สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

7 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ในวันถัดไป (8 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ อาทิ กิจกรรมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในเดือนกรกฎาคม 2569 การขยายความร่วมมือกับภาคีภายนอกท่ามกลางบริบทโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับคู่เจรจาใหม่ และการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งไทยได้เสนอแนวคิดการดำเนินการต่อไปสำหรับอาเซียนในการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาตามแนวทาง calibrated re-engagement

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ 31 การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ 38 และการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งได้หารือแนวทางพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่านการประสานงานระหว่างเสาประชาคมอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานและความปลอดภัยของคนชาติอาเซียน

– 006

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569) เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวเรียงตามลำดับตัวอักษร เริ่มจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ต่อด้วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีไทย

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยการหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันร่วมกันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย

ในโอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุว่า ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งสองฝ่ายควรสื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำตายพุ่ง 200 กก. พ่อค้าโอดเศรษฐกิจซบคนไม่ซื้อ จำใจหั่นราคาเลหลัง กก.ละ 100 หวังต่อลมหายใจ

วันที่ 8 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในเขตพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับแจ้งว่าเกษตรกรหลายรายกำลังประสบปัญหากุ้งน็อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายอย่างหนักในระยะนี้

นายไมตรี อายุ 56 ปี เกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปัญหาราคาพลังงานและสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้บรรยากาศการค้าขายกุ้งก้ามกรามไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ลูกค้ากลับมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้กุ้งขนาดตัวโตอายุ 5 เดือนที่พร้อมจำหน่ายต้องตกค้างอยู่ในบ่อจำนวนมาก

ซ้ำร้ายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพอากาศเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง กลางวันร้อนจัดสลับกับมีฝนตกลงมา ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนกุ้งปรับสภาพไม่ทันและน็อคตาย โดยเฉพาะบ่อของลูกสาวนายไมตรีที่น็อคตายไปกว่า 40-50 กก. ในวันเดียว และหากนับรวมความเสียหายก่อนหน้านี้พบว่ามีกุ้งตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 กก.

นายไมตรี กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งหมด ตนจำเป็นต้องนำกุ้งที่เพิ่งเริ่มน็อคตายมา “เลหลังขาย” ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนกุ้งสดที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องเร่งจับจำหน่ายในราคาต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา โดยกุ้งรวมขายเพียง กก.ละ 200 บาท และกุ้งคัดไซส์ กก.ละ 250 บาท เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้กุ้งน็อคตายง่ายขึ้น คือการขาดแคลนน้ำสำหรับเปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง เนื่องจากทางเขื่อนลำปาวมีการปิดน้ำเพื่อปรับปรุงคูคลองตามวงรอบปกติ อย่างไรก็ตามเกษตรกรคาดหวังว่าหากมีฝนตกลงมาสม่ำเสมอทำให้อากาศเย็นลง หรือมีการส่งน้ำเข้าสู่ระบบคลองชลประทานอีกครั้ง สถานการณ์การน็อคตายของกุ้งก้ามกรามก็น่าจะเริ่มคลี่คลายลงได้

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“ปิยะรัฐชย์ ”ประกาศกรมปศุสัตว์ 84 ปีพลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบยกระดับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

วันนี้ (7 พ.ค.) น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 84 ปี ภายใต้แนวคิด “84 ปี กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นสู่ความทันสมัย ด้วยหัวใจดิจิทัล” โดยมีนายจเด็ศ จันทรา ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมปศุสัตว์ เขตราชเทวี กทม.โดยภายในงานได้มีการนำเสนอการพัฒนา “ระบบ DLD e-Tracking” ในฐานะนวัตกรรมสำคัญที่ต่อยอดแนวคิด “หัวใจดิจิทัล” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถติดตามการเคลื่อนย้ายและตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์แบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยี GPS Tracking และ Mobile Application เชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลกลางของกรมปศุสัตว์ ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้า การผ่านราชอาณาจักร การส่งออก และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ ลดการลักลอบเคลื่อนย้าย และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ไทย ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมและบูธบริการประชาชนบริการด้านสัตวแพทย์แบบครบวงจร อาทิ การผ่าตัดทำหมัน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การฝังไมโครชิพ และการขึ้นทะเบียนสุนัขและแมวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงและสร้างความตระหนักด้านสวัสดิภาพสัตว์แก่ประชาชน

