ผู้พัฒนาแอปฟ้อง Apple 2 พันล้านปอนด์ ปมกฎการติดตามข้อมูล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2957340

ผู้พัฒนาแอปฟ้อง Apple 2 พันล้านปอนด์ ปมกฎการติดตามข้อมูล

4 ก.ย. 2569 03:19 น.

ผู้พัฒนาแอปฟ้อง Apple 2 พันล้านปอนด์ ปมกฎการติดตามข้อมูล

กลุ่มผู้พัฒนาแอปพลิเคชันในอังกฤษร่วมกันฟ้องร้องบริษัท แอปเปิล เพื่อเรียกค่าเสียหายกว่า 2 พันล้านปอนด์ โดยกล่าวหาว่า กฎการติดตามข้อมูลของแอปที่แอปเปิลกำหนด ไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรวมตัวกันยื่นฟ้องร้องบริษัท แอปเปิล (Apple) ต่อศาลในกรุงลอนดอน เพื่อเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 2 พันล้านปอนด์ จากความขัดแย้งเรื่องกฎการติดตามข้อมูลของแอป โดยแอปเปิลถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางที่ผิด เพื่อตั้งข้อจำกัดผู้พัฒนาแอปบุคคลที่สามอย่างไม่เป็นธรรม

คดีฟ้องร้องดังกล่าว ซึ่งถูกยื่นต่อศาลอุทธรณ์การแข่งขันทางการค้าแห่งกรุงลอนดอน เมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) มีขึ้นหลังจากฟีเจอร์ “ความโปร่งใสในการติดตามของแอป” (App Tracking Transparency – ATT) ซึ่งเปิดตัวในปี 2564 ถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบอย่างเข้มข้นมานานหลายปี

แอปเปิลเคยระบุว่า ฟีเจอร์นี้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมได้เองว่าจะอนุญาตให้แอปต่างๆ ติดตามกิจกรรมของผู้ใช้ ข้ามแอปและเว็บไซต์ของบริษัทอื่นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทนายความผู้ยื่นฟ้องแอปเปิลในคดีใหม่นี้ระบุว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวบังคับใช้ข้อกำหนดที่เข้มงวดกับผู้พัฒนาแอปภายนอกมากกว่าบริการของแอปเปิลเอง ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่ระบบนิเวศการโฆษณาของแอปเปิล

แอน โป๊ป อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันและการตลาดแห่งบริเตน (CMA) ซึ่งเป็นผู้นำในการฟ้องร้องคดีนี้ในนามของกลุ่มผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน กล่าวว่า นโยบายของแอปเปิล “ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างมากต่อธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแอปเปิลในฐานะผู้ควบคุมการเข้าถึง”

“การดำเนินคดีครั้งนี้มีความสำคัญในการปกป้องสิทธิของธุรกิจในอังกฤษที่ต้องพึ่งพาแอปเปิล เพื่อให้แน่ใจว่ากฎเกณฑ์ที่แอปเปิลใช้นั้นมีความเป็นธรรม และเพื่อชดเชยความสูญเสียที่บริษัทในอังกฤษได้รับ” โป๊ประบุในแถลงการณ์

ด้านแอปเปิลระบุว่า ฟีเจอร์ ATT ถูกสร้างขึ้น “เพื่อให้ผู้ใช้มีวิธีที่ง่ายดายในการควบคุมว่าแอปได้รับอนุญาตให้ติดตามกิจกรรมของพวกเขาหรือไม่” พร้อมเสริมว่าพวกเขา “อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเดียวกันกับผู้พัฒนาแอปทุกคนทุกประการ”

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ ATT ของแอปเปิลตกเป็นเป้าการสอบสวนทั่วทั้งยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วแอปเปิลยอมตกลงที่จะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่ควบคุมวิธีที่ผู้พัฒนาแอป สามารถใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการโฆษณาแบบเจาะจงเป้าหมายได้

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของเยอรมนีได้กล่าวหาแอปเปิลว่าใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด หลังจากที่เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก รวมถึงสำนักพิมพ์ ผู้โฆษณา และผู้พัฒนาแอป — ซึ่งโมเดลธุรกิจต้องพึ่งพาการติดตามข้อมูลเพื่อการโฆษณา — ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฟีเจอร์ดังกล่าว

นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลในฝรั่งเศส อิตาลี โปแลนด์ และประเทศอื่นๆ ก็ได้เข้าสอบสวนกรอบการทำงานของฟีเจอร์ ATT ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

4 ก.ย. 2569 02:04 น.

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

นอร์เวย์เข้ายึดเรือของรัสเซียลำหนึ่งในทะเลอาร์กติก เพื่อบังคับใช้คำสั่งศาลที่ให้รัสเซียจ่ายค่าชดเชยแก่บริษัทพลังงานยูเครน “นาฟโตแกซ” จากกรณีที่รัสเซียเข้ายึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมีย

นอร์เวย์เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเมื่อวันพุธ (2 ก.ย. 2569) หลังจากมอสโกล้มเหลวในการจ่ายเงินชดเชยจำนวน 4,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายแก่บริษัทพลังงาน “นาฟโตแกซ” (Naftogaz) ของยูเครน เพื่อชดเชยทรัพย์สินในแคว้นไครเมียที่ถูกรัสเซียเข้ายึดครอง ตามคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในกรุงเฮกเมื่อปี 2566

นาฟโตแกซระบุในโพสต์บน X ว่า การยึดเรือครั้งนี้เป็น “ส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกในการบังคับใช้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเข้ายึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมียอย่างผิดกฎหมาย หลังจากที่รัสเซียเข้าผนวกดินแดนแต่เพียงฝ่ายเดียวในปี 2557”

บริษัทกฎหมาย Covington ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้แทนทางกฎหมายของนาฟโตแกซ เปิดเผยว่า เรือ “โปรเฟสเซอร์ มอลชานอฟ” (Professor Molchanov) ถูกยึดที่บริเวณนอกชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ดในเขตอาร์กติกของนอร์เวย์ หลังจากเกิดการเผชิญหน้ากับหน่วยยามฝั่งของนอร์เวย์นานถึง 24 ชั่วโมง

ด้านสำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานอ้างคำพูดของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศที่เรียกการกระทำของนอร์เวย์ว่าเป็นการกระทำเยี่ยง “โจรสลัด”

อเล็กเซ เชกุนคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาตะวันออกไกลและอาร์กติกของรัสเซีย กล่าวว่า การยึดเรือ โปรเฟสเซอร์ มอลชานอฟ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปฏิเสธกฎหมายและความไร้กฎหมายของชาติตะวันตก ซึ่งมอสโกจะยื่นคัดค้านคำตัดสินดังกล่าว

ทั้งนี้ นาฟโตแกซได้ดำเนินคดีทางกฎหมายกับรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับการยึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมีย

“รัสเซียไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเพียงเพราะปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้” เซอร์ฮีย์ เฟโดเรนโก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนาฟโตแกซ กล่าว

“เราจะเดินหน้าติดตามยึดทรัพย์สินของรัสเซียทั่วโลกต่อไป จนกว่าจะมีการชำระเงินชดเชยให้แก่นาฟโตแกซและบริษัทอื่นๆ ในเครือนาฟโตแกซ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

4 ก.ย. 2569 01:31 น.

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ เปรย อาจไม่ช่วยสนับสนุนสหราชอาณาจักรในข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กับอาร์เจนตินา เนื่องจากสหราชอาณาจักรไม่ยอมส่งเรือรบไปช่วยสหรัฐฯ รบกับอิหร่าน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า เขาอาจจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือสหราชอาณาจักรในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับอาร์เจนตินา เรื่องการอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เนื่องจากอังกฤษไม่ช่วยสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน

ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว GB News ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อังกฤษ “ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม” ในสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าในเวลาต่อมาเขาจะกล่าวว่ากองทัพของเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ก็ตาม

ถ้อยแถลงล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า สหรัฐฯ อาจทบทวนท่าทีที่เป็นกลางเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ หากสหราชอาณาจักรไม่เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ

ขณะที่ประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มีเล ของอาร์เจนตินา มีกำหนดจะแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์ในคืนวันพฤหัสบดีเกี่ยวกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการอ้างสิทธิ “ทางประวัติศาสตร์” ของชาติเหนือหมู่เกาะแห่งนี้

ทั้งนี้ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ยังคงเป็นชนวนข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินา แม้จะผ่านมานานกว่า 40 ปีนับตั้งแต่เกิดสงครามแย้งชิงดินแดนแห่งนี้

เมื่อถูกถามว่าเขาจะเข้าช่วยเหลือสหราชอาณาจักร หากเกิดข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์หรือไม่ ทรัมป์บอกกับ GB News ว่า “ฟังนะ ผมอยู่ที่นั่นตอนที่พวกเขาทำสงครามครั้งแรก”

“นั่นมันนานมาแล้ว และผมก็เฝ้าดูอย่างระมัดระวัง พวกคุณวางตัวได้ดีมาก พวกคุณชิงมันกลับคืนมาได้อย่างเข้มแข็งทีเดียว แต่มันอยู่ไกลมาก”

เมื่อหันมาพูดถึงความขัดแย้งในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทรัมป์เสริมว่า “ประเทศของพวกคุณทำได้ไม่ดีนัก อย่าลืมนะว่าพวกคุณได้น้ำมันเปอร์เซ็นต์ใหญ่มาจากช่องแคบฮอร์มุซ แต่พวกคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม”

“ประเทศของพวกคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม เราไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือหรอก แต่ผมได้ถามนาโต (NATO) และถามอดีตผู้นำของพวกคุณว่า “ทำไมคุณถึงไม่ส่งเรือมาสักสองสามลำล่ะ?””

ทรัมป์อ้างว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในตอนนั้นให้คำตอบกับเขาว่า “ไม่มีเรือว่าง” ซึ่งถือเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเศร้า ทรัมป์เสริมด้วยว่า “นาโตไม่ได้อยู่ตรงนั้น ทั้งๆ ที่พวกเขารับ – ประเทศส่วนใหญ่เหล่านั้นรับ – น้ำมันส่วนใหญ่มาจากที่นั่น ดังนั้นเราจึงทำเรื่องนี้ด้วยตัวเราเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

3 ก.ย. 2569 23:51 น.

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

เด็กนักเรียนและครูในอินโดนีเซีย ล้มป่วยอาหารเป็นพิษมากกว่า 2,000 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าสาเหตุมาจากอาหารในโครงการอาหารโรงเรียนฟรีของรัฐบาล ซึ่งเต็มไปด้วยข้อครหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีนักเรียนและครูประมาณ 2,000 คนทั่วประเทศอินโดนีเซียล้มป่วยด้วยอาการอาหารเป็นพิษ ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการอาหารฟรีในโรงเรียนของรัฐบาล โดยกรณีล่าสุดเกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมในเมืองลาเซม จังหวัดชวากลาง มีผู้ป่วย 777 คน

อาหารดังกล่าวจัดหาให้ผ่านโครงการงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่มุ่งหวังยกระดับโภชนาการสำหรับเด็กนักเรียนในอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะถูกสงสัยว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์อาหารเป็นพิษหมู่หลายครั้งติดต่อกันแล้ว โครงการนี้ยังเผชิญกับการร้องเรียนเรื่องการทุจริตและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับงบประมาณที่สูงมากอีกด้วย

นักเรียนทั้งหมด 752 คน และครูอีก 25 คน มีอาการอาหารเป็นพิษหลังจากรับประทานอาหารที่ได้รับจากโครงการ Makan Bergizi Gratis (MBG) ที่โรงเรียนมัธยมในเมืองลาเซม ในช่วงมื้อเที่ยงวันพุธ

“พวกเขาท้องเสียและต้องสลับกันใช้ห้องน้ำ” นายจูฮาร์ตูติก ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว และเสริมว่า โรงเรียนแห่งนี้มีห้องน้ำทั้งหมด 40 ห้อง จึงไม่เพียงพอสำหรับทุกคน

หลังจากนั้น ทางโรงเรียนได้ส่งตัวนักเรียนเกือบ 1,200 คน และเจ้าหน้าที่อีก 95 คนกลับบ้าน ขณะที่หลายคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด และตัวแทนจัดส่งอาหารในท้องถิ่นได้เดินทางมายังโรงเรียนเพื่อ “รับผิดชอบ” ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

เหตุการณ์ที่โรงเรียนในเมืองลาเซม เกิดขึ้นหลังจากเพิ่งมีผู้ป่วย 730 คน หลังรับประทานอาหารจากโครงการ MBG ที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย.)

นอกจากนั้นยังมีนักเรียนอีกหลายร้อยคนต้องสงสัยว่าป่วยอาหารเป็นพิษ จากโครงการอาหารฟรีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงที่โรงเรียนหลายแห่งในเมืองตานา โตราจา จังหวัดสุลาเวสีใต้

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้บรรดาครูนักเรียนป่วยอาหารเป็นพิษดังกล่าว แต่การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมหรืออาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ มักเป็นสาเหตุของกรณีอาหารเป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายปฏิเสธอาหารที่มีการปนเปื้อน

ผู้ปกครองและครูบอกกับผู้สื่อข่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อไก่ที่พวกเขาหรือเด็กๆ ทาน มีลักษณะเป็นเมือก อาหารหลายอย่างก็ดูเหมือนไม่สุกและมีกลิ่นคาว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้ โดยมีการนำตัวอย่างอาหารไปตรวจหาการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

นายอัคมัด โชเลห์ สยารีฟูดิน หัวหน้าหน่วยจัดส่งอาหารในเมืองลาเซม ออกมาขอโทษและ “ขอรับผิดชอบเรื่องการฟื้นฟูร่างกายของนักเรียนและครูทั้งหมด” และรับปากว่า หน่วยงานจะทำการประเมินการทำงานอย่างครอบคลุมหลังเกิดเหตุการณ์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

3 ก.ย. 2569 22:56 น.

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

อิหร่านโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีของอเมริกาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยไม่สนคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่าจะโจมตีหนักขึ้นหากอิหร่านตอบโต้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย. 2569 อิหร่านโจมตีเข้าใส่ฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดยไม่สนคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเตือนว่า จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักยิ่งขึ้นหากเตหะรานทำการตอบโต้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุระลอกใหม่ในสงครามที่ยืดเยื้อมานานถึง 6 เดือน

ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพของเขามีความพร้อมที่จะโจมตีอิหร่าน “เมื่อไรก็ได้ที่เราต้องการ” หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของอิหร่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ

เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในคูเวต จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก

การปะทะกันดังกล่าวทำให้สถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ เลวร้ายลงไปอีก ในขณะที่อิหร่านยังคงปิดล้อมเส้นทางส่งออกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างแน่นหนา ส่วนสหรัฐฯ ก็กดดันด้วยการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเพื่อตอบโต้เช่นกัน

พลเอก โมห์เซน เรซาอี ประธานฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่า อิหร่านได้นำ “ยุทธศาสตร์ใหม่” มาใช้ในสงคราม ซึ่ง “จะทำลายรากฐานของพวกคุณให้พังทลาย”

ด้านกองทัพคูเวตระบุในวันพฤหัสบดีว่า กำลังเร่งสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน โดยสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านยืนยันว่า เตหะรานกำลังมุ่งเป้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย “เพื่อตอบโต้การก่ออาชญากรรมของสหรัฐฯ ต่อประชาชนชาวอิหร่าน”

การโจมตีตอบโต้กันระลอกล่าสุดเริ่มขึ้นเมื่อวอชิงตันโจมตีเข้าใส่เกาะลารัก (Larak) ของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน โดยอ้างว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้เตหะรานนำทุ่นระเบิดไปวางในช่องแคบฮอร์มุซ

ฝ่ายอิหร่านกล่าวว่าการโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ทำให้มี “ผู้บาดเจ็บล้มตาย” จึงตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกเหนือจากการปฏิบัติการทางทหารแล้ว วอชิงตันยังประกาศกร้าวว่าจะตัดเส้นทางเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพันธมิตรทางการค้าของอิหร่านด้วย

คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธว่า การขยายการคว่ำบาตรไปยังพันธมิตรทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ จะส่งผลให้เกิด “การกดดันขั้นสูงสุดอย่างแท้จริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

3 ก.ย. 2569 22:08 น.

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

กลอเรีย สไตเนม ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและความเท่าเทียมในสหรัฐฯ มานานกว่าครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 92 ปี ในขณะที่บุคคลสำคัญมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความอาลัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลอเรีย สไตเนม ผู้นำขบวนการปลดแอกสตรีในสหรัฐอเมริกา และเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 92 ปี โดยมูลนิธิของเธอระบุในโพสต์บนอินสตาแกรมว่า สไตเนม “จากไปอย่างสงบ” ที่บ้านพักในนครนิวยอร์กเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 ก.ย. 2569) “ท่ามกลางคนที่รักเธอมากมาย”

สไตเนม ซึ่งเป็นทั้งนักเขียนและบรรณาธิการนิตยสาร ได้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มพันธมิตรเพื่อความเคลื่อนไหวของสตรี” (Women’s Action Alliance – WAA) ซึ่งเป็นกลุ่มที่อุทิศตนเพื่อต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติทางเพศมานานกว่า 50 ปี

เธอเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักข่าวในนิวยอร์ก และต่อมาได้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Ms. ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ฉบับแรกๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องปัญหาของผู้หญิง นอกเหนือจากเรื่องงานบ้านและความสวยความงาม

ในช่วงทศวรรษ 70 สไตเนมเป็นผู้รณรงค์คนสำคัญเพื่อสิทธิเจริญพันธุ์ของผู้หญิง รวมถึงประเด็นอื่นๆ โดยตัวเธอเองเคยทำแท้งอย่างผิดกฎหมายในลอนดอนเมื่อตอนอายุ 22 ปี และในหลายปีต่อมา เธอได้ร่วมยินดีกับคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในคดี Roe v. Wade เมื่อปี 2516 ซึ่งรับรองสิทธิ์การทำแท้งของผู้หญิง และเกือบครึ่งศตวรรษต่อมา เธอได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในการพลิกคำตัดสินดังกล่าว

เธอยังออกมาสนับสนุนการทำให้การสมรสของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนความเท่าเทียมในสิทธิและค่าตอบแทนสำหรับผู้หญิง รวมถึงการประท้วงต่อต้านโทษประหารชีวิตและการขลิบอวัยวะเพศหญิงด้วย

ทั้งนี้ สไตเนมเกิดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2477 ที่เมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ เธอมีวัยเด็กที่ยากลำบากและไม่ได้เข้าเรียนแบบเต็มเวลาจนกระทั่งอายุ 12 ปี

หลังจากจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในช่วงปลายทศวรรษ 50 เธอเดินทางไปอินเดียด้วยทุนการศึกษาวิจัยและใช้เวลา 2 ปี ในบทบาทที่หลากหลาย รวมถึงการช่วยหญิงสาวในหมู่บ้านจัดการประท้วงโดยสงบต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำให้เธอเริ่มสนใจเรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนรากหญ้า

จากนั้นเธอได้ย้ายไปนครนิวยอร์กในช่วงต้นทศวรรษ 60 เพื่อเริ่มต้นอาชีพนักเขียนอิสระ และพบจุดเปลี่ยนจากการที่เธอเขียนบทความเปิดโปงเรื่องสภาพการทำงานของสาวเพลย์บอยบันนี (Playboy Bunny) ก่อนที่เธอจะกลายเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร New York Magazine และก่อตั้งนิตยสาร Ms. ในปี 2515

สไตเนมเข้าพิธีสมรสกับ เดวิด เบล นักธุรกิจและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชาวแอฟริกาใต้ และบิดาของ คริสเตียน เบล นักแสดงชื่อดัง ในปี 2543 ก่อนที่เบลจะเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมาด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง

ในปี 2556 บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้มอบเหรียญอิสริยาภรณ์ประธานาธิบดีเพื่ออิสรภาพ (Presidential Medal of Freedom) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดสำหรับพลเรือนของสหรัฐฯ ให้แก่สไตเนม

มูลนิธิของสไตเนมระบุว่า “เธอยังคงทำงานเพื่อความเท่าเทียมจนกระทั่งวาระสุดท้าย”

“ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกลอเรียคือความสามารถในการรับฟังผู้อื่น การทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าได้รับการมองเห็นและรับฟัง คำพูด การกระทำ และแบบอย่างของเธอเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง กลอเรียใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อเจตนารมณ์แห่งอิสรภาพ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอารมณ์ขันอันยอดเยี่ยมเสมอมา”

มูลนิธิระบุอีกว่า ในช่วงปีท้ายๆ ของชีวิต สไตเนมใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนและงานเขียน โดยเปิดบ้านต้อนรับแขกเพื่อจัดกิจกรรม “Talking Circles” (วงเสวนาพูดคุย) ซึ่งเป็นประเพณีที่จะยังคงดำเนินต่อไป

หลังข่าวการเสียชีวิตของสไตเนมถูกเปิดเผยออกมา ผู้คนมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความอาลัย โดยเหล่านักเขียนและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีต่างร่วมแสดงความคิดเห็นบนอินสตาแกรม บางคนระบุว่า เธอเป็นผู้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา

เมแกน มาร์เคิล พระชายาในเจ้าชายแฮร์รี่ แห่งอังกฤษ ก็ออกมาร่วมแสดงความอาลัยด้วย โดยโพสต์รูปที่ทั้งคู่เคยถ่ายร่วมกันลงบนอินสตาแกรมพร้อมกับข้อความว่า “พวกคุณทุกคนต่างรู้ถึงเกียรติยศมากมายของเธอและวิธีที่เธอช่วยขับเคลื่อนโลกเพื่อผู้หญิงและทุกคน”

ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้สมัครประธานาธิบดีปี 2559 ระบุว่า สไตเนมคือ “หนึ่งในสถาปนิกผู้สร้างโครงสร้างทั้งหมดแห่งความเท่าเทียมของสตรี หมายถึงการทลายอุปสรรคเพื่อให้หญิงสาวสามารถมีส่วนร่วมในจุดที่พรสวรรค์และความพยายามของพวกเขานำพาไป”

“กลอเรียเป็นคนมองโลกในแง่ดี” คลินตันบอกกับรายการ CBS Mornings เมื่อวันพฤหัสบดี “การเคลื่อนไหวของเธอมีรากฐานมาจากความมองโลกในแง่ดี และนั่นคือทางเลือกทางศีลธรรม ซึ่งเธอเลือกทำมันในทุกๆ วัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

3 ก.ย. 2569 17:44 น.

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

ผู้ว่าฯ ชลบุรี พร้อมคณะ เยี่ยมชมเรือ “USS Abraham Lincoln” เรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ หลังเทียบท่าแหลมฉบัง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พลตรีประเสริฐ ใจกล้า ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 และนายอำเภอในพื้นที่ เดินทางเข้าเยี่ยมชม USS Abraham Lincoln (CVN-72) เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้าจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ

สำหรับ USS Abraham Lincoln (CVN-72) ถือเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงของกองทัพเรือสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวน 2 เครื่อง ทำให้สามารถปฏิบัติการและเดินทางได้เป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่จำเป็นต้องเติมเชื้อเพลิงบ่อยครั้ง

ตัวเรือมีความยาวกว่า 333 เมตร หรือเปรียบได้กับสนามฟุตบอลประมาณ 3 สนามต่อกัน และมีความสูงเทียบเท่าอาคารประมาณ 20 ชั้น สามารถรองรับลูกเรือและเจ้าหน้าที่ประจำการรวมกันมากกว่า 5,000 นาย อีกทั้งยังสามารถรองรับอากาศยานได้มากกว่า 80 ลำ ทั้งเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานสำหรับภารกิจแจ้งเตือนภัยทางอากาศ

การเดินทางมาเยือนจังหวัดชลบุรีของเรือ USS Abraham Lincoln ในครั้งนี้ นอกจากสะท้อนถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเฉพาะเมืองพัทยาและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจบริการได้รับประโยชน์จากการเดินทางเข้ามาพักผ่อนของกำลังพล

ด้านจังหวัดชลบุรีได้เตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยประสานกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง จัดจุดตรวจและสายตรวจดูแลความเรียบร้อยทั้งทางบกและทางน้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและจัดระบบจราจร รวมถึงการขนส่งบริเวณโดยรอบท่าเรือแหลมฉบังและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้ลูกเรือและกำลังพลสหรัฐฯ สามารถเดินทางพักผ่อนในพื้นที่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีพร้อมให้การต้อนรับกำลังพลสหรัฐฯ ด้วยมิตรภาพ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดชลบุรี ตลอดช่วงเวลาที่ลูกเรือและกำลังพลพักผ่อนอยู่ในพื้นที่

เวียดนามสั่งประหาร 11 คน คดียาเสพติด 3.6 หมื่นล้านบาท ผู้ต้องหา 227 คน

เวียดนามสั่งประหาร 11 คน คดียาเสพติด 3.6 หมื่นล้านบาท ผู้ต้องหา 227 คน

3 ก.ย. 2569 17:17 น.

เวียดนามสั่งประหาร 11 คน คดียาเสพติด 3.6 หมื่นล้านบาท ผู้ต้องหา 227 คน

ศาลประชาชนนครโฮจิมินห์ของเวียดนามพิพากษาประหารชีวิต 11 คน และจำคุกตลอดชีวิตอีก 19 คน ในคดีเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ หรือคดี “VN10” ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 227 คน ที่มีมูลค่าการหมุนเวียนเงินสูงถึงเกือบ 29 ล้านล้านดอง หรือราว 36,700 ล้านบาท

ศาลประชาชนนครโฮจิมินห์ของเวียดนามมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน ให้ ประหารชีวิตจำเลย 11 คน ในความผิดฐานลักลอบค้ายาเสพติด ในคดีที่ใช้รหัสว่า “VN10” ซึ่งทางการเวียดนามระบุว่าเป็นหนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถทลายได้ ส่วนจำเลยอีก 19 คนถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่จำเลยที่เหลือได้รับโทษตั้งแต่จำคุก 18 เดือนโดยรอลงอาญา ไปจนถึงจำคุก 29 ปี

หนึ่งในผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตคือ ฮา ดานห์ นาม วัย 52 ปี จากจังหวัดเหงะอาน ซึ่งศาลระบุว่าเป็นหัวหน้าเครือข่าย เขายังถูกปรับเงินอีก 100 ล้านดอง หรือประมาณ 126,500 บาท ส่วนผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตอีก 10 คนถูกปรับคนละ 50-100 ล้านดอง

จำเลยที่ถูกจำคุกตลอดชีวิต 19 คน รวมถึง ฮว่าง ซี ทัง วัย 39 ปี และ บุย วัน แองห์ ซึ่งเป็นหลานเขยของทัง ทั้งคู่มาจากจังหวัดเหงะอานและทำหน้าที่ดูแลจุดเก็บยาเสพติดหลักของเครือข่าย โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานลำเลียงยาเสพติดผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ หลังประมวลกฎหมายอาญาของเวียดนามฉบับแก้ไขมีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ความผิดฐานลำเลียงยาเสพติดมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากมีการยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดฐานดังกล่าว แต่โทษประหารชีวิตยังคงใช้ได้กับความผิดฐานค้ายาเสพติด

ในบรรดาจำเลยยังมีบุคคลที่เป็นที่รู้จักในเวียดนาม ได้แก่ จิ ดาน นักร้อง ซึ่งมีชื่อจริงว่า เหงียน จุง ฮิว ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานจัดให้มีการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย ส่วนเหงียน โด จุ๊ก เฟือง บุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการทำงานด้านการกุศล ถูกจำคุก 6 ปีในความผิดฐานเดียวกัน

ส่วน อันเดรีย อายบาร์ การ์โมนา นางแบบชาวสเปน ซึ่งทำงานในเวียดนามภายใต้ชื่อ อัน เทย์ ถูกจำคุก 8 ปี ประกอบด้วยโทษจำคุก 7 ปีในข้อหาจัดให้มีการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย และอีก 1 ปีในข้อหาครอบครองยาเสพติด

คำฟ้องครอบคลุมความผิด 8 ประเภท นอกจากค้ายาเสพติดและครอบครองยาแล้ว ยังรวมถึงการใช้เอกสารปลอม การไม่แจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรม การปกปิดความผิด และการยักยอกทรัพย์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยส่วนใหญ่รับสารภาพและแสดงความสำนึกผิด ขณะที่นามและจำเลยอีก 3 คนที่ยังหลบหนี รวมถึง วู ไห่ แองห์ ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด

การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยมี วู แทงห์ ลัม หัวหน้าฝ่ายคดีอาญาของศาลเป็นประธานการพิจารณา มีอัยการ 6 คนและทนายฝ่ายจำเลยมากกว่า 120 คนเข้าร่วม โดยสำนวนคำฟ้องมีความยาวกว่า 350 หน้า

การพิจารณาคดีบางส่วนดำเนินผ่านระบบวิดีโอเชื่อมต่อกับเรือนจำกักกันจี้ฮหว่า ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังจำเลยส่วนใหญ่ และการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นเร็วกว่ากำหนดถึง 9 วัน โดยศาลยอมรับว่ามีข้อบกพร่องบางประการในบันทึกการสอบสวน เช่น ความไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ที่มีการบันทึกการสอบปากคำ แต่เห็นว่าข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของคดี

จุดเริ่มต้นของเครือข่ายเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม 2023 เมื่อฮา ดานห์ นาม ว่าจ้างทัง ซึ่งเป็นคนขับรถจากจังหวัดเดียวกัน ให้ไปรับพัสดุจากต่างประเทศ ยาเสพติดถูกซุกซ่อนอยู่ภายใน หลอดยาสีฟัน และปะปนมากับสินค้าบริโภคทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ จากนั้นทังได้ชักชวนบุย วัน แองห์ ซึ่งเป็นหลานเขยของเขา ให้เข้ามาช่วยรับและนำพัสดุไปส่งต่อ ก่อนที่เครือข่ายจะถูกจับกุมในเดือนมีนาคม 2023 มีพัสดุยาเสพติดจำนวน 6 ล็อต ถูกส่งมาถึงจุดพักของทังในจังหวัดด่งนาย

ทังทำหน้าที่แบ่งยาเสพติดและสั่งการให้แองห์นำไปส่งต่อแก่ผู้จัดจำหน่ายในนครโฮจิมินห์และพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นจังหวัดบิ่ญเซือง โดยผู้ลำเลียงได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 6-50 ล้านด่ง หรือราว 230-1,900 ดอลลาร์สหรัฐ

นามยังลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่เวียดนามผ่านบริการจัดส่งพัสดุด่วนระหว่างประเทศ โดยส่งพัสดุจากฝรั่งเศสไปยังกรุงฮานอย ก่อนกระจายต่อไปยังพื้นที่อื่น เขายังใช้บัญชีธนาคารที่เปิดในชื่อบุตรชายเพื่อโอนและหมุนเวียนเงินจากธุรกิจยาเสพติด จากการวิเคราะห์เสียงและการยืนยันตัวบุคคลของจำเลยรายอื่น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุได้ว่านามเป็นบุคคลที่คอยออกคำสั่ง แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธข้อกล่าวหา

ส่วน เหงียน ฮุย ฮว่าง หนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิต ทำหน้าที่ควบคุมสาขาของเครือข่าย ซึ่งรับยาเสพติดจากนามไปกระจายและจำหน่ายในปริมาณมาก

ศาลพบว่าเครือข่ายดังกล่าวอำพรางยาเสพติดไว้ในสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และลำเลียงผ่านบริษัทรับส่งสินค้าและบริการจัดส่งพัสดุ สมาชิกเครือข่ายยังใช้แอปพลิเคชันรับส่งข้อความแบบเข้ารหัสในการติดต่อประสานงาน และชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารที่เปิดในชื่อบุคคลอื่น

คดี VN10 เริ่มเป็นที่สนใจของเจ้าหน้าที่เมื่อเช้าวันที่ 16 มีนาคม 2023 หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ตตรวจพบความผิดปกติจากเครื่องสแกนสัมภาระของเที่ยวบิน VN10 ของสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ส ซึ่งเดินทางมาจากกรุงปารีส

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าเดินทางของ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 4 คน พบหลอดยาสีฟันทั้งหมด 327 หลอด โดยในจำนวนนี้ 157 หลอดถูกใช้ซุกซ่อนยาเสพติด ภายในหลอดดังกล่าวพบ MDMA หรือยาอีประมาณ 8.3 กิโลกรัม และเคตามีนเกือบ 3 กิโลกรัม พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้ง 4 คนรับจ้างนำสินค้าทั่วไปจากฝรั่งเศสกลับมายังเวียดนาม น้ำหนักรวมประมาณ 60 กิโลกรัม โดยได้รับค่าจ้าง 6.5 ยูโร ต่อกิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม หลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่พบว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญากับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้ง 4 คน เนื่องจากพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับนามหรือทัง และไม่ทราบว่าภายในหลอดยาสีฟันมีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ ตำรวจนครโฮจิมินห์จึงนำหมายเลขเที่ยวบิน VN10 มาใช้เป็นชื่อรหัสในการสืบสวนเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ที่ตามมา

ทางการเวียดนามระบุว่า คดี VN10 ถือเป็น คดียาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางธุรกรรมทางการเงินได้เกือบ 29 ล้านล้านด่ง หรือประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เครือข่ายดังกล่าวเชื่อมโยงกับสาขาและเครือข่ายย่อยเกือบ 500 แห่ง ใน 34 จังหวัดและนครทั่วเวียดนาม

ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาเสพติดได้เกือบ 600 กิโลกรัม พร้อมอาวุธปืน 12 กระบอก กระสุน 67 นัด และระเบิดมือ 3 ลูก ผลจากการขยายผลคดีทำให้มีผู้ถูกระบุเป็นผู้ต้องหาแล้วมากกว่า 2,700 คน ในคดีที่แยกย่อยออกมาจากการสอบสวนทั้งหมด 477 คดี คำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน ครอบคลุมจำเลยจำนวน 227 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีค้ายาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในเวียดนาม.

ที่มา VnExpress

ฟิลิปปินส์ซ้อมรับมือมือปืนในโรงเรียน หวังเพิ่มความปลอดภัยนักเรียน หลังเกิดเหตุยิง 2 ครั้ง

ฟิลิปปินส์ซ้อมรับมือมือปืนในโรงเรียน หวังเพิ่มความปลอดภัยนักเรียน หลังเกิดเหตุยิง 2 ครั้ง

3 ก.ย. 2569 16:12 น.

ฟิลิปปินส์ซ้อมรับมือมือปืนในโรงเรียน หวังเพิ่มความปลอดภัยนักเรียน หลังเกิดเหตุยิง 2 ครั้ง

กระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ นำนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมการฝึกซ้อมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีเกิดเหตุบุคคลมีอาวุธบุกรุกเข้ามาก่อเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อสร้างความพร้อมในการปกป้องชีวิตนักเรียน หลังฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเหตุยิงในโรงเรียนถึง 2 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยปรับรูปแบบการฝึกด้วยการห้ามจำลองเหตุรุนแรงเสมือนจริง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก

นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายราว 3,000 คน ที่โรงเรียนมัธยมคาร์ลอส เอฟ. กอนซาเลซ เมืองบูลากัน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา เข้าร่วมการซ้อมด้านความปลอดภัย โดยทันทีที่สัญญาณเตือนดังขึ้น นักเรียนพากันเข้าไปหลบในห้องเรียน ล็อกประตู ใช้โต๊ะและเก้าอี้กีดขวางทางเข้า ปิดม่านและไฟ ก่อนหมอบอยู่ใต้โต๊ะเพื่อป้องกันตัวเอง

การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทั่วประเทศของกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ เพื่อยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน หลังเกิดเหตุยิงในสถานศึกษา 2 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตกใจให้กับสังคมฟิลิปปินส์ เนื่องจากเหตุยิงในโรงเรียนถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในประเทศ

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องเผชิญภัยพิบัติอยู่เสมอ โรงเรียนจึงคุ้นเคยกับการซ้อมรับมือแผ่นดินไหวและอัคคีภัย แต่การซ้อมรับมือเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธหรือเหตุยิงในโรงเรียนถือเป็นเรื่องใหม่

มัลคอล์ม การ์มา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ กล่าวว่า โรงเรียนต่าง ๆ มีประสบการณ์และสามารถดำเนินการซ้อมหนีไฟและแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่การซ้อมรับมือภัยคุกคามลักษณะนี้เป็นเรื่องใหม่ จึงจำเป็นต้องฝึกซ้อมเพื่อให้โรงเรียนรู้จักสังเกตภัยคุกคามและสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

การซ้อมที่จังหวัดบูลากันใช้เวลาประมาณ 12 นาที และมีตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตลอดจนบุคลากรและครูของโรงเรียนราว 250 คนเข้าร่วม

ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในพื้นที่รายงานว่า หลังการซ้อม ครูนำทางนักเรียนออกจากห้องเรียนโดยชูแขนขึ้น เพื่อแสดงว่าไม่มีอาวุธ ก่อนพานักเรียนไปยังโรงยิมหรือสนามกีฬาในร่มของโรงเรียน ซึ่งนักเรียนต้องรอการประเมินด้านจิตใจจากเจ้าหน้าที่ และรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน

รอย ฟามา ครูโรงเรียนคาร์ลอส เอฟ. กอนซาเลซ กล่าวว่า เดิมทีเขารู้สึกหวาดกลัวเมื่อทราบว่าจะมีการซ้อมลักษณะนี้ แต่เห็นว่าการเข้าร่วมการฝึกเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยลดความกลัว และช่วยเตรียมทั้งครูและนักเรียนให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุจริง

การซ้อมดังกล่าวเดิมมีกำหนดจัดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย รวมถึงเสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่กังวลว่า การจำลองเหตุการณ์รุนแรงที่สมจริงเกินไปอาจสร้างผลกระทบทางจิตใจในระยะยาวแก่เด็ก

กระทรวงศึกษาธิการจึงปรับปรุงแนวทางการฝึกใหม่ โดยห้ามใช้การจำลองผู้ก่อเหตุที่มีพฤติกรรมสมจริงเกินไป รวมถึงห้ามใช้ฉากจำลองภัยคุกคามที่มีรายละเอียดรุนแรงหรือภาพเหตุการณ์ที่อาจสร้างความหวาดกลัว

แทนที่จะจำลองเหตุยิงโดยตรง การฝึกครั้งนี้ใช้สัญญาณเตือนเฉพาะสำหรับเหตุภัยคุกคามด้านความปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งแตกต่างจากสัญญาณที่ใช้ในการซ้อมอัคคีภัยหรือแผ่นดินไหว เพื่อให้นักเรียนและบุคลากรจดจำขั้นตอนการปฏิบัติได้โดยไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความทุกข์ทางจิตใจ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองบางส่วนยังคงไม่สบายใจกับการฝึกดังกล่าว เอพริล ทาปิออน วัย 40 ปี กล่าวว่า เธอยังคงลังเลที่จะส่งลูกซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 เข้าร่วมการฝึก แม้กระทรวงศึกษาธิการจะปรับเปลี่ยนรูปแบบแล้วก็ตาม เธอกังวลว่าการนำแนวคิดเรื่องการโจมตีด้วยอาวุธเข้าสู่การฝึกอาจทำให้เด็กมองโลกว่าเป็นสถานที่ที่น่าหวาดกลัวและเต็มไปด้วยคนไม่ดี

ด้านคารินา มัลลองกา ผู้อำนวยการ Infant Jesus Academy วิทยาเขตคาลิโบ เห็นว่า โรงเรียนและสังคมฟิลิปปินส์ควรให้ความสำคัญกับการเสริมระบบสนับสนุนเด็กในด้านอื่น ๆ ด้วย

เธอเสนอให้โรงเรียนเพิ่มความเข้มแข็งของโครงการให้คำปรึกษาและดูแลนักเรียน ทำให้เด็กมั่นใจว่ามีครูประจำชั้นคอยสนับสนุน และส่งเสริมให้เด็กกล้าพูดถึงปัญหาและความรู้สึกของตนเอง

อย่างไรก็ตาม จอนวิก เรมุลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเดินทางไปสังเกตการณ์การฝึกที่จังหวัดบูลากัน กล่าวว่า การฝึกไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสอนนักเรียนให้รู้วิธีตอบสนองต่อภัยคุกคามเท่านั้น แต่ยังช่วยทดสอบและพัฒนาการประสานงานระหว่างตำรวจท้องที่กับหน่วยฉุกเฉินด้วย และแสดงความมั่นใจว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากผ่านการฝึก

ขณะที่การ์มากล่าวว่า แนวทางใหม่กำหนดให้มีการใช้ระบบ Unified 911 ของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถแจ้งเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ตามระบบดังกล่าว ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถโทรไปยังหมายเลขฉุกเฉินเพียง 3 หลัก จากนั้นเจ้าหน้าที่รับสายจะเชื่อมต่อการแจ้งเหตุไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่นสามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า การซ้อมทั่วประเทศครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลัก “Do No Harm” หรือ “ไม่ก่อให้เกิดอันตราย” โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาวะของนักเรียนแบบองค์รวม

ระหว่างการฝึก นักเรียนและครูจะร่วมกันปฏิบัติตามขั้นตอนล็อกพื้นที่หรือปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลาประมาณ 30 นาที ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการปฐมพยาบาลทั้งกรณีฉุกเฉินทางร่างกายและเหตุฉุกเฉินด้านจิตสังคม

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินและปรับปรุงแนวทางการรับมือ เพื่อให้การฝึกมีความเหมาะสมกับเด็กมากที่สุด การ์มากล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะช่วยให้คำแนะนำและร่วมพัฒนาแนวทางที่มีความครอบคลุม เป็นมิตรกับเด็ก และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็ก

กระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ย้ำว่า เป้าหมายของการฝึกไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว แต่เป็นการทำให้นักเรียน ครู และบุคลากรโรงเรียนรู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเผชิญเหตุภัยคุกคามจริง พร้อมทั้งพัฒนาระบบประสานงานระหว่างโรงเรียน ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตและลดความสูญเสียหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นจริงในอนาคต.

ที่มา Philippine News Agency / AFP

‘ณัฐวุฒิ’ สลิ้งแตก ผลัก ‘สมชัย’ ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ (ชมคลิป)

4 กันยายน 2569 เวลา 15:36 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

วันนี้ 4 กันยายน 2569 บริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้น เมื่อ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และมือกฎหมายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินปรี่เข้าไปหา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ขณะกำลังปั่นจักรยานมาถึงบริเวณหน้าโรงพักตามเวลานัดหมาย เพื่อเตรียมเข้าแจ้งความเอาผิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นชั่วเสี้ยววินาทีท่ามกลางสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายณัฐวุฒิได้ตรงเข้าชี้หน้าตะโกนถามว่า “จะไปไหน มึงไปไหน มึงจะไปไหน” ก่อนจะคว้าจับแขนและผลักนายสมชัยจนล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับรถจักรยาน ซึ่งเบื้องต้นได้รับบาดเจ็บมีแผลถลอกบริเวณเข่าด้านขวา

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

ซึ่งนายสมชัยได้ชี้ไปยังคู่กรณีและพูดว่า “ทำร้ายร่างกายครับ” อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ดร.ณัฐวุฒิ ได้ชี้กลับไปและกล่าวคำพูดอย่างดุเดือดต่อนาย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ว่า “ทำร้ายอะไร ทำร้ายอะไร มึงทำร้ายอะไร” ท่ามกลางสื่อมวลชนที่รอทำข่าวต้องคอยห้ามการกระทำดังกล่าว ขณะที่เจ้าตัวได้ลั่นใส่ นายสมชัย เพิ่มว่า “กูพร้อมเจอมึง” แต่นายณัฐวุฒิกลับหันไปต่อว่าสื่อมวลชนที่บันทึกภาพเหตุการณ์และห้ามปราบด้วยถ้อยคำดุเดือด ก่อนที่จะกล่าวคำขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม กับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ยังดำเนินต่อไปอีกพักหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ ได้เข้าระงับเหตุและพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน แต่นายณัฐวุฒิยังคงแสดงอาการขัดขืนและพยายามเดินเข้าหาคู่กรณีอีกครั้ง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยื่นคำขาดว่าหากไม่ยอมหยุดจะทำการใส่กุญแจมือ นายณัฐวุฒิ จึงยอมสงบสติอารมณ์และเดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไปด้านใน

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, ดร.ณัฐวุฒิ, ทำร้ายร่างกาย, สน.ทองหล่อ, สมชัย ศรีสุทธิยากร