เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Adil Suleymanov ที่ปรึกษา ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอนาคต โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยได้แสดงความสนใจต่อบทบาท ภารกิจ และวิสัยทัศน์ของสถาบันพระปกเกล้าในการพัฒนาประชาธิปไตยและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของประเทศไทย

นอกจากนี้ H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov ยังได้ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมการเรียนการสอนของหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-List) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญของสถาบันพระปกเกล้าในการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ โดยได้กล่าวชื่นชมแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสังคม

พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยยังได้กล่าวให้กำลังใจและอวยพรแก่นักศึกษาในหลักสูตร A-List ให้เติบโตเป็นผู้นำคุณภาพ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติในอนาคต

การเข้าพบในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์อันดีและส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติในอนาคตต่อไป

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.54 น.

“ประเสริฐ” เร่งติดตามควิกวินนโยบาย 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้โรงเรียน ครู บุคลากร สลช.ย้ำไม่ต้องใส่เครื่องแบบลูกเลือใช้ชุดลำลองร่วมกิจกรรมได้ขอให้มีเพียงผ้าผูกคอและหมวก

14 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ.,และผู้บริหารระดับสูงศธ.พร้อมหน่วยงานในกำกับเข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญ นอกจากติดตามงานปกติแล้ว ก็ได้ติดตาม Quick win ตามนโยบาย 5 ด้านของ ศธ. ที่จะเร่ง ดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเดินหน้า นโยบาย “ลดภาระงานครู” อย่างจริงจัง รับเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยกำชับทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ พร้อมมอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากการติดตามงานตามปกติแล้ว ที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่องสำคัญ 2 เรื่องคือ นโยบาย Quick win ที่ได้ประกาศไป 5 ด้าน โดยตนได้สั่งการให้ทำข้อสรุปในวันที่ 27 พ.ค.นี้  เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับโรงเรียนต่างๆ ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ทราบถึงวิธีการ ว่า Quick win ที่ ศธ.ต้องการนั้นเป็นอย่างไร เช่น การลดภาระครู มีอะไรบ้าง ลดความเหลื่อมล้ำมีอะไรบ้าง ความปลอดภัยในสถานศึกษามีอะไรบ้าง เป็นต้น ส่วนเรื่องที่ 2 สืบเนื่องจาก พระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้ว และประกาศในราชกิจจาฯแล้ว  ในเรื่องนี้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการอยู่ 2 เรื่อง ซึ่งเงินนี้มีอยู่ 2 ก้อน คือ ก้อนแรก 2 แสนล้านบาท  เป็นเงิน ที่ใช้ช่วยเหลือแก้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและเกษตรกร  อีก 2 แสนล้านบาท ใช้ในเรื่องการสร้างทักษะ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจไปสู่การแข่งขันในระยะยาว  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน ทั้งดำเนินการเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน  การศึกษาด้านอาชีพ หรืออาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งกระทรวงศึกษาจะนำภารกิจเหล่านี้มาแปลงเป็นนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ  ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระของพลังงาน ซึ่งเงินก้อนที่ 2 นี้จะนำมาใช้ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และเกิดการแข่งขันในระยะยาว  

“ส่วนเรื่องการลดภาระครู จะเอาข้อมูลมากางดูว่า ครูมีภาระงานอะไรบ้างนอกจากการเรียนการสอน เพื่อดูว่าจะสามารถลดภาระงานอะไรได้บ้าง  รวมถึงการผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร รายงาน และงานธุรการ เพื่อลดภาระงาน ลดเวลาในการทำงานเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู และเมื่อลดภาระให้ครูแล้วก็จะนำ KPI วัดความสำเร็จด้วย  และหลังจากนโยบายนี้ออกไปแล้ว เราต้องหาคำตอบด้วยว่า เราสามารถลดภาระครูได้กี่เปอร์เซ็น และเมื่อลดภาาะครูแล้วเราก็หวังว่าจะได้ผู้เรียนที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น 

