อิหร่านประกาศกลไกใหม่ เพื่อควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านประกาศกลไกใหม่ เพื่อควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

6 พ.ค. 2569 03:05 น.

อิหร่านประกาศกลไกใหม่ เพื่อควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านประกาศกลไกใหม่ในการควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพยายามพาเรือที่ติดค้างอยู่นานกว่า 2 เดือนออกมา

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 สถานีโทรทัศน์ “เพรสทีวี” (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านประกาศใช้กลไกใหม่ในการกำกับดูแลการสัญจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มโครงการพาเรือสินค้าที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ออกจากน่านน้ำแห่งนี้

รายงานระบุว่า ภายใต้ระบบใหม่เรือทุกลำที่มีความประสงค์จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับอีเมลจากที่อยู่ติดต่อที่เชื่อมโยงกับ หน่วยงานกำกับดูแลช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย (PGSA) เพื่อแจ้งให้ทราบถึงกฎระเบียบและข้อบังคับใหม่ในการสัญจร

นอกจากนี้ เรือทุกลำจำเป็นต้อง ขอใบอนุญาตสัญจร (Transit Permit) ก่อนที่จะเดินทางข้ามเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับการขนส่งน้ำมัน

รายงานระบุทิ้งท้ายว่า แผนการดังกล่าวถูกอธิบายว่าเป็น “ระบบการกำกับดูแลตามอำนาจอธิปไตย และขณะนี้ได้เริ่มมีผลบังคับใช้งานแล้วในช่องแคบฮอร์มุซ”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่ม “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) โดยส่งเรือของกองทัพเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อพาเรือสินค้าที่ติดค้างอยู่นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้น ออกมา ขณะที่อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

6 พ.ค. 2569 01:42 น.

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

องค์การอนามัยโลกระบุว่า อาจกำลังมีการแพร่กระจายของไวรัสฮันตาแบบคนสู่คน บนเรือสำราญที่ตอนนี้จอดอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อสาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำ

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า อาจเกิดการแพร่เชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) จากคนสู่คน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยาก บนเรือสำราญสัญชาติดัตช์ลำหนึ่ง ซึ่งมีรายงานผู้โดยสารเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ และต้องทอดสมออยู่กลางทะเลเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเทียบท่า

“เราเชื่อว่าอาจมีการแพร่เชื้อจากคนสู่คนเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกันมาก” ดร. มาเรีย แวน เคอร์โคฟ เจ้าหน้าที่จากองค์การอนามัยโลกกล่าว และทาง WHO สันนิษฐานว่าผู้ป่วยรายแรกอาจได้รับเชื้อไวรัสก่อนที่จะขึ้นเรือ

โดยปกติแล้วไวรัสชนิดนี้จะแพร่กระจายจากสัตว์จำพวกหนูสู่คน แต่ WHO ระบุว่าในกรณีนี้ เชื้ออาจแพร่กระจายในกลุ่ม “ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกันมาก” บนเรือ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรเน้นย้ำว่าความเสี่ยงต่อสาธารณชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ

บริษัท Oceanwide Expeditions ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการเรือสำราญลำนี้ระบุว่า ลูกเรือ 2 ราย เป็นชาวอังกฤษ 1 ราย และชาวดัตช์ 1 ราย จะถูกเคลื่อนย้ายทางอากาศเพื่อไปรักษาตัวที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากเริ่มมี “อาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน” นอกจากนี้ บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวเยอรมันที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ก็มีกำหนดจะถูกอพยพออกไปเช่นกัน

เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากประเทศอาร์เจนตินาเพื่อล่องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว และขณะนี้จอดทอดสมออยู่ใกล้กับประเทศเคปเวิร์ด (Cape Verde) บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา

นายทาริก ยาซาเรวิช โฆษกของ WHO ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ทีมแพทย์จากเคปเวิร์ดภายใต้การสนับสนุนของ WHO ได้ขึ้นไปบนเรือเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว และกำลังดำเนินการตรวจหาเชื้อในผู้โดยสารและลูกเรือรายอื่นๆ ที่เริ่มแสดงอาการ

บริษัท Oceanwide ระบุว่า ยังมีผู้คนอีกประมาณ 149 คนจาก 23 ประเทศที่ยังคงอยู่บนเรือภายใต้ “มาตรการป้องกันที่เข้มงวด” และนอกจากลูกเรือที่กำลังจะได้รับการอพยพแล้ว ยังมีชาวอังกฤษอีก 22 คนที่อยู่บนเรือลำนี้ด้วย

จากรายงานสถานการณ์ล่าสุดของ WHO ระบุว่า จนถึงขณะนี้ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาที่ยืนยันผลแล้ว 2 ราย และเป็นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 5 ราย

สำหรับผู้ป่วยที่ยืนยันผลแล้ว 2 ราย ได้แก่ หญิงชาวดัตช์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต และชายชาวอังกฤษวัย 69 ปี ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาที่ประเทศแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ สามีของหญิงชาวดัตช์ที่เสียชีวิตไปก่อนนั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อ เช่นเดียวกับชาวเยอรมันที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็ยังไม่ถูกนับเป็นเคสที่ยืนยันผลแล้วเช่นกัน

