กรมฯ สามารถนำมาต่อยอดในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมสำหรับ ยุวเกษตรกร และเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีทักษะพร้อมเข้าสู่โลกธุรกิจ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยกระดับองค์ความรู้ หรือนำความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการเยี่ยมชม โดยเฉพาะด้านการจัดการและนวัตกรรม ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ประชุมหารือความร่วมมือกับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณชลิกา แสงอุดมเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สํานักบริหารเครือข่าย พร้อมด้วยทีมผู้บริหารสํานักประสานรัฐกิจ ผู้บริหารด้านบริหารเครือข่ายในประเทศ และผู้บริหารด้านบริหารเครือข่ายในประเทศ ได้แนะนำภารกิจและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านธุรกิจเกษตร งานวิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตรสำคัญ นับเป็นการสานความร่วมมือในมิติของการศึกษา การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร และการเชื่อมโยงงานวิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร กับภาคธุรกิจและเครือข่ายของ CP ALL ในอนาคต

– 006