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มอัตรากำลัง และจะมีการปรับเปลี่ยนการบริหารงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เช่น จะเอาตำแหน่งครูที่ว่างมาปรับเปลี่ยนเป็น 38 ค เพื่อให้สามารถทำหน้าที่อื่นได้  ส่วนโรงเรียนเอกชนก็ให้มีการเบิกจ่ายตรงได้ เพื่อลดขั้นตอน ทั้งนี้ ให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายในปี 2569นี้“ รมว.ศธ. กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากใกล้เปิดภาคเรียนแล้ว ตนได้สั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สั่งการไปให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรองรับนักเรียนช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะความพร้อมเรื่องอาคารสถานที่เรียน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการสำรวจเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้มีเหตุวาตะภัย พายุฝนตกหนักบางพื้นที่ ดังนั้น หากโรงเรียนใดประสบปัญหาก็ให้แจ้งโดยด่วนเพื่อหาทางแก้ไข  อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีรายงานเข้ามา ว่าโรงเรียนใดมีปัญหาเรื่องการส่งหนังสือเรียนให้กับนักเรียนไม่ทันเปิดเทอม

“กระทรวงศึกษาฯมีนโยบายหลายอย่างเพื่อจะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในยุคที่น้ำมันมีราคาแพง และได้มีข้อซักถามถึงแนวทางปฏิบัติเข้ามาโดยเฉพาะเรื่องของเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ว่า นักเรียนต้องใส่อย่างไร จึงจะไม่ขัดกับข้อกำหนดของโรงเรียน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตนจึงขอให้ผู้บริหารที่ดูแลสำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้ชี้แจง“ 

นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัด ศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.) ชี้แจงถึงแนวปฏิบัติการแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี  ว่า  ตามกฎหมายกำหนดว่าลูกเสือต้องแต่งเครื่องแบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้มีสองมุม มุมแรกห่วงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครอง จึงมีการเรียกร้องให้ผ่อนปรนการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ  ส่วนอีกมุมหนึ่ง โรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องแบบ  ดังนั้น รมว.ศธ. จึงได้มอบหมายให้ สลช.ไปดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม  ปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้มีหนังสือซักซ้อมแจ้งไปยังโรงเรียนเกี่ยวกับกาาแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี แล้ว ในการจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือในโรงเรียน ว่า อนุโลมให้ใช้เครื่องแบบลำลองในการฝึกอบรมในโรงเรียนได้  รวมถึงการอยู่ค่ายพักแรม กิจกรรมเดินทางไกล หรือกิจกรรมในชุมชน  โดยเครื่องแบบลำลอง คือ ให้มีผ้าผูกคอ และหมวกลูกเสือแต่ละประเภท เพื่อแสดงความเป็นลูกเสือเท่านั้น ส่วนชุดที่สวมอาจจะเป็นชุดนักเรียน ชุดกีฬา หรือ ชุดอะไรก็ได้ที่โรงเรียนกำหนด  ซึ่งจากที่สั่งการไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมาโรงเรียนก็เข้าใจและดำเนินการตามที่ สลช.สั่งการ  ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณาร่วมกันของ สลช.กับ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ และทันใช้ในภาคเรียนที่ 2 นี้อย่างแน่นอน

สพฐ.กำชับ 7 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองนักเรียน

สพฐ.กำชับ 7 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองนักเรียน

สพฐ.กำชับ 7 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองนักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

สพฐ.ส่งหนังสือด่วนที่สุด! ถึงทุกเขตพื้นที่ฯ กำกับสถานศึกษาถือปฏิบัติตามประกาศฯ 7 มาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569

14 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตทั่วประเทศ ให้แจ้งสถานศึกษาในสังกัดทราบถึง ” ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569” และ ให้ถือปฏิบัติ โดยสามารถดำเนินการได้ตามบริบทของสถานศึกษา เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ส่งเสริม สนับสนุน กำกับ และติดตาม การดำเนินงานของสถานศึกษาให้เป็นไปตามประกาศนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ 7 มาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569 มีสาระสำคัญที่ยังคงให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามปกติอย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและพัฒนาการของผู้เรียนในทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค โดยมีแนวปฏิบัติตามประกาศ สพฐ.ดังนี้ 1.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรือผ่อนผันการเก็บเงินบำรุงการศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 2.ให้สถานศึกษาพิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หรือเครื่องแต่งกายอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา 3.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรืองดการใช้วัสดุ อุปกรณ์การเรียน ที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 4.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรืองดการจัดซื้อหนังสือเสริมหลักสูตรนอกเหนือจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 5.ให้ลดหรืองดการจัดกิจกรรมที่ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้ปกครองนักเรียน 6.ให้ลดหรืองดการมอบหมายให้นักเรียนจัดทำชิ้นงาน หรือโครงงาน ที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน และ 7.ให้สถานศึกษาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการบริหารจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน”