WHO ระบุว่า ประเทศสเปนได้อนุญาตให้เรือลำดังกล่าวเข้าเทียบท่าที่หมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands) แล้ว เพื่อทำการประเมินความเสี่ยงและติดตามอาการทางการแพทย์เพิ่มเติมได้

แต่ต่อมา กระทรวงสาธารณสุขของสเปนกลับออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวว่ายังไม่มีการยืนยันเรื่องการรับเรือลำนี้เข้าเทียบท่า

“การตัดสินใจเกี่ยวกับจุดจอดที่เหมาะสมลำดับถัดไป จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางระบาดวิทยาที่รวบรวมได้จากบนเรือในขณะที่เรือลำนี้แล่นผ่านประเทศเคปเวิร์ด” กระทรวงสาธารณสุขของสเปนระบุในแถลงการณ์ “จนกว่าจะถึงเวลานั้น กระทรวงสาธารณสุขจะยังไม่ตัดสินใจใดๆ ตามที่เราได้ชี้แจงต่อทาง WHO ไปแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

5 พ.ค. 2569 23:58 น.

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเพราะการทำสงครามกับอิหร่าน เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ออกมากล่าวลดความสำคัญของผลกระทบที่รุนแรง จากความขัดแย้งกับอิหร่านที่มีต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้นเป็น “ราคาเพียงเล็กน้อยที่ต้องจ่าย” เพื่อกำจัดความพยายามของอิหร่านในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์ระบุว่าราคาเสนอขายน้ำมันดิบต่อบาร์เรลนั้น ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมากเท่าที่เขาคาดการณ์ไว้ในตอนแรก

“ผมเคยคิดว่าน้ำมันจะพุ่งไปถึง 200, 250 หรืออาจจะ 300 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ และผมรู้ดีว่ามันจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว และเสริมว่า “วันนี้ผมดูราคามันอยู่ที่ประมาณ 102 (ดอลลาร์) ซึ่งถือเป็นราคาที่น้อยมากสำหรับการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ไปจากน้ำมือของคนจิตไม่ปกติเหล่านั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ราคาน้ำมันก็จะ “กลับเข้าสู่ภาวะปกติเอง”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินตามปั๊มในสหรัฐฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 4.48 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 31 เซนต์ในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นรวมแล้วประมาณ 50% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ผู้นำสหรัฐฯ ยังปฏิเสธที่จะระบุอย่างชัดเจนว่า การกระทำในลักษณะใดจะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังมีผลอยู่ แม้ในวันจันทร์ อิหร่านยิงเข้าใส่เรือหลายลำในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเรือของสหรัฐฯ และโจมตีเข้าใส่ดินแดนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกครั้ง

“เดี๋ยวพวกคุณก็รู้ เพราะผมจะเป็นคนบอกเอง … พวกเขารู้ดีว่าต้องทำอะไร และรู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ” ทรัมป์กล่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ และว่าขณะนี้อิหร่านกำลัง “มองหาเรือลำเล็ก ๆ เพื่อพยายามจะมาแข่งกับกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ของเรา”

ทรัมป์ยืนยันว่า ไม่มีใครกล้าท้าทายปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการปิดล้อมไม่ให้เรือเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน และอ้างด้วยว่า ฝ่ายอิหร่านต้องการที่จะทำข้อตกลง

“พวกเขาแค่เล่นเกมไปอย่างนั้น แต่ขอบอกพวกคุณไว้เลยว่า พวกเขาอยากทำข้อตกลงใจจะขาด และใครล่ะจะไม่อยากทำ ในเมื่อกองทัพของคุณพังพินาศไปหมดแล้ว”

ทรัมป์บอกด้วยว่าเขาต้องการเห็นระบบการเงินของอิหร่านล่มสลาย “ก็คงอย่างนั้น เพราะเรากำลังทำให้มันล่มสลายอยู่ … ผมหวังให้มันพังพินาศไปเลย คุณรู้ไหมว่าเพราะอะไร? เพราะผมต้องการชัยชนะยังไงล่ะ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

5 พ.ค. 2569 22:52 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ หลังจากเกิดการยิงตอบโต้กันในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามพาเรือออกจากช่องแคบ

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยืนยันว่า อิหร่านยังไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังจากเรือของสหรัฐฯ กับอิหร่านยิงตอบโต้กันเมื่อวันจันทร์ ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ พยายามเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า ได้ทำลายเรือลำเล็กของอิหร่านจำนวน 6 ลำ รวมถึงขีปนาวุธร่อนและโดรน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งกองทัพเรือเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ตกค้างอยู่ให้ผ่านช่องแคบดังกล่าว ในปฏิบัติการที่เขาเรียกว่า “โครงการแห่งเสรีภาพ” (Project Freedom)

นายพีท เฮกเซธ กล่าวว่า ปฏิบัติการเพื่อปกป้องเรือพาณิชย์นี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมานาน 4 สัปดาห์นั้นยังไม่สิ้นสุดลง “เราไม่ได้พยายามหาเรื่อง” เขากล่าวในการแถลงข่าว “ในตอนนี้ข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลอยู่แน่นอน แต่เราจะเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่เรือของสหรัฐฯ และโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในภูมิภาคตะวันออกกลางของวอชิงตันด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยหลังจากที่นายเฮกเซธแถลงได้ไม่นานในวันอังคาร กระทรวงกลาโหมของ UAE ก็ออกมาระบุว่า ระบบป้องกันทางอากาศกำลังรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่มาจากอิหร่านอีกครั้ง