พร้อมกันนี้ ยังมีการจำหน่ายไข่ไก่ราคาประหยัดเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน รวมถึงการจัดนิทรรศการ “84 ปี กรมปศุสัตว์ เคียงข้างเกษตรกรไทย” เพื่อถ่ายทอดบทบาท ภารกิจ และพัฒนาการสำคัญของกรมปศุสัตว์ในการสนับสนุนภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า การจัดงานครั่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาองค์กรที่มุ่งสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การบริหารจัดการภายใน การเฝ้าระวังและควบคุม โรคสัตว์ การพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์

พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยมุ่งยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ เพื่อรองรับการตลาดและการส่งออก รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร อีกทั้ง ยกระดับระบบการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน อันเป็นการวางรากฐานสำคัญสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต ภายใต้ทิศทางดังกล่าวต่อไป

ขณะที่นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ เดินหน้าปรับกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการยกระดับการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาคปศุสัตว์ไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์กว่า 3.3 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยสินค้าหลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ ไข่ไก่ น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งการพัฒนาระบบติดตามดังกล่าวจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของตลาดส่งออกในระยะยาว

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ มอบโค 25 ตัว ให้แก่เกษตรกร อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ภายใต้โครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่บุคลากรและเครือข่ายที่ทำคุณประโยชน์แก่กรมปศุสัตว์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาภาคปศุสัตว์ของประเทศด้วย และกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานเชิงรุก ด้วยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

015

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน โดยมักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือการอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลอย่างเหมาะสมจึงควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ก่อนนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน 

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย , ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนานๆ, ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น 

ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ

แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้

ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด

เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที  การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ ตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด

แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล

หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล  1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment) ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย 2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program) แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น  ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ

PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ  3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise)การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

ฝ้า หนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมักจะสร้างความกังวลใจอย่างมากหากต้องเผชิญ เป็นเพราะการรักษาต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ทำให้หลายคนต้องหนักใจเมื่อฝ้าเกิดขึ้นบนใบหน้า ทำลายความมั่นใจด้วยความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ต้องใช้เครื่องสำอางช่วยปกปิดเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยของฝ้า กิฟฟารีน ชวนมาทำความเข้าใจฝ้า สาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร และมีวิธีป้องกันฝ้าอย่างไร เพื่อทวงคืนผิวสวยให้กลับมาอีกครั้ง

ฝ้า ไม่ได้เกิดแค่บนผิวเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลมาจากภายในด้วย โดย ‘ฝ้า’ เกิดจากความผิดปกติของการสร้างเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนัง ทำให้บางบริเวณมีสีเข้มกว่าปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณโหนกแก้ม จมูก หน้าผาก คาง โดยมีลักษณะเป็นปื้น เป็นรอยคล้ำสีน้ำตาลอ่อนไปถึงเข้ม ซึ่งมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลทำให้เกิดฝ้าได้ ทั้ง  แสงแดด UV ที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ความร้อนหรือแสงบางประเภท เช่น แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ  การอักเสบของผิว เช่น สิว การแพ้ หรือการระคายเคือง อายุและการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง พบได้ในช่วงอายุ 30 – 40 ปี ขึ้นไป  ปัจจัยจากฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด รวมทั้ง พันธุกรรม ที่ทำให้มีแนวโน้มเกิดฝ้าได้ง่าย