ประกาศ สพฐ.ฉบับนี้ ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาสามารถออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนเพิ่มเติม ตามความเหมาะสมและบริบทของสถานศึกษาได้ เช่น ชุดนักเรียน อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้น หรือ ย้ายสถานศึกษา เพิ่มวันสวมใส่ชุดพละ ชุดสุภาพ ไม่บังคับจัดซื้อชุดลูกเสือ-เนตรนารีเต็มรูปแบบ โดยใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ กระเป๋าเปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่ต้องมีตราโรงเรียน ออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่จัดเก็บเงินเพิ่ม มอบหมายงานเป็นกลุ่ม จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกลุ่มสาระ ติดตามผลการเรียนผ่านระบบดิจิทัล ยื่นเอกสาร-ส่งงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น. 

‘อัครนันท์’ลุยรื้อระบบประเมิน ชูโมเดล’ประเมินครั้งเดียวจบ’คืนครูให้ห้องเรียน

'อัครนันท์'ลุยรื้อระบบประเมิน ชูโมเดล'ประเมินครั้งเดียวจบ'คืนครูให้ห้องเรียน

‘อัครนันท์’ลุยรื้อระบบประเมิน ชูโมเดล’ประเมินครั้งเดียวจบ’คืนครูให้ห้องเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

หมดยุคครูงานล้น ‘อัครนันท์’ ประกาศขออาสา สางภาระครู กลางที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ดันโมเดลควบรวมโครงการ-ลดความซ้ำซ้อน คืนเวลาสอนให้ครู แย้มจันทร์หน้าเตรียมแถลงความชัดเจน

14 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2  ตนได้รับมอบหมายจาก รมว.ศธ. ให้เป็นประธานในการหารือร่วมกับฝ่ายนโยบายและแผนของหน่วยงานในสังกัด ศธ. เพื่อทบทวนกิจกรรมโครงการที่เข้าไปสู่สถานศึกษา ที่จะช่วยลดภาระงานครูอย่างเป็นระบบ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ปัญหาที่ตนอยากเข้ามาดำเนินการแก้ไขมากที่สุดในช่วงแรกของการทำงาน คือการช่วยลดภาระงานของครู ตนอาสาจากท่าน รมว.ศธ.ว่าขอเข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยตนเอง เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีการลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากครูผู้ปฏิบัติงาน พบว่าครูจำนวนมากรู้สึกท้อแท้กับภาระงานเอกสารจากโครงการที่ซ้ำซ้อน และต้องการเวลาเพื่อทุ่มเทให้กับการสอนมากกว่าการทำเอกสารเพื่อรับการประเมิน 

“จากนี้ ผมจะเร่งนำโครงการทั้งหมดของทุกหน่วยงานมากางดู เพื่อควบรวมโครงการที่มีเป้าหมายคล้ายกัน ผ่านโมเดล ‘การประเมิน 1 ครั้ง ครอบคลุมหลายโครงการ’ สำหรับโครงการที่ละเอียดอ่อนทางสังคม จะมีการวางแผนการสื่อสารอย่างรอบคอบเพื่อให้การดำเนินงานราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ส่วนโครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งคุณครูสะท้อนผ่านช่องทางต่างๆมายังผมจำนวนมากนั้น ได้มีเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยแล้วทราบว่า ยังยกเลิกไม่ทันในงบประมาณปี 69 นี้ แต่ในงบประมาณปี 70 จะมีการแก้ปัญหาโครงการนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ ผมให้ความสำคัญกับทุกเสียงของคุณครู จึงต้องการแสดงความจริงใจให้เกิดผลสำเร็จในระดับปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนโยบายบนแผ่นกระดาษ พร้อมกันนี้เราจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังโรงเรียนด้วยว่า กระทรวงฯ จะไม่ทำแบบเดิม สิ่งไหนที่ซ้ำซ้อนและยกเลิกได้ เราจะยกเลิก สิ่งไหนรวมได้ เราจะนำมาบูรณาการรวมกัน เพื่อลดภาระงานเอกสาร คืนความสุข และคืนเวลาให้ครูได้กลับไปดูแลนักเรียนในห้องเรียนอย่างแท้จริง” นายอัครนันท์ กล่าว