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร ได้ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในอันตราย

“เราทราบดีว่าการปล่อยให้สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ ยากจะแบกรับไหว ในขณะที่พวกเรายังไม่ได้เริ่มลงมือจริง ๆ เลยด้วยซ้ำ” เขาระบุในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ นายเฮกเซธกล่าวว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการคุ้มกันเส้นทางผ่านน่านน้ำสำคัญนี้ และขณะนี้มีเรือพาณิชย์หลายร้อยลำกำลังเข้าแถวรอเพื่อเดินทางผ่าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุระเบิดหรือเพลิงไหม้บนเรือสินค้าหลายลำในบริเวณอ่าว และท่าเรือน้ำมันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกไฟไหม้จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้ในวันอังคาร UAE ต้องประกาศใช้มาตรการจำกัดการบินเหนือน่านฟ้าอีกครั้ง

กองทัพสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า มีเรือสินค้าของสหรัฐฯ 2 ลำ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบไปได้ภายใต้การสนับสนุนของเรือพิฆาตของกองทัพ แต่ทางการอิหร่านตอบโต้ว่า ไม่มีเรือลำใดผ่านไปได้ แม้ว่าบริษัทเดินเรือ เมอส์ก (Maersk) จะยืนยันว่า เรือของพวกเขาเดินทางผ่านช่องแคบไปได้ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

5 พ.ค. 2569 21:48 น.

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

(ภาพจาก AFP PHOTO / AGENCE KAMPUCHEA PRESS / AKP)

กัมพูชาประกาศใช้กลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แก้ไขข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา หลังไทยถอนตัว MOU44

เมื่อวันอังคารที่ 5 พ.ค. 2569 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเอง ประกาศดำเนินตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังไทยถอนตัว MOU44

“เรียน พี่น้องร่วมชาติที่เคารพรัก ในวันนี้ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติโดยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544 (หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 44) อย่างเป็นทางการแต่เพียงฝ่ายเดียว”

“ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้ทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานระดับทวิภาคีที่เห็นชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการจัดการกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล การมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน”

“เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ประเทศไทยได้ตัดสินใจถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว สำหรับกัมพูชา เราได้ให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคีตามแนวทางของบันทึกความเข้าใจนี้มาโดยตลอดในการจัดการกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การถอนตัวเพียงฝ่ายเดียวในครั้งนี้ถือเป็นการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยึดถือร่วมกันมานานกว่าสองทศวรรษ”

“ในกรณีนี้ ในฐานะรัฐที่เคารพและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีอย่างเคร่งครัด กัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้”

“ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่ากลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” นี้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดย UNCLOS เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจของกัมพูชาจึงสะท้อนถึงความหวังอันจริงใจของเราที่ว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุทางออกที่ยุติธรรมและยั่งยืนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนของเราทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีเสถียรภาพ และมีความสมานฉันท์สืบไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“ณัฐชา”สวมบทมือปราบปลากระป๋อง! โร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอปลาไม่ตรงปก เหน็บ”กรมประมง”บอกเป็น”ปลานิล”ใช้ FishAI ตรวจสอบหรือไม่ ข้องใจโรงงานผลิตอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด”ปลาหมอคางดำ” เตรียมส่ง”นักวิจัยมหาลัย”ตรวจคู่ขนานรัฐบาล

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับปลากระป๋อง ที่ระบุเป็นปลาแมคเคอเรล หรือปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมากลับพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น โดยก่อนที่จะมีการแถลง นายณัฐชา ได้นำปลากระป๋องชนิดอื่นที่สุ่มซื้อจากพื้นที่ จ.สมุทรสาคร มา 2 กระป๋อง โดยมีฉลากข้างปลากระป๋องระบุว่าเป็นปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเทออกมาแล้วนั้นพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม การนำปลากระป๋องมาทดลองในวันนี้ เป็นคนละยี่ห้อกับยี่ห้อที่เป็นข่าว

นายณัฐชา กล่าวว่า มีการเปิดเผยว่ามีการซื้อปลากระป๋องโดยฉลากด้านข้างระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล หรือปลาซาดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมาแล้ว เห็นเป็นปลาชนิดอื่น หากแอพพลิเคชั่นของกรมประมงใช้ได้เร็วกว่านี้ ก็คงถ่ายรูปมาแล้วจะขึ้นได้ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบและเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ว่าปลาชนิดดังกล่าวเป็นปลาชนิดใดกันแน่ มีการตั้งคำถาม 2 ประเด็น คือ ปลานิล ซึ่งองค์ประกอบโดยรวมครบองค์ประกอบที่เป็นปลานิล หรือเป็นปลาหมอคางคำ แต่ก็ไม่สามารถดูได้ด้วยเปล่า เนื่องจากปลาในกระป๋องมีการตัดหัวออกไป ซึ่งปลานิลและปลาคางดำนั้นเป็นปลาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จะมีความต่างบริเวณแก้มของปลาหมอคางดำจะมีแถบสีดำขึ้นมา ถ้าตัดหัวออกผ่าท้องขายแดดเดียวก็แยกไม่ออกระหว่างปลานิลหรือปลาหมอคางดำ