 ฝ้า แบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งเกิดจากสาเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป เช่น  ฝ้าตื้น มีลักษณะสีน้ำตาลเข้ม ขอบชัด อยู่บนชั้นหนังกำพร้า, ฝ้าลึก มีลักษณะสีน้ำตาลอมเทา ขอบไม่ชัด อยู่ในชั้นหนังแท้,  ฝ้าผสม มีลักษณะเป็นทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกในบริเวณเดียวกัน,  ฝ้าแดด เกิดจากผิวถูกกระตุ้นจากแสงแดด UV สะสมเป็นเวลานาน  มีลักษณะเป็นปื้นหรือจุดสีน้ำตาลบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น โหนกแก้ม  หรือ หน้าผาก, ฝ้าเลือด มีลักษณะเป็นปื้นน้ำตาลแดง  หรือ อมชมพู เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนัง เมื่อเส้นเลือดฝอยเกิดการขยายตัวผิดปกติ จากการโดนแดดเป็นเวลานาน หรือฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเป็นฝ้าจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความกังวลใจหลายด้าน ทั้งกลัวว่าฝ้าจะขยายวงกว้างมากขึ้น มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่งหน้าปกปิดยาก โดยปัจจุบันพบว่ามีหลายวิธีในการรักษา โดยต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการรักษา ไปพร้อมกับการป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้  ทั้งควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัด ทาครีมกันแดด ใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดและความร้อน โดยอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยดูแลปัญหาผิวจากฝ้าได้ด้วยการบำรุงและฟื้นฟูผิวหน้า

กิฟฟารีน (Giffarine) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “กิฟฟารีน เมลาโปร” (Giffarine MelaPro) เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีความกังวลใจเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ เสมือนใส่ Filter ให้ผิว ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ผสาน 2 สารสกัดระดับโลก นำเข้าจากฝรั่งเศส ที่มีงานวิจัยรองรับอย่าง Pycnogenol ® และ Oli-OlaTM โดยกิฟฟารีนเป็นแบรนด์แรกในไทยที่ใช้ Pycnogenol ® ร่วมกับ Oli-OlaTM ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้าโดยเฉพาะ  

สำหรับ Pycnogenol ® เป็นสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ที่มีประโยชน์หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องผิว แต่ครอบคลุมสุขภาพโดยรวมทั้ง ดวงตา ข้อ หัวใจและหลอดเลือด ความจำและสมอง ระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผู้หญิง ส่วน Oli-OlaTM เป็นสารสกัดจากมะกอก หนึ่งเดียวที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้า โดยแหล่งปลูกมะกอกมาจากทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตมะกอกคุณภาพสูง

เพื่อให้ผิวสวยระดับ World Class คลายความกังวลทั้งฝ้าเก่ และฝ้าใหม่  ด้วย “Giffarine MelaPro” ผสานสารสกัดทั้ง 2  ชนิด ที่ช่วยดูแลฝ้าแบบ Multi-Mechanistic  และบาลานซ์ความเข้มของเม็ดสี  นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว  เพื่อการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อปกป้องทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและปรากฎการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ  ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบสุดขั้ว จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม โดยตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงและขาดแคลนน้ำต่อเนื่องในฤดูแล้ง ส่วนในฤดูน้ำหลากกลับไม่มีแหล่งน้ำสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)

ด้วยเหตุนี้ กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนา “โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน และพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ให้สร้างอ่างเก็บน้ำ จากภาคประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น

น.อ. สุรชิต ดวงจันทร์ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) ในฐานะผู้ยื่นหนังสือ กล่าวว่า เมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 2556 กลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงกรมชลประทาน ขอให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ  (ห้วยหก) เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ทั้งในการอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคการเกษตรซึ่งพื้นที่กว่าร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทาน  

น.อ. สุรชิต ดวงจันทร์ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) 

 “หากมีอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จะทำให้ราษฎรมีน้ำอุปโภคบริโภคไม่ขาด และทำให้ภาคการเกษตรวางแผนเพาะปลูกได้ สามารถกักเก็บน้ำ ในฤดูน้ำหลาก บรรเทาปัญหาน้ำท่วม  และลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งจากสภาพอากาศแปรปรวน ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น” น.อ. สุรชิต ระบุ

