ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

4 พ.ย. 2568 04:05 น.

ทรัมป์บอกไม่รู้ ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นใคร หลังให้อภัยโทษคดีฟอกเงิน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย เขาไม่รู้ว่า จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้งบริษัท Binance เป็นใคร หลังจากเพิ่งให้อภัยโทษมหาเศรษฐีคริปโตรายนี้ในคดีฟอกเงินเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในรายการ 60 Minutes ของช่อง CBS News ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 พ.ย.) ทรัมป์ถูกถามเกี่ยวกับการอภัยโทษนาย จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้งบริษัท Binance (ไบแนนซ์) ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฟอกเงิน และถูกศาลสหรัฐฯ พิพากษาให้จำคุก 4 เดือนเมื่อปีก่อน

คดีดังกล่าวยังทำให้นายจ้าว หรือรู้จักกันในชื่อ “CZ” ตกลงที่จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนเงินคริปโต ที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

นอรา โอ’ดอนเนลล์ ผู้ดำเนินรายการ 60 Minutes ถามนายทรัมป์ว่า เหตุใดเขาจึงอภัยโทษให้นายจ้าว แม้ว่าอัยการของรัฐบาลจะกล่าวว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด “ความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ”

“โอเค พร้อมไหม? ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร” ประธานาธิบดีตอบ และเสริมว่า เขาจำไม่ได้ว่าเคยพบนายจ้าว และไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร เพียงแต่เขาได้รับแจ้งว่านักธุรกิจผู้นี้เป็นเหยื่อของการ “ล่าแม่มด” โดยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เขาจึงตัดสินใจอภัยโทษให้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายทรัมป์ยังพูดถึงการสนับสนุนเงินคริปโตของเขาด้วย โดยย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่จีนและคู่แข่งจะกุมความได้เปรียบ

ทั้งนี้ การอภัยโทษของนายทรัมป์เป็นการ “ยกเลิกข้อจำกัด” ที่เคยห้ามนายจ้าวไม่ให้ดำเนินกิจการทางการเงิน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า มันจะเปลี่ยนแปลงสถานะของเขากับหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ หรือบทบาทของเขาที่ Binance หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

4 พ.ย. 2568 03:13 น.

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน เจ็บสาหัส 1 เร่งช่วยคนติดภายใน

หอคอยยุคกลางในกรุงโรมพังถล่มบางส่วน ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า มีหลักฐานว่าชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หอคอย “ตอร์เร เดย์ คอนติ” หอคอยยุคกลางซึ่งตั้งอยู่ชายขอบของลานประชาคมโรมัน (Roman Forum) อันมีชื่อเสียงในกรุงโรม และอยู่ใกล้กับโคลอสเซียม พังถล่มลงมาบางส่วน เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. วันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 คน

ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซาน โจวานนี โดยมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต แต่นายฟรานเชสโก ร็อคคา หัวหน้ารัฐบาลแคว้นลาซิโอระบุว่า อาการของชายคนนี้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือคนงาน 3 คนลงจากนั่งร้านได้สำเร็จ ก่อนที่ในเวลาประมาณ 13.00 น. ส่วนที่สองของหอคอยสูง 29 เมตรแห่งนี้ก็เริ่มพังทลายลงมาอีกครั้ง ทำให้คนงานอีกคนติดอยู่ที่ชั้นบน ขณะที่ทีมกู้ภัยไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่พวกเขาต้องหยุดปฏิบัติการกู้ภัยชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลับมาค้นหาต่อได้

จนถึงเย็นวันจันทร์ ทีมผู้เชี่ยวชาญยังคงพยายามช่วยเหลือชายที่ติดอยู่ภายใน โดยนายลัมแบร์โต จานนินี ผู้ว่าการกรุงโรมกล่าวว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ซับซ้อนขึ้นเนื่องจากมีคนติดอยู่ภายใน แต่เรามีหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่

“มันจะเป็นปฏิบัติการที่ยาวนานมาก เพราะเราต้องพยายามช่วยชีวิตบุคคลผู้นี้ แต่เราก็ต้องพยายามบรรเทาความเสี่ยงอันใหญ่หลวงที่ผู้ที่พยายามปฏิบัติการกู้ภัยกำลังเผชิญอยู่ด้วย” นายจานนินีกล่าว

ทั้งนี้ หอคอย ตอร์เร เดย์ คอนติ ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 เป็นส่วนหนึ่งของลานประชาคมโรมัน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงโรม อย่างไรก็ตาม หอคอยนี้ถูกปิดไม่ให้ผู้คนเข้าชมนานหลายปีแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบูรณะในตอนที่มันพังถล่มลงมาบางส่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษตั้งข้อหา มือแทงคนบนรถไฟ คาดโยงเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดี

อังกฤษตั้งข้อหา มือแทงคนบนรถไฟ คาดโยงเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดี

4 พ.ย. 2568 01:43 น.

อังกฤษตั้งข้อหา มือแทงคนบนรถไฟ คาดโยงเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดี

ชายผู้ก่อเหตุใช้มีดแทงคนบนรถไฟที่เคมบริดจ์เชียร์ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าและอื่นๆ อีกมากกว่า 10 กระทง และเขาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอื่นอีก 4 คดีด้วย

สำนักงานตำรวจคมนาคมอังกฤษ (BTP) เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ว่า นาย แอนโทนี วิลเลียมส์ วัย 32 ปี ผู้ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงผู้คนจำนวนมากบนรถไฟสายดอนคาสเตอร์–ลอนดอนคิงส์ครอส เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า 10 กระทง, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย 1 กระทง และครอบครองวัตถุมีคมอีก 1 กระทง

นายถูกจับกุมบนรถไฟที่สถานีฮันติงดอน ในมณฑลเคมบริดจ์เชียร์ โดยนาย จอห์น เลิฟเลส ผู้กำกับการตำรวจคมนาคมอังกฤษ กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมภายในเวลา 8 นาทีหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉิน และตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยรายที่ 2 ในที่เกิดเหตุด้วย ก่อนจะปล่อยตัวไป หลังพิจารณาแล้วว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

นายวิลเลียมส์ยังถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าอีก 1 กระทง และครอบครองวัตถุมีคมอีก 1 กระทง จากเหตุโจมตีที่สถานีรถไฟใต้ดินพอนทูน ด็อก (Pontoon Dock) ในลอนดอนตะวันออก เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 00.46 น.เสาร์ ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ตำรวจกำลังสืบสวนด้วยว่า นายวิลเลียมส์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตี 3 ครั้งก่อนหน้านี้ด้วยหรือไม่ ได้แก่เหตุแทงเด็กอายุ 14 ปีบาดเจ็บที่เมืองปีเตอร์โบโร เมื่อเวลา 19.10 น. วันศุกร์ที่ 31 ต.ค., เหตุมือมีดโจมตีร้านตัดผมชายที่ย่านเฟลตตัน ในเมืองปีเตอร์โบโร เมื่อเวลา 19.25 น. วันเดียวกัน และเหตุโจมตีร้านตัดผมอีกแห่งในย่านเดียวกันในช่วงเช้าวันเสาร์ (1 พ.ย.)

น.ส.ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า นายวิลเลียมส์ “ไม่เป็นที่รู้จักของหน่วยงานด้านความมั่นคง, ตำรวจต่อต้านการก่อการร้าย หรือโครงการป้องกันใดๆ มาก่อน และตอนนี้เจ้าหน้าที่บอกข้อมูลของนายวิลเลียมส์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เธอยืนยันว่า เขาเป็นพลเมืองอังกฤษ และเกิดในประเทศนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

3 พ.ย. 2568 23:10 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในภาคเหนือของอัฟกานิสถานทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 530 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอัฟกานิสถานเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.3 ในพื้นที่ทางเหนือของประเทศเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 20 ศพแล้ว และคาดว่าจำนวนอาจจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังไม่เสร็จสิ้น

แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับเมืองมาซาร์อีชารีฟ (Mazar-e-Sharif) หนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดของอัฟกานิสถาน ซึ่งมีประชากรประมาณ 500,000 คน เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น.ของวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวมีขนาด 6.3 จุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึก 28 กม. และมันถูกจัดให้อยู่ในระดับการแจ้งเตือนขั้นสีส้ม ซึ่งหมายความว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

กระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลตาลีบัน แห่งอัฟกานิสถานรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่า 530 รายด้วย

นายฮาจี ไซด์ โฆษกของกลุ่มตาลีบันในจังหวัดบัลข์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองมาซาร์อีชารีฟ เปิดเผยผ่าน X ว่า พบผู้บาดเจ็บจำนวนมากในเขตโชลกรา ทางใต้ของเมืองมาซาร์อีชารีฟ และมีรายงานผู้บาดเจ็บกับความเสียหายเล็กน้อยในทุกเขตของเมืองแห่งนี้

แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศ รวมถึงในกรุงคาบูล ซึ่งเป็นเมืองหลวง หลังจากสายส่งไฟฟ้าจากอุซเบกิสถานและทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นผู้จัดหาไฟฟ้าหลักให้กับอัฟกานิสถาน ได้รับความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

3 พ.ย. 2568 22:05 น.

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

สื่อนอกรายงานข่าวว่า ทหารของไทยและกัมพูชาเริ่มการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณชายแดนแล้ว ตามข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ไทยในวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ว่า ทหารของไทยและกัมพูชาเริ่มการถอนอาวุธหนักและปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนพิพาทแล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนลดความตึงเครียด หลังจากทั้งสองฝ่ายลงนามขยายการหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้นำของไทยและกัมพูชาลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ปะทุกลายเป็นการปะทะนาน 5 วันเมื่อเดือนกรกฎาคม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจะยังไม่ปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง และจะยังไม่เปิดจุดผ่านแดน จนกว่าจะประเมินแล้วว่ากัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง

ขณะที่โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยฝ่ายไทยเสนอให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 13 พื้นที่ และฝ่ายกัมพูชาเสนอ 1 พื้นที่

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ต.ค.) ทั้ง 2 ประเทศออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน โดยแบ่งเป็นสามระยะ เริ่มจากระบบจรวด ตามด้วยปืนใหญ่ จากนั้นจึงเป็นรถถังและยานเกราะอื่น ๆ

ต่อมาในวันเสาร์ (1 พ.ย.) กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาระบุว่า การถอนอาวุธในระยะแรกมีกำหนดใช้เวลา 3 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ขณะที่พลเรือตรี สุรศักดิ์ กล่าวในวันจันทร์ว่า “เราคาดว่าการถอนอาวุธหนักจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้”

พลเรือตรี สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ทั้ง 2 ประเทศยังตกลงเพิ่มความพยายามร่วมกันในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และกำลังเร่งดำเนินการปักปันเขตแดนร่วมกันอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนที่มีข้อพิพาท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.11 น.

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

4 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า ประเทศไทยยังคงได้รับอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุม ส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกระลอก

ล่าสุดเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้(4 พ.ย. 68) แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,673 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น  ในขณะที่สถานี ct.25 แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 261 ลบ.ม./วินาที  ก่อนจะไหลมาสมทบกันบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ส่งผลให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนยกตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับ  +17.02 ม.รทก.

กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบให้มากที่สุด ด้วยการหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งตามศักยภาพของคลอง รวมทั้งทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 10.00 น.วันนี้ จากอัตรา 2,300 ลบ.ม./วิ เป็นอัตรา 2,400 ลบ.ม./วิ ภายในเวลา 16.00 น. ของวันนี้ และจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

การแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึง ความล้มเหลวของระบบกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น ตั้งแต่ต้นทางจนถึงธรรมชาติ

ปลาที่เข้ามาในนาม “ปลาสวยงาม” วันนี้กลายเป็นผู้รุกรานระบบนิเวศในเขื่อน, บ่อเพาะเลี้ยง และลุ่มน้ำชุมชน โดยไม่สามารถสืบสวไปถึงต้นทางได้ ความล้มเหลวนี้ชี้ชัดว่าหากรัฐไม่ใช้ ข้อมูลโปร่งใสและหลักการวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือ จะเกิด “วงจรปลาต่างถิ่น” และ “ปลาเถื่อน” ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 คือ ปลาหมอคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ แต่ในความเป็นจริงพบการแพร่ระบาดของปลาต่างถิ่นหลายชนิด เช่น ปลาบัตเตอร์, ปลาช่อนอเมซอน, ปลาซัคเกอร์ และยังมีปลาต้องห้ามอื่นๆ ที่พบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ

ช่องว่างนี้สะท้อนว่า กฎหมายอ่อนแอ, ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์, และขาดการตรวจสอบย้อนกลับ การอนุญาตนำเข้า “ปลาสวยงาม” โดยไม่ประเมินความเสี่ยงและไม่บังคับใช้ระบบ traceability ทำให้เกิดการลักลอบและการแพร่พันธุ์ในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ตลาดปลาสวยงามสร้างรายได้สูง แต่ช่องโหว่ของระบบกำกับทำให้ ผู้ค้าและฟาร์มสามารถลักลอบนำเข้าปลาที่มีศักยภาพรุกรานสูง เมื่อความนิยมลดลงไม่ทำเงินอีกต่อไป หรือโดนจับตาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ปลาที่เลี้ยงเพื่อความสวยงามถูกปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างไม่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังมีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เพิ่มเติม) เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่นหายาก หรือป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ ซึ่งประกอบสัตว์น้ำด้วย 13 ชนิด อาทิ ปลาเทราท์สายรุ้ง ปลากะพงปากกว้าง ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช ปลาที่มีการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรม GMO LMO ทุกชนิด เป็นต้น

ปลาหมอคางดำเป็นตัวอย่างชัดเจนของวงจรนี้ จากแหล่งค้า สู่ฟาร์ม สู่ธรรมชาติ การปล่อยโดยไร้การประเมินทางวิทยาศาสตร์ทำให้สัตว์เหล่านี้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและแทนที่ปลาพื้นถิ่น การหยุดวงจรนี้จึงจำเป็นต้องใช้ ข้อมูลโปร่งใสและมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ต้นทาง

รายงานการส่งออกปลาหมอคางดำโดย 11 บริษัท แสดงให้เห็นปัญหาด้านความโปร่งใส ที่กรมประมงยังไม่ได้เปิดเผย เอกสารอนุญาต, หนังสือรับรองชนิดพันธุ์ หรือหลักฐานตรวจสอบต่อสาธารณะ

การไม่เปิดเผยข้อมูล ทำให้หน่วยงานอิสระและนักวิชาการไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ การหยุดวงจรปลาต่างถิ่นจึงต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลนำเข้า–ส่งออกอย่างโปร่งใส พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับ

การระบุชนิดพันธุ์ปลาต้องใช้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น DNA barcoding หรือ Whole Genome Sequencing แต่การตรวจสอบปลาหมอคางดำที่ผ่านมา ยังไม่โปร่งใสและไม่ครบถ้วน

การจัดตั้ง ศูนย์พิสูจน์ DNA สัตว์น้ำต่างถิ่น ภายใต้การกำกับร่วมของรัฐ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย จะสร้างมาตรฐานที่เชื่อถือได้และสามารถ ยุติวงจรปลาต่างถิ่น ได้ตั้งแต่ต้นทาง

ปลาหมอคางดำไม่เพียงแค่ผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนระบบรัฐ ว่า กฎหมายอ่อนแรง การตรวจสอบไม่โปร่งใส และการขาดหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้วงจรปลาต่างถิ่นดำเนินต่อเนื่อง

“หยุดวงจรปลาต่างถิ่นจากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ ด้วยข้อมูลโปร่งใสและหลักการวิทยาศาสตร์”

เป็นแนวทางปฏิบัติที่ต้องเกิดขึ้นจริง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติก่อนเกิดความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้

จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาฯ - กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.08 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือ กระทรวงกลาโหม ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมด้านความมั่นคง พร้อมเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลผ่านหลักสูตรฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิ กายน 2568 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์  โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงกลาโหม เป็นสักขีพยานและแถลงถึงความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาของบุคลากรและกำลังพลกระทรวง กลาโหม

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจ พร้อมด้วย รศ. ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช  ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ พล.อ. ชิดชนก นุชฉายา เสนา ธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ. ชัยพฤกษ์  ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กองทัพบก พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ และ พล.อ.อ.ศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ ร่วมลงนามบันทึกความเข้า ใจในฐานะพยาน เเละมี พล.อ อัฐพงศ์ พิชญาภรณ์ เจ้ากรมเสมียนตรา เเละ พล.อ. สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม ตระหนักถึงความสำ คัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับทักษะและสมรรถนะของบุคลากรและกำลังพลผ่านการจัดหลักสูตร ฝึกอบรม และการวิจัยร่วม เพื่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบูรณาการทั้งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนากองทัพและประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งว่าเพื่อยกระ ดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคงของชาติเพราะความมั่นคงของชาติเริ่มจากความมั่นคงของคน และคนในชาติคือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ วันนี้จุฬาฯ พร้อมร่วมเสริมทัพด้วยองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เพื่อให้ทหารทุกระดับมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยภายใต้ความร่วมมือนี้จุฬาฯ ได้ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการกว่า 90,000 – 100,000 นายทั่วประเทศ ได้รับการพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญ ญาประดิษฐ์ (AI) การบริหารจัดการและเศรษฐศาสตร์ การสื่อสาร การพัฒนาบุคลิกภาพและภาวะผู้นำ รวมถึงความรู้ด้านสุขภาพและการปฐม พยาบาลเบื้องต้น  เพื่อสร้างโอกาสชีวิตใหม่ให้ทุกคน เมื่อปลดประจำการออกไปจะมีความรู้ มีทักษะ และมีใบรับรองคุณวุฒิที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพและชีวิตที่มั่นคงได้ ทั้งนี้ความร่วมมือในครั้งนี้คือการเสริมทัพด้วยปัญญาและนวัตกรรม เพื่อให้กองทัพไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่           

พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับระบบการบริหารจัดการทางการศึกษาของกองทัพให้มีมาตรฐานและมีความทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งจุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ จะเป็นที่ปรึกษาและต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ของสถาบันทหาร ในอดีตการศึกษาของเรามุ่งเน้นเฉพาะด้านการรบ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป เทคโนโล ยีและองค์ความรู้ทางพลเรือนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทหาร การได้เรียนรู้จากจุฬาฯ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย วิศวกรรม และเทค โนโลยี จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแผนยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ความรู้ด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์จากจุฬาฯ จะช่วยให้กองทัพมีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาฯ จึงไม่ใช่เพียงการฝึกอบรมเชิงวิชาการแต่เป็นการยกระดับแนวคิดด้านความมั่น คงให้ก้าวพ้นจากการมองเพียงมิติทางทหาร สู่การสร้างพลังความมั่นคงทางปัญญาที่หล่อหลอมคน สังคม และประเทศให้แข็งแกร่งไปพร้อม กัน

ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ และกระทรวงกลาโหมจะร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลทุกระดับของกระทรวงฯ ให้เท่าทันโลกดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม Chula MOOC ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและอาชีพยุคใหม่ อุตสาหกรรมเฉพาะทาง และสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในภารกิจของกองทัพและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับกำลังพลของชาติ

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์ รักษา สืบสาน ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์  รักษา สืบสาน  ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์ รักษา สืบสาน ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ เฝ้าฯรับเสด็จ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568  เวลา 19.33 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร โขนรอบปฐมทัศน์ 

วีดิทัศน์เผยถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ผู้พระราชทานกำเนิด “โขนมูลนิธส่งเสริมศิลปาชีพฯ”

ผู้แสดงองคต 3 วัย เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรการแสดงโขนเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 รอบเวลา 19.00 น.

การนี้เมื่อเสด็จฯเข้าหอประชุมใหญ่ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้ ธนวพรรษ โตกระโทก ผู้แสดงองคต เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ด.ช.รพี สิทธิชัย ผู้แสดงองคตกุมาร เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  และ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประธานกรรมการอำนวยการ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กราบบังคมทูลถวายรายงานวัตถุประสงค์ ของการจัดการแสดงโขนรอบปฐมทัศน์ พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรการแสดงรำหน้าพาทย์ถวาย โดยคณะครูอาวุโส ทอดพระเนตรการแสดงรำอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์เบื้องหลังการจัดการแสดงโขนรอบปฐมทัศน์ และทอดพระเนตรการแสดง  เมื่อจบการแสดง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต กราบบังคมทูลเบิกผู้แทนคณะทำงาน และนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เข้าเฝ้า ฯ รับพระราชทานช่อดอกไม้ ตามลำดับ

การแสดงรำอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ  ทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพโดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพในที่สุด

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง” นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งตามภูมิภาคต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน ให้สวยงามเหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่ ส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาผู้ใฝ่ใจในการแสดงโขนให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น  ก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน และช่างแต่งหน้าโขน ผู้มีความเข้าใจในศิลปะและจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป

นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รอบปฐมทัศน์เป็นประจำทุกปี

พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รอง ปธ.กก.และเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ปธ.กก.อำนวยการ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ประสพ เรียงเงิน ปลัด วธ., นฤมล ล้อมทอง กก.มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ , ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เฝ้ารับเสด็จฯ

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” จะจัดแสดงขึ้นใน วันที่ 6 พฤศจิกายน –8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล-ธนนนท์ นิรามิษ

คณะรัฐมนตรี : รมว.พม. อัครา พรหมเผ่า, รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, รองนายกฯ และรมว.คลัง เอกนิติ-ร้อยแก้ว นิติทัณฑ์ประภาส,รมว.พลังงาน อรรถพล – วรทิพย์ ฤกษ์พิบุลย์, รมต.ประจำสำนักนายกฯ ศุภมาส อิศรภักดี, รมช.มท.ทรงศักดิ์ ทองศรี, รมว.ศธ. นฤมล -ภิญโญสินวัฒน์

ลิปิการ์ กำลังชัย  รองอธิบดี สวธ.,ประสพ เรียงเงิน ปลัด วธ.,ยุถิกา  อิศรางกูร ณ อยุธยา  อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ  วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดี สวธ.

แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.นรธิป – พ.ท.หญิง ปาริชาติ โพยนอก และ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ท.วรเทพ – อิสรีย์ บุญญะ

ท่านผู้หญิงสุวรรณี พัฒน์พงศ์พานิช พร้อมด้วยบุตรสาว  ศุภวาณี พัฒน์พงศ์พานิช ,สุพัชนา-ชนะ อัษฎาธร และ ศ.พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย,ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี  และ ม.ล.ชโยทิต กฤดากร

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล-อัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา และบุตร วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา

ศ.กิตติคุณ พญ.คุณหญิงกอบจิตต์ ลิมปพยอม , พญ.เจรียง จันทรกมล กับบุตร นพ.พณะ จันทรกมล และ อนุษฐา เชาว์วิศิษฐ์

สารัชถ์ – นลินี รัตนาวะดี

ศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์

วุฒา ภิรมย์ภักดี กับบุตรสาว-เขย ณัฐวรรณ – ฉัตรชัย ทีปสุวรรณ

สุรพล เศวตเศรนี, ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา, ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์,ศ.พญ.คุณหญิงนิตยา สุวรรณเวลา และ  ดนุชา สินธวานนท์

คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล,ท่านผู้หญิงภรณี ล่ำซำ,คุณหญิงทิพยวดี ปราโมช ณ อยุธยา

สนั่น-คุณหญิงณัฐิกา อังอุบลกุล,จรรย์สมร วัธนเวคิน,พนิดา เทพกาญจนา

มุกดา เอื้อวัฒนะสกุล จิราธิวัฒน์,รัตนา นรพัลลภ พร้อมด้วย ลูกๆ หลานๆ

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ,  ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ, ประภาพรรณ เทวกุล ณ อยุธยา-ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ – วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ , เกษร – อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด

ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน และบุตรี กิติยา สารสิน

คุณหญิงจิตตระการ ทองใหญ่ ณ อยุธยา และบุตรี ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่

ม.ล.รจนาธร ณ สงขลา,คุณหญิงกัญญา หงส์ลดารมภ์ ,คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ และปาณิสรา เที่ยงธรรม

หม่อมกมลา ยุคลฯ พร้อมบุตรชาย ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล และ กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

อวิรุทธ์ และคุณแม่ นรี ชาญชัยกิตติกร

จิตภัสร์ กฤดากร, ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร

ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ  จักร-กมลรัตน์ บุญ-หลวง และ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล และ ศ.เกียรติคุณ นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน

เอมอร – อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

สุวัฒน์-เดือนอนงค์ เหล่าภารดรชัย และ ปิ่นทิพย์-พิเชฐ บูรณสถิตพร

รศ.พญ.วรพรรณ-อัคคพล เสนาณรงค์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี, ภารไดย สุวรรณรัฐ และ ดร.เสรี วงศ์มณฑา

พรพิชิต พัฒนถาบุตร, ธงไชย แมคอินไตย์ และ นฤมล ล้อมทอง
 

อรนภา กฤษฎี, ดร.ชัชพล ไชยพร และ เชื้อพร รังควร

ปรีชา – สายสม วงศาสุลักษณ์

นักแสดงชื่อดัง อาทิ ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์, ชุดาภา จันทเขต, สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา, ปริศนา กล่ำพินิจ, ดวงตา ตุงคมณี, ทัศนวรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และ ธนากร โปษยานนท์

นิติพงษ์-รุ่งฤดี ห่อนาค

อรุโนชา ภานุพันธุ์-อัครวุฒิ สุวรรณประกร

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง อนุรักษ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของชาวไทย ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมเจ้าท่า, กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา, บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน), บริษัท แฟร์เท็กซ์ อีควิปเม้นท์ จำกัด และเมืองสุขสยาม จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจรอบด้าน ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน และร่วมชื่นชมความงดงามของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่ถ่ายทอดพระวิสัยทัศน์ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยนำโดยฟรีน สโรชา ชมการแสดงโขนรามเกียรติ์ “ชุดนางลอย” ถ่ายทอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยอย่างวิจิตร และชมการแสดงลิเก โดย ศรรามน้ำเพชร ถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านไทยอย่างสง่างาม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

สืบสานประเพณีลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมของไทย

เทศกาลลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ไอคอนสยาม คงไว้ซึ่งคุณค่าความงดงามของประเพณีไทย ขอเชิญชวนชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่งกายด้วยชุดไทยหรือชุดโทนสีสุภาพ ร่วมลอยกระทงด้วยวัสดุจากธรรมชาติบน รางลอยกระทง ที่เป็นเอกลักษณ์ของงานที่ไอคอนสยาม ด้วยความโดดเด่นที่ตอบโจทย์ทุกคนให้สามารถลอยกระทงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามของประเพณีลอยกระทง 5 พื้นที่เอกลักษณ์ ได้แก่ กระทงยี่เป็งจากจังหวัดเชียงใหม่ เส็งประทีปจากจังหวัดร้อยเอ็ด   กระทงสายจากจังหวัดตาก โคมชักโคมแขวนจากจังหวัดสุโขทัย และกระทงกาบกล้วยจากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสร้างสรรค์กระทงจากขวดพลาสติกและแก้วพลาสติกรีไซเคิล

เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง

สำหรับเมืองสุขสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง เปิดพื้นที่บริเวณบ่อน้ำภาคใต้ให้ประชาชนสามารถ    ลอยกระทงในบ่อลอยรักษ์โลก พร้อมรับชมการแสดงทางวัฒนธรรม ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปปั้นกระทงจิ๋วด้วยดินไทย ชิม ช็อปกับร้านค้าชุมชนรู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมประเทศไทย และอิ่มอร่อยไปกับเมนูพิเศษจากน้ำปลาตราปลาหมึก โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผู้สนับสนุนการสืบสาน ประเพณีไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด

ติดตั้งทุ่นเพื่อการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

ไอคอนสยาม ยังคงนโยบายในการดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยได้ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบ และมีการติดตั้งทุ่นเพื่อกันกระทงไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สำคัญยังได้ เตรียมความพร้อมในการเก็บกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยาภายหลังจากจบเทศกาล โดยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและกระทงที่ย่อยสลายได้ จะนำไปบดย่อยแล้วส่งไปทำปุ๋ยหมักที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม เพื่อร่วมสืบสานประเพณีในการขอขมาสายน้ำและดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาให้งดงามอย่างยั่งยืนต่อไป