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคก็ว่ากันไป ในเรื่องกระบวนการกฎหมายที่บริษัทที่ดำเนินการผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นออกมาต้องดำเนินการ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของสายพันธุ์ปลา ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงงานผู้ผลิตในบริเวณเหล่านั้น เป็นพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตนไม่ได้บอกว่าปลาคางหมอน่ากลัว ทานไม่ได้ หรือแปรรูปไม่ได้ แต่ตนบอกว่าถ้าจะมีกระบวนการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องปลาคางดำอย่างหนึ่งอย่างใด ควรที่จะออกประกาศให้ชัดเจนและมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน เพราะถึงแม้จะมีกระบวนการนำหรือแอบนำไปแปรรูป ขั้นตอนขณะนี้ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ เพราะปลาคางดำเป็นสัตว์คุ้มครองพิเศษ ห้ามโยกย้าย ห้ามแปรรูป หากไม่ได้รับการอนุญาต

นายณัฐชา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเรามีมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่เราไม่มีวิธีการดำเนินการเพื่อที่ให้ปลาหมอคางดำหมดลงไป และเพราะเหตุใดบริเวณโดยรอบพื้นที่ ที่เป็นโรงงานผลิตปลากระป๋อง ยี่ห้อไหนก็แล้วแต่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อันดับหนึ่งของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้ง จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำลำดับต้นๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไขหรือพัฒนาปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์นี้แต่อย่างใด จนถึงเหตุการณ์พบเจอเรื่องของชนิดอื่น ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์แปรรูปของสัตว์น้ำ ควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุย วันนี้มีการประกาศโดยกรมประมงว่าปลาชนิดนี้ได้มีการตรวจสอบผ่านกระบวนการของกรมประมงแล้ว คือปลานิล แต่มีนักวิชาการกรมประมงออกมาให้ข่าวเมื่อช่วงสายว่า การพิสูจน์ปลาหมอคางดำหรือปลานิลนั้น ยังไม่ทราบว่ากรมประมงใช้วิธีใด ในการเทียบดีเอ็นเออย่างไร แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใด ทำไมบริษัทปลากระป๋องถึงต้องใช้ปลานิลจิ๋ว หรือปลานิลขนาดเล็ก

นายณัฐชา กล่าวว่า ปลาหมอคางดำในช่วงที่มีการแพร่ระบาดและมีการกวาดล้างมีมาตรการในการกวาดรับซื้อของกรมประมง ปลาหมอคางดำที่พบเจอคือขนาดประมาณ 2 – 3 นิ้ว จึงเป็นข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้วรัฐไทยแก้ไขปัญหาไม่ได้ และมีการแอบหรือปกปิดกระบวนการในการทำลายปลาหมอคางดำในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือไม่ เราไม่นิ่งนอนใจและจะติดตามการตรวจสอบของกรมประมงว่าสุดท้ายใช้วิธีใดในการตรวจสอบดีเอ็นเอ หรือใช้แอพพลิเคชั่นล่าสุด FishAI ท่านอาจจะใช้ถ่ายปลากระป๋องอันนี้ แล้วออกมาเป็นปลานิลหรือไม่ แต่พวกเรา สส.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเกิดผลกระทบ 2 ด้าน ทางผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง ทำดีมาตลอดจะได้รับผลกระทบด้วย ต้องให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มผู้ผลิตปลากระป๋องที่ผลิตถูกต้องตามกระบวนการ และเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้อยู่ในพื้นที่เช่นกัน แต่วันนี้ได้รับผลกระทบแล้ว ส่วนแบรนด์ที่ไม่ได้รับมาตรฐานหรือแบรนด์ที่มีปัญหานั้น ในสื่อบอกว่าเก็บหมดแล้ว 2 กระป๋องนี้ เป็นเพียง 2 กระป๋องในหนึ่งลังที่ทาง สส.ได้ไปหาซื้อมาในร้านค้าทั่วไปในพื้นที่ และตรวจสอบพบว่ามีอีกหลายแบนที่มีการสุ่มเปิดมาแล้วเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้เข้มงวดกวดขันมากกว่านี้

ด้าน นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าไม่เกิดความชัดเจน จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง รวมถึงภาพลักษณ์ในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิต ทำให้ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า จะเป็นเหมือนกันหมดหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า เรื่องนี้ต้องเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ฉลากและของในผลิตภัณฑ์ต้องตรงกัน ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ส่วนใครที่ทำไม่ถูกต้องก็ต้องเร่งดำเนินการจับกุมแก้ไข และใครที่ทำถูกก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา

ภายหลังการแถลงข่าว นายณัฐชา พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน ได้ตักปลากระป๋องขึ้นมาให้ผู้สื่อข่าวดูอีกครั้ง ก่อนที่ นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาชน จะตักปลากระป๋องวางบนฝ่ามือ และหยิบก้างโชว์ให้ผู้สื่อข่าวได้ดูว่า ปลาในกระป๋องไม่ใช่ปลาซาร์ดีน เพราะก้างมีลักษณะใหญ่และแข็งกว่าปลาแมคเคอเรลทั่วไป ก่อนจะชิมและกล่าวว่า “ทานได้ แต่ไม่ตรงปก ข้างกระป๋องเขียนว่าปลาซาร์ดีน แต่ปลาในกระป๋องไม่เหมือนกับที่เราเคยกิน เนื้อจะนิ่มกว่าปลาซาร์ดีน หรือปลาแมคเคอเรล”