ส่วนการขับเคลื่อน “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” กระทรวงฯ พร้อมจะเป็น ‘ร่ม‘ ที่กางปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความปลอดภัยและเยียวยาทั้งนักเรียนและครูอย่างครอบคลุมในทุกมิติ โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกันให้เป็นระบบ และต้องปรับจูนทิศทางทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้
 

ศธ. รับลูกเครือข่ายเด็ก ยกระดับคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า สถานศึกษาต้องปลอด 100%

ศธ. รับลูกเครือข่ายเด็ก ยกระดับคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า สถานศึกษาต้องปลอด 100%

ศธ. รับลูกเครือข่ายเด็ก ยกระดับคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า สถานศึกษาต้องปลอด 100%

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

“รมช.อัครนันท์”เอาจริง หลังเครือข่ายเด็กเยาวชน -ผู้ปกครองและครอบครัว ตบเท้าพบ หนุนคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา100%  พร้อม ยื่น 4 ข้อเสนอปกป้องเด็กและเยาวชน

14 พฤษภาคม 2569 ที่ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ มีแกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง, เครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม, เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง และมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เดินทางมาเข้าพบ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแสดงจุดยืนต่อปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา พร้อมยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา และทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “สถานศึกษาต้องปลอดบุหรี่ไฟฟ้า100%” 

โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย  กระทรวงศึกษาธิการ โดย นายประเสริฐ  จันทรลวงทอง รมว.ศธ. มีมติให้ปกป้องบุหรี่ไฟฟ้าจากเยาวชนอยู่แล้ว เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยของเด็ก ซึ่งผู้ปกครองก็อาจจะไม่ทราบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะบุหรี่ไฟฟ้าปัจจุบันผลิตให้มีหน้าตาน่ารักขึ้น  อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งออกมาตรการหรือแนวทางเพื่อให้ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่งช่วยกันดูแลปราบปรามอย่างเด็จขาด เนื่องจากบุหรี่ไฟ้ฟ้าเป็นสิ่งผิดกฏหมายแล้วยังมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กด้วย ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะเข้มงวดในเรื่องนี้ให้มากขึ้น 

”ผมจะประสานกับทาง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงประสารกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯที่ดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า และประสารกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อร่วมกันดูแลในเรื่องนี้ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กและเยาวชน ทำให้ส่งผลกระทบหลายอย่างมาก ทั้งด้านจิตใจและสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องดูแล บางคนเขาไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้าแต่เขาต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ถือว่าเป็นพื้นที่เซฟโซน ดังนั้น ผมก็จะไม่ปล่อยผ่านในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ก็ขอให้ทุกท่านสบายใจ เนื่องจาก รมว.ศธ. มอบหมายให้ผมมาดูแลเรื่องนี้ เพราะสถานศึกษาไม่ควรมีเรื่องอะไรพวกนี้ ศธ.จะให้อำนาจโรงเรียนเต็มที่ในการช่วยกันกวดขันอย่างเข้มงวด และขอให้ผู้ปกครองทราบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น ต้องบอกลูกหลานไม่ให้ทำผิดกฏหมาย หากทำผิดก็รับผิดชอบ“ รมช.ศธ. กล่าว 

ด้านนางฐาณิชชา ลิ้มพานิช  ประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ กล่าวว่า ปัจจุบันการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับผลการสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนไทย (Global Youth Tobacco Survey Thailand : GYTS) ปี2565 โดยกรมควบคุมโรค พบเด็กอายุ 13-15 ปี ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.3 เท่า จาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 17.6% ในปี 2565 และข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จาก 78,742 คนในปี 2564 เพิ่มเป็น 900,459 ในปี 2567  แม้มาตรการของภาครัฐจะเข้มงวดมากขึ้น มีข้อกฎหมายที่ชัดเจนบทลงโทษหนักทั้งผู้ครอบครองและผู้จำหน่าย แต่จุดอ่อนสำคัญในปัจจุบัน คือเรื่องการตลาดออนไลน์ที่ยังเป็นปัญหา สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายและเร็วมากทั้งนี้ เราขอชื่นชมที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา คือ 1.สร้างการตระหนักรู้ เท่าทันพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า และโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญา 2.สถานศึกษา สถานที่ทำงาน ต้องจัดให้มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 3.สอดส่องดูแลป้องกันมิให้ผู้เรียนและบุคลากรเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งการสูบ จำหน่ายครอบครอง หรือสนับสนุน 4.หากตรวจพบถูกร้องเรียนหรือน่าสงสัยว่าบุคลากรเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และยังมีอีกหลายมาตรการตามมาเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ก็ยังห่วงเรื่องความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของครู ว่าสามารถทำอะไรได้แค่ไหนเมื่อพบบุหรี่ไฟฟ้า จะดำเนินการต่ออย่างไร