นางดรรชณี  เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน  กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมกับภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและราษฎรในพื้นที่  เพื่อศึกษารายละเอียดรอบด้าน และเห็นว่ามีแนวทางช่วยเหลือได้ ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำในลำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) ในพื้นที่ 

นางดรรชณี  เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน

“มีการศึกษาความเหมาะสมหลายๆ ด้าน โครงการนี้ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี งบต้นทุนโครงการ 490.31 ล้านบาท เป็นค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน 47.22 ล้านบาท ซึ่งมีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์

เมื่อมีโครงการ ทำให้รายได้ของครัวเรือนเกษตรจากเดิม 7,874 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 20,569 บาทต่อไร่ หากมีโครการฯ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น” นางดรรชณี กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) รูปแบบเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุกักเก็บ 2.825 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งพื้นที่ดอน และพื้นที่ลุ่ม 2,300 ไร่ ในตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา โดยตัวอ่างเก็บน้ำออกแบบเป็นเขื่อนดินถมแกนดินเหนียว ความสูงเขื่อนบริเวณจุดที่สูงสุดประมาณ 40 เมตร ความยาวเขื่อน 208 เมตร พร้อมอาคารระบายน้ำล้นและท่อส่งน้ำ ที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกักเก็บน้ำ และกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

 นายสิทธิสง เพ็ชรพลอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา

 นายสิทธิสง เพ็ชรพลอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา  กล่าวว่า ปกติเกษตรกรจะเพาะปลูกช่วงฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งแรงงานบางส่วนต้องอพยพไปเป็นแรงงานต่างถิ่นเพื่อหารายได้อื่น ปล่อยให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า  แต่หากมีอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการวางแผนเพิ่มรอบการเพาะปลูก ลดต้นทุนในการสูบน้ำเข้าพื้นที่ ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นและสมาชิกในครอบครัวก็ไม่ต้องอพยพไปเป็นแรงงานต่างถิ่นด้วย

ปัจจุบันโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น การกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จังหวัดพะเยา จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ แต่เป็น “คำตอบ” ของปัญหาภัยแล้งที่ยาวนานของชุมชน  โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเสียงเล็ก ๆ ของเกษตรกร สู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของภาครัฐ และวันนี้โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)  กำลังกลายเป็นความหวังสำคัญในการรับมือภัยแล้งที่นับวันจะรุนแรงขึ้น ให้กลายเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมกับเพิ่มศักยภาพภาคการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ – The American University Alumni Association (AUAA) จัดงาน “America 250th High Tea Concert” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระประวัติศาสตร์ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา พร้อมหารายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องเบญจสิริ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพมหานคร สุขุมวิท 20

สมาชิกสมาคม AUAA มาร่วมงาน America 250th High Tea Concert

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร มอบเงินบริจาคให้กับ มูลนิธิเพื่อรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ เป็นผู้รับมอบ

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายก AUAA พร้อมด้วยกรรมการ ประกอบ-ภาพิมน มุกุระ, นิตยา จันทร์เรือง มหาผล, ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ณัฐยา อัชฌากรลักษณ์ และ ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ (AUAA) กล่าวว่า “ที่ผ่านมา ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมาคมฯ จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานรื่นเริงเพื่อร่วมเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และปีนี้ยังมีความพิเศษที่จะร่วมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เราจึงเชิญชวนเหล่าคณะกรรมการ และสมาชิกมาร่วมย้อนรำลึกไปกับความสนุกสนานของดนตรีสากลยุค 60s–70s–80s ผ่านการบรรเลงดนตรีของ The Siamese Cats วงชาโดว์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย พร้อมนักดนตรีรุ่นลูก Siamese Cats Junior และวงดนตรีระดับตำนาน Band of Brothers โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์ และนักร้องรับเชิญมาร่วมขับขานบทเพลงในอดีตให้ร้องและเต้นกันอย่างมีความสุข”