อย่างไรก็ตาม นายณัฐชา ระบุว่า จะส่งปลากระป๋องที่เหลือไปให้นักวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นการตรวจสอบคู่ขนานกับการตรวจสอบของรัฐบาลด้วยต่อไป

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จาก “เสี่ยงเจ๊ง” สู่ “คุ้มทุน”

ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร “คุ้มทุน” แต่กลับขัดแย้งกับผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา และสรุปว่า “ไม่คุ้มทุน”
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… แลนด์บริดจ์จะคุ้มทุนได้จริงหรือ? จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา?

1. ประเด็นที่น่ากังขาจากผลการศึกษาของ สนข.

(1) แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน จริงหรือ?
ผลการศึกษาระบุว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา
แต่คำถามคือ… ได้มีการรวม “เวลาขนถ่ายสินค้า” เข้าไปแล้วหรือยัง?
เพราะในความเป็นจริง สินค้าจะถูกขนจากเรือสู่รถไฟ และ/หรือ รถบรรทุกที่ฝั่งหนึ่ง จากนั้นต้องขนส่งข้ามแผ่นดิน แล้วจึงขนถ่ายกลับขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ต้องใช้แรงงาน และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งสิ้น
หากนำเวลาทั้งหมดมาคำนวณอย่างครบถ้วน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า แลนด์บริดจ์อาจไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่อาจใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ

(2) ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้แลนด์บริดจ์ สูงเกินจริงหรือไม่?
สมมติฐานเรื่อง “ประหยัดเวลาได้ 4 วัน” นำไปสู่ข้อสรุปอีกข้อว่า จะมีเรือจำนวนมากหันมาใช้บริการท่าเรือระนองและชุมพร เพราะถ้าประหยัดเวลาได้ ก็ย่อมลดต้นทุนได้เช่นกัน
ผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการ (เปิดปี 2573) จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 19.92 ล้านตู้ (Twenty-foot Equivalent Unit หรือ TEU)
ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งาน ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงแค่ 8.34 ล้านตู้ TEU
นั่นหมายความว่า สนข.กำลังคาดการณ์ว่า ท่าเรือระนองและชุมพรมีปริมาณคอนเทนเนอร์มากกว่าท่าเรือแหลมฉบังถึง 139%
คำถามสำคัญคือ… การคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลหรือไม่?

(3) ผลตอบแทน “คุ้มทุน” มาจากสมมติฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่?
เมื่อการศึกษาคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์จำนวนมาก ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ประเทศและประชาชนได้รับ) และผลตอบแทนทางการเงิน (ผู้ลงทุนได้รับ) จึงออกมาสวยงาม และสรุปว่า “คุ้มทุน”
แต่หากสมมติฐานเรื่องเวลาและปริมาณสินค้าคลาดเคลื่อน ผลตอบแทนทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลการศึกษาของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ สศช. ซึ่งสรุปว่าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน”

2. นักลงทุนจะเชื่อผลการศึกษานี้หรือไม่?
แม้ผลการศึกษาจะออกมาดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเชื่อหรือไม่? เพราะโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท นักลงทุนระดับโลกย่อมไม่ตัดสินใจจากรายงานที่รัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่จะทำการศึกษาของตนเองอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มทุน เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน

3. ต่อให้เอกชนลงทุน… ประเทศก็ยังมีความเสี่ยง
บางคนมองว่า หากเอกชนเป็นผู้ลงทุน รัฐก็ไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ประเทศยังต้องสูญเสียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเวนคืน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ รวมทั้งโอกาสในการใช้พื้นที่และงบประมาณกับโครงการอื่นที่จำเป็นกว่า และหากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่สุดท้ายไปต่อไม่ไหวเหมือนบางโครงการในอดีต สิ่งที่อาจเหลืออยู่ก็คือ “ซากโครงการ” ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง!

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ “คุ้มทุนหรือไม่” แต่คือ… เราต้องการรับความเสี่ยงนั้นจริงหรือ?

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

“โจ ชัยวัฒน์”ไขก๊อก สส.เรียบร้อย ลุยชิงเก้าอี้”ผู้ว่าฯ กทม.”เต็มตัว ด้าน”เพชร กรุณพล”ได้อานิสงส์คัมแบ็กเข้าสภาฯ ชี้หาก”วิโรจน์”ไม่ติดคดี”44 สส.”คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ รับรู้ดีแข่งกับ”ชัชชาติ”ไม่ง่าย ยัน”ปชน.”ตระหนักดี”ชาวเมือง”เทคะแนนผ่าน สส. จึงไม่อยากทำให้ผิดหวัง อ้อนขอความไว้วางใจ

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นหนังสือลาออก สส.ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้มายื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ ส่วนเสียดายหรือไม่นั้น เป็นความรู้สึกสองอย่าง ก็มีความรู้สึกเสียดาย เพราะเป็น สส.แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กําลังเปิดสําหรับโอกาสของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพรรคประชาชนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้ง กทม.ในครั้งนี้

นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าการที่จะหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง กทม.ก็ไม่ได้ง่ายมีกระบวนการที่ยาวนาน มีการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ซึ่งสุดท้ายทางพรรคได้ตัดสินใจส่งตนเองลงมา เพราะเราให้ความสําคัญกับสนาม กทม.จริงๆ ไม่ใช่เช่นนั้น ตนเองคงไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากการเป็นผู้แทน อย่างไรก็ตาม ยังรู้สึกผูกพันกับการเป็นผู้แทนอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้ต่างไปจากเดิม เพราะเราก็เหมือนเป็นผู้แทนของคนกรุงเทพฯ ที่รับมอบฉันทามติ และความหวังของคนกรุงเทพฯ เพื่อมาทํางานอันใหม่

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทนตนเองนั้น คงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาฯ จะมีนายกรุณพล เข้ามา เรามีการพูดคุยประสานงานกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว แม้ตนเองจะออกจากสภาฯ ไปแล้ว แต่การทํางานจะดําเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ เพราะเราทํางานกันเป็นทีม มีความสามัคคีร่วมมือกัน

“จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพูดตรงๆ ว่า ถ้าหากไม่มีปัญหา หรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส.คนที่อยู่ตรงนี้ อาจจะไม่ใช่ตนเอง แต่เป็น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แต่เมื่อมีคดีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ลง จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง เพราะฉะนั้นความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผ่านมา ทั้งการเลือกตั้งใหญ่ จนถึงการเลือกตั้ง กทม.นี้ ตนเองจึงเป็นผู้เสนอตัวเข้ามา เป็นความยาก การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น จึงต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้มีการเปิดตัวทางการเมื่อวานนี้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ ว่า การแข่งขันในสนามนี้ มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติ ของกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่ใช่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนเองลง เรามีเจตจํานงทําให้ กทม.เป็นมากกว่า กทม.เพื่อนําเสนอวาระทางเลือกในการเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนําเสนอว่า กทม.จะเป็นเมืองหลวงแบบไหนให้กับคนกรุงเทพฯ จากมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง

ส่วนมองว่าตัวเลข สส.จะส่งผลต่อสนาม ส.ก.ด้วยหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อาจไม่ได้ตรงไปตรงมา หรือง่ายขนาดนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ ซึ่งเราก็อยากบอกว่า เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก สส.ของพรรคประชาชน มาแล้ว 33 เขต มอบความไว้วางใจให้กับพวกเราแล้ว

“พรรคประชาชนจึงตระหนักในเรื่องนี้ดี ว่าเราได้รับภารกิจใหญ่หลวง จากคนจากคนกรุงเทพฯ มา เราจึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ไม่ผิดหวัง หากมีโอกาสที่พรรคประชาชนเข้ามาทําให้คนกรุงเทพฯ เขาก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่คนกรุงเทพฯ มอบให้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายกรุณพล กล่าวเสริมว่า พรรคได้มีการคัดเลือกผู้สมัครเป็นแคนดิเดต ไม่ใช่แค่คนในอย่างเดียว แต่ยังมีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย การคัดเลือกของพรรค มีเรื่องทั้งนโยบายส่วนตัว นโยบายหลัก และการทํางานร่วมกันกับ ส.ก.เดิมและใหม่ รวมถึง สส.กทม.และปริมณฑล เพราะ กทม.ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ปกครองพิเศษ ที่เราจะทํางานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรอยต่อที่ต้องประสานความร่วมมือในพื้นที่ใกล่เคียงอื่นๆ ที่ต้องทํางานร่วมกันด้วย ดังนั้น เราจึงเล็งเห็นว่าการที่มีผู้เสนอตัวหลายท่าน ที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ และพูดคุยกัน จึงตกตะกอนกันเช่นนี้

นายกรุณพล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของนายวิโรจน์นั้น หากมีคําตัดสินหรือคําวินิจฉัยของศาลฎีกา ซึ่งอาจทําให้เกิดความกังวล ว่าถ้าเราได้มีโอกาสดูแล กทม.แล้วถึงเวลานั้น มีคําพิพากษาออกมา อาจทําให้เสียโอกาส หรือเกิดปัญหาใดๆ ในอนาคตได้ จึงปิดโอกาสในการที่ต้องแก้ปัญหานี้ และเอาคนที่พรรคคิดว่า น่าจะสื่อสารได้ดี มีความรู้ความสามารถ และเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ คนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.จะทําได้ดีมากๆ แต่นายชัชชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะผลักดันวาระ กทม.ได้ ไม่ใช่การแก้เพียงเส้นเลือดฝอย แต่ปัญหาหลักคือเส้นเลือดใหญ่ รวมถึงการใช้งบประมาณที่มีข้อสงสัยในหลายครั้ง ซึ่งนายชัชชาติเองไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มีทีมงานที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม.และทีมทํางานอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเรามี สส.ทั้ง 33 คน มีผู้สมัคร ส.ก.ครั้งที่แล้ว เราได้ 10 กว่าเสียง แต่ครั้งนี้ เราคาดหวังว่า น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 30 คน เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญ

“การที่มี ส.ก.แต่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม.หรือการที่มีผู้ว่าฯ กทม.แต่ไม่มี ส.ก.นั้น เราเห็นกันแล้วว่า การผลักดันประเด็นที่ผ่านมาเกิดข้อขัดแย้งจริงๆ ไม่สามารถผลักดันประเด็นที่จะพัฒนา กทม.ให้เป็นของทุกคนได้ ดังนั้น ครั้งนี้เราจึงเชื่อว่า การที่เรามีตัวแทนผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.เกินครึ่งของสภาฯ กทม.จะช่วยผลักดันวาระของประชาชนในกรุงเทพฯ ได้ รวมถึง สส.อีก 33 คนของเรา และ สส.ทั้งหมด 120 คน ที่จะช่วยแก้ไขกฎหมายใหญ่ ที่เป็นอุปสรรคของ กทม.ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่จะแก้ไขการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ กทม.เพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับได้ทั่วประเทศ” นายกรุณพล กล่าว

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า องคาพยพทั้งหมดของพรรคประชาชน และเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมจะเข้ามาทํางานท้องถิ่น เป็นที่ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็น อย่างการที่ทุกคนเห็นพรรคประชาชนทํางานท้องถิ่น จ.ลำพูน แต่นั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเพียงพอ เพราะเรามีผู้แทน 2 คน นายก อบจ. 1 คนเท่านั้น ครั้งนี้ใน กทม.เรามีทีมพรรคประชาชนทั้งพรรค เข้ามาขับเคลื่อน กทม.เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่า ถ้า กทม.พัฒนาได้ด้วยพรรคประชาชน ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้มากขนาดไหน

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

วันนี้ 6 พฤษภาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง หรือ เอิร์ธ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และบุตรชายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะการเงินของกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมา เพื่อความเป็นธรรมให้กับคุณพ่อ โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการวิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “”งบประมาณของกรุงเทพมหานคร“ เกินดุลทุกปี-ความพยายามชำระหนี้BTS-เงินเหลือไว้ให้ 76,000 ล้าน ไม่ใช่ 94 ล้าน เมื่อเร็วๆ นี้ มีการพูดถึงสถานะการเงินของ กทม. และมีการพาดพิงมาถึงช่วงเวลาที่ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ

ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจง โดยไม่วิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน(ตามเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ยืนยันว่า จะสนับสนุนการทำงาน โดยไม่มีวิจารณ์และขัดขวาง ผู้บริหารกทม. เพื่อให้สามารถบริหารงานอย่างเต็มที่)

เอิร์ธ พงศกร

ดังนั้น ผมจึงขออธิบายความจริงอีกด้าน เพื่อความเป็นธรรมของ พล.ต.อ.อัศวิน

1. “เงินเหลือ เกินดุล” งบประมาณ พ.ศ.2560 +5406, พ.ศ.2561 +14193, พ.ศ.2562 +8134, พ.ศ.2563 +4586, พ.ศ.2564 +4551, พ.ศ.2565 +10952 การมีเงินเหลือจ่ายตอนสิ้นปีงบประมาณ เป็นเรื่องปกติทางบัญชีที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเก็บรายได้ทะลุเป้า หรือเพราะมีโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคากลาง แต่ในช่วงปี 62-65 กรุงเทพก็เผชิญกับวิกฤตCOVID-19 รัฐบาลกลางมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการประกาศ “ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงถึง 90%” ติดต่อกันถึงสองปี นั่นหมายความว่า รายได้หลักของ กทม. หายวับไป ปีละ 10,000 ถึง 14,000 ล้านบาท

แต่รายจ่ายกลับพุ่งทะยานขึ้น ทั้งในเรื่องของสาธารณสุข การเยียวยาและการดูแลคนกรุงเทพในช่วงโควิด แต่ก็เลือกที่จะประคองเมืองให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการรัดเข็มขัดอย่างหนักหน่วงที่สุด

เอิร์ธ พงศกร

2. หนี้รถไฟฟ้า ทุกวันนี้ มีการพูดว่า กทม. ขนาดนำเงินไปชำระหนี้ยังมีเงินเหลือ เกินดุล อีกกว่า5000ล้านบาท ในอดีต พล.ต.อ.อัศวิน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าหนี้ก้อนนี้จะมีมาก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง

-ขอให้ สภา กทม. อนุมัติใช้เงินสะสม เพื่อชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากสภา กทม. มีความกังวลว่าภาระหนี้จะใหญ่เกินกว่าที่ กทม. จะแบกรับไหว และกลัวว่าเมืองจะล้มละลาย

-จากนั้น ก็ได้ไปขอ สภากทม. พร้อม “ร่างข้อบัญญัติกู้เงิน” เพื่อขอนำเงินมารับโอนทรัพย์สินและชำระหนี้ก้อนนี้ให้จบ ซึ่งสามารถแบ่งชำระได้ในส่วนของ หมอชิต-คูคต

-ในส่วนหนี้ที่เหลือ ก็หันไปหารัฐบาลกลาง ขอเงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลเป็นคนสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ

-สุดท้าย มีความพยายามจากรัฐบาลในการใช้ ม.44 เพื่อเจรจากับเอกชน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้