ขณะที่นางสาวศุภัทรา ภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า สถานการณ์การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้ายังน่าห่วงโดยเฉพาะทางออนไลน์ จากข้อมูลผลการเฝ้าระวังของสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่ายช่วงไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 พบว่ายังมีการขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่าน ออนไลน์ถึง 83 ช่องทาง แบ่งเป็นเว็บไซต์ 54 ช่องทาง ผ่านแอปพลิเคชัน 29 บัญชีรายชื่อและยังพบการโฆษณาผ่านกลุ่มปิดทางเฟสบุ๊ก 44.8% การโฆษณาผ่าน X หรือ Twitter 34.5% และInstagram 20.7% เป็นช่องทางสื่อสารภาพลักษณ์เชิงบวกระหว่างบุคคลที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น (Micro Influencers) กับบุหรี่ไฟฟ้า และยังมีบริการส่งถึงที่ภายใน 180 นาทีอีกด้วย

ส่วนนายบดินทร์ชัย บุญปก แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง และอดีตผู้เคยก้าวพลาดใช้บุหรี่ไฟฟ้าจนต้องละทิ้งความฝันที่จะสอบเข้าตำรวจเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ กล่าวว่า  เครือข่ายขอใช้โอกาส เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก (World No Tobacco Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อแสดงจุดยืนและยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ ข้อ1. เครือข่ายขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการต่อมาตรการปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า และให้เป็นสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า100% ข้อ 2. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ทุกโรงเรียนใช้โอกาสในวันปฐมนิเทศนักเรียน และวันประชุมผู้ปกครอง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมทั้งให้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์สอดแทรกสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ในกิจกรรมอื่นๆ  เช่น วันกีฬาสี ค่ายลูกเสือ เป็นต้น  ข้อ 3. ขอให้ผู้ปกครอง ชุมชน ช่วยกันสอดส่อง ดูแล ให้โรงเรียนและชุมชนปลอดจากบุหรี่ไฟฟ้า โดยร่วมมือเฝ้าระวังแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งขอให้บุคลากรทางการศึกษาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนโดยการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และลงโทษอย่างจริงจังกับผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง  และข้อ 4. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นพลังสำคัญ ยืนยันให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายต่อไป และยังคงกฎหมายการห้ามนำเข้าจำหน่าย และครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเป็นการปกป้องเด็กและเยาวชน
 

น.ว.ค.รุดหน้า! พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล

น.ว.ค.รุดหน้า! พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล

น.ว.ค.รุดหน้า! พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

‘นครนายกวิทยาคม’รุดหน้า! เซ็น MOU พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล รองรับโลกศตวรรษที่ 21

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนนครนายกวิทยาคม เปิดศักราชใหม่ทางการศึกษา มุ่งเน้นสร้างเยาวชนให้ก้าวทันเทคโนโลยีระดับโลก ผ่านการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “ห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่”

ในพิธีดังกล่าว นางสาวสุกัญญา เพาะบุญ ผู้อำนวยการโรงเรียนนครนายกวิทยาคม ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับ นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด โดยมีคณะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จครั้งนี้

ความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการคิดเชิงนวัตกรรม เข้าสู่ระบบการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะดิจิทัลขั้นสูง (Advanced Digital Skills) การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด ในฐานะองค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่างห้องเรียนและภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ผ่านนวัตกรรมที่ใช้งานจริงในปัจจุบัน

ทางด้านโรงเรียนนครนายกวิทยาคม เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้เทคโนโลยีระดับสูงให้กับเยาวชนในจังหวัดนครนายก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพให้เยาวชนไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดแรงงานและโลกธุรกิจแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมั่นคง

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

14 พ.ค. 2569 17:09 น.