เอกพงษ์ ณ ระนอง, อนิรุทธิ์ มหธร, กร ทัพพะรังสี, อาพัทธ์ วิชิตะกุล, ประกอบ มุกุระ และ ภากร กันทาธรรม

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร ต้อนรับ ณัฐยา อัชฌากรลักษณ์, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์, ปัญญชลี เพ็ญชาติ และ ดร.สัณห์จุฑา วิชชาวุธ

ภายในงานตกแต่งในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเองพร้อมโปรดักชันแสงสี สร้างความคึกคักให้กับผู้ที่มาร่วมงาน อาทิ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร, กร ทัพพะรังสี, สมพันธ์ จารุมิลินท, ปัญญชลี เพ็ญชาติ, โกมล กัมบีร์, ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ศรีล สุขุม, อนิรุทธิ์ มหธร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, เอกพงษ์ ณ ระนอง และเหล่าคณะกรรมการบริหาร, สมาชิก และนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ราม คุรุวาณิชย์, เพชร พุ่มพวง, พลอยพรหม ศรีเปรมวงศ์, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร, โจนัส แอนเดอร์สัน และ วิชญ ผาติหัตถกร

พรพรหมพรรณ กุญชร ณ อยุธยา, ปรีชา วิภวศุทธิ์, อภิญญา ปุญญฤทธิ์ และ ณัฐพร จำรัส

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า “ผู้ร่วมงานทุกท่านจะได้พบความบันเทิงจากฝีมือการบรรเลงดนตรีของนักดนตรีกิตติมศักดิ์หลากหลายวง อาทิ Sound of Silence จากกร ทัพพะรังสี วง The Siamese Cats, While My Guitar Gently Weeps จากสมพันธ์ จารุมิลินท วง Band of Brothers และ I Will Survive จากปัญญชลี เพ็ญชาติ ฯลฯ พร้อมดื่มด่ำและรื่นรมย์ไปกับบทเพลงยอดฮิตที่แสนคุ้นหู อาทิ Unchained Melody, We are the Champions, Can’t Smile Without You, Love of My Life, Right Here Waiting, My Way, Can’t Take My Eyes off You, Imagine พร้อมการแสดง Line Dance โดยชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และชมรมไลน์แดนซ์สมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC) ปิดท้ายด้วย Dance Party”

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายก AUAA นำทีมสมาชิกร้องเพลงร่วมกัน

ปัญญชลี เพ็ญชาติ โชว์พลังเสียงในเพลง I Will Survive

“งานนี้นอกจากจะมีความสุขกับการพบปะเพื่อนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทสนมกันมาอย่างยาวนาน ร่วมรับประทานของว่างและเครื่องดื่มภายในงานแล้ว เหล่าคณะกรรมการฯ และสมาชิกยังร่วมสนับสนุนของอร่อย อาทิ คริสปี้ ครีม โดนัท, พาย เฟสซ์, น้ำดื่มและโซดาสิงห์ การจัดงานในครั้งนี้ ยังเป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของชาวเอยูเอเอที่มุ่งมั่นสืบสานปณิธานในการก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นคือ การส่งเสริมมิตรภาพ และการแบ่งปันสู่สังคม เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จึงนับเป็นการเริ่มเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา และมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาด้วยความสนุกสนาน และการแบ่งปันสิ่งดีๆ ไปพร้อมกันอีกด้วย”

การแสดงของวง Band of Brothers นำโดย สมพันธ์ จารุมิลินท

การแสดงของวง Band of Brothers นำโดย สมพันธ์ จารุมิลินท

กร ทัพพะรังสี ขึ้นแสดงพร้อมวงดนตรี The Siamese Cats และ Siamese Cats Junior

กร ทัพพะรังสี ขึ้นแสดงพร้อมวงดนตรี The Siamese Cats และ Siamese Cats Junior

บรรยากาศความสนุกสนานภายในงาน America 250th High Tea Concert

บรรยากาศความสนุกสนานภายในงาน America 250th High Tea Concert

ไลน์แดนซ์จากสมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC)

ไลน์แดนซ์จากสมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC)

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร  และกร ทัพพะรังสี

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร และกร ทัพพะรังสี

โดนัท คริสปี้ ครีม แบรนด์ดังจากอเมริการ่วมเสิร์ฟความอร่อย

โดนัท คริสปี้ ครีม แบรนด์ดังจากอเมริการ่วมเสิร์ฟความอร่อย

จันทร์เพ็ญ ประคองวงศ์ ประธานชมรมพร้อมสมาชิกชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

จันทร์เพ็ญ ประคองวงศ์ ประธานชมรมพร้อมสมาชิกชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ฉัตรชัย เล่งอี้, ผศ. ดร. ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม, รศ.ดร.นริศ - พญ. วลัยลักษณ์ ชัยสูตร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, กรศิริ พิณรัตน์, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, ดร.ทัตสึยะ ฮาตะ และณัฐยา อัชฌากรลักษณ์

จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ฉัตรชัย เล่งอี้, ผศ. ดร. ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม, รศ.ดร.นริศ – พญ. วลัยลักษณ์ ชัยสูตร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, กรศิริ พิณรัตน์, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, ดร.ทัตสึยะ ฮาตะ และณัฐยา อัชฌากรลักษณ์

เอกพงษ์ ณ ระนอง และญาดา เทพนม

เอกพงษ์ ณ ระนอง และญาดา เทพนม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ลงพื้นที่มอบขนมขบเคี้ยวให้แก่เด็กพิการซ้ำซ้อน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี เพื่อเติมรอยยิ้ม และสร้างความอบอุ่น สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันต่อกลุ่มเปราะบางในสังคม

8 พฤษภาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมทีมงาน เดินทางลงพื้นที่ไปยังอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพื่อมอบขนมขบเคี้ยวจำนวน 1,200 ชิ้น มูลค่ารวม 30,000 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด ให้แก่เด็กพิการซ้ำซ้อน ตลอดจนเจ้าหน้าผู้ดูแล ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี โดยมี นางสาวสุทิศา ทับเหล็ก ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี เป็นตัวแทนรับมอบ

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการส่งต่อโอกาส ความห่วงใย และกำลังใจให้แก่กลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเฉพาะเด็กพิการซ้ำซ้อนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะนำขนมมามอบให้เด็ก ๆ แล้ว ยังเป็นการส่งต่อความรักและความปรารถนาดีไปยังเด็ก ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่ายังมีสังคมที่พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนอยู่เสมอ โดยหวังว่ากิจกรรมเล็ก ๆ นี้ จะช่วยสร้างรอยยิ้ม เติมความสุข และเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรค พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเท เสียสละ และดูแลเด็ก ๆ ด้วยความรัก ความเอาใจใส่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้พิการ เด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม พร้อมสร้างการตระหนักรู้ให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญของการดูแลและสนับสนุนกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่อบอุ่นและไม่ทอดทิ้งกัน

อว. จับมือ MIT ดัน ‘AHA Thailand’ ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

อว. จับมือ MIT ดัน 'AHA Thailand' ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

อว. จับมือ MIT ดัน ‘AHA Thailand’ ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

“อ.เชน” นำกระทรวง อว. จับมือสถาบัน  MIT สหรัฐฯ ผลักดัน “AHA Thailand” ดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ พร้อมลุยโครงการ “Learning Lab” สร้างกระบวนการเรียนรู้ – ใช้ AI ให้คนทุกช่วงวัยก่อนต่อยอดไปสู่นโยบาย “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติ

8 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสวนาเรื่อง AI: The Invisible Architect of Future Industry เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมด้วย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร MIT Professor, Founding Director of the Cyborg Psychology research group & Co-director of the MIT Media Lab’s Advancing Humans with AI (AHA) research program จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยมีนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำ อว., นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว.,  ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ. NIA พร้อมด้วยนายกสมาคมต่างๆ ได้แก่ สมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย สมาคมไทยไอโอที สมาคมสมองกลฝังตัวไทย และสมาคมการค้าผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล เข้าร่วมที่ NIA

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า AI มีความสำคัญมากกับอนาคตของประเทศไทย ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้คือการเร่งเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI อย่างเป็นระบบและสร้างให้คนไทยกล้าลุกขึ้นมาคิดและทำสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือทรัพยากร แต่คือ “ฮีโร่” และ “เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ” ที่จะช่วยจุดประกายให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ หากประเทศไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ภายใน 3–4 ปี 

“AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหนึ่งแขนง แต่เป็น “แกนหลัก” ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะด้านไบโอเทค การแพทย์หรือการพัฒนายา นอกจากนี้ การพัฒนา AI ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือ “การเตรียมคน” หรือทุนมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองและประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลักดันแนวคิด “AI for All” เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุขหรือการพัฒนาสังคม เพื่อให้ AI กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า ทิศทางด้าน AI ที่สำคัญของประเทศไทยสามารถอธิบายได้ผ่าน 3 ทิศทางหลัก ทิศทางแรกคือการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมืออัตโนมัติให้กลายเป็น “คู่หูทางปัญญา” หรือ Intelligence Augmentation (IA) ที่ช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์ แทนที่จะเข้ามาแทนที่ ขณะเดียวกัน AI ต้องถูกนำมาใช้เปิดมุมมองชีวิตให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส ผ่านการจำลองเส้นทางอนาคตที่หลากหลาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายในชีวิต ทิศทางที่สองต้องพัฒนา AI ในลักษณะ “โค้ชทางความคิด” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้คำตอบโดยตรง แต่ช่วยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงในโลกดิจิทัล รวมถึงการนำ AI มาใช้ปลดล็อกข้อจำกัดของงานวิจัยไทยที่มักหยุดอยู่เพียงในระดับเอกสาร ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้มากขึ้นและสุดท้าย คือการยกระดับวัฒนธรรมไทยผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้แนวคิด Heritage + Technology + Art + Innovation (H.T.A.I.) ที่ผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดท่าทางนาฏศิลป์ไทยอย่างโขน เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมแต่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน หรือการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศิลปะกับเทคโนโลยี เช่น การให้เยาวชนเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของ AI ในการรำไทย ซึ่งไม่เพียงสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อศิลปะ แต่ยังช่วยขยายการรับรู้วัฒนธรรมไทยสู่สังคมดิจิทัลในวงกว้าง 

ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติมว่า กระทรวง อว.จะร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology – MIT) ประเทศสหรัฐฯ ใน 2 โครงการหลัก คือ 1.โครงการเชื่อมโยงงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research) ด้าน AI และมนุษย์ ระหว่างไทยกับ MIT เพื่อเตรียมผลักดันให้เกิด “ AHA Thailand” ขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญในการดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และ 2. โครงการ “Learning Lab” ที่ร่วมกับ Open AI เพื่อค้นหารูปแบบ AI ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กไทยมากที่สุดเพื่อนำมาสร้างเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก วัยแรงงานที่ต้อง Reskill/Upskill ไปจนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ ให้สามารถปรับตัวใช้เทคโนโลยีและกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับประเทศได้ ซึ่งงานวิจัยด้านการศึกษาทั้งหมดนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่นโยบายและการสร้าง “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติต่อไป

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมืออีกด้านคือ การนำ “Soft Power” ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย มาทำงานร่วมกับ “Hard Technology” อย่าง AI เพื่อเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน เราไม่ได้มองแค่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาและต่อยอด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์และทำความเข้าใจศิลปะการแสดง “โขน” ในเชิงลึก ซึ่งโปรเจกต์นี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต และพร้อมจะขยายผลไปยังศิลปวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ ต่อไป เพราะเป้าหมายหลักของเราคือต้องทำให้ AI เป็น “เพื่อน” ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ AI กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาดิสรัป (Disrupt) หรือทำลายล้างเรา