เอิร์ธ พงศกร

3. วาทกรรม “เหลือเงินให้ 94 ล้าน” นี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุดคือ มีการพูดซ้ำๆ ว่าผู้บริหารชุดเก่าทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียงแค่ 94 ล้านบาท… (ภายหลัง ผู้ว่าฯปัจจุบัน ออกมาชี้แจงว่าไม่จริง) “บัญชีเงินสะสมรวม” ของ กทม. ที่ผู้บริหารชุดเก่าส่งต่อให้นั้น สูงถึงประมาณ 76,000 ล้านบาท (เพื่อเป็นบำนาญให้ข้าราชการ เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน และ เพื่อให้ใช้ไปแนวทางผู้บริหารใหม่ช่วงเวลาสำคัญ)

ซึ่งต่อมา ผู้บริหารและ สภา กทม. ชุดใหม่ ได้อนุมัติให้ใช้”เงินสะสม 76,000 ล้านบาท” ออกมาจ่ายหนี้ค่าระบบ (E&M) กว่า 23,000 ล้านบาท และค่าเดินรถ (O&M) อีกกว่า 40,000 ล้านบาทได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันยังเหลือหนี้ในโครงการนี้ อีกประมาณ 50,000-60,000 กว่าล้านบาท

ปัจจุบันเงินสะสมนี้คาดการณ์ว่าเหลืออยู่ที่หลักพันล้านบาท ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการบริหารเงินจะออกมาในรูปแบบ “เกินดุล” “สมดุล” หรือ”ขาดดุล” มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ การที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันและสภา กทม. ชุดใหม่ สามารถหาทางออกและชำระหนี้ก้อนใหญ่ได้สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ และขอเป็นกำลังให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านปัจจุบัน และ สก. ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่เพื่อเมืองนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพราะความสำเร็จของพวกท่าน คือ ”กรุงเทพมหานครของพวกเราทุกคน“”

เอิร์ธ พงศกร

หลังโพสต์ของ นายพงศกร ขวัญเมือง เผยแพร่ออกไป มีแฟนคลับและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก เช่น

“เยี่ยมมากค่ะอธิบายได้ละเอียดชัดเจนตรงไปตรงมา..ลูกไม้หล่นใต้ต้นเก่งทั้งคุณพ่ออัศวินและลูก สมัยหน้าขอให้ได้เป็นส.สนะคะน้องเอิร์ธพงศกร #ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณอัศวินและน้องเอิร์ธพงศกรคนที่เก่งและดีไม่ว่าจะทำหน้าที่ตำแหน่งอะไรก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เสมอ”

“คนจริง ของจริงครับ”

“รักเคารพท่านอัศวิน ค่ะ เจตนารมณ์ของท่านยิ่งใหญ่มากท่านไม่เคยวิจารณ์และว่าใคร ไม่ว่าจะยุคไหนๆ”

“ถ้ายังไม่ลืมพาสเวิร์ดใน X โพสต์ด้วยนะคะ จะรอรีโพสต์”

“สุดยอดครับท่าน”

เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang

โบว์ ณัฏฐา อัดยับ! สูตรเดิม ยกประเด็น ชาตินิยม ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

โบว์ ณัฏฐา อัดยับ! สูตรเดิม ยกประเด็น ชาตินิยม ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

โบว์ ณัฏฐา อัดยับ! สูตรเดิม ยกประเด็น ชาตินิยม ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มากันแล้วตามสูตร ยกประเด็น “ชาตินิยม” ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

 ไม่เอาท่าเรือ ไม่เอาคลังสินค้า ไม่เอาถนน ไม่เอาทางรถไฟ ไม่เอานิคมอุตสาหกรรม ไม่เอาตำแหน่งงาน ไม่เอา GDP ไม่เอาเศรษฐกิจใหม่ ไม่เอาอะไรเลย

อยากเก็บแผ่นดินเปล่าๆไว้ รอดูลูกหลานออกไปหาโอกาสนอกประเทศ ที่ยังอยู่ก็ก้มหน้าหางานค่าแรงถูกต่อไป

ทั้งนี้ โบว์ ณัฏฐา ยังโพสต์ข้อความใต้คอมเมนต์ ว่า แลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นแค่แลนด์บริดจ์ คลังสินค้าตรงนั้นสามารถเป็นที่พักสินค้าและกลายเป็นจุดจ่ายสินค้าหลักได้ จะออกขวาออกซ้ายไปได้หมด ยังไม่นับว่าเป็นการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด คนภาคใต้ลืมตาอ้าปากได้ ผลเป็นโดมิโนโตกันทั้งประเทศ

โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างท่าเรือและเส้นทางเชื่อมต่อระว่างระนองกับชุมพร แต่เป็นการสร้าง อำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ และโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับภูมิภาคอาเซียน จีน ทะเลจีนใต้และตะวันออกไกล

ข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสามารถจัดการได้ด้วยเทคโนโลยีและงบประมาณ ส่วนเรื่องการให้เช่าที่ดินก็เป็นกลไกปกติในการดึงดูดการลงทุน

หากไทยไม่ทำแล้วเมียนมาทำสำเร็จ ประเทศไทยจะสูญเสียความได้เปรียบไปอีกนาน

จังหวะที่ดีที่สุดมาถึงแล้ว ค่าเสียโอกาสจากการล้มโครงการ คือสิ่งที่ประเมินค่ามิได้