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย เผชิญพายุฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่าอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 89 คน บาดเจ็บอีกกว่า 50 คน บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและประเมินความเสียหาย

เกิดเหตุสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย หลังพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า พัดถล่มหลายพื้นที่ตลอดวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 89 คน และบาดเจ็บอีก 53 คน ตามรายงานของสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยของรัฐ

รายงานระบุว่า เขตที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองพระยาคราช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 21 คน ตามด้วยเขตสันต์ ราวิดาส นคร มีผู้เสียชีวิต 14 คน เขตฟาเตห์ปูร์ 11 คน และเขตมิรซาปูร์ 10 คน ขณะที่อีกหลายพื้นที่ เช่น อุนนาโอ บาเรลลี บาดาอุน และประตาปครห์ ต่างมีรายงานผู้เสียชีวิตและความเสียหายเช่นกัน

พายุรุนแรงทำให้ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น บ้านเรือนได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมถึงกำแพงและหลังคาพังถล่มในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงเสียชีวิตอย่างน้อย 114 ตัว และบ้านเรือนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 87 หลัง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากกำแพงถล่ม ต้นไม้ล้มทับ และฟ้าผ่า ระหว่างเกิดพายุฝุ่นและฝนตกหนัก ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงดึกของวันพุธ

กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย เคยออกประกาศเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับพายุฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่าในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสลมตะวันตก

ด้านนายโยคี อาทิตยนาถ มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกเขตเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน และจ่ายเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบภายใน 24 ชั่วโมง

ในหลายพื้นที่มีรายงานเหตุสะเทือนใจ เช่น หญิงวัย 19 ปี เสียชีวิตจากฟ้าผ่าขณะยืนหลบฝนใต้ต้นไม้พร้อมฝูงแพะในเขตราซูลาบัด โดยมีแพะหลายตัวตายพร้อมกัน ขณะที่ชายวัย 60 ปีที่อยู่ใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งในเขตซอนภัทร ชายวัย 38 ปี เสียชีวิตหลังถูกต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มลงจากแรงพายุทับร่าง

ทางการอินเดียระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานด้านเกษตรกรรมกำลังเร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมประสานบริษัทประกันภัยเพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคเกษตรและทรัพย์สินของประชาชนทั่วพื้นที่ประสบภัย.

ที่มา The New Indian Express

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

14 พ.ค. 2569 16:05 น.

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อนุมัติให้ 10 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน รวมถึง “อาลีบาบา” และ “เท็นเซนต์” ซื้อชิป AI สุดล้ำ Nvidia H200 ได้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบแม้แต่ชิ้นเดียว ขณะที่ “เจนเซน หวง” ซีอีโอ Nvidia เดินทางร่วมคณะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนจีน หวังปลดล็อกดีลสำคัญที่ติดขัดมานาน

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้อนุมัติใบอนุญาตให้บริษัทจีนประมาณ 10 แห่ง สามารถสั่งซื้อชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์รุ่น H200 ของ Nvidia ซึ่งเป็นชิป AI ที่ทรงพลังรองจากรุ่นสูงสุดของบริษัทได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบชิปแม้แต่ล็อตเดียว เนื่องจากข้อตกลงยังติดปัญหาทางการเมืองและข้อจำกัดด้านความมั่นคงจากทั้งสหรัฐฯ และจีน

รายชื่อบริษัทที่ได้รับอนุมัติรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน เช่น อาลีบาบา, เท็นเซนต์, ไบต์แดนซ์ และ JD.com รวมถึงผู้จัดจำหน่ายอย่าง Lenovo และ Foxconn ภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ แต่ละบริษัทสามารถซื้อชิปได้สูงสุด 75,000 ตัว โดยสามารถสั่งซื้อโดยตรงจาก Nvidia หรือผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต

การอนุมัติดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความเข้มข้นขึ้น แม้สหรัฐฯ จะอนุญาตให้ขายสินค้าได้ แต่ข้อจำกัดด้านความมั่นคงยังทำให้การค้าจริงแทบไม่สามารถเดินหน้าได้

ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้มงวดมาตรการควบคุมการส่งออก Nvidia เคยครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI ขั้นสูงในจีนสูงถึง 95% และจีนเคยสร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 13% ของรายได้ทั้งหมด โดยเจนเซน หวง เคยประเมินว่า ตลาด AI ของจีนเพียงแห่งเดียวจะมีมูลค่าถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

แหล่งข่าวระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะอนุมัติการขาย แต่บริษัทจีนเริ่มชะลอคำสั่งซื้อ หลังได้รับสัญญาณจากรัฐบาลจีนให้ระมัดระวังการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะเดียวกัน จีนยังเร่งผลักดันการพัฒนาชิป AI ภายในประเทศ โดยบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มหันไปใช้ชิปของ Huawei มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia

ด้านนายเจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia ซึ่งร่วมเดินทางกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนจีนครั้งนี้ กล่าวว่า เขาหวังว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเปิดทางให้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเดินหน้าต่อได้

รายงานระบุว่า ทรัมป์ได้เชิญหวงขึ้นเครื่องร่วมเดินทางจากรัฐอะแลสกาไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่า อาจช่วยปลดล็อกดีลชิป AI ที่ชะงักอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการส่งออกของสหรัฐฯ ยังคงเข้มงวด โดยบริษัทจีนต้องพิสูจน์ว่าชิปจะไม่ถูกนำไปใช้ทางทหาร และต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ ขณะที่ Nvidia ยังต้องยืนยันปริมาณสต๊อกสินค้าในสหรัฐฯ ก่อนส่งออก

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังวางโครงสร้างให้สหรัฐฯ ได้รับส่วนแบ่งรายได้ 25% จากการขายชิปดังกล่าว ผ่านกระบวนการที่กำหนดให้ชิปต้องผ่านดินแดนสหรัฐฯ ก่อนส่งต่อไปจีน ซึ่งสร้างความกังวลในปักกิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นไปได้ในการฝังช่องโหว่ทางเทคโนโลยี

ด้านกลุ่มสายแข็งในสหรัฐฯ วิจารณ์รัฐบาลทรัมป์ว่า การอนุญาตให้ Nvidia ขายชิปแก่จีน อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความได้เปรียบด้าน AI และช่วยให้จีนไล่ตามเทคโนโลยีของอเมริกาได้เร็วขึ้น

คริส แม็กไกวร์ นักวิจัยจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ทุกดีลที่เปิดทางให้ Nvidia ขายชิปแก่จีน หมายถึงชิปสำหรับบริษัทอเมริกันจะลดลง และทำให้ความได้เปรียบด้าน AI ของสหรัฐฯ เหนือจีนลดลงด้วย”

ที่มา Reuters

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ “โทษประหารชีวิต” แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ "โทษประหารชีวิต" แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

14 พ.ค. 2569 15:18 น.

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ “โทษประหารชีวิต” แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

รัฐบาลเมียนมาเสนอร่างกฎหมายต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ฉบับใหม่ กำหนดโทษสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” สำหรับผู้ที่กักขังหรือใช้ความรุนแรง กักขัง หรือทรมานเหยื่อให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หวังล้างภาพลักษณ์แหล่งกบดานอาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลเมียนมาเผยแพร่ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Anti-Online Scam Bill โดยเสนอให้มีบทลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต สำหรับผู้ที่กักขัง ใช้ความรุนแรง ทรมาน หรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อบุคคล เพื่อบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์

ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเสนอให้ผู้ที่ดำเนินกิจการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือเกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอร์เรนซี ต้องรับโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021 ซึ่งทำให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลและมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

ขบวนการเหล่านี้ใช้วิธีหลอกลวงผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์ การลงทุนปลอม และคริปโตเคอร์เรนซี โดยมีเหยื่อกระจายอยู่ทั่วโลก ขณะที่ชาวต่างชาติหลายรายซึ่งถูกช่วยเหลือกลับประเทศเปิดเผยว่า พวกเขาถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์และถูกทรมานหากขัดขืน

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ประเมินว่า เฉพาะในสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายจากขบวนการลักษณะนี้มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาดังกล่าวยังสร้างความตึงเครียดระหว่างเมียนมากับจีน เนื่องจากมีทั้งชาวจีนที่เข้าไปก่อตั้งศูนย์สแกมเมอร์ทำงานในเครือข่ายเหล่านี้ และตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลอดช่วงสงครามกลางเมืองในเมียนมานานกว่า 5 ปี จีนพยายามรักษาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ด้วยการสนับสนุนทั้งกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในบางช่วงเวลา

ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายสำคัญฉบับแรกที่เสนอโดยรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งนำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารที่เพิ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฝ้าระวังประชาธิปไตยมองว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นเพียงความพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้รัฐบาลทหาร และลดแรงกดดันจากนานาชาติ หลังเมียนมาตกอยู่ในภาวะถูกโดดเดี่ยวทางการทูตนับตั้งแต่รัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเมียนมาเพิ่งประกาศย้ายนางอองซาน ซูจี จากเรือนจำไปกักบริเวณในบ้านพัก แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่า เป็นเพียงความพยายามฟื้นภาพลักษณ์ของรัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ยังเสนอจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับต่างประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลเมียนมาสร้างความร่วมมือกับนานาชาติอีกครั้ง.

ที่มา AFP

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด “สถานีตำรวจลับ” กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด "สถานีตำรวจลับ" กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

14 พ.ค. 2569 14:01 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด “สถานีตำรวจลับ” กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

คณะลูกขุนสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าชายชาวอเมริกันเชื้อสายจีนวัย 64 ปี มีความผิดฐานร่วมดำเนิน “สถานีตำรวจลับจีน” ในนครนิวยอร์ก เพื่อสอดส่องและติดตามผู้เห็นต่างทางการเมืองชาวจีนในสหรัฐฯ โดยอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แถลงผลการตัดสินของคณะลูกขุน โดยพบว่า นาย “แฮร์รี่” หลู่ เจี้ยนหวาง (Lu Jianwang) อายุ 64 ปี มีความผิดจริงฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนที่ไม่ได้จดทะเบียนของรัฐบาลต่างชาติ จากการจัดตั้งและดำเนินงาน “สถานีตำรวจโพ้นทะเล” ขึ้นอย่างลับๆ ในอาคารสำนักงานย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก

นายหลู่ และเพื่อนร่วมขบวนการคือ นายเฉิน จิ้นผิง ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนเมษายน 2023 หลังการสืบสวนพบว่าสำนักงานแห่งนี้ดำเนินการในนามของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน โดยนายเฉินได้ยอมรับสารภาพผิดไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ในข้อหาสมคบคิดปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน และกำลังอยู่ในระหว่างรอฟังคำพิพากษาโทศ

เจมส์ ซี. บาร์นาเคิล จูเนียร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟบีไอ ระบุว่า นายหลู่ใช้สถานีตำรวจแห่งนี้เพื่อพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาลจีน เพื่อสนองวาระทางการเมืองของจีน โดยเขาได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลส่วนตัวและระบุตำแหน่งที่พักอาศัยของนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่หลบหนีออกจากจีนมายังสหรัฐฯ เพื่อกดดันให้บุคคลเหล่านี้กลับไปรับโทษทางอาญาที่ประเทศจีน

จากการบุกตรวจค้นของเอฟบีไอ เมื่อปี 2022 เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญเป็นป้ายแบนเนอร์สีฟ้าที่ระบุข้อความว่า “สถานีบริการตำรวจโพ้นทะเลฝูโจว ประจำนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา” ซึ่งอ้างอิงถึงเมืองฝูโจวในมณฑลทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน นอกจากนี้ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่จากสถานกงสุลจีนในนิวยอร์กเคยเดินทางมาเยี่ยมเยียนสำนักงานแห่งนี้ด้วย

ข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน “Safeguard Defenders” เผยว่ามีสถานีลักษณะเดียวกันนี้มากกว่า 100 แห่ง กระจายอยู่ใน 53 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในแคนาดาและยุโรป โดยรัฐบาลในหลายประเทศได้เริ่มมาตรการกวาดล้างสำนักงานเหล่านี้ที่มักดำเนินการโดยไม่มีการระบุตัวตนที่ชัดเจน

ด้านทางการจีนยังคงยืนกรานปฏิเสธ โดยนายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสถานีตำรวจลับอยู่จริง” พร้อมย้ำว่าจีนปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและเคารพอธิปไตยทางกระบวนการยุติธรรมของทุกประเทศมาโดยตลอด

ปัจจุบัน นายหลู่ เจี้ยนว่าง กำลังรอการกำหนดบทลงโทษอย่างเป็นทางการ ซึ่งความผิดฐานเป็นสายลับต่างชาติที่ผิดกฎหมายในลักษณะนี้อาจส่งผลให้เขาต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี